1

แสงสีทองจากดวงอาทิตย์ส่องทะลุเมฆก้อนหนาลงกระทบผืนหมอกที่ปกคลุมอยู่ทั่วหุบเขา สายลมพัดตีละอองน้ำในอากาศจนฟุ้งกระจายไปทั่ว สายหมอกเริ่มสลายตัวจากความอบอุ่นของไอแดด ไม่นานยอดเขาแหลมเบื้องหลังก็ปรากฏในเห็นพร้อมกับซากเมืองโบราณอายุกว่าสหัสวรรษที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ผมเฝ้ามองแสงแดดฉาบแสงลงบนโครงสร้างสถาปัตย์กรรมเก่าแก่

ในที่สุดผมก็ได้เห็นภาพที่ผมเฝ้ารอคอย เมืองที่สาบสูญแห่งอาณาจักรอินคา Machu Picchu

ผมและภรรยาตัดสินใจลาออกจากงานประจำเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ด้วยความฝันที่จะเดินทางรอบโลก มีหลายสถานที่ที่ถูกปักหมุดไว้และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือ Machu Picchu

เนื่องจากสถานที่ตั้งของเมืองเก่าแห่งอาณาจักรอินคานี้ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอนดีสของประเทศเปรูในทวีปอเมริกาใต้ อยู่ห่างออกไปครึ่งซีกโลก เพื่อให้คุ้มค่ากับเวลาในการเดินทาง ผมและภรรยาจึงวางแผนการเดินทางที่ยาวนานที่สุดในชีวิตคือ 4 เดือนในทวีปอเมริกาใต้

เทือกเขาแอนดีส เทือกเขาแอนดีส

2 เดือนแรกของการเดินทางในอเมริกาใต้ ผ่านไปกับการเดินทางในป่าฝนของประเทศบราซิลและอาร์เจนตินาเพื่อไป Iguazú น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในโลก การเดินเท้าเพื่อชมความสวยงามของธรรมชาติท่ามกลางภูเขาหิมะและธารน้ำแข็งในดินแดนสุดขอบโลกที่ Patagonia การนั่งรถข้าม Atacama ทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุดในโลกในประเทศชิลี และการปีนภูเขาหิมะความสูง 6,000 เมตรของเทือกเขาแอนดีสในประเทศโบลิเวีย

ในที่สุดการเดินทางก็พาเรามาถึง Cusco เมืองหลวงเก่าของอาณาจักรอินคาที่มีอายุเกือบ 1,000 ปี และยังถือเป็นเมืองหลักที่ใช้ในการเดินทางสู่ Machu Picchu อีกด้วย

การเดินทางไป Machu Picchu ทำได้หลายวิธี วิธีที่ง่ายและสะดวกสบายที่สุดคือการนั่งรถบัสและรถไฟไปถึงหน้าประตูทางเข้าแบบไม่ต้องออกแรงและเสียเหงื่อ หรือจะเดินเท้าข้ามภูเขาในเทือกเขาแอนดีสแบบไม่อาศัยยานพาหนะและตัวช่วยใดๆ ก็ได้

แน่นอนว่าเราเลือกวิธีหลัง เพราะจะมีอะไรที่สามารถสร้างประสบการณ์ในการเดินทางไปเมืองที่สาบสูญได้ดีกว่าวิธีการเดียวกับที่ชาวอินคาทำ?

เปรู

Salkantay (ซาล-คาน-ทาย) คือเส้นทางเดินเท้าระยะทางเกือบ 100 กิโลเมตร ใช้เวลา 5 วัน ข้ามช่องเขาความสูง 4,800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ผ่านยอดเขาหิมะ ทะลุป่าดงดิบ และยังเป็นที่ยาวที่สุดในการไป Machu Picchu

สำหรับบางคนอาจจะคิดหนักที่จะเลือกเส้นทางนี้ แต่สำหรับเรามันคือตัวเลือกเดียวที่สมเหตุสมผลที่จะทำให้เราได้ผจญภัย

 

2

รถตู้คันเล็กเคลื่อนตัวออกจาก Cusco ตั้งแต่เช้ามืดลัดเลาะไปตามสันเขาข้างเหวลึกมุ่งหน้าสู่เทือกเขาแอนดีส ยอดภูเขาหิมะค่อยๆ เผยตัวให้เห็นหลังจาก 3 ชั่วโมงของการเดินทาง รถหยุดลงที่ความสูง 3,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ต่อจากนี้ไปคือการเดินเท้าระยะทาง 12 กิโลเมตร

ทางเดินลัดเลาะตามภูเขาบางช่วงกว้าง บางช่วงก็แคบ ต้นไม้ค่อยๆ ลดขนาดลงตามความสูงที่เพิ่มขึ้น จนในที่สุดก็เหลือแค่หญ้าและพุ่มไม้เตี้ยๆ และทิวทัศน์ของเทือกเขาขนาดมหึมาที่โอบล้อมเราไว้ทั่วทุกด้าน

เปรู

เปรู

เราใช้เวลาเดินประมาณ 3 ชั่วโมงกับการเพิ่มระดับความสูง 400 เมตร ก็มาถึงที่พักซึ่งเป็นเพียงเต็นท์เปล่าเอาไว้สำหรับกันลมได้เท่านั้น เราวางกระเป๋าเป้ เก็บสัมภาระ กินอาหารกลางวันเติมพลังจนอิ่ม แล้วเริ่มออกเดินอีกครั้งเพื่อไปยังจุดชมวิวทะเลสาบสีฟ้าที่ละลายจากธารน้ำแข็ง

การเดินไป-กลับ 2 ชั่วโมงเพื่อไปจุดชมวิวนั้น นอกเหนือจากการไปดื่มด่ำกับธรรมชาติแล้วยังเป็นการปรับสภาพร่างกายให้คุ้นเคยกับความสูงเพื่อป้องกันอาการ AMS (Acute Mountain Sickness) หรือการแพ้ความสูงเฉียบพลันที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เมื่ออยู่ในที่สูงเกิน 3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลอีกด้วย

 

3

ท้องฟ้ามืดสนิท อากาศเย็นยะเยือก ผมลืมตาขึ้นมาจากอาการกึ่งหลับกึ่งตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุก ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความหนาวหรืออากาศที่บางเบาที่ทำให้ผมนอนไม่หลับ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ผมก็ไม่สามารถนอนต่อได้ เพราะวันนี้เราต้องเดิน 22 กิโลเมตร ข้ามช่องเขาความสูง 4,600 เมตร ไปยังป่าดงดิบที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของภูเขา ผมรู้ดีว่าวันนี้จะเป็นวันที่เหนื่อยที่สุดของการเดิน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในการเดินขึ้นเขาที่มีความสูงมากกว่า 4,000 ของผม มีอีกหลายที่ซึ่งต้องใช้พลังกายและพลังใจกว่านี้มาก แต่ไม่ว่าจะเดินขึ้นเขาความสูงเท่าไหร่ก็มีอยู่อย่างหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นก็คือ ถ้าอยากไปถึงที่หมายก็ต้องก้าวไปข้างหน้า

เปรู

ผมก้าวเท้าไปอย่างช้าๆ ตามจังหวะของตัวเอง ผมได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นดังอยู่ในอกเพื่อพยายามนำออกซิเจนที่น้อยนิดในอากาศไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ไม่มีความคิดใดหลงเหลืออยู่ในหัว นี่แหละมั้งสาเหตุที่ทำให้ผมหลงรักการเดินเขา เพราะมันเป็นเวลาเดียวที่ทำให้ผมได้อยู่กับตัวเอง

4 ชั่วโมงต่อมาเราก็มาถึงจุดสูงสุดของการเดิน Salkantay ยอดเขาความสูง 6,271 เมตร ซึ่งเป็นชื่อเส้นทางเดินนี้ ห่างออกไปมียอดเขาหิมะอีกหลายยอดโอบล้อมอยู่ ผมมองป่าดงดิบที่อยู่ลึกเข้าไปให้หุบเขาลึกเบื้องล่าง ซึ่งจากนี้ไปคือการเดินลง

 

4

หลังจากผ่านวันที่เหนื่อยที่สุดไปแล้ว การเดินวันที่เหลือก็กลายเป็นเรื่องง่าย อุปสรรคเดียวที่เราเจอก็คือความร้อนอบอ้าวไม่แพ้กับป่าดงดิบของไทย น่าประหลาดใจที่ภายในระยะการเดินไม่กี่วัน สภาพแวดล้อมเปลี่ยนจากภูเขาหิมะอุณภูมิติดลบมาเป็นป่าเขตฝนที่ร้อนเหนอะหนะได้อย่างคาดไม่ถึง

เราใช้เวลาอีก 2 วันในการเดินบนถนนลูกรังและรางรถไฟจนในที่สุดเราก็ไปถึงเมือง Aguas Calientes ซึ่งเป็นประตูสู่ Machu Picchu

ที่นี่เรามีทางเลือกสองทางในการไป Machu Picchu นั่นก็คือการนั่งรถประจำทางจนไปถึงหน้าประตูทางเข้า หรือการเดินขึ้นเขาชันสูงที่สูงเกือบ 2 เท่าของตึกใบหยก 2 ด้วยกำลังขาของตัวเอง

เนื่องจากเราใช้พลังงานอย่างหนักจากการเดินเท้าตลอด 4 วันที่ผ่านมา ทำให้เราตัดสินใจได้อย่างไม่ยากว่าการเดินทางในส่วนที่เหลือนั้นเราต้องเดินขึ้นไปเอง

อาจจะเป็นการตัดสินใจที่แปลกประหลาดไปสักหน่อย แต่ผมรู้สึกว่าความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาจะสูญเปล่า ถ้าเรายอมแพ้และตัดสินใจนั่งรถประจำทางขึ้นไป

 

5

นาฬิกาปลุกบอกเวลา 3 นาฬิกา 30 นาที เราตื่นเพื่อเตรียมตัวออกเดินไป Machu Picchu วันที่ความฝันของเราจะกลายเป็นความจริง

ผมบอกไม่ถูกว่าตัวเองตื่นเต้นแค่ไหน แต่การไปยืนรอประตูทางเดินขึ้น Machu Picchu ตั้งแต่ตี 4 คงจะพอบรรยายความรู้สึกของผมในวันนั้นได้

เมื่อประตูเปิดตอนตี 5 ผมก็เริ่มเดิน เดิน เดิน และเดิน การเดินขึ้นเขาในความมืดไม่ใช่เรื่องที่ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ เพราะนอกจากจะเหนื่อยแล้วยังไม่เห็นทิวทัศน์ใดๆ ให้บันเทิงสายตา แต่ผมก็รู้ดีว่าสิ่งที่สวยงามนั้นรออยู่บนยอดเขา และถ้าอยากเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นเหนืออาณาจักรอินคาก็มีตัวเลือกอื่น

เรามาถึงหน้าประตูทางเข้า Machu Picchu ก่อนเวลาเปิด 10 นาที อันที่จริงเราอยู่ในกลุ่ม 10 คนแรกที่มาถึงหน้าประตู แถมมาถึงก่อนรถประจำทางคันแรกและนักท่องเที่ยวอีกนับพันที่กำลังทยอยเดินทางมาเมืองโบราณแห่งนี้

การได้เป็นคนแรกๆ ที่ได้เดินเข้า Machu Picchu ให้ความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนแรกที่ค้นพบอาณาจักรที่สาบสูญ ไม่มีร่องรอยของมนุษย์คนใดให้เห็น มีก็แต่เพียงซากปรักหักพังอายุหลายร้อยปี

แสงสีทองจากดวงอาทิตย์ส่องทะลุเมฆก้อนหนาลงกระทบผืนหมอกที่ปกคลุมอยู่ทั่วหุบเขา สายหมอกเริ่มสลายตัวจากความอบอุ่นของไอแดด ไม่นานยอดเขาแหลมเบื้องหลังก็ปรากฏในเห็นพร้อมกับซากเมืองโบราณอายุกว่าครึ่งสหัสวรรษที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร

Machu Picchu

Machu Picchu

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในความฝัน ผมไม่อาจหาคำพูดใดที่มาบรรยายความรู้สึกของผมได้

ในที่สุดผมก็ได้เห็นภาพที่ผมเฝ้ารอคอยมาแสนนาน เมืองที่สาบสูญแห่งอาณาจักรอินคา Machu Picchu อยู่ตรงหน้าผมแล้ว

Machu Picchu

 

6

เราใช้เวลาครึ่งวันในการเดินสำรวจรอบ Machu Picchu

ถึงแม้จะเป็นไม่เวลาไม่นานเมื่อเทียบกับการเดินทางตลอดหลายวันที่ผ่านมา แต่มันก็คุ้มค่าทุกความเหนื่อยที่ต้องต้องเจอ เพราะการมาถึงดินแดนมหัศจรรย์ด้วยสองเท้าของเราเองนั้นเป็นประสบการณ์ที่เราจะไม่มีวันลืม

Machu Picchu

ในที่สุดก็ได้เวลาบอกลา เราหันหลังให้กับสถานที่ในฝัน เดินลงเขาชันเพื่อกลับไปฉลองความสำเร็จและรอคอยการเดินทางตามความฝันครั้งใหม่

จนกว่าเราจะออกเดินทางอีกครั้ง

Machu Picchu

ถ้าใครอยากไปมาชูปิกชู เมืองสาบสูญแห่งอินคา กับแคมเปญ Machu Picchu Ultimate Peru สมัครผ่านภารกิจ U Citizen และ Up2U ตามนี้ได้เลย

กติกาการเข้าร่วมภารกิจ U Citizen

  1. ล็อกอิน machucitizen.machucan.com ด้วยแอคเคานต์ Facebook ของคุณ
  2. ถ่ายรูปในสไตล์ที่เป็นคุณสุดสร้างสรรค์บนเทมเพลตที่เรามีให้ ในแบบที่เราต้องเลือกคุณไปมาชูปิกชูกับเรา
  3. ใส่แคปชันโดนๆ สไตล์ U แล้วอัพโหลดภาพตัวเองลงบน Facebook, Instagram หรือ Twitter
  4. ติดแฮชแท็ก #machUcan #machUcitizen พร้อมเปิดโพสต์เป็นสาธารณะ เพื่อลุ้นเป็นส่วนหนึ่งในรอบต่อไป!

กติกาการเข้าร่วมภารกิจ Up2U

  1. ถ่ายภาพนิ่ง คลิป ความยาวไม่เกิน 45 วินาที อะไรก็ได้ที่คิดว่าดี คิดว่าเด็ด ชนิดที่ว่าเล่นซะกรรมการมีเหวอ
  2. อัพโหลดลง Instagram และ Facebook และ Twitter พร้อมติดแฮชแท็ก #machUcan #Up2U พร้อมเปิดโพสต์เป็นสาธารณะ

ติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขการร่วมกิจกรรม พร้อมการประกาศผลที่ www.machUcan.com

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ภควัต ทองเจริญ

ช่างภาพ นักเขียน และนักเดินทางที่หลงรักการผจญภัย หลงใหลการปีนเขา เจ้าของเพจ PakaPrich Adventure

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จากตัวเมืองเชียงใหม่-อำเภอเชียงดาว จากถนนคอนกรีตเริ่มกลายเป็นถนนลูกรัง ภูเขาน้อยใหญ่สองข้างทาง กับฝนที่โปรยลงมาพอให้ชื่นใจ และ ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ สูงตระหง่านอยู่สุดสายตาหลังจากยานพาหนะพาเรามาถึงจุดหมาย ชายวัยกลางคนผมยาวดกดำเดินออกมาต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเราเข้าไปยังที่พัก

“สำหรับเรา พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการเริ่มต้นวันใหม่ในชีวิตของคนและธรรมชาติ เป็นการตื่นนอนและเดินทางในทุกวันเหมือนดวงอาทิตย์” เนย์-สุริยาวุธ อภิวงค์ เล่าถึงที่มาและการเดินทางของเขา จากจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ‘ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์’

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

พบตะวัน

ตะวันตื่น เริ่มขึ้นจากการเดินทางจากเชียงใหม่ มาดูที่ดินตรงนี้ครั้งแรกกับเพื่อน เราเห็นภูเขาและพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จากจุดนี้ทำให้เรานึกถึงภาพวาดสมัยเป็นเด็ก” เจ้าบ้านเล่าพร้อมพาเดินชมโดยรอบ

เนย์ตัดสินใจเข้ามาลองใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินผืนนี้รวมทั้งหมด 31 ไร่ ที่มีต้นน้ำ (แม่น้ำปิง) ขนาบข้าง พร้อมกับป่าไผ่และป่าเบญจพรรณโอบล้อม ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก่อน เราคิดว่าต้องเป็นคนที่นี่ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะเข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เพราะเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในชุมชน จากคนแปลกหน้าเริ่มกลายเป็นครอบครัว พออยู่ที่นี่ครบสามฤดูกาล เราตัดสินใจกับเพื่อนๆ ว่า ควรทำแคมป์กราวนด์ที่มีฟาร์มไก่และร้านกาแฟเล็กๆ” เนย์เล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ระหว่างบทสนทนา เสียงลมเอื่อยๆ กระทบต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ประกอบกับฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะราวกับเสียงดนตรีจากธรรมชาติ และฝนสงบลงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี หลังจากเรากางเต็นท์และเก็บสัมภาระเรียบร้อย เนย์ตะโกนมาจากในครัวที่ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง 

“มื้อเที่ยงวันนี้ผมจะทำ ‘คั่วแฮ่มไก่’ ให้กินนะ” 

หลังพูดจบประโยค เนย์ชักชวนเราเข้ามาในครัว ซึ่งเขากำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้
นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เมนูคั่วแฮ่มไก่ (คั่วแห้งไก่) เป็นอาหารท้องถิ่นของภาคเหนือ แต่ความพิเศษของคั่วแห้งไก่ที่เรากำลังจะทำคือ วัตถุดิบทั้งหมดหามาจากธรรมชาติ พืชผักท้องถิ่นที่ขึ้นเองริมน้ำ เก็บมาปลูกในแปลงที่ทำไว้ในฟาร์มสเตย์ ส่วนไก่ เป็นไก่พื้นเมืองที่เราเลี้ยงไว้เอง” เนย์เล่าปนยิ้มพร้อมทำอาหารต่ออย่างสนุกมือ

“บริเวณรอบๆ ไม่ได้มีแค่พืชผักอย่างเดียว แม่น้ำปิงที่นี่ใสมาก ในฤดูร้อนกับฤดูหนาวใสจนเห็นปลาเลย อยู่ที่นี่ได้กินปลาจนเบื่อ มันว่ายทวนน้ำขึ้นมาตลอด บางทีมันมากันเป็นโขยง ในแต่ละฤดูกาลจะมีปลาแตกต่างกัน อย่างช่วงนี้จะเป็นปลากด เพราะปลากดมากับน้ำขุ่น” เขาเล่าพร้อมตักอาหารใส่จาน และกินอาหารร่วมกันกับพวกเรา

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

หากสังเกตจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่นี่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักณ์เฉพาะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ และ แปลงผัก ล้วนทำมาจากไม้หลากหลายชนิดที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่นายทุนที่มีเงินมากมาย ก่อนที่จะมาทำฟาร์มสเตย์ เราเรียนจบทางด้านศิลปะ สาขาจิตรกรรมมาก่อน เลยมีความรัก ความชอบงานศิลปะอยู่แล้ว เลยเริ่มสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตอนนั้นในความคิดของเรา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ มีรายได้ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เลยเก็บวัสดุรอบตัวมาสร้างที่นี่เองทั้งหมด อย่างพวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ที่ชาวบ้านตัดทิ้งบ้าง เก็บที่ไหลมาตามแม่น้ำบ้าง เก็บจากต้นไม้ที่โค้นล้มในป่าบ้าง

“มันอยู่ที่มุมมองและอยู่ที่คนที่จะไปจับ แล้วเอามาคิด เอามาทำ เราเคยคิดว่าต้องมีเงินเท่านั้น เท่านี้ ถึงจะสร้างบางสิ่งได้ แต่พอคิดดูดีๆ ขอแค่มีความคิด มีแรงกาย มีแรงใจ บางทีสร้างผลงานที่เรียกว่า Nature Art ขึ้นมาได้ จนหลังๆ เริ่มลดต้นทุนอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มมีไอเดียใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความคิดแล่น”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

แล้วชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง-เราถาม

“ตอนนี้เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ชุมชนเรามีต้นน้ำกับป่าไผ่ ชาวบ้านเลยคิดกันว่าอยากทำล่องแพ เลยลองตัดไม้ไผ่มาทำแพกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักไปล่องแพเป็นกิจกรรม แล้วรายได้จากล่องแพก็ให้ชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็กำลังเริ่มทำอีกโครงการ เป็นโครงการปลูกไผ่ซางหม่น กำลังเริ่มเพาะกันอยู่เลย ปกติชุมชนแถวนี้จะตัดไม่ไผ่ขาย แต่ถ้าเราตัดมันไปเรื่อยๆ มันก็จะออกไม่ทัน ด้วยความที่เขตป่าของชุมชนนี้มีเกือบ สองพันไร่ ถ้าเราแบ่งออกเป็นสี่โซน ถ้าตัดโซนที่หนึ่ง ปีหน้าก็ตักโซนที่สอง หมุนเวียนกันไป ก็จะมีผลผลิตให้เราตลอดทุกปี และพอที่จะส่งออกได้เลยนะ ยิ่งผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ตอนนี้กำลังมาแรง ชาวบ้านเขาก็จะมีรายได้ตลอด” เจ้าบ้านเล่าอย่างภูมิใจ

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

ทิศตะวันตก

หลังตะวันค่อยๆ ลับฟ้าไปไม่นาน เจ้าบ้านเริ่มก่อกองไฟริมลานไม้ไผ่ให้พวกเรา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อที่เรียบง่าย หลังจากทานอาหารร่วมกันกับเจ้าบ้าน บทสนทนายามดึกของเรายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับแสงของกองไฟดวงเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว
ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ท้องฟ้าตรงที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ ถ้ามองขึ้นไปในฤดูล่าทางช้างเผือก ที่นี่มองเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าได้

เลย ปกติทางช้างเผือกจะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วลับของฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” เจ้าบ้านชี้มือไปบนท้องฟ้าประกอบกับเปิดโทรศัพท์มือถือ และอวดรูปภาพทางช้างเผือกที่เขาเคยถ่ายไว้

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่คนตามกันเข้ามาเยอะพอสมควร จนเราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน น่าจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ จนธุรกิจแถวนี้เข้ามาถามตลอดว่า ทำการตลาดยังไง ฐานลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน เราให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวมาเข้าพักอยู่ตลอด 

“เลยตอบเขาไปว่าเราไม่ได้ขายการบริการ เราขายเรื่องราวกับวิถีชีวิต อยู่ที่นี่เราเป็นตัวเอง คนสมัยนี้จะเสาะหาอะไรที่มันมีเรื่องราวและเรียบง่าย คนที่เข้ามาพักมักถามเราเสมอว่า คิดค่าบริการยังไง เพราะเราไม่ได้แจ้งไว้ในช่องทางไหนเลย เราตอบลูกค้าไปว่า ‘แล้วแต่จะให้’ เราเป็นศิลปิน เราคิดว่าในเมื่อเราสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราไม่สามารถประเมินค่ามันได้ เลยบอกลูกค้าไปแบบนั้น” เขาเว้นจังหวะก่อนอธิบายเสริม

“ลูกค้าที่มาเข้าพักที่นี่จะให้มากให้น้อย เราไม่เคยคิดว่าขาดทุนสักครั้ง มันเป็นกำไรชีวิตทั้งนั้น เราคิดซะว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มาแบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์กันที่นี่ เราคิดว่านั้นเป็นกำไรของเราแล้วล่ะ” 

เนย์พูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน และเดินทางกลับเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

เดินทางตามตะวันกันต่อที่ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์

ที่ตั้ง : ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่

โทรศัพท์ : 09 1810 5009

Facebook : Tawan Tune Farm Stay ตะวันตื่น ฟาร์มสเตย์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

นภัสรพี ศรีบุญปวน

นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความฝันอยากท่องโลกกว้าง รักการเดินทาง กาแฟอเมริกาโน่ และการพบเจอเรื่องดีๆ ระหว่างการผจญภัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สถานที่ หรือความรู้สึก

Photographer

จารุเดช ไชยเลิศ

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ สาขาถ่ายภาพ หนุ่มเชียงใหม่ ผู้หลงรัก ต้นไม้ กาแฟ และเสียงดนตรี ใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นข้ออ้างให้ตัวเองออกไปเจอโลก ผู้คน และธรรมชาติ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load