เราเป็นคนอยู่ไม่สุข ปีที่ผ่านมาเรามีงานอดิเรกเพิ่มขึ้นมา 3 อย่าง เราเดินทางไปเที่ยวเฉลี่ยแล้วเดือนละครั้ง มีกิจกรรมต่างๆ ที่ชอบทำอยู่อีกร้อยแปดอย่าง ทั้งหมดที่ว่ามานี้ เราก็ยังทำงานประจำที่เราชอบมากไปพร้อมๆ กันด้วย ความตั้งใจของเราอย่างหนึ่งเมื่อปีใหม่ที่ผ่านมาคือ อยู่เฉยๆ บ้าง เที่ยวให้น้อยลงนิด ใจง่ายให้น้อยลงหน่อย แต่ก็เหมือนความตั้งใจตอนปีใหม่ของทุกคนนั่นแหละ ที่มันจะอยู่ได้ไม่ค่อยพ้นเดือนมกราคม

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เราใจง่ายขนาดตกลงปลงใจไปทริปเถื่อนทัวร์ที่บ้านหนองเต่า จังหวัดเชียงใหม่ จากคำโฆษณาประโยคสั้นๆ บนเฟซบุ๊กเท่านั้น หลังจากชวนเพื่อนพอเป็นพิธีแล้วไม่มีใครไปด้วย รู้ตัวอีกทีเราก็โอนค่าทริป จองตั๋วเครื่องบิน แล้วก็เก็บกระเป๋าไปเชียงใหม่เป็นรอบที่ 3 ของปี

บ้านหนองเต่า อากาศเย็นสบายผิดกับอากาศหน้าร้อนในเมืองอย่างกับคนละโลก กิจกรรมแรกของพวกเราคือการกินอาหารกลางวันมื้ออร่อยที่มีผักสดให้กินเป็นกะละมัง มันช่างเป็นการต้อนรับที่อิ่มหนำถูกใจเรามาก พอกินเสร็จ พี่หมวย หัวหน้าทริป ก็ชวนให้สมาชิก 12 คนนั่งล้อมวงเพื่อทำความรู้จักกัน และเริ่มทริปอย่างเป็นทางการ พี่หมวยบอกเราว่าวัตถุประสงค์ของทริปนี้ นอกจากจะได้มาเจออากาศดีๆ อาหารดีๆ แล้ว ยังอยากพาคนเมืองมารู้จักคนที่อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติอันเป็นต้นทุนของทุกความสบายที่เราใช้กันอยู่ในเมือง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดให้เกิดความเข้าใจกันและกันมากขึ้นด้วย

เรานั่งสุมหัวกันที่ใต้ถุนบ้านหลังย่อมริมสวนซึ่งมีพืชพันธ์ุหลายชนิด ที่นั่นเราเห็นข้อความพ่นอยู่บนกำแพงว่าที่แห่งนี้คือ Lazy Man College ข้อความที่ว่าตัวค่อนข้างเล็ก และไม่ได้ถูกจัดวางให้เด่นสะดุดตาอะไร จนทำให้เราคิดไปว่าคนที่ทำที่นี่เขาไม่อยากให้คนรู้ชื่อ หรือว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับการให้ชื่อมันกันแน่

แต่ไม่ว่าคนอื่นจะมองเห็นชื่อเสียงเรียงนามของมันหรือไม่ การติดป้ายชื่อเอาไว้อย่างนั้นก็เป็นการประกาศว่า ที่แห่งนี้มีการเรียนการสอนของคนขี้เกียจ

เอาล่ะสิ แล้วคนอยู่ไม่สุขอย่างเรากับคนขี้เกียจจะเข้ากันได้ไหมนะ

Lazy Man College

Lazy Man College

คนขี้เกียจแห่งบ้านหนองเต่า

คนก่อตั้งและตั้งชื่อ Lazy Man College ชื่อ โอชิ แม้จะมีชื่อคล้ายคนญี่ปุ่นแต่โอชิเป็นชาวปกาเกอะญอโดยแท้ แวบแรกที่เห็นเขาก็ดูไม่เหมือนคนขี้เกียจ แต่โอชิยืนยันว่าความขี้เกียจที่ว่ามาจากรากเหง้าของบรรพบุรุษเขาเลยทีเดียว ก่อนที่เราจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่ โอชิชี้แจงว่าไม่ใช่ว่าคนปากอเกอะญอขี้คร้านตัวเป็นขน มัวแต่นั่งชม้ายชายตาอะไรอย่างนั้น แต่ชื่อ ปกาเกอะญอ แปลว่า คนที่เรียบง่าย คนปกาเกอะญอใช้ชีวิตแบบพออยู่พอกิน ตามวิถีธรรมชาติ แต่ด้วยมาตรฐานความปากกัดตีนถีบของสังคมยุคใหม่ พฤติกรรมการหากินเพื่อพออยู่และการใช้ชีวิตตามจังหวะของธรรมชาติแบบไม่รีบไม่ร้อนเลยดูจะชิลล์เกินไปในสายตาคนทั่วไป แล้วก็มองพฤติกรรมนี้ว่าเป็นคนขี้เกียจ

เราเดาต่อว่าการตั้งชื่อสิ่งนี้ให้ฟังดูคล้ายสถาบันการศึกษาน่าจะมีที่มาจากชีวิตเขานั่นแหละ เขาออกจากระบบโรงเรียนตอนจบ .3 เพราะเห็นว่าการอยู่กับธรรมชาติและการอยู่นอกระบบจะทำให้เขามีโอกาสสร้างทักษะในการเข้าถึงความเรียบง่ายได้ดีกว่า และจะทำให้เขามีความสุขมากกว่า ด้วยความที่ไม่ต้องไปโรงเรียนทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ โอชิก็เลยมีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศทั่วโลกจากทุนของที่ต่างๆ และสิ่งที่เขานำกลับมาก็คือบทเรียน ทักษะชีวิต และความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เขาตั้งใจจะถ่ายทอดความคิดนี้สู่ผู้คนที่พร้อมจะรับฟังเขาเพื่อรักษามรดกที่บรรพบุรุษให้เขามาและเขาก็เชื่อว่าหนทางสู่ความสุขคือการเป็นคนที่เรียบง่ายและสนิทสนมกับธรรมชาติ

คนเมืองอย่างเราที่ทั้งไม่สนิทกับธรรมชาติและมีชีวิตที่สุดแสนจะวุ่นวาย แค่ได้ฟังเขาพูดด้วยจังหวะการพูดและการหยุดคิดที่เนิบช้าแต่หนักแน่น ก็หลงเชื่อไปแล้วว่าทริปนี้ต้องได้วิชาความสุขกลับบ้านไปแน่นอน

Lazy Man College Lazy Man College

วิทยาลัยคนขี้เกียจ   รายวิชา : ความสุข 101

บทเรียนที่ 1 : อะไรก็ได้ ง่ายๆ

หลังจากพวกเราแนะนำตัวแล้ว ก็ถึงเวลาไปรู้จักเจ้าถิ่นชาวปกาเกอะญอถึงในครัว ห้องครัวของทุกบ้านโอ่โถงมาก ดูเป็นส่วนสำคัญของบ้าน เครื่องครัวทุกชิ้นมีคราบสีดำเพราะผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน แสดงความโปรของแม่บ้านแต่ละบ้าน พี่หมวยกับโอชิให้ชาวปกาเกอะญอแนะนำตัวกับพวกเราผ่านอาหารจานเด็ดของพวกเขาที่เรียกว่าต่าพอเพาะ

โอชิอธิบายว่าต่าพอเพาะหน้าตาคล้ายข้าวต้ม ซึ่งเราว่ามันคล้ายข้าวตุ๋นตำรับเอ็มเคมากๆ แนวคิดก็คล้ายกันอีก คือนำวัตถุดิบตามชอบใจหรือตามแต่จะมีมาต้มรวมกับข้าว เท่านี้ก็ได้อาหารยอดฮิตของคนปกอเกอะญอแล้ว

เมนูนี้เกิดมาจากความที่คนปกาเกอะญอเป็นชนเผ่าที่พึ่งพาตัวเองและไม่มีที่ดินทำกินมากมาย แม่บ้านแต่ละบ้านในชุมชนเลยเอาอาหารที่บ้านตัวเองมีมารวมกัน ทั้งผัก สมุนไพร เครื่องเทศ เนื้อสัตว์ ต้มรวมกับข้าวให้พองๆ จะได้อิ่มกันได้หลายๆ คน เป็นอาหารที่ไม่ซับซ้อน แถมยังมีสารอาหารหลากหลาย ตอบโจทย์เรื่องปากท้องแบบตรงไปตรงมา โจทย์อื่นๆ ในชีวิตก็คงจะเหมือนกัน บางทีเราก็ไม่ต้องคิดแก้ปัญหาแบบซับซ้อนมาก เหนื่อยก็พัก ง่วงก็นอน เครียดก็หันไปทำอย่างอื่น กฎง่ายๆของเรื่องนี้คือ อะไรก็ได้ ให้มัน (เรียบง่าย เข้าไว้

กับข้าว

ข้าวตุ๋น

 

บทเรียนที่ 2 : เราทุกคนมีมากพออยู่แล้ว

กิจกรรมช่วงเย็น พวกเราออกไปเดินเล่นดูหมู่บ้าน มีครอบครัวหนึ่งชักชวนให้พวกเราเข้าไปกินสตรอว์เบอร์รี่ที่บ้านเขา สตรอวเบอร์รี่ลูกไม่ใหญ่มากก็จริง แต่ก็หวานและสดมากๆ ถ้าเป็นที่กรุงเทพฯ หน้าตาแบบนี้ราคาน่าจะแพ็กละร้อยกว่าบาท นี่เขาเอามาให้เรากินเป็นถัง พร้อมขอโทษขอโพยว่ามันอาจจะไม่สวยมาก เพราะถังนี้หยุดยาแล้ว โห สตรอว์เบอร์รี่ออร์แกนิกซะด้วย ในซูเปอร์มาเก็ตนี่ก็น่าจะราคาแพ็กละสองร้อยกว่าบาทแน่ๆ 1 แพ็กมี 9 ลูก ทั้งถังนี้น่าจะหลายตังค์อยู่ เขาบอกว่าถ้าไม่มีพวกเรามาช่วยกินวันนี้เขาจะทิ้ง!

สตรอว์เบอร์รี่ฟรีถังนั้นทำให้เรานึกถึงสิ่งที่โอชิเล่า (บ่น) เมื่อช่วงเช้าว่า อย่างหนึ่งที่เขาอยากให้ชาวบ้านได้รู้คือ จริงๆ แล้วพวกเขารวยมากนะ แค่พวกเขาลืมตาตื่น ก็มีทั้งอากาศดีๆ วิวสวยๆ แล้วก็อาหารที่ดีกว่าคนในเมืองเยอะรออยู่ตรงหน้า แต่โอชิก็ต้านกระแสความรวยตามนิยามปัจจุบันที่เข้ามาสู่คนในหมู่บ้านผ่านอินเทอร์เน็ต 4G และจานดาวเทียมได้ยาก เขาบอกว่าถ้ามีโอกาสก็ให้พวกเราช่วยบอกชาวบ้านอีกแรงด้วย

การที่พวกเรากินสตรอว์เบอร์รี่อย่างเอร็ดอร่อย ชมไม่ขาดปาก แถมยังขอเอาไปเผื่อเพื่อนร่วมทริปที่ไม่ได้มากินด้วย น่าจะทำให้เจ้าของสวนคนนั้นรู้สึกว่าเป็นเศรษฐีขึ้นมาเลยทีเดียว

สตรอว์เบอร์รี่ของเจ้าของสวนก็คงเหมือนเสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้าบ้านเราที่มีมากเกินจะใส่ให้หมด ถึงเวลาก็ต้องเอามาโละทิ้ง โละแจก ความดีใจของเราเวลาได้กินสตรอว์เบอร์รี่ที่เขาจะทิ้ง คงคล้ายกับความดีใจของคนที่ได้รับช่วงต่อเสื้อผ้าที่เราว่ามันเก่ามันเชยไป ถ้าเป็นเสื้อผ้าใหม่แบบที่ซื้อมายังไม่ทันได้ใส่แล้วด้วยนะ มันก็คงจะเป็นสตรอว์เบอร์รี่ปลอดสาร แบบที่เราไปเก็บกินสดๆ ใต้ต้นเลยแหละ

สตรอเบอร์รี่

ป่า

บทเรียนที่ 3 : เรียนรู้ที่จะรอ  

เช้าวันที่สองเราได้เข้าป่าไปเก็บบ๊วย เส้นทางที่ไปนั้นต้องนั่ง ไม่ใช่สิ ยืนท้ายรถกระบะผ่านทางคอนกรีตยาวไปจนถึงทางโลกพระจันทร์ที่ทั้งขรุขระและสูงชั้นจนสุดถนนหนทาง หลังจากนั้นเราก็ต้องเดินเท้าและต่อด้วยการปีนป่ายทางขึ้นลงแบบที่ต้องก้มหน้าก้มตามองหาที่วางให้เท้าตัวเองไปอีกระยะหนึ่งเหนื่อย พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที คุณเอ๋ย เราเข้าใจคำว่ารักแรกพบก็วันนี้ สวนบ๊วยที่เห็นสวยอย่างกับภาพวาด

ต้นบ๊วยเป็นไม้ที่ไม่สูง แต่ดูหน้าตาแข็งแรงแผ่กิ่งก้านสาขาออกมารอบด้าน ใบของต้นบ๊วยก็เป็นใบเล็กๆ ทำให้แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านมาดูมีความระยิบระยับสบายตา ไม่ร้อนแรงจนเกินไปแล้วก็ไม่ถึงกับมืดครึ้ม เป็นฉากเปิดตัวสวนบ๊วยที่น่าประทับใจมาก

ผู้ที่พาเรามาเก็บบ๊วยกันชื่อ ควิ เป็นหนุ่มปกาเกอะญอที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องวัตถุดิบและการทำอาหาร ควิเรียกทุกคนมาล้อมวง อธิบายขนาดของบ๊วยที่ใช้การได้และบ๊วยที่อย่าเพิ่งเก็บมา ก่อนจะเก็บบ๊วย ควิย้ำนักย้ำหนาว่าดูให้ดีๆ ก่อนว่าถึงเวลาที่จะเก็บเขามาจากต้นหรือยัง เก็บมาเร็วไปเราก็ใช้เขาไม่ได้อยู่ดี

พอควิปล่อยตัวไปเก็บบ๊วย เราก็ได้ใช้ทักษะการปีนต้นไม้ที่ทิ้งร้างไปหลายปีเพื่อขึ้นไปพิจารณาความพร้อมของลูกบ๊วย แล้วก็ได้คิดอะไรอะไรบนต้นบ๊วยอยู่พักใหญ่ พอได้ปีนป่ายต้นไม้แบบนี้แล้วรู้สึกเลยว่าเราห่างไกลความร่มรื่นแบบนี้ไปนานมาก ทำให้รู้สึกสงบและก็รื่นรมย์อย่างบอกไม่ถูกเลย

เราเก็บบ๊วยมาได้ค่อนตระกร้า กว่าจะรู้ว่าถึงเวลาอาหารกลางวันก็เมื่อท้องเริ่มหิว กลางป่าแบบนี้อาหารกลางวันที่โอชิใส่เป้มาให้เป็นน้ำพริกถั่วเน่ากับผักและหมูทอด กินกับข้าวที่ห่อใบตองมาห่อใหญ่ ถ้าเป็นที่กรุงเทพฯ มันคงเป็นมื้อกลางวันแบบที่ต้องกินเร็วๆ บนโต๊ะทำงานแล้วก็ไม่ได้รสชาติอะไร แต่พอเป็นมื้อกลางวันง่ายๆ ที่กินหลังจากเราเดินทาง ปีนต้นไม้ วิ่งเล่นกันในสวนบ๊วยจนหิวได้ที่ก็เลยอร่อยมาก เรากินกันแบบไม่รีบ ค่อยๆ ละเลียดข้าวห่อแบบง่ายๆ ใต้ต้นบ๊วย พร้อมกับลูกบ๊วยที่พร้อมแล้วในตะกร้า เป็นบรรยากาศที่พิเศษมาก

บ๊วย

บ๊วย

ผักพื้นบ้าน

 

บทเรียนที่ 4 : เวลามีมากมาย

ในทริปนี้ทุกคนจะถูกจัดแจงให้ไปนอนตามบ้านของชาวบ้าน เพื่อจะได้ใกล้ชิดและรู้จักกันแบบจริงจัง บ้านที่เรากับเมี่ยง เพื่อนใหม่ของเรา ไปอยู่กันนั้นเรียกว่าได้โบนัส เพราะนอกจากอาหารอร่อยๆ ที่ ราแจ๊ะ แม่บ้านของบ้านนี้ทำให้เราทานทุกมื้อแล้ว ยังมีกาแฟให้เราดื่มทุกวันอีกด้วย

ความพิเศษของกาแฟบ้านนี้คือความสดแบบไม่รู้ว่าจะสดกว่านี้ไปได้ยังไง ต้นกาแฟก็อยู่ในรั้วบ้าน เก็บเมล็ดมาคั่ว บด แล้วก็ชงแบบที่ชาวฮิปสเตอร์เรียกว่ากาแฟดริป แต่ที่นี่เขาชงกันแบบดิบๆ ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไร แล้วก็จิบ จากถ้วยเซรามิกเหมือนถ้วยชา กว่าจะเสร็จสิ้นขบวนการชงจนได้จิบก็ใช้เวลาไปสักพัก ช้านะ ถ้าเทียบกับกาแฟร้านดังที่บอกว่าลูกค้าสามารถได้กาแฟจากนักชงมืออาชีพได้ภายใน 3 นาที แต่ก็ละมุนกว่ามากเมื่อเทียบกับกาแฟสำเร็จรูปที่สามารถชงได้ในชั่วพริบตา

วันแรกที่ราแจ๊ะบอกว่าจะชงกาแฟให้กินแล้วมันดูใช้เวลามากขนาดนี้ เรากระวนกระวายมาก กลัวไปไม่ทันเวลานัด แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ ได้แต่กังวลเบาๆ ว่าต้องสายแน่ๆ สายแน่ๆ แต่ในเมื่อคนอื่นดูไม่รีบเลย เราก็เลยต้องข่มตัวเองให้ไม่รีบไปด้วย ผลคือเราได้นั่งจิบกาแฟ เล่นกับลูกๆ ราแจ๊ะ คุยกับเมี่ยงแล้วก็เดินดูวิวข้างทางไปจนถึงที่นัดรวมตัวกันได้ ไม่สายด้วย เมี่ยงเป็นกัลยาณมิตรที่สวรรค์ส่งมาอยู่กับคนอยู่ไม่สุขอย่างเรา ด้วยประโยคที่เมี่ยงชอบพูดว่าไม่ต้องรีบ เวลามีมากมาย

เม็ดกาแฟ

กาแฟ

บทเรียนที่ 5 : อย่าคิดจะเข้าใจโลก ถ้ายังไม่เข้าใจตัวเอง

ที่บ้านหนองเต่าตอนกลางคืนอากาศเข้าขั้นหนาว เราเลยมาสุมหัวกันที่รอบกองไฟ เราคุยกันหลายเรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิตแบบวิถีคนเมืองที่มันช่างห่างไกลจากวิถีคนขี้เกียจ และพอคนเมืองปากกัดตีนถีบกันมากๆ มันส่งผลกระทบมาถึงต้นน้ำด้วยวิธีการต่างๆ จนทำให้การอยู่แบบวิถีธรรมชาติมันอยู่ได้ยากมากเข้าไปทุกที ในฐานะคนที่เป็นมนุษย์ออฟฟิศ และก็มีความปากกันตีนถีบหลายอย่างที่เขาว่ากัน มันก็ทำให้เราเอากลับมาคิดนะว่าเราจะอยู่แบบคนขี้เกียจท่ามกลางเมืองใหญ่นี้ได้ยังไง

คำตอบมาถึงตอนเช้าวันสุดท้ายของทริป เราได้ฟังปราชญ์ในหมู่บ้านที่เราเรียกกันว่า พะตี มาเล่าให้เราฟังในสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับชีวิต พะตีอายุเท่าไหร่ไม่มีใครบอก แต่เราดูว่าเขาก็น่าจะผ่านโลกมามากทั้งในแง่ของระยะเวลา สถานที่ที่เขาได้ไปเยือนและเรื่องราวที่เขาได้เรียนรู้ พะตีอธิบายอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับวิถีของชาวปกอเกอะญอ ความเชื่อ วัฒนธรรม แล้วก็คำสอน มีอยู่ตอนหนึ่งพะตีบอกว่า    

เราน่ะไปเก่งอย่างอื่นไปหมด แต่ลืมเก่งตัวเราเอง ถ้าเรารู้จักตัวเอง เราก็จะเข้าใจว่าอะไรที่สำคัญกับเรา ถึงเราจะพัฒนาเทคโนโลยีได้ พัฒนาอะไรได้หลายอย่าง แต่ถ้าไม่มีน้ำกินเราก็อยู่ไม่ได้ใช่ไหม ฉะนั้น เราต้องดูแลน้ำ ดูแลดิน คนเราเกิดมากจากดินนะ ตายไปก็กลับไปอยู่กับดินอยู่ดี ถ้าเรารู้จักตัวเอง เราก็จะรู้ว่าอะไรสำคัญ แล้วการที่เราพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมให้คนฟังเยอะๆ มันดีกว่าการปลูกต้นไม้อีกนะ ปลูกต้นไม้หนึ่งต้น เราก็ได้ต้นไม้หนึ่งต้น แต่การบอกคนเรื่องของสิ่งแวดล้อม เขาก็จะเอาไปบอกคนอื่นอีกกลายเป็นอีกหลายๆ คน

ชุมชน

จบทริป 3 วัน 2 คืนที่เรารู้สึกว่ามันสั้นไป เราหอบวิชาความสุขกลับมาบ้าน พร้อมด้วยต้นบ๊วยเล็กๆ และกาแฟจากบ้านราแจ๊ะ 2 ถุงใหญ่เป็นที่ระลึก พอต้นบ๊วยมาถึงกรุงเทพฯ ก็ดูจะออกอาการคิดถึงบ้านแบบสลดๆ เหี่ยวๆ เราเลยพาไปรู้จักกับต้นมะม่วงที่เราปีนสมัยเด็กๆ ฝากเอาไว้ให้ต้นมะม่วงดูแล วันนี้ต้นบ๊วยก็เริ่มจะเขียวแล้วก็ผลิใบใหม่ ส่วนกาแฟจากบ้านราแจ๊ะที่เอามา พอมาเจอกับตารางชีวิตที่เร่งรีบอันเป็นปกติของเรา ก็เลยต้องใช้วิธีชงด้วยหม้อต้มกาแฟแบบเอสเพรสโซด้วยความเร็วสูงแบบเอ็กซ์เพรส ก่อนเทใส่กระติกเอาไปดื่มบนรถ

เราลืมไปว่ากาแฟจากบ้านหนองเต่ามันไม่สำเร็จรูป การชงแบบเร่งด่วนนี้ทำให้เราไม่ได้อะไรที่เหมือนกับที่ดื่มที่บ้านหนองเต่าเลย นอกจากกลิ่นหอมๆ ที่ทำให้สงสัยทุกเช้าว่าจะต้องทำยังไงถึงจะต้มได้รสชาติที่คิดถึงนั้น จนมีวันหนึ่งฝนตกหนัก กรุงเทพฯ หยุดชะงักไปทั้งเมือง เราถอดใจไม่รีบร้อนออกจากบ้าน ก็เลยใช้ไฟอ่อนๆ ต้มกาแฟ เราใช้เวลาไปมากกว่าเดิมเกือบเท่าตัว กลิ่นหอมของกาแฟลอยเต็มห้อง เราจิบกาแฟจากแก้วที่บ้านพร้อมกินข้าวเช้าให้อิ่ม ก่อนจะทิ้งรถแล้วเลือกขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงานแทน และวันนั้นเราก็ค้นพบเคล็ดลับของรสชาติละมุนๆ ของทั้งกาแฟและความสุข ว่ามันอยู่ที่ความไม่รีบนี่เอง

คำคม

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

“Oh, let’s get rich and buy our parents homes in the South of France.
Let’s get rich and give everybody nice sweaters and teach them how to dance…”

เพลง You and I ของ Ingrid Michaelson ดังประกอบในหัวเมื่อฉันได้มาเหยียบ Marseille (มาร์เซย์) แม้พ่อแม่แลบรรพบุรุษจากซัวเถาไม่ได้มีบ้านทางตอนใต้ของฝรั่งเศสอย่างในเนื้อเพลง แต่ถ้ามีเงินทองกองเป็นภูเขา ฉันก็จะมาซื้อบ้านตากอากาศในเมืองที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค Provence  (โพรวองซ์) อย่างไม่ลังเล

เหมือนชาวต่างชาติหลายคนที่ชอบย้ายมาใช้ชีวิตอยู่เชียงใหม่ เมืองที่ใหญ่อันดับ 2 ของไทย เพราะมีทั้งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และความเป็นเมืองในจังหวัดเดียว ‘มาร์เซย์’ เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของฝรั่งเศสก็มีฟังก์ชันคล้ายๆ กัน คือเป็นหัวเมืองในต่างจังหวัดที่มีเสน่ห์แบบที่เมืองหลวงไม่มี

ที่มาร์เซย์ ทุกคนดูใช้ชีวิตเหมือนพักร้อนกันอยู่ตลอดเวลา นั่งทอดหุ่ยอาบแดด ใช้ชีวิตช้าๆ ไม่เดินก้าวฉับๆ เหมือนที่ปารีสหรือกรุงเทพฯ สักคน ความเกียจคร้านที่นี่เป็นเรื่องน่าอภัยและเข้าใจได้อย่างที่สุด ก็ดูวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนี่สิ

เห็นแล้วอยากสวมหมวกปีกกว้าง นั่งๆ นอนๆ เอกเขนกจิบแชมเปญหรือเหล้าท้องถิ่นอย่าง pastis รับลมทะเลให้สาแก่ใจ ยิ่งในฤดูใบไม้ร่วง แดดอุ่นๆ ก่อนพระอาทิตย์ตกดินฉาบทั้งเมืองให้เป็นสีเหลืองส้ม บรรยากาศที่นี่ยังกับเมืองต้องมนตร์ ใครเห็นแล้วต้องถูกสะกดให้หลงรักตลอดไป

การเดินทางมาหย่อนใจที่มาร์เซย์ทำได้หลายทาง จะนั่งเครื่องบินมาลงปารีสแล้วต่อรถไฟความเร็วสูง TGV อีก 3 ชั่วโมงเศษมาที่เมืองใต้ก็ได้ แต่ฉันเลือกอีกวิธีที่สบายและรวดเร็วคือการนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ มาลงที่สนามบิน Nice Côte d’Azur แล้วต่อรถยนต์หรือรถไฟจากเมืองนีซไปมาร์เซย์ ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

เพื่อให้การพักผ่อนเริ่มต้นและจบลงอย่างนิ่มนวลสวยงาม ขอแนะนำให้นั่ง business class ของ Qatar Airways จะได้นั่งจิบแชมเปญและเบอร์รี่สมูตตี้แสนดีงามระหว่างการข้ามทวีป ชีวิตดีเป็นสีชมพูมากจริงๆ

จากคำแนะนำของการท่องเที่ยวแห่งมาร์เซย์และการสำรวจทั่วเมืองเมื่อเท้าแตะดิน ฉันขอประกาศสิ่งดีงามที่ควรทำเมื่อมาเยือนที่นี่ ดังนี้

เดินเล่นที่ย่าน Le Vieux Port

ภาพจำของมาร์เซย์คือท่าเรือที่เต็มไปด้วยเรือสารพัด มองออกไปเห็นเมืองกว้างใหญ่ ที่นี่คือ Le Vieux Port หรือ The Old Port ที่เก่าสมชื่อ เพราะชาวกรีกเมื่อ 600 ปีก่อนคริสตศักราชเข้ามายึดครองพื้นที่ริมทะเลชัยภูมิดีเลิศและสร้างเมือง ในยุคต่อๆ มาเมืองท่านี้ก็กลายเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญของฝรั่งเศส ประวัติศาสตร์สองพันกว่าปีทำให้ที่ตรงนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวและตึกสวยๆ

ฉันเดินเลียบท่าเรือเก่าแก่ ดู Hôtel de Ville (ศาลากลางเมือง) แล้วมุ่งหน้าไปที่ Fort Saint-Jean ป้อมปราการเก่าแก่ที่มีสะพานเชื่อมกับตึก J4 อาคารหลักของ MuCEM (Museum of European and Mediterranean Civilizations) พิพิธภัณฑ์สุดเก๋ที่สร้างขึ้นในปี 2013 เมื่อมาร์เซย์ได้รับเลือกให้เป็นเมืองหลวงของวัฒนธรรมแห่งยุโรป สถาปัตยกรรมเก่าและใหม่ยืนเคียงข้างกันอย่างสง่างามและอ่อนน้อม ไม่ว่าจะเข้าชมมิวเซียมหรือไม่ เราสามารถเดินข้ามสะพานสีดำไปทั้งสองฝั่งเพื่อชมวิวทั้งเมืองได้ฟรี

 จากนั้นฉันก็เดินเลียบ La Canebière ถนนสายเก่าแก่บนเนินเพื่อมองท่าเรือให้เต็มตา แวะ Le Panier ย่านบ้านเก่าที่เต็มไปด้วยกราฟฟิตี้สนุกๆ บนกำแพง

เดินต่อไปอีกหน่อย จะเจอ Hôtel Dieu อดีตโรงพยาบาลประจำเมืองที่มีอายุมากกว่า 800 ปีอยู่บนเนินเล็กๆ ฉันพักที่นี่เลย เพราะปัจจุบันกลายเป็นโรงแรม InterContinental Marseille ไปแล้ว ที่นี่ยังเก็บโครงสร้างงดงามของตึกเก่าไว้ได้ดีมาก แต่ภายในห้องพักตกแต่งสบายใหม่เอี่ยม และบางห้องมีระเบียงมองออกไปเห็นเมืองเก่าทั้งเมือง

นั่งเรือชมเกาะและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

มาถึงท่าเรือทั้งทีก็ต้องลงน้ำ ลองนั่งเรือให้ลมตีหน้าในวันอากาศดีเพื่อดูน้ำใสแจ๋ว ผู้คนพายเรือหรือเล่นกีฬาทางน้ำ กระชังเลี้ยงปลา และแวะชมเกาะเล็กเกาะน้อยและสิ่งก่อสร้างต่างๆ กลางทะเล อย่าง นั่งดูผลงานศิลปะของ Gandolfo Gabriele David ที่เป็นกลุ่มธงสีส้มแบบเสื้อชูชีพ สัญลักษณ์ของการต้อนรับผู้ลี้ภัยสะบัดตามสายลมบน Fort Saint-Jean และไปเยือน Château d’If (If Castle) ป้อมปราการที่เป็นคุกกลางน้ำ สถานที่ขัง José Custodio Faria ที่กลายเป็นตัวละครดังในนิยาย the Count of Monte-Cristo

ถ้าอากาศแจ่มใส การนั่งเรือจะเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก แต่ระวังอย่าลงเล่นน้ำตามโขดหินดีกว่า เพราะแมงกะพรุนสีม่วงสุดคันลอยตุ๊บป่องอยู่เพียบเลย 

Workshop ทำสบู่น้ำมันมะกอกของแท้

ร้านขายของที่ระลึกทุกร้านต้องขาย Savon de Marseille หรือสบู่ก้อนแบบโบราณที่ใช้น้ำมันมะกอกและน้ำทะเลเมดิเตอเรเนียนเป็นส่วนผสม สมัยนี้ไม่ต้องใส่น้ำเค็มแล้ว แต่น้ำมันมะกอกยังคงอยู่คู่สูตรอมตะ ร้าน La Grande Savonnerie ที่เปิดเวิร์กช็อปให้คนทั่วไปเล่าให้ฟังว่าสบู่มาร์เซย์ของแท้มีแค่สีเขียวสำหรับอาบน้ำที่ใช้น้ำมันมะกอก และสีขาวสำหรับซักผ้าที่ใช้น้ำมันปาล์มเท่านั้น สบู่สีสันฉูดฉาดอื่นๆ ไม่นับว่าเป็นของออริจินัล

ถ้าอยากเรียนผสมสบู่ ตัดเป็นก้อน แล้วตอกลายบนสบู่แบบต้นตำรับ ก็แวะไปทำของฝากน่าดมน่าใช้กลับบ้านกันสักครั้ง

ไหว้พระแม่มารีเพื่อสิริมงคล

ถึงออกนอกอาณาเขตสิ่งศักสิทธิ์ไทยก็ยังอุ่นใจได้ว่าโชคดี เพราะเมืองนี้เขาก็มีเจ้าแม่เหมือนกัน พระแม่มารีประจำวิหาร Notre-Dame de la Garde สถิตย์อยู่บนยอดอาคาร คอยก้มลงมองและคุ้มครองชาวเมือง ชาวเรือ และทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนให้ปลอดภัย ขึ้นไปไหว้ La Bonne Mère (ลา บอนน์ แมร์)ดื่มด่ำสถาปัตยกรรมแบบนีโอไบเซนไทน์ แล้วจะรู้สึกจิตใจสงบเมื่อมองเมืองท่าเก่าแก่นี้จากมุมสูง

ชม Cité Radieuse de Marseille ตึกแสนสวยของ Le Corbusier

ต่อให้ไม่ได้สนใจเรื่องสถาปัตยกรรม เมืองแนวตั้งของ Le Corbusier (Charles-Édouard Jeanneret-Gris) ก็ยังน่าสนใจอยู่ดี ในยุคหลังสงครามใหม่ๆ ที่น้ำไฟยังไม่มีแบบทุกวันนี้ สถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่ออกแบบอาคาร 18 ชั้นขนาดใหญ่ที่ไม่ได้เป็นแค่อพาร์ทเมนต์ที่แก้ปัญหาพื้นที่ชุมชนจำกัด แต่ในตึกยังมีโรงเรียน โรงแรม โรงพยาบาล ร้านค้า และสวน ไว้ในที่เดียว 

ปัจจุบันเมืองย่อมๆ นี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและไม่ได้มีคนอยู่แน่นขนัดอีกต่อไปแล้ว แต่ยังมีโรงเรียนอนุบาล แกลเลอรี่ และร้านค้าดีๆ อยู่ข้างใน เขาดีไซน์อาคารโดยมีแสงอาทิตย์ อากาศบริสุทธิ์ ธรรมชาติ และความเงียบ เป็นส่วนประกอบหลัก แต้มด้วยลวดลายการตกแต่งสีสันบนคอนกรีตแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของสถาปนิกชาวสวิส-ฝรั่งเศสคนนี้มากๆ

มาร์แซย์ยังมีมุมน่าสนใจอีกมากมายที่น่ากลับไปสัมผัส เมื่อคิดถึงแดดอุ่นๆ สีทองของเมืองแห่งแสงตะวัน ฉันก็อยากจะ get rich and build our house on a mountain แบบที่เนื้อเพลงว่าไว้ที่นี่จริงๆ

วิธีเดินทางไป Marseille แบบสบายแทบไร้รอยต่อ : นั่งเครื่องบิน business class ของ Qatar Airways จากกรุงเทพฯ มาลงที่สนามบิน Nice Côte d’Azur Airport แล้วต่อรถจากเมืองนีซไปมาร์แซย์ (ตรวจสอบเส้นทางการบินและราคาได้ที่นี่)

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ 

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

 

 

 

Writer & Photographer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load