1

แสงสีทองจากดวงอาทิตย์ส่องทะลุเมฆก้อนหนาลงกระทบผืนหมอกที่ปกคลุมอยู่ทั่วหุบเขา สายลมพัดตีละอองน้ำในอากาศจนฟุ้งกระจายไปทั่ว สายหมอกเริ่มสลายตัวจากความอบอุ่นของไอแดด ไม่นานยอดเขาแหลมเบื้องหลังก็ปรากฏในเห็นพร้อมกับซากเมืองโบราณอายุกว่าสหัสวรรษที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ผมเฝ้ามองแสงแดดฉาบแสงลงบนโครงสร้างสถาปัตย์กรรมเก่าแก่

ในที่สุดผมก็ได้เห็นภาพที่ผมเฝ้ารอคอย เมืองที่สาบสูญแห่งอาณาจักรอินคา Machu Picchu

ผมและภรรยาตัดสินใจลาออกจากงานประจำเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ด้วยความฝันที่จะเดินทางรอบโลก มีหลายสถานที่ที่ถูกปักหมุดไว้และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือ Machu Picchu

เนื่องจากสถานที่ตั้งของเมืองเก่าแห่งอาณาจักรอินคานี้ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอนดีสของประเทศเปรูในทวีปอเมริกาใต้ อยู่ห่างออกไปครึ่งซีกโลก เพื่อให้คุ้มค่ากับเวลาในการเดินทาง ผมและภรรยาจึงวางแผนการเดินทางที่ยาวนานที่สุดในชีวิตคือ 4 เดือนในทวีปอเมริกาใต้

เทือกเขาแอนดีส เทือกเขาแอนดีส

2 เดือนแรกของการเดินทางในอเมริกาใต้ ผ่านไปกับการเดินทางในป่าฝนของประเทศบราซิลและอาร์เจนตินาเพื่อไป Iguazú น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในโลก การเดินเท้าเพื่อชมความสวยงามของธรรมชาติท่ามกลางภูเขาหิมะและธารน้ำแข็งในดินแดนสุดขอบโลกที่ Patagonia การนั่งรถข้าม Atacama ทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุดในโลกในประเทศชิลี และการปีนภูเขาหิมะความสูง 6,000 เมตรของเทือกเขาแอนดีสในประเทศโบลิเวีย

ในที่สุดการเดินทางก็พาเรามาถึง Cusco เมืองหลวงเก่าของอาณาจักรอินคาที่มีอายุเกือบ 1,000 ปี และยังถือเป็นเมืองหลักที่ใช้ในการเดินทางสู่ Machu Picchu อีกด้วย

การเดินทางไป Machu Picchu ทำได้หลายวิธี วิธีที่ง่ายและสะดวกสบายที่สุดคือการนั่งรถบัสและรถไฟไปถึงหน้าประตูทางเข้าแบบไม่ต้องออกแรงและเสียเหงื่อ หรือจะเดินเท้าข้ามภูเขาในเทือกเขาแอนดีสแบบไม่อาศัยยานพาหนะและตัวช่วยใดๆ ก็ได้

แน่นอนว่าเราเลือกวิธีหลัง เพราะจะมีอะไรที่สามารถสร้างประสบการณ์ในการเดินทางไปเมืองที่สาบสูญได้ดีกว่าวิธีการเดียวกับที่ชาวอินคาทำ?

เปรู

Salkantay (ซาล-คาน-ทาย) คือเส้นทางเดินเท้าระยะทางเกือบ 100 กิโลเมตร ใช้เวลา 5 วัน ข้ามช่องเขาความสูง 4,800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ผ่านยอดเขาหิมะ ทะลุป่าดงดิบ และยังเป็นที่ยาวที่สุดในการไป Machu Picchu

สำหรับบางคนอาจจะคิดหนักที่จะเลือกเส้นทางนี้ แต่สำหรับเรามันคือตัวเลือกเดียวที่สมเหตุสมผลที่จะทำให้เราได้ผจญภัย

 

2

รถตู้คันเล็กเคลื่อนตัวออกจาก Cusco ตั้งแต่เช้ามืดลัดเลาะไปตามสันเขาข้างเหวลึกมุ่งหน้าสู่เทือกเขาแอนดีส ยอดภูเขาหิมะค่อยๆ เผยตัวให้เห็นหลังจาก 3 ชั่วโมงของการเดินทาง รถหยุดลงที่ความสูง 3,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ต่อจากนี้ไปคือการเดินเท้าระยะทาง 12 กิโลเมตร

ทางเดินลัดเลาะตามภูเขาบางช่วงกว้าง บางช่วงก็แคบ ต้นไม้ค่อยๆ ลดขนาดลงตามความสูงที่เพิ่มขึ้น จนในที่สุดก็เหลือแค่หญ้าและพุ่มไม้เตี้ยๆ และทิวทัศน์ของเทือกเขาขนาดมหึมาที่โอบล้อมเราไว้ทั่วทุกด้าน

เปรู

เปรู

เราใช้เวลาเดินประมาณ 3 ชั่วโมงกับการเพิ่มระดับความสูง 400 เมตร ก็มาถึงที่พักซึ่งเป็นเพียงเต็นท์เปล่าเอาไว้สำหรับกันลมได้เท่านั้น เราวางกระเป๋าเป้ เก็บสัมภาระ กินอาหารกลางวันเติมพลังจนอิ่ม แล้วเริ่มออกเดินอีกครั้งเพื่อไปยังจุดชมวิวทะเลสาบสีฟ้าที่ละลายจากธารน้ำแข็ง

การเดินไป-กลับ 2 ชั่วโมงเพื่อไปจุดชมวิวนั้น นอกเหนือจากการไปดื่มด่ำกับธรรมชาติแล้วยังเป็นการปรับสภาพร่างกายให้คุ้นเคยกับความสูงเพื่อป้องกันอาการ AMS (Acute Mountain Sickness) หรือการแพ้ความสูงเฉียบพลันที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เมื่ออยู่ในที่สูงเกิน 3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลอีกด้วย

 

3

ท้องฟ้ามืดสนิท อากาศเย็นยะเยือก ผมลืมตาขึ้นมาจากอาการกึ่งหลับกึ่งตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุก ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความหนาวหรืออากาศที่บางเบาที่ทำให้ผมนอนไม่หลับ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ผมก็ไม่สามารถนอนต่อได้ เพราะวันนี้เราต้องเดิน 22 กิโลเมตร ข้ามช่องเขาความสูง 4,600 เมตร ไปยังป่าดงดิบที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของภูเขา ผมรู้ดีว่าวันนี้จะเป็นวันที่เหนื่อยที่สุดของการเดิน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในการเดินขึ้นเขาที่มีความสูงมากกว่า 4,000 ของผม มีอีกหลายที่ซึ่งต้องใช้พลังกายและพลังใจกว่านี้มาก แต่ไม่ว่าจะเดินขึ้นเขาความสูงเท่าไหร่ก็มีอยู่อย่างหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นก็คือ ถ้าอยากไปถึงที่หมายก็ต้องก้าวไปข้างหน้า

เปรู

ผมก้าวเท้าไปอย่างช้าๆ ตามจังหวะของตัวเอง ผมได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นดังอยู่ในอกเพื่อพยายามนำออกซิเจนที่น้อยนิดในอากาศไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ไม่มีความคิดใดหลงเหลืออยู่ในหัว นี่แหละมั้งสาเหตุที่ทำให้ผมหลงรักการเดินเขา เพราะมันเป็นเวลาเดียวที่ทำให้ผมได้อยู่กับตัวเอง

4 ชั่วโมงต่อมาเราก็มาถึงจุดสูงสุดของการเดิน Salkantay ยอดเขาความสูง 6,271 เมตร ซึ่งเป็นชื่อเส้นทางเดินนี้ ห่างออกไปมียอดเขาหิมะอีกหลายยอดโอบล้อมอยู่ ผมมองป่าดงดิบที่อยู่ลึกเข้าไปให้หุบเขาลึกเบื้องล่าง ซึ่งจากนี้ไปคือการเดินลง

 

4

หลังจากผ่านวันที่เหนื่อยที่สุดไปแล้ว การเดินวันที่เหลือก็กลายเป็นเรื่องง่าย อุปสรรคเดียวที่เราเจอก็คือความร้อนอบอ้าวไม่แพ้กับป่าดงดิบของไทย น่าประหลาดใจที่ภายในระยะการเดินไม่กี่วัน สภาพแวดล้อมเปลี่ยนจากภูเขาหิมะอุณภูมิติดลบมาเป็นป่าเขตฝนที่ร้อนเหนอะหนะได้อย่างคาดไม่ถึง

เราใช้เวลาอีก 2 วันในการเดินบนถนนลูกรังและรางรถไฟจนในที่สุดเราก็ไปถึงเมือง Aguas Calientes ซึ่งเป็นประตูสู่ Machu Picchu

ที่นี่เรามีทางเลือกสองทางในการไป Machu Picchu นั่นก็คือการนั่งรถประจำทางจนไปถึงหน้าประตูทางเข้า หรือการเดินขึ้นเขาชันสูงที่สูงเกือบ 2 เท่าของตึกใบหยก 2 ด้วยกำลังขาของตัวเอง

เนื่องจากเราใช้พลังงานอย่างหนักจากการเดินเท้าตลอด 4 วันที่ผ่านมา ทำให้เราตัดสินใจได้อย่างไม่ยากว่าการเดินทางในส่วนที่เหลือนั้นเราต้องเดินขึ้นไปเอง

อาจจะเป็นการตัดสินใจที่แปลกประหลาดไปสักหน่อย แต่ผมรู้สึกว่าความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาจะสูญเปล่า ถ้าเรายอมแพ้และตัดสินใจนั่งรถประจำทางขึ้นไป

 

5

นาฬิกาปลุกบอกเวลา 3 นาฬิกา 30 นาที เราตื่นเพื่อเตรียมตัวออกเดินไป Machu Picchu วันที่ความฝันของเราจะกลายเป็นความจริง

ผมบอกไม่ถูกว่าตัวเองตื่นเต้นแค่ไหน แต่การไปยืนรอประตูทางเดินขึ้น Machu Picchu ตั้งแต่ตี 4 คงจะพอบรรยายความรู้สึกของผมในวันนั้นได้

เมื่อประตูเปิดตอนตี 5 ผมก็เริ่มเดิน เดิน เดิน และเดิน การเดินขึ้นเขาในความมืดไม่ใช่เรื่องที่ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ เพราะนอกจากจะเหนื่อยแล้วยังไม่เห็นทิวทัศน์ใดๆ ให้บันเทิงสายตา แต่ผมก็รู้ดีว่าสิ่งที่สวยงามนั้นรออยู่บนยอดเขา และถ้าอยากเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นเหนืออาณาจักรอินคาก็มีตัวเลือกอื่น

เรามาถึงหน้าประตูทางเข้า Machu Picchu ก่อนเวลาเปิด 10 นาที อันที่จริงเราอยู่ในกลุ่ม 10 คนแรกที่มาถึงหน้าประตู แถมมาถึงก่อนรถประจำทางคันแรกและนักท่องเที่ยวอีกนับพันที่กำลังทยอยเดินทางมาเมืองโบราณแห่งนี้

การได้เป็นคนแรกๆ ที่ได้เดินเข้า Machu Picchu ให้ความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนแรกที่ค้นพบอาณาจักรที่สาบสูญ ไม่มีร่องรอยของมนุษย์คนใดให้เห็น มีก็แต่เพียงซากปรักหักพังอายุหลายร้อยปี

แสงสีทองจากดวงอาทิตย์ส่องทะลุเมฆก้อนหนาลงกระทบผืนหมอกที่ปกคลุมอยู่ทั่วหุบเขา สายหมอกเริ่มสลายตัวจากความอบอุ่นของไอแดด ไม่นานยอดเขาแหลมเบื้องหลังก็ปรากฏในเห็นพร้อมกับซากเมืองโบราณอายุกว่าครึ่งสหัสวรรษที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร

Machu Picchu

Machu Picchu

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในความฝัน ผมไม่อาจหาคำพูดใดที่มาบรรยายความรู้สึกของผมได้

ในที่สุดผมก็ได้เห็นภาพที่ผมเฝ้ารอคอยมาแสนนาน เมืองที่สาบสูญแห่งอาณาจักรอินคา Machu Picchu อยู่ตรงหน้าผมแล้ว

Machu Picchu

 

6

เราใช้เวลาครึ่งวันในการเดินสำรวจรอบ Machu Picchu

ถึงแม้จะเป็นไม่เวลาไม่นานเมื่อเทียบกับการเดินทางตลอดหลายวันที่ผ่านมา แต่มันก็คุ้มค่าทุกความเหนื่อยที่ต้องต้องเจอ เพราะการมาถึงดินแดนมหัศจรรย์ด้วยสองเท้าของเราเองนั้นเป็นประสบการณ์ที่เราจะไม่มีวันลืม

Machu Picchu

ในที่สุดก็ได้เวลาบอกลา เราหันหลังให้กับสถานที่ในฝัน เดินลงเขาชันเพื่อกลับไปฉลองความสำเร็จและรอคอยการเดินทางตามความฝันครั้งใหม่

จนกว่าเราจะออกเดินทางอีกครั้ง

Machu Picchu

ถ้าใครอยากไปมาชูปิกชู เมืองสาบสูญแห่งอินคา กับแคมเปญ Machu Picchu Ultimate Peru สมัครผ่านภารกิจ U Citizen และ Up2U ตามนี้ได้เลย

กติกาการเข้าร่วมภารกิจ U Citizen

  1. ล็อกอิน machucitizen.machucan.com ด้วยแอคเคานต์ Facebook ของคุณ
  2. ถ่ายรูปในสไตล์ที่เป็นคุณสุดสร้างสรรค์บนเทมเพลตที่เรามีให้ ในแบบที่เราต้องเลือกคุณไปมาชูปิกชูกับเรา
  3. ใส่แคปชันโดนๆ สไตล์ U แล้วอัพโหลดภาพตัวเองลงบน Facebook, Instagram หรือ Twitter
  4. ติดแฮชแท็ก #machUcan #machUcitizen พร้อมเปิดโพสต์เป็นสาธารณะ เพื่อลุ้นเป็นส่วนหนึ่งในรอบต่อไป!

กติกาการเข้าร่วมภารกิจ Up2U

  1. ถ่ายภาพนิ่ง คลิป ความยาวไม่เกิน 45 วินาที อะไรก็ได้ที่คิดว่าดี คิดว่าเด็ด ชนิดที่ว่าเล่นซะกรรมการมีเหวอ
  2. อัพโหลดลง Instagram และ Facebook และ Twitter พร้อมติดแฮชแท็ก #machUcan #Up2U พร้อมเปิดโพสต์เป็นสาธารณะ

ติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขการร่วมกิจกรรม พร้อมการประกาศผลที่ www.machUcan.com

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

ภควัต ทองเจริญ

ช่างภาพ นักเขียน และนักเดินทางที่หลงรักการผจญภัย หลงใหลการปีนเขา เจ้าของเพจ PakaPrich Adventure

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

8 กุมภาพันธ์ 2566
208

“เธอ ไปโมร็อกโกกันดีกว่า สวิตเซอร์แลนด์หน้าหนาวมันน่าเบื่อ จากสวิตเซอร์แลนด์บินไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง ไปกับ Easy Jet เป็น Low Cost Airline ไม่แพง เที่ยวที่นี่ถูกกว่ายุโรปด้วย” คุณแฟนชาวสวิสเอ่ยชวนขึ้น

“อืม ก็ได้นะ อยากไปทะเลทรายซาฮาราเหมือนกัน เราไปนอนแคมป์กลางทะเลทรายซาฮารากันดีกว่า ได้ยินชื่อมาตั้งแต่เรียนตอนเด็ก อยากจะไปเห็นกับตาตัวเองซักที”

“ฉันอยากไป Jardin Majorelle พิพิธภัณฑ์ของ อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ (Yves Saint-Laurent) ที่เมืองมาร์ราเกชด้วย”

“มีพิพิธภัณฑ์ของ อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ ที่โมร็อกโกด้วยเหรอ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย โอเค ๆ ไปกัน”

ด้วยประโยคเชิญชวนของแฟนนี้ จึงเป็นที่มาของ Road Trip 20 วันในประเทศโมร็อกโกของเรา หลังจากตกลงปลงใจว่าจะไปกันเรียบร้อยแล้วนั้น เราก็เริ่มจองตั๋วเครื่องบิน ทำการบ้าน หาข้อมูล จองที่พัก เช่ารถล่วงหน้ากันเสร็จสรรพ ซึ่งทริปนี้เราบินไป-กลับจากเมืองบาเซิล (สวิตเซอร์แลนด์)-เมืองมาร์ราเกช (โมร็อกโก)

การเดินทางจากเมืองบาเซิล สวิตเซอร์แลนด์ ไปยังสนามบินในเมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก ใช้เวลาเดินทางแค่ 3 ชั่วโมงครึ่ง จากสวิตเซอร์แลนด์มาโมร็อกโกความแตกต่างจึงบังเกิด ถือเป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้น สวยงาม และน่าจดจำมากเลยทีเดียว

เริ่มต้นกันที่เมืองมาร์ราเกช เมืองใหญ่อันดับ 4 ของโมร็อกโก 1 ใน 4 เมืองอิมพีเรียล และเป็นเมืองหลวงของภูมิภาคมาราเกช-ซาฟี ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเชิงเขาของเทือกเขาแอตลาสในทวีปแอฟริกา

เมืองนี้ถือเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวมากมาย เพราะมีจุดเด่นและเอกลักษณ์แบบเฉพาะตัวมาก ทั้งสถาปัตยกรรม อาหารการกิน รวมถึงการใช้ลาเป็นพาหนะขนของ ซึ่งวิ่งปะปนกับรถยนต์ จักรยานยนต์ จักรยาน และรถอื่น ๆ บนท้องถนนเป็นเรื่องปกติ บอกเลยว่าตัดภาพจากสวิตเซอร์แลนด์มาโมร็อกโกก็จะมีความงง ๆ นิดหนึ่ง

จากสนามบินเดินทางไปยังตัวเมืองก็จะเริ่มเห็นรถม้าพานักท่องเที่ยววิ่งชมเมือง ถือว่าธรรมดา ยังไม่แปลก

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

พอแอร์พอร์ตบัสเริ่มขับเข้ามาในตัวเมืองเรื่อย ๆ อ้าว! อันนี้ไม่ใช่รถม้าที่พานักท่องเที่ยวนั่งชมเมืองแต่อย่างใด แต่คือรถลากด้วยลาที่ใช้ขนของ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตปกติของชาวมาร์ราเกช พวกเขาจะวิ่งกันอยู่บนถนนเส้นเดียวกันกับที่รถต่าง ๆ วิ่งอยู่นั่นแหละ

พอเข้ามาในย่านตัวเมือง เราได้เห็นบ้านโมร็อกโกแบบดั้งเดิม กำแพงขนาดใหญ่และประตู ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังสัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในท้องถิ่นได้ รวมถึงการใช้ลาเป็นพาหนะขนของด้วย

นี่คือลานะคะ ไม่ใช่ม้า เมืองนี้เขายังใช้ลาเป็นพาหนะเป็นเรื่องปกติ สังเกตว่าลาตัวเล็กกว่าและมีราคาถูกกว่า

ลาถูกเลี้ยงครั้งแรกเมื่อประมาณ 6,000 ปีที่แล้ว ในแอฟริกาเหนือและอียิปต์ เพื่อกินเนื้อและนม จนกระทั่งเมื่อประมาณ 2,000 ปีที่แล้ว ลาเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ใช้บรรทุกผ้าไหมจากมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตามเส้นทางสายไหมเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่น

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ต่อมา สิ่งที่ขาดไม่ได้ของการมาเที่ยวเมืองมาร์ราเกชคือการเดินตลาด ไม่ว่าจะเป็น Souks ตลาดสด และ Traditional Bazaars ตลาดแบบดั้งเดิม เราได้เห็นความงดงามของตรอกซอกซอยและตลาดขายของที่ระลึก ของกระจุกกระจิก เสื้อผ้า รองเท้า บอกได้เลยว่าสินค้าเหล่านั้นดูน่าสนใจไปหมด ทั้งเรื่องสีสัน พรม ผ้าทอ โดยเฉพาะเครื่องเทศนานาชนิด และถ้วยชามที่มีเอกลักษณ์การออกแบบอย่างสวยงามที่วางขายกันละลานตา

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

การเจอลาวิ่งอยู่ในตลาดเป็นเรื่องปกติมาก รวมไปถึงจักรยานและมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งปะปนอยู่กับคนเดินเท้าในตรอกซอกซอยของตลาดแคบ ๆ เพราะฉะนั้น เวลาเดินต้องคอยระวังหรือคอยหลบเขาด้วย

หนึ่งในสาเหตุที่ชาวมาร์ราเกชยังใช้ลาเป็นพาหนะในการบรรทุกข้าวของ โดยเฉพาะในตัวเมืองเก่า (Old Town) และในตลาดหรือที่เรียกว่าเมดินา (Medina) เพราะถนนในเมดินาแคบและเล็ก อีกทั้งยังมีการก่อสร้างปรับปรุงอยู่ตลอด การใช้ลาเป็นพาหนะขนส่งสิ่งของรวมถึงวัสดุก่อสร้าง จึงสะดวกสำหรับชาวเมืองนี้

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ในตลาดมีแผงขายเครื่องเทศสีสันสดใสมากมาย ซึ่งเครื่องเทศถือเป็นสัญลักษณ์ของอาหารโมร็อกโกแท้ ๆ นอกจากทำให้อาหารน่ารับประทาน ยังเป็นที่รู้จักในการใช้เป็นยาอีกด้วย โดยเครื่องเทศ 10 ชนิดที่สำคัญที่สุดสำหรับอาหารโมร็อกโก ได้แก่ พริกป่น อบเชย ขมิ้น ขิง พริกไทยดำ โป๊ยกั๊ก เมล็ดยี่หร่า ปาปริก้า และหญ้าฝรั่น ซึ่งถือเป็นสุดยอดเครื่องเทศที่แพงที่สุดในโลก

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

จากเรื่องลามาถึงเรื่องอาหารโมร็อกโกที่อยากพูดถึงกันบ้าง เพราะส่วนตัวชอบและรู้สึกว่าอร่อยมาก ในตลาดมีร้านอาหารท้องถิ่นให้เลือกทานเยอะแยะ

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

จานนี้คือ ‘Tagine’ (ทาจีน) เป็นอาหารท้องถิ่น ตุ๋นมาในจานดินเผาทรงกลมแบบดั้งเดิม มีฝาปิดรูปกรวยที่ใช้สำหรับกักเก็บความร้อนและรสชาติ ใช้ตุ๋นเนื้อสัตว์และผักจนนุ่ม มีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ โดยเครื่องเทศที่ใช้ปรุงทาจีน ได้แก่ พริกไทยดำ ขิง ปาปริก้า และขมิ้น นอกจากเนื้อสัตว์ยังมีพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเลนทิลและถั่วชิกพี ก็ยังนิยมใส่เป็นส่วนผสมของทาจีน รวมไปถึงผักที่มีประโยชน์อย่างฟักทอง มันฝรั่ง และแคร์รอต เหล่านี้ก็จะใส่ลงไปเพื่อเพิ่มรสเค็ม โดยเราสั่งได้ว่าจะเอาทาจีนผัก มังสวิรัติ เนื้อวัว เนื้อแกะ หรือไก่ จานนี้ทานกับมันฝรั่งปรุงรสด้วยเครื่องเทศแล้วอร่อยดี แต่ประเทศนี้เขาเป็นมุสลิม เลยไม่มีหมูค่ะ

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

จานนี้ชื่อว่า ‘Couscous’ (คูสคูส) เป็นอีกหนึ่งอาหารหลักของชาวโมร็อกโก และเป็นอาหารแบบดั้งเดิมของแอฟริกาเหนือ ที่เห็นคล้าย ๆ เมล็ดข้าว คือเมล็ดแป้งสาลีนึ่ง ทานกับสตูเนื้อสัตว์และผัก เสิร์ฟพร้อมขนมปัง มะกอก และสลัดสไตล์โมร็อกโก

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

  และสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ‘Moroccan Mint Tea’ หรือเรียกว่า ชามินต์โมร็อกโก เป็นชาเขียวของแอฟริกาเหนือ ปรุงด้วยใบสเปียร์มินต์และน้ำตาลที่เขาเอาไว้เสิร์ฟเพื่อต้อนรับแขกตามธรรมเนียม บอกเลยว่าชาวโมร็อกโกนิยมดื่มชามาก เรียกได้ว่าดื่มกันทั้งวัน ถ้ารู้สึกว่าชาขมไปก็ใส่น้ำตาลแบบก้อนเพิ่มลงไปได้

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

อิ่มท้องแล้วก็ไปต่อกันที่พิพิธภัณฑ์ของ Yves Saint-Laurent ซึ่งเป็นจุดหมายปลายของคุณแฟน

Jardin Majorelle หรือ Majorelle Garden จริง ๆ แล้วไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ซะทีเดียว แต่มีลักษณะคล้ายบ้านสวนมากกว่า สถานที่นี้ได้รับการออกแบบโดยศิลปินชาวฝรั่งเศสชื่อ Jacques Majorelle จิตรกรหนุ่มผู้ทะเยอทะยานที่ถูกส่งไปอยู่ที่โมร็อกโกราวปี 1917 เพื่อพักฟื้นจากอาการป่วยหนัก และเมื่อเขาเดินทางมายังมาร์ราเกช เขาก็ตกหลุมรักสีสันที่สดใสและชีวิตตามท้องถนน จนตัดสินใจตั้งถิ่นฐานถาวรที่เมืองนี้

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ในปี 1923 หลังจากที่ Jacques Majorelle แต่งงาน เขาซื้อที่ดินขนาด 4 เอเคอร์ซึ่งตั้งอยู่ริมสวนปาล์ม แล้วสร้างบ้านในสไตล์โมร็อกกัน และค่อย ๆ ซื้อที่ดินเพิ่มเติมอีกประมาณ 10 เอเคอร์ ในบริเวณรอบที่พัก จากนั้นเริ่มปลูกสวนที่เขียวชอุ่มที่เขาถือว่า เป็น ‘ห้องทดลองทางพฤกษศาสตร์’ โดยเริ่มปลูกพืชและเก็บตัวอย่างต้นไม้แปลกใหม่จากทั่วทุกมุมโลกมารวมไว้

ต่อมาสวนแห่งนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ ‘Jardins Majorelle’ หรือ ‘Majorelle’ เขาอุทิศตนเพื่อพัฒนาสวนแห่งนี้เป็นเวลาเกือบ 40 ปีจนกลายเป็นผลงานสำคัญของชีวิต 

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ในช่วงชีวิตของเขา Majorelle มีชื่อเสียงในฐานะจิตรกรชาวตะวันออกผู้โด่งดังด้วยเฉดสีพิเศษของสีน้ำเงินโคบอลต์เข้ม เขาได้รับแรงบันดาลใจจากกระเบื้องสีที่เคยเห็นรอบเมืองมาร์ราเกชและในบ้านที่ถูกไฟไหม้ของชาวเบอร์เบอร์ (ชนพื้นเมืองของประเทศโมร็อกโก) ซึ่งต่อมาการออกแบบลักษณะนี้ได้รับชื่อตามเขาว่า ‘Bleu Majorelle’ อีกทั้งยังมีการจดสิทธิบัตรสีในชื่อของเขาเอาไว้ด้วย

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

แล้วบ้านสวนแห่งนี้เกี่ยวอะไรกับ Yves Saint-Laurent 

เนื่องจากบ้านสวนแห่งนี้มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูงมาก ในปี 1947 Majorelle จึงเปิดสวนให้คนทั่วไปเข้าชมโดยคิดค่าเข้า แต่ต่อมาหลังจากการหย่าร้างในปี 1950 Majorelle ก็ถูกบังคับให้ขายบ้านและที่ดิน บ้านสวนแห่งนี้จึงถูกละเลยและทรุดโทรมลง จนในปี 1980 Yves Saint-Laurent และ ปิแอร์ แบร์เก (Pierre Bergé) ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศสผู้เป็นทั้งคู่รักและพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจมาถึงโมร็อกโกครั้งแรกในปี 1966 จึงซื้อ Jardin Majorelle เอาไว้เพื่อช่วยไม่ให้ที่นี่ถูกทำลาย

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ เคยกล่าวไว้ว่า Jardin Majorelle มอบแรงบันดาลใจไม่รู้จบให้กับเขา และเขาก็มักฝันถึงสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ของสถานที่แห่งนี้ ในปี 2008 หลังจากที่เขาเสียชีวิต เถ้ากระดูกของเขาก็ถูกโรยไว้ที่สวน Majorelle แห่งนี้ด้วย

ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา มูลนิธิ Pierre Bergé-Yves Saint Laurent ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรของฝรั่งเศสได้เข้ามาเป็นเจ้าของบ้านสวนแห่งนี้ และตั้งแต่ปี 2011 ก็ได้รับการจัดการโดยมูลนิธิ Jardin Majorelle ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร โดยมี Pierre Bergé เป็นผู้อำนวยการของ Garden’s Foundation จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี 2017

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต
ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

ใน Jardin Majorelle ยังมีหอแสดงเรื่องราวและประวัติของ อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ รวมถึงมีผลิตภัณฑ์โมร็อกโกแบบดั้งเดิมจัดแสดงและวางจำหน่าย โดยเป็นผลิตภัณฑ์ทำมือโดยช่างฝีมือชาวโมร็อกโกที่ดีที่สุด ใช้วัสดุที่มีคุณภาพสูงสุด และประณีตที่สุด มีการผสมผสานการใช้สีน้ำเงินโคบอลต์เข้ม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Majorelle และตกแต่งภายในด้วยสีสันสดใส เพื่อแสดงความเคารพโดยตรงต่อดีไซเนอร์ชื่อดัง เนื่องจากผลงานของเขาได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งจากสีสันของเมืองมาร์ราเกชแห่งนี้

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

สำหรับเมืองมาร์ราเกช อย่างแรกต้องบอกเลยว่าการจราจรในเมืองถือเป็นสิ่งที่แปลกตาสำหรับเรามาก นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นการใช้ลาเป็นพาหนะขนของ ซึ่งยังมีอยู่จริงในทวีปแอฟริกา ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหนังเรื่อง อะลาดิน หรือย้อนกลับไปเมื่อหลายพันปีที่แล้วก็ว่าได้

การได้มาเยือนเมืองนี้จึงถือเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่ง ตื่นเต้น และสนุกสนานมาก รวมถึงเรื่องของความสวยงาม สถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ สีสันที่โดดเด่นของสถานที่อย่าง Jardin Majorelle บ้านสวนที่มีต้นไม้นานาชนิด ตั้งแต่ต้นส้ม กระบองเพชรนานาพันธุ์ ไปจนถึงต้นไผ่จากเอเชีย ทำให้สถานแห่งนี้มีเสน่ห์ดึงดูดให้คู่รักดีไซเนอร์ระดับโลกต้องซื้อเอาไว้ และเป็นสถานที่แห่งแรงบันดาลใจที่นำมาสู่ผลงานแฟชั่นระดับโลกมากมาย

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

ท่ามกลางการจราจรอันแปลกตา น้องลาที่วิ่งอยู่บนถนน ผสมผสานสีสันของสถาปัตยกรรมอย่างลงตัว ทำให้มาร์ราเกชไม่เหมือนกับเมืองไหนที่เราเคยเดินทางผ่านมาเลยก็ว่าได้

จริง ๆ แล้วโมร็อกโกเป็นประเทศที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม มีสถานที่น่าสนใจ รวมถึงมีทะเลทรายซาฮารา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง Dream Destination ของเรา ประสบการณ์และความสนุกสนานในมาร์ราเกชจึงเป็นแค่จุดเริ่มต้นของ Road Trip 20 วันที่ประเทศโมร็อกโกของเราเท่านั้น!

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พรพิไล คงเกตุ มูเมนทาเลอร์

พรพิไล คงเกตุ มูเมนทาเลอร์

ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นฟรีแลนซ์ นักแปล นักเขียนอิสระ รับจ้างเลี้ยงแมว ผู้ชื่นชอบในการท่องเที่ยวและถ่ายภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load