19 พฤษภาคม 2561
9 K
01

วิชา

‘กริ๊ก’

ผมเสียบเข็มขัดนิรภัยคาดตัวเองไว้กับเบาะรถบัส ส่วนเสียงอีกสิบกว่ากริ๊กที่ดังตามมาเป็นของเพื่อนร่วมทางที่มีทั้งชาว The Cloud และแขกรับเชิญพิเศษอย่างแพรี่พาย อาย กมลเนตร และ แป้งโกะ จินตนัดดา

หลังเสียงกริ๊กสุดท้าย คนขับรถผู้สวมเชิ้ตสีขาวผูกเน็กไทดำก็แตะคันเร่งพาพวกเราออกจากสนามบินนาโงยะมุ่งหน้าสู่จังหวัดชิซึโอกะ

จังหวัดที่ผมจดจำว่าเป็นดินแดนของภูเขาไฟฟูจิ ไร่ชา และไร่วาซาบิ

ของดีประจำจังหวัดที่เปรียบได้กับสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น

ไร่ชา

การเดินทางคราวนี้ ชาชิซึโอกะชวนพวกเรามาเยี่ยมบ้านซึ่งทุกคนตอบรับและจัดกระเป๋าด้วยความยินดี ก่อนจะถึงบ้านเพื่อน ผมขอทบทวนความรู้เกี่ยวกับชาเตรียมไว้ก่อน

ชาบนโลกนี้มี 2 สายพันธุ์หลัก คือชาอู่หลงกับชาอัสสัม ที่เรียกว่าชาเชียว ชาดำ ชามะลิ ชาเอิร์ลเกรย์ ชาพีช ชาโน่นชานี่ คือการนำชา 2 สายพันธุ์นี้ไปแปรรูปและเบลนด์ด้วยวิธีต่างๆ

ไร่ชาสวยๆ ที่เราเห็นเป็นพุ่มเป็นแนวคือไร่ชาอู่หลง ส่วนใหญ่จะถูกแปรรูปเป็นบรรดาชาจีนและชาเขียว

ส่วนชาอัสสัมที่ขึ้นเป็นกอกระจัดกระจายกันไป ส่วนใหญ่จะถูกปรุงแบบโลกตะวันตก กลายเป็นบรรดาชาฝรั่งทั้งหลายรวมถึงชาแขก และชาดำ 

พี่น้องชนเผ่าทางภาคเหนือของไทยเรียกชาอัสสัมว่า ชาป่า มีวัฒนธรรมการปลูกและดื่มชามานับพันปี

ส่วนชาอู่หลงเพิ่งปลูกกันเมื่อ พ.ศ. 2518 ที่ดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย โดยทหารกองพล 93 ของก๊กมินตั๋งซึ่งขอลี้ภัยสงครามกลางเมืองของจีนมาอยู่ในไทย พวกเขานำพันธุ์ชามาจากไต้หวันถิ่นของลูกพี่ใหญ่เจียงไคเช็ก เพราะเห็นว่าดอยแม่สลองมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ใกล้เคียงกับไต้หวัน

ไร่ชา

ตัดกลับมาฝั่งญี่ปุ่น เมล็ดพันธุ์ชาอู่หลงต้นแรกเดินทางจากแดนมังกรมาหย่อนลงในดินของจังหวัดชิซึโอกะเมื่อ ค.ศ. 1241 ด้วยมือของหลวงพี่โฌอิชิ โคะกุฌิ จากนั้นก็กระจายไปทั่วญี่ปุ่น

ถ้าคนญี่ปุ่นดื่มชารวมกันวันละ 100 แก้วชา 40 แก้วจะถูกชงจากใบชาที่เติบโตด้วยดินดี น้ำมีแร่ธาตุ และอากาศบริสุทธิ์ของจังหวัดชิซึโอกะ 

จังหวัดนี้เลยเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวเกี่ยวกับชา แต่รถบัสของเราแล่นผ่านสถานที่เหล่านั้นมุ่งหน้าสู่ถนนแคบๆ ทะลุป่าสน วนตามไหล่เขาขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ

ต้นชาไม่ค่อยอยากหายใจถ้ารากของมันสูงน้อยกว่า 300 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่ถ้ามันอยู่สูงเกินกว่า 600 เมตรก็เรียกได้ว่าเป็นชาระดับราชา

ตอนนี้รถบัสของเราน่าจะอยู่แถวๆ วังแล้ว

02

วังชา

เราเดินผ่านป้าย Kaneda Otaen เข้ามาในสำนักงานกึ่งร้านค้าขนาดจิ๋ว

ที่นี่คือร้านชาของคุณลุงวัย 75 ปีซึ่งทำไร่ชามาตั้งแต่ 5 ขวบ เขาทำชาแบบประณีตจนชาของเขาถูกนำไปถวายให้สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ รวมถึงใช้เลี้ยงรับรองผู้นำประเทศต่างๆ ในการประชุม G7

ไม่ใช่แค่นั้น เขายังพัฒนาให้ชากลายเป็นเครื่องดื่มเพื่อการสังสรรค์ ดื่มด่ำกับมันได้ด้วยหลายประสาทสัมผัส ทั้งดม ชม ชิม แบบเดียวกันกับไวน์ แล้วก็ชงพร้อมดื่มบรรจุขวดขายเหมือนไวน์ในราคาที่ฟังแล้วลืมหายใจ

ขวดละ 100,000 บาทไทย

เรื่องเล่ายังไม่ทันจางหาย ถาดไม้ใส่ถ้วยชาเซรามิกก็ยื่นมารับรองพวกเรา

ชา

ชาที่อยู่ในถ้วยเรียกว่า ‘เกียะกุโระ’ รสหวานแบบน้ำซุป ทิ้งรสอูมามิจางๆ ไว้บนปลายลิ้น

ก่อนเก็บชา 1 สัปดาห์ คุณลุงจะกางตาข่ายสีเทาคลุมต้นชาเพื่อชะลอการสังเคราะห์แสง ใบชาจะได้เก็บโปรตีนเอาไว้ให้มากที่สุด นั่นคือที่มาของรสอูมามิ

ช่วงนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ เป็นช่วงเริ่มต้นของการเก็บชาครั้งแรกของปีหรือ First Flush ถือเป็นใบชาที่คุณภาพและราคาสูงที่สุด ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวรอบนี้เรียกแบบเลอค่าว่า ’88 วันทองคำ’

ตอนนี้คุณลุงเจ้าของไร่ชาค่อนข้างยุ่งเลยปล่อยให้ถ้วยชาต้อนรับเราไปก่อน

เขาผลักประตูเดินเข้ามาแล้ว

“ลุงโอตะ” ล่ามประจำการเดินทางแนะนำตัวเจ้าของสถานที่

ผมอมยิ้ม เขาไม่ใช่แฟนวงไอดอลแต่เขาชื่อโอตะ มาซาตากะ เป็นเจ้าของรางวัลมากมายที่ทั้งตั้งทั้งแขวนอยู่แน่นร้าน

“รางวัลแรกที่ได้รับไม่ใช่ของผม แต่เป็นของภรรยา” คุณลุงโอตะยิ้มราวเป็นสมาชิกชมรมพ่อบ้านใจกล้า “ผมคิดในใจว่าเป็นผู้ชายแท้ๆ ทำไมถึงไม่ได้รางวัลก็เลยไม่ยอมแพ้ พัฒนาเต็มที่จนกระทั่งคนจัดประชุม G7 ได้ชิมชาของผม เขาบอกว่าอร่อยกว่าของภรรยาผมอีกก็เลยเลือกไปใช้รับรองในการประชุม G7”

โอตะ มาซาตากะ

เมื่อถามว่าเรียนปลูกชาจากที่ไหน คุณลุงบอกว่าโรงเรียนคือไร่ชา

“ผมไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ ที่บ้านจับผมไปเรียนทำไร่ชาตั้งแต่ 5 ขวบ ทรมานมาก ตอนเด็กๆ พอพูดถึงไร่ชาผมจะเกลียดมันมากเพราะมันทำให้ผมไม่ได้ไปโรงเรียน แต่พอโตขึ้นเริ่มเป็นเกษตรกรเมื่อ 60 ปีก่อน ผมได้เงินเดือนจากรัฐบาลมากกว่าคนอื่นประมาณ 3 เท่า อาจเป็นเพราะผมถูกฝึกโดยปู่ย่าตั้งแต่เด็ก พอมีฝีมือก็เลยได้เงินมากกว่าคนอื่น”

แต่คุณลุงไม่ได้มองว่าการได้เงินมากกว่าจะทำให้เขาสบายกว่าคนอื่น 

“ผมได้เงินมากกว่าคนอื่นเลยอยากพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีก ผมเร่ิมคิดค้นวิธีทำดินแบบของตัวเอง สำหรับผมสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำไร่ชาคือดิน”

พูดจบคุณลุงโอตะก็ชวนพวกเรานั่งรถขึ้นเขาต่อไปยังไร่ชาของเขา

03

อาชา

“หน้าหนาวไม่มีพ่อแม่คนไหนเปิดพัดลมให้ลูกหรอก ชาก็เปรียบเหมือนลูกของผม” ลุงโอตะอธิบายเหตุผลที่ใช้ตาข่ายขึงรอบไร่ชา

ฟังแล้วรู้สึกเหมือนกำลังจะไปเยี่ยมหลาน

“การทำชาให้อร่อยมันก็เหมือนกับสิ่งอื่นๆ นั่นแหละ คือคุณต้องเลือกทำในสิ่งที่ไม่ง่าย” ลุงโอตะหยอดคำคมถัดมาเมื่อเราเดินเข้าใกล้ไร่ชา

ไร่ชา ไร่ชา

“เราต้องเดินเหมือนปู จะได้ก้าวเท้าโดนดินให้มากที่สุด” ลุงโอตะอธิบายต่อเมื่อเห็นพวกเราทำหน้างง  “หมายถึงให้เดินมาที่ไร่ชาให้มากที่สุด” ได้ยินประโยคนี้แล้วผมนึกถึงสิ่งที่นางเอกเรื่อง Little Forest บอกว่า ต้นข้าวจะโตเมื่อได้ยินเสียงคนเดิน 

เราอยู่ใกล้จนต้นชาคงได้ยินเสียงเราแล้ว

โอตะ มาซาตากะ

“จะปลูกชาให้ดีต้องดูแลดิน ดินของผมนุ่มมาก คนอยากนอนเตียงนุ่มๆ ชาก็อยากอยู่บนดินนุ่มๆ” คุณลุงโอตะเล่าต่อว่า เขาปรุงดินด้วยการใช้หญ้าของภูเขาผสมลงไปในดิน

เท้าผมบอกว่าดินในไร่นี้ร่วนซุยมาก นุ่มยิ่งกว่าพื้นรองเท้าวิ่งยี่ห้อไหนๆ

ส่วนมือรายงานว่าถ้าคุ้ยดินขึ้นมา 3 ครั้ง ต้องมีสักครั้งที่ได้ทักทายไส้เดือน

ดินคือเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ชาของลุงโอตะมีราคาแพงมาก ไร่ชาที่ปลูกแบบพิเศษที่สุดมีขนาด 100 เฮกตาร์ (625 ไร่) เก็บใบชาสดได้รอบละ 30 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ แปรรูปแล้วเหลือ 3 กิโลกรัม เก็บเกี่ยวปีละ 2 ครั้งเท่านั้น

“ทำของที่มีคุณภาพมันก็จะได้ปริมาณน้อยแบบนี้แหละ ช่วยไม่ได้” คุณลุงตอบด้วยน้ำเสียงธรรมดามาก

โอตะ มาซาตากะ

หลังจากเก็บใบชารอบที่ 2 คุณลุงจะตัดแต่งใบของต้นชา ระหว่างที่มันจำศีลในฤดูหนาว มันได้สะสมสารอาหารเอาไว้เต็มใบจนได้ชา First Flush ในรอบถัดไปที่ดีที่สุด

ไร่ชาของลุงโอตะดูแลโดยสมาชิกผู้ชายของครอบครัวจำนวน 4 คนเท่านั้น แต่ช่วงเก็บเกี่ยวต้องจ้างวานเพื่อนบ้านมาช่วย 

คุณลุงโอตะทิ้งท้ายด้วยการถ่ายทอดเคล็ดลับวิชาการเก็บยอดชาให้พวกเรา

“ต้องเด็ดยอดชายาว 6 เซนติเมตร และห้ามใช้เล็บจิก”

04

เดชา

วันแห่งชายังไม่จบ

เราโค้งลาลุงโอตะเพื่อไปไร่ชาอีกแห่ง ไร่ชาแห่งนี้ตอนรับเราด้วยชาเกียะกุโระแบบชงด้วยน้ำเย็น รินน้ำแค่พอปริ่มใบชา จิบสั้นๆ ได้สองสามจิบ เขาว่าเป็นการทดสอบรสชาติของชาเกียะกุโระที่ดีทีสุด จากนั้นค่อยรินน้ำร้อนใส่แล้วชงแบบปกติ

ใบชา

ชาแก้วนี้มีรสอูมามิแบบเดียวกับชาของลุงโอตะ รางวัลการันตีก็มีเต็มชั้น

แต่จุดเด่นของที่นี่ไม่ได้มีแค่รสชาติ

ไร่ชา ไร่ชา

ไร่ชาแห่งนี้ถือเป็นไร่ชาที่อยู่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่นเลยเป็นชาที่มีสารอาหารสูงสุด ชาที่ตั้งใจทำสูงสุด หรือจะใส่คำขยายใดๆ ลงไปก็ได้แล้วปิดท้ายด้วยสูงสุด 

แล้วสูงเท่าไหร่

บอกตัวเลขไปก็ไม่น่าจด ผมจำได้แบบไม่ต้องจำว่ามันสูงเท่าตึก Tokyo Skytree พอดีเป๊ะ

Shizuoka Skytea 

ถ้าผมเป็นเจ้าของไร่ รับรองว่าได้ใช้ชื่อแน่ๆ

 

05

ลือชา

วันถัดมาเรามาเยือน Harada บริษัทผลิตชาที่ขึ้นชื่อลือชามากว่า 100 ปี

ที่โถงทางเดินด้านหน้ามีชั้นวางขวดชาและถุงชาตั้งโชว์ไว้หลายรูปแบบ ที่นี่รับผลิตชาให้บริษัทชาทั่วญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศ ทั้งชาขวด ชาซอง และชาผง 

เจ้าหน้าที่เอาชุดเก็บชามาให้สาวๆ ผู้ร่วมเดินทางของเราเปลี่ยน ส่วนผู้ชายได้สวมชุดเป็นนักทำชาหรือ Tea Master

Tea Master

เมื่อเปลี่ยนชุดเสร็จเราก็ได้พบกับซาโตรุ ฟูจิโมโต นักทำชาระดับเทพ เขาเป็นคนจังหวัดชิซึโอกะ โตมากับชา เขาเล่าว่าสมัยเด็กๆ ทุกบ้านมีไร่ชาของตัวเอง มีห้องแปรรูปชา (อะระฉะ) พอเวลาผ่านไปสิบบ้านก็อาจจะใช้ห้องแปรรูปชาด้วยกัน ส่วนตอนนี้หนึ่งชุมชนก็มีห้องแบบนี้เอาไว้ใช้แค่ห้องเดียว

อาจารย์ซาโตรุวางจานตัวอย่างใบชาชนิดต่างๆ ไว้เต็มโต๊ะแล้วค่อยๆ แนะนำชาแต่ละชนิดให้เรารู้จัก

เยี่ยมไร่ชาลุงโอตะ ผู้ปลูกชาถวายพระจักรพรรดิ และขายชาขวดละแสนบาท

อะระฉะ คือชาประเภทที่เรียบง่ายที่สุด เป็นชาที่ปลูกใต้แสงแดดตลอด เมื่อเก็บใบชามาจากต้นเกษตรกรต้องใช้ความร้อนเพื่อหยุดการเปลี่ยนแปลงของใบชา ทำได้ทั้งการตากแดด คั่วด้วยถ่าน ใส่เตาอบ หรือใช้ไอน้ำ อะระฉะจะมีทั้งใบ ก้านใบ และขนใบ เป็นชาที่เกษตรกรเอามาส่งขายเพื่อให้โรงงานนำไปแปรรูปเป็นรสชาติต่างๆ ต่อ 

เซ็นฉะ คือการนำอะระฉะมาแปรรูปด้วยวิธีการที่เรียบง่ายที่สุด ชา 80 เปอร์เซ็นต์ในญี่ปุ่นคือเซ็นฉะ ชงออกมาแล้วมีสีเข้มและรสเข้ม

โฮจิฉะ คือชาที่คั่วด้วยอุณหภูมิสูง มีกลิ่นหอมเข้มแรง คาเฟอีนน้อย เป็นที่โปรดปรานของคนแก่และเด็ก

เกียะกุโระ คือชาที่ต้องปลูกในร่มช่วงสุดท้ายก่อนเก็บ เป็นหนึ่งในชาที่พิเศษมากของญี่ปุ่น มีรสหวานกล่อมกล่อม

เก็มไมฉะ ที่ผสมข้าวบาร์เลย์ลงไปอบพร้อมใบชามีกลิ่นหอมของข้าว ซึ่งบ้านเราเรียกว่า ชาข้าวญี่ปุ่น บางครั้งก็นำไปผสมกับชามัทฉะเพื่อให้รสชาติพิเศษที่หวานลึกขึ้น

เท็นฉะ คือชาที่ถูกคลุมไม่ให้โดนแสงอย่างน้อย 20 วันก่อนเก็บเกี่ยว เก็บมาแล้วก็นำไปนึ่งเป่าลมร้อน แล้วฝัดเอาก้านออก

มัทฉะ คือการนำชาเท็นฉะมาบดให้เป็นผง เอาไปชงเป็นชาได้ เอาไปทำขนมและอาหารก็ได้ ชาที่ใช้ในพิธีชงชาแบบญี่ปุ่นและในขนมชนิดต่างๆ คือชามัทฉะ

ซาโตรุ ฟูจิโมโต ชา

ชงผง ชาที่เราเห็นเป็นผงทุกชนิดก็ไม่ใช่มัทฉะ ชาผงคือการนำชาอะระฉะมาบดให้เป็นผง ชงได้ทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็น ชาสีเขียวสดที่เสิร์ฟในร้านอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่คือชาผง

การทำความรู้จักชาชุดนี้ยากกว่าสวมชุดนักทำชาหลายเท่านัก

06

ปรีชา

ชาที่เราคุ้นเคยล้วนแล้วแต่ผสมกลิ่นและรสจนเกือบจะกลบกลิ่นชา

ชาวตะวันตกสนุกกับการเอาชาไปผสมกับดอกไม้และผลไม้ ส่วนชาวจีนก็มีชาที่คนไทยคุ้นเคยอย่างชามะลิและชาดอกหอมหมื่นลี้ แต่ซาโตรุบอกว่าคนญี่ปุ่นไม่นำชาไปเบลนด์แบบนั้น ชาดอกไม้ชนิดเดียวของญี่ปุ่นที่เขานึกออกก็คือชาที่เบลนด์กับดอกซากุระ

“คนญี่ปุ่นดื่มชาเพราะชอบรสชาติของชา ผมนึกไม่ออกเลยว่าทำไมต้องเอากลิ่นหรือรสชาติอื่นๆ มากลบความเป็นชาด้วย” ซาโตรุอธิบายลักษณะพิเศษของชาญี่ปุ่น

แล้วคนญี่ปุ่นเบลด์ชากับอะไร

“กับชาด้วยกันเองนี่แหละ” เทพแห่งชาตอบ “ชาแต่ละตัวคั่วด้วยความร้อนไม่เท่ากันทำให้มีความขม ความหวาน และกลิ่น ไม่เหมือนกัน”

วันนี้เขาจะสาธิตการเบลนด์ชาด้วยมือแบบโบราณให้เราดู 

ในแต่ละวันมีชาส่งเข้าที่บริษัทนี้ประมาณ 50 ชนิด ชั่งน้ำหนักได้ 50,000 กิโลกรัมต่อวัน ซาโตรุต้องดู ดม สัมผัส ชงด้วยน้ำร้อน ชิมเพื่อตัดสินว่าชาแต่ละชนิดมีคุณภาพอย่างไรและควรมีราคาเท่าไหร่ เขาบอกว่าได้ทักษะนี้มาจากการฝึกฝนตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

เทพชาบอกว่างานของเขาคือการผสมชาแต่ละชนิดเข้าด้วยกันเพื่อสร้างชารสชาติใหม่สำหรับลูกค้าแต่ละราย รวมถึงลูกค้ารายใหม่อย่างชาชิซึโอกะที่ขายในประเทศไทยด้วย ซึ่งเขาตั้งใจใช้ใบชา First Flush มาผสมจนได้รสชาติที่ดีที่สุด

เยี่ยมไร่ชาลุงโอตะ ผู้ปลูกชาถวายพระจักรพรรดิ และขายชาขวดละแสนบาท

เบลนด์ชา

เบลนด์ชา

ซาโตรุเริ่มจากการหยิบใบชาอะระฉะมาร่อนด้วยตะแกรงแล้วฝัดอย่างคล่องแคล่วเพื่อเอาขนใบออก จากนั้นก็หยิบใส่เครื่องคั่วขนาดเล็กจนหอมฟุ้งไปทั่วห้อง ซาโตรุบอกว่าตอนนี้เราได้ชาที่เรียกว่าเซ็นฉะ ถ้าคั่วต่อไปอีกจะได้โฮจิฉะ เขาเทเซ็นฉะลงในจานแล้วเทใบชาอีก 2 ชนิดลงไปในจาน คลุกเคล้าเข้าด้วยกันจนได้ชารสชาติใหม่ 

“ผมดื่มชาวันละร้อยถ้วย แต่ไม่มีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับนะ” เทพชาหัวเราะกับคำถามของผม

ผมชงอีกคำถาม ช่างฝีมือหลายแขนงในญี่ปุ่นกำลังจะสูญหายเพราะเด็กรุ่นใหม่ไม่สนใจ ผมอยากรู้ว่าสถานการณ์นี้ลุกลามมาถึงวงการชาหรือเปล่า

แป้งโกะ อาย กมลเนตร แป้งโกะ อาย กมลเนตร

“ไม่นะ หนุ่มสาวลูกหลานคนทำชาพวกเขาก็ไปเรียน ไปสอบใบประกาศนียบัตร แล้วเปิดร้านชาเล็กๆ ของตัวเอง เลยยังคงรักษากิจการของครอบครัวไว้ได้” ซาโตรุตอบด้วยแววตาชื่นชม

ตัวเลขในตำราบอกว่าชาวจังหวัดชิซึโอกะดื่มชามากที่สุดในญี่ปุ่น เมื่อเทียบกับชาวจังหวัดอื่นๆ แล้วก็เป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงจะป่วยเป็นโรคร้ายแรงต่างๆ น้อยกว่าชาวจังหวัดอื่น ที่เป็นอย่างนั้นคงเพราะในใบชามีสารต่างๆ มากมาย 

ที่น่าตื่นเต้นที่สุดก็คือใบชามีไทอะมีนหรือวิตามิน B1 ที่มีสรรพคุณแก้โรคเหน็บชา

ถ้าผมเป็นลูกหลานร้านชาคงโดดเข้าไปเบลนด์ชาแบบเน้นไทอะมีน

แล้วตั้งชื่อว่าชาไม่ชา

คงเป็นเครื่องดื่มที่แปลกดีถ้ามีพูดชื่อแบรนด์ว่า “ชาไม่ชา”

“ชา” ผมจะตอบแบบนั้น

“แต่ดื่มแล้วไม่ชา”

ชาที่ดื่มแล้วไม่ชาคงน่าสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่

ก็ชานี่แหละ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 พฤศจิกายน 2565
2 K

ทริปนี้เริ่มต้นแบบง่าย ๆ คิดแค่ว่าเงินเยนกำลังตก ไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งในญี่ปุ่นน่าจะเป็นการเที่ยวที่ประหยัดดี พอไม่มีแผนการละเอียด ก็เลยคิดว่าเอารถแบบค่ำไหนนอนนั่นไปก็สะดวกกว่าพยายามจองโรงแรมล่วงหน้า และนี่ไม่ใช่หนแรกที่เราเช่ารถที่เป็นบ้านในประเทศญี่ปุ่น 

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดสภาวะผู้คนหยุดเดินทาง เราเคยเช่ารถ RV ขับเที่ยวมาแล้วรอบหนึ่ง และพบว่าการท่องเที่ยวแบบนี้จุดหมายไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับคนที่อยู่ร่วมกันบนรถ

ญี่ปุ่นมีบริการเช่ารถแคมปิ้งและ RV หลายรูปแบบ รอบนี้เราเลือกแบบมีเต็นท์อยู่บนหลังคา ด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 3 ข้อ ข้อแรก รถ RV นั้นถึงมีพื้นที่ใช้งานสะดวกสบาย แต่ว่าขนาดรถที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้ขับเข้าตรอกซอกซอยหรือขึ้นเขาลำบาก อีกข้อคืออยากลองนอนเต็นท์บนหลังคารถ เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับการปรับแต่งรถของตัวเองที่เมืองไทยทีหลัง และข้อสุดท้ายคือบริษัทรถเช่ามีอุปกรณ์เครื่องนอนและแคมปิ้งให้พร้อมทุกอย่าง ขนมาแต่เสื้อผ้าและใบขับขี่ก็พร้อมเดินทางได้เลย

สิ่งสำคัญพื้นฐาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
และประหยัดสุดสำหรับการขับรถเที่ยว

เพื่อความประหยัดขั้นสุด เราวางแผนนอนตามที่พักริมถนนซึ่งไม่ต้องเสียเงินค่านอน ในญี่ปุ่นที่จอดรถพักริมทางเหล่านี้เรียกว่า มิจิ โนะ เอกิ (Michi-no-Eki) เรียกสั้นๆ ว่า ‘มิจิ’ ในเวลากลางวัน ตามมิจิจะมีร้านขายอาหารและของที่ระลึกพื้นถิ่น บางแห่งใหญ่โตเหมือนห้าง บางแห่งก็เล็ก ๆ เงียบสงบ แต่สิ่งที่ทุกแห่งมีเหมือนกันคือห้องน้ำสะอาด 24 ชั่วโมง ญี่ปุ่นมีห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดเกินมาตรฐานอยู่เกือบทุกแห่ง ขนาดจุดที่ในรีวิวเขียนว่าห้องน้ำไม่สะอาดก็ยังเรียกว่าไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก

ข้อดีของการขับรถแคมปิ้งคือ ถ้ามีห้องน้ำสาธารณะตรงไหน เราก็จอดนอนตรงนั้นได้เลย คนเข้าป่าบ่อย ๆ อาจจะเถียงค้านในใจนิดหนึ่งว่า ถึงไม่มีห้องน้ำก็ทำธุระได้ แต่ญี่ปุ่นนั้นการทำธุระในป่าเป็นเรื่องไม่ปกติ เลี่ยงได้ควรเลี่ยงให้ถึงที่สุด ด้วยเหตุผลของมารยาทในการใช้พื้นที่ส่วนรวม จึงควรไปทำธุระเฉพาะตามพื้นที่ที่จัดให้เท่านั้น

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เต็นท์ด้านบนรถเปิดออกรับวิวฤดูใบไม้ร่วงยามเช้า

เรื่องต่อมาจากห้องน้ำคือการอาบน้ำ การมาเที่ยวญี่ปุ่นของเรา ไม่ว่ากิจกรรมหลักจะเป็นอะไร ก็ต้องจัดเวลาไปแวะออนเซ็นทุกครั้ง หลังจากวันยาวนานหรือวันที่อากาศหนาวเย็น พอได้แช่น้ำอุ่นตอนจบวัน ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายเกลี้ยง การแช่น้ำแร่ช่วยรีเซ็ตร่างกายให้พร้อมกับวันพรุ่งนี้ได้ดีมาก ๆ

ออนเซ็นแบบ Stand Alone ส่วนใหญ่ปิดประมาณ 1 ทุ่ม เรามักวางแผนแวะไปก่อนอาหารมื้อเย็น กิจวัตรประจำวันหลัง 4 โมงเย็นคือ เราจะเปิดแอปฯ รวบรวมที่ตั้งมิจิ ออนเซ็น และแคมป์ไซต์ เพื่อหาว่าจะไปอาบน้ำที่ไหน แล้วขับต่อไปนอนที่ไหนโดยไม่ออกนอกเส้นทาง ซึ่งมุ่งสู่จุดท่องเที่ยวของวันต่อไป

โพรงกระต่ายของอลิซ

คุณลุค เจ้าของบริษัทรถเช่าถามเราว่า เจอบริษัทเขาได้อย่างไร เพราะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน และไม่ได้ทำการตลาดเท่าไหร่ เราตอบเขาไปอย่างติดตลกว่า พวกเรา Google เก่ง แต่มันเป็นเรื่องจริง 

จุดท่องเที่ยวที่อยากไปผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ จากการเสิร์ชกูเกิลดูอะไรต่อมิอะไรต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ พอหาข้อมูลต่อก็พบสถานที่ใหม่ ๆ ที่อยากไปเห็นด้วยตาเพิ่มอีก เรียกว่าตกลงไปในโพรงกระต่ายของอลิซอย่างเต็มตัว

คืนแรกพวกเรากะว่าจะไปหาที่นอนใกล้ออนเซ็นลิงขึ้นชื่อ แต่จะแวะเที่ยวบ่อน้ำร้อนแช่เท้าที่คุซัตสึ (Kusatsu) ก่อนสักนิด ด้วยความโอ้เอ้ของวันแรกและฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง กว่าจะถึงคุซัตสึก็เย็นแล้ว เลยต้องปรับแผนใหม่ หาออนเซ็นดี ๆ หาข้าวอร่อย ๆ กิน แล้วขับรถออกไปหามิจิที่ไม่ไกลนอนแทน

เช้าวันต่อมาเส้นทางขึ้นเขาชิงะโคเก็น (Shiga Kogen) เป็นเส้นถนนที่เรากะว่าจะวิ่งผ่านชมวิวสวยไปเฉย ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องจอดรถทุกจุดชมวิวข้างทาง ภูเขาลูกนี้เป็นจุดสูงสุดในเส้นทางที่วางแผนไว้ หญ้าสีเขียวสลับกับหินทรงแปลก ความสูงเหนือเมฆที่ปกคลุมเมืองด้านล่างจนมิดตลอดเส้นทางเหมือนเราอยู่คนละโลกกับพื้นที่เมื่อวาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เส้นทางข้ามเขา Shiga Kogen เป็น Scenic Route ที่พวกเราต้องจอดแวะทุกจุดที่จอดได้

ในระหว่างแวะเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟที่คาเฟ่บนเขา เราหันไปเห็นโปสเตอร์การท่องเที่ยว Shiga Kogen เป็นรูปเสาโทริอิ (Torii) สีแดงริมทะเลสาบสีฟ้าสด เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะหาว่าสถานที่ในภาพอยู่ที่ไหน พร้อมจะเปลี่ยนแผนทันทีถ้าไม่ลำบากจนเกินไป เจ้ากูเกิลพาเราไหลลงโพรงกระต่ายอีกครั้งเพื่อพบว่า บนเขา Shiga Kogen มีเส้นทางเดินเขาสั้น ๆ น่าสนใจอยู่หลายเส้น และหนึ่งในนั้นอยู่ห่างจากเราไปไม่กี่นาที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
ทางเดินเขาเส้นสั้น ๆ ของ Shiga Kogen เลยจุดสวยที่สุดของใบไม้แดงไปแล้ว

แผนเปลี่ยนอีกครั้ง ยังไม่มีใครหิว ไม่มีใครรีบไปไหน พวกเราจอดรถหยุดลงไปเดินสัมผัสธรรมชาติด้วยเท้าของเราเอง ด้านบนเขาอากาศเย็นมาถึงก่อนพื้นล่าง ต้นไม้ส่วนใหญ่เหลือแต่กิ่ง ไม่ค่อยเห็นใบสีเหลืองสีแดงเยอะเท่าไหร่แล้ว แต่ทุกมุมที่มองไปก็ยังดูสวยอยู่ดี

รู้ตัวอีกทีก็เลยเที่ยงมาพักใหญ่ แผนร่างของวันนี้มีหมุดท่องเที่ยวปักไว้ที่น้ำตกนะเอะนะ (Naena Waterfall) พวกเราตัดสินใจดิ่งไปกินข้าวเที่ยงที่โน่นเลย ร้านอาหารมีอยู่ร้านเดียว อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือเส้นหมี่ขาวที่ปล่อยไหลมากับสายน้ำ แต่เวลาของเราไหลไปหมดแล้ว เลยสั่งข้าวคนละชุด รีบกินแล้วรีบเดินไปน้ำตกทันที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

เส้นทางเดินในป่าปกคลุมด้วยไอหมอกละอองน้ำจากน้ำตกใหญ่ด้านใน ตรงจุดนี้ต่ำกว่าเส้นทางเขาด้านบน เป็นความสูงที่พอดีให้เราเห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่แท้จริง ทันทีที่มุมมองของต้นไม้เปิดออกให้เห็นน้ำตกอลังการ เราหยุดยืนตะลึง – นี่เราทะลุมาสู่โลกแห่งจินตนาการแล้วอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ตลาดฤดูใบไม้ร่วง

  เช้านี้เสียงหัวเราะและพูดคุยของกลุ่มแม่บ้านสูงอายุด้านนอกตัวรถปลุกให้เราตื่น กลุ่มคุณป้ากำลังเตรียมตั้งโต๊ะขายขนมแป้งทอด ห่างออกไปอีกนิดมีเต็นท์ขายแอปเปิ้ลผลใหญ่เกือบ 2 กำปั้น ใต้เต็นท์เดียวกันมีองุ่นสีสวยดูหวานฉ่ำวางขายด้วย สุดทางเดินเป็นร้านขายผัก คุณลุงหลายคนทยอยขับรถเข้ามาจอดส่งผัก ในร้านมีต้นหอมญี่ปุ่นอวบหนาและสูงเกือบเท่าตัวเรา มะเขือเทศสดน่ากิน ลูกพลับสุกวางเรียงราย และเห็ดหลากหลายชนิด

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
รสชาติแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

สิ่งที่ขึ้นชื่อของฤดูใบไม้ร่วงนอกจากสีส้ม แดง เหลือง ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็เป็นฤดูที่มีผลไม้อร่อยให้กินมากมาย พวกเราแวะซื้อผักผลไม้หลายชนิด แวะซื้อเนื้อสดและวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเพิ่มจากซูเปอร์มาร์เก็ต คืนนี้พวกเราจะทำอาหารกินเอง เพื่อเข้าถึงรสชาติของฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

 เข้าแคมป์ของจริง

รถ FJ Cruiser คันนี้ถูกปรับพื้นที่ให้เหมาะกับการเข้าแคมป์เต็มที่ นอกจากเต็นท์ที่ติดอยู่ด้านบน ข้างขวากางกันสาดออกมาได้ ทางซ้ายกางออกมาเป็นห้องน้ำจำเป็น ท้ายรถมีตู้ลิ้นชัก 2 อัน เต็มไปด้วยเครื่องครัวสำหรับแคมปิ้ง จาน ชาม หม้อ กระทะ ไปจนเครื่องปรุงอาหารและหม้อต้มกาแฟ ตรงประตูหลังก็มีโต๊ะที่พับเก็บและเปิดออกได้ 

หลังจากนอนมิจิมาหลายคืน พวกเราตัดสินใจกันว่าต้องไปนอนแคมป์จริง ๆ เสียที ไม่ให้เสียคุณค่าของอุปกรณ์ท้ายรถ วันนี้เราตัดกิจกรรมท่องเที่ยวให้จบเร็วขึ้นเพื่อไปถึงแคมป์กราวนด์ก่อนมืดจะได้มีเวลาตั้งแคมป์

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แสงแดดยามเย็นขับสีสันของฤดูใบไม้ร่วงให้สวยขึ้นไปอีก

ช่วงฤดูนี้แสงอาทิตย์หมดวันเร็วกว่าบ้านเรา เวลา 4 โมงเย็น แสงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นสีทองแล้ว สองข้างทางของเส้นทางที่มุ่งไปแคมป์นั้นสวยเกินจริงมาก ๆ ใบไม้กำลังแดงเต็มที่ แสงแดดสีอุ่นขับสีของใบไม้ให้สดขึ้นไปอีก ตลอดเส้นถนนที่วิ่งลัดเลาะผ่านหุบเขา พวกเราผลัดกันส่งเสียงแทนคำว่า ’สวย’ จนกระทั่งหมดคำพูดและเงียบลง เพราะรู้ดีว่าพวกเรากำลังเคลื่อนที่ผ่านช่วงเวลามหัศจรรย์นี้ไปด้วยกัน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แคมปิ้งกราวนด์ที่เอารถเข้ามาจอดได้ มีพื้นที่กว้างขวาง

  สตาฟของแคมป์กราวนด์ดูกังวลเมื่อเรามาถึง เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะเข้าใจกฎต่าง ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้มากน้อยแค่ไหน แคมป์กราวนด์ของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องจองล่วงหน้า และมีกฎการใช้พื้นที่ละเอียดยิบ เช่น ช่วงเวลาห้ามส่งเสียงดัง การแยกทิ้งขยะ การจุดไฟ ฯลฯ แต่พอพวกเราสื่อสารกันจนรู้เรื่อง จ่ายเงินค่าใช้พื้นที่เรียบร้อย คุณสตาฟก็ปล่อยให้เราขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่ระบุไว้ พร้อมกับให้แอปเปิ้ลท้องถิ่นเป็นของฝาก 1 ลูก

แคมป์ที่เราเลือกมานอนเป็นจุดที่อยู่ติดริมน้ำเขื่อน คนส่วนหนึ่งที่มาตั้งแคมป์เอาเรือคายัคมาด้วยเพื่อไปพายเรือในตอนเช้า สิ่งอำนวยความสะดวกในแคมป์มีพื้นฐานทั่วไป อาคารซักล้างแยกออกจากพื้นที่แคมป์กราวนด์ ห้องน้ำสะดวกสบาย มีโถส้วมอุ่นและสายฉีดไฟฟ้า ที่แคมป์นี้มีน้ำอุ่นและห้องอาบน้ำให้ด้วย แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในราคา 5 นาที 300 เยน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

พฤศจิกายนเป็นช่วงปลายของการตั้งแคมป์ เพราะอากาศเริ่มเย็นมาก แคมเปอร์ข้าง ๆ เราส่วนใหญ่หายเข้าไปจุดไฟทำอาหารในเต็นท์ที่มีผนังบังลม ส่วนพวกเรานั่งสู้อากาศหนาวด้านนอกด้วยการจุดไฟกองใหญ่ ฟืนไม้มีขายพร้อมให้ใช้งานในราคามัดละ 800 เยน จุดติดไม่ยากเท่าไหร่ แต่ควันค่อนข้างเยอะ ไม่เหมือนไฟจากถ่านที่คุ้นเคยเวลาตั้งแคมป์ในไทย อาหารที่เราเตรียมมาเยอะกว่าที่จะกินได้หมด เลยเก็บส่วนที่เหลือไว้ในรถ ที่นี่ห้ามวางอาหารทิ้งไว้นอกเต็นท์โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะมีสัตว์ป่ามาบุกแคมป์ได้ อุณหภูมิสุดท้ายที่เรากดดูก่อนปีนเข้าเต็นท์อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส คืนนี้อากาศค่อย ๆ เย็นลงเรื่อย ๆ เป็นคืนที่หนาวที่สุดของทริป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
อาหารชาวแคมป์ อุด้งแกงกะหรี่หมู เต้าหู้ย่าง และมันญี่ปุ่นเผา

เส้นทางที่ซ่อนอยู่

พวกเรามาญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้แดงหลายหน แต่ไม่เคยได้พบกับจังหวะพีกที่สุดของฤดูกาลแบบที่เมืองนี้ ณ เวลานี้เลย ก่อนหน้านี้เคยเห็นแบบที่เริ่มร่วงไปแล้วบ้าง หรือไม่ก็ยังไม่แดงพีกบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาในการท่องเที่ยวที่ขึ้นกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งเรากะเกณฑ์ล่วงหน้าไม่ได้

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

เช้านี้พวกเราเปลี่ยนใจตัดจุดท่องเที่ยวที่หามาตั้งแต่เมืองไทยทิ้ง เพราะอยากมองดูใบไม้สีแดงส้มในจังหวะที่สวยที่สุด ให้นานที่สุด

หลังอาหารเช้าและเก็บของออกจากแคมป์ เราขับรถไปทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างแคบ ถนนเลาะเลียบแม่น้ำสายเล็ก เส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น Scenic Route ที่ดีเส้นหนึ่ง ในสมุดคู่มือแคมป์ที่ได้มาเมื่อวานเขียนบอกไว้ว่า ถ้าหาจุดจอดรถข้างถนนได้ให้จอดเลย แล้วเดินชมวิวข้างทางด้วยขาของเราเอง

ที่จอดรถอยู่ตรงข้ามกับสะพานข้ามแม่น้ำ สีแดงของใบไม้ริมน้ำกวักมือเรียกให้เราจอดรถลงไปเดิน จากที่จะเดินเล่นนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วไปดูอีกจุดหนึ่ง กลายเป็นการเดินปีนป่ายหินริมน้ำกินเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งสนุกและสวยงามทุกนาทีที่ผ่านไป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

ถึงเวลาสิ้นสุดเส้นทาง

คืนสุดท้ายเราจอดนอนที่มิจิอีกครั้ง หลังจากขับรถวนหาจุดที่เหมาะสมสักพัก จุดจอดรถที่ดีต้องไม่ใกล้กับคันอื่น ๆ เนื่องจากเราต้องกางบันไดขึ้นลงเต็นท์หลังคา จึงควรเลือกจุดริมสุดของช่องจอด เพื่อไม่ให้กินที่เข้าไปในช่องข้าง ๆ

มิจิสุดท้ายของคืนนี้อยู่หน้าสวนสาธารณะ เป็นมิจิที่เงียบสงบมาก มีรถจอดนอนก่อนหน้าเราเพียงคันเดียว มีกลิ่นมูลสัตว์ลอยมาจาง ๆ คุยกันว่าน่าจะเป็นกลิ่นขี้วัว เมื่อตื่นตอนเช้าจึงพบว่าที่นี่มีคอกแพะ ยามเช้าของวันสุดท้ายจึงเป็นการเดินเล่นกับแพะและแมวจรที่มีอยู่เต็มสวน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เจ้าถิ่นเฝ้ามิจิเล็ก ๆ ที่เราใช้เป็นที่นอนในคืนสุดท้าย

เรามีนัดกับคุณลุคเพื่อคืนรถตอนค่ำที่โตเกียว เส้นทางวกกลับเข้าสู่เมืองใหญ่อีกครั้ง แถวนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ใบไม้จะเปลี่ยนสี ถึงแม้ว่าเราอยู่เที่ยวต่อหลังคืนรถอีก 3 วันก็ตาม แต่ไฮไลต์ของทริปผ่านไปแล้ว บรรยากาศในรถก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่เข้าใกล้ตอนจบก่อตัวเกาะกินเป็นความเหงาแปลก ๆ

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เมื่อกลับเข้าสู่พื้นราบใกล้เมืองที่อากาศอุ่นกว่า ใบไม้แถวนี้ยังไม่ถึงจังหวะเปลี่ยนสี

พวกเราอ้อยอิ่งเก็บของออกจากรถ เอากระเป๋าลงทั้งหมดเพื่อให้พร้อมส่งรถคืน ในระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองก็เปิดไล่ดูรูปในโทรศัพท์มือถือ ฤดูกาลของที่นี่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากสีเขียวกลายเป็นสีแดง น้ำตาล แล้วหิมะก็มาทำให้ทุกอย่างขาวโพลน เมื่อหิมะละลายทุกอย่างก็เริ่มใหม่อีกครั้ง 

ความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นในธรรมชาติตลอดเวลา สอนให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่รอบตัว และรู้จักอดทนรอช่วงเวลาที่ดี ซึ่งจะผ่านเข้ามาอีกครั้งอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

Photographers

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

พลพิชญ์ คมสัน

เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นสถาปนิกแต่ชอบหนีงานไปเข้าป่าลงทะเล ผสมกับความอินโทรเวิร์ตเล็กๆ เลยเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นช่างภาพใต้น้ำและคนทำสารคดี เคยทำนิตยสารดำน้ำระดับอินเตอร์ ผลิตงานสารคดีใต้น้ำ และงานโฆษณาหลายชิ้น ปัจจุบันเป็นแอดมินเพจ Digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load