ทริปนี้ฉันตัดสินใจเดินทางไปเปิดประสบการณ์ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เพียงคนเดียว เพราะเพื่อน ๆ ติดภารกิจ ครั้นจะไปในสถานที่ที่เอ่ยปากชวนคนอื่นแล้วถึงกับมีคิดหนักกันบ้างเพียงคนเดียว เดี๋ยวจะไม่ผ่านการอนุมัติจากทางบ้าน ฉันจึงตัดสินใจซื้อแพ็กเกจทัวร์ ไปคนเดียวกับคณะทัวร์เนี่ยแหละ พักสมอง ไม่ต้องวางแผนใด ๆ ทริปนี้ยาวสักหน่อย แต่อยากให้ทุกท่านอ่านจนจบ (อ่านไปพักไปก็ได้ค่ะ) และหวังว่าประสบการณ์ครั้งนี้จะทำให้หลาย ๆ ท่านออกเดินทางไปกระตุ้นการท่องเที่ยวที่เบตงกันนะคะ

“รบกวนนำกระเป๋าที่จะถือขึ้นเครื่องบิน ชั่งรวมกับกระเป๋าที่จะโหลดใต้ท้องเครื่องเลยค่ะ”

“ผู้โดยสารน้ำหนักตัวเท่าไหร่คะ” เจ้าหน้าที่สายการบินตรงเคาน์เตอร์สอบถามฉันด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร แต่ฉันถึงกับฉงนและคิดในใจว่า ‘ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ฉันก็ไม่ได้โดยสารเครื่องบินมานานหลายปี นี่เขาต้องถามน้ำหนักตัวด้วยเหรอเนี่ย ตายแล้ววว… ฉันน้ำหนักตัวขึ้น’

ก่อนที่ความคิดจะเตลิดไปมากกว่านี้ เสียงเจ้าหน้าที่ก็ลอยเข้ามากระทบโสตประสาท “ทางสายการบินต้องนำน้ำหนักทั้งหมดมาคำนวณน้ำมัน เพราะสนามบินเบตงไม่มีสถานที่เติมน้ำมันค่ะ” สรุปว่าทางสายการบินไม่ได้มีปัญหาเรื่องน้ำหนักแต่อย่างใด เขาเพียงต้องคำนวณอย่างละเอียด 

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

ทางสายการบินแยกเคาน์เตอร์เช็กอินที่จะเดินทางไปอำเภอเบตงออกมาจากเที่ยวบินอื่น ๆ จากการคำนวณด้วยสายตาคร่าว ๆ เที่ยวบินนี้มีผู้โดยสารไม่ต่ำกว่า 70 คน ฉันก็แอบเอาใจช่วยนะ หลังจากที่เคยได้ข่าวว่าสายการบินต้องยกเลิกเที่ยวบินเพราะผู้โดยสารน้อยมาก ๆ 

การเปิดเส้นทางบินตรงดอนเมือง-เบตง จึงมีหลายภาคส่วนช่วยกันสนับสนุน ทั้งสายการบินนกแอร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ท่าอากาศยานนานาชาติเบตง บริษัททัวร์รายใหญ่และรายเล็กในท้องถิ่น ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้า ที่อยากเห็นการท่องเที่ยวในเบตงครึกครื้น

“ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ขณะนี้เรากำลังลดระดับลงสู่ท่าอากาศยานนานาชาติเบตง…” เสียงประกาศบนเครื่องบินปลุกให้ฉันตื่นหลังจากพักสายตามาเกือบ 2 ชั่วโมง เนื่องจากที่นี่เป็นอำเภอใต้สุดของสยาม มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ โอบล้อมด้วยหุบเขาจำนวนมาก และรันเวย์ของสนามบินค่อนข้างสั้น ทำให้นักบินต้องใช้เวลาพอสมควรบินอ้อมภูเขาก่อนนำเครื่องลง

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

ทันทีที่ผู้โดยสารลงจากเครื่องบินที่มีนามว่า ‘นกข้าวเหนียว’ พวกเราถ่ายรูปกับเครื่องบินใบพัด Q400 ที่จอดนิ่ง ๆ แต่ยังยิ้มอย่างเบิกบานไว้เป็นที่ระลึก ส่วนฉันเอาไว้อวดคนที่ไม่ได้มาด้วย ภาพเซลฟี่ของผู้หญิงยืนยิ้มแฉ่งภายใต้หน้ากากคนเดียวกับเครื่องบินจึงปรากฏบนพื้นที่ส่วนตัวในโลกโซเชียลทันที 

ผู้โดยสารทุกคนได้รับถุงของขวัญเพื่อเป็นการต้อนรับสู่สนามบินนานาชาติเบตง ในถุงบรรจุเฉาก๊วย ยาหม่องสมุนไพร ขนมปัง น้ำเปล่า และคูปองส่วนลดในร้านค้าท้องถิ่นที่ร่วมรายการ

นับว่าเป็นความน่ารักและความร่วมมือกันจากหลาย ๆ ฝ่าย

ฉันเดินตามคุณไกด์เพื่อไปขึ้นรถตู้ ในใจก็แอบลุ้นว่าจะมีเพื่อนร่วมทริปเป็นใครบ้าง ซึ่งฉันไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าจะลุ้นทำไม ในเมื่อไม่รู้จักใครสักคนตั้งแต่บนเครื่องบิน แต่จะว่าไปฉันก็รู้จักกัปตันและลูกเรือนะ เพราะพวกเขาแนะนำชื่อ (แบบนี้เรียกว่ารู้จักไหม ฮ่า ๆ) และฉันก็ได้รับคำตอบ

ทุกคนคิดภาพตามนะคะ ภายในรถตู้บรรจุผู้โดยสาร 9 คน (ไม่รวมไกด์และคนขับ) แบ่งเป็น 2 วัย ได้แก่ วัยทำงาน มีทั้งหมด 1 คนถ้วน นั่นคือดิฉันเอง และวัยเกษียณ (วัยเก๋า) ทั้งหมด 8 คน แต่เดี๋ยวก่อน ยังไม่จบเท่านั้น เพราะวัยเก๋าล้วนมากับคู่ชีวิตของตัวเองรวมทั้งสิ้น 4 คู่ ใช่ค่ะ ดิฉันกลายเป็นคี่ไปโดยปริยาย แถมถูกจับจ้องด้วยสายตาสงสัยปนห่วงใยว่า ฉันเป็นผู้หญิงที่มาเที่ยวคนเดียวจริง ๆ เหรอ

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

มื้อแรกที่เบตงของคณะเราเริ่มที่ ‘ร้านครัวสมุย’ (ยังอยู่ที่เบตงนะคะ ไม่ได้ไปที่เกาะสมุย) มีอาหารไทยและจีนทั้งหมด 9 อย่าง ทำเอาคณะเราอิ่มใจอิ่มท้องกันจุก ๆ ตั้งแต่เมนูที่ 7 แล้ว

“มาเที่ยวคนเดียวจริง ๆ เหรอเนี่ย” คำถามที่ฉันเชื่อว่าหลายคนในคณะ (หรืออาจจะทุกคน) อยากถามฉันดังขึ้นบนโต๊ะอาหาร ซึ่งฉันก็ตอบกลับด้วยสีหน้าพร้อมน้ำเสียงสดใส แล้วก็เริ่มสนทนาแลกเปลี่ยนสาเหตุที่เลือกมาเที่ยวกันอย่างออกอรรถรส บางคู่เคยมาเบตงเมื่อต้นปีนี้เอง แต่นั่งเครื่องบินมาลงอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แล้วนั่งรถตู้แวะเที่ยวมาตามทางเรื่อย ๆ จนถึงอำเภอเบตง จังหวัดยะลา และคณะเราก็ละลายพฤติกรรมกันเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่บนโต๊ะอาหารมื้อแรก

เมื่ออิ่มท้อง ไกด์ก็พาคณะเราเดินทางไปย่อยอาหารที่ด่านพรมแดนเบตง เพื่อไปถ่ายภาพป้าย ‘ใต้สุดสยาม’  ซึ่งอยู่ติดกับรัฐเปรัก (Perak) ของประเทศมาเลเซีย

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

ภายในด่านพรมแดนเบตงมีนักท่องเที่ยวชาวไทยประมาณ 20 คน และมีชาวมาเลเซียประปราย เนื่องจากด่านพรมแดนเพิ่งกลับมาเปิดหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ถ้าเป็นช่วงพีก มีนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก การจะโพสท่าถ่ายรูปกับป้ายต้องใช้เวลารอนานร่วมครึ่งชั่วโมง

ถ่ายภาพป้ายสัญลักษณ์การมาเยือนดินแดนใต้สุดของสยามเรียบร้อยแล้ว คณะเราก็เดินทางไปที่วัดพุทธาธิวาส หรือ วัดเบตง เป็นวัดที่มีพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ปางมารวิชัยองค์ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ ต้องใช้กำลังขาเดินขึ้นไปบนเจดีย์ที่มีความสูง 39.9 เมตร เพื่อกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

เดินย่อยต่อที่สตรีทอาร์ตเบตง (Street Art Betong) แลนด์มาร์กใหม่ของเมือง ภาพที่ผู้วาดตั้งใจบอกเล่าวิถีชีวิต ความหลากหลายทางวัฒนธรรม รวมไปถึงสัญลักษณ์ต่าง ๆ ของเบตง มีทั้งหมด 11 จุด แต่เราเลือกดูเฉพาะจุดที่กำลังขาของเราอยากเดิน ระหว่างทางเดินชมภาพวาดตามอาคารบ้านเรือน เราเห็นตึกคอนกรีตที่มีช่องเล็ก ๆ ใช้สำหรับเลี้ยงนกนางแอ่น นอกจากเบตงจะมีผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมอาศัยอยู่ร่วมกันแล้ว ยังมีมนุษย์และนกนางแอ่นที่อาศัยอยู่ในตึกละแวกเดียวกันด้วย พอถึงฤดูกาลก็เห็นนกนางแอ่นมาเกาะตามสายไฟตรงวงเวียนหอนาฬิกากันอย่างหนาแน่น

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก
บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

เดินย่อยอาหารกันจนเริ่มอยากนั่งพัก คุณไกด์จึงพาคณะเดินทางไปยังร้านสุวรรณรส เพื่อนั่งพักและเติมน้ำหวานเข้าร่างกาย ก่อนจะเข้าที่พักที่โรงแรมแกรนด์ แมนดาริน เบตง

มื้อเย็นเราฝากท้องกันที่ร้านอาหารต้าเหยิน ร้านอาหารจีนชื่อดังของเบตง ขึ้นชื่อแค่ไหนวัดจากจำนวนลูกค้าที่นั่งเต็มทุกโต๊ะตั้งแต่ชั้นล่าง อาหารจีนที่นี่เปิดประสบการณ์ลิ้นของฉันมาก ๆ แค่ผัดถั่วฝักยาวธรรมดา ความกรอบและความสดของถั่ว ทำให้คณะฉันร้องว้าวและหมดเกลี้ยงในไม่กี่นาที 

อิ่มท้องพร้อมประสบการณ์ลิ้นสุดประทับใจ ฉันก็เดินย่อยโดยการเที่ยวชมตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2467 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการติดต่อสื่อสารและรับฟังข่าวสาร เพราะส่วนบนของตู้ติดตั้งวิทยุกระจายเสียง มาเยือนตู้ไปรษณีย์เก่าแก่ขนาดนี้ฉันก็ต้องส่งโปสการ์ดสักหน่อย โดยอุดหนุนแม่ค้าละแวกนั้นที่จำหน่ายโปสการ์ดพร้อมสแตมป์ อ่อ ฉันส่งถึง The Cloud ด้วยนะ 

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก
บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

ส่งโปสการ์ดเสร็จก็เดินลอดอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ เป็นอุโมงค์ถนนที่ลอดผ่านภูเขา มีระยะทาง 268 เมตร ภายในอุโมงค์มีภาพสถานที่สำคัญของเบตงให้เก็บภาพ เมื่อโผล่มาอีกฝั่งของอุโมงค์ ฉันพบกับ (รูปปั้น) พี่ตูน บอดี้สแลม เพราะที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางวิ่งโครงการก้าวคนละก้าว

ถ่ายรูปเซลฟี่กับ (รูปปั้น) พี่ตูนเสร็จก็เดินสำรวจเมือง รถยนต์ที่มีป้ายทะเบียนของประเทศมาเลเซียขับผ่านไปมา เป็นสัญญาณว่านักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเริ่มข้ามแดนมาเที่ยวเบตงแล้ว ชาวเบตงและนักท่องเที่ยวนั่งทานอาหารสตรีทฟู้ด ผู้คนจำนวนมากต่อคิวรออุดหนุนโรตีเจ้าดัง ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกทีก็เดินถึงห้องพักแล้ว นี่ฉันเดินเล่นในเบตงคนเดียวเหรอเนี่ย ชิลล์มาก ๆ

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

เสียงนาฬิกาจากมือถือปลุกฉันให้ลุกจากเตียงตอนตี 3 ฉันอาบน้ำ แต่งตัว และลงมาที่ล็อบบี้โรงแรมตอนตี 3 ครึ่ง ตามเวลานัดหมาย แต่กลับพบความว่างเปล่า ปกติพี่ ๆ วัยเก๋าจะลงมาก่อนเวลานัดทุกที แต่ทำไมครั้งนี้ฉันลงมาไม่เจอใครเล ย แม้กระทั่งไกด์

“สวัสดีค่ะ ไม่แน่ใจว่านัดไปดูทะเลหมอกกี่โมงนะคะ” ฉันโทรถามไกด์ด้วยความกังวล 

“Morning Call ตี 3 ครึ่งครับ และนัดกันตี 4 ครึ่ง” ไกด์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงงัวเงีย 

นอกจากจะจำเวลาผิดแล้ว ฉันยังไประรานการนอนของไกด์ด้วย 

ระหว่างเดินทางไปเขาไมโครเวฟที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเบตง 32 กิโลเมตร เพื่อไปชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวง – ฉันหลับค่ะ ในรถตู้ไม่มีท่านใดมีปัญหาเรื่องการตื่นเช้านอกจากดิฉันคนเดียว

ลืมตาอีกทีก็ถึงที่จอดรถ เพื่อต่อรถของชาวบ้านขึ้นไปชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวง โดยมีพาหนะให้เลือก 2 รูปแบบ ได้แก่ ถ้าอยาก (หวาด) เสียวเดี่ยวก็เลือกนั่งมอเตอร์ไซค์ ถ้าอยาก (หวาด) เสียวหมู่ก็เลือกนั่งรถสองแถว เพราะทางขึ้นชันและโค้ง ต้องอาศัยประสบการณ์ในการขับขี่

พอถึงจุดชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ฟ้ายังไม่สว่างดี ฉันเห็นแววตาของไกด์ดูมีความกังวล  คอยมองไปยังเบื้องหน้าที่ควรจะแทนที่ด้วยหมอกแล้ว แต่บัดนี้กลับยังมีพื้นที่ว่างอยู่

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

“ทะเลหมอกวันนี้อาจจะไม่เต็มพื้นที่นะครับ เพราะเมื่อคืนฝนตก” และนั่นคือสาเหตุของแววตาคู่นั้น “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หมอกไม่เต็มก็สวยอีกแบบ เพราะเราได้เห็นสีเขียวของต้นไม้ด้วย” ฉันตอบกลับไกด์ด้วยเสียงแจ่มใส แต่สมองยังคงง่วงอยู่ (ฉันมีปัญหาเรื่องการตื่นเช้าจริง ๆ แหละ)

ฉันสังเกตว่าพี่ ๆ วัยเก๋าในคณะมีความสุขกับการชมวิว ไม่มีใครบ่นเรื่องหมอกไม่เยอะ ต่างคนต่างผลัดกันถ่ายรูปให้กันและกันด้วยท่าทีสบาย ๆ เป็นกันเอง และช่วยกันดูแลไม่ให้ล้ม 

ทั้งดูแลคู่ชีวิตของตนเอง แล้วยังเผื่อแผ่มาดูแลฉันและเพื่อนร่วมทางอีกด้วย

อากาศสดชื่นทะลุหน้ากากที่ฉันสวมเลยค่ะ วิวก็สบายตา ผู้คนก็เป็นมิตร เดินเล่นทอดอารมณ์สักพักใหญ่ ๆ ก็เดินทางไปถ่ายรูปที่สะพานแขวนแตปูซู เป็นสะพานแขวนที่ทำด้วยไม้เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรของชาวบ้าน และตรงสะพานฉันก็ตื่นเต้นกับไก่เบตงค่ะ ฉันถ่ายรูปไก่พร้อมตะโกนว่า

“นี่ไง ๆ ไก่เบตง” แต่ ๆ คุณไกด์รีบตะโกนบอกฉันว่า “นั่นไม่ใช่ไก่พันธุ์เบตงครับ” 

คณะเรากลับมาทานอาหารมื้อเช้าที่ร้านติ่มซำไทซีฮี้ ร้านติ่มซำชื่อดังแห่งเมืองเบตง พวกเราละลานตากับสารพัดติ่มซำและดื่มด่ำกับชา แต่ชา ชาชื่ออะไรนะ ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้ รู้แค่ว่ามีส่วนผสมของชา ชะเอม และเก๊กฮวย ดื่มแล้วให้ความสดชื่น มีแรงใช้ชีวิตในเช้าวันใหม่

บินเดี่ยวเที่ยวเบตง จ.ยะลา กับคณะวัยเกษียณ กินเที่ยวรอบเมือง และตื่นเช้าไปดูทะเลหมอก

ฉันเดินกลับที่พักเพื่อทำธุระส่วนตัวพอให้ได้พักกระเพาะ ก็ออกเดินทางไปทานเฉาก๋วยที่ร้านวุ้นดำ กม.4 ร้านดังอร่อยระดับตำนาน ที่ยังคงเคี่ยวหญ้าเฉาก๋วยด้วยเตาฟืน ทำให้มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ทำมานานแค่ไหนสังเกตได้จากคราบเขม่าฟืนบนเพดาน พอทานของหวานแล้วก็ออกเดินทางไปเดินย่อยกันต่อที่อุโมงค์ปิยะมิตร ในอดีตเป็นฐานที่มั่นของโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายา ทางขึ้นไปชมอุโมงค์มีความชุ่มชื่นสูงมาก สังเกตได้จากต้นมอสขึ้นปกคลุมอยู่มากมาย ทำให้ฉันนึกถึงดอยอินทนนท์ 

สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!

เราเพลิดเพลินกับการเดินชมธรรมชาติอย่างช้า ๆ แวะตามจุดต่าง ๆ เพื่อฟังคำบรรยายจากคุณไกด์ เราเห็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวจีนคอมมิวนิสต์ที่ต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนในป่า ไม่ว่าจะเป็นปล่องไร้ควันที่ใช้หลักขงเบ้งทำให้ควันกลายเป็นหมอก เพื่อกลบเกลื่อนไม่ให้ควันลอยขึ้นด้านบน การนำทรายในน้ำตกมาก่อสร้าง การซักผ้าและจุดตากผ้า เพราะอาศัยอยู่ในป่าที่มีความชื้นสูง ได้รู้จักเห็ดหลินจือป่าสีดำที่ขึ้นตามต้นไผ่ เดินไปเดินมาเริ่มไต่ระดับขึ้นสูงเรื่อย ๆ เดี๋ยวนะ ทำไมอยู่ ๆ ฉันมาเดินป่า

เดินมาจนถึงอุโมงค์ปิยะมิตรที่เปิดให้เข้าชม มีความยาว 1 กิโลเมตร ใช้เป็นหลุมหลบภัยจากการทิ้งระเบิดทางอากาศ ด้านในมีทั้งห้องทำงาน ที่นอน ห้องพยาบาล และห้องอาหาร 

เดินเที่ยวชมอุโมงค์ปิยะมิตรเสร็จ ทางลงอีกฝั่งก็มีต้นไทรใหญ่พันปี ยืนโดดเด่นคอยให้ร่มเงามากว่า 1,000 ปี นับว่าเป็นหนึ่งในต้นไม้ยักษ์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดทางภาคใต้ 

สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!
สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!

ฝนเริ่มลงเม็ด เรากำลังเดินทางไปสวนหมื่นบุปผา สถานที่ที่อยากมามากที่สุดเพราะฉันชอบดอกไม้ ระหว่างทางระดับของที่ปัดน้ำฝนหน้ารถก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงสวนหมื่นบุปผา คณะเราทานอาหารกลางวันที่นี่ โดยมีเมนูอาหารที่เข้ากับบรรยากาศสายฝนโดยไม่ได้ตั้งใจ

มีจิ้มจุ่มปลานิลสายน้ำไหลที่เลี้ยงโดยระบบน้ำไหลธรรมชาติ ไม่มีกลิ่นโคลน เนื้อแน่น ทานคู่กับผักน้ำ ผักขึ้นชื่อของเบตง อร่อยเลิศล้ำต้องมาลองค่ะ หลังมีความสุขกับอาหารมื้อกลางวัน สายฝนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดแรง ฉันจึงทำใจไว้ว่าถึงไม่ได้ลงไปเดินเล่นถ่ายรูปกับดอกไม้ แต่ได้เห็นดอกไม้อยู่คู่กับสายฝน มันก็เป็นภาพที่ให้ความสดชื่นไปอีกแบบ ขากลับจากสวนหมื่นบุปผา เราแวะถ่ายรูปป้าย OK Betong มีที่มาจากภาพยนตร์เรื่อง โอเค เบตง เมื่อเกือบ 20 ปี แต่ยังคงติดหูฉันและหลาย ๆ คนจนถึงทุกวันนี้

สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!
สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!

ก่อนกลับมาทานมื้อเย็นที่โรงแรม คณะเราแวะแช่เท้าที่บ่อน้ำร้อนเบตง บ่อน้ำร้อนธรรมชาติขนาดกว่า 3 ไร่ มีน้ำร้อนผุดขึ้นมาจากใต้ดิน มีแร่ธาตุมากมาย นำไข่มาต้มได้ที่บ่อแห่งนี้ด้วย

มื้อเย็นคณะเราฝากท้องไว้ที่ห้องอาหารของโรงแรม มีเมนูไก่เบตง เคาหยก และบรรดาเมนูอาหารจีนอื่น ๆ ที่สุดแสนอร่อย พวกเราทานอาหารกันอย่างสนุกสนาน พูดคุยกันถึงผลไม้ขึ้นชื่อของเบตง ช่วงธันวาคมถึงกุมภาพันธ์มีส้มโชกุน รสหวานอมเปรี้ยว เปลือกบางปลอกง่าย และมีกลิ่นหอม ช่วงกรกฎาคมถึงสิงหาคมมีทุเรียนเบตง 

พวกเราพูดถึงป้ายทะเบียนเบตง ที่เป็นอำเภอเดียวในประเทศไทยที่มีป้ายทะเบียนเป็นของตนเอง เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางนานมากเพื่อเข้าไปขอป้ายทะเบียนที่อำเมือเมืองยะลา และพูดถึง ‘แท็กซี่เบนซ์’ ที่ใช้รถเบนซ์มาเป็นแท็กซี่ให้บริการระหว่างอำเภอเมืองยะลา-อำเภอเบตง

สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!

พูดคุยกันไปมา ฉันได้ยินคุณพี่วัยเก๋าท่านหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “เขามีเนื้อเพลงจีนไหมนะ” สักพักฉันก็ได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงเพลงจีนดังขึ้นบนเวที พอฉันหันไปมองก็ถึงกับอึ้ง เพราะคุณพี่วัยเก๋าเจ้าของคำถามเมื่อครู่ยืนอยู่บนเวทีของห้องอาหารเรียบร้อย และเมื่อเปล่งเสียงร้องเพลงจีนที่สุดแสนไพเราะออกมา เสียงปรบมือและเสียงเฮก็ดังลั่นร้าน มาจากบรรดาลูกค้าโต๊ะอื่นด้วย เป็นการทานอาหารที่ฉันประทับใจมาก ๆ เหมือนมาทานอาหารกับญาติ ๆ และลูกค้าท่านอื่นก็ผลัดกันขึ้นโชว์เสียงร้อง

เช้าวันสุดท้ายที่เบตง พวกเราทานอาหารกันที่โรงแรม แวะซื้อของฝากที่ตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง แวะร้านสมุนไพรที่นำภูมิปัญญาของชาวจีนคอมมิวนิสต์มาผลิตเป็นยาเพื่อเผยแพร่ให้กับคนรุ่นหลัง 

ฉันซื้อน้ำผึ้งป่าเบตงกลับบ้านถึง 2 ขวด และแวะร้านรังนกซึ่งเป็นร้านสุดท้ายของทริปนี้ โดยร้านนี้มีคุณพี่วัยเก๋าเลี้ยงรังนกโสมฉันด้วย ปลื้มปริ่มหัวใจมาก ๆ 

สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!

คุณไกด์มาส่งคณะเราที่สนามบินพร้อมขนมปังและน้ำไว้รองท้องก่อนขึ้นเครื่อง เพราะที่สนามบินยังไม่มีร้านจำหน่ายอาหารและน้ำ ประกอบกับไฟลต์บินของพวกเราตรงกับมื้อเที่ยงพอดี

เครื่องบินใบพัด Q400 นามว่านกแอนนาแลนดิ้งที่สนามบินดอนเมืองเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับประสบการณ์ที่สนุกสนานและประทับใจของฉัน โอเค เบตง ใช่ค่ะ เบตง โอเคมาก ๆ

 “ชีวิตก็เหมือนจักรยาน ถ้าอยากสนุก ก็ต้องรู้จักถีบ” จากภาพยนตร์เรื่อง โอเค เบตง

สาวบินเดี่ยวไปสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดยะลากับแพ็กเกจทัวร์พ่วงคณะวัยเกษียณ สนุก ประทับใจ จนต้องอุทาน OK Betong!

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ณสิตา ราชาดี

งานหลักคือพนักงานเอกชน งานรื่นรมย์คือ (อยากเป็น) นักเขียน

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

27 มิถุนายน 2560
9 K

เมื่อพูดถึงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส สิ่งที่ผุดพรายขึ้นมาในหัวเราเป็นอันดับแรกๆ คืออะไร หอไอเฟล น้ำหอม แฟชั่น โมนาลิซ่า ความหรูหรา หรือความโรแมนติก?

ในม่านหมอกของความงดงามเหล่านั้น ปารีสได้ชื่อว่าเป็นนครแห่งแสงสว่าง (La Ville LumièreThe City of Light) เพราะเป็นเมืองแรกในยุโรปที่ติดตั้งเสาไฟตะเกียงเเก๊สหลายหมื่นดวงบนท้องถนนในทศวรรษ 1860 ทำให้กลายเป็นเมืองหรูหราสว่างไสวไม่มีวันหลับ นำมาซึ่งความสำรวยสำราญทั้งในยามกลางวันและกลางคืน สมกับเป็นเมืองที่ผู้คนเฝ้าฝันถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสไว้ในพระราชนิพนธ์ ไกลบ้าน ว่า ปารีสเป็น ‘เมืองบรมสุข’

นอกจากความสว่างไสวที่มองเห็นได้ด้วยสายตาแล้ว ปารีสยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่จุดไฟส่องสว่างทั้งในสมองและจิตใจ เนื่องจากเป็นบ้านเกิดของปัญญาความคิดหลายสาขาตั้งแต่อดีตกาล กลิ่นหอมรัญจวนของน้ำหอมชโลมเมืองให้รื่นรมย์ คลอเคล้าไปกับอวลไออุดมการณ์ทางการเมืองและการปฏิวัติ สำนึกของ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ (Liberté, Égalité, Fraternité-คำขวัญประจำชาติฝรั่งเศส) ล่องลอยอยู่ในบรรยากาศ กระตุ้นให้แรงบันดาลใจแห่งประชาธิปไตยของไทย (ที่ตอนนี้อยู่ไหนไม่รู้) กำเนิดขึ้นที่มหานครแห่งนี้เมื่อ 90 ปีก่อน

ปารีส

ย่าน Quartier Latin (การ์ติเย ลาแตง) กลางกรุงปารีส ได้ชื่อว่าเป็นถิ่นชุมนุมปราชญ์ราชบัณฑิตมาเนิ่นนาน หนึ่งในสถานที่สำคัญที่สุดในย่านนี้คือมหาวิทยาลัยปารีส หรือที่รู้จักกันในชื่อ ซอร์บอนน์ (Université Paris-Sorbonne) ที่ก่อตั้งขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 12 ได้ชื่อว่าเก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของโลก (รองจากมหาวิทยาลัยโบโลญญาในอิตาลี) จวบจนปัจจุบันซอร์บอนน์ก็มีอายุเกือบ 1,000 ปีแล้ว ด้วยเหตุนี้ การ์ติเย ลาแตง จึงเป็นย่านของนิสิตนักศึกษาและเป็นแหล่งวิชาความรู้

ปารีส ปารีส

อพาร์ตเมนต์เลขที่ 9 ถนนซอมเมอราร์ (Rue de Sommerard) ตั้งอยู่บนถนนสายเล็กๆ ที่เงียบสงบในย่านนี้ ต้นเดือนกุมภาฯ พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1927) ท่ามกลางความหนาวเหน็บในฤดูหนาวของกรุงปารีส นักเรียนไทยที่ศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งศึกษาอยู่ในสายวิชาที่ต่างกัน 7 คน รวมกันเช่าห้องห้องหนึ่งในอพาร์ตเมนต์เลขที่ 9 แห่งนี้ เพื่อใช้เป็นที่ประชุมเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยาม ซึ่งเป็นการประชุมที่จริงจังมากทีเดียวเพราะใช้ไปเวลาทั้งสิ้น 4 วัน 5 คืน และในวันเริ่มการประชุมก็ตรงกับวันเกิดปีที่ 30 ของประยูร ภมรมนตรี หนึ่งในแกนนำ น่าสนใจที่บรรพบุรุษของเรามีกิจกรรมวันเกิดที่แสนยิ่งใหญ่และจะเปลี่ยนโฉมหน้าของบ้านเกิดเมืองนอนตลอดไป

ในบรรดาผู้ที่มาประชุมในครั้งนั้น มี 2 คนที่เราได้ยินชื่อกันจนคุ้นหู คนแรกคือ ปรีดี พนมยงค์ นักศึกษาปริญญาเอก สาขานิติศาสตร์ ผู้เป็นแกนนำและมันสมองของกลุ่ม อีกคนก็คือ ร้อยโท แปลก ขีตตะสังคะ นักเรียนทหารปืนใหญ่ ชื่อนี้อาจจะฟังดูไม่คุ้นนัก แต่ทุกคนคงจะร้องอ๋อเมื่อบอกว่า ท่านผู้นี้คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งต่อมาจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เป็นเวลาถึง 14 ปี 11 เดือน เป็นเรื่องแปลกดีที่ จอมพล ป. เกิดวันที่ 14 กรกฎา ตรงกับวันทลายคุกบัสตีย์ (Bastille) หมุดหมายสำคัญของการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นวันชาติฝรั่งเศสในเวลาต่อมา

การหารือในวันนั้นถือเป็นการประชุมทางการครั้งแรกของ ‘คณะราษฎร’ ใครจะนึกว่าโครงการบ้าบิ่นของคนหนุ่ม 7 คนที่เริ่มต้นในห้องเเคบๆ ในเมืองแห่งการปฏิวัติในวันนั้น จะเป็นจริงขึ้นในอีก 5 ปีต่อมา ใครจะเชื่อว่าความคิดที่หากปฏิบัติการไม่สำเร็จ คณะราษฏรจะกลายเป็นกบฏซึ่งมีโทษคือการประหารชีวิต จะนำพาประชาธิปไตยมาสู่ในในปี 2475 (แต่ตอนนี้อยู่ไหนแล้วหว่า)

ปารีส

ปัจจุบัน อพาร์ตเมนต์เลขที่ 9 ถนนซอมเมอราร์ ได้กลายเป็นโรงแรม Best Western Le Jardin de Cluny โรงแรมสี่ดาวที่เงียบสงบ เน้นการประกอบกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการท่องเที่ยงอย่างยั่งยืน ไฮไลต์หนึ่งของโรงแรมคือบุฟเฟต์อาหารเช้าแบบออร์แกนิกที่ให้บริการทุกเช้าในห้องอาหารเพดานโค้งสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13 สนนราคาค่าห้องตกคืนละ 250 – 360 ยูโร (ตีคร่าวๆ เป็นตัวเลขกลมๆ ตกประมาณ 9,000 – 13,000 บาท ได้นอนในตึกประวัติศาสตร์เลยนะ)

ตอนหาข้อมูลเขียนบทความเรื่องนี้เรานึกถึงหนังเรื่อง Les Misérables ที่ได้ดูเมื่อสี่ห้าปีก่อน (ซึ่งตอนนั้นอินมาก) หนังสร้างขึ้นมาจากวรรณกรรมอมตะนิรันดร์กาลเล่มหนามากของ Victor Hugo (เล่มดังอีกเล่มคือ Notre-Dame de Paris ที่ต้นฉบับดาร์กมาก แต่ Disney ใส่ความชวนฝันแล้วปิดท้ายด้วย Happy ending กลายมาเป็นแอนิเมชัน The Hunchback of Notre Dame ในปี 1996) Les Misérables ได้รับการยกย่องให้เป็นวรรณกรรมหนึ่งเล่มสำคัญที่สุดของฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 การประชุมของคณะราษฎรทำให้เรานึกถึงมาริอุส (แสดงโดย Eddie Redmayne) พระเอกของเรื่องกับแก๊งหนุ่มนักปฏิวัติ ซึ่งเป็นคนหนุ่มจากหลากหลายสาขา แต่มีอุดมการณ์ร่วมกันที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ยุคสมัยใหม่ ในตอนรวมตัวกันเพื่อประชุมวางแผนการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาล พวกเขาร้องเพลงชื่อ Red and Black มีท่อนหนึ่งที่จับใจและถ่ายทอดความรู้สึกของคนหนุ่มที่กำลัง ‘คิดการใหญ่’ ได้เป็นอย่างดี

“Have you asked of yourselves
What’s the price you might pay?
Is it simply a game for rich young boys to play?
The colours of the world are changing
day by day…”

หนุ่มนักปฏิวัติใน Les Misérables รวมตัวกันในชื่อ The Friends of the ABC (Les Amis de lABC) มีที่มาจากการอ่านออกเสียงตัวอักษร A B C แบบฝรั่งเศส เป็น อา เบ เซ ซึ่งไปคล้ายกับเสียงอ่านคำว่า abaissés (แปลอังกฤษว่า the “lowly” / abased) สื่อความหมายประมาณว่าเป็นกลุ่มคนที่ถูกกดให้ต้อยต่ำ (จากอำนาจของผู้ปกครอง) ความหมายนี้ทำให้เรานึงถึงคำว่า ‘คณะราษฎร’ แม้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี 2555 จะให้ความหมายของคำว่า ‘ราษฎร’ เอาไว้ว่า ‘พลเมืองของประเทศ’ แต่ปรีดี พนมยงค์ ผู้เลือกใช้ชื่อคณะราษฎรได้อธิบายความหมายของคำว่าราษฎรเอาไว้ว่า พลเมืองสยามส่วนมากซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองสมัยนั้นเรียกตัวเองว่าราษฎร… คือแสดงถึงลักษณะของพลเมืองส่วนใหญ่ที่ถูกปกครองโดยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้น เราจึงถือว่าเราเป็น คณะราษฎร เพราะเราทำตรงกับความต้องการของราษฎร” เราจึงคิดว่าความหมายของ The Friends of the ABC ก็มีเซนส์เดียวกับความหมายของคำว่า คณะราษฎร ที่ปรีดีกล่าวไว้เลยทีเดียว

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

เหล่าปัญญาชน นักคิดนักเขียน และศิลปิน ในปารีสมักรวมตัวกันที่ café ซึ่งไม่ได้เสิร์ฟแค่ชากาแฟอย่าเดียวเท่านั้น แต่ café ในปารีสยังเสริฟอาคารคาวหวานทั้งเบาทั้งหนักและเครื่องดื่มนานาชนิดตลอดทั้งวัน
The Friends of the ABC พบปะกันที่ Café ABC เช่นเดียวกับคณะราษฎรก็พบปะกับที่ café (ลองนึกถึงการพบปะที่ café ของเหล่าคนดังในยุค 1920 ในหนัง Midnight in Paris-สมัยเดียวกันกับยุคกำเนิดคณะราษฎรในปารีส) ท่านผู้หญิงพูนสุข พนมยงค์ คู่ชีวิตของปรีดีเล่าไว้ว่า

เมื่อครั้งที่นายปรีดีเป็นนักศึกษา เคยมาเดินเล่นและพูดคุยปัญหาบ้านเมืองกับเพื่อนคนหนึ่ง บางวัน ข้าพเจ้ากับนายปรีดีออกจาก Sainte-Geneviève แล้วก็มานั่งเล่นที่ร้านกาแฟ Café Select มุมถนน Rue des Ecoles ตัดกับถนน Boulevard Saint-Michel… นายปรีดีเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ที่ร้านกาแฟนี้ นายปรีดีและเพื่อนๆ ร่วมกันคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปรารถนาให้สยามประเทศมีรัฐธรรมนูญ มีรัฐสภา มีเสรีภาพและประชาธิปไตย… เมื่อ 2 ปีก่อน (พฤษภาคม 2542) ข้าพเจ้าหวนกลับไปปารีสอีกครั้ง ร้าน Café Select ปัจจุบันเป็นร้านขายเสื้อผ้า ไม่หลงเหลือสภาพเดิมให้ปรากฏ”

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

แต่อย่างไรก็ตามมีหนังสือบางเล่มกล่าวว่าร้าน Café Le Select ยังเปิดให้บริการอยู่จนถึงทุกวันนี้ เราตามรอยจนไปถึงร้านเลขที่ 99 boulevard du Montparnasse ไม่ไกลจากย่านการ์ติเย ลาแตง นัก ก็พบร้านกาแฟปารีเซียงคลาสสิก ตั้งเก้าอี้หวายน่าเอ็นดูไว้หน้าร้านเช่นเดียวกับร้านกาแฟทั่วไปในปารีส แต่โดดเด่นด้วยไฟนีออนขดเป็นคำว่า Le Select ชื่อของร้าน Café แห่งนี้เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 1923 (พ.ศ. 2466) เป็นร้านดังพอตัวในฐานะที่พบปะของเหล่านักคิด มีศิลปินเซเลบอย่าง Picasso และนักเขียนดังอย่าง F. Scott Fitzgerald (คนเขียน The Great Gatsby) และ Ernest Hemingway (คนเขียน The Old Man and the Sea) เเวะเวียนมาเขียนงานบ้าง เจอเพื่อนบ้าง กินข้าวบ้าง

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

เราสั่ง Café gourmand กับบริกรที่เป็นคุณลุงรุ่นเก๋าท่าทางใจดี เพื่อนเราที่เรียนอยู่ที่ปารีสแนะนำให้สั่งเมนูนี้เพราะจะได้ละเลียดทั้งกาแฟเอสเพรสโซเคล้าคลอกับขนมหวานที่เสริฟพร้อมกันมาหลากหลายชนิดตามแต่ละร้านจะเลือกสรรจัดให้ (ซึ่ง gourmand นอกจากจะแปลว่านักชิมแล้วยังแปลว่าตะกละด้วยเเหละ) ชมร้านไปพลาง จิบกาแฟพลาง กินขนมไปพลาง ก็ได้แต่นึกคิดไปว่า ร้านนี้รึเปล่านะ โต๊ะตัวนี้ใช่ไหม เก้าอี้ตัวนี้รึเปล่า ที่เหล่าคนหนุ่มกลุ่มหนึ่งมานั่ง มาพบปะกัน เมื่อ 90 ปีก่อนเพื่อคุยกันถึงอนาคตที่ใฝ่ฝันถึง

ภาพ :  www.parisenimages.fr

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

 

 


 

อ้างอิง

กษิติ มงคลนาวิน, ฝรั่งเศส. กรุงเทพฯ : ปราชญ์เปรียว, 2549.

เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์. ปฏิวัติ 2475. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2560.

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ไกลบ้าน. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์, 2545.

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. 2475 การปฏิวัติสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติม. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์
      และมนุษยศาสตร์, 2543.
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475. พิมพ์ครั้งที่ 5 ฉบับแก้ไขและปรับปรุงครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ :
      ฟ้าเดียวกัน, 2553.
พูนศุข พนมยงค์, ท่านผู้หญิง. ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น 95 ปี 4 เดือน 9 วัน พูนศุข พนมยงค์. กรุงเทพฯ : ตถาตา
      พับลิเคชั่น, 2551.

Writer & Photographer

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load