23 ธันวาคม 2560
7.25 K

ถ้ามีตั๋วเครื่องบินไปที่ไหนก็ได้ในฝรั่งเศส จะเลือกไปที่ไหน

สำหรับฉันที่อยากพิชิตกลิ่นเมืองน้ำหอม มีคำตอบอยู่ 2 ตัวเลือก คือ เมือง Grasse (กราสส์) และ Paris

กราสส์เป็นเมืองหลวงแห่งน้ำหอมของโลก อยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ส่วนเมืองหลวงของฝรั่งเศสอย่างปารีสก็บรรจุความรู้และผลผลิตน้ำหอมไว้มากมาย

การเดินทางไปตามรอยกลิ่นทั้งสองเมืองทำได้ไม่ยาก แค่นั่งเครื่องบิน Qatar Airways ไฟลต์กรุงเทพฯ-นีซ ไปลงสนามบิน Nice Côte d’Azur แล้วต่อรถไฟไปกราสส์ ส่วนไฟลต์กรุงเทพฯ-ปารีส กาตาร์แอร์เวย์ส์ก็มีไฟลต์บินวันละหลายรอบ ชั้น Business Class นี่ดีงามมากจนรู้สึกว่าชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบ หอมฟุ้งจรุงใจตั้งแต่ออกเดินทาง (ตรวจสอบเส้นทางการบินและราคาได้ที่นี่) หรือถ้าจะเดินทางตามเส้นทางความหอมไปทั้ง 2 เมือง รถไฟความเร็วสูง TGV ก็เชื่อมทั้งสองเมืองไว้ด้วยระยะเวลาเพียง 5 ชั่วโมงเศษๆ

เครื่องบิน

ทีวี

ด้วยเวลาจำกัด ฉันตัดสินใจไปดมกลิ่นปารีส

เช้าวันที่แดดแจ่มจ้า อากาศเป็นใจ ฉันก้าวขาไปสูดกลิ่นที่พิพิธภัณฑ์ Fragonard Perfume Museum มิวเซียมเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่หลังร้านน้ำหอมสีทองหรูหราของแบรนด์ชื่อเดียวกัน

ร้าน

พิพิธภัณฑ์

Fragonard (ฟราโกนาร์ด) เป็นหนึ่งในแบรนด์น้ำหอมที่เก่าแก่ที่สุดในฝรั่งเศส มีต้นกำเนิดที่เมืองกราสส์ มีอายุเกือบ 100 ปี และปัจจุบันยังเป็นกิจการของครอบครัวที่ก่อตั้ง น้ำหอมและเครื่องประทินผิวของฟราโกนาร์ดมีชื่อเสียงในหมู่คนเล่นเครื่องหอม แต่หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ นอกประเทศ การทำมิวเซียมดีๆ ฟรีให้คนทั่วไปเข้าชมข้างร้านสาขาปารีสเป็นวิธีที่ทำให้แบรนด์มีคุณค่า น่ารู้จักและน่าช้อปขึ้นมาเป็นกอง

นิทรรศการฟรีที่นี่เล่าเรื่องกลิ่นอย่างสวยและสนุก โดยไกด์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำหอมพาผู้ชมเดินเป็นกลุ่มๆ แบ่งเป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส นอกจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังมีเยาวชนมาทัศนศึกษา และคนฝรั่งเศสที่สนใจเรื่องกลิ่นมาเยี่ยมที่นี่อยู่เนืองๆ

แค่ตัวสถานที่ก็น่าตื่นเต้นแล้ว ก่อนเข้าไปชมกระบวนการทำน้ำหอม มัคคุเทศก์สาวเล่าว่า ตึกส่วนใหญ่ในปารีสเป็นตึกเก่า อาคารนี้เคยเป็นโรงละคร ที่สอนขี่จักรยาน ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ที่เปิดมานานร้อยกว่าปี ก่อนจะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์น้ำหอมในท้ายที่สุด โครงสร้างที่นี่จึงมีร่องรอยของหลายยุคสมัยปะติดปะต่อกัน

รูปภาพ

พิพิธภัณฑ์

ภายในมิวเซียมจัดแสดงตู้วัตถุดิบและอุปกรณ์สำหรับผลิตน้ำหอมตั้งแต่ยุคโบราณ เช่น โหลแก้ว ถ้วยตวงเก่า อำพันทะเล (อ้วกปลาวาฬ) ชะมดเช็ด ไปจนถึงดอกไม้ต้นไม้สร้างกลิ่นหอมนำเข้าจากประเทศต่างๆ และยังจัดแสดงวิธีการผลิตน้ำหอมแบบศตวรรษที่ 20 ตั้งแต่เก็บดอกไม้ ไปจนถึงการกลั่นวัตถุดิบในหม้อใหญ่เพื่อทำหัวน้ำหอม

นิทรรศการ

กลีบดอกไม้

หม้อ

จุดที่ฉันชอบที่สุดห้องทดสอบจมูก เหมือนนักดนตรีที่รู้จักทำนอง เหมือนเชฟที่เข้าใจรสชาติ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกลิ่นทุกคนจะต้องจดจำกลิ่นหลายพันกลิ่นที่มีโน้ตของตัวเอง ขวดหัวน้ำหอมหลายสิบขวดที่เรียงรายนี้แบ่งหลักๆ ได้เป็น 3 ประเภท คือ Top Notes กลิ่นแรกที่ได้กลิ่นเมื่อสูดดม มักจะเป็นกลิ่นสดชื่นของดอกไม้ Middle Notes กลิ่นที่สองที่ตามมามักเป็นกลิ่นดอกไม้หรือสมุนไพรบางอย่าง และ Base Notes กลิ่นสุดท้ายของน้ำหอม มักสกัดได้จากไม้ เครื่องเทศ หรือน้ำมันสัตว์ Perfumer หรือนักปรุงน้ำหอมต้องเข้าใจหลักการผสมผสานและสร้างกลิ่นขึ้นมา เหมือนนักดนตรีที่จับโน้ตมาร้องเรียงเป็นเพลงของตัวเอง

ขวด

ต่อจากการดมก็เป็นการดู มิวเซียมนี้จัดแสดงขวดน้ำหอมและอุปกรณ์ใส่ของหอมจำนวนมาก เพราะ Jean-François Costa พ่อของสามสาวพี่น้องผู้บริหาร Fragonard รุ่นปัจจุบันเป็นนักสะสมตัวยง ฉันเลยได้เห็นแจกันเมโสโปเตเมีย เซรามิกกรีก ตลับขี้ผึ้งสำหรับห้อยเข็มขัด จี้ห้อยคอและแหวนใส่น้ำหอม พร้อมกับขวดทรงพิสดารอีกมากมาย ใครจะรู้ว่าดีไซน์ขวดน้ำหอมนี่เปรี้ยวมาตั้งแต่พันปีที่แล้ว แถมที่นี่ยังจัดแสดงกล่องบรรจุภัณฑ์ที่แสดงยี่ห้อแบรนด์ต่างๆ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 กราฟิกโบราณนี่ก็สวยงามใช่ย่อย อาจเพราะน้ำหอมเป็นสินค้ารุ่มรวยรื่นรมย์ การออกแบบที่เกี่ยวข้องจึงต้องเจริญตาเจริญใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการรับรู้ทางจมูก ไม่น่าแปลกใจที่รูปลักษณ์สวยๆ เหล่านี้เพิ่มมูลค่าให้น้ำหอมราคาแพงขึ้นด้วย

แจกัน

เซรามิก

ขวดน้ำหอม

พิพิธภัณฑ์

จบเรื่องประวัติศาสตร์น้ำหอมก็เข้าสู่เรื่องแบรนด์ฟราโกนาร์ด ชื่อนี้ไม่ใช่นามสกุลตระกูลผู้ก่อตั้ง แต่เป็นนามสกุลของจิตรกรชื่อดังในยุคศตวรรษที่ 18 Jean-Honoré Fragonard ซึ่งเป็นชาวเมืองกราสส์ Eugène Fuchs ผู้ก่อตั้งเลือกใช้ชื่อของเขาเพื่อสื่อถึงการอุทิศให้กับเมืองกราสส์และศาสตร์การปรุงน้ำหอมแบบดั้งเดิม เอกลักษณ์ของแบรนด์คือขวดสีทองเรียบง่าย ในห้องนี้จะมี blind test กลิ่นให้เราดมและทายต้นตอกลิ่นหอมกันให้สนุก

ไกด์สาวเล่าว่า ถ้าอยากเรียนเวิร์กช็อปทำน้ำหอมอย่างจริงจัง พิพิธภัณฑ์นี้เปิดสอนทำโคโลญจน์สัปดาห์ละครั้งทุกวันเสาร์ โดยนักเรียนจะได้เลืิอกผสมกลิ่นด้วยตัวเองด้วยนะ

เครือญาติ

นิทรรศการ

นิทรรศการ

น้ำหอม

สุดท้ายมัคคุเทศก์พาเราเข้าห้องขายของที่ระลึก ซึ่งก็คือร้านขายน้ำหอมของฟราโกนาร์ด ลีลาการขายของที่นี่เก๋มาก คือให้เราดมกลิ่นหลักๆ ของแบรนด์แล้วเดาว่ามีดอกไม้อะไรอยู่ในนั้นบ้าง โอ้โห ไม่ง่าย ดมไปเดาไปก็อยากเสียทรัพย์ อยากได้กลิ่นชื่ออลังการอย่าง Etoile (ดวงดาว), Ile d’amour (เกาะแห่งความรัก) หรือ Reine des cœurs (ราชินีแห่งหัวใจ) มาครอบครอง

ร้านน้ำหอม

ร้านน้ำหอม

เครื่องหอม

เมื่อเดินออกจากมิวเซียม ขวดน้ำหอมสีทองเล็กๆ นอนนิ่งอยู่ในถุงช้อปปิ้ง จมูกฉันสูญเสียความสามารถในการดมไปชั่วคราวหลังจากสูดสารพัดกลิ่น มะลิ กุหลาบ ซิตรัส ไม้จันทน์ และดอกไม้นานา แข่งกันสร้างความหวานอบอวลทั่วสมอง

ปารีสของคนอื่นอาจมีหอไอเฟล ประตูชัย หรือถนนฌ็องเซลีเซ่เป็นส่วนประกอบ แต่ปารีสในความทรงจำของฉันน่ะหอมฟุ้งเป็นบ้าเลย

เข้าไปดูรายละเอียดพิพิธภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่นี่

ขวด

ภาพ: ภัทรียา พัวพงศกร, Fragonard Perfume Museum

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 มิถุนายน 2565
1.84 K

The Cloud x Vespa

บรึ้น ๆ ! เสียงขบวนเวสป้าบึ่งเข้ามายังนครขอนแก่นเพื่อร่วมทริป Walk with The Cloud : บึ่งแก่นนคร ชมศิลปะและวัฒนธรรมในแดนอีสาน บ้างมาจากกรุงเทพฯ บ้างมาจากขอนแก่นบ้านเฮานี่แหละ วันนี้เป็นวันที่ฟ้าไร้แดดเหมาะกับการขี่รถตากลมสุด ๆ จากจุดรวมตัว เราจะบึ่งไปที่โฮงสินไซเป็นที่แรก

เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ในการขี่สกู๊ตเตอร์เที่ยวกับเพื่อนหน้าใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จัก

เชื่อว่าทั้งคนในและคนนอกก็คงตื่นเต้นไม่ต่างกัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขอสตาร์ทรถไปเบิ่งกันแน่จ้า

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ที่นี่โฮงสินไซ

จอดสกู๊ตเตอร์ที่ ‘โฮงสินไซ’ บ้านสวนกลางเมืองจังหวัดขอนแก่น โอบล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่และมวลแมกไม้นานาพันธุ์ สองมือยังไม่ทันล้วงกระเป๋า พวกเราก็พบกับ ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ ผู้ก่อตั้งโฮงสินไซ ที่ชวนน้อง ๆ เด็กพิเศษ มาเป็นวิทยากรพิเศษนำชมเรื่องราวของ สินไซ ด้วยกัน ที่นั่นมีเสียงจิ้งโกร่งต้อนรับพวกเราอย่างเนืองแน่น

เจ้าบ้านชวนเรานั่งล้อมวงสบาย ๆ บริเวณหน้าบ้าน แถมแจกจ่ายน้ำสมุนไพรเย็นชื่นใจดับกระหายให้คนละแก้ว (เติมได้ไม่อั้น) พร้อมขนมและผลไม้ตามฤดูกาล ก่อนจะเกริ่นแนะนำตัวและเล่าถึงวรรณคดีแบบกระชับ

สินไซ เป็นวรรณคดีของอุษาคเนย์ รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ สังข์ศิลป์ชัย ท้องเรื่องไม่ได้ต่างจากวรรณคดีไทยส่วนใหญ่มากนัก แน่นอนว่า ‘สินไซ’ คือตัวเอกที่ต้องผ่านหลายเหตุการณ์ ต้องข้ามผ่าน 7 ย่านน้ำ 9 ด่านมหาภัย จนสุดท้ายก็จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง โดยท้าวกุดสะราดสละราชสมบัติให้สินไซปกครองต่ออย่างร่มเย็นเป็นสุข

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

อาจารย์ทรงวิทย์บอกว่า โฮงสินไซนี้มีที่มาจาก โฮง หมายถึง โรง ที่บรรจุเรื่องราวของวรรณคดีเรื่อง สินไซ เอาไว้ นอกจากฟังประวัติความเป็นมาและความตั้งใจของสถานที่แห่งนี้แล้ว พวกเรายังได้เดินดูของสะสมในตู้กระจกที่เก็บรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนี้ประมาณ 140 – 150 รายการ ทั้งหมดเกี่ยวกับ สินไซ ในด้านต่าง ๆ ทั้งแง่รัฐศาสตร์-การเมือง งานวิจัยภาษาไทย-ลาว อีกทั้งยังมีผนังห้องประดับภาพเขียนสีน้ำเล่าเรื่อง สินไซ ซึ่งอาจารย์เป็นผู้วาด และมีมุมการต่อยอด-ประยุกต์ให้ร่วมสมัย เป็นหนังตะลุง เสื้อยืด ถ้วยกาแฟ ร่ม และของที่ระลึกต่าง ๆ

“วรรณคดีเป็นที่อยู่ของวัฒนธรรม” มหาสิลา วีระวงส์ นักปราชญ์คนสำคัญของลาวกล่าวไว้ คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงแต่อย่างใด เพราะเมื่อมีวัฒนธรรมจึงเกิดงานศิลป์หลายอย่าง วรรณคดีก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้เห็นว่า วรรณคดีแต่ละยุคสมัย ผู้คนมีความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม พิธี ต่างกันหรือไม่ อย่างไร

โฮงสินไซเซอร์ไพรส์เราด้วยเสียงแคนกับหมอแคนรุ่นใหม่ ที่ผูกโยงกับ สินไซ และวัฒนธรรมอีสาน

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

“หมอลำจะไม่มีวันตาย เพราะปรับตัวง่าย พร้อมที่จะรับทุกสิ่งที่คิดว่าดีกว่า” เป็นคำกล่าวของ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งหมอลำไม่ตายฉันใด หมอแคนก็ไม่ตายฉันนั้น เพราะ 2 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน

ถ้าหมอลำ-หมอแคน ไม่ตายแล้ว สินไซ และวัฒนธรรมอีสานก็จะไม่มีวันหายไป เพราะเชื่อมโยงกับหมอลำอย่างขาดกันไม่ได้ ยิ่งมีหมอแคนใหม่ ๆ เกิดขึ้น ยิ่งทำให้วัฒนธรรมอีสานแข็งแรงมากขึ้นด้วย

นั่นแปลว่าพวกเราจะมีโอกาสบิดเวสป้ากลับมาม่วนที่นี่อีกแน่นอน!

โมเดิร์นในมอ

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

บึ่งมาต่อกันที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่ออกแบบโดย อมร ศรีวงศ์, สมคิด เพ็ญภาคกุล, เฉลิมชัย ห่อนาค และ สถาพร เกตกินทะ ที่ออกแบบให้เข้ากับบริบทแวดล้อมของมอดินแดง พัฒนาภาพลักษณ์ของอาคารในสมัยนั้นให้มีสไตล์โมเดิร์น ถือได้ว่าเป็นภาพลักษณ์ของการพัฒนา แสดงออกถึงความก้าวหน้าและทันสมัย

เจ้าถิ่นที่พาพวกเราทัวร์มอและชมสถาปัตยกรรม คือ รศ.ดร.นพดล ตั้งสกุล จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ศึกษาเกี่ยวกับตึกทั้งหมดร่วมกับอาจารย์หลายท่านในคณะ รวมถึงเปิดวิชาเลือกให้นักศึกษาสถาปัตยกรรมในคณะร่วมเก็บข้อมูลทำโมเดลออกมาเพื่ออนุรักษ์อาคารเหล่านี้ไว้ เกิดเป็นนิทรรศการ ‘อาคารสมัยใหม่ Modern Architecture’ กระซิบเลยว่า อาจารย์นพดลเล่าเรื่องสนุกมาก เพราะท่านเคยเป็นศิษย์เก่าที่นี่

อ้อ ลืมบอกว่าพวกเราเติมพลังให้เต็มพุงกันเรียบร้อยที่ร้านไก่ย่างปรีชา แถมจัดไอติมกะทิหวานมันคนละถ้วยสองถ้วย ไม่นานพวกเราก็ประจำที่ จับเวสป้าคู่ใจออกเดินทางอีกครั้ง ผ่านสะพานขาวด้วย บรรยากาศดีสุด ๆ

แดดร่มลมตก เรามาเริ่มกันที่ ‘ตึกกลม’ อาคารเรียนรวมของนักศึกษาปี 1 ที่เราเปิดประตูห้องไปทดลองนั่งเรียนเป็นนักศึกษา ก่อนเดินสำรวจโครงสร้างภายนอก พบว่าอาคารรุ่นคุณลุงสวยไม่แพ้อาคารฝั่งตะวันตกเลยทีเดียว

ส่วนภาพรวมการออกแบบ อาจารย์นพดลเล่าว่า มันบ่งบอกถึงแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก รองลงมาคือการใช้งานในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และตอบโจทย์ความงามภายนอกอาคาร จังหวะการออกแบบเปลือกอาคารเมื่อแสงแดดกระทบ ก็จะเกิดเฉดเงาที่แสดงถึงความงามของอาคารนั่นเอง

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ขยับออกมาอีกนิด มองเห็น ‘ตึกหลอด’ น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยรูปทรงหลอดทดลองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เดินไปหน่อยเป็น ‘ตึก SC01 ภาควิชาเคมี’ ตัวอาคารเป็นผนังคอนกรีต สะท้อนให้เห็นสัจจะของวัสดุ ที่ช่างฝีมือฉาบคอนกรีตผิวหยาบทิ้งไว้ ถ้าถอยหลังออกมาจะเห็นการเล่นเส้นเล็ก-ใหญ่บนตัวอาคาร เป็นกลิ่นอายสถาปัตยกรรมแบบ Le Corbusier ส่วนโถงโล่งใต้อาคารไม่มีเสาคานตรงกลาง แต่ดันอยู่ด้านข้าง ห่างกันถี่ ๆ เพื่อให้นักศึกษามีพื้นที่ทำกิจกรรมมากขึ้น เมื่อแหงนหน้ามองเพดาน จะเห็นโครงสร้างตาข่ายที่ตั้งใจออกแบบให้สอดคล้องกับพื้นที่ห้องแล็บบนอาคาร

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ถัดจากตึกภาควิชาเคมีเพียงไม่กี่ก้าว มีอาคารทรงหลังคาคอนกรีตหล่อโค้งทรงเรขาคณิตครึ่งวงกลม หรือ ‘ห้องปฏิบัติการกลางเป่าแก้ว’ ออกแบบโครงสร้าง Hyperbolic Paraboloid ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นการออกแบบที่คิดค้นโดยสถาปนิกเมื่อ 50 ปีก่อน ที่สำคัญคือโชว์ประสิทธิภาพของคอนกรีตได้ดีเยี่ยม

คณะเกษตรศาสตร์ เป็นคณะเก่าแก่ที่สุดในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ‘ตึก AG 01’ เป็นตึกเรียนรวมตึกแรกของคณะ ออกแบบเพื่อเมืองร้อน สะท้อนความเป็นระบบอุตสาหกรรมเมื่อยุค 50 ปีก่อน แผงสีเขียวที่เด่นชัดนั้น ทำหน้าที่กันฝนและเป็นราวกันตกให้นักศึกษา ซึ่งสถาปนิกออกแบบได้ตรงตามโจทย์ของสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นทรอปิคัล

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีตึกที่โดดเด่น 2 หลัง หนึ่ง คือ ‘ตึกโครงเหล็ก CB’ เป็นอาคารเรียนรวมและห้องซ้อมเชียร์ มองจากด้านนอกเป็นห้องสโลปบรรยายพร้อมอัฒจันทร์ โครงสร้างท่อเหล็กสีส้มทำหน้าที่ซัพพอร์ตโครงสร้างด้านใน ตัวอาคารไม่มีคานตรงกลาง แต่คานที่รับน้ำหนักเป็นหลักอยู่ริมนอกแทน และโครงเหล็กสีส้มจี๊ดถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคโพสต์โมเดิร์นที่นำเหล็กมาใช้ในงานออกแบบเยอะขึ้น เพื่อเพิ่มลูกเล่น ลดความน่าเบื่อ

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย
บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

สอง คือ ‘ตึกของภาควิชาวิศวกรรมโยธา’ ที่นักศึกษามายืนดูโครงสร้างและเรียนกันจริง ๆ โดดเด่นตรงมีเสาซัพพอร์ตอยู่ริมสองข้าง การหิ้วโครงสร้างที่มีแรงกระทำในแนวดิ่งและแรงกระทำกลับคืนขึ้นไป คล้ายโครงสร้างการหิ้วของสะพาน เดินโฉบด้านในอีกนิด ไปดูบันไดแบบ Freestanding Structure ที่มีจุดบรรจบเพียง 2 จุด บริเวณชานพักไม่มีเสาเลยสักต้น! เป็นความเก๋าของนักออกแบบที่ผสานหลักวิศวกรรมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ใหม่อีหลี – ม่วนอีหลี – มักอีหลี

น้ำมันลดไปไม่มาก ก็มาจบทริปกันที่ ‘ใหม่อีหลี’ แกลเลอรี่งานศิลปะข้างบึงแก่นนคร สถานที่ที่เราได้พักดื่มชา-กาแฟในคาเฟ่ และเดินชมงานศิลปะตั้งแต่หน้าประตูแกลเลอรี่ จนถึงด้านในที่ชวนเราไปสัมผัสวัฒนธรรมภาคอีสานผ่านงานศิลปะที่ คุณเอริค บุนนาค บูทซ์ ผู้ก่อตั้งที่นี่ขึ้นมา ถัดจากแกลเลอรี่ใหม่เอี่ยมของเชียงใหม่

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ตอนนี้กำลังจัดนิทรรศการ ‘A Minor History | ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย’ โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้ได้ชมด้วย พวกเรานั่งลงบนเก้าอี้อย่างเงียบเชียบ ตัวหนังสือวิ่งขึ้นเป็นแนวตั้งคำต่อคำ เป็นการฉายโปรเจกเตอร์แบบสลับด้านให้มาฉายบนผ้าขาว จะอ่านออกได้ด้านเดียว ซึ่งคือด้านที่มีเก้าอี้ให้รับชม

นิทรรศการนี้น่าสนใจตรงที่เป็นการเล่าเรื่องของคนธรรมดาตัวเล็ก ๆ ฉีกกรอบประวัติศาสตร์แบบเดิม ที่มักเป็นเรื่องเล่าจากมุมมองผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว

พระอาทิตย์เกือบลับขอบฟ้า พวกเราทั้ง 20 คนถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนเอ่ยคำร่ำลาเพื่อเตรียมตัวกลับไปทำงานตามเดิม ขอนแก่นสำหรับใครบางคนในคาราวานเวสป้าวันนี้เป็นเมืองที่เขาเคยไม่รู้จัก แต่หากมีรถคู่ใจสักคัน เพื่อนรู้ใจสักคน รับรองว่าจะท่องเที่ยวเมืองนี้ได้สนุกเหมือนกับทริปนี้แน่ ๆ

ขอนแก่นและอีกหลายสถานที่กำลังรอให้คุณมาค้นพบเช่นเดียวกับเรา ไม่ต้องไปไหนไกล เริ่มจากสตาร์ทรถแล้วบึ่งไปเลาะโลด!

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load