ฉันเชื่อว่าใครที่อยากไปสวิตเซอร์แลนด์ต้องมี ‘ยอดเขายุงเฟรา’ เป็นหนึ่งในที่หมาย เพราะยอดเขาแห่งนี้มีวิวสุดตระการตาทั้งในหน้าหนาวและร้อน (หลายคนอาจจำที่นี่ได้จากละครสุดฮิตอย่าง สุภาพบุรษจุฑาเทพ ตอนคุณชายปวรรุจ) แต่การไปเยือนยุงเฟราของฉันครั้งนี้พิเศษต่างจากทริปปกติ เพราะเป็นการเดินทางกับการรถไฟยุงเฟรา ภายใต้การดูแลของบริษัท ยุงเฟราบานแนน เมนเนจเมน จำกัด ผู้ดูแลเส้นทางรถไฟสู่สถานีบนยอดเขานี้ซึ่งเป็นสถานีรถไฟสูงที่สุดในยุโรป

สิ่งที่เห็น บทสนทนากับเจ้าหน้าที่ของบริษัทเก่าแก่กว่า 100 ปี ทำให้ฉันรู้เหตุผลที่ทำให้การท่องเที่ยวสู่ยอดเขาแห่งนี้ไม่เคยน่าเบื่อ

นั่นคือ ‘ความคิดสร้างสรรค์’ ที่แทรกอยู่ในเส้นทางนี้

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

ก่อนอื่น ต้องขอย้อนเล่าประวัติศาสตร์ของรถไฟสายนี้เสียหน่อย เรื่องมีอยู่ว่า ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ทั่วสวิตเซอร์แลนด์กำลังเห่อสร้างทางรถไฟเพราะมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามา หนึ่งในนั้นคือชายชื่อ Adolf Guyer-Zeller ที่เกิดความคิดอยากสร้างทางรถไฟสู่ยอดเขายุงเฟรา ซึ่งเดิมถ้าใครอยากขึ้นไปเที่ยวต้องปีนป่ายเดินไต่ไปตามทางชันๆ เท่านั้น ใน ค.ศ.1896 เขาได้รับอนุมัติสัมปทานจากรัฐบาล ให้สร้างทางรถไฟจากบริเวณที่เรียกว่า Kleine Scheidegg เพื่อขึ้นสู่ยอดเขา การก่อสร้างเส้นทางเต็มไปด้วยความยากลำบาก เริ่มต้นตั้งแต่เจาะภูเขา วางไม้หมอนลงทีละท่อน จนถึงวางรางรถไฟ

รถไฟ

รถไฟ

รถไฟ

นั่นแปลว่าทางรถไฟสายนี้อายุกว่าร้อยปี เริ่มต้นและคงอยู่ด้วยการบริหารของภาคเอกชนมาตลอด ซึ่งแน่นอน ไม่ได้แค่ดูแลเพียงตัวรางรถไฟเท่านั้น

จากไม้หมอนท่อนแรก ทางรถไฟยุงเฟราทอดยาวสู่ยอดเขา โดยเราเริ่มต้นการเดินทางที่ Interlaken เมืองเล็กน่ารักที่ตั้งอยู่ระหว่าง 2 ทะเลสาบ (มีจุดดึงดูดใจอย่าง Kichhofer ร้านปลอดภาษีที่ขาช้อปน่าจะคุ้นกันดี และร้านช็อกโกแลตอย่าง Schuh ที่ฉันได้เข้าไปดูการทำช็อกโกแลตด้วย) มุ่งหน้าสู่เส้นทางรถไฟซึ่งมีปลายทางคือสถานี Jungfraujoch บนยอดยุงเฟรา

ร้านค้า

คนทำช็อกโกแลต

ช็อกโกแลต

ช็อกโกแลต

ใครที่เคยไปหรือแม้แต่เห็นรูปถ่าย คงรู้ว่ายอดเขาที่สูงถึง 3,454 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลนี้งดงามมาก มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปีและมีวิวธารน้ำแข็งอเล็ทซ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกให้ได้ชม  

แต่มากกว่าวิวเขาหิมะและธารน้ำแข็งแบบพาโนรามา แค่ลงจากรถไฟ ฉันก็เริ่มเห็นร่องรอยความสนุกจากฝีมือการรถไฟยุงเฟรา

และนี่คือวิธีบริหารมรดกทางธรรมชาติแห่งแรกของยุโรปที่พวกเขาใช้

ยุงเฟรา

ที่ด้านนอก เรารื่มรมย์กับทิวทัศน์อลังการได้ที่ระเบียงอาคารสังเกตการณ์ทรงโดมซึ่งเรียกว่า Sphinx และลานหิมะกลางแจ้งซึ่งมีเสาธงชาติสวิสปักอยู่ เป็นซิกเนเจอร์ที่ใครๆ ต้องมาถ่ายรูปด้วย

ยอดเขา

และเพราะช่วงที่ฉันไปนั้นใกล้คริสต์มาสเต็มที่ นอกจากธงสีแดง การรถไฟยุงเฟราเลยขนต้นคริสต์มาสที่มีของประดับระยิบระยับขึ้นมาตั้งไว้ข้างๆ สีเขียวสดของต้นสนตัดกับสีขาวโพลนของหิมะและท้องฟ้าสดใส แน่นอน นี่กลายเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวรุมถ่ายรูปไม่หยุด

ต้นคริสต์มาส

ต้านคริสต์มาส

พอกลับเข้าด้านในสถานี จะเจอกับไฮไลต์มากมายที่จัดไว้ เรียกว่าต่อให้ข้างนอกหนาวเหน็บก็ใช้เวลาที่นี่ได้ไม่เบื่อ ตั้งแต่ร้านอาหารวิวร้อยล้าน ห้องที่ฉายภาพทิวทัศน์ยุงเฟราแบบ 360 องศา ตู้ไปรษณีย์สูงที่สุดในโลกซึ่งช่วยให้เราส่งความคิดถึงจากยอดเขาหิมะไปหาคนข้างล่างได้ ส่วน Alpine Sensation ซึ่งบอกเล่าความเป็นมาและความยากลำบากของการสร้างทางรถไฟ (มีป้ายเขียนชื่อคนที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากงานนี้ด้วย) ร้านช็อกโกแลต Lindt ที่มาตั้งทำช็อกโกแลตสดใหม่บน Top of Europe และส่วน Ice Palace หรือถ้ำน้ำแข็งที่มีรูปสลักน้ำแข็งน่ารักให้ชม

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

น้ำแข็ง

ทีเด็ดที่สุดของทริปอยู่ตรงนี้ ในวันที่ฉันไปมีพิธีเปิดรูปสลักน้ำแข็งใหม่ล่าสุด ที่ John Doubleday ช่างชาวอังกฤษฝีมือดีนั่งรถไฟขึ้นเขามาแกะแบบเงียบๆ อยู่หลายเดือน

มันคือรูปสลักของ Charlie Chaplin นักแสดงตลกชื่อก้องโลก

Charlie Chaplin

ทำไมถึงต้องเป็นแชปลิน? นั่นเพราะนักแสดงตลกคนดังมีที่พำนักสุดท้ายอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ และวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบปีที่ 39 ที่แชปลินจากไป การรถไฟยุงเฟราจึงจับมือกับองค์กรที่ดูแลลิขสิทธิ์ของแชปลิน สร้างไฮไลต์ใหม่ให้ยอดเขา เห็นแล้วบอกได้เลยว่านี่จะเป็นจุดถ่ายรูปฮอตฮิตอีกจุดในไม่ช้า (วันที่ฉันไปมีเด็กนักเรียนแต่งตัวเลียนแบบแชปลินมาร่วมเฉลิมฉลองการเปิดรูปสลักแชปลินให้คึกคักด้วย)

Charlie Chaplin

เราต้องหมั่นหาไฮไลต์ใหม่ๆ มาให้นักท่องเที่ยว-พี่จากการรถไฟยุงเฟราบอก

แล้วฉันก็ได้รู้ว่า ‘ไฮไลต์’ ที่ว่าไม่ได้สิ้นสุดแค่ลูกเล่นในสถานีหรือวิวบนเขา

ทุกปี บนยุงเฟรายอคจะมีการจัดกิจกรรมพิเศษอย่างการจัดแข่งกีฬาแบบที่คาดไม่ถึงว่าจะมาเล่นกันกลางภูเขาหิมะได้เช่น เทนนิสและบาสเกตบอล (ใช่แล้ว มีการเอาสนามมาตั้งกลางหิมะจริงๆ )

การจัดการเส้นทางท่องเที่ยวขยายขอบเขต กลายเป็นการสร้างอีเวนต์จากสิ่งที่มี

กรีฑา

สวิตเซอร์แลนด์

มากกว่านั้น ในวันถัดๆ มาของทริป ฉันก็พบว่าไอเดียสนุกไม่ได้จำกัดอยู่แค่เส้นทางนี้ แต่ยังแทรกอยู่ในระบบกิจการขนส่งภูเขาเส้นทางอื่นซึ่งบริษัท ยุงเฟราบานแนน เมนเนจเมน จำกัดดูแล หนึ่งในนั้นคือเส้นทางกระเช้ากอนโดล่าสาย Grindelwald-First ซึ่งฉันมีโอกาสแวะไปสัมผัส ในฤดูร้อน คุณอาจขี่จักรยานสกูตเตอร์และรถคาร์ตภูเขาไถลลงจากยอดเขาที่พราวด้วยดอกไม้และยอดหญ้าเขียว ขึ้นเจ้าสิ่งที่เรียกว่า First Flyer ที่จะพาคุณบินชมวิวลงมาตามสายเคเบิล หรือเดินบนทางเดินเลียบหน้าผาก็สนุก

ส่วนหน้าหนาวที่ขาวโพลนด้วยหิมะน่ะเหรอ ใส่ชุดสกีสีสดแล้วเล่นสกีและเลื่อนบนเส้นทางยาวสุดในยุโรปสิ จะรออะไร!

สวิตเซอร์แลนด์สวิตเซอร์แลนด์หิมะ

สวิตเซอร์แลนด์

แม้ฉันกลับลงมาจากเขานานแล้ว ความงามของทิวทัศน์ที่เห็นยังตราตรึง พร้อมคำถามเมื่อนึกย้อนไปถึงแหล่งท่องเที่ยวและการจัดการของที่นี่

สวิตเซอร์แลนด์

ยุงเฟรา

ถ้าได้ดูแลภูเขาสักลูก คุณจะบริหารจัดการอย่างไร?

ทั้งหมดด้านบนนั้นคือคำตอบของบริษัทผู้ดูแลทางรถไฟที่ทอดรางสู่ยอดเขายุงเฟรา

www.jungfrau.ch

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จากตัวเมืองเชียงใหม่-อำเภอเชียงดาว จากถนนคอนกรีตเริ่มกลายเป็นถนนลูกรัง ภูเขาน้อยใหญ่สองข้างทาง กับฝนที่โปรยลงมาพอให้ชื่นใจ และ ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ สูงตระหง่านอยู่สุดสายตาหลังจากยานพาหนะพาเรามาถึงจุดหมาย ชายวัยกลางคนผมยาวดกดำเดินออกมาต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเราเข้าไปยังที่พัก

“สำหรับเรา พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการเริ่มต้นวันใหม่ในชีวิตของคนและธรรมชาติ เป็นการตื่นนอนและเดินทางในทุกวันเหมือนดวงอาทิตย์” เนย์-สุริยาวุธ อภิวงค์ เล่าถึงที่มาและการเดินทางของเขา จากจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ‘ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์’

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

พบตะวัน

ตะวันตื่น เริ่มขึ้นจากการเดินทางจากเชียงใหม่ มาดูที่ดินตรงนี้ครั้งแรกกับเพื่อน เราเห็นภูเขาและพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จากจุดนี้ทำให้เรานึกถึงภาพวาดสมัยเป็นเด็ก” เจ้าบ้านเล่าพร้อมพาเดินชมโดยรอบ

เนย์ตัดสินใจเข้ามาลองใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินผืนนี้รวมทั้งหมด 31 ไร่ ที่มีต้นน้ำ (แม่น้ำปิง) ขนาบข้าง พร้อมกับป่าไผ่และป่าเบญจพรรณโอบล้อม ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก่อน เราคิดว่าต้องเป็นคนที่นี่ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะเข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เพราะเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในชุมชน จากคนแปลกหน้าเริ่มกลายเป็นครอบครัว พออยู่ที่นี่ครบสามฤดูกาล เราตัดสินใจกับเพื่อนๆ ว่า ควรทำแคมป์กราวนด์ที่มีฟาร์มไก่และร้านกาแฟเล็กๆ” เนย์เล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ระหว่างบทสนทนา เสียงลมเอื่อยๆ กระทบต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ประกอบกับฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะราวกับเสียงดนตรีจากธรรมชาติ และฝนสงบลงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี หลังจากเรากางเต็นท์และเก็บสัมภาระเรียบร้อย เนย์ตะโกนมาจากในครัวที่ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง 

“มื้อเที่ยงวันนี้ผมจะทำ ‘คั่วแฮ่มไก่’ ให้กินนะ” 

หลังพูดจบประโยค เนย์ชักชวนเราเข้ามาในครัว ซึ่งเขากำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้
นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เมนูคั่วแฮ่มไก่ (คั่วแห้งไก่) เป็นอาหารท้องถิ่นของภาคเหนือ แต่ความพิเศษของคั่วแห้งไก่ที่เรากำลังจะทำคือ วัตถุดิบทั้งหมดหามาจากธรรมชาติ พืชผักท้องถิ่นที่ขึ้นเองริมน้ำ เก็บมาปลูกในแปลงที่ทำไว้ในฟาร์มสเตย์ ส่วนไก่ เป็นไก่พื้นเมืองที่เราเลี้ยงไว้เอง” เนย์เล่าปนยิ้มพร้อมทำอาหารต่ออย่างสนุกมือ

“บริเวณรอบๆ ไม่ได้มีแค่พืชผักอย่างเดียว แม่น้ำปิงที่นี่ใสมาก ในฤดูร้อนกับฤดูหนาวใสจนเห็นปลาเลย อยู่ที่นี่ได้กินปลาจนเบื่อ มันว่ายทวนน้ำขึ้นมาตลอด บางทีมันมากันเป็นโขยง ในแต่ละฤดูกาลจะมีปลาแตกต่างกัน อย่างช่วงนี้จะเป็นปลากด เพราะปลากดมากับน้ำขุ่น” เขาเล่าพร้อมตักอาหารใส่จาน และกินอาหารร่วมกันกับพวกเรา

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

หากสังเกตจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่นี่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักณ์เฉพาะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ และ แปลงผัก ล้วนทำมาจากไม้หลากหลายชนิดที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่นายทุนที่มีเงินมากมาย ก่อนที่จะมาทำฟาร์มสเตย์ เราเรียนจบทางด้านศิลปะ สาขาจิตรกรรมมาก่อน เลยมีความรัก ความชอบงานศิลปะอยู่แล้ว เลยเริ่มสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตอนนั้นในความคิดของเรา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ มีรายได้ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เลยเก็บวัสดุรอบตัวมาสร้างที่นี่เองทั้งหมด อย่างพวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ที่ชาวบ้านตัดทิ้งบ้าง เก็บที่ไหลมาตามแม่น้ำบ้าง เก็บจากต้นไม้ที่โค้นล้มในป่าบ้าง

“มันอยู่ที่มุมมองและอยู่ที่คนที่จะไปจับ แล้วเอามาคิด เอามาทำ เราเคยคิดว่าต้องมีเงินเท่านั้น เท่านี้ ถึงจะสร้างบางสิ่งได้ แต่พอคิดดูดีๆ ขอแค่มีความคิด มีแรงกาย มีแรงใจ บางทีสร้างผลงานที่เรียกว่า Nature Art ขึ้นมาได้ จนหลังๆ เริ่มลดต้นทุนอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มมีไอเดียใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความคิดแล่น”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

แล้วชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง-เราถาม

“ตอนนี้เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ชุมชนเรามีต้นน้ำกับป่าไผ่ ชาวบ้านเลยคิดกันว่าอยากทำล่องแพ เลยลองตัดไม้ไผ่มาทำแพกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักไปล่องแพเป็นกิจกรรม แล้วรายได้จากล่องแพก็ให้ชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็กำลังเริ่มทำอีกโครงการ เป็นโครงการปลูกไผ่ซางหม่น กำลังเริ่มเพาะกันอยู่เลย ปกติชุมชนแถวนี้จะตัดไม่ไผ่ขาย แต่ถ้าเราตัดมันไปเรื่อยๆ มันก็จะออกไม่ทัน ด้วยความที่เขตป่าของชุมชนนี้มีเกือบ สองพันไร่ ถ้าเราแบ่งออกเป็นสี่โซน ถ้าตัดโซนที่หนึ่ง ปีหน้าก็ตักโซนที่สอง หมุนเวียนกันไป ก็จะมีผลผลิตให้เราตลอดทุกปี และพอที่จะส่งออกได้เลยนะ ยิ่งผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ตอนนี้กำลังมาแรง ชาวบ้านเขาก็จะมีรายได้ตลอด” เจ้าบ้านเล่าอย่างภูมิใจ

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

ทิศตะวันตก

หลังตะวันค่อยๆ ลับฟ้าไปไม่นาน เจ้าบ้านเริ่มก่อกองไฟริมลานไม้ไผ่ให้พวกเรา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อที่เรียบง่าย หลังจากทานอาหารร่วมกันกับเจ้าบ้าน บทสนทนายามดึกของเรายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับแสงของกองไฟดวงเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว
ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ท้องฟ้าตรงที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ ถ้ามองขึ้นไปในฤดูล่าทางช้างเผือก ที่นี่มองเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าได้

เลย ปกติทางช้างเผือกจะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วลับของฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” เจ้าบ้านชี้มือไปบนท้องฟ้าประกอบกับเปิดโทรศัพท์มือถือ และอวดรูปภาพทางช้างเผือกที่เขาเคยถ่ายไว้

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่คนตามกันเข้ามาเยอะพอสมควร จนเราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน น่าจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ จนธุรกิจแถวนี้เข้ามาถามตลอดว่า ทำการตลาดยังไง ฐานลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน เราให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวมาเข้าพักอยู่ตลอด 

“เลยตอบเขาไปว่าเราไม่ได้ขายการบริการ เราขายเรื่องราวกับวิถีชีวิต อยู่ที่นี่เราเป็นตัวเอง คนสมัยนี้จะเสาะหาอะไรที่มันมีเรื่องราวและเรียบง่าย คนที่เข้ามาพักมักถามเราเสมอว่า คิดค่าบริการยังไง เพราะเราไม่ได้แจ้งไว้ในช่องทางไหนเลย เราตอบลูกค้าไปว่า ‘แล้วแต่จะให้’ เราเป็นศิลปิน เราคิดว่าในเมื่อเราสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราไม่สามารถประเมินค่ามันได้ เลยบอกลูกค้าไปแบบนั้น” เขาเว้นจังหวะก่อนอธิบายเสริม

“ลูกค้าที่มาเข้าพักที่นี่จะให้มากให้น้อย เราไม่เคยคิดว่าขาดทุนสักครั้ง มันเป็นกำไรชีวิตทั้งนั้น เราคิดซะว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มาแบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์กันที่นี่ เราคิดว่านั้นเป็นกำไรของเราแล้วล่ะ” 

เนย์พูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน และเดินทางกลับเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

เดินทางตามตะวันกันต่อที่ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์

ที่ตั้ง : ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่

โทรศัพท์ : 09 1810 5009

Facebook : Tawan Tune Farm Stay ตะวันตื่น ฟาร์มสเตย์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

นภัสรพี ศรีบุญปวน

นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความฝันอยากท่องโลกกว้าง รักการเดินทาง กาแฟอเมริกาโน่ และการพบเจอเรื่องดีๆ ระหว่างการผจญภัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สถานที่ หรือความรู้สึก

Photographer

จารุเดช ไชยเลิศ

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ สาขาถ่ายภาพ หนุ่มเชียงใหม่ ผู้หลงรัก ต้นไม้ กาแฟ และเสียงดนตรี ใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นข้ออ้างให้ตัวเองออกไปเจอโลก ผู้คน และธรรมชาติ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load