ผมชอบญี่ปุ่น

ผมชอบวิ่ง

ผมชอบกิน

ผมชอบดื่มสาเก (นิดหน่อย)

ถ้ามีงานไหนที่มีสี่อย่างนี้รวมกัน มีเหรอจะพลาด

มีน้องที่รู้จักกันส่งลิงก์งานวิ่งมาให้ดู บอกว่า งานนี้พี่น่าจะชอบ มันคืองาน Tohoku Food Marathon ผมสะดุดตรงคำว่า Food ในชื่องานนี่แหละ คำอธิบายงานคือ งานวิ่งที่รวมของกินท้องถิ่นแถบภูมิภาคโทโฮขุ หรือจะเรียกว่าภาคเหนือของญี่ปุ่นก็น่าจะได้ เป็นงานวิ่งที่คุณจะได้วิ่งไปชิมของดีระดับ OTOP ไปตลอดทาง และแถมยังจัดพร้อมๆ กันกับ Tohoku Food Fest และ Tohoku Sake Fest

Tohoku Food Marathon

Tohoku Food Marathon

กดสมัครงานวิ่งแล้วก็รีบจองตั๋วเครื่องบินสิครับ จะรออะไร

งานนี้จัดที่ทะเลสาบนากะนุมะ เมืองโทเมะ ที่บอกตามตรงว่าผมก็เคยได้ยินชื่อเป็นครั้งแรก ระยะทางวิ่งในงานมีระยะ 5 กิโลเมตร 21 กิโลเมตร และฟูลมาราธอน ผมดูจากเส้นทางแล้ว 1 รอบทะเลสาบเป็นระยะ 21 กิโลเมตรพอดี ถ้าอยากวิ่งฟูลมาราธอนจะต้องวิ่ง 2 รอบ คิดคำนวณแล้ว รายการนี้ไม่ใช่เวลาจะมาเอาชนะใจตัวเองในการจบมาราธอน วิ่ง 21 กิโลเมตรสักรอบกินบรรยากาศก็พอแล้ว เลยตัดสินใจลงฮาล์ฟมาราธอนไป

ตัดภาพไว้วันงาน ระบบการรับเบอร์วิ่งในงาน Expo Day ไม่มีอะไรต่างจากงานวิ่งที่ผ่านมาทั่วไป

ยกเว้นกลิ่น

Tohoku Food Marathon Tohoku Food Marathon

กลิ่นอาหารลอยมาตามลมตั้งแต่เดินเข้าเขตงาน เพราะนอกจากพิธีการรับเบอร์วิ่งแล้ว วันนี้คือวันแรกของงาน Tohoku Food Fest ที่มีการออกร้านขายอาหาร และทุกร้านขนกันมาแบบจัดเต็ม

โทโฮขุถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของญี่ปุ่น มีป่า มีที่ลุ่ม และมีทะเล อาหารโทโฮขุเลยมีทุกรูปแบบ ทั้งอาหารทะเลสด เนื้อที่อร่อย ผักป่า ผักภูเขา และข้าวที่ดีจนเอามาทำสาเกที่ดีที่สุดได้ นอกจากสภาพภูมิศาสตร์ สภาพอากาศที่มีทุกรูปแบบทำให้เกิดอาหารที่กินทั้งแบบสดจากป่าจากทะเล และการถนอมอาหารเอาไว้กินในช่วงที่เข้าสู่ฤดูหนาวที่ไร้ผลผลิต บางคนอาจจะคุ้นๆ กับอาหารโทโฮขุมาบ้างถ้าหากเคยดูหนังเรื่อง Little Forest ที่เป็นหญิงสาวคนหนึ่งไปใช้ชีวิตในแถบภูมิภาคนี้ทั้ง 4 ฤดูกาล และเอาวัตถุดิบแถบนี้มาทำเป็นอาหารกิน

อย่างที่บอกครับ ภูมิภาคนี้ของที่ขึ้นชื่อก็คือสาเก ถ้าขับรถไปตามเมืองต่างๆ จะต้องมีอย่างน้อย 1 โรงสาเกอยู่ตามเมืองนั้นๆ มีเยอะมากจนสามารถรวบรวมให้เป็นงาน Tohoku Sake Fest ได้อีกหนึ่งงานเลย

โรงสาเกทั้งภูมิภาคมาออกร้านกันหนาตา แต่ละสำนักก็เอาของดีของเด่นมากัน 4 – 5 ขวด บางขวดทำใหม่ขึ้นมาพิเศษที่สามารถหาชิมได้แค่ที่งานนี้โดยเฉพาะ

Tohoku Food Marathon

ทางผู้จัดเขียนแนะนำว่า ไม่น่าดื่มแอลกอฮอล์ก่อนหรือหลังวิ่งนะ แต่คิดว่าจะมีกี่คนที่สนใจคำเตือน ผมเห็นนักวิ่งทั้งนั้นที่มายืนยื่นแก้วต่อแถวแลกคูปองชิมสาเกกันทั้งนั้น รวมถึงผมด้วย แต่ถึงจะดื่มก็ต้องรับผิดชอบตัวเองด้วยการบอกตัวเองให้หยุด …เพราะต้องเก็บร่างกายมาต่อแถวดื่มอีกในวันรุ่งขึ้น

Tohoku Food Marathon

Tohoku Food Marathon

อากาศเย็นๆ แต่ไม่ถึงกับหนาวมาก ทำให้ที่ญี่ปุ่นไม่ต้องปล่อยตัวตั้งแต่ไก่โห่ เริ่มปล่อยตัวระยะฮาล์ฟมาราธอนก็เกือบจะ 10 โมงเช้า บรรยากาศดูคึกคัก มีคนแต่งคอสเพลย์มาวิ่งกันเยอะมาก ตามสไตล์งานวิ่งแบบบันเทิงของญี่ปุ่น ช่วงแรกที่วิ่งไปตามทางก็ยังดูไม่ต่างจากงานวิ่งอื่นๆ นัก จากประสบการณ์ที่เคยวิ่งที่ญี่ปุ่นมา กองเชียร์ข้างทางดูไม่ได้หนาตาเท่างานอื่นๆ ที่จัดในเมือง แต่มีวิวธรรมชาติมาทดแทน เสียดายที่วันวิ่งดอกซากุระยังไม่บาน ไม่งั้นเส้นทางงานนี้จะเพอร์เฟกต์ขึ้นมาทันที

Tohoku Food Marathon

Tohoku Food Marathon Tohoku Food Marathon Tohoku Food Marathon

ตอนแรกผมนึกภาพไม่ออกว่าอาหารที่เสิร์ฟในแต่ละจุดจะมีปริมาณแค่ไหน ตอนซ้อมวิ่งผมเลยกินให้มากเพื่อให้ร่างกายรับได้กับการกินอาหารระหว่างวิ่ง แต่พอถึงจุดแจกจริงๆ อาหารถูกแบ่งให้เป็นชิ้นเล็กๆ พอดีคำ จะกินกี่ชิ้นก็ได้ แต่ก็ต้องเกรงใจคนที่ตามหลังมาบ้าง

Tohoku Food Marathon Tohoku Food Marathon

Tohoku Food Marathon

Tohoku Food Marathon

ผมวางแผนให้ตัวเองวิ่งอยู่ท้ายๆ กลุ่ม เพราะหลังจากผมแล้วก็จะได้ไม่มีใครที่ต้องเกรงใจอีก เจ้าหน้าที่เองก็ยื่นให้แบบว่ากลัวของจะเหลือ แต่ใช่ว่าวิ่งท้ายๆ จะมีแต่ข้อดี อาหารบางอย่างก็หมดไปอย่างรวดเร็วแบบที่เราไปไม่ทันก็มี

หัวไช้เท้าดอง แอปเปิ้ลสดจากอาโอโมริ โซบะ ปลาซัมมะ อามะสาเกหรือสาเกหวานแบบไม่มีแอลกอฮอล์ ซุปแป้งและผัก ถูกทยอยแจกจ่ายไปตามจุดต่างๆ นักวิ่งทุกคนก็พร้อมที่จะเสียเวลาจอดยืนซดซุปร้อนๆ กันเป็นแถว ถึงนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนจะผ่านกันไปจนเกือบหมดแล้ว แต่ในเต็นท์ก็ยังปรุงอาหารกันอาหารกันต่อ เพื่อรับนั่งวิ่งมาราธอนที่กำลังวนมาอีก 1 รอบ ยิ่งระยะเยอะขึ้น อาหารก็ยิ่งดีมากขึ้น ผมแอบเห็นเนื้อย่างที่เตรียมพร้อมเสิร์ฟนั่งวิ่งมาราธอนก็ได้แต่มองตาปริบๆ โอกาสหน้าคงต้องตัดสินใจใหม่มาลงระยะมาราธอนบ้างแล้ว

Tohoku Food Marathon Tohoku Food Marathon

Tohoku Food Marathon

จากเวลาฮาล์ฟมาราธอนที่ปกติจะอยู่ที่ 2 ชั่วโมงกว่าๆ กลายเป็น 3 ชั่วโมงนิดๆ แต่ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะยอมเสียเวลาตามจุดพัก หลังเข้าเส้นชัยยังมีอาหารและสาเกรออยู่อีกเพียบ ผมเดินชิมสาเก เลือกอาหารที่ชอบกับเบียร์ไปนั่งปิกนิกเป็นการฉลองชัยตามแบบฉบับคนญี่ปุ่น ขาดก็แค่ดอกซากุระที่ยังไม่บานเท่านั้น ไม่งั้นคงนั่งฮานามิมันตรงนั้นเลย

Tohoku Food Marathon Tohoku Food Marathon

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

28 พฤษภาคม 2565
149

ถ้าพูดถึง New York City หนึ่งในสิ่งที่ควรทำย่อมหนีไม่พ้นการชมการแสดงในโรงละครย่าน Broadway ใจกลางเมือง โรงละครและการแสดงเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญและเป็นเวทีสำคัญสำหรับเหล่านักแสดงทั้งหลาย ทั้งที่กำลังเริ่มต้นอาชีพ กำลังประสบความสำเร็จในอาชีพ หรือแม้กระทั่งประสบความสำเร็จมาก ๆ ในโลกโทรทัศน์-ภาพยนตร์ แต่ต้องการกลับมาแสดงสดบนเวที

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้โอกาสเดินทางเข้านิวยอร์กเป็นครั้งแรกในรอบน่าจะเกือบ 3 ปี โรงละครบรอดเวย์เหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการระบาดของโควิด-19 ถ้าใครเคยไปดู จะเข้าใจได้ไม่ยากเลยว่าทำไม เพราะส่วนใหญ่เป็นโรงละครในแบบเก่า ที่นั่งติดกันเป็นแถว ช่องว่างระหว่างแถวแคบยิ่งกว่าที่นั่งชั้น Economy ของสายการบิน Low Cost 

ขนาดว่าถ้ามีคนมาใหม่ ต้องการเข้าไปนั่งที่นั่งตรงกลางแถว คนด้านนอกเกือบทุกคนต้องลุกขึ้นและบางครั้งอาจจะต้องเดินออกมาจากแถวที่นั่ง เพื่อให้คนมาใหม่เข้าไปยังที่นั่งของตัวเองด้านในได้ ดังนั้นมาตรการป้องกันโควิด-19 เช่นการเว้นระยะห่างจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับการแสดงเหล่านี้ 

ถ้าถามว่าจะให้จัดที่นั่งแบบเว้นห่างกัน ถึงแม้ว่าจะทำได้ในทางทฤษฎี แต่ทางธุรกิจและความเป็นจริงแล้วทำได้ยากมาก ๆ เพราะการแสดงแต่ละโชว์นั้นมีค่าใช้จ่ายสูงมากต่อสัปดาห์ และรายได้จากแต่ละที่นั่งในโรงละครจะทำให้การแสดงนั้นเปิดต่อไปได้ หลายโชว์แม้ว่าจะได้รีวิวดีเพียงใด แต่ถ้ายอดขายไม่ดี ก็มีโอกาสต้องปิดตัวก่อนกำหนดได้ง่าย ๆ 

ติ่ง Hugh Jackman ดูวูล์ฟเวอร์รีนหนุ่มร้อง-เต้น The Music Man ณ Broadway นิวยอร์ก

โชว์ในบรอดเวย์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ Musical หรือละครเพลงที่หลายคนคุ้นเคย กับ Play คือเป็นละครเวทีเฉย ๆ ไม่มีเพลง 

มิวสิคัลชื่อดังที่ยังคงมีเล่นอยู่เรื่อย ๆ เช่น The Phantom of the Opera, Chicago, Wicked, The Lion King หรือเรื่องยอดฮิตในช่วง 5 ปีหลัง เช่น Hamilton ในขณะที่ละครเวทีส่วนใหญ่มักเปิดการแสดงระยะสั้นไม่กี่เดือน Play ที่ดังมาก ๆ และยังเปิดการแสดงต่อเนื่องอยู่ตอนนี้คงหนีไม่พ้น Harry Potter and The Cursed Child 

นอกเหนือจากนักแสดงบรอดเวย์ขาประจำแล้ว บางครั้งก็มีนักแสดงโทรทัศน์-ภาพยนตร์หลาย ๆ คนที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศมาแสดงสด ไม่มีการตัดต่อ ส่วนใหญ่มักเล่นละครพูด เช่น Tom Hiddleston, Daniel Radcliffe หรือ Andrew Garfield แต่หลายคนก็มาเล่นมิวสิคัล แน่นอนว่าทั้งร้อง ทั้งเต้น ทั้งแสดง ต่อเนื่องกัน 2 ชั่วโมงครึ่ง 8 ครั้งต่อสัปดาห์

นักแสดงคนล่าสุดที่ตอนนี้กำลังทำการแสดงอยู่คือ Hugh Jackman หรือ The Wolverine จาก The X-Men สำหรับเราที่ไม่ได้ชื่นชอบหนังสไตล์ซูเปอร์ฮีโร่เท่าไหร่ เราประทับใจฮิวจ์จากบท P.T. Barnum ในเรื่อง The Greatest Showman มากกว่า ฮิวจ์เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในแวดวงมิวสิคัลและเคยเล่นละครเพลงมาก่อน เราจึงไม่แปลกใจเท่าไหร่ โดยเฉพาะจากที่เห็นใน The Greatest Showman ตอนที่ฮิวจ์ แจ็กแมน ประกาศว่าจะกลับมาบรอดเวย์ใน The Music Man 

จริง ๆ The Music Man เป็นหนึ่งในละครเพลงยอดนิยมและคลาสสิกในช่วงยุค 60 มีการกลับมาทำซ้ำแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2000 ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเหมือนกัน ดังนั้นทั้งการประกาศสร้างโชว์และประกาศตัวนักแสดงทำให้เรื่องนี้เป็นที่จับตามองพอสมควร เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ โชว์ 

ตอนแรกเรื่องนี้มีกำหนดเปิดการแสดงในปี 2020 แต่ก็ต้องเลื่อนเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 และเพิ่งได้เริ่มเปิดการแสดงเป็นทางการ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง

ด้วยความที่ชอบมิวสิคัลและฮิวจ์ แจ็กแมน อยู่แล้วเป็นทุนเดิม เราจึงไม่อยากพลาดโชว์นี้ แต่ถ้าใครเคยดูละครเพลงเหล่านี้ จะทราบดีว่าตั๋วแต่ละใบนั้นราคาเรียกว่าแพงกระเป๋าฉีก และเราไม่ได้วางแผนซื้อบัตรล่วงหน้ามาก่อน เลยตัดสินใจไปซื้อตั๋วหน้าโรงละครก่อนการแสดงเปิด เพราะโชว์นี้มีโควตา Rush Ticket ราคาย่อมเยาเป็นมิตรต่อกระเป๋าสตางค์ แต่เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าแต่ละรอบจะมีโควต้ากี่ใบ และที่นั่งที่ได้จะอยู่ตรงไหน

ติ่ง Hugh Jackman ดูวูล์ฟเวอร์รีนหนุ่มร้อง-เต้น The Music Man ณ Broadway นิวยอร์ก

วันที่เราไปเป็นเช้าวันเสาร์ที่น่าหดหู่วันหนึ่ง เพราะฝนตกต่อเนื่องมาตั้งแต่วันศุกร์ อากาศไม่ค่อยน่าพิศมัย ทำให้เราคิดว่าคงไม่ค่อยมีคนอยากมาต่อแถวซื้อบัตรในวันที่อากาศแบบนี้ เรามาถึงตอน 8.30 น.ก่อน Box Office เปิด 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่ก็เจอคนมาก่อนหน้าเราประมาณ 40 คนได้ ความรู้สึกตอนนั้นคือแทบทรุด ตั๋วจะเหลือมาถึงเรามั้ยเนี่ย แต่ก็ตัดใจยืนรอท่ามกลางฝนที่ตกหนักขึ้นและอากาศที่เย็นขึ้นเรื่อย ๆ เราที่โชคดีมี Rain Jacket หนึ่งตัว แต่นอกนั้นดูจะไม่พร้อมกับอากาศระดับนี้เลยแม้แต่น้อย

ความรู้สึกตอนที่ Box Office เปิด แล้วคนข้างหน้าเริ่มทยอยได้ตั๋วนี่บรรยายได้ยากมาก คือดีใจกับทุกคน แต่ในขณะเดียวกันก็แสนจะกังวลว่าตั๋วจะเหลือถึงเรามั้ย โชคดีอย่างหนึ่งคือวันเสาร์เป็นวันที่มีโชว์ 2 รอบ ตอนบ่ายกับตอนเย็น ทุกคนในแถวที่ยังไม่ถึงคิวตัวเองก็ปลอบใจกันไปเรื่อย ๆ ว่ามันน่าจะเหลือมาถึงบ้างละน่า วินาทีที่ถึงคิวเราแล้วเจ้าหน้าที่บอกยังเหลือบัตรนี่คือดีใจมาก ๆ แบบสุด ๆ พูดไม่ออก ได้แต่กระโดดโลดเต้นอยู่ตรงหน้าห้องขายตั๋ว 

ตั๋วที่เราได้เป็นที่นั่งในโซน Orchestra แถวที่ 4 จากหน้าสุด แต่ริมสุด ซึ่งเป็นที่นั่งที่เรียกว่า Partial View เพราะมองไม่เห็นการแสดงในบางมุม แต่ที่นั่งตรงนี้ก็ทำให้เห็นฮิวจ์ แจ็กแมน แบบใกล้มาก ๆ ใกล้มากแบบมาก ๆ โดยเฉพาะฉากหนึ่งที่เขาออกมาจากฝั่งที่เรานั่ง วินาทีนั้นคือบรรยายไม่ถูก 

นี่คงเรียกว่าวิถีติ่งที่สมบูรณ์ ฮิวจ์ทั้งโชว์ ทั้งร้อง ทั้งเต้น เต็มที่มากตลอดโชว์ ประหนึ่งเห็น The Greatest Showman เล่นสด นอกจากฮิวจ์แล้ว นักแสดงหลักหญิงคือ Sutton Foster ก็เล่นดีมาก ๆ เหมือนกัน เพลงเพราะมาก ชอบมาก ๆ นักแสดง Ensemble ทุกคนก็เก่งมาก ๆ กันทุกคน เต้นกันแบบไม่รู้เหนื่อย เสื้อผ้า ฉาก ทุกอย่างถือว่าดี โดยรวมถือว่าเป็น 2 ชั่วโมงครึ่งที่เต็มอิ่ม และคุ้มค่ากับการยืนรอท่ามกลางฝนเมื่อเช้า 1 ชั่วโมงครึ่งเป็นที่สุด

แฟนคลับ Hugh Jackman สู้ฝนซื้อตั๋วดูบอร์ดเวย์ เรื่อง The Music Man ที่ Winter Garden Theatre, นิวยอร์ก

โดยปกติแล้วหลังจบการแสดง ก่อนหน้าโควิด-19 นักแสดงหลายคนจะออกมาที่ Stage Door ซึ่งเป็นประตูทางเข้าหลังเวทีสำหรับนักแสดงเพื่อพบปะแฟน ๆ ถ่ายรูป แจกลายเซ็น ถึงแม้ว่าตอนนี้สถานการณ์ดูดีขึ้น แต่ก็มีข่าวประกาศออกมาก่อนหน้านี้ว่าอาจจะไม่มี Stage Door 

ถึงอย่างนั้นก็ตาม ยังมีแฟน ๆ อีกหลายคนที่ตัดสินใจไปรอ และในที่สุดฮิวจ์ก็ออกมา ถึงแม้ว่าจะไม่มีการแจกลายเซ็น ถ่ายเซลฟี่ เหมือนสมัยก่อนโควิด-19 ระบาด แต่เขาก็ยังออกมาทักทาย โบกมือ ยิ้มให้กล้องตามคำเรียกร้องของเหล่าแฟน ๆ อยู่ประมาณ 5 – 10 นาที เป็นการปิดท้ายการตามติ่งดาราด้วยความรู้สึกเต็มอิ่มและมีความสุขมาก ๆ 

สำหรับเราแล้ว มิวสิคัลและบรอดเวย์ให้อะไรมากมาย แม้ว่าตั๋วแพงแสนแพง แต่การแสดงสดพวกนี้มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่เราหาไม่ได้จากการนั่งดูทีวีหรือหนังในโรงภาพยนตร์ ไม่ใช่ว่าทั้งสองอย่างไม่ดี แต่ว่าแต่ละมีเดียก็มีข้อดีข้อเสียที่ต่างกันออกไป 

เราชอบบรรยากาศการแสดงสด ไม่มีการตัดต่อ การที่โชว์และนักแสดงมีปฏิสัมพันธ์กับคนดู เพราะมันทำให้เรารู้สึกถึงความมีชีวิต ซึ่งขาดหายไปเหลือเกินตั้งแต่ช่วงเข้าวัยผู้ใหญ่ และยิ่งขาดมากเข้าไปอีกจากโรคระบาดและมาตรการ Social Distancing การได้กลับมาเยือนบรอดเวย์สั้น ๆ ในรอบนี้ของเรา ช่วยดึงบรรยากาศเก่า ๆ และความรู้สึกเหล่านั้นกลับมาอีกครั้ง 

สุดท้าย ขอขอบคุณคนแปลกหน้าผู้ร่วมชะตากรรมยืนต่อแถวกลางสายฝนที่คอยชวนคุย ให้ยืมร่ม หรือแม้กระทั่งจองที่ให้ระหว่างที่ขอไปห้องน้ำ ขอบคุณนักแสดงทุกคนสำหรับประสบการณ์ดี ๆ และขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจจัดทริปนี้ หวังว่าทุกคนจะสนุกไปกับประสบการณ์วิถีติ่งของเรา ณ The Great White Way แห่งนี้นะคะ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

กรกนก ศฤงคารีเศรษฐ์

ว่าที่กุมารแพทย์ที่ชื่นชอบละครเพลงและดนตรีหลากหลายประเภทเป็นชีวิตจิตใจ และคิดว่ายังคงอยู่ในระยะฝึกหัดของการใช้ชีวิต

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load