8 กุมภาพันธ์ 2561
14 K

เราไม่เคยได้ยินหรือรู้จักเทอริเบอร์ก้า (Teriberka) มาก่อน ซึ่งก็ไม่น่าแปลก เพราะเทอริเบอร์ก้าเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ในประเทศรัสเซีย ประเทศที่มีอาณาเขตไพศาลอันดับ 1 ของโลก มีเขตป่าสงวนที่ใหญ่ที่สุดในโลก มี 11 เขตเวลา มีทางออกสู่มหาสมุทร 3 แห่ง ก็เท่านั้น! แต่เมื่อเราตัดสินใจบินไปเมืองเมอร์มานสค์ (Murmansk)

เพราะอยากเห็นไทกา (Taiga) ป่าสนเมืองหนาวซึ่งเป็นปอดของยุโรป และเป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนที่ใหญ่ที่สุดในโลก แถมอาจจะได้เห็นแสงเหนือเป็นของแถม เราจึงเลือกไปเที่ยวหมู่บ้านชาวประมงที่อยู่ใกล้กันด้วย

เทอริเบอร์ก้าอยู่บนอ่าวโคลา (Kola) สุดปลายแผ่นดินรัสเซียทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทางออกสู่มหาสมุทรอาร์กติก ไม่ค่อยมีคนไทยมาเที่ยวแถวนี้มากนัก ยิ่งในช่วงที่ยังไม่มีหิมะยิ่งน้อยเข้าไปอีก บางคนอาจอยากเที่ยวเทอริเบอร์ก้าในฤดูหนาว แต่เราไม่ได้สนใจการเล่นลากเลื่อน สกี หรือฟาร์มฮัสกี้ เรากับน้องชายและเพื่อนสนิทจึงเลือกไปที่นี่ในเดือนกันยายนซึ่งเป็นช่วงที่ป่าสนสมบูรณ์เริ่มเปลี่ยนสี ไม่หนาวจนคร้านจะออกไปไหนๆ  

ต้นไม้ ต้นไม้

เราใช้เวลาบิน 2 ชั่วโมงจากมอสโกมาลงเมอร์มานสค์ ภาพแรกที่เราเห็นเมื่อลงเหยียบเมืองตอน 8 โมงเช้า ทำให้เรารู้สึกว่าวันนี้น่าจะเป็นวันดี ลูกเบอร์รี่สีแดงสดที่ตัดกับใบเขียวๆ ของต้นเบิร์ชภูเขาที่เรียงรายอยู่หน้าสนามบินเล็กๆ ทำให้เมืองสุดปลายตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซียดูก๋ากั่นน่ารักแต่ถ่อมตัว

 

ไกด์

ความรู้สึกเดิมชัดขึ้นอีกเมื่อยูรี่ (Yury) ไกด์หนุ่มที่เราติดต่อไว้จากเมืองไทยเข้ามาทักพร้อมกับเรียกชื่อเราอย่างชัดเจน รถที่ยูรี่เอามารับคือรถตู้โมเดลสงครามโลกที่ถูกทำขายใหม่และได้รับความนิยมในแถบเมืองเหนือนี้ เขาว่ามันลุยและถึกดีนัก แน่ล่ะสิ มันเป็นเหล็กกล้าทั้งคัน ไม่ใช่เหล็กแผ่นบางตัดกระดาษได้แบบที่เราๆ ใช้อยู่

ในเส้นทางเกือบ 90 กิโลเมตร ช่วงแรกเป็นทางเรียบลัดเลาะไปตามเนินเขา เราเห็นทะเลสาบฝั่งหนึ่ง เทือกเขาฝั่งหนึ่ง สลับกันไป จุดหนึ่งที่เราแวะจอดกันเป็นจุดที่น่าจะมีนักท่องเที่ยวนิยมมาพักชมวิวกันพอสมควร มันเป็นช่วงที่เราเหยียบอยู่บนหน้าผา เมื่อมองลงไปยังฝั่งที่เป็นหุบเขาลึกและชัน ไกลถัดออกไปเป็นเทือกเขาทอดยาว ลมพัดแรง แรงจนได้กลิ่นของป่าสนจากอีกฝั่งถนน และตรงนั้นมีกองหินเล็กๆ หลายๆ กองเหมือนที่เราเคยเห็นและอ่านจากในอินเทอร์เน็ตก่อนเดินทาง หลายเว็บพูดถึงความคิดถึง ความหวัง และสัญลักษณ์ของการรอคอยคนไกล ความรู้สึกลิงโลดเกิดขึ้นในใจ เพราะเรื่องเล่าแบบนี้ด้วยไม่ใช่เหรอที่เร้าให้เราออกเดินทาง

 

กองหิน

เมื่อถามยูรี่ถึงที่มาของกองหินด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง กลับได้รับคำตอบสั้นๆ ว่า ไม่ได้มีความหมายอะไร มีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งเริ่มแล้วก็ทำตามๆ กัน เราอึ้งไปหลายวินาที ก่อนให้คะแนนนิยมไกด์ประจำกลุ่มอยู่ในใจ เริ่มสนุกแล้วสิ!

เราอยู่กับความเรียบสบายและเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ ได้สัก 30 กิโลเมตร ยูรี่ก็จอดรถข้างทางแล้วกระโดดลงจากรถพร้อมเครื่องมือบางอย่าง ปล่อยลมยางและเปลี่ยนระบบเกียร์เป็น 4WD และหลังจากนั้นถนนก็ไม่เป็นถนนอีกต่อไป บางแยกที่เรากำลังจะเลี้ยวเข้าไปทำให้เรานึกภาพทางเกวียนในชนบทห่างไกลสักสองสามแห่งในเมืองไทย แต่บางเส้นทางก็ไม่ทำให้นึกถึงคำว่าถนนเลย นอกจากความหมายเรื่องการสัญจรด้วยยานพาหนะ เพราะมีทั้งเนิน โขดหิน หรือแม้แต่พุ่มไม้เตี้ยๆ

เวลาเกือบบ่ายโมง เราเห็นภาพหมู่บ้านเก่าๆ อยู่ไกลๆ ด้านล่างทางคดเคี้ยว ยูรี่จอดรถและเล่าให้เราฟังด้วยเสียงราบเรียบว่าเทอริเบอร์ก้าถูกค้นพบโดยบังเอิญโดยนักตกปลาคนหนึ่งในคริสต์ศวรรษที่ 16 สมัยที่สหพันธรัฐรัสเซียยังเป็นอาณาจักรมัสโควีที่ปกครองด้วยระบบกษัตริย์

หมู่บ้าน

ช่วงปลายคริสต์ศวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศวรรษที่ 20 เมื่อทางส่วนกลางเห็นว่าแถบนี้มีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์ มีอ่าว มีเขาบังลม เหมาะแก่การจอดเรือใหญ่ ก็เลยคิดภาษากลางระหว่างตัวเองกับชนพื้นเมืองซามี่ (Sami) หรือที่รู้จักกันในชื่อ แลปป์ส (Lapps) ขึ้นมาใช้สื่อสาร แล้วก็ลงทุนทำท่าเรือขนส่ง สร้างสะพานยื่นลงไปในน้ำ ลงทุนในอุตสาหกรรมประมง เช่น ปลาค็อด ปลาแซลมอน ปลาฉลาม ทำฟาร์มแบบผสมผสาน ฟาร์มโคนม เรนเดียร์ และมิงค์ สร้างโรงงาน คลังสินค้า มีระบบจัดการน้ำ และสถานีตรวจวัดอากาศ

เทอริเบอร์ก้าโตขึ้นอย่างรวดเร็วหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่โตได้ไม่นานก็เฉา เพราะจู่ๆ รัฐก็เกิดคิดได้ว่าถ้าทำท่าเรือใหญ่ที่เมอร์มานสค์เองก็สะดวกดี เลยจัดการย้ายทั้งของ ทั้งคน และทุกสิ่งทุกอย่าง เข้าเมืองด้วยความรวดเร็ว (ตอนนี้คนเล่าเหมือนหลุดคำว่าคอร์รัปชันออกมา แล้วก็ทำท่าเหมือนไม่เคยพูดมันมาก่อน แต่เรารู้ว่านายตั้งใจ) นี่เป็นสาเหตุให้หมู่บ้านไกลลิบนี้เคยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ Leviathan การนำเสนอเรื่องราวความเสื่อมโทรมของหมู่บ้านและมีเนื้อหาพาดพิงถึงคอร์รัปชันทำให้คนรัสเซียจำนวนมากไม่ชอบภาพยนต์เรื่องนี้ และเรียกผู้กำกับอันเดรย์ ซียากินต์เซฟ (Andrey Zvyagintsev) ว่า Russophobia แต่ Leviathan ก็ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำประเภทภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ ครั้งที่ 72 และได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในปี 2015

หมู่บ้าน หมู่บ้านร้าง

วันนี้หมู่บ้านที่เราเห็นคล้ายหมู่บ้านร้าง เหลือโรงงานปลาอยู่ที่หนึ่ง มีโรงจัดการน้ำเก่าๆ ซากเรือหาปลาแบบโบราณเกยตื้น เหมือนรอนักท่องเที่ยวอย่างเราไปถ่ายรูปให้ดูมีเรื่องราว ตึกคนงานหลายตึกสีซีดโทรมไม่มีคนอยู่ ตัดกับสีสดใสของเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นกลางหมู่บ้าน ซึ่งตอนนี้เหลือเพียงไม่ถึง 20 ครอบครัว และสมาชิกส่วนใหญ่ก็เป็นผู้เฒ่าและเด็ก

ฝนเริ่มโปรยลงมาขณะที่รถค่อยๆ โขยกเขยกเข้าหมู่บ้าน เส้นทางช่วงนี้เริ่มดูเป็นทางมากขึ้น เมฆครึ้มๆ เรามองผ่านเม็ดฝนที่เกาะกระจกรถออกไปเห็นภาพข้างทางคล้ายเป็นภาพเขียนซีเปีย เวลาผ่านไปเชื่องช้าจนหิวข้าว ท้องเราร้องจนต้องบอกยูรี่ให้พาไปกินก่อนเที่ยวจุดอื่นๆ ของหมู่บ้าน เขาพาเราไปร้านบนหาดทรายอ่าวโคลา ร้านหรูหราแปลกตาไม่มีภาษาอังกฤษในเมนู แต่ทันทีที่เห็นรูปบางสิ่งที่คล้ายปูเราก็จิ้มเลือกทันที เมื่อยูรี่ออกเสียงว่า kamchatha ก็รู้สึกเหมือนเจอขุมทรัพย์ ซึ่งก็คิดถูก เมนูนี้คือ Red King Crab ปูยักษ์ซึ่งมีเฉพาะในเขตทะเลแบเร็นตส์ (Barents) และตอนเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกเท่านั้น รสชาติอร่อย เนื้อเหนียวกว่าปูบ้านเรา และราคาแพง

เนื้อปู

การนั่งกินอาหารเทวดาในที่อุ่นสบายกับคนสนิท ขณะที่ลมทะเลกระโชกจนรู้สึกถึงแรงสั่นของกระจกที่กั้นเรากับอ่าว ภูเขา หาดทรายยาว และน้ำทะเลที่ห่างออกไปไม่ถึง 10 เมตร เป็นความรู้สึกวิเศษ

หมู่บ้าน หมู่บ้านร้าง หมู่บ้านร้าง

ในหมู่บ้านแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นตัวหมู่บ้านเดิมที่สร้างด้วยไม้ ทรุดโทรมเป็นซากเรียงตามฝั่งเลียบช่องทางน้ำ อีกส่วนคือหมู่บ้านใหม่ มีลักษณะเป็นตึกผอมๆ สูงๆ คล้ายกับตึกสูงในมองโกเลีย พวกเราพากันเรียกมันว่าบ้านนก เพราะนึกถึงตึกทางใต้ของเราที่สร้างบ้านไว้เพื่อเลี้ยงนกนางแอ่นแล้วเก็บรังมันมาขาย หมู่บ้านใหม่ดูยังไงก็เหมือนตึกร้างมากกว่าบ้านที่มีคนอาศัยอยู่จริง ภาพตึกสีหม่นๆ กระจัดกระจายกับเครื่องเล่นเด็กสีสดใส 4 – 5 ชิ้นที่วางอยู่ตรงลานเรียบๆ กลางหมู่ตึก ดูเหมือนเป็นภาพจากหนังสักเรื่องที่ใช้เทคนิคย้อมสีมากกว่าของจริง

จากตรงนี้ทางเริ่มชันและเป็นหลุมเป็นบ่อมากขึ้น เส้นทางที่เหมือนใกล้จึงใช้เวลามากกว่าที่ควร เมื่อรถตะกายพ้นโขดหินใหญ่มาได้สักพักก็จอดตรงลานหิน ซ้ายมือเป็นทะเลสาบกว้างๆ มีเต็นท์เล็กกางอยู่หลังหนึ่ง ยูรี่พาเรามาดูสิ่งที่สวยงามกว่าเส้นทางที่ผ่านตาเรามาตลอดทาง

ลาน พุ่มไม้ ต้นไม้

ลานหินแกรนิตกว้างสุดลูกหูลูกตาจากตรงที่เราเริ่มเดินไปจรดหน้าผาริมทะเล เต็มไปด้วยต้นไม้หลายชนิดหลากสี ชวนตื่นตามากจนเรานึกไปว่าเดี๋ยวอาจจะมีเทเลทับบี้ทยอยโผล่ออกมาให้เห็น ส่วนใหญ่จะเป็นพืชคลุมดินเตี้ยๆ ที่มีใบอวบน้ำ บ้างก็เป็นตระกูลเฟิร์น บ้างมีเบอร์รี่สีแดงสดที่ยูรี่บอกว่าสัตว์ยังไม่กิน (แต่เราชิมแล้ว รสหวานอมเปรี้ยว หอมและอร่อยดี) และบางหย่อมก็เป็นลานพืชชั้นต่ำอย่างไลเคนเขียวยึดเกาะหินครึ้มไปหมด ตรงลานนี้มีไลเคนหลายชนิดมาก

การมีอยู่และลักษณะความหลากหลายของไลเคนเป็นตัวชี้วัดคุณภาพอากาศ โดยลักษณะรวมของนิเวศตรงนี้เรียกว่า ทุนดรา (Tundra) หรือทุ่งหิมะแถบขั้วโลก ชื่อคือทุ่งหิมะ แต่สิ่งที่เราเห็นคือสีเขียวแดงเหลืองส้มสดใส แค่ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึง 4 เดือนต่อปีเท่านั้นที่จะได้เห็นแบบนี้ ถึงตรงนี้เราเพิ่งได้ยินยูรี่พูดยาวๆ เป็นครั้งแรก เขาอธิบายเสียงชัดและดังขึ้นแข่งกับเสียงลมและคลื่นที่ซัดหน้าผาที่อยู่ถัดออกไปอยู่เซ็งแซ่

ต้นไม้ ต้นไม้ ต้นไม้ ต้นไม้ ต้นไม้

 

หลังจากบรรยายมายืดยาว ยูรี่เฉลยว่าหลังเรียนจบวิศวะจากมหาวิทยาลัย เขาได้เรียนต่อด้านนิเวศทางทะเล เราฟังเรื่องต่างๆ ที่เขาบรรยายด้วยความทึ่ง รู้เรื่องและจับความได้ไม่มากนักด้วยชื่อ ศัพท์เฉพาะ และความอ่อนด้อยทางภาษาของตัวเองด้วย ไกด์หนุ่มอธิบายไปสักพักก็พึมพำอ่อยๆ มาว่า

“I’m sorry, I talk so much!”
มาถึงตรงนี้แต้มคะแนนจะให้เพิ่มสำหรับเพื่อนใหม่ก็ไม่จำเป็นอีกแล้ว

“มานี่สิ จะพาไปดูอะไร”

เหมือนจะมีประกายตาสนุกบางอย่างแวบขึ้นมา ขณะที่ยูรี่ก้าวเท้านำเราไปทางหน้าผา เราค่อยๆ พากันเดินไต่ไปบนโขดหินลื่นๆ ริมผา ไต่ลงมาใกล้ผืนน้ำจนโดนน้ำทะเลซัดอยู่หลายที ไต่ขึ้นไปแล้วก็ก้าวกระโดดจับกันเป็นทอดๆ เพื่อพยุงตัว แล้วเราก็ถึง Secret Room! (ชื่อนี้คงตั้งเองสินะ)

โขดหิน

ผู้รับเหมาหรือสถาปนิกไม่ได้ออกแบบและสร้างห้องลับนี้ไว้แต่สมัยไหน แต่ถ้าหากเคยไปสามพันโบกที่อุบลราชธานีก็จะเข้าใจได้ว่าไอ้ช่องที่คล้ายถ้ำมนๆ ผิวเกลี้ยงๆ มันแว้บนี้เกิดจากฝีมือธรรมชาติ หินที่ตกลงไปในช่องเล็กๆ แล้วลมก็พัดจนหินนั้นวิ่งวนให้ช่องนั้นขยายใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้นและหินนั้นก็กลมมนเล็กลง เล็กลง และอาจจะมีหินก้อนใหม่ตกลงไปสมทบและลมก็พัดอีก อย่างนั้นอยู่สิบ ยี่สิบ ร้อย หลายร้อยปี

ถัดจากห้องลับไปทางซ้ายเป็น Rolling Stone Beach ลานหินกลมน่ารักพันๆ ก้อนเรียงรายเป็นระเบียบอยู่บนเนินหินเตี้ยยาวตามแนวทะเล (เราไม่สนใจแล้วว่าชื่อนี้สากลหรือเป็นชื่อที่ยูรี่กับเพื่อนไกด์ตั้งกันเองรึเปล่า ก็คงเป็นอะไรที่คล้ายๆ secret room นั่นล่ะ)

น้ำตก ภูเขา รถตู้

เราพากันเดินกลับมาที่รถ ซึ่งถูกขยับมาจอดตรงหน้าผาหินเกลี้ยงๆ มองลงไปเห็นเป็นแนวแยกแคบๆ ที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก มีน้ำทะเลซัดเข้าตามแนวแยกนั้น เราพร้อมใจกันทำให้เวลานี้เป็นเวลากาแฟ ยูรี่เปิดหลังรถและกางประตูบังลมไว้ขณะต้มน้ำ ด้วยอุณหภูมิ 2 องศา เราจิบกาแฟกันตรงหน้าผา บ้างนั่งบนโขดหิน บ้างยืน ลมกระโชกพัดละอองฝนเข้ามาเป็นระยะจากทะเลแบเร็นตส์ ปากทางสู่มหาสมุทรอาร์กติก สายฝนเส้นเล็กๆ กระทบฮู้ดแจ็กเก็ตกันฝนเบาๆ

ระหว่างทางที่เรากลับจากหน้าผาแกรนิต ยูรี่แวะรับป้าคนหนึ่งกลางทางแล้วไปส่งป้าในหมู่บ้าน ทั้งคู่คุยกันพักใหญ่ เราถามยูรี่ว่าเธอพูดภาษาเขาได้ด้วยเหรอ ไกด์ของเราตอบว่าภาษารัสเซีย ตอนนี้ไม่มีใครพูดภาษาเก่าได้อีกแล้ว ไม่ว่าภาษาถิ่น หรือกระทั่งภาษากลางใหม่ที่คิดมาเพื่อช่วยสื่อสารในตอนนั้น

เรานึกถึงเรื่องเล่าของหมู่บ้านกับภาพความเสื่อมโทรมตรงหน้า ความเจริญสูงสุดและเสื่อมถอยในเวลารวดเร็วในตอนนั้น ความพยายามสร้างมูลค่าให้กับความเสื่อมโทรมด้วยการจัดการให้เทอริเบอร์ก้าเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยจัดเทศกาลพื้นเมืองในชื่อ Teriberka’s New Life เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวรัสเซียเองและต่างชาติ

เรานึกถึงสีสันสดใสของนิเวศทุนดรา รวมถึงฟรูติโคส (Fruticose) ไลเคนชนิดหนึ่งที่เพิ่งเจอมากมายที่ลานแกรนิตเมื่อสักครู่ ไลเคนที่อ่อนไหวมากจะเกิดเฉพาะที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์และความชื้นสูงเท่านั้น

แล้วเราก็ยิ้มออกมาได้

ลาน ไลเคน

  • หมู่บ้านเทอริเบอร์ก้าตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลแบเร็นตส์ มหาสมุทรอาร์กติก ในแขวงโคลสกี้ (Kolsky) คาบสมุทรโคลา แคว้นเมอร์มานสค์ โดยอยู่ห่างจากตัวเมืองเมอร์มานสค์ ขึ้นไปทางเหนือประมาณ 120 กิโลเมตร ไม่มีรถประจำทาง หากต้องการไปเที่ยวควรติดต่อไกด์ ซึ่งมีให้เลือกหลายคน สนนราคาคิดตามเวลาหรือจำนวนวัน / จำนวนรถ
  • เวลาที่เทอริเบอร์ก้ารวมถึงเมอร์มานสค์ช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง แต่อยู่ในเขตเวลาเดียวกับมอสโก

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

ณัฐญา นาคะเวช

มนุษย์เป็ดผู้กระโดดลงไปทำทุกอย่างที่สนใจ รักการเดินทางและอาหารพื้นบ้านทุกชนิด นิยมความเชยและตื่นใจกับเรื่องเล่าปรัมปรา

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

3 กุมภาพันธ์ 2566
46

คงต้องเกริ่นก่อนว่า ผมเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ขึ้นมาใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยอยู่ที่เชียงใหม่เป็นเวลากว่า 1,131 วัน ท่องเที่ยวไปมาหลายแห่ง บุกป่าฝ่าดง หอบข้าวของขึ้นไปกางเต็นท์ก็หลายจุด เพียงแต่ปลายทางในครั้งนี้เห็นจะเป็นสถานที่อีกแห่งที่ผมยังไม่เคยมีโอกาสได้ไป แต่เมื่อแบรนด์กาแฟอย่าง ‘อินทนิล’ ทำกาแฟดริปแบบ Single Origin ออกมาวางจำหน่ายเมื่อช่วงปีใหม่ ผมจึงอยากรู้ว่า 3 แหล่งที่อินทนิลเลือกมามีความพิเศษยังไง

Single Origin ของอินทนิลคราวนี้ประกอบด้วย กาแฟแม่แจ๋ม (Fruity Taste) จากจังหวัดลำปาง กาแฟป่าแป๋ (Nutty Taste) และกาแฟเทพเสด็จ (Special Taste) จากจังหวัดเชียงใหม่ ย้อนไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา อินทนิลเคยออกกาแฟออร์แกนิกดริปมาแล้ว เป็นเมล็ดออร์แกนิกอาราบิก้าแบบเดียวกับที่ใช้ในร้าน ซึ่งมาจาก 2 แหล่งเพาะปลูกหลัก คือ ป่าแป๋และแม่แจ๋ม สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำไมอินทนิลถึงเลือก กาแฟเทพเสด็จ มาใช้กับ Single Origin ในครั้งนี้ และดูเหมือนว่าจะเป็นตัวไฮไลต์เสียด้วย

แม้ว่าการเดินทางไปยังดอยสะเก็ด เพื่อขึ้นไปดูไร่กาแฟ 2 แห่งที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านปางบงและหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จะไม่ได้อยู่ในแผนการชีวิตใกล้เรียนจบของผมแม้แต่น้อย แต่การเดินทางครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้รู้จักกับหมู่บ้านกาแฟ รวมไปถึงเรื่องราวหลังบ้านของเกษตรกรเจ้าของไร่กาแฟที่น้อยคนจะรู้มาก่อน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#01

หมู่บ้านปางบง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 1,200 เมตร

เอาเข้าจริงแล้ว การเยือนไร่กาแฟในครั้งนี้ไม่ค่อยยากลำบากอย่างที่เด็กกรุงเทพฯ ผู้ใช้ชีวิตรอบล้อมไปด้วยต้นไม้คอนกรีตหรือเสาไฟฟ้าอย่างผมคาดการณ์ไว้ 

การเดินทางไปหมู่บ้านปางบงไม่ถึงกับต้องขึ้นเขาลงห้วย (ถ้าไม่นับการนั่งรถขึ้นดอยนะ) หรือเดินทางไกลอะไรมากมาย แถมยังได้นั่งจิบกาแฟดริป ชิมบรรยากาศรับลมหนาว พักสายตาด้วยสายธารด้านล่าง และรับกลิ่นโชยของป่าเขา ณ ร้านดอยปางบง กาแฟ & ฟาร์มสเตย์ ของ คุณนนท์-อานนท์ พวงเสน เจ้าของไร่กาแฟในหมู่บ้าน ก็นับว่าเป็นอะไรที่สะดวกสบายและผ่อนกายคลายใจได้พอสมควร

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ คุณนนท์เจ้าของไร่แห่งนี้มีดีกรีเป็นถึงผู้ชนะการประกวดสุดยอดกาแฟไทย (Thai Coffee Excellence) ด้วยกระบวนการ Wet Process ในปี 2021 และ Honey Process ในปี 2022 อีกด้วย

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

คุณนนท์อธิบายความหมายของ Honey Process ให้ผมผู้มีความรู้เรื่องนี้เป็นศูนย์เข้าใจอย่างง่ายว่า ในกระบวนการแปรรูปผลกาแฟสดจาก ‘กะลา’ ให้กลายเป็น ‘เมล็ดกาแฟ’ (สารกาแฟ) นั้น มี 3 กรรมวิธีที่คนนิยมกัน ได้แก่ 

1. Wet / Washed Process คือการนำผลกาแฟที่สุกจากต้นมากะเทาะเปลือก แล้วจึงนำตัวกะลาไปแช่น้ำกำจัดเมือกแล้วตากให้แห้ง ซึ่งหากเปรียบกับข้าว กะลาเหมือนเปลือกข้าวที่ยังไม่ได้สี จึงต้องผ่านกระบวนการทำให้พร้อมเป็นเมล็ดกาแฟสำหรับคั่ว

2. Dry Process คือการนำผลกาแฟไปตากให้แห้งทั้งเปลือก แล้วค่อยนำไปสีเอาเปลือกออก

3. Honey Process วิธีนี้ไม่ได้มีน้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบแต่อย่างใดนะครับ แต่เป็นการนำกะลาไปตากทันทีหลังจากกะเทาะเปลือกแล้ว โดยข้ามขั้นตอนแช่น้ำขจัดเมือก กาแฟที่ผ่านกรรมวิธีนี้จะมีความเปรี้ยวต่ำ (Lower Acidity) และติดรสละมุนจากความหวานซึ่งจางอ่อนตามธรรมชาติมากกว่าเมล็ดทั่วไป

วกกลับมาที่การเดินทาง หลังจากเสพบรรยากาศจนอิ่มหนำสำราญ กินกาแฟคั่วกลางและอ่อนพอให้ได้สัมผัสรสชาติ จากนั้นผมก็กลับขึ้นรถเพื่อไปยังที่พัก แต่ระหว่างทางลงดอย เมื่อร่างกายกระทบกับเบาะนิ่ม ๆ ก็เหมือนระลึกและเลิกหลอกตัวเองในทันทีว่า มันก็เหนื่อยใช้ได้เลยเหมือนกัน

ไหนจะทางลาดชันอันขรุขระ ที่หากรองเท้าไม่พร้อม คงมีลำบากกันไปข้างสองข้าง หรือจะเป็นการต้องมุดดงพงไพรตามคุณนนท์เข้าไปในไร่ เดินไป คุยไป ทั้งกรรมวิธีการปลูก เก็บ และการต่ออายุต้นกาแฟ เรียกได้ว่าแกขยันเดินให้เราตามไปทุกหนแห่งที่พอจะไปได้จริง ๆ

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

“ที่นี่เดินง่ายกว่าสวนอื่นอีกนะ” คุณนนท์ว่า ส่วนผมนั้นได้แต่คิดว่า ไม่อยากจินตนาการถึงสวนอื่นเลยครับ

ระหว่างทางเป็นที่ร่มและโล่งแจ้งสลับกันไปตามความสูงใหญ่ของต้นไม้ในพื้นที่ คุณนนท์บอกว่า การปล่อยให้ต้นกาแฟสูงขึ้นเรื่อย ๆ มีแต่จะส่งผลเสีย เพราะสารอาหารจะน้อยลง และผลผลิตก็จะน้อยลงตาม ด้วยเหตุนี้ เหล่าคนทำไร่กาแฟจึงจำเป็นต้องทำสาวหรือตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ออกมาเป็นกิ่งใหม่และไม่สูงจนเกินไป แต่การทำอย่างนั้นก็ส่งผลให้ไม่สามารถเก็บผลผลิตในช่วง 1 – 2 ปีแรก ก่อนที่จะกลับมามีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวอีกครั้งในปีที่ 3 – 4

“ข้อดีกับข้อเสียมันบาลานซ์กันครับ” คุณนนท์ว่า

พูดถึงที่ร่มกับที่โล่งแจ้ง ตรงส่วนนี้ก็มีผลกับกาแฟนะครับ คุณนนท์บอกว่าที่โล่งแจ้งมีโอกาสจะได้ผลผลิตมากกว่า เพราะผลกาแฟจะสุกไว ในทางกลับกัน ต้นไม้ก็มีโอกาสที่จะติดโรคตามธรรมชาติได้มากกว่า

ในขณะที่การปลูกในพื้นที่ร่ม คุณภาพของผลผลิตย่อมดีกว่า แต่ก็แลกมาด้วยปริมาณน้อยลงจากระยะเวลาที่แต่ละผลจะสุกช้าลงเช่นกัน 

ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดนั้นไม่ใช่โรค แมลง หรือสภาพอากาศ หากแต่เป็นสิ่งที่ผมเองก็เพิ่งทราบ มันนับเป็นปัญหาที่หากเกิดแล้วจะแก้ไขได้ยาก และจะส่งผลกระทบต่อไร่กาแฟไม่มากก็น้อย 

สิ่งนั้นคือ ปัญหาแรงงาน

คุณนนท์ยืนยันว่า ‘เป็นปัญหาที่น่ากลัวที่สุด’ เนื่องจากถ้าในหมู่บ้านไม่มีแรงงาน เมื่อถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยวก็ต้องไปจ้างคนจากข้างล่างขึ้นมา แต่ปัญหาคืออย่างในปีนี้ แรงงานไม่ค่อยขึ้นมากันแล้ว เนื่องจากหากเก็บผลผลิตได้มากพอ พวกเขาว่าไม่คุ้มค่าแรง แถมการเก็บผลกาแฟจำเป็นต้องทำอย่างละเอียด เก็บกันทีละลูก ค่อย ๆ คัด ค่อย ๆ หาลูกที่สุกสมบูรณ์

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ ฤดูเก็บเกี่ยวของกาแฟดันไม่เหมือนใครเพื่อนในวงการพืชผลทางการเกษตรอื่น ๆ และไม่ได้จบในการเก็บเกี่ยวเพียงครั้งเดียว

โดยแบ่งออกได้ 4 ช่วง

ช่วงที่ 1 : พฤศจิกายน เป็นช่วงที่ผลกาแฟเพิ่งสุกใหม่ และเป็นช่วงสำหรับคัดอันที่เป็นโรคทิ้ง

ช่วง 2 และ 3 : ธันวาคม-มกราคม เป็นช่วงที่ผลกาแฟสุกสมบูรณ์ที่สุด

ช่วงที่ 4 : กุมภาพันธ์ เรียกกันว่า ช่วงรูด นั่นคือการเก็บทั้งผลที่สุกและไม่สุกออกจากต้นให้หมด เพื่อไม่ให้ทับกับดอกของกาแฟที่กำลังจะบาน

“กาแฟเป็นพืชที่เอาใจยาก (หัวเราะ)” ผมเห็นด้วยกับคุณนนท์ทุกประการ บนเส้นทางที่เดินลำบากแล้ว พืชผลระหว่างทางกลับเอาใจและดูแลยากกว่าอีกครับ 

แต่ในความยากลำบากของกาแฟ คุณนนท์ก็พยายามตามใจพวกมันอย่างสุดความสามารถ ไม่อย่างนั้นแล้วเขาคงไม่คว้ารางวัลจากการประกวดสุดยอดกาแฟไทยมาได้ ซึ่งสำหรับผมที่ยังไม่ใช่คอกาแฟ (อนาคตก็ไม่แน่) ตอนที่ได้ลิ้มรสกาแฟดริปของคุณนนท์ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้รู้สึกละมุนลิ้น รับรู้ได้ถึงรสเปรี้ยว และเมื่อกินน้ำเปล่าตามก็ยังมีความหวานค้างอยู่ในปาก

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#02

หมู่บ้านแม่ตอนหลวง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,300 – 1,500 เมตร

สำหรับวันที่ 2 ณ หมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ และจังหวัดเชียงใหม่เช่นเคย มันคือความลำบากอย่างที่จินตนาการไว้แล้วครับ เรียกได้ว่าก้าวพลาดหนึ่งก้าว โน้มตัวผิดองศา ขาพันกันแม้เพียง 1 ม้วน ก็มีโอกาสกลิ้งหลายตลบม้วนลงทางลาด ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้ม เขียนบทความนี้อยู่ในโรงพยาบาลแน่นอน

เพราะที่นี่คือไร่กาแฟของ ลุงเทียม-บุญเทียม ขันเป็ง ซึ่งมีขนาด 38 ไร่ ส่วนบน 28 กับส่วนล่างอีก 10 ไร่ ซึ่งแน่นอนว่าผมได้ขึ้นไปข้างบน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

บันไดธรรมชาติสูงชันและน่ากลัว นั่นคือคำแรกที่โผล่เข้ามาในหัวหลังจากเห็นทางขึ้นไปยังไร่ส่วนบน เอาเข้าจริงไม่ใช่บันไดด้วยซ้ำ มันคือทางดินลาดชันที่สึกกร่อนตามธรรมชาติจนมีลักษณะคล้ายบันได ส่วนความสมประกอบคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ เพราะสภาพเหมือนจงใจให้เราก้าวพลาดได้โดยไม่ยากเย็น

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

เมื่อขึ้นมาถึงข้างบน ผมได้พบกับไร่ขนาดใหญ่ของลุงเทียมที่ก็ลาดชันเหมือนเดิม เป็นไร่กาแฟขนาดใหญ่ที่หากดูไกล ๆ คงเหมือนเนินเขาสีเขียวทั่วไป แถมยังไม่มีทางเดินไว้รองรับรอยเท้าของมนุษย์แม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ต้องทำสำหรับผู้มาเยือนอย่างเรา คือทำใจและระมัดระวังทุกฝีก้าว เพราะถึงคุณลุงจะบอกว่าเดินขึ้นลงตรงไหนก็ได้ แต่พอพินิจพิเคราะห์ด้วยสายตาตัวเอง ผมว่ามันก็ลื่นไถลตรงไหนก็ได้เหมือนกัน

ระหว่างทางลุงเทียมให้ทั้งข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการทำไร่กาแฟ ซึ่งประเด็นต่างไปจากไร่ของคุณนนท์ตรงอายุของต้นกาแฟ เพราะต้นกาแฟของคุณลุงเทียมมีอายุน้อยกว่า ผลที่ได้รับจึงมีขนาดใหญ่กว่าแบบสังเกตเห็นได้

เวลาส่วนใหญ่ที่เราใช้ไปในวันนี้คือการปีนป่ายให้ทันตามคุณลุง ทั้งจับพื้น ตะกุยดิน คว้ารากต้นไม้ข้างทาง เพื่อเดินขึ้นไปเรื่อย ๆๆๆ ให้ทันลุงเทียมที่เดินขึ้นไปอย่างง่ายดายเหมือนขึ้นสะพานลอย

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

และมีคำเตือนมาฝาก หากมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวในไร่กาแฟที่มีสภาพภูมิศาสตร์เช่นเดียวกับผม อย่าจับหรือคว้าต้นกาแฟเพื่อดึงตัวเองขึ้นไปโดยเด็ดขาด เพราะผลกาแฟนั้นร่วงจากต้นง่ายมาก ซึ่งลูกที่ร่วงจะถูกนับเป็นคนละเกรดกับลูกที่เก็บสด ๆ จากต้น ฉะนั้น ถ้าไม่อันตรายถึงชีวิตจริง ๆ อย่าไปทำพืชผลเขาเสียหายนะครับ

อีกสิ่งที่แตกต่างระหว่างไร่ของคุณนน์กับลุงเทียมคือเรื่องแรงงาน ลุงเทียมยังคงหาแรงงานขึ้นมาช่วยเก็บกาแฟได้ในราคากิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งปรับขึ้นมาจากแต่ก่อนที่ราคากิโลกรัมละ 7 – 8 บาท

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น ราคาการรับซื้อกาแฟเองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เราได้ข้อมูลจากสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนามาว่า ผลกาแฟ 5 กิโลกรัม ได้กะลา 1 กิโลกรัม ตอนนี้ราคารับซื้อผลกาแฟขึ้นมาประมาณ 15% ส่วนราคากะลาขึ้นมาประมาณ 40% และยังคงมีวี่แววจะสูงขึ้นอีกเรื่อย ๆ

ในปีหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ราคาคงเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพราะด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะฝนหลงฤดูที่ทำให้ผลกาแฟหล่นลงพื้น จนปริมาณเก็บเกี่ยวลดลง อย่างที่บอกไปครับว่า กาแฟที่ดีต้องเด็ดสด ๆ จากต้น

หลังจากที่ลุงเทียมอธิบายและพาผมเดินไปยังทางลง ความสงสัยก็ผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนเกิดเป็นคำถามที่ว่า “เคยมีคนไหลตกลงไปบ้างไหมครับ”

ลุงเทียมหัวเราะ และคำตอบของลุงก็ชวนให้ผมเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว

และแล้วก็มาถึงทางลงที่ดูจะปลอดภัยกับผู้มาเยือนมากขึ้น แล้วลุงเทียมก็พูดขึ้นว่า “จริง ๆ ขึ้นทางนี้ก็ได้ มันง่ายกว่า” พูดไม่ออก บอกไม่ถูก เอาเป็นว่าอย่างน้อยผมก็ได้มีเรื่องราวความลำบากมาเขียนแล้วกัน

ก่อนที่จะเดินทางกลับ ผมได้นั่งท้ายรถกระบะมาเยี่ยมเยียนบ้านคุณลุงในหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ลุงเทียมทั้งโม่ (กะเทาะเปลือก) แช่ และตากกาแฟทั้งหมดจากไร่ของตัวเอง

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

น่าเสียดายที่ลุงเทียมส่งกาแฟทั้งหมดไปขายแล้ว เราจึงไม่มีโอกาสได้ชิม แต่จากการปลูก ณ จุดสูงสุดของตำบลเทพเสด็จที่ผนวกรวมเข้ากับธรรมชาติรอบข้าง ไม่ได้โล่งแจ้งจนชวนให้กังวลว่าผลผลิตจะติดโรค และไม่ได้ร่มรื่นจนยากที่จะสุกทันฤดูเก็บเกี่ยว เรียกได้ว่าไร่ของลุงเทียมเพียบพร้อมไปด้วยปัจจัยมากมายที่จะทำให้ผลกาแฟนั้นออกมาดีมากถึงมากที่สุด  

ใครจะไปคิดครับว่า แม้ราคารับซื้อผลกาแฟจะมากขึ้น แต่ชาวไร่กาแฟกลับต้องประสบทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงาน จำนวนผลผลิตที่ลดลงจากฝนหลงฤดูในช่วงปลายปีก่อน และอีกหลายปัญหาที่อาจส่งผลต่อทั้งวงการในระยะยาว

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม คุณภาพกาแฟของทั้ง 2 หมู่บ้านเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า ‘ยิ่งสูงยิ่งดี’ หมายถึงยิ่งปลูกกาแฟในที่สูง คุณภาพก็จะออกมาดีตามได้ ซึ่งในฐานะที่ผมได้ไปเห็นกระบวนการและปัญหาตั้งแต่ต้นเปลือกยันปลายกะลา การันตีได้เลยครับว่า คุณภาพและธรรมชาติที่อยู่อย่างเป็นมิตรกับผู้ดื่ม ทำให้กาแฟจากทั้ง 2 หมู่บ้านมีคุณค่าและทุกคนควรได้ลิ้มลองสักครั้งจริง ๆ สำหรับใครที่สนใจกาแฟของคุณนนท์และคุณลุงเทียม รวมถึงผลผลิตจากหมู่บ้านต่าง ๆ ของตำบลเทพเสด็จ โดยกลุ่มสมาชิกสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา ที่ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาผลผลิตกาแฟ จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ไปลิ้มรสชาติ Single Origin Drip Coffee Special Series กาแฟดริปใหม่ล่าสุดจากอินทนิลกันได้แล้ววันนี้ และไม่ว่าในอนาคต เราอาจได้ชิมกาแฟจากเทพเสด็จที่ร้านอินทนิลในรูปแบบเมล็ดกาแฟชงสด ๆ ก็เป็นได้

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ทำความรู้จักกับรสชาติของ Single Originดริปคอฟฟี่ซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

  • Mae Jaem กาแฟออร์แกนิกดริป แม่แจ๋ม จากหมู่บ้านแม่แจ๋ม ต.แจ้ซ้อน อ.แม่ปาน จ.ลำปาง
  • Pa Pae กาแฟออร์แกนิกดริป ป่าแป๋ จาก ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
  • Thep Sadet กาแฟดริปเทพเสด็จ จากเขตโครงการหลวงป่าเมี่ยง ต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา

พบกับ Single Origin ทั้ง 3 แหล่งได้แล้ว ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไปที่ร้านอินทนิล

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load