4 สิงหาคม 2561
17 K

สัปดาห์ที่แล้ว พี่เอ๋ย-วินัย สัตตะจารุวงษ์ ผู้กำกับของ The Cloud เพิ่งกลับจากเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

พี่เอ๋ยหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดภาพการเดินทางให้ดูหลายสิบภาพ ฉันสนใจสถานที่แห่งหนึ่งมากเป็นพิเศษ มันคือภาพทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่ปกคลุมพระพุทธรูปทั้งองค์ จนเหลือเพียงเศียรพระพุทธรูปให้มองเห็นจากภายนอกเท่านั้น นี่คืองานออกแบบของ ทาดาโอะ อันโดะ (Tadao Ando) ปรมาจารย์สถาปนิกมินิมอล ซึ่งมีสไตล์เฉพาะตัวจนโด่งดังระดับโลก

พอรู้ข่าวว่าอันโดะออกแบบวัด ใครบ้างไม่อยากไปดู พี่เอ๋ยก็เช่นกัน

ลาเวนเดอร์, วัด, พระพุทธรูป, ญี่ปุ่น, สุสาน Makomanai Takino Cemetery, ซัปโปโร, ฮอกไกโด

ภาพ : www.cnn.com

วันฝนตก

เมืองซัปโปโร เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

เช้าวันนั้นฝนยังคงปรอยอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

แต่การเดินทางบนการตัดสินใจที่หนักแน่น ยังคงดำเนินต่อ

การเดินทางจากตัวเมืองซัปโปโรล่าช้าเพราะพายุฝน ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงจุดหมาย นั่นคือสุสาน Makomanai Takino Cemetery แต่ถ้าเป็นสภาพอากาศปกติ เดินทางด้วยรถไฟสายนัมโบคุ (Namboku Line) จะใช้เวลาเพียง 24 นาทีจากสถานีซัปโปโรจนถึงสถานีมาโกะมะนาอิ (Makomanai Station) แล้วต่อรถบัสอีก 23 นาที ไปที่สุสาน

Hill of the Buddha หรือ หุบเขาพระพุทธเจ้า ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของสุสานแห่งนี้ เมื่อมองด้วยตาเปล่า พระพุทธรูป Atama Daibutsu ขนาดใหญ่ปกคลุมไปด้วยทุ่งดอกลาเวนเดอร์กว่า 15,000 ต้น สีเขียวสบายตาในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ผลิดอกม่วงสะพรั่งในช่วงฤดูร้อน และขาวโพลนด้วยหิมะในฤดูหนาว

พี่เอ๋ยมาถึงสุสานในช่วงสาย โชคดีที่ฝนหยุดแล้ว แต่ยังไม่มีแดดมาปลุกความสดใสให้สถานที่นี้

ลาเวนเดอร์, วัด, พระพุทธรูป, ญี่ปุ่น, สุสาน Makomanai Takino Cemetery, ซัปโปโร, ฮอกไกโด

ขอขีดเส้นใต้สักนิดว่าที่นี่คือ สุสาน

แต่บรรยากาศไม่เหมือนสุสานเลย สีม่วงของดอกลาเวนเดอร์ตัดกับท้องฟ้าสีเทาครึ้มที่ไม่มีแดดหลังจากฝนหยุด ให้ความรู้สึกสดชื่น แต่ก็ยังสงบแบบศาสนสถาน

สุสานแห่งนี้เพิ่งได้รับการประชาสัมพันธ์ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมานี่เอง นักท่องเที่ยวจึงไม่มากเท่าสถานที่ท่องเที่ยวแห่งอื่น

หลังจากหยอดเงิน 300 เยน ลงไปในกล่องหน้าทางเข้าหุบเขาลาเวนเดอร์ เพื่อเป็นค่าบำรุงรักษาลาเวนเดอร์เหล่านี้ให้ยังคงอยู่ตลอดไป นักท่องเที่ยวก็จะเดินเข้าสู่ด้านในของหุบเขาลาเวนเดอร์ สองข้างทางทั้งซ้ายและขวาเป็นทุ่งดอกลาเวนเดอร์ของจริง เห็นแล้วเข้าใจเลยว่าที่คนบอกว่าโลกสวยเหมือนอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์มันสวยอย่างนี้นี่เอง

ลาเวนเดอร์ Hill of the Buddha, ซัปโปโร, ฮอกไกโด, สุสาน

ทางสุสานมีบริการนำเดินชมทุ่งดอกลาเวนเดอร์โดยชาวบ้านในท้องถิ่น ราคารอบละ 500 เยน หลังจากเดินจบ ชาวบ้านจะมอบดอกไม้ให้เป็นที่ระลึกด้วย

สุสาน Makomanai Takino Cemetery, Hill of the Buddha, Water Garden

จุดถัดมาที่ควรหยุดคือ สระน้ำ หรือ Water Garden ประกอบด้วยกำแพงแบบปูนเปลือยไม่มีการตกแต่ง เราต้องเดินอ้อมสระน้ำตามเข็มนาฬิกา เพื่อชำระล้างจิตใจให้เกิดความสงบ เย็นสบายทั้งกาย ใจ และนำตัวเองออกจากความวุ่นวายของโลกภายนอก ก่อนจะเข้าสู่อุโมงค์ความยาว 400 เมตร ซึ่งด้านหน้าอุโมงค์มีธูปให้เราจุดขอพรกับพระพุทธรูปได้ในราคา 100 เยน

Hill of the Buddha, สุสาน Makomanai Takino Cemetery, พระพุทธรูป, ญี่ปุ่น, ซัปโปโร, ฮอกไกโด Hill of the Buddha, สุสาน Makomanai Takino Cemetery, พระพุทธรูป, ญี่ปุ่น, ซัปโปโร, ฮอกไกโด

เมื่อเดินเข้ามาจนสุดปลายอุโมงค์ เราจะเห็นพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่โดยไร้สิ่งปกคลุม

หากเราแหงนมองขึ้นไปด้านบนจะเห็นพระพุทธรูปเต็มองค์พร้อมกับการสาดของแสงธรรมชาติผ่านช่องแสงด้านบนที่กำหนดทิศทางของแสง ซึ่งเป็นจุดเด่นของการออกแบบที่นี่ เมื่อแสงจากภายนอกสาดส่องลงมายังพระพุทธรูป นอกจากจะส่องรายละเอียดของพระพุทธรูปให้ชัดเจนยิ่งขึ้นแล้ว แสงนั้นยังเปรียบเสมือนพลังรัศมีจากฟากฟ้า ก่อให้เกิดความศรัทธาต่อพระพุทธรูปอีกด้วย

Hill of the Buddha, สุสาน Makomanai Takino Cemetery, พระพุทธรูป, ญี่ปุ่น, ซัปโปโร, ฮอกไกโด

ด้านหลังพระพุทธรูปยังมีพระพุทธรูปอีกหลายปางประดิษฐานให้นักท่องเที่ยวได้กราบไหว้ทำความเคารพ อีกทั้งในบริเวณเดียวกันยังมีการแสดงภาพการก่อสร้างงานสถาปัตยกรรมชิ้นนี้ด้วย ตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจนถึงวันที่ชิ้นงานเสร็จสิ้นในช่วงฤดูหนาวของปี 2015

Hill of the Buddha, สุสาน Makomanai Takino Cemetery, พระพุทธรูป, ญี่ปุ่น, ซัปโปโร, ฮอกไกโด Hill of the Buddha, สุสาน Makomanai Takino Cemetery, พระพุทธรูป, ญี่ปุ่น, ซัปโปโร, ฮอกไกโด

พระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่ในพื้นที่ของสุสานเป็นเวลากว่า 18 ปี ด้วยความสูง 13.5 เมตร และน้ำหนักกว่า 1,500 ตัน ผู้ที่สัญจรไปมาบริเวนสุสานจึงเห็นพระพุทธรูปได้อย่างชัดเจน

แต่ในความชัดเจนนั้นกลับไม่มีสิ่งดึงดูดใจให้คนส่วนใหญ่เข้าไปเยือนสถานที่นั้นเลย

“จะทำอย่างไรให้พระพุทธรูปยังคงเคร่งขรึม แต่ดึงดูด”

อันโดะตั้งคำถามเมื่อเขาได้รับคำขอร้องจากทางสุสานให้จัดการออกแบบพื้นที่นี้ จึงออกมาเป็นสถาปัตยกรรมที่มีลีลาในการสร้างความศรัทธา จนเกิดความประหลาดใจมากมาย ทั้งการใช้พื้นที่สำหรับออกแบบให้เกิดคุณค่าทางอารมณ์ ความรู้สึกน่าค้นหา พร้อมสอดแทรกการออกแบบเฉพาะตัวที่จัดสรรแนวคิดสมัยใหม่เข้าไป ทั้งหมดนี้ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นวัดญี่ปุ่นอย่างชัดเจน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ฉีกจารีตหรือประเพณีใดๆ อันนำไปสู่ความสงบ

Hill of the Buddha, สุสาน Makomanai Takino Cemetery, พระพุทธรูป, ญี่ปุ่น, ซัปโปโร, ฮอกไกโด

นอกจากผลงานของอันโดะจะผสมผสานสถาปัตยกรรมที่มีความโดดเด่นจากการใช้ปูนปั้นและคอนกรีตเป็นองค์ประกอบสำคัญ ยังดึงเอาความเป็นธรรมชาติมาหลอมรวมกัน ให้เกิดความลงตัวอย่างสวยงาม เช่น งานออกแบบโบสถ์คริสต์ชื่อ Church of Light ใช้เทคนิคการเจาะกำแพงเป็นรูปไม้กางเขน เพื่อให้แสงธรรมชาติลอดเข้ามา หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Modern Art Museum of Fort Worth ในเมือง Fort Worth รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งในการปรับเปลี่ยนพื้นที่สุสานของอันโดะครั้งนี้ คือการใช้ศิลปะเป็นจุดเด่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้พื้นที่นี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ และเป็นที่นิยมมากขึ้น ดังเช่นฟักทองลายจุดของยาโยย คุซามะ (Yayoi Kusama) ศิลปินป๊อปอาร์ตชื่อดัง ที่ตั้งอยู่ข้างท่าเรือของเกาะศิลปะนาโอชิมะ เป็นต้น

การออกแบบหุบเขาพระพุทธเจ้าจึงเป็นการสร้างงานที่คิดอย่างรอบคอบ นอกจากจะเพิ่มคุณค่าให้แก่สิ่งที่มีอยู่แล้ว ยังเปลี่ยนภาพสถานที่อึมครึมให้มีชีวิตชีวา แตกต่าง แต่ยังคงคุณค่าดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน

สุสาน Makomanai Takino Cemetery

เวลาเปิด-ปิด การเข้าชม Hill of The Buddha (ตามเวลาท้องถิ่น)
เดือนเมษายน-ตุลาคม : 09.00 – 16.00 น.
เดือนพฤศจิกายน-มีนาคม : 10.00 – 15.00 น.
ค่าธรรมเนียม 300 เย
www.takinoreien.com

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

Avatar

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

Avatar

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

28 กรกฎาคม 2560
5 K

เช้าในฤดูร้อนของประเทศญี่ปุ่น เราออกเดินทางจากซัปโปโรมุ่งหน้าสู่เมืองฟุราโนะ เป้าหมายหลักของครอบครัวคือการไปดูทุ่งลาเวนเดอร์และทุ่งดอกไม้หลากสีที่มีชื่อเสียงระดับโลกของเมืองนี้ แต่ความตั้งใจหลักของฉันกลับเป็นการไปพิพิธภัณฑ์กล้องคาไลโดสโคป (Kaleidoscope Museum of Furano)

ทุกคนอาจจะสงสัยว่ากล้องคาไลโดสโคปหรือกล้องสลับลายคืออะไร ถ้าอธิบายง่ายๆ หรือจากที่เคยเห็นมาตอนเด็กๆ มันคือวัตถุทรงกระบอก ปลายด้านหนึ่งเจาะไว้สำหรับส่องดู ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งจะมีช่องให้แสงเข้าและช่องใส่วัตถุต่างๆที่จะทำให้เกิดภาพ เช่น เศษกระดาษสี ลูกแก้ว ลูกปัด หรือแม้แต่ภาพถ่าย ตามแต่ศิลปินจะออกแบบ ด้านในประกอบไปด้วยกระจก 2 ชิ้นหรือมากกว่านั้น กระจกจะทำมุมต่างๆ กันและเมื่อยกส่องเข้าหาแหล่งกำเนิดแสง จะเห็นภาพสมมาตรที่เกิดจากการสะท้อนไปมาระหว่างกระจกกับสิ่งที่บรรจุลงไป ภาพที่เกิดขึ้นจะดูแปลกและสามารถเปลี่ยนแปลงไปไม่ซ้ำเดิมเมื่อเราหมุนหรือขยับดู

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

ฉันรู้จักพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จากรายการทีวีที่พาเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อปีสองปีก่อน ครั้งแรกที่เห็นในทีวีก็ตกหลุมรักซะแล้ว เพราะมันแปลก ไม่เหมือนใคร แล้วก็น่าสนใจสุดๆ ยิ่งพิพิธภัณฑ์นี้อยู่ในบรรยากาศของอดีตโรงเรียนประถมของญี่ปุ่นที่มีอายุถึง 110 ปี ก็ยิ่งคิดว่านี้คือขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมและศิลปะที่หาชมได้น้อยมาก

10 โมงเช้า คือเวลาเปิดทำการของพิพิธภัณฑ์ แต่เรามาถึงก่อนเวลาเปิดด้วยความตื่นเต้น เรียกว่ามาก่อนคนที่จะมาเปิดประตูพิพิธภัณฑ์ด้วยซ้ำ เมื่อเลี้ยวรถเข้าบริเวณโรงเรียนก็ค่อนข้างแปลกใจเพราะโรงเรียนมันดูเก่าจริงๆ และรกร้างกว่าที่เคยเห็นในทีวี สนามหญ้ากว้างๆ กลายเป็นป่าหญ้ารกๆ แถมไม่มีรถคันอื่นเลยนอกจากรถครอบครัวฉัน แต่ไม่นานก็มีรถคันนึงเข้ามาจอด มีชาวญี่ปุ่นที่ฉันคาดว่าน่าจะเป็นเจ้าของลงมาจากรถและเดินไปเปิดประตูพิพิธภัณฑ์

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

เมื่อก้าวเข้าโรงเรียน บรรยากาศของการ์ตูนญี่ปุ่นที่เคยอ่านมันแวบขึ้นมาทันที แต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียวเพราะที่นี่ได้ความรู้สึกเก่าแต่ก็อบอุ่นในขณะเดียวกันมากกว่า ส่วนที่ยืนอยู่คือทางเข้าทางออกหลักของโรงเรียน มีช่วงพื้นที่เว้นให้เป็นที่ถอดและใส่รองเท้า พื้นไม้ยกระดับขึ้น ฝั่งขวาเป็นตู้เก็บรองเท้า ฝั่งซ้ายมีตู้หยอดเงินและป้ายที่มีตัวอักษรญี่ปุ่นเขียนเต็มไปหมด ระหว่างที่ทุกคนกำลังถอดรองเท้า ก็มีชายชาวญี่ปุ่นใส่แว่นท่าทางใจดี เดินออกมาทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่น ฉันก็เลยใช้ความสามารถที่มีอันน้อยนิดของศิษย์เก่านักเรียนสายศิลป์ภาษาญี่ปุ่น ตอบโต้กลับไป แต่ลงท้ายด้วยว่า “ถ้าคุยเป็นภาษาอังกฤษจะดีกว่าค่ะ” ทุกคนก็หัวเราะกันใหญ่ หลังจากที่ฟังเขาแนะนำตัว และอธิบายการเข้าชม ก็เป็นไปอย่างที่ฉันเดาว่าเจ้าบ้านคนนี้คือ คุณอิคุยะ มิซซึย (Ikuya Mitsui) เจ้าของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้นเอง

กล้องคาไลโดสโคป

คุณอิคุยะ มิซซึย (Ikuya Mitsui) คือเจ้าของไอเดียการทำให้โรงเรียนไม้แห่งนี้กลับมามีชีวิตในฐานะสถานที่จัดแสดงงานศิลปะกล้องคาไลโดสโคปที่เขาสะสมจากทั่วทุกมุมโลก เขาตั้งใจส่งต่อความสวยงามและความน่าหลงใหลของศิลปะจากภาพสะท้อนให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้ อย่างไรก็ตาม คุณมิซซึยต้องเผชิญกับปัญหามากมายกว่าจะทำให้พิพิธภัณฑ์นี้เกิดขึ้นได้ เขาได้รับความช่วยเหลือจากคนที่มีความฝันร่วมกัน คือบรรดาศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานเพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์นี้โดยเฉพาะ เช่น สร้างเทคนิคการฉายภาพใหม่ๆ หรือการนำโถส้วมและถังบ่มไวน์มาเป็นตัวกล้อง

ความน่าทึ่งคือกล้องคาไลโดสโคปที่จะได้สัมผัสในพิพิธภัณฑ์นี้มีจำนวนมากกว่า 100 ชิ้น แต่ละชิ้นแตกต่างกันออกไปและไม่ธรรมดาอย่างที่เคยเห็นอย่างแน่นอน ฉันได้มองศิลปะชนิดนี้ผ่านวัตถุหลายประเภทที่ไม่คิดว่าจะสามารถเอามาทำได้ อีกทั้งการตกแต่งที่ดูแปลกตาของรูปลักษณ์ภายนอกของตัวกล้องและภาพสวยๆ ที่ขยับไปมาเวลาเราหมุนดู ทำเอาทั้งแขนและคอล้าไปบ้าง เพราะอยากจะยกมาส่องดูทุกชิ้น

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

กล้องคาไลโดสโคป

นอกจากตัวกล้องคาไลโดสโคปที่น่าสนใจแล้ว สถานที่แห่งนี้ก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน โรงเรียนไม้ทั้งหลัง แน่นอนโครงสร้างแทบจะทั้งหมดนั้นคงเดิม เฟอร์นิเจอร์หรือของใช้บางอย่างก็ผ่านมือนักเรียนที่เคยเรียนที่โรงเรียนนี้มาแล้วทั้งนั้น

ส่วนหลักๆ ที่ฉันจำได้แม่นมีอยู่ 3 – 4 ส่วน ส่วนแรกคือห้องพยาบาลที่มีประตูทางเข้าค่อนข้างต่ำ มีอุปกรณ์ตรวจร่างกายและสื่อการสอนเกี่ยวกับการร่างกายมนุษย์ บนเตียงพยาบาลมีกล้องคาไลโดสโคปเรียงรายให้เลือกดูกัน

ส่วนที่สองคือห้องดนตรีที่มีแกรนด์เปียโนสีดำอยู่หน้าห้อง มีเครื่องวิทยุเก่า เครื่องเล่นแผ่นเสียง มีโต๊ะเรียนลายคีย์บอร์ด และเหนือกระดานดำมีภาพนักดนตรีระดับโลกแปะเรียงกันเป็นแถว กล้องคาไลโดสโคปในห้องนี้จะวางอยู่บนโต๊ะเรียนและตั้งอยู่เรียงกันริมหน้าต่าง แต่มันพิเศษมากๆ ตรงที่ตัวกล้องทำมาจากหีบเพลงไขลาน เมื่อยกส่องดูก็จะมีเพลงประกอบพร้อมเห็นภาพสะท้อนที่หมุนไปเรื่อยๆ ดูนานๆ คล้ายจะสะกดจิตตัวเองเหมือนกันนะ

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

กล้องคาไลโดสโคป

ห้องถัดไปไม่แน่ใจว่าเดิมเคยเป็นห้องอะไรของโรงเรียน แต่เดาว่าน่าจะเกี่ยวกับการทำอาหาร เพราะมีอ่างล้างจาน ตู้กับข้าวและโมเดลอาหารวางโชว์อยู่ ห้องนี้มีกล้องคาไลโดสโคปจัดแสดงอยู่เยอะที่สุดในพิพิธภัณฑ์ กล้องที่ฉันชอบมากที่สุดก็อยู่ในห้องนี้ นั่นก็คือ กล้องที่มีลูกแก้วใหญ่เต็มกำมือ สีสันสวยงาม และมีหลายชิ้นให้เราเลือกส่องดู คือลูกแก้วนี้มองด้วยตาเปล่าก็สวยมากอยู่แล้ว แต่พอนำไปส่องดูจากกล้องคาไลโดสโคปมันก็ยิ่งสวยและแปลกตามากขึ้น บางชิ้นฉันใช้เวลาดูอยู่นานเลย เพราะฉะนั้นการมาพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่เช้ามันจะมีประโยชน์ตรงนี้ คือเราดูได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องแย่งกับใคร คือ ณ ตอนที่เราเดินชม ทั้งพิพิธภัณฑ์มีแค่ครอบครัวของฉัน คู่คุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่น และคุณมิซซึยเท่านั้น เมื่อถามคุณมิซซึยเรื่องจำนวนการเข้าชมของนักท่องเที่ยว เขาบอกว่า ก็แล้วแต่ช่วง บางช่วงก็เยอะมาก คือมากันเป็นทัวร์ เป็น 100 คนต่อวันก็มี แต่บางวันไม่มีคนมาเลยก็มี ฉันคิดว่าเป็นเพราะคนรู้จักค่อนข้างน้อย และการเดินทางก็ค่อนข้างยาก ถ้าไม่ได้มีรถส่วนตัวขับมาก็ต้องนั่งแท็กซี่มาเท่านั้น

กล้องคาไลโดสโคป

กลับมาที่ส่วนสุดท้ายคือโรงยิมที่มีขนาดใหญ่พอสมควร ขนาดใส่สนามบาสครึ่งสนามได้ อีกทั้งอุปกรณ์การกีฬาก็ครบครัน มีห่วงชู้ตลูกบาส โต๊ะปิงปอง (เดาว่าอันนี้น่าจะของใหม่) อุปกรณ์กีฬายิมนาสติก จักรยานล้อเดียวก็ยังมี นอกจากจะเป็นพื้นที่เล่นกีฬาแล้ว ฉันคิดว่าน่าจะเป็นที่รวมพลและพื้นที่จัดกิจกรรมสันทนาการเพราะมีเวทีและม่านสีแดงสูงถึงหลังคาของโรงยิม ดูอลังการมากๆ พ่อบอกว่า ไม่น่าเชื่อเลยว่านี่ขนาดเป็นโรงเรียนเก่า อยู่ต่างจังหวัด แต่มีสื่อการสอนที่ดีขนาดนี้ ฉันก็เห็นด้วย

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

ก่อนกลับฉันสังเกตว่า บนกระดานดำในแต่ละห้องจะมีข้อความของคนที่มาเยี่ยมชมหรือคนที่มาทำกิจกรรมกับพิพิธภัณฑ์ คุณมิซซึยบอกฉันว่า ลองมาเขียนบนกระดานดำห้องนี้ได้นะ ฉันก็จัดเลย ทั้งวาดรูปและเขียนเป็นภาษาไทยและญี่ปุ่นว่า ‘สวัสดี ฉันมาจากประเทศไทย’ ไม่รู้ว่าตอนนี้จะยังอยู่บนกระดานรึเปล่า (ผ่านมา 1 ปีเต็มแล้ว) แต่ก็ได้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเรียบร้อยแล้ว

ห้องเรียนญี่ปุ่น

ความประทับใจของฉันต่อเมืองที่โด่งดังเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ คือศิลปะภาพสะท้อนเล็กๆ ที่ไม่เล็กสำหรับใครบางคน คุณมิซซึยรวบรวมความสวยงามที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ และแสดงออกอย่างมีเสน่ห์กลมกลืนไปกับเมืองฟุราโนะ การมองภาพสะท้อนที่สวยงามแต่นามธรรมและไร้ขีดกำจัด ทำให้จิตใจฉันสงบและโล่งไปชั่วขณะ ขณะที่ความฝันในกล้องของคุณมิซซึยกลายเป็นความจริง ประสบการณ์จากพิพิธภัณฑ์นี้ก็สะท้อนกลับเป็นภาพความทรงจำที่ดีในใจฉันเรียบร้อยแล้ว

ห้องเรียนญี่ปุ่น

พิพิธภัณฑ์กล้องคาไลโดสโคป
(Kaleidoscope Museum of Furano)

www.kaleidoscopes.jp
GPS: 43.270971, 142.373292
TEL: 0167- 42 – 3303
OPEN: 10.00 – 21.00 น. (ตั้งแต่ 18.00 – 21.00 น. ต้องจองล่วงหน้า)
PRICE: ผู้ใหญ่ 800 เยน เด็ก 500 เยน ผู้สูงอายุ (65ขึ้นไป) 700 เยน
HOW TO GO: ประมาณ 8 กม. จากตัวเมืองฟุราโนะไปทางใต้ หรือนั่งรถไฟสาย Nemuro จากเมืองฟุราโนะ ลงสถานี JR Nunobe (1สถานี) หรือ Yamabe (2สถานี) แล้วต่อรถแท็กซี่อีกประมาณ 4 กม.

อ้างอิง : วศิน เพิ่มทรัพย์และDPlus Guide Team. (2559). ตะลุยฮอกไกโด [edition2] Hokkaido. (พิมพ์ครั้งที่1). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์DPlusในเครือบริษัท โปรวิชั่น จำกัด.

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

ปวิตรา ชำนาญโรจน์

บัณฑิตที่เพิ่งจบจากศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เอก exhibition design ยังว่างงานและเคว้งคว้าง แต่ขยัน ใจดี และเรียบร้อย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load