22 ธันวาคม 2560
2 K

นักท่องเที่ยวแต่ละคนต่างมีเป้าหมายการเดินทางแตกต่างกันไป คนส่วนใหญ่อาจจะต้องไปดู ไปชิม ไปทำสิ่งที่เป็น A Must ของแต่ละสถานที่ เพื่อให้พูดได้เต็มปากว่ามาถึงที่นี่แล้ว แต่สำหรับฉัน ภารกิจที่จะทำทุกครั้งที่เดินทางคือ การส่งโปสการ์ดกลับไทยถึงตัวเอง

โปสการ์ด โปสการ์ด ร้านขายโปสการ์ด ร้านขายโปสการ์ด

ฉันคิดว่าเสน่ห์ของการเดินทางไม่ได้มีแค่ตอนเราไปถึงจุดหมายปลายทาง แต่เกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ต่างจากเสน่ห์ของการส่งโปสการ์ด ความน่าหลงใหลก่อตัวขึ้นตั้งแต่ตอนเดินตามหาตู้ไปรษณีย์ ซึ่งประเทศอิตาลีน่าสนใจเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะมุมไหน ซอกหลืบใดของเมือง ฉันจะได้เจอตู้ไปรษณีย์มากมาย ไม่ต้องเสาะหาเหมือนตอนเดินทางไปประเทศอื่นๆ

ตู้ไปรษณีย์ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นตู้ของ Poste Italiane ที่มีสีแดง ทรงสี่เหลี่ยมเหมือนตู้ไปรษณีย์สากลทั่วไป มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ แต่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตู้ บางตู้เหมือนงานศิลปะ ที่โดนแต้มสีด้วยว่าที่ศิลปินกราฟฟิตี้ บางตู้ก็เปรอะจนไม่อยากเข้าใกล้เมื่อจินตนาการถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่อาจแฝงมาด้วย แต่บางตู้ถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งที่เหมาะเป็นโลเคชันสำหรับถ่ายรูปคู่เป็นที่ระลึก

ป้ายบอกทาง ที่ทำการไปรษณีย์ ตู้ไปรษณีย์ ตู้ไปรษณีย์ ตู้ไปรษณีย์

แม้ตู้ไปรษณีย์อิตาเลียนหาไม่ยาก โปสการ์ดในอิตาลีก็หาซื้อได้ง่ายตามสถานที่ต่างๆ แต่การส่งโปสการ์ดแต่ละทียากมากเพราะต้องจับคู่แสตมป์ให้ถูกตู้ เรื่องแสตมป์นี้เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและวางแผนซื้อล่วงหน้า จากประสบการณ์การเดินทางครั้งล่าสุด ฉันซื้อแสตมป์เก็บเป็นสต็อกไว้ทั้งหมด 3 แบบ เพื่อที่จะได้ลดอุปสรรคในการจับคู่แสตมป์กับตู้ไปรษณีย์ทั้งสามประเภท

โปสการ์ด ตู้ไปรษณีย์

แบบแรกคือจับคู่แสตมป์ส่งผ่านตู้ไปรษณีย์ของ Poste Italiane  โปสการ์ดที่จะส่งกลับเมืองไทยผ่านตู้นี้ ต้องติดแสตมป์ของ Poste Italiaen เท่านั้น โดยติดให้ครบมูลค่า 2.20 ยูโร ถึงแม้จะเดินเจอตู้นี้บ่อยที่สุด แต่การหาแสตมป์เพื่อส่งผ่านตู้นี้ยากที่สุด

ข้อมูลจาก guide book หรือ Google มักจะแนะนำให้ซื้อแสตมป์ที่ร้าน Tabacchi ร้านขายของชำที่ขายบุหรี่ บัตรโทรศัพท์ และขนมขบเคี้ยว แต่ใช่ว่าทุกร้านจะมีแสตมป์สำหรับตู้ไปรษณีย์ของ Poste Italiaen ขาย และแม้ว่าหาซื้อแสตมป์ได้แล้ว ก็ต้องทำความเข้าใจอีกว่าต้องติดแสตมป์กี่ดวง เพราะแสตมป์บางดวงไม่ระบุมูลค่า การส่งไปรษณีย์กลับไทยต้องใช้แสตมป์ที่ระบุคำว่า ‘B ZONA 2’

โปสการ์ด

‘B’ แทน 2nd class mail ที่ไม่ต้องการส่งแบบเร่งด่วน ส่วน ‘ZONA 2’ คือ Zone 2 ที่จัดกลุ่มสำหรับส่งโปสการ์ด และจดหมายไปยังประเทศที่อยู่ในทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกา และทวีปเอเชีย  

โปสการ์ด

แบบที่ 2 ส่งโปสการ์ดผ่าน GPS Mail Box ตู้รับจดหมายเล็กๆ ขนาดเท่ากับตู้รับจดหมายที่เราติดกันไว้หน้าบ้าน แสตมป์สำหรับ GPS Mail Box นี้หาซื้อได้ง่ายกว่าแสตมป์ของ Poste Italiane เพราะมีขายในร้านขายของที่ระลึกทั่วไป และในร้าน Tabacchi ที่ขายแสตมป์ประเภทนี้ก็มักมีตู้ GPS Mail Box ตั้งไว้เพื่อให้ส่งโปสการ์ดได้เลย แต่หากโชคไม่ดี ก็ต้องเพิ่มรสชาติการเดินทางด้วยการเล่นเกมเดินตามหาตู้ GPS Mail Box ตามแผนที่

แสตมป์สำหรับ GPS Mail Box จะแพงกว่า Poste Italiane นิดหน่อยคือ 2.50 ยูโร ลูกเล่นของแสตมป์ GPS Mail Box นี้ คือลวดลายที่จะล้อไปกับแหล่งท่องเที่ยวของเมืองนั้นๆ เช่น หากซื้อที่โรม แสตมป์จะเป็นรูป Saint Peter’s Basilica หรือ Colosseum แต่หากซื้อที่ฟลอเรนซ์ จะเป็นรูป Piazza del Duomo ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กประจำเมือง และหากใครชอบพวก gadget จุดเด่นของสแตมป์นี้คือ QR Code ที่สามารถสแกนเพื่อส่ง multi media ผ่านแสตมป์นี้ได้ด้วย

แผนที่ โปสการ์ด แสตมป์

การจับคู่แสตมป์แบบสุดท้าย คือตู้ไปรษณีย์ Friend Post ที่ต้องติดแสตมป์ราคา 2.20 ยูโร เพื่อส่งโปสการ์ดกลับไทย ราคาเท่ากับส่งผ่าน Poste Italiane ตลอดการเดินทางในอิตาลีตั้งแต่ตอนเหนือลงใต้ ฉันได้เห็นตู้รับจดหมายของ Friend Post แค่ครั้งเดียวตอนที่ซื้อแสตมป์ Friend Post และไม่มีโอกาสเจอะเจอตู้แบบนี้อีกเลย

ป้าย ตู้ไปรษณีย์

หากได้เดินทางมากรุงโรมและเข้าไปเที่ยวในนครรัฐวาติกัน ฉันอยากชวนให้แวะส่งโปสการ์ดจากวาติกันกลับไทยสักใบ เพราะวาติกันถือเป็นประเทศที่ปกครองตัวเองและมีตราไปรษณีย์ของตัวเองที่ไม่เหมือนตราของอิตาลี แค่ซื้อแสตมป์ Poste Vaticane ราคา 2.30 ยูโร เราก็จะได้แสตมป์รูปพระสันตะปาปาติดบนโปสการ์ดเป็นที่ระลึก และต้องหย่อนลงตู้ไปรษณีย์ Poste Vaticane สีเหลือง คนละตู้กับ Poste Italiane ตู้สีแดงที่เจอบ่อยๆ นะ

ตู้ไปรษณีย์

เมื่อเล่นเกมจับคู่แสตมป์กับตู้ไปรษณีย์เหนื่อยแล้ว และยังมีโปสการ์ดที่อยากส่งในนาทีสุดท้าย ก็ฝาก Front Desk ของที่พักให้ช่วยส่งให้ได้เหมือนก้น ที่พักเกือบทุกที่จะมีตู้รับจดหมายวางไว้ แต่ขอแนะนำให้ติดแสตมป์ของ Poste Italiane ไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องเสียใจหากโปสการ์ดส่งกลับมาไม่ถึงไทย

ตู้จดหมาย โปสการ์ด

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พิมลดา ศรีวิภาพัฒนา

จากแอร์โฮสเตสสู่พนักงานออฟฟิสและแม่บ้าน ที่ยังคงรักการเดินทางและค้นหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อชม และ ชิม

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จากตัวเมืองเชียงใหม่-อำเภอเชียงดาว จากถนนคอนกรีตเริ่มกลายเป็นถนนลูกรัง ภูเขาน้อยใหญ่สองข้างทาง กับฝนที่โปรยลงมาพอให้ชื่นใจ และ ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ สูงตระหง่านอยู่สุดสายตาหลังจากยานพาหนะพาเรามาถึงจุดหมาย ชายวัยกลางคนผมยาวดกดำเดินออกมาต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเราเข้าไปยังที่พัก

“สำหรับเรา พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการเริ่มต้นวันใหม่ในชีวิตของคนและธรรมชาติ เป็นการตื่นนอนและเดินทางในทุกวันเหมือนดวงอาทิตย์” เนย์-สุริยาวุธ อภิวงค์ เล่าถึงที่มาและการเดินทางของเขา จากจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ‘ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์’

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

พบตะวัน

ตะวันตื่น เริ่มขึ้นจากการเดินทางจากเชียงใหม่ มาดูที่ดินตรงนี้ครั้งแรกกับเพื่อน เราเห็นภูเขาและพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จากจุดนี้ทำให้เรานึกถึงภาพวาดสมัยเป็นเด็ก” เจ้าบ้านเล่าพร้อมพาเดินชมโดยรอบ

เนย์ตัดสินใจเข้ามาลองใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินผืนนี้รวมทั้งหมด 31 ไร่ ที่มีต้นน้ำ (แม่น้ำปิง) ขนาบข้าง พร้อมกับป่าไผ่และป่าเบญจพรรณโอบล้อม ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก่อน เราคิดว่าต้องเป็นคนที่นี่ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะเข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เพราะเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในชุมชน จากคนแปลกหน้าเริ่มกลายเป็นครอบครัว พออยู่ที่นี่ครบสามฤดูกาล เราตัดสินใจกับเพื่อนๆ ว่า ควรทำแคมป์กราวนด์ที่มีฟาร์มไก่และร้านกาแฟเล็กๆ” เนย์เล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ระหว่างบทสนทนา เสียงลมเอื่อยๆ กระทบต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ประกอบกับฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะราวกับเสียงดนตรีจากธรรมชาติ และฝนสงบลงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี หลังจากเรากางเต็นท์และเก็บสัมภาระเรียบร้อย เนย์ตะโกนมาจากในครัวที่ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง 

“มื้อเที่ยงวันนี้ผมจะทำ ‘คั่วแฮ่มไก่’ ให้กินนะ” 

หลังพูดจบประโยค เนย์ชักชวนเราเข้ามาในครัว ซึ่งเขากำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้
นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เมนูคั่วแฮ่มไก่ (คั่วแห้งไก่) เป็นอาหารท้องถิ่นของภาคเหนือ แต่ความพิเศษของคั่วแห้งไก่ที่เรากำลังจะทำคือ วัตถุดิบทั้งหมดหามาจากธรรมชาติ พืชผักท้องถิ่นที่ขึ้นเองริมน้ำ เก็บมาปลูกในแปลงที่ทำไว้ในฟาร์มสเตย์ ส่วนไก่ เป็นไก่พื้นเมืองที่เราเลี้ยงไว้เอง” เนย์เล่าปนยิ้มพร้อมทำอาหารต่ออย่างสนุกมือ

“บริเวณรอบๆ ไม่ได้มีแค่พืชผักอย่างเดียว แม่น้ำปิงที่นี่ใสมาก ในฤดูร้อนกับฤดูหนาวใสจนเห็นปลาเลย อยู่ที่นี่ได้กินปลาจนเบื่อ มันว่ายทวนน้ำขึ้นมาตลอด บางทีมันมากันเป็นโขยง ในแต่ละฤดูกาลจะมีปลาแตกต่างกัน อย่างช่วงนี้จะเป็นปลากด เพราะปลากดมากับน้ำขุ่น” เขาเล่าพร้อมตักอาหารใส่จาน และกินอาหารร่วมกันกับพวกเรา

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

หากสังเกตจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่นี่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักณ์เฉพาะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ และ แปลงผัก ล้วนทำมาจากไม้หลากหลายชนิดที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่นายทุนที่มีเงินมากมาย ก่อนที่จะมาทำฟาร์มสเตย์ เราเรียนจบทางด้านศิลปะ สาขาจิตรกรรมมาก่อน เลยมีความรัก ความชอบงานศิลปะอยู่แล้ว เลยเริ่มสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตอนนั้นในความคิดของเรา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ มีรายได้ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เลยเก็บวัสดุรอบตัวมาสร้างที่นี่เองทั้งหมด อย่างพวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ที่ชาวบ้านตัดทิ้งบ้าง เก็บที่ไหลมาตามแม่น้ำบ้าง เก็บจากต้นไม้ที่โค้นล้มในป่าบ้าง

“มันอยู่ที่มุมมองและอยู่ที่คนที่จะไปจับ แล้วเอามาคิด เอามาทำ เราเคยคิดว่าต้องมีเงินเท่านั้น เท่านี้ ถึงจะสร้างบางสิ่งได้ แต่พอคิดดูดีๆ ขอแค่มีความคิด มีแรงกาย มีแรงใจ บางทีสร้างผลงานที่เรียกว่า Nature Art ขึ้นมาได้ จนหลังๆ เริ่มลดต้นทุนอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มมีไอเดียใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความคิดแล่น”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

แล้วชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง-เราถาม

“ตอนนี้เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ชุมชนเรามีต้นน้ำกับป่าไผ่ ชาวบ้านเลยคิดกันว่าอยากทำล่องแพ เลยลองตัดไม้ไผ่มาทำแพกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักไปล่องแพเป็นกิจกรรม แล้วรายได้จากล่องแพก็ให้ชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็กำลังเริ่มทำอีกโครงการ เป็นโครงการปลูกไผ่ซางหม่น กำลังเริ่มเพาะกันอยู่เลย ปกติชุมชนแถวนี้จะตัดไม่ไผ่ขาย แต่ถ้าเราตัดมันไปเรื่อยๆ มันก็จะออกไม่ทัน ด้วยความที่เขตป่าของชุมชนนี้มีเกือบ สองพันไร่ ถ้าเราแบ่งออกเป็นสี่โซน ถ้าตัดโซนที่หนึ่ง ปีหน้าก็ตักโซนที่สอง หมุนเวียนกันไป ก็จะมีผลผลิตให้เราตลอดทุกปี และพอที่จะส่งออกได้เลยนะ ยิ่งผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ตอนนี้กำลังมาแรง ชาวบ้านเขาก็จะมีรายได้ตลอด” เจ้าบ้านเล่าอย่างภูมิใจ

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

ทิศตะวันตก

หลังตะวันค่อยๆ ลับฟ้าไปไม่นาน เจ้าบ้านเริ่มก่อกองไฟริมลานไม้ไผ่ให้พวกเรา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อที่เรียบง่าย หลังจากทานอาหารร่วมกันกับเจ้าบ้าน บทสนทนายามดึกของเรายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับแสงของกองไฟดวงเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว
ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ท้องฟ้าตรงที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ ถ้ามองขึ้นไปในฤดูล่าทางช้างเผือก ที่นี่มองเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าได้

เลย ปกติทางช้างเผือกจะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วลับของฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” เจ้าบ้านชี้มือไปบนท้องฟ้าประกอบกับเปิดโทรศัพท์มือถือ และอวดรูปภาพทางช้างเผือกที่เขาเคยถ่ายไว้

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่คนตามกันเข้ามาเยอะพอสมควร จนเราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน น่าจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ จนธุรกิจแถวนี้เข้ามาถามตลอดว่า ทำการตลาดยังไง ฐานลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน เราให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวมาเข้าพักอยู่ตลอด 

“เลยตอบเขาไปว่าเราไม่ได้ขายการบริการ เราขายเรื่องราวกับวิถีชีวิต อยู่ที่นี่เราเป็นตัวเอง คนสมัยนี้จะเสาะหาอะไรที่มันมีเรื่องราวและเรียบง่าย คนที่เข้ามาพักมักถามเราเสมอว่า คิดค่าบริการยังไง เพราะเราไม่ได้แจ้งไว้ในช่องทางไหนเลย เราตอบลูกค้าไปว่า ‘แล้วแต่จะให้’ เราเป็นศิลปิน เราคิดว่าในเมื่อเราสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราไม่สามารถประเมินค่ามันได้ เลยบอกลูกค้าไปแบบนั้น” เขาเว้นจังหวะก่อนอธิบายเสริม

“ลูกค้าที่มาเข้าพักที่นี่จะให้มากให้น้อย เราไม่เคยคิดว่าขาดทุนสักครั้ง มันเป็นกำไรชีวิตทั้งนั้น เราคิดซะว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มาแบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์กันที่นี่ เราคิดว่านั้นเป็นกำไรของเราแล้วล่ะ” 

เนย์พูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน และเดินทางกลับเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

เดินทางตามตะวันกันต่อที่ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์

ที่ตั้ง : ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่

โทรศัพท์ : 09 1810 5009

Facebook : Tawan Tune Farm Stay ตะวันตื่น ฟาร์มสเตย์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

นภัสรพี ศรีบุญปวน

นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความฝันอยากท่องโลกกว้าง รักการเดินทาง กาแฟอเมริกาโน่ และการพบเจอเรื่องดีๆ ระหว่างการผจญภัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สถานที่ หรือความรู้สึก

Photographer

จารุเดช ไชยเลิศ

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ สาขาถ่ายภาพ หนุ่มเชียงใหม่ ผู้หลงรัก ต้นไม้ กาแฟ และเสียงดนตรี ใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นข้ออ้างให้ตัวเองออกไปเจอโลก ผู้คน และธรรมชาติ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load