เราเป็นคนอยู่ไม่สุข ปีที่ผ่านมาเรามีงานอดิเรกเพิ่มขึ้นมา 3 อย่าง เราเดินทางไปเที่ยวเฉลี่ยแล้วเดือนละครั้ง มีกิจกรรมต่างๆ ที่ชอบทำอยู่อีกร้อยแปดอย่าง ทั้งหมดที่ว่ามานี้ เราก็ยังทำงานประจำที่เราชอบมากไปพร้อมๆ กันด้วย ความตั้งใจของเราอย่างหนึ่งเมื่อปีใหม่ที่ผ่านมาคือ อยู่เฉยๆ บ้าง เที่ยวให้น้อยลงนิด ใจง่ายให้น้อยลงหน่อย แต่ก็เหมือนความตั้งใจตอนปีใหม่ของทุกคนนั่นแหละ ที่มันจะอยู่ได้ไม่ค่อยพ้นเดือนมกราคม

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เราใจง่ายขนาดตกลงปลงใจไปทริปเถื่อนทัวร์ที่บ้านหนองเต่า จังหวัดเชียงใหม่ จากคำโฆษณาประโยคสั้นๆ บนเฟซบุ๊กเท่านั้น หลังจากชวนเพื่อนพอเป็นพิธีแล้วไม่มีใครไปด้วย รู้ตัวอีกทีเราก็โอนค่าทริป จองตั๋วเครื่องบิน แล้วก็เก็บกระเป๋าไปเชียงใหม่เป็นรอบที่ 3 ของปี

บ้านหนองเต่า อากาศเย็นสบายผิดกับอากาศหน้าร้อนในเมืองอย่างกับคนละโลก กิจกรรมแรกของพวกเราคือการกินอาหารกลางวันมื้ออร่อยที่มีผักสดให้กินเป็นกะละมัง มันช่างเป็นการต้อนรับที่อิ่มหนำถูกใจเรามาก พอกินเสร็จ พี่หมวย หัวหน้าทริป ก็ชวนให้สมาชิก 12 คนนั่งล้อมวงเพื่อทำความรู้จักกัน และเริ่มทริปอย่างเป็นทางการ พี่หมวยบอกเราว่าวัตถุประสงค์ของทริปนี้ นอกจากจะได้มาเจออากาศดีๆ อาหารดีๆ แล้ว ยังอยากพาคนเมืองมารู้จักคนที่อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติอันเป็นต้นทุนของทุกความสบายที่เราใช้กันอยู่ในเมือง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดให้เกิดความเข้าใจกันและกันมากขึ้นด้วย

เรานั่งสุมหัวกันที่ใต้ถุนบ้านหลังย่อมริมสวนซึ่งมีพืชพันธ์ุหลายชนิด ที่นั่นเราเห็นข้อความพ่นอยู่บนกำแพงว่าที่แห่งนี้คือ Lazy Man College ข้อความที่ว่าตัวค่อนข้างเล็ก และไม่ได้ถูกจัดวางให้เด่นสะดุดตาอะไร จนทำให้เราคิดไปว่าคนที่ทำที่นี่เขาไม่อยากให้คนรู้ชื่อ หรือว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับการให้ชื่อมันกันแน่

แต่ไม่ว่าคนอื่นจะมองเห็นชื่อเสียงเรียงนามของมันหรือไม่ การติดป้ายชื่อเอาไว้อย่างนั้นก็เป็นการประกาศว่า ที่แห่งนี้มีการเรียนการสอนของคนขี้เกียจ

เอาล่ะสิ แล้วคนอยู่ไม่สุขอย่างเรากับคนขี้เกียจจะเข้ากันได้ไหมนะ

Lazy Man College

Lazy Man College

คนขี้เกียจแห่งบ้านหนองเต่า

คนก่อตั้งและตั้งชื่อ Lazy Man College ชื่อ โอชิ แม้จะมีชื่อคล้ายคนญี่ปุ่นแต่โอชิเป็นชาวปกาเกอะญอโดยแท้ แวบแรกที่เห็นเขาก็ดูไม่เหมือนคนขี้เกียจ แต่โอชิยืนยันว่าความขี้เกียจที่ว่ามาจากรากเหง้าของบรรพบุรุษเขาเลยทีเดียว ก่อนที่เราจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่ โอชิชี้แจงว่าไม่ใช่ว่าคนปากอเกอะญอขี้คร้านตัวเป็นขน มัวแต่นั่งชม้ายชายตาอะไรอย่างนั้น แต่ชื่อ ปกาเกอะญอ แปลว่า คนที่เรียบง่าย คนปกาเกอะญอใช้ชีวิตแบบพออยู่พอกิน ตามวิถีธรรมชาติ แต่ด้วยมาตรฐานความปากกัดตีนถีบของสังคมยุคใหม่ พฤติกรรมการหากินเพื่อพออยู่และการใช้ชีวิตตามจังหวะของธรรมชาติแบบไม่รีบไม่ร้อนเลยดูจะชิลล์เกินไปในสายตาคนทั่วไป แล้วก็มองพฤติกรรมนี้ว่าเป็นคนขี้เกียจ

เราเดาต่อว่าการตั้งชื่อสิ่งนี้ให้ฟังดูคล้ายสถาบันการศึกษาน่าจะมีที่มาจากชีวิตเขานั่นแหละ เขาออกจากระบบโรงเรียนตอนจบ .3 เพราะเห็นว่าการอยู่กับธรรมชาติและการอยู่นอกระบบจะทำให้เขามีโอกาสสร้างทักษะในการเข้าถึงความเรียบง่ายได้ดีกว่า และจะทำให้เขามีความสุขมากกว่า ด้วยความที่ไม่ต้องไปโรงเรียนทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ โอชิก็เลยมีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศทั่วโลกจากทุนของที่ต่างๆ และสิ่งที่เขานำกลับมาก็คือบทเรียน ทักษะชีวิต และความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เขาตั้งใจจะถ่ายทอดความคิดนี้สู่ผู้คนที่พร้อมจะรับฟังเขาเพื่อรักษามรดกที่บรรพบุรุษให้เขามาและเขาก็เชื่อว่าหนทางสู่ความสุขคือการเป็นคนที่เรียบง่ายและสนิทสนมกับธรรมชาติ

คนเมืองอย่างเราที่ทั้งไม่สนิทกับธรรมชาติและมีชีวิตที่สุดแสนจะวุ่นวาย แค่ได้ฟังเขาพูดด้วยจังหวะการพูดและการหยุดคิดที่เนิบช้าแต่หนักแน่น ก็หลงเชื่อไปแล้วว่าทริปนี้ต้องได้วิชาความสุขกลับบ้านไปแน่นอน

Lazy Man College Lazy Man College

วิทยาลัยคนขี้เกียจ   รายวิชา : ความสุข 101

บทเรียนที่ 1 : อะไรก็ได้ ง่ายๆ

หลังจากพวกเราแนะนำตัวแล้ว ก็ถึงเวลาไปรู้จักเจ้าถิ่นชาวปกาเกอะญอถึงในครัว ห้องครัวของทุกบ้านโอ่โถงมาก ดูเป็นส่วนสำคัญของบ้าน เครื่องครัวทุกชิ้นมีคราบสีดำเพราะผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน แสดงความโปรของแม่บ้านแต่ละบ้าน พี่หมวยกับโอชิให้ชาวปกาเกอะญอแนะนำตัวกับพวกเราผ่านอาหารจานเด็ดของพวกเขาที่เรียกว่าต่าพอเพาะ

โอชิอธิบายว่าต่าพอเพาะหน้าตาคล้ายข้าวต้ม ซึ่งเราว่ามันคล้ายข้าวตุ๋นตำรับเอ็มเคมากๆ แนวคิดก็คล้ายกันอีก คือนำวัตถุดิบตามชอบใจหรือตามแต่จะมีมาต้มรวมกับข้าว เท่านี้ก็ได้อาหารยอดฮิตของคนปกอเกอะญอแล้ว

เมนูนี้เกิดมาจากความที่คนปกาเกอะญอเป็นชนเผ่าที่พึ่งพาตัวเองและไม่มีที่ดินทำกินมากมาย แม่บ้านแต่ละบ้านในชุมชนเลยเอาอาหารที่บ้านตัวเองมีมารวมกัน ทั้งผัก สมุนไพร เครื่องเทศ เนื้อสัตว์ ต้มรวมกับข้าวให้พองๆ จะได้อิ่มกันได้หลายๆ คน เป็นอาหารที่ไม่ซับซ้อน แถมยังมีสารอาหารหลากหลาย ตอบโจทย์เรื่องปากท้องแบบตรงไปตรงมา โจทย์อื่นๆ ในชีวิตก็คงจะเหมือนกัน บางทีเราก็ไม่ต้องคิดแก้ปัญหาแบบซับซ้อนมาก เหนื่อยก็พัก ง่วงก็นอน เครียดก็หันไปทำอย่างอื่น กฎง่ายๆของเรื่องนี้คือ อะไรก็ได้ ให้มัน (เรียบง่าย เข้าไว้

กับข้าว

ข้าวตุ๋น

 

บทเรียนที่ 2 : เราทุกคนมีมากพออยู่แล้ว

กิจกรรมช่วงเย็น พวกเราออกไปเดินเล่นดูหมู่บ้าน มีครอบครัวหนึ่งชักชวนให้พวกเราเข้าไปกินสตรอว์เบอร์รี่ที่บ้านเขา สตรอวเบอร์รี่ลูกไม่ใหญ่มากก็จริง แต่ก็หวานและสดมากๆ ถ้าเป็นที่กรุงเทพฯ หน้าตาแบบนี้ราคาน่าจะแพ็กละร้อยกว่าบาท นี่เขาเอามาให้เรากินเป็นถัง พร้อมขอโทษขอโพยว่ามันอาจจะไม่สวยมาก เพราะถังนี้หยุดยาแล้ว โห สตรอว์เบอร์รี่ออร์แกนิกซะด้วย ในซูเปอร์มาเก็ตนี่ก็น่าจะราคาแพ็กละสองร้อยกว่าบาทแน่ๆ 1 แพ็กมี 9 ลูก ทั้งถังนี้น่าจะหลายตังค์อยู่ เขาบอกว่าถ้าไม่มีพวกเรามาช่วยกินวันนี้เขาจะทิ้ง!

สตรอว์เบอร์รี่ฟรีถังนั้นทำให้เรานึกถึงสิ่งที่โอชิเล่า (บ่น) เมื่อช่วงเช้าว่า อย่างหนึ่งที่เขาอยากให้ชาวบ้านได้รู้คือ จริงๆ แล้วพวกเขารวยมากนะ แค่พวกเขาลืมตาตื่น ก็มีทั้งอากาศดีๆ วิวสวยๆ แล้วก็อาหารที่ดีกว่าคนในเมืองเยอะรออยู่ตรงหน้า แต่โอชิก็ต้านกระแสความรวยตามนิยามปัจจุบันที่เข้ามาสู่คนในหมู่บ้านผ่านอินเทอร์เน็ต 4G และจานดาวเทียมได้ยาก เขาบอกว่าถ้ามีโอกาสก็ให้พวกเราช่วยบอกชาวบ้านอีกแรงด้วย

การที่พวกเรากินสตรอว์เบอร์รี่อย่างเอร็ดอร่อย ชมไม่ขาดปาก แถมยังขอเอาไปเผื่อเพื่อนร่วมทริปที่ไม่ได้มากินด้วย น่าจะทำให้เจ้าของสวนคนนั้นรู้สึกว่าเป็นเศรษฐีขึ้นมาเลยทีเดียว

สตรอว์เบอร์รี่ของเจ้าของสวนก็คงเหมือนเสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้าบ้านเราที่มีมากเกินจะใส่ให้หมด ถึงเวลาก็ต้องเอามาโละทิ้ง โละแจก ความดีใจของเราเวลาได้กินสตรอว์เบอร์รี่ที่เขาจะทิ้ง คงคล้ายกับความดีใจของคนที่ได้รับช่วงต่อเสื้อผ้าที่เราว่ามันเก่ามันเชยไป ถ้าเป็นเสื้อผ้าใหม่แบบที่ซื้อมายังไม่ทันได้ใส่แล้วด้วยนะ มันก็คงจะเป็นสตรอว์เบอร์รี่ปลอดสาร แบบที่เราไปเก็บกินสดๆ ใต้ต้นเลยแหละ

สตรอเบอร์รี่

ป่า

บทเรียนที่ 3 : เรียนรู้ที่จะรอ  

เช้าวันที่สองเราได้เข้าป่าไปเก็บบ๊วย เส้นทางที่ไปนั้นต้องนั่ง ไม่ใช่สิ ยืนท้ายรถกระบะผ่านทางคอนกรีตยาวไปจนถึงทางโลกพระจันทร์ที่ทั้งขรุขระและสูงชั้นจนสุดถนนหนทาง หลังจากนั้นเราก็ต้องเดินเท้าและต่อด้วยการปีนป่ายทางขึ้นลงแบบที่ต้องก้มหน้าก้มตามองหาที่วางให้เท้าตัวเองไปอีกระยะหนึ่งเหนื่อย พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที คุณเอ๋ย เราเข้าใจคำว่ารักแรกพบก็วันนี้ สวนบ๊วยที่เห็นสวยอย่างกับภาพวาด

ต้นบ๊วยเป็นไม้ที่ไม่สูง แต่ดูหน้าตาแข็งแรงแผ่กิ่งก้านสาขาออกมารอบด้าน ใบของต้นบ๊วยก็เป็นใบเล็กๆ ทำให้แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านมาดูมีความระยิบระยับสบายตา ไม่ร้อนแรงจนเกินไปแล้วก็ไม่ถึงกับมืดครึ้ม เป็นฉากเปิดตัวสวนบ๊วยที่น่าประทับใจมาก

ผู้ที่พาเรามาเก็บบ๊วยกันชื่อ ควิ เป็นหนุ่มปกาเกอะญอที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องวัตถุดิบและการทำอาหาร ควิเรียกทุกคนมาล้อมวง อธิบายขนาดของบ๊วยที่ใช้การได้และบ๊วยที่อย่าเพิ่งเก็บมา ก่อนจะเก็บบ๊วย ควิย้ำนักย้ำหนาว่าดูให้ดีๆ ก่อนว่าถึงเวลาที่จะเก็บเขามาจากต้นหรือยัง เก็บมาเร็วไปเราก็ใช้เขาไม่ได้อยู่ดี

พอควิปล่อยตัวไปเก็บบ๊วย เราก็ได้ใช้ทักษะการปีนต้นไม้ที่ทิ้งร้างไปหลายปีเพื่อขึ้นไปพิจารณาความพร้อมของลูกบ๊วย แล้วก็ได้คิดอะไรอะไรบนต้นบ๊วยอยู่พักใหญ่ พอได้ปีนป่ายต้นไม้แบบนี้แล้วรู้สึกเลยว่าเราห่างไกลความร่มรื่นแบบนี้ไปนานมาก ทำให้รู้สึกสงบและก็รื่นรมย์อย่างบอกไม่ถูกเลย

เราเก็บบ๊วยมาได้ค่อนตระกร้า กว่าจะรู้ว่าถึงเวลาอาหารกลางวันก็เมื่อท้องเริ่มหิว กลางป่าแบบนี้อาหารกลางวันที่โอชิใส่เป้มาให้เป็นน้ำพริกถั่วเน่ากับผักและหมูทอด กินกับข้าวที่ห่อใบตองมาห่อใหญ่ ถ้าเป็นที่กรุงเทพฯ มันคงเป็นมื้อกลางวันแบบที่ต้องกินเร็วๆ บนโต๊ะทำงานแล้วก็ไม่ได้รสชาติอะไร แต่พอเป็นมื้อกลางวันง่ายๆ ที่กินหลังจากเราเดินทาง ปีนต้นไม้ วิ่งเล่นกันในสวนบ๊วยจนหิวได้ที่ก็เลยอร่อยมาก เรากินกันแบบไม่รีบ ค่อยๆ ละเลียดข้าวห่อแบบง่ายๆ ใต้ต้นบ๊วย พร้อมกับลูกบ๊วยที่พร้อมแล้วในตะกร้า เป็นบรรยากาศที่พิเศษมาก

บ๊วย

บ๊วย

ผักพื้นบ้าน

 

บทเรียนที่ 4 : เวลามีมากมาย

ในทริปนี้ทุกคนจะถูกจัดแจงให้ไปนอนตามบ้านของชาวบ้าน เพื่อจะได้ใกล้ชิดและรู้จักกันแบบจริงจัง บ้านที่เรากับเมี่ยง เพื่อนใหม่ของเรา ไปอยู่กันนั้นเรียกว่าได้โบนัส เพราะนอกจากอาหารอร่อยๆ ที่ ราแจ๊ะ แม่บ้านของบ้านนี้ทำให้เราทานทุกมื้อแล้ว ยังมีกาแฟให้เราดื่มทุกวันอีกด้วย

ความพิเศษของกาแฟบ้านนี้คือความสดแบบไม่รู้ว่าจะสดกว่านี้ไปได้ยังไง ต้นกาแฟก็อยู่ในรั้วบ้าน เก็บเมล็ดมาคั่ว บด แล้วก็ชงแบบที่ชาวฮิปสเตอร์เรียกว่ากาแฟดริป แต่ที่นี่เขาชงกันแบบดิบๆ ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไร แล้วก็จิบ จากถ้วยเซรามิกเหมือนถ้วยชา กว่าจะเสร็จสิ้นขบวนการชงจนได้จิบก็ใช้เวลาไปสักพัก ช้านะ ถ้าเทียบกับกาแฟร้านดังที่บอกว่าลูกค้าสามารถได้กาแฟจากนักชงมืออาชีพได้ภายใน 3 นาที แต่ก็ละมุนกว่ามากเมื่อเทียบกับกาแฟสำเร็จรูปที่สามารถชงได้ในชั่วพริบตา

วันแรกที่ราแจ๊ะบอกว่าจะชงกาแฟให้กินแล้วมันดูใช้เวลามากขนาดนี้ เรากระวนกระวายมาก กลัวไปไม่ทันเวลานัด แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ ได้แต่กังวลเบาๆ ว่าต้องสายแน่ๆ สายแน่ๆ แต่ในเมื่อคนอื่นดูไม่รีบเลย เราก็เลยต้องข่มตัวเองให้ไม่รีบไปด้วย ผลคือเราได้นั่งจิบกาแฟ เล่นกับลูกๆ ราแจ๊ะ คุยกับเมี่ยงแล้วก็เดินดูวิวข้างทางไปจนถึงที่นัดรวมตัวกันได้ ไม่สายด้วย เมี่ยงเป็นกัลยาณมิตรที่สวรรค์ส่งมาอยู่กับคนอยู่ไม่สุขอย่างเรา ด้วยประโยคที่เมี่ยงชอบพูดว่าไม่ต้องรีบ เวลามีมากมาย

เม็ดกาแฟ

กาแฟ

บทเรียนที่ 5 : อย่าคิดจะเข้าใจโลก ถ้ายังไม่เข้าใจตัวเอง

ที่บ้านหนองเต่าตอนกลางคืนอากาศเข้าขั้นหนาว เราเลยมาสุมหัวกันที่รอบกองไฟ เราคุยกันหลายเรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิตแบบวิถีคนเมืองที่มันช่างห่างไกลจากวิถีคนขี้เกียจ และพอคนเมืองปากกัดตีนถีบกันมากๆ มันส่งผลกระทบมาถึงต้นน้ำด้วยวิธีการต่างๆ จนทำให้การอยู่แบบวิถีธรรมชาติมันอยู่ได้ยากมากเข้าไปทุกที ในฐานะคนที่เป็นมนุษย์ออฟฟิศ และก็มีความปากกันตีนถีบหลายอย่างที่เขาว่ากัน มันก็ทำให้เราเอากลับมาคิดนะว่าเราจะอยู่แบบคนขี้เกียจท่ามกลางเมืองใหญ่นี้ได้ยังไง

คำตอบมาถึงตอนเช้าวันสุดท้ายของทริป เราได้ฟังปราชญ์ในหมู่บ้านที่เราเรียกกันว่า พะตี มาเล่าให้เราฟังในสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับชีวิต พะตีอายุเท่าไหร่ไม่มีใครบอก แต่เราดูว่าเขาก็น่าจะผ่านโลกมามากทั้งในแง่ของระยะเวลา สถานที่ที่เขาได้ไปเยือนและเรื่องราวที่เขาได้เรียนรู้ พะตีอธิบายอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับวิถีของชาวปกอเกอะญอ ความเชื่อ วัฒนธรรม แล้วก็คำสอน มีอยู่ตอนหนึ่งพะตีบอกว่า    

เราน่ะไปเก่งอย่างอื่นไปหมด แต่ลืมเก่งตัวเราเอง ถ้าเรารู้จักตัวเอง เราก็จะเข้าใจว่าอะไรที่สำคัญกับเรา ถึงเราจะพัฒนาเทคโนโลยีได้ พัฒนาอะไรได้หลายอย่าง แต่ถ้าไม่มีน้ำกินเราก็อยู่ไม่ได้ใช่ไหม ฉะนั้น เราต้องดูแลน้ำ ดูแลดิน คนเราเกิดมากจากดินนะ ตายไปก็กลับไปอยู่กับดินอยู่ดี ถ้าเรารู้จักตัวเอง เราก็จะรู้ว่าอะไรสำคัญ แล้วการที่เราพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมให้คนฟังเยอะๆ มันดีกว่าการปลูกต้นไม้อีกนะ ปลูกต้นไม้หนึ่งต้น เราก็ได้ต้นไม้หนึ่งต้น แต่การบอกคนเรื่องของสิ่งแวดล้อม เขาก็จะเอาไปบอกคนอื่นอีกกลายเป็นอีกหลายๆ คน

ชุมชน

จบทริป 3 วัน 2 คืนที่เรารู้สึกว่ามันสั้นไป เราหอบวิชาความสุขกลับมาบ้าน พร้อมด้วยต้นบ๊วยเล็กๆ และกาแฟจากบ้านราแจ๊ะ 2 ถุงใหญ่เป็นที่ระลึก พอต้นบ๊วยมาถึงกรุงเทพฯ ก็ดูจะออกอาการคิดถึงบ้านแบบสลดๆ เหี่ยวๆ เราเลยพาไปรู้จักกับต้นมะม่วงที่เราปีนสมัยเด็กๆ ฝากเอาไว้ให้ต้นมะม่วงดูแล วันนี้ต้นบ๊วยก็เริ่มจะเขียวแล้วก็ผลิใบใหม่ ส่วนกาแฟจากบ้านราแจ๊ะที่เอามา พอมาเจอกับตารางชีวิตที่เร่งรีบอันเป็นปกติของเรา ก็เลยต้องใช้วิธีชงด้วยหม้อต้มกาแฟแบบเอสเพรสโซด้วยความเร็วสูงแบบเอ็กซ์เพรส ก่อนเทใส่กระติกเอาไปดื่มบนรถ

เราลืมไปว่ากาแฟจากบ้านหนองเต่ามันไม่สำเร็จรูป การชงแบบเร่งด่วนนี้ทำให้เราไม่ได้อะไรที่เหมือนกับที่ดื่มที่บ้านหนองเต่าเลย นอกจากกลิ่นหอมๆ ที่ทำให้สงสัยทุกเช้าว่าจะต้องทำยังไงถึงจะต้มได้รสชาติที่คิดถึงนั้น จนมีวันหนึ่งฝนตกหนัก กรุงเทพฯ หยุดชะงักไปทั้งเมือง เราถอดใจไม่รีบร้อนออกจากบ้าน ก็เลยใช้ไฟอ่อนๆ ต้มกาแฟ เราใช้เวลาไปมากกว่าเดิมเกือบเท่าตัว กลิ่นหอมของกาแฟลอยเต็มห้อง เราจิบกาแฟจากแก้วที่บ้านพร้อมกินข้าวเช้าให้อิ่ม ก่อนจะทิ้งรถแล้วเลือกขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงานแทน และวันนั้นเราก็ค้นพบเคล็ดลับของรสชาติละมุนๆ ของทั้งกาแฟและความสุข ว่ามันอยู่ที่ความไม่รีบนี่เอง

คำคม

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

14 พฤศจิกายน 2560
12 K

ก็ไม่รู้ว่าเขาแอบไปคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะวิวัฒนาการคบเพื่อนของลูกผม ตั้งแต่เกิดก็เริ่มจาก Peppa Pig, Minion, Dinosaur แล้วจู่ๆ ก็มารถไฟที่ชื่อ Thomas

ผมสังเกตว่าลูกชอบรถไฟ ก็ตอนที่เดินอุ้มเขาอยู่แถวซอยสุขุมวิท 33 จู่ๆ ลูกก็เงยหน้ามองที่รางรถไฟ BTS  แล้วก็เรียก พ่อๆๆๆ รถไฟ เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง หลังจากนั้น ผมก็เลยชอบพาเขามานั่งตรงหน้าห้างเอมควอเทียร์ตรงชั้นลอย

เพื่อให้มายืนดูรถไฟที่วิ่งไปมาให้หนำใจ ถ้าวันหนึ่ง คุณเกิดเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่บนชานชาลาคนเดียวแล้วยืนบ๊ายบายส่งคนทั้งรถไฟออกจากสถานี ไม่ต้องแปลกใจเลย นั่นคือลูกชายผม

รถไฟ

ถ้าลูกคนอื่นอาจเริ่มต้นคำภาษาอังกฤษ ด้วยคำว่า daddy, mommy, bird บลา บลา ขณะที่ลูกของผมจะเริ่มต้นด้วยคำว่า Thomas ตอนแรกผมก็งงว่ามาจากไหน สุดท้ายผมก็พบคำตอบในแผนกของเล่น เมื่อเขาหยิบโมเดลรถไฟที่หน้าตาเหมือนคนยื่นให้ผมดู และถามผมว่า “พ่อเอามั้ย?” (“พ่อเอามั้ย”น่าจะเป็นรูปประโยคในแบบของเขาที่แปลว่า พ่อซื้อให้หน่อย เพียงแต่ฟังดูไม่ค่อยถูกบังคับซื้อเท่าไหร่)

Thomas & Friends

เมื่อเขาเริ่มตกหลุมรักเพื่อนที่ชื่อ โทมัส หายนะก็เกิดกับเงินในกระเป๋าของพ่อทันที เพราะโดยปกติแล้ว เวลาเด็กชอบของเล่น ก็มักจะชอบนีโม่ บาร์บี้ ซึ่งอย่างมากก็มีแค่ไม่กี่ตัว แต่เมื่อลูกชอบรถไฟ มันไม่ได้มีแค่แบบเดียว เพราะชื่อของมันคือ Thomas & Friends (สังเกตว่า friend เติม s) จากนั้นการตามล่าหาโมเดลรถไฟโทมัสและผองเพื่อนก็เริ่มต้นขึ้น เริ่มจากโทมัสก่อน จากนั้นก็มา James, Percy,  Diesel, Edward …และอีกมากจนจำไม่หมด

แอบสืบประวัติเพื่อนลูก

โทมัสเกิดที่ประเทศอังกฤษ เป็นรถไฟหัวรถจักรไอน้ำ อาศัยบนเกาะที่ชื่อเกาะโซดอร์ โทมัสนิสัยดี ชอบทำงาน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และมีนิสัยที่เหมือนเด็กทั่วไปอยู่อย่างหนึ่งคือ เวลาทำดีแล้วชอบให้คนชม

ผมชอบที่ลูกหันมาคบกับโทมัส เพราะทุกครั้งที่พวกเขาเจอกัน นอกจากโทมัสจะสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษใหม่ๆ ให้ตั้งหลายคำ ยังสอนเรื่องการมีน้ำใจ การช่วยเหลือผู้อื่น ได้เป็นอย่างดี ถ้าเปรียบเทียบกับ Peppa Pig ของชอบที่เคยชอบก่อนหน้านี้ ผมว่า Peppa มีความดาร์กอยู่เยอะมาก

 

เมื่อเพื่อนอยากไปเจอเพื่อน

มันก็เหมือนคนที่คบกัน เจอกันทางอินเทอร์เน็ต ส่งข้อความคุยแชตกันไปมา แต่ยังไม่เคยเจอหน้ากัน มันก็ต้องมีสักวันแหละน่าที่จะต้องนัดไปเจอกันว่าตัวจริงตรงปกรึเปล่า

จนวันหนึ่ง เราบังเอิญไปเปิดเจอโทมัสในหนังสือแนะนำเกี่ยวกับรถไฟของญี่ปุ่น ก็พบว่ามันมีสวนสนุกรถไฟโทมัสที่ญี่ปุ่นด้วย ตอนแรกเราก็นึกว่าคงเอาโมเดลของโทมัสมาทำม้าหมุน ทำเครื่องเล่นแบบหยอดเหรียญ เหมือนที่สวนสนุกต่างๆ ชอบทำ แต่ผมคิดผิด เพราะสวนสนุกรถไฟโทมัสที่ว่านี่ มันคือรถไฟของจริง

แต่ความรักมักมีอุปสรรค เพราะขั้นตอนการนัดหมายเพื่อนคนนี้มันยากมาก ที่สำคัญ เพื่อนลูกผมคนนี้เขารับแขกแค่ปีละ 2 เดือนเท่านั้น ประมาณช่วงปลายปีตุลาคม-พฤศจิกายน ซึ่งแต่ละปีก็ไม่เหมือนกันอีก แล้วแต่อารมณ์ของพี่เขา

เราให้บริษัททัวร์ที่เรารู้จักช่วยติดต่อให้ เพราะมันต้องให้คนที่ญี่ปุ่นจองให้ และต้องรอคิวว่าพี่โทมัสเขาจะให้เราเข้าเยี่ยมได้วันไหน ต้องรอเขาตอบกลับ ทำให้ทริปนี้ เราต้องจองโรงแรมเผื่อเป็นสิบๆ วัน เพราะไม่รู้ว่าเพื่อนลูกคนนี้จะว่างวันไหน…แต่ในที่สุด ฟ้าก็มีตา

 

ปู๊น ปู๊น ทริป

ไปญี่ปุ่นทั้งที จะไปเจอแค่โทมัสอย่างเดียวก็ยังไงอยู่ ไหนๆ ทริปนี้ก็จะให้เป็นรถไฟทริป เราเลยอยากจะให้ลูกได้รู้จักรถไฟให้ได้มากที่สุด

รถไฟ

เราเริ่มทริปที่นาโกย่า จุดหมายแรกไปที่ มิวเซียมรถไฟ SCMAGLEV and Railway Park ก่อนเลย ที่นี่รวบรวมรถไฟทั้งเก่าเเละใหม่ไว้ในที่เดียว เป็นมิวเซียมที่เพลิดเพลิน ถึงไม่ปลื้มรถไฟเป็นพิเศษก็สามารถเดินเล่นได้อย่างไม่น่าเบื่อ เเต่สำหรับเด็กที่ชอบรถไฟเเล้วมันคือสวรรค์ดีๆ นี่เอง ที่นี่ทำให้เรารู้ว่ารถไฟที่ญี่ปุ่นนั้นมีหลากหลายเเบบ วิ่งหลายเส้นทาง

คนออกแบบใส่ใจรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่ง อาหาร เเละร้านค้าของมิวเซียมที่ขายสินค้าเกี่ยวกับรถไฟมากมายที่ชวนเสียเงินจริงๆ
พิพิธภัณฑ์รถไฟญี่ปุ่น

จากนั้น เราไปต่อที่เกียวโต ที่นี่ก็มี Kyoto Railway Museum เหมือนกัน ถึงจะไม่ใหญ่โตเท่านาโกย่า เเต่ที่นี่ รวบรวมรถไฟไอน้ำสมัยโบราณ หรือ SL (Steam Locomotive) ไว้เพียบ ด้านนอกมีโรงจอดรถไฟ SL ขนาดใหญ่ มี Turn Table ที่ช่วยเก็บรถไฟเข้าโรงจอด ซึ่งเราเพิ่งเห็นของจริงเป็นครั้งเเรก หัวรถจักรไอน้ำโบราณเหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างดีและสามารถใช้ได้จริง การได้ยินเสียงหวีดรถไฟร้อง พร้อมไอน้ำที่ออกจากปล่อง รู้สึกเหมือนย้อนเวลาไปนั่งรถไฟเมื่อ 100 ปีก่อน

Kyoto Railway Museum

นอกจากนี้ ที่เกียวโตยังมีรถไฟสาย Romantic ชื่อ Sagano Romantic Train อยู่ที่อาราชิยามะ ย่านที่ไม่ไกลจากเกียวโตนัก สองข้างทางเต็มไปด้วยธรรมชาติ เเต่ที่พิเศษคือขบวนรถที่ห้า ที่จะเป็นเเบบ open-air ให้เราเสพธรรมชาติสองข้างทางอย่างเต็มที่

เราไปถึงสถานีกันแต่เช้า และดีใจว่าเราน่าจะมาเป็นคนแรก แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก เราก็พบว่าเรายังเป็นคนแรกอยู่

วันนี้วันพุธ รถไฟหยุด 1 วัน หันไปมองลูกชาย หน้าเบะทันที เหตุนี้เองทำให้วันรุ่งขึ้น ผมต้องมาแก้มืออีกครั้ง

นั่งรถไฟ

โมเมนต์เมื่อเพื่อนเจอเพื่อน

และแล้วก็ถึงวันที่เป็นหัวใจของทริปนี้ นั่นคือโทมัส แต่เส้นทางไปบ้านเพื่อนลูกผมครั้งนี้มันสาหัสพอสมควร เริ่มจากนั่งชินคันเซนจากโตเกียว ไปลงที่ชิสุโอกะ เเล้วต่อด้วยรถไฟวินเทจสาย Oigawa ไปถึงสถานี ​Senzu ออกจากโตเกียวเก้าโมง ไปถึงบ้านโทมัสก็ราวๆ เที่ยง

รถไฟวินเทจสาย Oigawa

ไร่ชา

ตลอดสองข้างทางระหว่างที่รถไฟวิ่งผ่านภูเขาผ่านอุโมงค์ ผ่านแม่น้ำ  ผ่านทุ่งชาเขียว พอถึงปลายทางเราเหมือนเจอโลกอีกใบ สำหรับผม มันน่าจะเป็นสถานีรถไฟที่สวยงาม โอบล้อมด้วยภูเขาและธรรมชาติ งดงามที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมา ผมปลุกลูกให้ตื่น ลูกงัวเงียตื่นขึ้นมา แต่พอรถไฟที่เรานั่งมาเข้าเทียบชานชาลา และลูกเริ่มเหลือบไปเห็นโทมัสตัวจริง เสียงจริง ใหญ่จริง จอดอยู่ ตาก็ลุกวาว วิ่งนำพ่อลงจากรถ แล้วตรงดิ่งไปหาเพื่อนรักทันที

Thomas & Friends

การเข้าไปอยู่ในสถานีรถไฟแห่งนี้ เหมือนเราเข้าไปอยู่ในโลกของโทมัสจริงๆ ผมเดาว่า สถานีรถไฟแห่งนี้ เดิมน่าจะเป็นสถานีรถไฟธรรมดาๆ ของชุมชน แต่พอมาเปลี่ยนทั้งสถานี ให้กลายเป็นบ้านของโทมัสและผองเพื่อน มีการตกแต่ง มีอู่ซ่อม ได้กลิ่นน้ำมันเครื่อง ได้กลิ่นเครื่องจักรไอน้ำ และที่สุดของที่สุดคือถอดแบบรถไฟโทมัสออกมาได้เกือบจะเหมือนจริงมากๆ เพราะรถจักรไอน้ำรุ่นที่นำมาทำเป็นโทมัสนี้หวีดรถมันไม่เหมือนตัวต้นฉบับเสียทีเดียว ถามว่าผมรู้ได้ไง ผมไม่รู้หรอก แต่รู้ตอนที่ลูกซื้อโมเดลโทมัสที่เขาขายที่สถานี เทียบกับของเล่นอันเดิมที่เขามี แล้วลูกก็ชี้ให้ดูว่า พ่อมันไม่เหมือนกัน

Thomas & Friends Thomas & Friends ข้าวกล่องรถไฟ Thomas & Friends

ที่สถานีมีกิจกรรมมากมาย มีเพื่อนรถไฟอีก 2 – 3 โมเดลที่นั่งได้จริง มีรถ Bertie Bus ด้วย มีนิทรรศการ มีข้าวกล่องโทมัส น้ำดื่มโทมัส ทุกอย่างที่เป็นโทมัส คือคนที่ชอบโทมัสจะต้องมีความสุขมาก ขามาเรานั่งรถไฟวินเทจมา แต่ขากลับเราจะได้โทมัสไปส่ง โดยที่ขณะโทมัสพาคนที่มาเยี่ยมเขากลับไปส่งนั้น ก็จะมีเพื่อนรถบัส Bertie Bus ที่มุ่งหน้าไปที่เดียวกัน เด็กๆ จะตื่นเต้นมากเวลาที่ได้เห็นรถบัสวิ่งไปด้วย เเม้เเต่คนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ระหว่างทางก็ยังตื่นเต้น เมื่อได้เห็นรถไฟโทมัสวิ่งผ่าน หลายคนหยิบกล้องมารอถ่าย รถไฟโทมัสพาเราวิ่งผ่านไร่ชาเขียวเเละธรรมชาติระหว่างทาง ของกิน ขนม ของที่ระลึก บรรยากาศ มีแต่พ่อแม่ชาวญี่ปุ่น ครอบครัวเราน่าจะเป็นตัวแทนจากประเทศไทยแต่เพียงครอบครัวเดียว

ในทริปนี้ ผมรู้สึกภูมิใจกับภาระหน้าที่นี้เหลือเกิน ที่่ได้มีโอกาสเอาธงชาติไทยไปปักที่สถานีรถไฟแห่งนี้

มิตรภาพบนรางรถไฟ

จากที่ไม่เคยชอบรถไฟ วันนี้ผมกับภรรยาเริ่มอินกับรถไฟไปพร้อมๆ กับลูก เวลาไปร้านของเล่น แผนกแรกที่เราจะเดินไปก็คือแผนกขายรถไฟ ลูกผมเป็นลูกคนเดียว แถมเพื่อนก็ไม่ค่อยเยอะ เขากลัวหมา ไม่ค่อยชอบพูดกับคนแปลกหน้า ผมเลยดีใจที่เขาเลือกคบเพื่อนคนนี้ที่ชื่อ โทมัส

อย่างที่บอกไปตอนต้น ทริปรถไฟครั้งนี้ลูกไม่ได้แค่เจอโทมัสอย่างเดียว แต่ยังได้เจอเพื่อนใหม่อีกเพียบ เพียงแต่คราวนี้เป็นสัญชาติญี่ปุ่น

Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum

จากที่แต่เคยอ้อนขอร้องให้ซื้อโมเดลโทมัสไว้ดูต่างหน้า ตอนนี้เริ่มลามปามไปถึงเพื่อนใหม่ชาวญี่ปุ่นแทนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Tokaido Shinkansen, Komachi Train, Hokuriku, Doctor Yellow…

กระเป๋าเงินผมเริ่มสั่นคลอนอีกครั้ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

ป๋อม ไชยพร

ครีเอทีฟพ่อลูกอ่อนที่หาเลี้ยงชีพด้วยการทำโฆษณาให้กับสินค้าและสังคมไปพร้อมๆกัน ป๋อมคือหนึ่งผู้ก่อตั้งบริษัท ชูใจ และ มานะ เอเจนซีโฆษณาที่ทำงานดีบ้าง ไม่ดีบ้างปัจจุบัน ป๋อมมีลูกกับภรรยาอย่างละ 1 คนเขายังคงขยันทำงาน เพื่อหาเงินมาซื้อของเล่นและพาลูกเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load