8 มิถุนายน 2561
10 K

1.

ผมกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิดกลางป่าเขาในประเทศญี่ปุ่น

ค่ำคืนนี้มีเพียงแสงจันทร์ครึ่งดวงส่องสว่าง ผมกำลังถูกโอบล้อมด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ เสียงสัตว์ไม่ทราบชนิดดังสลับเสียงสายลมพัดใบไม้กระทบกัน

ก่อนจะมานั่งอยู่กลางป่าเขายามค่ำคืนคล้ายคนหลงป่า ผมเดินทางมาจากบ้านเกิดเมืองนอนพร้อมกับผู้ชนะโครงการ ‘โตโยต้า ลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา’

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ทริปนี้เป็นทริปที่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จัดขึ้นเพื่อพาผู้คว้ารางวัลชนะเลิศโครงการ ‘ลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา’ เดินทางมาทัศนศึกษาที่แดนอาทิตย์อุทัย ในกลุ่มผู้ที่ชนะรางวัลมีทั้งคนรุ่นใหม่ที่เติบโตอาศัยในเมืองและชาวพื้นเมืองที่กิน นอน หายใจ อยู่กับป่ามาทั้งชีวิต

จุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้คือเมืองในจังหวัดไอจิ อย่างนาโกย่าและโตโยต้าซิตี้

นาโกย่าแรกเห็นเป็นสีเขียว ทั้งจากทุ่งนาและต้นไม้รายทาง

พวกเราเดินทางมาถึง Toyota Automobile Museum ในช่วงเช้า มิวเซียมแห่งนี้จัดแสดงนิทรรศการการกำเนิดรถยนต์ การพัฒนาของเทคโนโลยีรถยนต์จากรอบโลก หลังจากนั้นช่วงบ่ายเราจึงเดินทางไปยัง Toyota Kaikan Museum ที่จัดแสดงนวัตกรรมทางด้านควาปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของโตโยต้ากันต่อ

มิวเซียมทั้งสองที่ผมไปเยือนมีจุดเชื่อมโยงกันอยู่อย่างหนึ่งตรงที่มันทำให้ผมเห็นการเติบโต เห็นลมหายใจ ของสิ่งที่หลายคนอาจคิดว่ามันไม่มีชีวิตอย่างรถยนต์

จากวันแรกที่ผลิตเพียงยานพาหนะที่ใช้เดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุด วันนี้รถยนต์บนโลกโดยเฉพาะของโตโยต้า พาเรามาไกลกว่าจุดนั้นมากแล้ว

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“เราอุทิศชีวิตให้สังคมด้วยการผลิตสิ่งต่างๆ” ผู้บรรยายใน Toyota Kaikan Museum พูดบางประโยคที่ผมคิดว่าน่าสนใจ

ปกติเวลาเราพูดว่าอุทิศชีวิตให้สังคม เรามักนึกถึงการเป็นอาสาสมัครหรือทำกิจกรรมการกุศล แต่เรามักไม่ค่อยพูดถึงกันว่างานที่ทำ ถ้าทำมันด้วยความมุ่งมั่นและฝันใฝ่ถึงผลงานอันสุดยอด บางทีผลงานนั้นก็อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ใหญ่ และสร้างอิมแพ็คต่อสังคมมากกว่าก็เป็นได้

ซากิชิ โทโยดะ (Sakichi Toyoda) อุทิศชีวิตจนสร้างนวัตกรรมเครื่องทอผ้าพลังไอน้ำได้สำเร็จใน ค.ศ. 1896

คิอิจิโร โทโยดะ (Kiichiro Toyoda) ผู้เป็นลูกชาย อุทิศชีวิตเพื่อวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์โดยมีต้นแบบจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา ก่อนจะสามารถสร้างเทคโนโลยีของตัวเองได้สำเร็จหลังจากนั้น และเริ่มธุรกิจยานยนต์ใน ค.ศ. 1937

ทีมงานโตโยต้าในยุคสมัยปัจจุบันอุทิศชีวิตเพื่อพัฒนารถยนต์ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งไปไกลกว่าแค่การเป็นเพียงยานพาหนะธรรมดาในวันเริ่มต้น

“รถยนต์ที่ดีต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มีสมรรถนะที่เป็นเลิศ และให้ในสิ่งที่เกินกว่าความคาดหวังของลูกค้า” เจ้าหน้าที่ใน Toyota Kaikan Museum เล่าความเชื่อขององค์กร

“โลกที่สวยงามหายไปเร็วกว่าการแก้ไขปัญหา” ประโยคนี้ของเจ้าหน้าที่ซึ่งบอกเล่าความจริงอันแสนเศร้าลอยเข้าหูผม และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้โตโยต้าพยายามพัฒนานวัตกรรมต่างๆ โดยตั้งเป้าเป็นรูปธรรมว่าภายใน ค.ศ. 2030 โตโยต้าประกาศว่าจะต้องมีรถยนต์มากกว่า 1,000,000 คันที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และภายใน ค.ศ. 2050 รถยนต์ส่วนใหญ่จะต้องเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

อย่างที่ว่าไว้ บางครั้งการอุทิศชีวิตให้กับการทำงานก็อาจนับเป็นการอุทิศชีวิตให้สังคมในทางหนึ่ง

ภายใน Toyota Automobile Museum ที่เราไปเยือนในช่วงเช้า ผมได้เห็น Mirai รถยนต์พลังงานไฮโดรเจนซึ่งเป็นผลของการอุทิศชีวิตเพื่อวิจัย ศึกษา คิดค้น ลองผิดครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งลองถูก ด้วยความที่ Mirai ขับเคลื่อนด้วยการเติมเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Hydrogen Fuel Cell) มันจึงเป็นรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง เพราะตัวมันเองไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่โลกที่เราอยู่อาศัยแม้เพียงน้อยนิด

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

สำหรับผม Mirai คือรูปธรรมของการสร้างสิ่งที่เหนือกว่าความต้องการของลูกค้าหรือมาตรฐานของสังคม

หากว่าด้วยจุดเริ่มต้น เจ้า Mirai หาได้เกิดจากการเรียกร้องของผู้บริโภคแต่อย่างใด หากแต่เกิดขึ้นด้วยความเชื่ออันแรงกล้าของผู้ผลิต และหลังจากวันที่ Mirai ได้เผยสู่สายตาชาวโลกและวางขายในญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 2014 แม้จะยังไม่แพร่หลายด้วยข้อจำกัดต่างๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือรถยนต์รุ่นนี้ได้มอบบางสิ่งที่ต่างจากรถยนต์ทั่วไป

สิ่งนั้นคือ ความหวัง

“Mirai แปลว่าอะไร” ใครบางคนถามผู้บรรยายใน Toyota Kaikan Museum ก่อนที่ผู้บรรยายจะตอบความหมายสั้นๆ

เป็นความหมายที่เปี่ยมความหมาย

“Mirai แปลว่า อนาคต”

2.

วันถัดมา รถบัสของเรามุ่งหน้าสู่ ‘สถาบันสิ่งแวดล้อมโตโยต้า ชิราคาวาโกะ’ (Toyota Shiragawa-go Eco Institute) สองข้างทางของแดนอาทิตย์อุทัยยังคงเขียวครึ้มน่าอิจฉา ป่าของประเทศญี่ปุ่นยังคงอุดมสมบูรณ์น่าชื่นชม

ตามข้อมูลที่ระบุ สถาบันแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านซึ่งเป็นมรดกโลกอย่างชิราคาวาโกะ ทางตะวันออกเหนือสุดของเขตปกครองจังหวัดกิฟุ (Gifu) สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 2005 เพื่อพัฒนาจิตสำนึก โดยการทำให้คนได้สัมผัสป่าและเรียนรู้การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“การผลิตรถยนต์ส่วนหนึ่งส่งผลกระทบต่อโลก การอุทิศสถานที่แห่งนี้เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ก็คล้ายกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมทางหนึ่ง” เจ้าหน้าที่พูดถึงที่มาของสถานที่แห่งนี้

เมื่อเดินทางมาถึง พวกเราเริ่มกิจกรรมด้วยการนั่งฟังการบรรยายถึงที่มาที่ไปของสถานที่ที่เรานั่งอยู่ ก่อนที่เจ้าหน้าที่สถาบันในชุดเต็มยศจะพร้อมพาเราเข้าป่าตามโปรแกรมที่วางไว้

“ป่านี้เป็นบ้านของหมี” คุณซาโตะ ชายหนุ่มผู้นำทางบอกพวกเราขณะยืนอยู่หน้าทางเข้าป่า “คนญี่ปุ่นเวลาจะเข้าบ้านใครต้องเอ่ยขออนุญาต”

หลังจากนั้น พวกเราจึงตะโกนเสียงดังเป็นคำญี่ปุ่นเพื่อขออนุญาตเจ้าบ้านก่อนเข้าไปเยือน หวังว่าเจ้าหมีจะได้ยิน

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ผู้นำทางบอกว่าปัจจุบันพื้นที่ป่าของญี่ปุ่นอยู่ที่ราว 66 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด ถือเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีพื้นที่ป่าหนาแน่นที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากฟินแลนด์และสวีเดน ตลอดเส้นทาง คุณซาโตะพยายามอธิบายสรรพคุณของป่าให้พวกเราได้ฟัง

“ที่พื้นที่แห่งนี้หิมะจะตกหนักทุกปี เพราะฉะนั้น ไม้บริเวณนี้จะเหนียวมาก เพื่อที่มันจะได้ไม่หักเวลาหิมะตกลงมากองที่กิ่ง อย่างต้นนี้ชื่อโคโรโมจิ” หลังสิ้นคำบรรยาย ผู้นำทางทดลองงอกิ่งไม้กิ่งหนึ่งจนชนผืนดินให้ดูเพื่อโชว์ความยืดหยุ่นของไม้พันธุ์นี้ ก่อนจะหยิบอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเดินบนหิมะซึ่งผลิตมาจากกิ่งไม้ดังกล่าวให้เราดู

เพราะมันยืดหยุ่น มันจึงไม่หัก เพราะมันปรับตัว มันจึงอยู่รอด ผมสรุปกับตัวเองเป็นบทเรียนที่ธรรมชาติสอน

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“ได้ยินเสียงน้ำไหม” คุณซาโตะถามพวกเราเมื่อเดินเข้ามาถึงจุดหนึ่งกลางป่า พอทุกคนหยุดเดิน เสียงน้ำก็ดังขึ้นชัดเจน เขาเล่าว่าน้ำที่ไหลอยู่คือหิมะที่ละลายแล้วซึมลงดินหลังจากที่ฤดูหนาวผ่านพ้น คล้ายเป็นการบอกบทบาทของป่าทางอ้อม

ตลอดเส้นทางการบรรยาย ผู้นำทางพยายามอธิบายถึงความสำคัญของผืนป่ากับวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่น มากกว่าจะบอกกันโต้งๆ ว่าอย่าตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งผมรู้สึกว่าวิธีนี้ต่างหากที่จะทำให้มนุษย์อย่างเรารักป่า

แล้วเมื่อรัก จึงอยากรักษา-ธรรมชาติของมนุษย์เป็นแบบนี้

หลังจากสัมผัสป่าพอหอมปากหอมคอ เราเดินกลับเข้าที่พัก คลายเหนื่อยล้าด้วยมื้ออาหาร ก่อนจะมีนัดกลับเข้าป่าอีกครั้งหลังพระอาทิตย์ตกดิน

3.

“คนญี่ปุ่นเชื่อว่ามีเทพเจ้าอยู่ในธรรมชาตินับไม่ถ้วน และมีความเชื่อว่าคนสามารถเกิดใหม่ในธรรมชาติและขุนเขา”

ซาโตะซังพูดถึงกุศโลบายที่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ป่าไม้ในญี่ปุ่นยังเหลืออยู่อย่างหนาแน่น ก่อนที่เราจะออกเดินป่าในยามค่ำคืน

“เหมือนธรรมชาติเป็นผู้ให้กำเนิด” เขาพูดต่อ “และคืนนี้เราจะออกไปให้ธรรมชาติและขุนเขาโอบกอดเรากัน”

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

สิ้นประโยค พวกเราออกเดินไปยังป่าอีกครั้ง ตอนนั้นเข็มสั้นของนาฬิกาผมชี้ที่เลขเจ็ด ในขณะที่เข็มยาวอยู่ราวเลขสอง

“พักสมองแล้วลองใช้สัญชาตญาณ”

เจ้าหน้าที่บอกกับทุกคนเพื่อให้คลายกังวลกับการเดินเข้าป่ายามค่ำคืนโดยที่ไม่มีไฟฉาย ไม่มีไฟรายทาง พ่วงด้วยข้อแม้ให้งดใช้แสง ใช้เสียง เพื่อเสพบรรยากาศป่ายามค่ำคืนแบบไร้สิ่งปรุงแต่งท่ามกลางความมืดมิด เราใช้วิธีเดินตามเสียงรอยย่ำของคนข้างหน้า และแสงจันทร์คอยนำทาง

“เพิ่งรู้ว่าดวงจันทร์ช่วยได้ขนาดนี้” ใครบางคนพูดขึ้นมาระหว่างทาง

“นี่ขนาดแค่ครึ่งดวงเองนะ” ใครบางคนเสริมจนผมต้องแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามนี้

ใช่, ตอนอยู่ในเมืองอันสว่างไสว เราไม่เคยรับรู้ถึงความสว่างของแสงจันทร์เลยแม้แต่น้อย ข้างขึ้นกับข้างแรมแตกต่างกันอย่างไร คนในเมืองอย่างเรารับรู้บ้างไหม-ก็ไม่รู้

เมื่อเดินลึกเข้าไป ลึกเข้าไป จนถึงจุดหนึ่ง ผู้นำทางจึงบอกให้หยุด แล้วบอกให้พวกเราลองเงียบ 1 นาที ฟังเสียงรอบข้าง

“ได้ยินเสียงอะไรบ้าง” เขาถาม

คำตอบของพวกเรานั้นหลากหลาย มีทั้งเสียงนก เสียงน้ำ เสียงใบไม้ เสียงแมลง

“มีใครได้ยินเสียงสังคมมนุษย์บ้าง” ผู้นำทางถามอีกคำถาม ก่อนจะพูดต่อ “อยู่ในป่าเราไม่ได้ยินเสียงสังคมมนุษย์เลยนะ เหมือนที่ตอนอยู่ในเมืองเราก็ไม่ได้ยินเสียงธรรมชาติแบบนี้”

ถ้อยคำของเขาคล้ายต้องการชี้ให้เห็นว่าในชีวิตประจำวันพวกเราถูกตัดขาดจากธรรมชาติมากแค่ไหน

“ผมได้ยินเสียงลมหายใจ” ใครบางคนแย้ง

“เสียงลมหายใจก็เป็นเสียงธรรมชาติ” ผู้นำทางตอบทันทีท่ามกลางความมืด

หลังจากนั้นเราออกเดินกันต่อจนถึงจุดหนึ่งที่มองเห็นรางๆ เป็นลานกว้าง เราต่างขยับเข้าใกล้เจ้าหน้าที่เพื่อฟังคำอธิบายด้วยความดังระดับกระซิบบอก ก่อนที่พวกเราจะได้รับแจกเบาะพับสำหรับรองนั่งคนละอัน พร้อมคำอธิบายว่าให้หามุมสงบคนละมุมท่ามกลางป่าเขาและนั่งนิ่งๆ

“ไม่ต้องหลับตา และคิดถึงเรื่องอะไรก็ได้ จะคิดถึงเมื่อเช้านี้ เมื่อปีก่อน หรือย้อนไปตอนไหนก็ได้” ผู้นำทางย้ำอีกทีด้วยกลัวว่าพวกเราเข้าใจผิดว่าต้องนั่งสมาธิทำจิตให้ว่างเปล่า

ผมเลือกมุมที่มองเห็นดวงจันทร์ชัดเจน ระหว่างที่ฟังเสียงป่าเขา มองขึ้นไปบนนั้น ผมได้นั่งคุยกับตัวเอง นั่งย้อนคิดถึงบางคำถามที่คั่งค้างในใจในวันและวัยนี้ ตลอดจนคำถามซึ่งเป็นความลับของจักรวาลที่ว่ามนุษย์อย่างเราเกิดมาทำไม การนั่งนิ่งๆ ท่ามกลางป่าเขาและเงาจันทร์ทำให้ผมได้ใคร่ครวญถึงสิ่งที่ปกติชีวิตไม่เคยครุ่นคิด

เวลาผ่านไปไม่นานในความรู้สึก เสียงเจ้าหน้าที่ก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณให้พวกเรากลับมารวมตัวอีกครั้ง

“ให้ทายว่าเมื่อครู่เรานั่งกันไปกี่นาที” เขาโยนคำถามให้พวกเรา ซึ่งคำตอบก็มีหลากหลาย บ้าง 5 นาที บ้าง 10 นาที

“เรารู้สึกยาวนานไม่เท่ากันเพราะเราคิดถึงเรื่องที่ต่างกัน” ผู้นำทางบอกก่อนจะเฉลยว่าเวลานาทีที่ถูกต้องคือ 7 นาที “การมานั่งในป่าครั้งนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกสงบ การได้ใกล้ชิดธรรมชาติทำให้เราได้ทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต เพราะฉะนั้น เมื่อกลับไปประเทศไทย ควรหาโอกาสเข้าไปอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ”

หลังจากสิ้นประโยคอธิบาย เราหันหลังให้ป่าอันมืดมิด เดินมุ่งหน้ากลับสู่ที่พัก ที่ปลายทาง ผมเห็นแสงสว่างรออยู่

และก่อนนอนคืนนั้น ผมได้คิดอะไรต่ออีกมากมายจากเสียงที่ผมได้ยินตอนอยู่ในป่า

4.

วันรุ่งขึ้นโตโยต้ากำลังพาผมไป ‘โตโยต้าซิตี้’ เมืืองที่ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติให้ธุรกิจที่พัฒนาบ้านเมืองอย่างโตโยต้า โดยที่ชาวญี่ปุ่นรู้จักเมืองนี้ในนาม ‘อาณาจักรยานยนต์’

แม้จะเรียกขานกันเช่นนั้น แต่แปลกไหม ร้อยละ 70 ของพื้นที่ทั้งหมดถูกปกคุลมด้วยผืนป่าอุดมสมบูรณ์

เป้าหมายของพวกเราคือ ‘ศูนย์บำบัดและควบคุมมลพิษโทงาริ (Togari Clean Center, ECO-T)’ สถานที่แห่งนี้คือกำลังสำคัญในการจัดการกับขยะที่เข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“ที่นี่ทำงาน 365 วัน” เจ้าหน้าที่ประจำ ECO-T บอกเราด้วยรอยยิ้ม

โดยหน้าที่ ECO-T คือสถานที่ที่ใช้กำจัดขยะที่สามารถเผาไหม้ได้ โดยชาวเมืองโตโยต้าซิตี้จะทำการแยกขยะในเบื้องต้นก่อนรถขยะจะไปนำขยะมาที่แห่งนี้เพื่อเข้าสู่กระบวนการถัดไป

เทคโนโลยีต่างๆ ที่เลือกนำมาใช้ล้วนทันสมัยระดับสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นระบบในการคัดแยกขยะ ระบบบำบัดมลพิษ เทคโนโลยีที่จัดการสารระเหยและฝุ่น เทคโนโลยีบำบัดน้ำจากกระบวนการผลิต การประหยัดพลังงานโดยนำพลาสติกแข็งและขี้เถ้าที่เหลือจากโรงงานอุตสาหกรรมกลับมาใช้ใหม่ การจัดการโลหะต่างๆ ก่อนนำไปสู่กระบวนการจัดการขยะ รวมถึงการจัดสร้างศูนย์วิจัยพัสดุภัณฑ์เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ให้ได้มากที่สุด

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

แน่นอน ทุกอย่างใช้งบประมาณในการก่อสร้างมหาศาล

“ที่นี่ใช้งบประมาณหกพันล้านเยนต่อปี” เจ้าหน้าที่เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจ ลองบวก ลบ คูณ หาร ดูแล้วคิดเอาเองว่าเงินในการกำจัดขยะก้อนนี้สามารถเอาไปทำอะไรได้บ้าง

“เงินลงทุนสร้างศูนย์แห่งนี้สูงมาก แต่มันไม่เกี่ยวว่าถูกหรือแพง มันจำเป็นที่จะต้องสร้าง ก็ต้องสร้าง”

บางประโยคของผู้บรรยายทำให้ผมเข้าใจบางอย่างแจ่มชัดขึ้น

5.

วันสุดท้ายเราได้เดินป่าอีกครั้ง ครั้งนี้พวกเรามากันที่ Forest of Toyota

ป่าแห่งนี้คล้ายกับป่าที่สถาบันสิ่งแวดล้อมโตโยต้าชิราคาวา-โก ตรงที่โตโยต้าสร้างขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาสิ่งแวดล้อม โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1992 แต่เริ่มเปิดให้คนนอกได้เข้ามาศึกษาเมื่อ ค.ศ. 1997

คุณอิบุ เจ้าหน้าที่สาวคือผู้นำทางในการเดินป่าครั้งนี้

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“ที่นี่อุดมสมบูรณ์ทั้งสัตว์ป่าและพันธุ์ไม้ มีทั้งหมูป่า กวาง จิ้งจอก และสัตว์อีกหลายชนิด” หญิงสาวหยุดเล่าระหว่างทางก่อนจะเปิดรูปให้เราดู

เธอเล่าว่าปกติคนที่มาเยือนป่าแห่งนี้จะเป็นเด็กประถม แต่ละปีโรงเรียนจะพาเด็กมาทัศนศึกษากว่า 5,000 คน

“คนญี่ปุ่นมองว่า ถ้าไม่รีบปลูกฝังให้เด็กรักธรรมชาติตั้งแต่ยังเล็ก โตมาเขาก็จะไม่รักธรรมชาติ” คุณอิบุเฉลยสาเหตุที่ทำให้โรงเรียนพยายามพาเด็กมาสัมผัสป่า

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

เธอเล่าว่าในภาษาญี่ปุ่นจะมีคำว่า ‘ซาโตยามะ’ ซึ่งหมายถึงป่าที่อยู่ใกล้ชุมชน ดูแลรักษาโดยมนุษย์หรือชุมชนที่รักสิ่งแวดล้อม ซึ่งป่าที่นี่เป็นอย่างนั้น ระหว่างอยู่ในป่าเรายังได้ยินเสียงรถจากทางด่วน

“ขนาดบริเวณนี้มีทางด่วน ที่นี่ก็ยังมีสัตว์ป่าอยู่มากมาย” เธอบอกบางประโยคที่คล้ายต้องการสื่อสารว่าเราอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องทำร้ายทำลายกัน ซึ่งนี่คืออีกสิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้จากการเดินทางมาเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้

หลังจากเดินตามเธอไป พวกเราก็มาหยุดยืนอยู่ที่ต้นไม้แห่งหนึ่ง เธอบอกว่านี่คือต้นอาเบมากิ (Abemaki)

“ความจริงไม่ได้อยากอธิบายอะไรมาก แต่อยากให้ทุกคนได้สัมผัสมากกว่า” ผู้นำทางบอกพวกเรา ก่อนจะชี้ไปที่ยางของต้นไม้แล้วบอกว่าให้พวกเราลองเอานิ้วจิ้มแล้วดมดู

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ด้วยความมั่นใจว่ากลิ่นน่าจะหอมสดชื่น ผมจึงเอานิ้วจิ้มเต็มที่แล้วสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

“กลิ่นเหมือนอะไร” เธอถามด้วยรอยยิ้ม

“ขี้” ใครบางคนในกลุ่มตอบ

“เด็กๆ ญี่ปุ่นก็บอกแบบนี้” เธอยิ้มกว้างก่อนจะพูดต่อว่า “นี่เป็นเหตุผลที่ฉันอยากให้ทุกคนได้สัมผัสมากกว่าที่จะมานั่งอธิบาย เพราะการสัมผัสด้วยตัวเองจะทำให้เราจดจำไปตลอดชีวิต”

จริงอย่างที่เธอว่าไว้ ผมคงจำกลิ่นนี้ไปตลอดชีวิต

ด้วยเวลาจำกัด เราใช้เวลาอยู่ใน Forest of Toyota ราวชั่วโมงก่อนจะวนกลับมาที่บริเวณทางออกเพื่อเดินทางกลับ

บนรถบัสที่กำลังมุ่งหน้าไปสนามบิน Chubu Centrair ผมนึกถึงสิ่งที่พวกเรา-ทั้งผมและผู้ชนะโครงการโตโยต้า ลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา ได้ ‘สัมผัส’ จากการเดินทางครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมของโตโยต้า พื้นที่ที่สร้างขึ้นเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกให้ผู้คนรักป่า หรือแนวคิดของคนญี่ปุ่นที่มีต่อธรรมชาติรอบตัว

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งโลกที่เราอยู่อาศัยและทัศนคติของผู้ที่ได้มีโอกาสมาสัมผัส

ถ้าอะไรที่เราได้สัมผัสด้วยตัวเอง เราจะจดจำไปตลอดชีวิตจริงๆ อย่างที่เธอว่า

การเดินทางครั้งนี้คงมีหลายอย่างที่ผมและเพื่อนรวมทางจะจดจำกันได้ไปอีกนาน ไม่ใช่แค่กลิ่น

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

กิตติคุณ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

เติบโตที่เชียงใหม่ ชอบถ่ายภาพฟิล์ม รักงานภาพเคลื่อนไหว ดูหนังเป็นชีวิตจิตใจพอๆกับฟังเพลง และชอบตัวเองตอนออกเดินทางมากๆ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

12 สิงหาคม 2565
2 K

Inspiration from Spirited Away 

เราสองแม่ลูกตัดสินใจเดินทางไปประเทศไต้หวันในช่วงที่เปิดฟรีวีซ่ามาสักพัก และนับตั้งแต่โควิด-19 มาเยือนก็ไม่มีโอกาสได้ไปอีก ดังนั้น แม่ขอนำความประทับใจในการเดินทางมาเล่าให้ฟัง เมื่อถึงเวลาเราจะได้ออกเดินทางไปไต้หวันอีกครั้ง

เหตุที่ทำให้ตัดสินใจไปไต้หวันในตอนแรก เพราะวันหนึ่งลูกสาวซึ่งเล่นฟลุต ได้ยินพี่คนหนึ่งยืนเล่นเพลงแถวสยามสแควร์ เพลงชื่อ Itsumo Nando Demo หรือ Always With Me ซึ่งเป็นเพลงประกอบแอนิเมชันของ Ghibli Studio เรื่อง Spirited Away เนื้อเพลงมีความหมายลึกซึ้ง ท่วงทำนองไพเราะ คนที่เล่นดนตรีสากลย่อมเคยเล่นเพลงนี้กันทั้งนั้น 

Spirited Away เป็นเรื่องที่รู้จักกันมากระดับโลก ฉากที่ใช้เป็นธีมในการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องนี้อยู่ที่เมืองจิ่วเฟิ่น (Juifen) ไต้หวัน คนมากมายตามไปเมืองนี้ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่รุ่งเรืองมากทีเดียว เนื้อหาของเรื่องนั้นน่ารัก แต่ไม่ใช่แอนิเมชันเบาสมองทั่วไปสำหรับเด็ก ดำเนินเรื่องไม่ยาก แต่ถ้าดูอย่างเข้าใจ จะพบปรัชญาที่สอดแทรกแนวคิดให้เด็กใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็งและกล้าหาญ ไม่ปล่อยตนเองกลืนไปกับสังคมแบบทุนนิยม ซึ่งเด็ก ๆ ทุกวันนี้กำลังเผชิญอยู่ 

แม่เล่าให้เด็กน้อยฟังว่า ไต้หวันมีหมู่บ้านในหุบเขาชื่อจิ่วเฟิ่น ที่นั่นมีโรงน้ำชาแขวนโคมไฟสีแดงสวย ซึ่งเป็นต้นแบบโรงอาบน้ำของยูบาบาในเรื่อง Spirited Away ซึ่งคุณมิยาซากิ ผู้ก่อตั้งสตูดิโอจิบลิ ได้แรงบันดาลใจจนนำมาสร้างเป็นแอนิเมชันให้เราชม ด้วยเหตุนี้ เราจึงตัดสินใจไปไต้หวันกัน

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป
แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

First Time in Taiwan 

เช้าวันเดินทางจากกรุงเทพฯ ไฟลต์บินใช้เวลา 3 ชั่วโมง 40 นาที ก็ถึงสนามบินเถาหยวน เราซื้อบัตร Easy Card หรือเรียกว่า ‘โยว โหยว ข่า’ บัตรเติมเงินสำหรับเดินทางด้วยรถสาธารณะต่าง ๆ ใช้เป็นค่ารถไฟความเร็วสูงจากสนามบินเข้าตัวเมืองไทเป และใช้กับขนส่งสาธารณะอื่น ๆ ได้เลย 

การเดินทางไปจิ่วเฟิ่นนั้นไปได้หลายวิธี ถ้าไปด้วยรถไฟก็ต้องต่อรถไฟ 2 ต่อ ถ้าไปรถบัส มี Taipei Bus #965 วิ่งจากในเมืองตรงไปจิ่วเฟิ่น ขึ้นได้ในย่านฮิตอย่างซีเหมิน (Ximen) ด้วย แต่ถ้าอยู่แถว Taipei Main Station ก็มาขึ้นตรง MRT Beimen (G13) ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าวิธีเดินทางด้วยรถบัสสะดวกที่สุดสำหรับคนมีเด็ก 

Jiufen – The Real Scenery in Spirited Away 

เมื่อมาถึงจิ่วเฟิ่น เมืองนี้มีร้านรวงนำเสนออาหาร ขนม สินค้าน่าตื่นตาตื่นใจมากมาย เราเจอร้านขายไส้กรอกแบบจีนที่มีป้าติดดอกไม้ใหญ่ ๆ บนศีรษะ เหมือนที่เคยเห็นในหนังสือท่องเที่ยวเป๊ะ มีร้านไอติมโรตีตุ้บตั้บ (ผู้เขียนเรียกแบบนี้ เพราะเขาใส่ทุกอย่างตามนั้นเลย) ลองทานก็อร่อยดี มีแบบใส่ต้นหอมผักชีด้วย มีร้านขนมแบบบัวลอยเต็มไปหมด มีร้านเสี่ยวหลงเป่าที่ส่งคนมาเรียกแขกเสียงเซ็งแซ่ 

แต่จุดไฮไลต์ที่เราต้องไปให้ได้ คือร้านชา Amei Tea House ซึ่งต้องเดินผ่านตลาดโบราณไปเรื่อย ๆ ก่อน จะมีทางแยกให้เดินลงไป ตามทางแคบ ๆ เป็นบันไดขั้นเล็ก ๆ ที่นี่ถ้าคนขาไม่ดีหรือใช้วีลแชร์ไม่น่าเหมาะ เพราะทางเดินก็แคบ คนก็เยอะ 

พอถึงหน้าร้าน Amei Tea House ก็รู้ว่าใช่ที่นี่แน่ ๆ เพราะมีมวลมหาชนรอถ่ายรูปเต็มไปหมด ร้านชามีลักษณะเหมือนโรงอาบน้ำของยูบาบาในเรื่อง Spirited Away มีคนมหาศาลรอถ่ายรูปอยู่ ส่วนใหญ่เป็นคนที่มากับบริษัททัวร์ เราฟังเสียงดูพบว่ามีทั้งคนจีน คนญี่ปุ่น และคนไทยเรานี่แหละ 

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป
แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

เข้าไปแล้วพอได้ที่นั่ง เราสั่งชุดชาพร้อมขนม มีน้ำส้มให้ลูกด้วย เลือกได้ว่าจะให้คนมาแสดงวิธีชงชาให้ดูด้วยภาษาอะไร เนื่องจากคนที่พูดภาษาอังกฤษยุ่งมาก เราจึงเลือกคำอธิบายภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเราใช้สื่อสารในครอบครัวอยู่แล้ว 

พอคนอธิบายมาถึง เธออธิบายเร็วเป็นจรวด มือไม้ว่องไว เธอเข็นเตาที่มีถ่านร้อน ๆ เคลื่อนที่มา เติมถ่านไปอีก เขี่ยให้มีไฟ วางกาน้ำร้อนลงไป จากนั้นก็สอนการตักชาด้วยปริมาณเหมาะสมใส่ในกรองชา เทน้ำร้อนราดถ้วยชา จากนั้นเติมน้ำร้อน ให้นับ 1 – 10 แล้วรินชาให้เรา ให้เราดมกลิ่นชาก่อน ดมแล้วไม่ให้ดื่มนะคะ เธอเทออกแล้วให้เราทานแก้วที่ 2 ที่เธอรินให้ โดยมีขนมให้ทานแกล้มคล้าย ๆ ถั่วตัดกับขนมเปี๊ยะ 

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

ตั้งแต่มาถึงจิ่วเฟิ่นตอนบ่าย ฝนก็ตกปรอย ๆ ตลอดเวลา เราเดินชมนั่นนี่จนเย็นค่ำ แล้วก็พากันกลับที่พัก ตกกลางคืน ก่อนนอนสวดมนต์เรียบร้อย เราที่เหนื่อยมาทั้งวันพอล้มตัวนอนก็หลับทันที แต่พอตกดึกประมาณตีหนึ่ง ผู้เขียนสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงแกรก ๆ เหมือนมีอะไรมาขุดเหนือหัวเตียง หันไปมองเด็กน้อยก็นอนหลับกรนคร่อกไม่รู้เรื่อง พยายามชะโงกดูจากทางหน้าต่าง ซึ่งห้องพักเราเป็นด้านริมถนน ไม่เห็นอะไรผิดปกติ แถมห้องเราชั้นบนสุดแล้ว เหนือขึ้นไปเป็นดาดฟ้าแล้ว ไม่มีใครแน่นอน 

ในใจคิดว่าเจอดีเข้าแล้ว เคยเดินทางไปต่างประเทศตั้งหลายที่ไม่เคยเจออะไรแบบนี้ ก่อนมาก็อ่านหนังสือท่องเที่ยว ทราบว่าใกล้ ๆ มีเหมืองทองโบราณที่มีทหารญี่ปุ่นมาขุดทองกันด้วย ตอนนี้กลายเป็นเหมืองร้างไปแล้ว แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวไปศึกษาได้ ขณะนั้นในสมองประมวลผลอย่างเดียวว่า หรือจะเป็นวิญญาณทหารญี่ปุ่นมาขุดทองบนหัวนอนผู้เขียนแน่แท้!

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

พอรุ่งเช้า ผู้เขียนตัดสินใจไปตรวจดูให้รู้ความจริง เดินออกจากห้องขึ้นบันไดไปดาดฟ้าโรงแรม พบข้าวของหินดินทรายที่ใช้ในการก่อสร้างเต็มไปหมด คาดว่าเมื่อคืนคงจะเคลื่อนย้ายของโดยใช้ลวดสลิงดึงข้าวของเหล่านั้นขึ้นมาจนเสียงดัง นึกออกแล้วว่าทำไมเขาถึงมี Earplug วางไว้ให้ในห้องด้วย 

ตอนหลังถามเพื่อนคนไต้หวัน เขาบอกว่า ที่นี่มีกฎให้ทำงานก่อสร้างกันตอนกลางคืนเท่านั้น ถึงบางอ้อทันทีค่ะ แต่ไหน ๆ ขึ้นมาแล้วก็เลยเดินไปชมวิวสักหน่อย วิวสวยงามสุดยอดมาก เห็นภูมิประเทศโดยรอบ ไม่ต้องไปนั่งมองตามที่ร้านคาเฟ่ในตลาดด้วย 

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป
แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

จิ่วเฟิ่นอยู่ในเขต New Taipei เขียนตัวอักษรจีนว่า 九份 ผู้เขียนรู้ภาษาญี่ปุ่น มองตัวหนังสือพอจะเดาความหมายได้ ตามประวัติเล่าว่าเดิมมีครอบครัวที่อยู่หมู่บ้านในหุบเขานี้อยู่ 9 ครอบครัว จึงเรียกเช่นนี้ 

ต่อมามีการทำเหมืองทอง เมืองนี้ก็รุ่งเรืองขึ้น มีคนมาอยู่ มาค้าขายทำมาหากินเต็มไปหมด แต่พอเหมืองทองซบเซาจนร้างไปคนก็ย้ายออกไปหมด ตรงนี้ช่างคล้ายกับในเรื่อง Spirited Away อีกแล้ว จนรัฐบาลเข้ามาฟื้นฟูเป็นสถานที่ท่องเที่ยว คนจึงเริ่มหลั่งไหลเข้ามาอีกครั้ง เคยได้ยินว่าตอนเปิดใหม่ ๆ จิ่วเฟิ่นเป็นหมู่บ้านที่มีความโบราณดั้งเดิมกว่าที่เห็นอยู่มาก 

Farewell Jiufen

เช้าหลังทานอาหารเช้าแล้ว เรามาเก็บรายละเอียดใน Jiufen Old Street อีกครั้ง เช้า ๆ อากาศดี ซอกแซกไปดูร้านนั้นร้านนี้ ลูกสาวซื้อของเล่นที่เป็นสัญลักษณ์ของที่นี่มาด้วยชิ้นหนึ่ง (ผู้เขียนคิดว่าที่สำเพ็งบ้านเราก็น่าจะมี แต่เห็นเธออยากได้และราคาไม่แพงจึงซื้อให้) สิ่งนั้นคือกระปุกออมสินอัตโนมัติ เป็นรูปร่างตัวละครในเรื่อง Spirited Away ชื่อว่า Kaonashi ซึ่งในแอนิเมชันภาคภาษาไทยแปลว่า ‘ผีไร้หน้า’

วิธีใช้งานกระปุกออมสินนี้ คือเอาเหรียญวางในจาน คาโอนาชิก็จะยกจานกินเหรียญเข้าไป ยิ่งวางยิ่งสนุก เก็บเงินได้เยอะเลย ของที่วางขายในตลาดเก่าจิ่วเฟิ่นนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่อง Spirited Away ทั้งสิ้น ตัวหลักที่ต้องเห็นคือคาโอนาชินี่แหละ ถ้าพิจารณาลักษณะของเขาให้ดี จะได้ข้อคิดมากมาย 

ขากลับไทเป ลูกสาวขึ้นนั่งบนรถบัส หันหน้าโบกมือลาจิ่วเฟิ่นราวกับซึ้งมาก วันหน้าจะมาเยี่ยมใหม่นะคะ 

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

ขากลับเข้าเมืองไทเป รถบัสส่งเราลงที่เดิมแต่คนละฝั่งจากที่เราขึ้น พาลูกเดินลงทางใต้ดินเพื่อไปที่พัก ด้านใต้ดินที่เราเดินนั้นเหมือนเป็นย่านญี่ปุ่นเลย มีตู้หยอดเหรียญคีบตุ๊กตา ครั้งละ 10 NT (ประมาณ 10 บาท) อัยโกะสนใจมาก ขอใช้เหรียญเศษในกระเป๋าตังค์ไปลองหยอดดู สุดท้ายขอแม่ลองบ้างซิ อ้าว สนุกดีนี่ ปรากฏแม่เล่นไป 2 ครั้ง ได้ตุ๊กตาเฉยเลย คราวนี้อัยโกะยิ่งศรัทธาแม่ขั้นสุด

ตู้คีบที่ไต้หวันนับว่ายุติธรรมกับลูกค้า ขาคีบไม่อ่อนเกินไป ถ้าเป็นที่เมืองไทยคีบเท่าไหร่ก็ไม่ได้ เพราะตั้งขาอ่อนจนคีบไม่อยู่ ดังนั้น เราแม่ลูกจึงเล่นกันเพลิน รู้ตัวอีกทีก็หมดไปเป็นร้อย NT แล้ว ผู้เขียนเลยต้องตั้งสติ เตือนลูกว่าไปเถอะ เดี๋ยววันหลังพามาเล่นใหม่ 

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

In Taipei with Friends 

เรามีนัดกับเพื่อนคนไต้หวันที่นับถือกันมาก จากที่เคยต้องติดต่องานกันบ่อยในสมัยก่อน ผู้เขียนเรียกเขาว่า August ซึ่งเขายินดีอยากพาเที่ยว August ขับรถมารับเราพร้อมลูกสาวชื่อ Victoria เป็นสาวน้อยน่ารักเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ดูท่าทางเป็นคนขี้อาย ซึ่งตรงข้ามกับลูกสาวเรา ทันทีที่อ้าปากได้ก็ทักทายพูดคุยเป็นต่อยหอย เนื่องจากวันที่เราพบกันเป็นวันชาติของไต้หวัน จึงพาเราไปชมพิธีเปลี่ยนเวรยามทหารที่อนุสรณ์สถานท่านเจียงไคเช็ก 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

จากนั้นเราส่งรายชื่อสถานที่ที่อยากไปให้ August ดู เขาก็ขำเพราะไม่รู้จักสักที่ เป็นต้นว่า Gudetama Café (คาเฟ่ไข่ขี้เกียจ) กับ Rilakkuma Café (คาเฟ่หมีพักผ่อน) พอดีลูกสาวน้อง Victoria บอกว่ารู้จักร้านไข่ขี้เกียจ รีบบอกทางพ่อทันที 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

เป้าหมายต่อไป เราบอกว่าอยากไป Huashan 1914 Creative Park เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุด ครอบครัวที่มีลูกเล็กต่างพากันมาทำกิจกรรมที่นี่กันทั้งนั้น ทันทีที่เดินเข้าไปก็พบจุดที่มีการแสดงเล่านิทานพร้อมทำลูกโป่งเป็นรูปต่าง ๆ เขาเล่าเป็นภาษาจีน มีเพลงประกอบ พร้อมใช้มือประดิษฐ์ลูกโป่งเป็นรูปมังกรบ้าง นกบ้าง อัยโกะรีบขอไปนั่งหน้าเวทีปะปนกับเด็กไต้หวันคนอื่นแบบเนียน ๆ เราผู้ใหญ่ก็นั่งรอเธอไป ไม่มีใครไปช่วยแปลให้เธอสักคน แต่ดูเหมือนเธอจะเข้าใจด้วยนะ ตอนจบเขาให้เด็กมาต่อแถวรับลูกโป่ง เธอก็ไปต่อกับเขาด้วย 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

จากนั้นเดินต่อไปอีกนิดมีร้านของเล่นไม้ Wonderful Life เป็นร้านใหญ่มาก ที่บ้านเราจะเห็นขายตาม B2S หรือห้างใหญ่ ๆ มีชุดกล่องดนตรีที่ทำเป็นรูปร่างต่าง ๆ น่ารักมาก แต่ที่นี่จัดบริเวณเป็น Playground สำหรับเด็กเพื่อให้เด็ก ๆ ได้เล่นกับผลิตภัณฑ์ของเขาด้วย มีเด็กเข้าไปเล่นกันมากมาย อัยโกะเองก็ไปลงชื่อเข้าด้วย และต้องรอเวลาสักพัก เราเลยดูของรอบร้านไปพลาง ๆ ก่อน พอดูสินค้ามาก ๆ เข้าก็อดซื้อไม่ได้ เพราะมันช่างน่ารักไปหมด พอดีถึงเวลาที่อัยโกะเข้าไปเล่นใน Playground ได้ ในนั้นมีเด็กไต้หวันเต็มไปหมด มีเด็กคนหนึ่งชวนอัยโกะเล่นด้วยกัน เด็กคนนั้นพูดภาษาจีน อัยโกะพูดภาษาอังกฤษ แต่ก็เห็นเล่นด้วยกันสนุกสนาน ภาษาที่สื่อสารกันง่ายไร้พรมแดนที่สุดในโลกนี้ ก็คือภาษาเด็กนั่นเอง 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

ไต้หวันเป็นประเทศที่ส่งเสริมประชาชนทางด้านศิลปะมาก ๆ โดยเฉพาะเยาวชน มีการส่งเสริมด้านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์มาก ๆ ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะที่น่าสนใจหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Fine Art Museum, Museum of Contemporary Art และพื้นที่แสดงผลงานศิลปะหลายแห่ง ในสวนสนุกสำหรับเด็กก็ยังมีมุมศิลปะ แม้แต่ในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน จะเห็นผลงานของ Jimmy Liao ศิลปินที่มีชื่อเสียงวาดไว้ตามผนังอย่างสวยงาม 

สำหรับศิลปินมือใหม่ ที่ Huashan 1914 Creative Park นี่ก็มีพื้นที่สำหรับเป็น Shop หรือ Gallery แสดงผลงานตามแต่ศิลปินต้องการ เราเองก็มีโอกาสชมผลงานของศิลปินหน้าใหม่ในนั้นกัน พาลูกเดินชมหลายแห่งเลย ผลงานประณีตคล้ายกับที่ญี่ปุ่น ราคาถือว่าค่อนข้างแพง ปกติสินค้าทั่วไปในไต้หวันนั้นราคาไม่แพง แต่ถ้าเป็นงานศิลปะหรืองานแฮนด์ ถือว่าเป็นสินค้ามีคุณค่ามาก 

เราเดินเล่นในนั้นจนถึงเย็นค่ำ มีนิทรรศการอะไรก็เข้าชมทั้งหมด ยังดีที่ยังไม่ค่ำเกินไป ทันถ่ายภาพกับโกดังเถาไอวีอาร์ต ๆ ซึ่งเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของที่นี่ ไม่ว่าใครมาก็ต้องถ่ายภาพตรงนี้ พอดีใกล้มืดแล้ว ฝนก็ตกด้วย ลูกสาวตัวเล็กมองแทบไม่เห็น 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

ออกจาก Haushan Creative Park คราวนี้ August บอกว่า เราจะไปเดินตลาดกลางคืนที่ใหญ่มาก มีของใช้และของกินท้องถิ่นหลากหลายให้เราลิ้มลอง นั่นก็คือ Shilin Night Market แรก ๆ เราเดินดูของใช้กันก่อน เห็นรองเท้าออกกำลังกายก็อยากซื้อ เห็นเสื้อก็อยากซื้อ แต่ขณะที่เดินฝนก็ยังตกปรอย ๆ อยู่ เกรงว่าไม่สะดวก แต่ถึงอย่างไร เราก็มีความสุขที่ได้เดินชมนั่นนี่อยู่ดี 

ในตลาดมีซุ้มเล่นเกมปาลูกโป่ง และอาหารแปลกที่เราพบได้ที่ไต้หวันเท่านั้น เช่น วุ้นกบ เต้าหู้เหม็น เป็นต้น August ถามว่าอยากลองมั้ย แต่เราไม่กล้า ได้แต่ยืนมอง ส่วนอาหารที่ August ภูมิใจนำเสนอมาก พอได้ทานแล้วรู้สึกว่าอร่อยมาก คือไก่ทอด Hot Star ไก่ชิ้นใหญ่เท่าหน้าเราเลย 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป
แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

เดินตลาดกันต่อ ไปเจอผลไม้เคลือบเสียบไม้ก็ขอลองทานด้วย หลายคนคงไม่คิดว่าน่าสนใจตรงไหน บ้านเราก็มี แต่เทคนิคการเคลือบผลไม้ของไต้หวันคล้ายกับของญี่ปุ่นมาก ถ้าใครดูอนิเมะของญี่ปุ่นจะเห็นแอปเปิ้ลเสียบไม้เคลือบสีแดงใส ๆ เรียกว่า Apple Candy ปกติหากินได้ตามงานวัดญี่ปุ่นเท่านั้น ซึ่งผู้เขียนชอบมาก (ตอนนี้ดองกิบ้านเราก็มีขาย) ที่ไต้หวันเขานำสตรอว์เบอร์รี มะเขือเทศ และอะไรหลายอย่างที่ดิฉันไม่รู้ไปเคลือบด้วย เราลองซื้อมาทาน อร่อยดี รสชาติคล้ายของญี่ปุ่นเลย 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

นอกจากนั้นยังไปเล่นเครื่องคีบในตลาดกันอีกด้วย เครื่องคีบในไต้หวันมีให้คีบได้ทุกสิ่งคล้ายของญี่ปุ่น ไม่ใช่มีแต่ตุ๊กตา บางอย่างมีของเป็นกล่อง เครื่องเกม ก็เอามาให้คีบได้ ตั้งแต่ตอนผู้เขียนคีบตุ๊กตาให้ลูกได้ จึงเริ่มรู้เทคนิค ใช้วิธีเอาหัวคีบตีให้หล่นหรือคีบให้กระเด้ง แบบนั้นจะได้ของมากกว่า พ่อลูก August กับ Victoria เล่นกันสนุกสนานน่ารักเชียว จนเริ่มดึกเห็นควรแก่เวลา เราจึงชวน August กลับกันเถอะ 

การเดินทางท่องเที่ยวไปต่างแดนด้วยตนเอง นับเป็นสนามฝึกวิชาในชีวิตจริง เรียนในห้องก็ได้เท่านั้น แต่ถ้าได้เดินทางถือว่าเป็นการลองถูกลองผิดหัดใช้ภาษาในสถานการณ์จริง และเดินทางแบบช่วยเหลือตนเองจะช่วยฝึกทักษะการวางแผน ทักษะการแก้ปัญหาไปด้วย ดีใจที่ได้เจอเพื่อนรุ่นพี่อย่าง August ได้เขาเป็นไกด์ทัวร์ทำให้เราเดินทางสนุกขึ้นเยอะเลย คืนนี้จบที่เขาพาเราไปส่งที่โรงแรม ไปส่งจนถึงหน้าลิฟต์ โบกมือลาจนลิฟต์ปิดเลย ซึ้งใจ 

Our Own Plan in Taipei 

วันต่อมา เราเดินทางกันเองสองแม่ลูก คุยกันว่าเราจะไป National Taiwan Museum ที่นั่นมีให้ศึกษาเรื่องที่ลูกสาวกำลังสนใจ นั่นคือโครงกระดูกสัตว์ดึกดำบรรพ์ อย่างไดโนเสาร์หรือแมมมอธ มีให้เรียนรู้เรื่องไมโครฟอสซิล และอีกหลาย ๆ เรื่องเชิงวิทยาศาสตร์ พื้นที่ถือว่ากว้างอยู่

อาคารแรกนำเสนอเรื่องสิ่งมีชีวิตสมัยดึกดำบรรพ์ที่ด้านล่าง ชั้นสองเรื่องไมโครฟอสซิล อัยโกะสนใจเรื่องไดโนเสาร์ในอาคารที่ 2 ชื่อว่า Land Bank Exhibition Hall พอเข้าไปเขาจะให้ค่อยเดินตามพื้นที่ไต่ระดับ เล่าลำดับช่วงเวลาของไดโนเสาร์ มีรูปโครงกระดูกเล็ก ๆ ให้ดูก่อน แต่พอผ่านทุกอย่างขึ้นบันไดโผล่ด้านฉากหลัง เล่นเอาเราตกใจ เพราะเห็นโครงกระดูกไดโนเสาร์เท่าตัวจริง ใหญ่โตมาก 

เด็กน้อยของผู้เขียนตื่นเต้น วิ่งขึ้นวิ่งลง มีพื้นที่ให้หัดลองเอาแปรงปัดฟอสซิลดูด้วย ทำได้ดีมาก ๆ คิดว่าเด็กผู้ชายส่วนใหญ่น่าจะชอบ แต่ลูกสาวผู้เขียนชอบอะไรเหมือนเด็กผู้ชายจึงดีใจเป็นที่สุด 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป
แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

หลังจากเดินชมศึกษากันจนจุใจ ขาออกแวะดูร้านของที่ระลึกด้วย ซึ่งของในร้านนี่ไม่ใช่เป็นของหลอกเด็กที่เรามักเห็นตามร้านของที่ระลึกทั่วไป เขามีสินค้าที่ส่งเสริมทางวิทยาศาสตร์หลายอย่าง แต่ของที่เกี่ยวกับไดโนเสาร์มีค่อนข้างมาก เราซื้อโคมไฟ DIY ที่ให้เด็กฝึกทำผลึก ฝาปิดมีหลอดไฟซ่อนอยู่ พอตอนกลางคืนก็เปิดไฟ เห็นแสงจากผลึกที่เราทำเอง แต่ละชิ้นจะไม่เหมือนกัน ไอเดียดีมาก ๆ จึงซื้อมา นอกนั้นยังมีชุด DIY ทำพวงกุญแจไดโนเสาร์ และอะไรเกี่ยวกับไดโนเสาร์หลายอย่าง เด็กน้อยเตรียมค่าขนมไปเอง เลือกของที่ไม่แพงมากที่พอซื้อได้ รู้สึกได้ว่าไต้หวันมีสถานที่ส่งเสริมเยาวชนของเขาในหลายทักษะมาก ไม่เพียงแต่เรื่องศิลปะ เรื่องวิทยาศาสตร์ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

ถัดจากนี้ เป็นภารกิจที่เพื่อนฝากมา เรานั่งรถ MRT ไปวัดหลงซานเพื่อไปซื้อเครื่องราง ตัวเราเองต้องการแค่เครื่องรางเดินทางปลอดภัย แต่มีเพื่อนสาวที่ยังโสดต้องการเครื่องรางสมหวังในรัก (รุ่นคุณแม่อย่างผู้เขียนยังมีเพื่อนที่ต้องการเครื่องรางความรักอีกด้วยนะ 55) 

วัดหลงซานคนเยอะมาก มีคนมาไหว้ขอพร ถือของมากันมากมาย คนหลั่งไหลมาจนจะเหยียบเราแล้ว คงประมาณวัดเล่งเน่ยยี่บ้านเรา เล่ากันว่าใครที่มาขอพรที่นี่มักจะสมหวัง โดย ‘เทพผู้เฒ่าจันทรา’ คือเทพที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ซึ่งผู้เขียนไม่รู้ว่าท่านคือองค์ไหน ก็ไหว้ ๆ ไป ขอให้ตนเองและลูกเดินทางปลอดภัย

ร้านเครื่องรางวางตัวอย่างไว้ในตู้ เขียนหมายเลขและคำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษว่า เครื่องรางหมายเลขนั้นใช้เรื่องอะไร ว่าแล้วก็จิ้มเรื่องความรักมาเยอะๆ และเอาเรื่องสุขภาพดี เดินทางปลอดภัย การงานการศึกษาดีมาด้วย 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

จากนั้นเราก็ตามไปร้านหนังสือ Eslite สาขา Dunnan ปกติไม่ว่าไปไหน ผู้เขียนต้องไปแวะร้านหนังสือที่เป็นสัญลักษณ์ของที่นั่นเสมอ ร้านหนังสือทำให้เราเห็นวัฒนธรรมการอ่านของผู้คน ร้าน Eslite เป็นร้านหนังสือที่เปิด 24 ชั่วโมง ต้องเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปที่ชั้น 2 แต่พอเข้าไปกลับขึ้นลงชั้น 1 ได้ และรวมชั้นใต้ดินอีก 3 ชั้น แต่ละชั้นจะแบ่งประเภทหนังสือ มีข้าวของเครื่องใช้ งานคราฟ์ต และอาหารขายในนั้นด้วย 

หนังสือในร้านส่วนใหญ่เป็นภาษาจีน จึงถามเจ้าหน้าที่ว่ามีหนังสือภาษาญี่ปุ่นมั้ย ปกติผู้เขียนซื้อหนังสือเด็กภาษาญี่ปุ่นให้ลูกอ่าน ในเมืองไทย ส่วนใหญ่ซื้อจากร้าน Kinokuniya หรือถ้าเอาประหยัดก็ไปร้านหนังสือมือสองที่สุขุมวิท ซอย 33/1 แต่เห็นไต้หวันมีหนังสือภาษาญี่ปุ่นให้เราอ่านอยู่เรื่อย คิดว่าน่าจะมีหนังสือญี่ปุ่นขาย แต่เจ้าหน้าที่อาจไม่เข้าใจที่เราถาม จึงชี้ให้ไปชั้นหนังสือที่ส่วนใหญ่แปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาจีน เช่น โต๊ะโตะจัง เราเห็นไม่ใช่เป้าหมาย จึงเปลี่ยนไปดูแผนกหนังสือเด็กแทน ซึ่งต้องลงไปยังชั้น B2 ก็เจอหนังสือเด็กภาษาอังกฤษที่ไม่แพง ซื้อกลับมาหลายเล่มเลย ถ้ามีเวลา การใช้ชีวิตในร้านหนังสือช่างดีมากมาย

Bye bye Taipei

วันสุดท้ายคือวันเดินทางกลับไทย ที่สนามบิน พวกเราชอบร้าน Sanrio X มีสินค้าน่ารักเหมือนญี่ปุ่นที่สุด เดินไปมาหาซื้อของฝากคนนั้นคนนี้ ส่วนใหญ่เป็นของกิน ขนมต่าง ๆ ซึ่งล้วนน่าสนใจ โดยเฉพาะของฝากขึ้นชื่ออย่างพายสับปะรดกับขนมเปี๊ยะเผือก ใครมาย่อมต้องซื้อกลับไป 

จากนั้นลูกสาวมาหยุดที่ร้าน Figure Model ร้านหนึ่ง สามีของผู้เขียนเป็นคนชอบสะสมของพวกนี้ อัยโกะจึงไปดูเผื่อจะซื้ออะไรฝากป๊าได้ พอไปดูราคาแพงมากเลย ลูกสาวบอกว่า 

“คราวหน้าเรามาใหม่ละกัน ชวนป๊ามาด้วย ที่ตู้คีบเค้าก็มีตัวแบบนี้ ให้ป๊าเค้าคีบเอาเองว่าจะเอาตัวอะไร” 

แหม ทำอย่างกับว่าจะคีบได้ง่าย ๆ 

สุดท้ายเราก็จบทริปการเดินทางอย่างราบรื่นสนุกสนาน ก่อนเด็กน้อยจะหลับไปแล้วมาตื่นที่เมืองไทย ก็พร่ำพูดว่า “เราจะมีวันหยุดอีกเมื่อไหร่คะ หนูอยากมาเที่ยวไต้หวันอีก” 

ไต้หวันกลายเป็นอีกหนึ่ง Destination ที่แม้ว่าไม่ต้องมี Inspiration อะไรแล้ว เราก็อยากมาเยือนอีกหลายครั้งแน่นอน 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ณัฐพร ผลพูล

เป็นคนฉะเชิงเทรา ทุกวันนี้เป็นคุณแม่ Full-time แต่มีงานเสริมเป็นล่ามและนักแปลอิสระ มีงานอดิเรกปลูกแคคตัสและไลท็อป ชอบทำงานคราฟต์และชอบเดินทางมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ มักพาคุณยาย (แม่) หรือลูกไปด้วย แต่ทริปที่พาไปช่างระหกระเหินเกินกว่าที่คนแก่และเด็กควรไปเสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load