11 กรกฎาคม 2561
24.00 K
เวลา 10.00 น.

ระหว่างเดินอยู่บนถนนในเมืองฮิโรชิม่า ผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งของปราบดา หยุ่น ที่ชื่อ ฝนตกตลอดเวลา

ก่อนมาเยือนผมตรวจสอบสภาพอากาศมาแล้วจากประเทศบ้านเกิด แต่ไม่รู้ว่าพายุฝนจะซัดสาดและต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้ ชนิดไม่เปิดโอกาสให้พื้นแห้งแม้เพียงนาที-วินาที

ช่วงเวลาแบบนี้ร่มกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นเหนือสิ่งอื่นใดสำหรับการสัญจรในเมืองด้วยเท้า แต่นั่นแหละ แม้จะมีร่มก็กันได้แค่ครึ่งบนของร่างกาย ช่วงครึ่งล่างของผมเปียกชุ่มราวกับเพิ่งเดินขึ้นจากสระน้ำโดยไม่ถอดกางเกง

มะลิ ผู้นำทางสาวชาวญี่ปุ่นผู้มีชื่อเล่นภาษาไทยบอกว่า นี่คือช่วงเวลาที่ฝนตกหนักที่สุดในญี่ปุ่นในรอบ 50 ปี

“โชคดีนะ ได้อยู่ในช่วงเวลาแบบนี้” มะลิพูดแซวด้วยอารมณ์ขัน อย่างน้อยก็มีเรื่องที่พวกเราได้หัวเราะแม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เริ่มรู้ว่าไม่ค่อยดีนัก

แต่ตอนนั้นผมก็ไม่รู้หรอกว่าพื้นที่รอบนอกเขตที่เราอยู่อาศัยนั้นกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่ชีวิตเคยเจอ

ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น
เวลา 19.00 น.

ระหว่างนั่งกินอาหารมื้อค่ำอยู่ในร้านโอโคโนมิยากิ ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของฮิโรชิม่า โทรศัพท์เคลื่อนที่ในกระเป๋ากางเกงของผมก็ดังด้วยเสียงไม่คุ้นเคย

ก่อนที่เสียงเดียวกันจะดังจากโทรศัพท์เครื่องอื่นๆ ของเพื่อนร่วมโต๊ะและคนแปลกหน้าร่วมร้าน

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้ยินเสียงแบบนี้จากโทรศัพท์ ไม่ได้มีใครโทรเข้า ไม่ได้มีไลน์จากใครส่งมา ไม่มีข้อความที่ยังไม่ได้อ่าน

ผมเพิ่งรู้ว่ามันคือสัญญาณเตือนภัยพิบัติจากรัฐบาลที่ส่งตรงถึงทุกคนในพื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ เมื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็จะเห็นคำเตือนต่างๆ ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรยามนี้

ผมเพิ่งเริ่มตระหนักนาทีนั้นว่าพวกเราทั้งผม พี่ช่างภาพ มะลิ และพี่จูน ผู้นำทางอีกคน กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น

หลังจากดังครั้งแรกโทรศัพท์ก็ดังเป็นระยะ ถี่ขึ้น และถี่ขึ้น

เสียงที่ดังเป็นระยะนี้นอกจากบอกผมว่าขณะนี้มีภัยธรรมชาติที่ต้องระมัดระวัง เตรียมตัวอพยพเมื่อจำเป็น มันยังบอกถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศญี่ปุ่น

ไม่ใช่แค่ข้อความเตือนที่ส่งตรงถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ของทุกคนเท่านั้น ยังมีแอพพลิเคชันอีกมากมายให้โหลดไว้ติดเครื่อง เพื่อเรียกใช้ยามตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชันที่แนะนำวิธีเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่างๆ หรือแอพพลิเคชันที่บอกตำแหน่งของศูนย์อพยพ

ผมเองเคยตกอยู่ในสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ และมีญาติๆ ติดอยู่ในช่วงน้ำท่วมใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งกว่าพวกเราจะรู้ตัวน้ำก็แทบจะมาเคาะประตูบ้านอยู่แล้ว ความเสียหายหลายอย่างที่น่าจะหลีกเลี่ยงได้จึงหลีกไม่ทัน

เหมือนความรู้เราน้อยไปนิด ข้อมูลเราน้อยไปหน่อย (ข้อมูลที่มีก็แยกไม่ออกอีกว่าลือหรือจริง) ต่างจากญี่ปุ่นที่ทุกข้อมูลนั้นมีประโยชน์และตรวจสอบอย่างแม่นยำแล้วจึงถูกส่งตรงถึงที่ ไม่ว่าเราจะอยู่ซอกมุมไหนในเมืองซึ่งตกอยู่ในสภาวะเสี่ยง

แม้พวกเราที่นั่งอยู่หน้าเตาในร้านโอโคโนมิยากิก็ไม่เว้น

ยังไม่นับความรู้ต่างๆ ที่บ้านเมืองเขาปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กๆ ถึงวิธีการเอาตัวรอดยามประสบภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว สึนามิ น้ำท่วม หรือภัยอื่นใด ชาวอาทิตย์อุทัยคล้ายถูกปลูกฝังอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว

นาทีแรกที่รู้ต้องปฏิบัติตัวยังไง ภายใน 72 ชั่วโมงต้องทำอะไร ทุกคนคล้ายมีไบเบิลในการเอาตัวรอดติดตัว ต่างจากบ้านเราที่ยามเจอภัยธรรมาติหนักหน่วงทีแทบจะทำอะไรไม่ถูกนอกจากขนของขึ้นชั้นสอง

ถ้าจะมีข้อดีอะไรสักอย่างสำหรับผู้ที่ต้องอยู่กับภัยธรรมชาติ ผมคิดว่าคงเป็นการทำให้ผู้คนตระหนักว่าความรู้และข้อมูลนั้นสำคัญ

บางทีมันตัดสินชีวิตที่อยู่ระหว่างความเป็นความตายได้เลย

เวลา 22.00 น.

อะไรหลายๆ อย่างเหมือนจะน่าวิตกขึ้นทุกนาที

นอกจากน้ำบนฟ้า มีสัญลักษณ์หลายอย่างที่บ่งบอกว่าชาวเมืองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายอันไม่อาจประเมินได้ ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำในแม่น้ำที่เริ่มเปลี่ยนจากสีใสเป็นสีน้ำตาลแบบกาแฟใส่นมแต่แท้จริงคือน้ำป่า ปริมาณน้ำในแม่น้ำก็สูงขึ้นชนิดสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า และยังไหลเชี่ยวชนิดหากเผลอไผลตกลงไปอาจหายวับไปกับตา

เมื่อกลับถึงห้องพัก รายการโทรทัศน์ก็พร้อมใจกันรายงานข่าวภัยพิบัติที่กำลังเกิดขึ้นเป็นรายการเฉพาะกิจ แทนที่รายการจิปาถะอย่างที่คุ้นเคย ทำให้ผมรู้สถานการณ์นอกตัวเมืองที่ผมอาศัย

ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น

ภาพเคลื่อนไหวในจอโทรทัศน์คือภาพน้ำท่วมเกือบมิดหลังคาบ้าน น้ำสีเดียวกับที่ผมเห็นในแม่น้ำนั่นแหละ บางคนยืนโบกมือขอความช่วยเหลืออยู่บนหลังคา

แม้จะมีความรู้เพียงใด เตรียมพร้อมรับมือแค่ไหน แต่กับธรรมชาติ เราก็ไม่อาจคาดเดาได้

จากข่าวที่ดู ทำให้รู้ว่าฝนที่ตกหนักในทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มในหลายจังหวัด ชาวเมืองกว่า 2 ล้านคนต้องอพยพไปยังที่ปลอดภัย มีผู้เสียชีวิตแตะหลักร้อยและผู้บาดเจ็บหลายร้อยคนจากอุทกภัยครั้งนี้ โดยฮิโรชิม่าที่ผมอยู่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ตัวเลขขณะนี้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 44 คน

ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น

และจากเหตุดินถล่มกว่าสี่สิบจุดทำให้ระบบคมนาคมขนส่งในพื้นที่ต้องยกเลิกตารางการเดินทางเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

คงไม่ใช่เรื่องเดือดร้อนอะไร ถ้าไม่บังเอิญว่าวันรุ่งขึ้นผมมีเหตุจำเป็นที่จะต้องโดยสารชินคันเซ็นจากฮิโรชิม่าไปยังโกเบ

เงื่อนไขเดียวขณะนั้นคือทำยังไงก็ได้

แต่เราต้องไปโกเบ

เวลา 11.00 น.

พวกเราเดินไปยัง Hiroshima Station

ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น
ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น

เดินไปทั้งๆ ที่รู้ว่ารถไฟชินคันเซ็นยังยกเลิกทุกเที่ยวการเดินทาง จะว่าหวังลมๆ แล้งๆ ก็ไม่ผิดนัก ความหวังอันริบหรี่มีเพียงข้อมูลจากผู้นำทางของเราที่บอกว่า บ่าย 3 โมงเขาจะประกาศอีกครั้งว่าวันนี้ชินคันเซ็นจะเปิดให้บริการได้หรือใหม่

ไม่ใช่แค่พวกเรา มีนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยหอบข้าวของมารอที่สถานีด้วยหวังว่ารถไฟหัวกระสุนจะกลับมาให้บริการ

ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น
ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น

เราซื้ออาหารและเครื่องดื่มเตรียมพร้อมสำหรับการรอคอยที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงตอนไหน

เมื่อเดินขึ้นไปยังชานชาลา ผมเห็นชินคันเซ็น 2 ขบวนจอดขนาบซ้ายขวา ขบวนหนึ่งมีคนนั่งอยู่ด้านในเต็มแทบทุกที่นั่ง มะลิเล่าว่าคนเหล่านี้ติดค้างอยู่ที่สถานีตั้งแต่เมื่อคืน เนื่องจากเหตุดินถล่มในหลายพื้นที่ทำให้รถไฟจำเป็นต้องหยุดให้บริการกะทันหัน ส่วนอีกขบวนประตูปิดสนิท ไม่มีใครอยู่ในนั้น

พวกเราเดินไปยังชานชาลาที่มีผู้คนนั่งเข้าคิวกันอยู่แล้ว

ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น
ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น
เวลา 15.00 น.

ไม่มีวี่แววว่ารถที่จอดนิ่งอยู่คล้ายคนหลับสนิทจะถูกปลุกเมื่อใด

ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น
เวลา 16.00 น.

คนเริ่มเพิ่มขึ้นจนชานชาลาอบอุ่น แต่นั่นแหละ พวกเราทั้งหมดที่นั่งรอกันอยู่นี้อาจผิดหวังด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น
ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น
เวลา 18.00 น.

ความสมหวังจากการรอคอยรสชาติหอมหวานแค่ไหน มีเพียงผู้อดทนเท่านั้นที่ได้สัมผัส

ขณะที่ผมเดินไปห้องน้ำเพื่อถ่ายเทของเหลวออกจากร่างกาย พี่ช่างภาพวิดีโอผู้ร่วมชะตากรรมก็โทรศัพท์มาบอกข่าวดีว่าตอนนี้ชินคันเซ็นที่จอดสงบอยู่เปิดไฟ ผมได้ยินอย่างนั้นก็รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับมายังชานชาลาโดยไม่ลืมล้างมือ

ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น

เมื่อเดินขึ้นมายังชานชาลาก็เห็นว่ารถไฟตื่นแล้ว ผู้คนที่นั่งรอคอยต่างยืนกันต่อคิวเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างผู้มีความหวังว่าจะได้ออกเดินทางเร็วๆ นี้

แถวขดเป็นงูแต่ก็ยังพอดูรู้ว่าใครคือผู้มาก่อน

ภาพที่เห็นทำให้ผมนึกถึงหลายๆ เหตุการณ์ที่ผมเคยเห็นผ่านหน้าจอทีวียามญี่ปุ่นประสบภัยพิบัติแล้วผู้คนต่อคิวรับอาหารหรือสิ่งของกันอย่างเป็นระเบียบ

ไม่ว่าจะตกอยู่ในสภาวะคับขันเพียงใด ญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นญี่ปุ่น

ลูกพระอาทิตย์ก็ยังเป็นลูกพระอาทิตย์

ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ เจ้าของนามปากกา เกตุวดี ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ของ The Cloud เคยให้สัมภาษณ์ว่า การสร้างชาติของญี่ปุ่นนั้นเน้นที่ความเป็นระเบียบวินัยและพฤติกรรมที่ไม่มีระเบียบอย่างการแซงคิวถือเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของสังคม

นั่นทำให้แม้ในช่วงเวลายากลำบากที่แต่ละคนควรจะดึงสัญชาตญาณการเอาตัวรอดออกมาใช้ แต่ทุกคนก็คล้ายควบคุมตัวเองได้อย่างดี แม้ในช่วงเวลาที่รีบที่สุด หิวที่สุด กระหายที่สุด ยากที่สุด สิ้นหวังที่สุด คนญี่ปุ่นก็ยังรู้จักการรอคอย

และแล้วการรอคอยของพวกเราทุกคนก็สิ้นสุดลงหลังจากนั่งรอกันมากว่า 6 ชั่วโมง

เมื่อประตูรถไฟชินคันเซ็นเปิดออก

ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น
เวลา 19.00 น.

วิวสองข้างทางมืดมิดแต่ผมคล้ายเห็นแสงสว่าง

ภาษาญี่ปุ่นดังเป็นระยะขณะที่รถเคลื่อนที่ไปถึงแต่ละสถานี พี่จูน ผู้นำทางแปลให้ฟังว่า เขาประกาศขอโทษที่ทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อนย้ำว่าประกาศหลายรอบ

ซึ่งความจริงไม่ต้องขอโทษก็ได้ ทุกคนรู้ว่านี่ไม่ใช่ความผิดของผู้ให้บริการ นี่เป็นภัยธรรมชาติที่อยู่นอกเหนือการควบคุม แต่ญี่ปุ่นก็ยังคงเปี่ยมความรับผิดชอบโดยเฉพาะการรับผิด ต่างจากบางบ้านเมืองที่เรื่องนี้ยังอยู่ห่างไกล

ระหว่างนั่งอยู่บนชินคันเซ็นขบวนที่มุ่งหน้าสู่โกเบ ผมเปิดโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดตามสถานการณ์ไปด้วย ตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นจากวันก่อน จำนวนผู้สูญหายก็เช่นเดียวกัน ในใจภาวนาให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี

ฮิโรชิม่า, ภัยพิบัติ, น้ำท่วม, ญี่ปุ่น
ภาพ www.scmp.com

ใจหนึ่งเป็นห่วง แต่อีกใจก็รู้ว่าญี่ปุ่นผ่านไปได้อยู่แล้วเหมือนที่พวกเขาผ่านมาได้นับครั้งไม่ถ้วน ภัยพิบัติทุกครั้งที่ผ่านมาหล่อหลอมให้เขาเป็นนักสู้

อย่างที่รู้กัน ยามที่เราพังทลายแล้วสามารถสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ เราจะแข็งแกร่งกว่าเดิม

ว่าถึงตรงนี้ผมนึกถึงบางประโยคของเด็กชายคนหนึ่งจากหนังสือชื่อ ขอให้มีชีวิตอยู่ด้วยกัน ที่บอกเล่าเรื่องราวของเด็กๆ และครอบครัวที่ผ่านเหตุการณ์สึนามิครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 ซึ่งเขียนโดย เคน โมงิ และแปลโดย มารินา โคบายาชิ

ตลอดชีวิต 16 ปี ผมประสบมาหมดแล้วทั้งความเศร้า ความทุกข์ ความเจ็บใจ ความเหงา ความทรมาน ความหวาดกลัว ความหิว ความยินดี ความสนุกสนาน และความดีใจ ผมไม่มีบ้านให้อยู่อีกแล้ว และยังต้องอยู่ศูนย์อพยพต่อไป แต่ผมคิดว่าในเมื่ออุตส่าห์รอดชีวิตจากการถูกสึนามิไล่ล่ามาได้ จากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะไม่ยอมแพ้ และพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไป”

ฟ้าหลังฝนนั้นสวยงามเรารู้ แค่เราต้องอยู่ให้ถึงเวลานั้น

ขอให้ชาวเมืองทุกคนปลอดภัยและรอเวลาฝนหยุดตกไปด้วยกัน

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 มิถุนายน 2565
454

The Cloud x Vespa

บรึ้น ๆ ! เสียงขบวนเวสป้าบึ่งเข้ามายังนครขอนแก่นเพื่อร่วมทริป Walk with The Cloud : บึ่งแก่นนคร ชมศิลปะและวัฒนธรรมในแดนอีสาน บ้างมาจากกรุงเทพฯ บ้างมาจากขอนแก่นบ้านเฮานี่แหละ วันนี้เป็นวันที่ฟ้าไร้แดดเหมาะกับการขี่รถตากลมสุด ๆ จากจุดรวมตัว เราจะบึ่งไปที่โฮงสินไซเป็นที่แรก

เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ในการขี่สกู๊ตเตอร์เที่ยวกับเพื่อนหน้าใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จัก

เชื่อว่าทั้งคนในและคนนอกก็คงตื่นเต้นไม่ต่างกัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขอสตาร์ทรถไปเบิ่งกันแน่จ้า

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ที่นี่โฮงสินไซ

จอดสกู๊ตเตอร์ที่ ‘โฮงสินไซ’ บ้านสวนกลางเมืองจังหวัดขอนแก่น โอบล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่และมวลแมกไม้นานาพันธุ์ สองมือยังไม่ทันล้วงกระเป๋า พวกเราก็พบกับ ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ ผู้ก่อตั้งโฮงสินไซ ที่ชวนน้อง ๆ เด็กพิเศษ มาเป็นวิทยากรพิเศษนำชมเรื่องราวของ สินไซ ด้วยกัน ที่นั่นมีเสียงจิ้งโกร่งต้อนรับพวกเราอย่างเนืองแน่น

เจ้าบ้านชวนเรานั่งล้อมวงสบาย ๆ บริเวณหน้าบ้าน แถมแจกจ่ายน้ำสมุนไพรเย็นชื่นใจดับกระหายให้คนละแก้ว (เติมได้ไม่อั้น) พร้อมขนมและผลไม้ตามฤดูกาล ก่อนจะเกริ่นแนะนำตัวและเล่าถึงวรรณคดีแบบกระชับ

สินไซ เป็นวรรณคดีของอุษาคเนย์ รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ สังข์ศิลป์ชัย ท้องเรื่องไม่ได้ต่างจากวรรณคดีไทยส่วนใหญ่มากนัก แน่นอนว่า ‘สินไซ’ คือตัวเอกที่ต้องผ่านหลายเหตุการณ์ ต้องข้ามผ่าน 7 ย่านน้ำ 9 ด่านมหาภัย จนสุดท้ายก็จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง โดยท้าวกุดสะราดสละราชสมบัติให้สินไซปกครองต่ออย่างร่มเย็นเป็นสุข

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

อาจารย์ทรงวิทย์บอกว่า โฮงสินไซนี้มีที่มาจาก โฮง หมายถึง โรง ที่บรรจุเรื่องราวของวรรณคดีเรื่อง สินไซ เอาไว้ นอกจากฟังประวัติความเป็นมาและความตั้งใจของสถานที่แห่งนี้แล้ว พวกเรายังได้เดินดูของสะสมในตู้กระจกที่เก็บรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนี้ประมาณ 140 – 150 รายการ ทั้งหมดเกี่ยวกับ สินไซ ในด้านต่าง ๆ ทั้งแง่รัฐศาสตร์-การเมือง งานวิจัยภาษาไทย-ลาว อีกทั้งยังมีผนังห้องประดับภาพเขียนสีน้ำเล่าเรื่อง สินไซ ซึ่งอาจารย์เป็นผู้วาด และมีมุมการต่อยอด-ประยุกต์ให้ร่วมสมัย เป็นหนังตะลุง เสื้อยืด ถ้วยกาแฟ ร่ม และของที่ระลึกต่าง ๆ

“วรรณคดีเป็นที่อยู่ของวัฒนธรรม” มหาสิลา วีระวงส์ นักปราชญ์คนสำคัญของลาวกล่าวไว้ คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงแต่อย่างใด เพราะเมื่อมีวัฒนธรรมจึงเกิดงานศิลป์หลายอย่าง วรรณคดีก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้เห็นว่า วรรณคดีแต่ละยุคสมัย ผู้คนมีความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม พิธี ต่างกันหรือไม่ อย่างไร

โฮงสินไซเซอร์ไพรส์เราด้วยเสียงแคนกับหมอแคนรุ่นใหม่ ที่ผูกโยงกับ สินไซ และวัฒนธรรมอีสาน

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

“หมอลำจะไม่มีวันตาย เพราะปรับตัวง่าย พร้อมที่จะรับทุกสิ่งที่คิดว่าดีกว่า” เป็นคำกล่าวของ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งหมอลำไม่ตายฉันใด หมอแคนก็ไม่ตายฉันนั้น เพราะ 2 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน

ถ้าหมอลำ-หมอแคน ไม่ตายแล้ว สินไซ และวัฒนธรรมอีสานก็จะไม่มีวันหายไป เพราะเชื่อมโยงกับหมอลำอย่างขาดกันไม่ได้ ยิ่งมีหมอแคนใหม่ ๆ เกิดขึ้น ยิ่งทำให้วัฒนธรรมอีสานแข็งแรงมากขึ้นด้วย

นั่นแปลว่าพวกเราจะมีโอกาสบิดเวสป้ากลับมาม่วนที่นี่อีกแน่นอน!

โมเดิร์นในมอ

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

บึ่งมาต่อกันที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่ออกแบบโดย อมร ศรีวงศ์, สมคิด เพ็ญภาคกุล, เฉลิมชัย ห่อนาค และ สถาพร เกตกินทะ ที่ออกแบบให้เข้ากับบริบทแวดล้อมของมอดินแดง พัฒนาภาพลักษณ์ของอาคารในสมัยนั้นให้มีสไตล์โมเดิร์น ถือได้ว่าเป็นภาพลักษณ์ของการพัฒนา แสดงออกถึงความก้าวหน้าและทันสมัย

เจ้าถิ่นที่พาพวกเราทัวร์มอและชมสถาปัตยกรรม คือ รศ.ดร.นพดล ตั้งสกุล จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ศึกษาเกี่ยวกับตึกทั้งหมดร่วมกับอาจารย์หลายท่านในคณะ รวมถึงเปิดวิชาเลือกให้นักศึกษาสถาปัตยกรรมในคณะร่วมเก็บข้อมูลทำโมเดลออกมาเพื่ออนุรักษ์อาคารเหล่านี้ไว้ เกิดเป็นนิทรรศการ ‘อาคารสมัยใหม่ Modern Architecture’ กระซิบเลยว่า อาจารย์นพดลเล่าเรื่องสนุกมาก เพราะท่านเคยเป็นศิษย์เก่าที่นี่

อ้อ ลืมบอกว่าพวกเราเติมพลังให้เต็มพุงกันเรียบร้อยที่ร้านไก่ย่างปรีชา แถมจัดไอติมกะทิหวานมันคนละถ้วยสองถ้วย ไม่นานพวกเราก็ประจำที่ จับเวสป้าคู่ใจออกเดินทางอีกครั้ง ผ่านสะพานขาวด้วย บรรยากาศดีสุด ๆ

แดดร่มลมตก เรามาเริ่มกันที่ ‘ตึกกลม’ อาคารเรียนรวมของนักศึกษาปี 1 ที่เราเปิดประตูห้องไปทดลองนั่งเรียนเป็นนักศึกษา ก่อนเดินสำรวจโครงสร้างภายนอก พบว่าอาคารรุ่นคุณลุงสวยไม่แพ้อาคารฝั่งตะวันตกเลยทีเดียว

ส่วนภาพรวมการออกแบบ อาจารย์นพดลเล่าว่า มันบ่งบอกถึงแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก รองลงมาคือการใช้งานในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และตอบโจทย์ความงามภายนอกอาคาร จังหวะการออกแบบเปลือกอาคารเมื่อแสงแดดกระทบ ก็จะเกิดเฉดเงาที่แสดงถึงความงามของอาคารนั่นเอง

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ขยับออกมาอีกนิด มองเห็น ‘ตึกหลอด’ น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยรูปทรงหลอดทดลองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เดินไปหน่อยเป็น ‘ตึก SC01 ภาควิชาเคมี’ ตัวอาคารเป็นผนังคอนกรีต สะท้อนให้เห็นสัจจะของวัสดุ ที่ช่างฝีมือฉาบคอนกรีตผิวหยาบทิ้งไว้ ถ้าถอยหลังออกมาจะเห็นการเล่นเส้นเล็ก-ใหญ่บนตัวอาคาร เป็นกลิ่นอายสถาปัตยกรรมแบบ Le Corbusier ส่วนโถงโล่งใต้อาคารไม่มีเสาคานตรงกลาง แต่ดันอยู่ด้านข้าง ห่างกันถี่ ๆ เพื่อให้นักศึกษามีพื้นที่ทำกิจกรรมมากขึ้น เมื่อแหงนหน้ามองเพดาน จะเห็นโครงสร้างตาข่ายที่ตั้งใจออกแบบให้สอดคล้องกับพื้นที่ห้องแล็บบนอาคาร

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ถัดจากตึกภาควิชาเคมีเพียงไม่กี่ก้าว มีอาคารทรงหลังคาคอนกรีตหล่อโค้งทรงเรขาคณิตครึ่งวงกลม หรือ ‘ห้องปฏิบัติการกลางเป่าแก้ว’ ออกแบบโครงสร้าง Hyperbolic Paraboloid ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นการออกแบบที่คิดค้นโดยสถาปนิกเมื่อ 50 ปีก่อน ที่สำคัญคือโชว์ประสิทธิภาพของคอนกรีตได้ดีเยี่ยม

คณะเกษตรศาสตร์ เป็นคณะเก่าแก่ที่สุดในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ‘ตึก AG 01’ เป็นตึกเรียนรวมตึกแรกของคณะ ออกแบบเพื่อเมืองร้อน สะท้อนความเป็นระบบอุตสาหกรรมเมื่อยุค 50 ปีก่อน แผงสีเขียวที่เด่นชัดนั้น ทำหน้าที่กันฝนและเป็นราวกันตกให้นักศึกษา ซึ่งสถาปนิกออกแบบได้ตรงตามโจทย์ของสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นทรอปิคัล

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีตึกที่โดดเด่น 2 หลัง หนึ่ง คือ ‘ตึกโครงเหล็ก CB’ เป็นอาคารเรียนรวมและห้องซ้อมเชียร์ มองจากด้านนอกเป็นห้องสโลปบรรยายพร้อมอัฒจันทร์ โครงสร้างท่อเหล็กสีส้มทำหน้าที่ซัพพอร์ตโครงสร้างด้านใน ตัวอาคารไม่มีคานตรงกลาง แต่คานที่รับน้ำหนักเป็นหลักอยู่ริมนอกแทน และโครงเหล็กสีส้มจี๊ดถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคโพสต์โมเดิร์นที่นำเหล็กมาใช้ในงานออกแบบเยอะขึ้น เพื่อเพิ่มลูกเล่น ลดความน่าเบื่อ

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย
บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

สอง คือ ‘ตึกของภาควิชาวิศวกรรมโยธา’ ที่นักศึกษามายืนดูโครงสร้างและเรียนกันจริง ๆ โดดเด่นตรงมีเสาซัพพอร์ตอยู่ริมสองข้าง การหิ้วโครงสร้างที่มีแรงกระทำในแนวดิ่งและแรงกระทำกลับคืนขึ้นไป คล้ายโครงสร้างการหิ้วของสะพาน เดินโฉบด้านในอีกนิด ไปดูบันไดแบบ Freestanding Structure ที่มีจุดบรรจบเพียง 2 จุด บริเวณชานพักไม่มีเสาเลยสักต้น! เป็นความเก๋าของนักออกแบบที่ผสานหลักวิศวกรรมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ใหม่อีหลี – ม่วนอีหลี – มักอีหลี

น้ำมันลดไปไม่มาก ก็มาจบทริปกันที่ ‘ใหม่อีหลี’ แกลเลอรี่งานศิลปะข้างบึงแก่นนคร สถานที่ที่เราได้พักดื่มชา-กาแฟในคาเฟ่ และเดินชมงานศิลปะตั้งแต่หน้าประตูแกลเลอรี่ จนถึงด้านในที่ชวนเราไปสัมผัสวัฒนธรรมภาคอีสานผ่านงานศิลปะที่ คุณเอริค บุนนาค บูทซ์ ผู้ก่อตั้งที่นี่ขึ้นมา ถัดจากแกลเลอรี่ใหม่เอี่ยมของเชียงใหม่

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ตอนนี้กำลังจัดนิทรรศการ ‘A Minor History | ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย’ โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้ได้ชมด้วย พวกเรานั่งลงบนเก้าอี้อย่างเงียบเชียบ ตัวหนังสือวิ่งขึ้นเป็นแนวตั้งคำต่อคำ เป็นการฉายโปรเจกเตอร์แบบสลับด้านให้มาฉายบนผ้าขาว จะอ่านออกได้ด้านเดียว ซึ่งคือด้านที่มีเก้าอี้ให้รับชม

นิทรรศการนี้น่าสนใจตรงที่เป็นการเล่าเรื่องของคนธรรมดาตัวเล็ก ๆ ฉีกกรอบประวัติศาสตร์แบบเดิม ที่มักเป็นเรื่องเล่าจากมุมมองผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว

พระอาทิตย์เกือบลับขอบฟ้า พวกเราทั้ง 20 คนถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนเอ่ยคำร่ำลาเพื่อเตรียมตัวกลับไปทำงานตามเดิม ขอนแก่นสำหรับใครบางคนในคาราวานเวสป้าวันนี้เป็นเมืองที่เขาเคยไม่รู้จัก แต่หากมีรถคู่ใจสักคัน เพื่อนรู้ใจสักคน รับรองว่าจะท่องเที่ยวเมืองนี้ได้สนุกเหมือนกับทริปนี้แน่ ๆ

ขอนแก่นและอีกหลายสถานที่กำลังรอให้คุณมาค้นพบเช่นเดียวกับเรา ไม่ต้องไปไหนไกล เริ่มจากสตาร์ทรถแล้วบึ่งไปเลาะโลด!

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load