ที่อาบาน่า (Havana) เมืองหลวงของประเทศคิวบา (Cuba) ประติมากรรม รูปหล่อ หรืออนุสาวรีย์อาจไม่ได้มีไว้สำหรับบุคคลสำคัญระดับท้าวพระยามหากษัตริย์เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึง แม้บุคคลนั้นจะเป็นเพียงคนเดินดินธรรมดา ๆ แต่หากเรื่องราวชีวิตของเขาเหล่านั้นดันไปสะกิด ‘โดน’ ต่อมอะไรสักต่อมหนึ่งของชาวอาบาน่า หรือ ‘โลส อาบาเนโรส‘ (Los Havaneros) แล้วล่ะก็ เขาจะไม่ปล่อยให้บุคคลผู้นั้นตายสาบสูญไปได้ง่าย ๆ

ในเมืองนี้จึงมีประติมากรรมที่ทำจากทองแดง หรือโลหะอื่นๆ ตั้งอยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วเมืองเต็มไปหมด

บางที่….ไม่สังเกต ก็ไม่เจอ เพราะคุณพี่มาแบบเนียน ๆ

ลองไปสำรวจกับผมเลยดีกว่านะครับ

อาบาน่า อาบาน่า อาบาน่า อาบาน่า

1

ในบ่ายวันที่อากาศร้อน ๆ ถ้าหากได้หลบเปลวแดดไปดื่มด่ำไดกิรีรสละมุนที่ บาร์เอล ฟลอริดิต้า (El Floridita) ก็อย่าลืมหันเข้าหาบาร์แล้วดูทางมุมซ้ายมือนะครับ จะพบว่า ‘ปาป้า’ กำลังละเลียดไดกิรีอยู่กับพวกเราด้วย

สถิติผู้สั่งไดกิรีสูงสุด 12 แก้วในบ่ายวันเดียวคือปาป้า เออร์เนสต์ เฮมมิ่งเวย์ ผู้นี้ และเป็นสถิติที่วันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถทำลายได้

เออร์เนสต์ เฮมมิ่งเวย์ (Ernest Hemingway) เป็นนักประพันธ์ผู้มีชื่อเสียงชาวอเมริกัน เจ้าของวรรณกรรมชั้นเอกของโลกมากมายอย่างเช่น The Sun Also Rises, Death in the Afternoon, A Farewell to Arms, For Whom the Bell Tolls รวมทั้ง The Old Man and the Sea ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ และต่อมาก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในฐานะผู้สื่อข่าวสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

เฮมมิ่งเวย์ย้ายมาอาศัยอยู่ที่กรุงอาบาน่า ประเทศคิวบาตั้งแต่ ค.ศ. 1939 และใช้ชีวิตอยู่หลายปี พร้อมผลิตวรรณกรรมคุณภาพสู่ผู้อ่านอีกมากมาย คนท้องถิ่นต่างเรียกขานนักเขียนผู้นี้อย่างสนิทสนมว่า “ปาป้า” แม้ตัวจริงจะจากโลกนี้ไปแล้ว ชาวอาบาน่าก็พาร่างจำลองของปาป้าไปอยู่ในจุดที่เขาน่าจะโปรดปรานที่สุดคือที่เคาเตอร์บาร์

อาบาน่า

อาบาน่า

อาบาน่า

อาบาน่า

2

หากเดินต่อมาที่หน้าวิหารซานฟรานซิสโก เด อาซิส (San Francisco de Asís) จะมีรูปปั้นผู้ชายผมยาวเกาะแน่นเป็นสังกะตังหนวดเครารุงรังเดินหอบของพะรุงพะรังเต็มมือ มีตั้งแต่ดอกกุหลาบ ช้อนส้อม แอปเปิ้ล ส้ม ส่วนแขนของเขานั้นก็หนีบหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เขาคือชายสติเสียที่ตระเวนไปทั่วจตุรัสหน้าวิหารแห่งนี้ในช่วง ค.ศ. 1950

ผู้คนขนานนามชายผู้นี้ว่า El Caballero de Paris (เอล กาบาเยโร เด ปารีส์) หรือ ‘สุภาพบุรุษแห่งปารีส’

ไม่มีใครทราบแน่นอนว่าเขาเป็นใครมาจากไหน แต่กิริยาของเขาช่างสุภาพอ่อนโยนประหนึ่งชายผู้กำเนิดในตระกูลขุนนางชั้นสูงของฝรั่งเศส ซึ่งขัดกับการแต่งตัวที่สกปรกรกรุงรัง เขาจะยื่นดอกไม้ให้ผู้หญิงที่เดินผ่านไปมาพร้อมจูบเบา ๆ ที่มือประหนึ่งว่าเธอเหล่านั้นคือสตรีผู้สูงศักดิ์จากราชสำนักแวร์ซาย ส่วนของที่เขาเก็บได้และหอบไปไหนต่อไหนด้วยเสมอนั้น เขาก็จะนำไปแลกอาหารจากคนทั่วอาบาน่าแทนการไปขอกินฟรีๆ

เขาชอบถกปรัชญาชีวิต การเมือง และศาสนาพร้อมกับทักทายผู้ที่สัญจรผ่านไปผ่านมาอย่างเป็นมิตร แม้ว่าจะดูบ้าบอ แต่ก็ไม่เคยทำร้ายใคร และเมื่อเขาตาย ศพของเขาก็ได้รับการฝังในวิหารซานฟรานซิสโก เด อาซิส แห่งนี้

‘สุภาพบุรุษแห่งปารีส‘ ดูจะโด่งดังมากทีเดียว เพราะทุกวันนี้ยังมีคนแต่งตัวเลียนแบบเขายืนเป็นหุ่นบ้าง ส่งจูบบ้าง ยื่นดอกไม้บ้างอยู่ทั่วไปในเมืองอาบาน่า

อาบาน่า

อาบาน่า

อาบาน่า

3

เดินต่อมาอีกไม่ไกลกันนัก เราจะพบรูปปั้นของหญิงสาวหน้าเศร้าที่ยืนอยู่หน้าโบสถ์ เด อานเฆล (Inglesia de Angel) เธอมีนามว่า เซซิเลีย บัลเดส (Cecilia Valdez)

นามสกุล ‘บัลเดส’ เป็นนามสกุลที่ทางการกำหนดให้กับผู้ที่เป็นกำพร้า แม้ไม่ได้เป็นพี่น้องกัน แต่ถ้าเกิดมาเป็นกำพร้าแล้วทุกคนจะใช้นามสกุลว่าบัลเดสเหมือนกันหมด

เรื่องราวของเธอเกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เมื่อคิวบายังเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิสเปน เธอเป็นสาวผิวสีลูกผสมสแปนิช-แอฟริกันที่ตกหลุมรักหนุ่มสเปนเชื้อสายขุนนาง แม้ว่าเขาได้ร่างเธอไป แต่ใจจริงแล้วเขาไม่ได้รักเธอเลย เพราะในที่สุดเขาก็ไปแต่งงานกับสาวสเปนเชื้อสายขุนนางที่อยู่ในวรรณะเดียวกัน

ในวันแต่งงานของเขา เซซิเลียได้กระโดดจากหอระฆังลงมาตายตรงลานหน้าโบสถ์แห่งนี้

ตรงที่ที่มีรูปปั้นเธออยู่ ใบหน้าเธอดูเศร้ามาก ๆ

อาบาน่า

อาบาน่า

อาบาน่า

อาบาน่า

4

ถ้าออกจากเขตเมืองเก่าอาบาน่า (Vieja Havana หรือบีเอฆ่า อาบาน่า) ก็ขอให้แวะไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะในเขตเบดาโด (Vedado) เมื่อไปถึงแล้วก็อย่าลืมมองหาจอห์น เลนอน ( John Lennon) นะครับ เขานั่งเนียนๆ อยู่ตรงนั้น บนเก้าอี้เหล็กกลางสวนและกำลังรอคุณอยู่

จอห์น เลนนอน ไม่เคยมาอาบาน่าเลย แต่เพลง ‘Imagine’ ของเขาดังถล่มทลาย พร้อมกับกระพือไฟปฏิวัติให้ลุกโชนทั่วประเทศคิวบา

สิ่งที่ผมว่าน่ารักมาก ๆ คือคุณลุงท่านนึงที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของจอห์นจะมานั่งเป็นเพื่อนเขาทุกวัน หน้าที่ของคุณลุงคือดูแล ‘แว่นตา’ ให้เขา เวลาใครมาถ่ายรูป คุณลุงจะออกมา แล้วเอาแว่นตามาใส่ให้ทั้งจอห์นและผู้มาถ่ายภาพกับจอห์น มันเป็นแว่นตาทรงกลมดีไซน์เดียวกับที่เป็นเอกลักษณ์ของจอห์น เลนนอน นอกจากนี้คุณลุงจะเป็นช่างภาพให้ด้วย

ตรงพื้นปูนหน้ารูปปั้นจอห์นจะมีข้อความเขียนเป็นภาษาสเปนว่า
‘Diras que soy un senador pero no soy el unico’

(ดิราส เก๊ ซอย อุน เซนาดอร เปโระ โนะ ซอย เอล อูนิโกะ)

แปลว่า…

You may say I’m a dreamer, but I’m not the only one…

คุ้นไหมครับ…ประโยคนี้

หากมีโอกาสไปเที่ยวอาบาน่าแล้วล่ะก็ อย่าลืมดูรายละเอียดของเมืองแสนสวยแห่งนี้นะครับ ประติมากรรมเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่าง ๆ พร้อมจะเผยเรื่องราวอันเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ทำให้เรารู้จักและเข้าใจความเป็นมาและเป็นไปของอาบาน่า ผมเชื่อว่าทุกเรื่องราวจะทำให้คุณหลงรักแบบถอนตัวไม่ขึ้นเลย…

อาบาน่า

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

สุโขทัย นามจังหวัดนี้คนไทยที่ได้ร่ำเรียนวิชาสังคมศึกษาคงจดจำในฐานะราชธานีเก่า ควบคู่กับพระพุทธรูป สถูป เจดีย์สมัยนั้น ที่บัดนี้ได้หักทลายกลายสภาพเป็นวัตถุโบราณในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ พลอยให้หลายคนเข้าใจว่า จังหวัดนี้คงเหลือแต่ร่องรอยวัฒนธรรมในอดีตที่ไม่อาจหวนคืน

ทว่าความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะแม้ว่าสุโขทัยจะสิ้นสถานะเมืองหลวงมานานกว่า 500 ปี หากวิถีชีวิต จิตวิญญาณหลายด้านของอาณาจักรสุโขทัยกลับได้รับการสืบสานมาจนถึงปัจจุบัน

ที่เห็นได้ชัดคือการสร้างสรรค์ศิลปะจากก้อนดินอย่างเช่นเครื่องปั้นดินเผา สังคโลก พระพิมพ์ ซึ่งล้วนเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ชาวสุโขทัยทำขึ้นเพื่อใช้เอง และส่งขายเป็นรายได้สำคัญของหลาย ๆ ครัวเรือน

ปลายเดือนสิงหาคม 2565 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ได้ชักชวนสื่อท่องเที่ยวไปเปิดโลกของดินเมืองพระร่วง อันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Toursim) ซึ่ง อพท. กำลังผลักดันอยู่ในตอนนี้

นี่จึงไม่ใช่แค่ทริปเที่ยวชมเมืองหลวงเก่าธรรมดา แต่เป็นทริปเปิดโอกาสให้ชาวเมืองหลวงใหม่อีกหลายชีวิตได้เล่าเรียนวิชาภูมิปัญญาชาวบ้านโดยการทำงานศิลป์จากดินเหนียว ทั้งยังสร้างรายได้คืนสู่ท้องถิ่นตามแนวความคิดของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อีกด้วย

ปั้นและเขียนลายสังคโลกร่วมสมัย

ใต้ร่มไม้ใบบังของบ้านสวนอันร่มรื่นที่อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ‘โมทนาเซรามิก’ ได้ถือกำเนิดขึ้นจากความรักของหนุ่มสุโขทัยกับสาวลำปางเมื่อ พ.ศ. 2542

ทั้ง อู๊ด-เฉลิมเกียรติ บุญคง และ ไก่-อณุรักษ์ บุญคง ต่างก็ไม่ใช่ศิลปินมืออาชีพ เมื่อครั้งยังศึกษาในมหาวิทยาลัย ทั้งคู่ก็เลือกเรียนสาขาที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างศิลป์อย่างนิติศาสตร์ แต่เพราะความสนใจในศิลปะมาแต่เดิม บวกกับการได้เล่นปั้นดินน้ำมันกับลูกสาวในวัยเยาว์ สองสามีภรรยาจึงเริ่มลงมือทำงานปั้น ลองผิดลองถูกอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เซรามิกกลางสวน

นานกว่า 23 ปีที่โมทนาเซรามิกได้แจ้งเกิดมา บ้านอิฐหลายหลังได้รับการสร้างขึ้นเป็นแหล่งผลิตควบคู่กับแหล่งเรียนรู้ มอบโอกาสแก่คนนอกให้มาเห็นเครื่องปั้น และลองทำงานปั้นดูกับมือตัวเอง ไล่มาตั้งแต่ศาลาทำดิน ห้องปั้น ห้องเขียนลาย ศาลาเคลือบ เตาเผา ไปจนกระทั่งพิพิธภัณฑ์และร้านค้า

เมื่อคณะของเราไปถึง พี่อู๊ดและพี่ไก่ยืนรอต้อนรับอยู่หน้าบ้านอิฐที่ผนังฝังเครื่องถ้วยชามสังคโลกหลากขนาด ลวดลาย และรูปร่าง ซึ่งเกิดขึ้นจากหัวศิลป์และการลงแรงของทั้งคู่ 

เรือนอิฐหลังนี้คือพิพิธภัณฑ์โมทนาที่ภายในลายตาไปด้วยเครื่องปั้นสารพัดประเภท ถ้วย โถ โอ ชาม แก้วน้ำ ถาดรอง และอีกหลายชิ้นที่ยากจะเฟ้นหาคำมาเรียก กระจายอยู่ทั่วทุกมุมห้องอย่างเป็นหมวดหมู่ ทั้งของโบราณและของเก่าคลุกเคล้ารวมกันอย่างงดงามลงตัว

ทั้งสองคนได้ให้ความรู้กับเราว่า ชื่อ ‘สังคโลก’ มาจากชื่อสวรรคโลกหรือศรีสัชนาลัย เดิมเคยเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรสุโขทัยและเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นชนิดนี้ ภายหลังชื่อนี้ได้เพี้ยนเป็นสังคโลก และถูกใช้เรียกเครื่องปั้นดินเผาของสุโขทัย ในขณะที่เครื่องปั้นดินเผาคืองานปั้นที่ผ่านการเผาไฟ ตรงกับคำว่า Ceramic ในภาษาอังกฤษ

ได้รู้จักเครื่องปั้นชนิดต่าง ๆ กันไปแล้ว พี่อู๊ดมอบหมายให้กรุ๊ปทัวร์ของเราแยกกลุ่มเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งให้ลองทำงานเขียนลาย อีกกลุ่มให้ลองทำงานปั้น

ในห้องเขียนลายที่เย็นสบายด้วยเครื่องปรับอากาศ โต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กถูกจัดวางไว้บนพื้น พร้อมด้วยดินสอ กระดาษ หมึก พู่กันหลากขนาด เหนืออื่นใดคือจานเซรามิกที่ให้ผู้คนได้ทดลองทำเวิร์กชอป

พร้อมกับเสียงน้ำไหลที่เปิดคลอไว้ให้เกิดสมาธิ พี่ไก่ซึ่งรับหน้าที่ผู้สอนได้ให้คำแนะนำว่า ควรใช้ดินสอร่างลายลงไปในกระดาษก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงนำลวดลายที่ร่างไว้ไปเขียนบนจาน ตบท้ายด้วยการใช้พู่กันที่เธอตระเตรียมไว้ให้ วาดทับลงไปบนลายเส้นดินสอนั้น

ขั้นตอนการทำเวิร์กชอปเขียนลายนี้ พี่ไก่มักจะให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเขียนลายตามเครื่องสังคโลก แต่หากอยากเขียนลวดลายตามใจชอบก็ย่อมได้เช่นกัน เมื่อเขียนเสร็จแล้ว เธอจะให้เจ้าของผลงานเขียนชื่อพร้อมที่อยู่ เพื่อที่เธอจะได้ส่งคืนเจ้าของได้ถูกที่ถูกคนหลังนำไปเคลือบและเผาไฟแล้ว

ตัดมาที่ห้องปั้นของพี่อู๊ด ลูกศิษย์รุ่นใหม่ต่างกำลังหน้าดำคร่ำเครียดกับการฝึกหัดขึ้นรูปภาชนะอยู่ แก้วน้ำเป็นภาชนะอย่างง่ายที่เขาชอบใช้เป็นแบบให้ลองทำ อาศัยนิ้วมือในการกดดุนทรง และไม้เป็นอุปกรณ์เสริม ก็จะได้รูปทรงของแก้วออกมาอย่างไม่ยากเย็นนัก

เสร็จจากเวิร์กชอปที่กินเวลานานกว่าชั่วโมง คณะทัวร์หลายคนเริ่มผุดเครื่องหมายปรัศนีบนหัว ว่าผลงานฝีมือพวกเราที่ทำเสร็จแล้วจะเดินทางไปไหนต่อ สองผู้ก่อตั้งโมทนาเซรามิกเลยอาสาพาพวกเราตรงดิ่งไปยังหลังบ้าน ซึ่งเป็นที่หมายปลายทางของงานปั้นทุกชิ้น

เตาเผาโมทนาเซรามิกคือคำตอบของคำถามเมื่อครู่ รวมถึงฉายา ‘สังคโลกร่วมสมัย’ ซึ่งที่นี่นิยามตนเอง เพราะแทนที่จะใช้เตาโบราณอย่างเตาทุเรียง พี่อู๊ดกับพี่ไก่เลือกที่จะนำวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างเตาไฟฟ้าที่ให้ความร้อนสูงแตะหลัก 1,000 องศาเซลเซียส

เมื่อเราไปถึง ก็ได้เวลาที่จะต้องเปิดเตาพอดิบพอดี พี่อู๊ดจึงนำผลงานที่เผาเสร็จแล้วออกมาอวดแก่สายตาผู้มาเยือนทุกคู่ ก่อนที่เครื่องปั้นทั้งหมดนี้จะถูกส่งไปให้ลูกค้าซึ่งเป็นรีสอร์ตแห่งหนึ่งในทะเลอ่าวไทย

ผู้ใดชื่นชอบงานเซรามิกรวมถึงเครื่องปั้นใด ๆ ของยี่ห้อโมทนา ที่นี่มีร้านค้าสำหรับจัดจำหน่าย หรือหากจะมาทดลองทำเวิร์กชอปทั้งปั้นดิน เขียนลาย ขึ้นรูป หรือเคลือบก็ย่อมได้ โดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 750 – 1,000 บาท และต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ให้พี่ไก่กับพี่อู๊ดได้มีเวลาในการจัดเตรียมอุปกรณ์

กดลายพระพิมพ์ดินเผา

พระเครื่องซึ่งเป็นวัตถุมงคลในปัจจุบัน มีรากฐานมาจากพระพิมพ์ ซึ่งเป็นประติมากรรมขนาดเล็กรูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดจากการนำวัสดุต่าง ๆ เช่น ดินเหนียวและผงว่านมงคลมากดลงในพิมพ์ 

อาณาจักรโบราณในดินแดนไทยล้วนมีคติการปั้นพระพิมพ์ไว้เพื่อสืบทอดพุทธศาสนาไว้ทั้งสิ้น คติความเชื่อนี้ตกทอดมาสู่อาณาจักรสุโขทัยที่ได้ประจุพระพิมพ์ดินเหนียวฝังไว้ในสถูปเจดีย์ ด้วยความเชื่อแบบพุทธว่าทุกสรรพสิ่งไม่จีรัง เจดีย์ที่สูงใหญ่ก็อาจพังทลายลงมาได้ในวันหนึ่ง เมื่อวันนั้นมาถึง พระพิมพ์ที่ซ่อนองค์อยู่ในกรุของซากปรักหักพังเจดีย์เหล่านั้นก็จะทำหน้าที่บอกเล่าพุทธประวัติผ่านอิริยาบถของพระพุทธเจ้าในพระพิมพ์เหล่านั้นต่อไป

เรื่องราวของพระพิมพ์โบราณผ่านหูผ่านตา กบ-ณรงค์ชัย โตอินทร์ มาแต่เยาว์วัย ด้วยชาติตระกูลเป็นถึงลูกหลานควาญช้างของเจ้าเมืองสุโขทัยร้อยกว่าปีก่อน เขาจึงซึมซับประวัติความเป็นมาของสุโขทัยตลอดทั้งชีวิต ก่อนเลือกเอาดีด้านงานพิมพ์พระเมื่อเติบใหญ่

ท่ามกลางผืนไม้ที่ขึ้นรกเป็นทุ่ง รถของทัวร์สื่อมวลชนบุกป่าฝ่าดงมาถึง ‘บ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์’ ไม่ไกลจากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย หลานชายหญิงตัวน้อยของ ‘ลุงกบ’ ยิ้มร่าหน้าบานเมื่อพบกับคณะของเรา น้อง ๆ ทั้งสองเชื้อเชิญเราทั้งผองไปฟังบรรยายของผู้เป็นลุงที่เรือนไม้หลังเล็กที่แวดล้อมไปด้วยภาพวาดสะท้อนคติจักรวาลในพุทธศาสนาและแผนที่เมืองเก่าของสุโขทัย

ด้านหน้าของพวกเราคือตัวอย่างพระพิมพ์ฝีมือพี่กบแห่งบ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์ ซึ่งมีถึง 850 พิมพ์ ทั้งหมดทำโดยนายช่างแห่งดินแดนพระร่วงผู้นี้

หลังจากให้ความรู้ด้านพุทธประวัติ ความเชื่อเรื่องไตรภูมิ รูปแบบเจดีย์ และพระพิมพ์พอหอมปากหอมคอแล้ว หนุ่มใหญ่ชาวสุโขทัยผู้ยังรักษาสำเนียงเหน่อแบบไทยกลางปนเหนือก็ถือไม้เท้าประคองร่างตนเองไปนั่งหน้าชั้นเรียน โดยมีหลาน ๆ พากันเชื้อเชิญให้แขกเหรื่อไปนั่งตามเก้าอี้ว่าง

ห้องทำเวิร์กชอปของพี่กบอยู่ใต้หลังคามุงจาก โต๊ะเรียนเป็นโต๊ะไม้ตัวยาวซึ่งทอดเรียงเป็นแถว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละคนจะได้รับพิมพ์อย่างน้อยคนละ 2 ชิ้น 2 ลาย กระปุกแป้ง และก้อนดินที่ใช้พิมพ์ ทั้งหมดจัดเรียงอย่างสวยงาม ประดับดอกลีลาวดี รวมทั้งมีผลไม้ตามฤดูกาล เช่น กล้วย เงาะ ที่พี่กบตั้งรอไว้ให้คนทำกิจกรรมได้เลือกกินได้ตามใจต้องการ

การสาธิตวิธีทำพระพิมพ์ของพี่กบเริ่มตั้งแต่นำดินเหนียวมาตำคลุกกับผงว่านมงคลและส่วนผสมทั้งหลายในครกให้ได้เนื้อดินตามคุณสมบัติ ก่อนนำดินที่ตำเสร็จแล้วไปกดลงกับพิมพ์ที่เตรียมไว้ ลบลายนิ้วมือที่ติดอยู่ด้านหลัง ก่อนจะมาถึงขั้นตอนสำคัญที่เขามักเน้นย้ำให้เจ้าของพระพิมพ์องค์นั้นหลับตาลง ตั้งจิตอธิษฐาน รำลึกถึงพุทธคุณและบุคคลที่พึงได้รับพระพิมพ์องค์นั้น

แม้ในระยะหลังอาการเจ็บป่วยในตัวพี่กบจะไม่ยินยอมให้เขาใช้ร่างกายซีกหนึ่งของตนเองได้ แต่ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต เขาก็ยังใช้ร่างกายอีกครึ่งที่เหลือในการตำดินและพิมพ์พระอย่างชำนิชำนาญเหมือนเคย

แกะดินออกจากพิมพ์ พระพิมพ์ที่เพิ่งพิมพ์ลายเสร็จใหม่สด ๆ ร้อน ๆ ยังต้องนำไปตากแดดให้ดินแห้งแข็ง เท่านี้ก็ได้พระพิมพ์เป็นอันสมบูรณ์

การสาธิตลุล่วงไปด้วยดี ทุกคนจึงแยกย้ายไปพิมพ์พระบนที่นั่งของตัวเอง ในรอบนี้พี่กบมอบหมายให้แต่ละคนพิมพ์พระองค์ใหญ่ขึ้น และพิมพ์ไปจนกว่าดินเหนียวในสำรับของตนจะหมด

คราวนี้อุปกรณ์ 2 สิ่งที่ทุกคนจะต้องหัดใช้เองคือแป้ง ซึ่งช่วยโรยให้เนื้อดินไม่ยึดกับพิมพ์ ทำให้แกะออกได้ง่ายขึ้น กับมีดคัตเตอร์ซึ่งกรีดลงบนดินตามจุดที่เห็นว่าบิ่น ล้ำ หรือไม่ได้ขอบรูปทรงที่สวยงาม

แล้วระหว่างรอการตากแดดอันนานโข เพื่อไม่ให้ผู้มาทำเวิร์กชอปเบื่อหน่าย พี่กบก็พาเราทุกคนมาเล่นกิจกรรมสนุก ๆ อีกอย่างหนึ่ง อย่างเกมยิงธนู ลูกธนูที่พี่กบกับหลานใช้ยิงเป็นแบบไม่มีหัว และใช้วิธีการยิงแบบล้านนาซึ่งมีการตั้งมือ เหนี่ยวคันธนูไม่เหมือนกับแถบยุโรป

ทั้งลุงและหลานผลัดกันสอนมือใหม่หัดยิงธนูไม่นาน ทุกคนก็เกิดความคุ้นชินและเพลิดเพลินกับการเล็งเป้า หลายคนยิงจนลืมเลยทีเดียวว่ากำลังรอให้พระพิมพ์ของตนแห้งอยู่

พี่กบเล่าด้วยสีหน้านิ่งเฉยเป็นนิจ หากน้ำเสียงเผยความภูมิใจว่า ลูกศิษย์ลูกหาหลายคนที่มาเรียนทำพระพิมพ์กับเขา สามารถพิมพ์พระขาย สร้างรายได้กับตัวเองมากมาย คนที่มาฝึกเรียนวิชาพิมพ์พระกับเขาก็ไม่ได้มีเฉพาะคนไทย แต่ยังอุดมด้วยชาวต่างชาติมากมายหลายสัญชาติ ซึ่งช่วยให้พี่กบได้หัดพูดภาษาอังกฤษจนคล่อง และขณะนี้กำลังฝึกภาษาจีนอยู่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชุดใหม่ที่กำลังจะหลั่งไหลมาจากแผ่นดินมังกรในเร็ววัน

เช่นเดียวกับโมทนาเซรามิก บ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์ของพี่กบเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ไม่ว่าใครก็เข้าชมและทำพระพิมพ์ฝีมือตนเองได้ แต่ต้องนัดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน พร้อมกับค่าใช้จ่ายอีกคนละ 300 บาทเท่านั้น

ทริปนี้ให้แง่คิดกับเราหลายอย่าง และทำให้เรามองจังหวัดนี้ในมุมแปลกไปจากเดิม

ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรสุโขทัยสมัยพ่อขุนอาจเหลือเพียงแค่อดีต แต่พื้นความรู้ความสามารถของผู้คนยังสืบต่อมาถึงปัจจุบัน และจะเชิดหน้าชูตาให้แดนรุ่งอรุณแห่งความสุขนี้ต่อไปในอนาคต

ภาพ : อำนาจ เพ็งเอี่ยม

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load