4 สิงหาคม 2561
17 K

สัปดาห์ที่แล้ว พี่เอ๋ย-วินัย สัตตะจารุวงษ์ ผู้กำกับของ The Cloud เพิ่งกลับจากเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

พี่เอ๋ยหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดภาพการเดินทางให้ดูหลายสิบภาพ ฉันสนใจสถานที่แห่งหนึ่งมากเป็นพิเศษ มันคือภาพทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่ปกคลุมพระพุทธรูปทั้งองค์ จนเหลือเพียงเศียรพระพุทธรูปให้มองเห็นจากภายนอกเท่านั้น นี่คืองานออกแบบของ ทาดาโอะ อันโดะ (Tadao Ando) ปรมาจารย์สถาปนิกมินิมอล ซึ่งมีสไตล์เฉพาะตัวจนโด่งดังระดับโลก

พอรู้ข่าวว่าอันโดะออกแบบวัด ใครบ้างไม่อยากไปดู พี่เอ๋ยก็เช่นกัน

ลาเวนเดอร์, วัด, พระพุทธรูป, ญี่ปุ่น, สุสาน Makomanai Takino Cemetery, ซัปโปโร, ฮอกไกโด

ภาพ : www.cnn.com

วันฝนตก

เมืองซัปโปโร เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

เช้าวันนั้นฝนยังคงปรอยอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

แต่การเดินทางบนการตัดสินใจที่หนักแน่น ยังคงดำเนินต่อ

การเดินทางจากตัวเมืองซัปโปโรล่าช้าเพราะพายุฝน ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงจุดหมาย นั่นคือสุสาน Makomanai Takino Cemetery แต่ถ้าเป็นสภาพอากาศปกติ เดินทางด้วยรถไฟสายนัมโบคุ (Namboku Line) จะใช้เวลาเพียง 24 นาทีจากสถานีซัปโปโรจนถึงสถานีมาโกะมะนาอิ (Makomanai Station) แล้วต่อรถบัสอีก 23 นาที ไปที่สุสาน

Hill of the Buddha หรือ หุบเขาพระพุทธเจ้า ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของสุสานแห่งนี้ เมื่อมองด้วยตาเปล่า พระพุทธรูป Atama Daibutsu ขนาดใหญ่ปกคลุมไปด้วยทุ่งดอกลาเวนเดอร์กว่า 15,000 ต้น สีเขียวสบายตาในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ผลิดอกม่วงสะพรั่งในช่วงฤดูร้อน และขาวโพลนด้วยหิมะในฤดูหนาว

พี่เอ๋ยมาถึงสุสานในช่วงสาย โชคดีที่ฝนหยุดแล้ว แต่ยังไม่มีแดดมาปลุกความสดใสให้สถานที่นี้

ลาเวนเดอร์, วัด, พระพุทธรูป, ญี่ปุ่น, สุสาน Makomanai Takino Cemetery, ซัปโปโร, ฮอกไกโด

ขอขีดเส้นใต้สักนิดว่าที่นี่คือ สุสาน

แต่บรรยากาศไม่เหมือนสุสานเลย สีม่วงของดอกลาเวนเดอร์ตัดกับท้องฟ้าสีเทาครึ้มที่ไม่มีแดดหลังจากฝนหยุด ให้ความรู้สึกสดชื่น แต่ก็ยังสงบแบบศาสนสถาน

สุสานแห่งนี้เพิ่งได้รับการประชาสัมพันธ์ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมานี่เอง นักท่องเที่ยวจึงไม่มากเท่าสถานที่ท่องเที่ยวแห่งอื่น

หลังจากหยอดเงิน 300 เยน ลงไปในกล่องหน้าทางเข้าหุบเขาลาเวนเดอร์ เพื่อเป็นค่าบำรุงรักษาลาเวนเดอร์เหล่านี้ให้ยังคงอยู่ตลอดไป นักท่องเที่ยวก็จะเดินเข้าสู่ด้านในของหุบเขาลาเวนเดอร์ สองข้างทางทั้งซ้ายและขวาเป็นทุ่งดอกลาเวนเดอร์ของจริง เห็นแล้วเข้าใจเลยว่าที่คนบอกว่าโลกสวยเหมือนอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์มันสวยอย่างนี้นี่เอง

ลาเวนเดอร์ Hill of the Buddha, ซัปโปโร, ฮอกไกโด, สุสาน

ทางสุสานมีบริการนำเดินชมทุ่งดอกลาเวนเดอร์โดยชาวบ้านในท้องถิ่น ราคารอบละ 500 เยน หลังจากเดินจบ ชาวบ้านจะมอบดอกไม้ให้เป็นที่ระลึกด้วย

สุสาน Makomanai Takino Cemetery, Hill of the Buddha, Water Garden

จุดถัดมาที่ควรหยุดคือ สระน้ำ หรือ Water Garden ประกอบด้วยกำแพงแบบปูนเปลือยไม่มีการตกแต่ง เราต้องเดินอ้อมสระน้ำตามเข็มนาฬิกา เพื่อชำระล้างจิตใจให้เกิดความสงบ เย็นสบายทั้งกาย ใจ และนำตัวเองออกจากความวุ่นวายของโลกภายนอก ก่อนจะเข้าสู่อุโมงค์ความยาว 400 เมตร ซึ่งด้านหน้าอุโมงค์มีธูปให้เราจุดขอพรกับพระพุทธรูปได้ในราคา 100 เยน

Hill of the Buddha, สุสาน Makomanai Takino Cemetery, พระพุทธรูป, ญี่ปุ่น, ซัปโปโร, ฮอกไกโด Hill of the Buddha, สุสาน Makomanai Takino Cemetery, พระพุทธรูป, ญี่ปุ่น, ซัปโปโร, ฮอกไกโด

เมื่อเดินเข้ามาจนสุดปลายอุโมงค์ เราจะเห็นพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่โดยไร้สิ่งปกคลุม

หากเราแหงนมองขึ้นไปด้านบนจะเห็นพระพุทธรูปเต็มองค์พร้อมกับการสาดของแสงธรรมชาติผ่านช่องแสงด้านบนที่กำหนดทิศทางของแสง ซึ่งเป็นจุดเด่นของการออกแบบที่นี่ เมื่อแสงจากภายนอกสาดส่องลงมายังพระพุทธรูป นอกจากจะส่องรายละเอียดของพระพุทธรูปให้ชัดเจนยิ่งขึ้นแล้ว แสงนั้นยังเปรียบเสมือนพลังรัศมีจากฟากฟ้า ก่อให้เกิดความศรัทธาต่อพระพุทธรูปอีกด้วย

Hill of the Buddha, สุสาน Makomanai Takino Cemetery, พระพุทธรูป, ญี่ปุ่น, ซัปโปโร, ฮอกไกโด

ด้านหลังพระพุทธรูปยังมีพระพุทธรูปอีกหลายปางประดิษฐานให้นักท่องเที่ยวได้กราบไหว้ทำความเคารพ อีกทั้งในบริเวณเดียวกันยังมีการแสดงภาพการก่อสร้างงานสถาปัตยกรรมชิ้นนี้ด้วย ตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจนถึงวันที่ชิ้นงานเสร็จสิ้นในช่วงฤดูหนาวของปี 2015

Hill of the Buddha, สุสาน Makomanai Takino Cemetery, พระพุทธรูป, ญี่ปุ่น, ซัปโปโร, ฮอกไกโด Hill of the Buddha, สุสาน Makomanai Takino Cemetery, พระพุทธรูป, ญี่ปุ่น, ซัปโปโร, ฮอกไกโด

พระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่ในพื้นที่ของสุสานเป็นเวลากว่า 18 ปี ด้วยความสูง 13.5 เมตร และน้ำหนักกว่า 1,500 ตัน ผู้ที่สัญจรไปมาบริเวนสุสานจึงเห็นพระพุทธรูปได้อย่างชัดเจน

แต่ในความชัดเจนนั้นกลับไม่มีสิ่งดึงดูดใจให้คนส่วนใหญ่เข้าไปเยือนสถานที่นั้นเลย

“จะทำอย่างไรให้พระพุทธรูปยังคงเคร่งขรึม แต่ดึงดูด”

อันโดะตั้งคำถามเมื่อเขาได้รับคำขอร้องจากทางสุสานให้จัดการออกแบบพื้นที่นี้ จึงออกมาเป็นสถาปัตยกรรมที่มีลีลาในการสร้างความศรัทธา จนเกิดความประหลาดใจมากมาย ทั้งการใช้พื้นที่สำหรับออกแบบให้เกิดคุณค่าทางอารมณ์ ความรู้สึกน่าค้นหา พร้อมสอดแทรกการออกแบบเฉพาะตัวที่จัดสรรแนวคิดสมัยใหม่เข้าไป ทั้งหมดนี้ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นวัดญี่ปุ่นอย่างชัดเจน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ฉีกจารีตหรือประเพณีใดๆ อันนำไปสู่ความสงบ

Hill of the Buddha, สุสาน Makomanai Takino Cemetery, พระพุทธรูป, ญี่ปุ่น, ซัปโปโร, ฮอกไกโด

นอกจากผลงานของอันโดะจะผสมผสานสถาปัตยกรรมที่มีความโดดเด่นจากการใช้ปูนปั้นและคอนกรีตเป็นองค์ประกอบสำคัญ ยังดึงเอาความเป็นธรรมชาติมาหลอมรวมกัน ให้เกิดความลงตัวอย่างสวยงาม เช่น งานออกแบบโบสถ์คริสต์ชื่อ Church of Light ใช้เทคนิคการเจาะกำแพงเป็นรูปไม้กางเขน เพื่อให้แสงธรรมชาติลอดเข้ามา หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Modern Art Museum of Fort Worth ในเมือง Fort Worth รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งในการปรับเปลี่ยนพื้นที่สุสานของอันโดะครั้งนี้ คือการใช้ศิลปะเป็นจุดเด่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้พื้นที่นี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ และเป็นที่นิยมมากขึ้น ดังเช่นฟักทองลายจุดของยาโยย คุซามะ (Yayoi Kusama) ศิลปินป๊อปอาร์ตชื่อดัง ที่ตั้งอยู่ข้างท่าเรือของเกาะศิลปะนาโอชิมะ เป็นต้น

การออกแบบหุบเขาพระพุทธเจ้าจึงเป็นการสร้างงานที่คิดอย่างรอบคอบ นอกจากจะเพิ่มคุณค่าให้แก่สิ่งที่มีอยู่แล้ว ยังเปลี่ยนภาพสถานที่อึมครึมให้มีชีวิตชีวา แตกต่าง แต่ยังคงคุณค่าดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน

สุสาน Makomanai Takino Cemetery

เวลาเปิด-ปิด การเข้าชม Hill of The Buddha (ตามเวลาท้องถิ่น)
เดือนเมษายน-ตุลาคม : 09.00 – 16.00 น.
เดือนพฤศจิกายน-มีนาคม : 10.00 – 15.00 น.
ค่าธรรมเนียม 300 เย
www.takinoreien.com

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

Avatar

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

Avatar

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

“คุณว่าคุณจะไปที่ไหนนะ…” เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเปลี่ยนท่าทีจากเฉยชาเป็นสนอกสนใจขึ้นมานิดหน่อย หลังจากได้ยินจุดหมายปลายทางของนักเดินทางเอเชียตรงหน้า

“ฟรีสแลนด์ค่ะ ฉันจะไปฟรีสแลนด์”

“ฟรีสแลนด์?? คุณหมายถึงฟรีสแลนด์ในเนเธอร์แลนด์น่ะเหรอ”

“ใช่ค่ะ ฟรีสแลนด์นั้นแหละ”

หนุ่ม ตม. มองตาเราแล้วก็ก้มหน้าประทับตราในหนังสือเดินทางพร้อมพยักหน้าให้เราผ่านไปได้

ไม่รู้เหมือนกันว่าในใจเขายังมีคำถามอยู่อีกหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ คือเขาจุดประกายความสงสัยขึ้นในใจเราแล้วเรียบร้อย นึกขำในใจตอนลากกระเป๋าออกจากสนามบินสคิปโฮล (Amsterdam Schiphol Airport) ลงบันไดมายังชานชาลารถไฟชั้นล่าง ‘มันแปลกประหลาดมากนักเหรอ ถ้าฉันจะหันหลังให้อัมสเตอร์ดัม ออกห่างอูเทร็กต์ (Utrecht) ไม่สนใจกรุงเฮก (Hague) แต่ดันลากกระเป๋านั่งรถไฟไปอีกร้อยกว่ากิโลเมตร ใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อไปจังหวัดทางเหนือของประเทศ ดินแดนที่แม้แต่คนดัตช์เองยังเอียงคอตั้งคำถามว่า “ไปทำไมเหรอตัวเธอ”

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

Friesland ที่(ไม่)รู้จัก

ชื่อจังหวัดฟรีสแลนด์ (Friesland) อาจฟังดูห่างไกลไม่คุ้นหูสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย แต่อันที่จริงดินแดนนี้มีความชิดใกล้เรามากกว่าที่คิด เพราะฟรีสแลนด์เป็นดินแดนแหล่งกำเนิดแบรนด์นมโฟร์โมสต์ ซึ่งเป็นตราสินค้าภายใต้ฟรีสแลนด์คัมพิน่า หนึ่งในสหกรณ์โคนมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 100 ปี มีผลิตภัณฑ์หลากหลายจากโคนมจำหน่ายทั่วโลก ภายใต้ชื่อแบรนด์แตกต่างกันไป เช่น โฟร์โมสต์ในเมืองไทย ฟรีเชียนแฟลก (Frisian Flag) ที่อินโดนีเซีย เป็นต้น

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ได้มาฟรีสแลนด์เพราะนมโฟร์โมสต์ แต่บากบั่นมาถึงจังหวัดตอนเหนือนี้ได้ก็เพราะมีเจ้าบ้านใจดีที่เปิดบ้านให้พัก และพร้อมอาสาทำหน้าที่ไกด์ท้องถิ่นให้อย่างไม่อิดออด โอกาสที่จะได้กินอาหารจากครัวในบ้าน และแสร้งทำตัวเป็นคนโลคอล มันน่าสนใจน้อยอยู่เมื่อไหร่ นั่นแหละ รู้ตัวอีกทีก็ได้มายืนหนาวสั่นอยู่ที่นี่ในช่วงปลายปี 2022 ที่ฤดูใบไม้ร่วงแต่ต้นไม้ยังไม่โกร๋นใบดี หลายวันอุณหภูมิติดลบ และถ้าเดินออกนอกบ้านแล้วลืมหมวกหรือถุงมือ ก็ถือเป็นการบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างหนึ่ง เพราะลมประเทศนี้บาดผิวบาดใจที่สุด

ถามว่าแล้วจังหวัดนี้มีอะไรโดดเด่นให้ต้องเดินทางมา ถ้าให้ตอบแบบจริตเจ้าบ้านเชิญแขกมาเที่ยวก็ต้องบอกว่าฟรีสแลนด์เป็นดินแดนที่โดดเด่น คาแรกเตอร์จัด ถึงขั้นเป็นจังหวัดเดียวของประเทศที่มีภาษาท้องถิ่นคือภาษาฟรีเชียน (Frisian) เป็นภาษาราชการควบคู่กับภาษาดัตช์ และคนท้องถิ่นส่วนใหญ่พูดฟรีเชียนมากกว่าดัตช์ แต่นักท่องเที่ยวไม่ต้องกังวล เพราะเมื่อคุณทำหน้าเหลอหลาใส่เขา ลิ้นฟรีเชียนของเขาจะพลิกเป็นภาษาอังกฤษทันที รับรองการสื่อสารไม่มีขาดตอน

เราเล่าให้เจ้าบ้านฟังถึงหน้าตาขี้สงสัยของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเมื่อรู้ว่าปลายทางเราคือฟรีสแลนด์ เจ้าบ้านหัวเราะงอหาย แล้วพูดประมาณว่า “ธรรมดาแหละ สำหรับคนดัตช์นะ มาฟรีสแลนด์เนี่ยเหมือนเดินทางไปต่างประเทศเลย เขารู้สึกว่ามันไกลมาก โดยเฉพาะถ้าขับรถมาจากอัมสเตอร์ดัม แล้วต้องผ่านถนนอัฟสเลาต์ไดค์ (Afsluitdijk) ที่เชื่อมระหว่างฮอลแลนด์เหนือกับจังหวัดฟรีสแลนด์น่ะ” 

ฟังเขาพูดทีแรกยังไม่เข้าใจว่าแค่ระยะทางขับรถชั่วโมงครึ่งจากอัมสเตอร์ดัมถึงฟรีสแลนด์ จะทำให้คนรู้สึกว่าไกลจนเหมือนเดินทางไปต่างประเทศได้ยังไง จนกระทั่งวันหนึ่งได้นั่งรถไปถึงถนนเส้นที่ว่าด้วยตัวเอง

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

อย่างที่รู้กันว่าพื้นที่เกือบ 1 ใน 3 ของเนเธอร์แลนด์อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล โดยเฉพาะดินแดนแถบเหนือที่เป็นที่ราบต่ำแบบไม่มีอะไรกั้น ความราบเรียบของภูมิประเทศเปิดทางให้ลมและคลื่นใหญ่จากทะเลเหนือ (North Sea) สาดซัดเมืองโดยสะดวก ชาวดัตช์ต้องคิดหาวิธีต่อกรกับน้ำมาหลายชั่วอายุคน ถนนอัฟสเลาต์ไดค์ที่สร้างเมื่อ ค.ศ. 1927 มีความยาว 32 กิโลเมตรแต่สูงถึง 7 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลก็เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้นั้น เพราะไม่ได้เป็นแค่ถนน แต่ทำหน้าที่เป็น ‘เขื่อน’ กั้นทะเลเหนือไม่ให้ซัดท่วมเมืองได้โดยตรง

เพราะฉะนั้น สิ่งที่คนจะเห็นเมื่ออยู่บนถนนเส้นนี้ คือทัศนียภาพแปลกตา (ซึ่งนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้คนท้องถิ่นรู้สึกว่ากำลังเดินทางไกลไปต่างบ้านต่างเมืองก็เป็นได้) ที่ฟากหนึ่งเป็นทะเลเหนือ กับอีกฟากคือทะเลสาบไอเซิลเมียร์ (IJsseImeer) ที่ติดกับแผ่นดิน อันเกิดจากการสร้างถนนอัฟสเลาต์ไดค์มาล้อมปิดไว้ เมื่อควบคุมน้ำส่วนที่ติดกับแผ่นดินให้สงบได้ ปัญหาน้ำท่วมก็หมดไป ทุกวันนี้ถนนอัฟสเลาต์ไดค์ได้รับการดูแลบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ เขาต้องคอยตรวจสอบ ตรงไหนรั่ว ตรงไหนพัง ตรงไหนมีรู เพราะหากเกิดความผิดพลาดขึ้น ความเสียหายจะส่งผลกระทบต่อระบบจัดการน้ำที่เพียรพยายามสู้มานับศตวรรษ

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

เลียววาเดน (Leeuwarden) เมืองเด่นคนดัง

เรื่องแรก ๆ ที่ซักเจ้าบ้านอยู่นาน คือเรื่องเมืองทั้ง 11 ของจังหวัดฟรีสแลนด์ เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมบางเมืองเล็กมาก เล็กแบบควรเรียกว่าหมู่บ้านมากกว่าเมือง ข้อสรุปคร่าว ๆ ก็คือ การจัดสถานะเมืองที่นี่แบ่งตามความสำคัญของเมืองที่มีมาตั้งแต่โบราณมากกว่าแบ่งกันที่ขนาดพื้นที่ 

ความสำคัญที่ว่าก็คือการเป็นเมืองท่า เมืองค้าขาย มีระบบการปกครองชัดเจน ขุนนางเป็นเจ้าของที่และมีชาวนาผู้เช่าที่ทำกสิกรรมเลี้ยงสัตว์ โดยแลนด์ลอร์ดศักดินาก็ทำหน้าที่คุ้มครองป้องภัยให้ชาวบ้านอีกที หลักฐานความเป็นเมืองในแถบนี้ย้อนกลับไปได้ถึงสมัยโรมันเลยทีเดียว เช่น เมืองเลียววาเดน (Leeuwarden) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของฟรีสแลนด์ในปัจจุบันก็พบร่องรอยสิ่งปลูกสร้างมาตั้งแต่หลังยุคพระคริสต์ไม่เกิน 200 ปี

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

เลียววาเดนมีสถานะเป็นเมืองหลวงของฟรีสแลนด์มาตั้งแต่ ค.ศ. 1504 ร่องรอยความเป็นเมืองประวัติศาสตร์พบเห็นอยู่ทั่วไปในบริเวณย่านเมืองเก่า อาทิ Oldehove หรือในภาษาอังกฤษคือ The Leaning Tower แปลเป็นไทยเองง่าย ๆ ว่าหอเอนแห่งเลียววาเดน ชาวบ้านอวดว่าหอเอนที่นี่เอนยิ่งกว่าหอเอนปิซ่าที่อิตาลีเสียอีก เมื่อแรกสร้างใน ค.ศ. 1529 คนสร้างก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันเอน แต่พอสร้างไปสร้างมาตัวหอกลับทรุดตัวและเอนไปเรื่อย ๆ แม้ว่าจะเพียรพยายามแก้ไขเพียงไหนก็ไม่เป็นผล จนในที่สุดต้องยุติการก่อสร้างลงเมื่อ ค.ศ. 1533 ความฝันที่ว่ากลางเมืองจะมีหอสูง 120 เมตรพลันต้องจบลง เหลือเพียงความสูงที่นับรวมโครงสร้างด้วยได้ราว 48 เมตร

แม้จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ชาวบ้านก็ภาคภูมิใจกับหอเอนในฐานะเป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง ปัจจุบันยังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เปิดให้เข้าชมระหว่างเดือนเมษายนถึงตุลาคม อีกทั้งลานด้านหน้ายังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมประจำเมืองในช่วงหน้าร้อนอีกด้วย

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

ความเข้มข้นทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนานของฟรีสแลนด์และเลียววาเดน ส่งผลให้เมื่อปี 2018 สหภาพยุโรปประกาศให้เลียววาเดนเป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรป กิจกรรมทางวัฒนธรรมมากมายถูกจัดขึ้นในระยะเวลา 1 ปี ตัวตนที่น่าสนใจของทั้งฟรีสแลนด์และเลียววาเดนก็ได้โอกาสเฉิดฉายต่อสายตานักเดินทางในมิติต่าง ๆ มากขึ้น ทั้งในฐานะเป็นบ้านและบ้านเกิดของบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น เป็นบ้านของ พระนางมารี หลุยส์ ฟาน เฮสเซน-กัสเซล (Marie Louise van Hessen-Kassel) เจ้าหญิงแห่งออเรนจ์-นาเซา Orange-Nassau สตรีผู้ทรงอิทธิพลของราชสำนักในศตวรรษที่ 18 และทรงเป็นหนึ่งในบรรพบุรุษของราชวงศ์ออเรนจ์ (House of Orange) พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันของเนเธอร์แลนด์ คือ สมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ ก็ทรงสืบเชื้อสายจากพระนางมารีหลุยส์เช่นกัน

แล้วใครอีก… เอ็ม. ซี. เอชเชอร์ (M.C. Escher) ศิลปินภาพพิมพ์ชื่อดังระดับโลกคนนี้ก็ด้วย แม้จะไปเติบโตที่อื่นแต่ก็ลืมตาดูโลกที่เลียววาเดน อีกหนึ่งศิลปินคือ เซอร์ ลอว์เรนซ์ อัลมา ทาเดมา (Sir Lawrence Alma-Tadema) จิตรกรยุควิกตอเรียน ก็เกิดที่หมู่บ้านโดรนไรป์ (Dronryp) ในฟรีสแลนด์ แต่ไปลงหลักปักฐานสร้างชื่อเสียงอยู่ที่สหราชอาณาจักร

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

นอกจากสายจิตรกรแล้ว ฟรีสแลนด์ยังเป็นบ้านเกิดของอีกหนึ่งสตรีที่มีชีวิตสุดโลดโผน นั่นก็คือ มาตา ฮารี (Mata Hari) ชื่อภาษาอินโดนีเซียที่มีความหมายว่า Eye of The Day ซึ่งหมายถึงพระอาทิตย์นั่นเอง

มาตา ฮารี มีชื่อจริงว่า มากาเรตา เกียร์ทรูดา เซลล์ (Margaretha Geertruida Zelle) เด็กสาวจากเลียววาเดนที่เดินทางสู่โลกกว้าง กลายเป็นเมีย เป็นแม่ เป็นนักเต้นระบำโชว์เนื้อหนังแฝงกลิ่นอายชวนพิศวงของโลกตะวันออก ประดับเรือนร่างด้วยอัญมณีแพรวพราว เป็นโสเภณีชั้นสูง มีชีวิตเจิดจ้าโด่งดังตั้งแต่อินโดนีเซียจนถึงวงสังคมชั้นสูงที่ปารีส แต่แล้วกลับพบจุดจบด้วยข้อหาเป็นสายลับสองหน้าในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเธอยืนยันว่าเธอบริสุทธิ์จนวันตาย

ทุกวันนี้บ้านเกิดของมาตา ฮารี ที่ Kelders 33 กลางเมืองเลียววาเดนเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ พื้นที่ส่วนหนึ่งจำลองบรรยากาศอดีตไว้เสมือนยังเป็นร้านขายหมวกสมัยศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นกิจการของพ่อมาตา ฮารี และยังมีเรื่องราวของเธอจัดแสดงที่นี่ด้วย

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก
บ้านเกิด มาตา ฮารี

ชีวิตจิตใจของบุคคลสำคัญเหล่านี้ก็ถูกนำมาร้อยเรียงสอดประสานอยู่ในเรื่องเล่าของเมือง ไม่ว่าคุณจะเดินเข้าพิพิธภัณฑ์ไหน หรือหยุดยืนอ่านโบรชัวร์เกี่ยวกับฟรีสแลนด์ที่ใด ย่อมต้องได้รู้ ได้เห็นเรื่องราวของพวกเขาไม่มุมใดก็มุมหนึ่ง เช่น ถ้าคุณแวะไปที่พิพิธภัณฑ์เซรามิกแห่งชาติ (Princessehof National Museum of Ceramics) ใจกลางย่านเมืองเก่า นอกจากจะได้ชมคอลเลกชันเครื่องกระเบื้องจีนที่ใหญ่และหลากหลายที่สุดในเนเธอร์แลนด์ ชมคอลเลกชันเซรามิกยุคอาร์ตนูโวและอาร์ตเดโคของดัตช์ระหว่างปี 1880 – 1930 ชมงานเซรามิกฝีมือ ปาโบล ปิกัสโซ และแน่นอนว่าชมงานขึ้นชื่ออย่างเครื่องเคลือบเขียนสีน้ำเงินจากเมืองเดล์ฟ (Delft Blue) และงานเอกลักษณ์ท้องถิ่นแบบ Frisian Blue แล้ว คุณก็ต้องได้รับรู้เรื่องราวของพระนางมารี หลุยส์ ที่น่าตื่นตาตื่นใจไปด้วย เพราะในอดีตตัวอาคารพิพิธภัณฑ์เคยเป็นวังที่พำนักสุดท้ายของพระนางนั่นเอง

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก
งานเซรามิกฝีมือ ปาโบล ปิกัสโซ

ตัวพระนางมารี หลุยส์ ไม่ได้เกิดที่ฟรีสแลนด์ แต่มาจากตระกูลขุนนางฟากเยอรมนี พระนางแต่งงานเข้ามาเป็นสะใภ้เจ้าของ โยฮัน วิลเลม ฟริโซ (Johan Willem Friso) ผู้รั้งตำแหน่ง ‘สตัดเฮาเดอร์ (Stadholder)’ ผู้ปกครองระดับสูงที่เทียบได้กับประมุขแห่งรัฐ ทั้งยังมีสถานะเป็นเจ้าชายแห่งออเรนจ์ โชคร้ายที่สวามีของพระนางอายุสั้น ตายจากไปตอนอายุเพียง 23 ปี พระนางจึงต้องรับหน้าที่เป็นเหมือนผู้สำเร็จราชการแทนบุตรชายที่ยังเด็ก จวบจนบุตรชายโตขึ้นเป็นสตัดเฮาเดอร์ได้สำเร็จ พระนางจึงวางมือ แต่ก็อำลาวงการได้เพียงสั้น ๆ เท่านั้น เพราะบุตรชายก็มาป่วยตายไปอีกคน หลานน้อยก็ยังเล็กเกินกว่าจะทำหน้าที่ได้ พระนางจึงต้องเล่นบทบาทคือหัตถาครองพิภพต่อมาอีกหลายปี โดยประทับอยู่ที่ Princessehof ระหว่าง ค.ศ. 1731 จนกระทั่งสิ้นลมใน ค.ศ. 1765

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

ความหรูหรารุ่งเรืองภายใต้สองมือของพระนางยังคงเหลือร่องรอยให้เห็นในห้องรับประทานอาหาร ซึ่งตกแต่งแบบบาโรก (Baroque) เน้นความเยอะเพริศแพร้วพรรณราย มองปราดเดียวต้องเห็นความรวยแบบตะโกน วอลเปเปอร์หนังแท้แทรกลายทอง เตาผิงหินอ่อน เพดานลวดลายปูนปั้น ผ้าม่านทอเนื้อดี เครื่องกระเบื้องยุโรปตกมาใหม่ ๆ ในสมัยนั้น เมื่อนึกว่าของพวกนี้ผ่านกาลเวลามาเกือบ 300 ปี ก็อดทึ่งในการเก็บรักษาประวัติศาสตร์ของเขาไม่ได้

ความบรรพบุรุษแห่งราชวงศ์ออเรนจ์ไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อเดินออกมานอกตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ ปรากฏว่ากำแพงด้านหนึ่งที่หันสู่หอเอนแห่งเลียววาเดนเป็นกำแพงที่มีกระเบื้องจำนวนกว่า 2,160 ชิ้น เรียงเป็นรูปพระพักตร์ของพระนางมารี หลุยส์ โดยมีหน้าเล็ก ๆ ของสวามีผู้อายุสั้นอยู่เคียงข้าง จำลองจากภาพเขียนจริงที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ไรจ์คส์ (Rijksmuseum) ที่อัมสเตอร์ดัม และกระเบื้องเหล่านั้นยังเรียงเป็นพงศาวลีของเจ้านายในยุโรปที่มีความเกี่ยวพันหรือสืบเชื้อสายมาจากพระนางมารี หลุยส์ ให้อารมณ์ประหนึ่งแม่ของแผ่นดินยังไงยังงั้น

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

และเชื่อหรือไม่ว่า Princessehof ไม่ได้เป็นบ้านของพระนางมารี หลุยส์ เท่านั้น เพราะในเวลาต่อมายังเป็น ‘บ้านเกิด’ ของ เอ็ม. ซี. เอชเชอร์ อีกด้วย ครอบครัวของเอชเชอร์เป็นผู้มีอันจะกินอย่างไม่ต้องสงสัย หาไม่แล้วคงไม่สามารถอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หรูกลางเมืองได้ ตัวเอชเชอร์เองลืมตามาเห็นแสงแรกของชีวิตเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 1898 ที่บ้านนี้จริง ๆ แต่ใช้เวลาที่นี่เพียงขวบปีแรก ๆ เท่านั้น ก่อนจะย้ายไปโตที่อื่น

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก
ผลงานของเอชเชอร์

นิทรรศการถาวร At Home with M.C. Escher จัดแสดงที่ชั้นใต้ถุนของอาคาร Princessehof นอกจากมีภาพวัยเด็กและประวัติของเอชเชอร์แล้ว ยังมีผลงานของ Leon Keer ศิลปินสตรีทอาร์ตคนดังมาจัดแสดงด้วย ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจมาจากงาน Convex and Concave ของเอชเชอร์ โดย Keer สร้างภาพลวงตาบนฝาผนังและเพดานห้องใต้ดิน ตามแบบฉบับลายเซ็นในงานของเอชเชอร์ที่อุดมด้วยมุมมองแปลกประหลาด สถาปัตยกรรมลวงตาหากดูเสมือนจริง การจัดเรียงรูปทรงเรขาคณิตหรือรูปทรงต่าง ๆ ในภาพอย่างมีจังหวะสอดประสานกลมกลืนแบบที่ต้องผ่านการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์มาแล้ว ถือเป็นนิทรรศการขนาดเล็กที่ปลุกใจให้อยากดูงานเอชเชอร์อย่างลงลึกกว่าเดิม

ใครสนใจก็ไปดูงานเอชเชอร์แบบเต็ม ๆ ได้ที่พิพิธภัณฑ์ Escher in the Palace ที่กรุงเฮก แต่ตอนนี้เที่ยวที่ Princessehof ไปก่อน นี่แค่พิพิธภัณฑ์เดียวเท่านั้น แต่มีเรื่องหลากหลายเหลือเกิน เดิน 1 วันไม่จบ สมแล้วที่เขาโฆษณาตัวเองว่าเปรียบดั่งพิพิธภัณฑ์ไรจ์คส์แห่งภาคเหนือ

เดินไปสู่ใจเมือง

ข้อมูลจากเว็บไซต์การท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์ระบุว่า เนเธอร์แลนด์เป็นชาติที่มีพิพิธภัณฑ์หนาแน่นมากสุดในโลก จริง ๆ ถึงเขาไม่บอกเราก็คงต้องสังเกตเห็นเองอยู่ดี เพราะเฉพาะในเลียววาเดนเอง มีพิพิธภัณฑ์อยู่ตามมุมต่าง ๆ จนทำตัวไม่ถูก คือความรู้ก็อยากได้ ความไร้สาระก็ต้องการ เลยใช้วิธีวางแผนชีวิตจากการดูพยากรณ์อากาศ ถ้าวันไหนเขาบอกแดดแจ๋ก็ออกเดินเรื่อยเปื่อยไปเลย (แม้จะเป็นแดดแจ๋ที่มาพร้อมอุณหภูมิติดลบก็เถอะ) ซึ่งก็ได้ผล เพราะเดินไปเจอตรอกเล็กที่จริง ๆ คือถนนไคลเนอ แคร์กสตราต (Kleine Kerkstraat) อยู่ใกล้วังพระนางมารี หลุยส์ นี่แหละ

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

ชาวบ้านบอกว่านี่คือถนนที่เคยได้รับการโหวตให้เป็นถนนสายช้อปปิ้งที่น่ารักที่สุดของเนเธอร์แลนด์ ปัจจุบันก็ยังน่ารักอยู่ ยิ่งช่วงใกล้เทศกาลปลายปี ทุกร้านตกแต่งกันเต็มที่ ร้านรวงบนถนนสายนี้มีหลากหลาย มีทั้งร้านไอศกรีม ร้านขายของตกแต่งบ้าน ร้านขายของมือสอง ร้านตัดผมสุดคลาสสิก และที่ดูดเงินออกจากกระเป๋าเราได้รัว ๆ คือร้านเก่าแก่ ซาว์โวลฮูเฟอ (Zuivelhoeve) ขายสารพัดชีส ถั่ว ไส้กรอก แฮม และไวน์ อยากลองชีสตัวไหนบอก เขาให้ชิมไม่กั๊ก ซื้อกลับไทยก็ได้ เขาบรรจุในถุงสุญญากาศให้เสร็จ

ใจกลางย่านช้อปปิ้งของเลียววาเดนก็ยังคงอยู่ในย่านเมืองเก่า คูคลองแคบบ้างกว้างบ้างถักทอประสานเหมือนใยแมงมุมไปทั่วเมือง ความเก่าและความใหม่สอดผสานไปด้วยกันอย่างไม่ขัดเขิน เป็นธรรมดาของบ้านเมืองในยุโรปที่คุณอาจเพิ่งถอยโค้ทตัวใหม่ออกจาก H&M เสร็จแล้วก็เดินข้ามถนนมาสั่งอะไรดื่มแก้กระหายที่อาคารโบราณหลายร้อยปีฝั่งตรงข้าม เลียววาเดนก็เป็นเช่นนั้น เพราะที่กลางเมืองตรงข้ามร้านรวงทันสมัย มีอาคารจากศตวรรษที่ 16 ตั้งอยู่ ปัจจุบันคือคาเฟ่แต่อดีตคือ เดอ วากก์ (De Waag) หรือโรงชั่งน้ำหนักสินค้า สมัยก่อนพ่อค้าจะนำผลิตภัณฑ์จากนมมาซื้อขายที่นี่ ก่อนซื้อขายก็ต้องชั่งน้ำหนักตรวจสอบคุณภาพ กำหนดราคา กำหนดภาษีต่าง ๆ เดอ วากก์ จึงเป็นหนึ่งในหลักฐานจากอดีตที่บ่งชี้ว่า เลียววาเดนเคยเป็นเมืองการค้าสำคัญมาหลายร้อยปีแล้ว

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

สีสันของเมืองคึกคักขึ้นมาอีกขั้นในวันศุกร์เพราะเป็นวันที่มีตลาดนัด ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลเลิศคือจัตุรัสไซลองด์ (Zaailand) หน้าพิพิธภัณฑ์ Fries Museum ตลาดนัดที่นี่ก็เหมือนบ้านเรา มีตั้งแต่ร้านขายของสด ขายอาหาร ขายชีส ขายขนมหวาน ขายเสื้อผ้ามือสอง เครื่องประดับ ฯลฯ ไปจนถึงเปาะเปี๊ยะร้อน ๆ ที่ตอนอยู่เมืองไทยไม่ได้นึกอยากกินนัก แต่ตอนอยู่ที่หนาว ๆ การเห็นของทอดร้อนฉ่าขึ้นมาจากกระทะถือเป็นสวรรค์

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

และที่อยากจะลองมากคือ ปลาแฮริ่งดิบหมักเกลือตามวิธีถนอมอาหารให้กินได้นาน ๆ เป็นเมนูที่คนที่นี่กินกันเป็นว่าเล่น ในตลาดนัดนี่เห็นผู้ชายตัวโต ๆ ถือจานกระดาษใส่ปลาแฮริ่งดิบตัวจ้อย แนมด้วยหอมใหญ่หั่นซอย กินกันเบิกบานน่าอร่อย กลิ่นคงจรุงทุกมิติ อย่างนี้มันต้องลองบ้าง เจ้าบ้านอาสาไปซื้อให้พร้อมสั่งสอนว่า คนที่นี่เวลาไปซื้อแฮริ่งเขาไม่บอกคนขายว่าซื้อปลาแฮริ่งนะ แต่เขาจะพูดว่า (แปลจากดัตช์เป็นอังกฤษได้ประมาณนี้) “พี่ ๆ ขอ Salted One ตัวสิ” และหลังจากเรากินเข้าไปคำสองคำก็ อืม ไม่คาวและมีความนัวลิ้น แปลกดี แต่คงไม่ใช่จานโปรดของเรา เลยหันไปสั่งปลาคอดทอดแทน อันนี้ฉ่ำร้อนสะใจ กินกันควันออกปาก

ฟรีสแลนด์ 360 องศา ที่ Fries Museum

ฟรีส มิวเซียม หรือ ฟรีเชียน มิวเซียม (Frisian Museum) คือพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในเลียววาเดน และเป็นพิพิธภัณฑ์ที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง เพราะที่นี่มัดรวมเรื่องทั้งหมดทั้งสิ้นทุกมิติของฟรีสแลนด์ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ไว้ด้วยกันในพื้นที่จัดแสดง 3 ชั้น เรื่องเด่น ๆ ที่เราชอบคือความสัมพันธ์แบบ Love-hate Relationship ของชาวฟรีเชียนที่มีต่อสายน้ำ

เยือน Friesland บ้านเกิดนมโฟร์โมสต์ ค้นรากเหง้าเหล่าคนดัง ภายในจังหวัดเล็กแสนสวยที่แตกต่างจากทุกจังหวัดของเนเธอร์แลนด์

ว่ากันว่าชาวฟรีเชียนรบรากับทะเลเหนือมานานกว่า 2,500 ปี เพราะแผ่นดินทางเหนือนั้นเปราะบางมาก มองไปสุดลูกหูลูกตาเห็นแต่ภูมิประเทศราบเรียบไปจนจรดทะเล เปิดทางให้ลมและคลื่นใหญ่สาดซัดเมืองโดยสะดวก ชาวฟรีเชียนหลายชั่วอายุต่างต้องค้นหาว่า จะทำยังให้บ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตรไม่โดนน้ำท่วม คำตอบมาในรูปของแลนด์สเคปที่ยังเหลือให้เห็นในปัจจุบัน นั่นก็คือเนินเขาเล็ก ๆ (Mound) ผลงานมนุษย์สร้าง บนยอดเป็นที่ตั้งของโบสถ์ ลดหลั่นลงมาคือบ้านเรือน ถ้าเป็นสมัยโบราณ บ้านคนรวยก็จะอยู่ใกล้ ๆ โบสถ์ พูดง่าย ๆ คือได้ทำเลทองรอดพ้นจากน้ำท่วมแน่ ๆ และอีกสิ่งสำคัญขาดไม่ได้เด็ดขาด คือ เขื่อนดินสูง (Dike) ถ้ามองจากมุมสูงจะเห็นเลยว่าตลอดแนวชายฝั่งของฟรีสแลนด์มีเขื่อนสูงเป็นปราการยาวป้องกันเมืองไว้ทั้งหมด

เยือน Friesland บ้านเกิดนมโฟร์โมสต์ ค้นรากเหง้าเหล่าคนดัง ภายในจังหวัดเล็กแสนสวยที่แตกต่างจากทุกจังหวัดของเนเธอร์แลนด์

นอกจากนั้นยังมีส่วนจัดแสดงที่เล่าแยกย่อยถึงบางเมืองเด่น ๆ ในฟรีสแลนด์ เช่น เมืองฮินเดอโลเปน (Hindeloopen) อดีตเมืองท่าสุดคึกคักในศตวรรษที่ 17 – 18 ศูนย์รวมของพ่อค้าวาณิชที่ล่องเรือไปมาจากที่หลากหลาย กลับบ้านทีก็นำของแปลก ๆ จากประเทศแสนไกลมาฝากภรรยาผู้ทำหน้าที่ตกแต่งบ้านด้วยเครื่องเรือนไม้หรูหราแกะสลักลายละเอียด บ้างก็วาดลวดลายและทาสีสดใส ทั้งยังมีผ้าพื้นเมืองจากอินเดียและเครื่องกระเบื้องเนื้อบางจากจีน ก่อกำเนิดศิลปะแบบฮินเดอโลเปน ที่ผสมผสานกลิ่นอายชวนพิศวงของโลกตะวันออกเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างเอกลักษณ์ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะที่ฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมนี

เยือน Friesland บ้านเกิดนมโฟร์โมสต์ ค้นรากเหง้าเหล่าคนดัง ภายในจังหวัดเล็กแสนสวยที่แตกต่างจากทุกจังหวัดของเนเธอร์แลนด์

ไทม์ไลน์การเล่าเรื่องในพิพิธภัณฑ์ลากยาวตั้งแต่มิติด้านธรณีวิทยาในอดีตไกลโพ้น ยุคกลางที่เต็มไปด้วยโรคระบาด เรื่อยมาจนสงครามโลกครั้งที่ 1 ตามด้วยความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ข้าวของและถ้อยคำที่นำจัดแสดงบอกเลยว่ามีน้ำตาซึม

และเส้นเวลาก็เชื่อมสู่ปัจจุบันด้วยการตั้งคำถามถึงอิสรภาพที่คนในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกว่า 75 ปีก่อนโหยหา แล้วอิสรภาพสำหรับคนรุ่นเราหมายถึงอะไร คำตอบหลากหลายในมุมมองปัจเจกที่อาศัยในฟรีสแลนด์ คละเคล้าจากคนท้องถิ่นไปจนถึงผู้อพยพลี้ภัย แต่ทั้งหมดทั้งมวลไม่ว่ายุคสมัยใด อิสรภาพที่ปรารถนา คือหัวใจเสรีที่จะเลือกใช้ชีวิตอย่างใจต้องการโดยไม่เบียดเบียนใครและไม่อยากให้ใครมาเบียดเบียน

เยือน Friesland บ้านเกิดนมโฟร์โมสต์ ค้นรากเหง้าเหล่าคนดัง ภายในจังหวัดเล็กแสนสวยที่แตกต่างจากทุกจังหวัดของเนเธอร์แลนด์

เดินออกจากพิพิธภัณฑ์มาอีกทีฟ้ามืดแล้ว ฤดูนี้นะ 4 โมงครึ่งก็มืดเหมือนหัวค่ำ สมองยังมึนกับสารพันเรื่องราวที่คาดว่าต้องใช้เวลาตกผลึกสักพักกว่าจะรู้ว่าซึมซับอะไรเข้าไปบ้าง เจ้าบ้านคงเข้าใจเลยชวนคุยเรื่องเบาๆ ว่าด้วยอาหารเย็นนี้ที่เป็นเมนูคนดัตช์ทำกินเองในบ้านจริง ๆ และมักจะกินช่วงหน้าหนาวด้วยเพราะว่า

“คือมันเป็นเมนูที่ Heavy พอสมควรอะ นึกออกมั้ย” เจ้าบ้านอรรถาธิบาย 

เมนูที่ว่านั้นคือ Preischotel ฟังเขาออกเสียงได้ประมาณว่า ‘ไปรสโคเทิล’ วัตถุดิบสำคัญคือมันฝรั่ง ต้นหอม (Leek) ชีส ไส้กรอก เนื้อบดหรือเบคอนตามชอบ แต่ละบ้านก็อาจจะมีวิธีปรุงต่างกันออกไป อย่างของบ้านนี้พอต้มมันฝรั่งแล้วก็บดหยาบ ๆ ซอยต้นหอม ใส่ไส้กรอก และชีส แล้วเอาเข้าเตาอบ ปล่อยให้ส่วนผสมแต่ละอย่างสอดประสานความอร่อยเป็นเนื้อเดียวกันเอง อบจนกระทั่งเห็นหน้าด้านบนดูเหลืองกรอบก็พร้อมกิน อากาศหนาว ๆ แสงเทียนเรืองบนโต๊ะและวับวามตามมุมต่าง ๆ ในบ้าน ตักแบ่งไปรสโคเทิลใส่จานให้กัน เป็นมื้อง่าย ๆ ไม่แฟนซีแต่คอนเฟิร์มว่าอุ่น อร่อย และอิ่ม

เยือน Friesland บ้านเกิดนมโฟร์โมสต์ ค้นรากเหง้าเหล่าคนดัง ภายในจังหวัดเล็กแสนสวยที่แตกต่างจากทุกจังหวัดของเนเธอร์แลนด์

ระหว่างกินก็ค่อยๆ ตกผลึกให้เจ้าบ้านฟังว่าหลายวันมานี้เดินโต๋เต๋ไปไหนมาบ้าง ได้รู้จักบ้านเมืองนี้ตื้นลึกอย่างไร ไปมาแล้วกี่พิพิธภัณฑ์ กินชีสมาแล้วกี่ตัน ชอปปิงของไร้สาระมาแล้วเท่าไหร่ แล้วใจก็ประหวัดกลับไปถึงพ่อหนุ่ม ตม. ที่แปลกใจต่อจุดหมายของเราอีกครั้ง พ่วงด้วยความเห็นส่วนตัวที่หลุดปากบอกเจ้าบ้านไปว่า “ฉันว่าคนที่มาเที่ยวฟรีสแลนด์นี่ไม่แปลกนะ คนที่แปลกคือคนที่คิดว่าฟรีสแลนด์ไกลมากและไม่รู้จะมาทำไมมากกว่ามั้ยอะ” 

เจ้าบ้านฟังแล้วหัวเราะก่อนจะบอกว่า “ก็ตอนนี้เรื่องที่เธอรู้เกี่ยวกับฟรีสแลนด์น่ะมันมากกว่าคนดัตช์หลาย ๆ คนแล้วมั้ง อยู่อีกสักพักสิ คนซอกแซกอย่างเธอน่าจะเขียนหนังสือได้หลายเล่ม” 

ฟังแล้วเหมือนถูกหลอกเหน็บยังไงไม่รู้ แต่ก็นั่นแหละค่ะ ก็จริงอย่างเขาว่า เพราะที่เขียนมานี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของการเดินทางเท่านั้นเอง เรื่องที่ยังไม่ได้เล่าก็มีอีกเยอะเป็นกระบุงจริง ๆ

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

แพร ปุโรทกานนท์

นักเขียนอิสระที่ทำงานประจำ อยากรู้อยากเห็นประวัติศาสตร์ สนใจศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องอาหารการกิน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load