12 ธันวาคม 2560
3 K

“จงสร้างโดราเอมอนของตัวเอง” คือประโยคเปิดของนิทรรศการนี้

เราต่างก็มีความทรงจำในวัยเด็กเป็นของตัวเอง ความทรงจำหลายเรื่องเป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่โดราเอมอนเป็นเรื่องที่ยกขึ้นมาคุยเมื่อไหร่ก็คุยกันได้ยาวๆ ทุกที ไม่เชื่อก็ลองหันไปถามเพื่อนข้างๆ ดูสิว่า “นึกถึงโดราเอมอน แล้วคิดถึงอะไร” รับรองว่าคำตอบที่ได้จะสร้างบทสนทนาได้อีกเยอะทีเดียว

ที่มาของนิทรรศการ The Doraemon Exhibition Tokyo 2017 ที่ Mori Art Museum ที่ Roppongi Hills เมืองโตเกียว ก็เกิดมาจากความคิดเดียวกัน

Doraemon Exhibition

ในนิทรรศการนี้เราจะได้เห็นศิลปินร่วมสมัย 28 คน มาตีความเกี่ยวกับโดราเอมอนผ่านงานศิลปะแบบต่างๆ อย่างที่ผู้จัดงานได้กล่าวไว้ในป้ายก่อนเข้านิทรรศการว่า “โดราเอมอนเป็นตัวละครที่มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวงสำหรับสังคมญี่ปุ่น ศิลปินหลายท่านมีโดราเอมอนอยู่ในชีวิตประจำวันมาตั้งแต่เขาเหล่านั้นยังเป็นเด็ก จริงๆ แล้วเราพูดได้ว่าโดราเอมอนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมญี่ปุ่น ผมตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้เห็นงานศิลปะที่สร้างโดยคนที่อยู่ในสังคมซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการ์ตูนเรื่องนี้ และหวังว่าผู้เข้าชมนิทรรศการนี้จะสนุกและตื่นเต้นกับโดราเอมอนในรูปแบบใหม่ๆ ในนิทรรศการนี้เช่นกัน” – Yuri Yamashita (Meiji Gakuin University Professor)

ในศตวรรษที่ 21 ที่เราอยู่ในทุกวันนี้ เป็นครึ่งทางระหว่างโลกของโนบิตะและโลกของโดราเอมอนพอดี

เอาล่ะ ลองบอกเราหน่อยว่าเธอนึกถึงโดราเอมอนแล้วคิดถึงอะไร พอได้คำตอบแล้วค่อยไปอ่านต่อกัน ว่าศิลปินญี่ปุ่นตีความโดราเอมอนภายใต้สังคมศตวรรษนี้อย่างไรบ้าง

 

 

โดราเอมอนหัวหน้าแก๊งช่วงปิดเทอม

Takashi MURAKAMI

Doraemon

ภาพที่แสดงความร่าเริงของวัยเด็กช่วงปิดเทอมฤดูร้อนภาพนี้เห็นแล้วก็ยิ้มได้ทันที คิดถึงช่วงปิดเทอมที่ไร้เดียงสา ไม่มีอะไรต้องกังวล และมีเวลาเล่นนอกบ้านมากมาย เป็นความทรงจำที่ใครๆ ก็เชื่อมโยงได้ แล้วก็เป็นหนึ่งในความทรงจำที่การ์ตูน โดราเอมอน มอบเอาไว้ให้เด็กทั่วโลก

 

โดราเอมอนที่เป็นมากกว่าเพื่อน

Mika NINAKAWA

DoraemonDoraemon

เราชอบงานชุดนี้มาก ศิลปินท่านนี้เคยได้รับเชิญมาแสดงงานเกี่ยวกับโดราเอมอนแล้วเมื่อปี 2002 ตอนนั้นเขาทำอัลบั้มรูปการออกเดตกับโดราเอมอนผู้ที่ศิลปินมองว่าเป็นเหมือนชายในฝัน ทั้งเก่ง พึ่งพาได้ เข้าอกเข้าใจ มาปีนี้ ศิลปินก็ยังเลือกเล่าเรื่องเดิม แต่ทำให้เข้ากับยุคสมัย แทนที่จะทำเป็นอัลบั้มรูปก็ทำเป็นการโชว์ภาพจาก Instagram แทน

นิทรรศการโดราเอมอนโดราเอมอน

โดราเอมอนเพื่อนยาก

Kumi MACHIDA

โดเรม่อน

บางทีก็ยากที่จะอธิบายความทรงจำเกี่ยวกับโดราเอมอนออกมาได้ในหนึ่งชิ้นงาน ศิลปินท่านนี้เลยกลับไปสู่จุดตั้งต้นที่เรียบง่ายที่สุดคือ การพูดถึงโดราเอมอนในฐานะเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ภาพ portrait ของโดราเอมอนในสีขาวเก่าๆ นี้ ศิลปินบอกว่าเป็นรูปโดราเอมอนรูปแรกที่เขาวาด เราว่ามันก็ตรงไปตรงมาดี

 

ความอ้วนเตี้ยอันเป็นที่รัก

Nozomi WATANABE

โดเรม่อน

ศิลปินคนนี้เหมือนมันเขี้ยวรูปร่างกลมๆ ของโดราเอมอนอยู่ไม่มากก็น้อย เลยเลือกสร้างโมเดลที่แสดงสัดส่วนน่ารักๆ แบบนี้ออกมา เธออดแปลกใจไม่ได้ว่าอะไรทำให้ความมีเสน่ห์ของโดราเอมอนดึงดูดเด็กๆ ไม่ว่าจะรุ่นไหน เธอจึงเลือกสร้างโมเดลโดราเอมอนด้วย URUSHI เทคนิคการทาสีและใช้วัสดุแบบญี่ปุ่นโบราณเพื่อบอกเล่าการส่งต่อความอ้วนเตี้ยอันเป็นที่รักนี้ไปสู่คนรุ่นถัดๆ ไปเรื่อยๆ

เกือบลืมกันไปแล้วหรือเปล่าว่า โดราเอมอนเป็นหุ่นยนต์ ที่ถูกเล่าให้มีชีวิตจิตใจเหมือนมนุษย์ จนทำให้ใครต่อใครผูกพันกับเขาในฐานะเพื่อนเก่าคนหนึ่ง เมื่อสมัยสามสิบกว่าปีก่อนการที่หุ่นยนต์มีชีวิตจิตใจขนาดนี้คงเป็นแค่จินตนาการที่ห่างไกล แต่พอมาถึงทศวรรษนี้ที่หุ่นยนต์ของญี่ปุ่นก็เริ่มเหมือนคนมากขึ้นเรื่อยๆ เลยเริ่มจะมีคำถามตามมาว่า ความเป็นมนุษย์คืออะไร ความเป็นมนุษย์ถูกผลิตได้ด้วยเครื่องจักรเหมือนหุ่นยนต์หรือเปล่า หรืออะไรที่ทำให้ความเป็นมนุษย์ยังคงอยู่และแยกเราออกจากหุ่นยนต์ได้ในวันที่เราอาจจะต้องมีเพื่อนเป็นหุ่นยนต์จริงๆ

ในนิทรรศการนี้ก็มีศิลปินบางท่านตีความเรื่องหุ่นยนต์จากโลกอนาคตนี้ไว้จากก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์ศตวรรษที่ 21 เอาไว้แบบนี้

 

โดราเอมอนเป็นที่ยึดเหนี่ยวด้านจิตใจ

Miran FUKUDA

ภาพวาดพู่กัน

ความน่าสนใจสำหรับภาพนี้คือ การที่ตัวละครจากโลกอนาคตถูกเอามาเล่ารวมกับตัวละครจากความเชื่อโบราณ เพราะศิลปินมองว่า ทั้งสองโลกมีหลายอย่างคล้ายกัน เช่น ความเป็นปริศนา ความที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ถึงที่มาที่ไป ความมีอำนาจวิเศษ มีอิทธิฤทธิ์ในการทำเรื่องไม่คาดฝันต่างๆ ที่เล่ากันมาปากต่อปาก

ดูภาพนี้แล้ว เราอดคิดไม่ได้ว่า ถ้ามนุษย์สร้างเทพองค์ต่างๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวความเชื่อ ให้ความหวังและความมั่นใจ โดราเอมอนก็อาจถูกสร้างขึ้นมาด้วยเหตุผลเดียวกันหรือเปล่านะ

 

ความฟรีฟอร์มของเหตุและผล

Satomi KONDO

ภาพวาด

ประโยคในการ์ตูน โดราเอมอน ตอน Nobita and Steel Troops ที่ศิลปินท่านนี้ประทับใจคือ ประโยคที่ชิซูกะพูดว่า “บางทีมนุษย์ก็ทำอะไรที่ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย” ภาพนี้เลยเต็มไปด้วยความไม่มีเหตุผลที่ตีความไปได้อย่างอิสระ บางทีความไร้ตรรกะและความสามารถในการจินตนาการอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ไม่เหมือนกับหุ่นยนต์ก็ได้มั้ง

 

การจินตนาการสิ่งที่มองไม่เห็น

AIDA Makoto

โดราเอมอน

“ลองดูภาพนี้แล้วเห็นอะไร ฝากให้ลองหาคำตอบกันดู” – คำอธิบายภาพจากศิลปินท่านนี้มีเท่านี้

แต่เราเชื่อว่าใครๆ ก็ดูออกว่านี่คือภาพเกี่ยวกับใครและทำอะไร อาจเป็นเพราะว่าตัวละครตัวนี้จะพูดถึงกิจกรรมนี้บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นใน โดราเอมอน เวอร์ชันไหน

 

ความมีอดีตให้คิดถึง และมีอนาคตให้รอคอย

โดราเอมอน

ศิลปินท่านนี้เล่าว่าเขาตั้งใจสื่อสารความเชื่อมโยงอดีตกับอนาคตของการ์ตูน โดราเอมอน ที่เขามอง ณ ศตวรรษที่ 21นี้

อดีตในภาพ คือห้องนอนของโนบิตะที่มีข้าวของเครื่องใช้ของเด็กนักเรียนในศตรรษที่ 20 และอนาคตในภาพ ก็คือความเหนือจริงจากการใช้ ‘เครื่องปรับแรงโน้มถ่วง’ ของวิเศษจากศตวรรษที่ 22 มาทำให้วันธรรมดาๆ ในห้องนอนของโนบิตะไม่ธรรมดา

ในศตวรรษที่ 21 ที่เราอยู่ในทุกวันนี้ เป็นครึ่งทางระหว่างโลกของโนบิตะและโลกของโดราเอมอนพอดี

ยังเหลืออีกแปดสิบกว่าปีก็จะถึงศตวรรษที่ 22 พอถึงวันนั้นแล้วโดราเอมอนจะมีจริงไหม เราจะมีของวิเศษเอาไว้ใช้กันมากขึ้นกว่านี้ไปอีกเท่าไหร่ เราว่ามันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นพอๆ กับคำถามที่ว่า เรายังจะยังคงรักษาจินตนาการและความมีชีวิตชีวาแบบศตวรรษที่ 20 กันเอาไว้ได้ถึงวันนั้นหรือเปล่า

โดราเอมอน

“บางทีฉันก็ยังหวังอยู่ว่าจะมีโดราเอมอนอยู่กับฉันจริงๆ”

เป็นประโยคปิดของนิทรรศการนี้

Doraemon

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

14 พฤศจิกายน 2560
12 K

ก็ไม่รู้ว่าเขาแอบไปคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะวิวัฒนาการคบเพื่อนของลูกผม ตั้งแต่เกิดก็เริ่มจาก Peppa Pig, Minion, Dinosaur แล้วจู่ๆ ก็มารถไฟที่ชื่อ Thomas

ผมสังเกตว่าลูกชอบรถไฟ ก็ตอนที่เดินอุ้มเขาอยู่แถวซอยสุขุมวิท 33 จู่ๆ ลูกก็เงยหน้ามองที่รางรถไฟ BTS  แล้วก็เรียก พ่อๆๆๆ รถไฟ เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง หลังจากนั้น ผมก็เลยชอบพาเขามานั่งตรงหน้าห้างเอมควอเทียร์ตรงชั้นลอย

เพื่อให้มายืนดูรถไฟที่วิ่งไปมาให้หนำใจ ถ้าวันหนึ่ง คุณเกิดเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่บนชานชาลาคนเดียวแล้วยืนบ๊ายบายส่งคนทั้งรถไฟออกจากสถานี ไม่ต้องแปลกใจเลย นั่นคือลูกชายผม

รถไฟ

ถ้าลูกคนอื่นอาจเริ่มต้นคำภาษาอังกฤษ ด้วยคำว่า daddy, mommy, bird บลา บลา ขณะที่ลูกของผมจะเริ่มต้นด้วยคำว่า Thomas ตอนแรกผมก็งงว่ามาจากไหน สุดท้ายผมก็พบคำตอบในแผนกของเล่น เมื่อเขาหยิบโมเดลรถไฟที่หน้าตาเหมือนคนยื่นให้ผมดู และถามผมว่า “พ่อเอามั้ย?” (“พ่อเอามั้ย”น่าจะเป็นรูปประโยคในแบบของเขาที่แปลว่า พ่อซื้อให้หน่อย เพียงแต่ฟังดูไม่ค่อยถูกบังคับซื้อเท่าไหร่)

Thomas & Friends

เมื่อเขาเริ่มตกหลุมรักเพื่อนที่ชื่อ โทมัส หายนะก็เกิดกับเงินในกระเป๋าของพ่อทันที เพราะโดยปกติแล้ว เวลาเด็กชอบของเล่น ก็มักจะชอบนีโม่ บาร์บี้ ซึ่งอย่างมากก็มีแค่ไม่กี่ตัว แต่เมื่อลูกชอบรถไฟ มันไม่ได้มีแค่แบบเดียว เพราะชื่อของมันคือ Thomas & Friends (สังเกตว่า friend เติม s) จากนั้นการตามล่าหาโมเดลรถไฟโทมัสและผองเพื่อนก็เริ่มต้นขึ้น เริ่มจากโทมัสก่อน จากนั้นก็มา James, Percy,  Diesel, Edward …และอีกมากจนจำไม่หมด

แอบสืบประวัติเพื่อนลูก

โทมัสเกิดที่ประเทศอังกฤษ เป็นรถไฟหัวรถจักรไอน้ำ อาศัยบนเกาะที่ชื่อเกาะโซดอร์ โทมัสนิสัยดี ชอบทำงาน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และมีนิสัยที่เหมือนเด็กทั่วไปอยู่อย่างหนึ่งคือ เวลาทำดีแล้วชอบให้คนชม

ผมชอบที่ลูกหันมาคบกับโทมัส เพราะทุกครั้งที่พวกเขาเจอกัน นอกจากโทมัสจะสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษใหม่ๆ ให้ตั้งหลายคำ ยังสอนเรื่องการมีน้ำใจ การช่วยเหลือผู้อื่น ได้เป็นอย่างดี ถ้าเปรียบเทียบกับ Peppa Pig ของชอบที่เคยชอบก่อนหน้านี้ ผมว่า Peppa มีความดาร์กอยู่เยอะมาก

 

เมื่อเพื่อนอยากไปเจอเพื่อน

มันก็เหมือนคนที่คบกัน เจอกันทางอินเทอร์เน็ต ส่งข้อความคุยแชตกันไปมา แต่ยังไม่เคยเจอหน้ากัน มันก็ต้องมีสักวันแหละน่าที่จะต้องนัดไปเจอกันว่าตัวจริงตรงปกรึเปล่า

จนวันหนึ่ง เราบังเอิญไปเปิดเจอโทมัสในหนังสือแนะนำเกี่ยวกับรถไฟของญี่ปุ่น ก็พบว่ามันมีสวนสนุกรถไฟโทมัสที่ญี่ปุ่นด้วย ตอนแรกเราก็นึกว่าคงเอาโมเดลของโทมัสมาทำม้าหมุน ทำเครื่องเล่นแบบหยอดเหรียญ เหมือนที่สวนสนุกต่างๆ ชอบทำ แต่ผมคิดผิด เพราะสวนสนุกรถไฟโทมัสที่ว่านี่ มันคือรถไฟของจริง

แต่ความรักมักมีอุปสรรค เพราะขั้นตอนการนัดหมายเพื่อนคนนี้มันยากมาก ที่สำคัญ เพื่อนลูกผมคนนี้เขารับแขกแค่ปีละ 2 เดือนเท่านั้น ประมาณช่วงปลายปีตุลาคม-พฤศจิกายน ซึ่งแต่ละปีก็ไม่เหมือนกันอีก แล้วแต่อารมณ์ของพี่เขา

เราให้บริษัททัวร์ที่เรารู้จักช่วยติดต่อให้ เพราะมันต้องให้คนที่ญี่ปุ่นจองให้ และต้องรอคิวว่าพี่โทมัสเขาจะให้เราเข้าเยี่ยมได้วันไหน ต้องรอเขาตอบกลับ ทำให้ทริปนี้ เราต้องจองโรงแรมเผื่อเป็นสิบๆ วัน เพราะไม่รู้ว่าเพื่อนลูกคนนี้จะว่างวันไหน…แต่ในที่สุด ฟ้าก็มีตา

 

ปู๊น ปู๊น ทริป

ไปญี่ปุ่นทั้งที จะไปเจอแค่โทมัสอย่างเดียวก็ยังไงอยู่ ไหนๆ ทริปนี้ก็จะให้เป็นรถไฟทริป เราเลยอยากจะให้ลูกได้รู้จักรถไฟให้ได้มากที่สุด

รถไฟ

เราเริ่มทริปที่นาโกย่า จุดหมายแรกไปที่ มิวเซียมรถไฟ SCMAGLEV and Railway Park ก่อนเลย ที่นี่รวบรวมรถไฟทั้งเก่าเเละใหม่ไว้ในที่เดียว เป็นมิวเซียมที่เพลิดเพลิน ถึงไม่ปลื้มรถไฟเป็นพิเศษก็สามารถเดินเล่นได้อย่างไม่น่าเบื่อ เเต่สำหรับเด็กที่ชอบรถไฟเเล้วมันคือสวรรค์ดีๆ นี่เอง ที่นี่ทำให้เรารู้ว่ารถไฟที่ญี่ปุ่นนั้นมีหลากหลายเเบบ วิ่งหลายเส้นทาง

คนออกแบบใส่ใจรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่ง อาหาร เเละร้านค้าของมิวเซียมที่ขายสินค้าเกี่ยวกับรถไฟมากมายที่ชวนเสียเงินจริงๆ
พิพิธภัณฑ์รถไฟญี่ปุ่น

จากนั้น เราไปต่อที่เกียวโต ที่นี่ก็มี Kyoto Railway Museum เหมือนกัน ถึงจะไม่ใหญ่โตเท่านาโกย่า เเต่ที่นี่ รวบรวมรถไฟไอน้ำสมัยโบราณ หรือ SL (Steam Locomotive) ไว้เพียบ ด้านนอกมีโรงจอดรถไฟ SL ขนาดใหญ่ มี Turn Table ที่ช่วยเก็บรถไฟเข้าโรงจอด ซึ่งเราเพิ่งเห็นของจริงเป็นครั้งเเรก หัวรถจักรไอน้ำโบราณเหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างดีและสามารถใช้ได้จริง การได้ยินเสียงหวีดรถไฟร้อง พร้อมไอน้ำที่ออกจากปล่อง รู้สึกเหมือนย้อนเวลาไปนั่งรถไฟเมื่อ 100 ปีก่อน

Kyoto Railway Museum

นอกจากนี้ ที่เกียวโตยังมีรถไฟสาย Romantic ชื่อ Sagano Romantic Train อยู่ที่อาราชิยามะ ย่านที่ไม่ไกลจากเกียวโตนัก สองข้างทางเต็มไปด้วยธรรมชาติ เเต่ที่พิเศษคือขบวนรถที่ห้า ที่จะเป็นเเบบ open-air ให้เราเสพธรรมชาติสองข้างทางอย่างเต็มที่

เราไปถึงสถานีกันแต่เช้า และดีใจว่าเราน่าจะมาเป็นคนแรก แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก เราก็พบว่าเรายังเป็นคนแรกอยู่

วันนี้วันพุธ รถไฟหยุด 1 วัน หันไปมองลูกชาย หน้าเบะทันที เหตุนี้เองทำให้วันรุ่งขึ้น ผมต้องมาแก้มืออีกครั้ง

นั่งรถไฟ

โมเมนต์เมื่อเพื่อนเจอเพื่อน

และแล้วก็ถึงวันที่เป็นหัวใจของทริปนี้ นั่นคือโทมัส แต่เส้นทางไปบ้านเพื่อนลูกผมครั้งนี้มันสาหัสพอสมควร เริ่มจากนั่งชินคันเซนจากโตเกียว ไปลงที่ชิสุโอกะ เเล้วต่อด้วยรถไฟวินเทจสาย Oigawa ไปถึงสถานี ​Senzu ออกจากโตเกียวเก้าโมง ไปถึงบ้านโทมัสก็ราวๆ เที่ยง

รถไฟวินเทจสาย Oigawa

ไร่ชา

ตลอดสองข้างทางระหว่างที่รถไฟวิ่งผ่านภูเขาผ่านอุโมงค์ ผ่านแม่น้ำ  ผ่านทุ่งชาเขียว พอถึงปลายทางเราเหมือนเจอโลกอีกใบ สำหรับผม มันน่าจะเป็นสถานีรถไฟที่สวยงาม โอบล้อมด้วยภูเขาและธรรมชาติ งดงามที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมา ผมปลุกลูกให้ตื่น ลูกงัวเงียตื่นขึ้นมา แต่พอรถไฟที่เรานั่งมาเข้าเทียบชานชาลา และลูกเริ่มเหลือบไปเห็นโทมัสตัวจริง เสียงจริง ใหญ่จริง จอดอยู่ ตาก็ลุกวาว วิ่งนำพ่อลงจากรถ แล้วตรงดิ่งไปหาเพื่อนรักทันที

Thomas & Friends

การเข้าไปอยู่ในสถานีรถไฟแห่งนี้ เหมือนเราเข้าไปอยู่ในโลกของโทมัสจริงๆ ผมเดาว่า สถานีรถไฟแห่งนี้ เดิมน่าจะเป็นสถานีรถไฟธรรมดาๆ ของชุมชน แต่พอมาเปลี่ยนทั้งสถานี ให้กลายเป็นบ้านของโทมัสและผองเพื่อน มีการตกแต่ง มีอู่ซ่อม ได้กลิ่นน้ำมันเครื่อง ได้กลิ่นเครื่องจักรไอน้ำ และที่สุดของที่สุดคือถอดแบบรถไฟโทมัสออกมาได้เกือบจะเหมือนจริงมากๆ เพราะรถจักรไอน้ำรุ่นที่นำมาทำเป็นโทมัสนี้หวีดรถมันไม่เหมือนตัวต้นฉบับเสียทีเดียว ถามว่าผมรู้ได้ไง ผมไม่รู้หรอก แต่รู้ตอนที่ลูกซื้อโมเดลโทมัสที่เขาขายที่สถานี เทียบกับของเล่นอันเดิมที่เขามี แล้วลูกก็ชี้ให้ดูว่า พ่อมันไม่เหมือนกัน

Thomas & Friends Thomas & Friends ข้าวกล่องรถไฟ Thomas & Friends

ที่สถานีมีกิจกรรมมากมาย มีเพื่อนรถไฟอีก 2 – 3 โมเดลที่นั่งได้จริง มีรถ Bertie Bus ด้วย มีนิทรรศการ มีข้าวกล่องโทมัส น้ำดื่มโทมัส ทุกอย่างที่เป็นโทมัส คือคนที่ชอบโทมัสจะต้องมีความสุขมาก ขามาเรานั่งรถไฟวินเทจมา แต่ขากลับเราจะได้โทมัสไปส่ง โดยที่ขณะโทมัสพาคนที่มาเยี่ยมเขากลับไปส่งนั้น ก็จะมีเพื่อนรถบัส Bertie Bus ที่มุ่งหน้าไปที่เดียวกัน เด็กๆ จะตื่นเต้นมากเวลาที่ได้เห็นรถบัสวิ่งไปด้วย เเม้เเต่คนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ระหว่างทางก็ยังตื่นเต้น เมื่อได้เห็นรถไฟโทมัสวิ่งผ่าน หลายคนหยิบกล้องมารอถ่าย รถไฟโทมัสพาเราวิ่งผ่านไร่ชาเขียวเเละธรรมชาติระหว่างทาง ของกิน ขนม ของที่ระลึก บรรยากาศ มีแต่พ่อแม่ชาวญี่ปุ่น ครอบครัวเราน่าจะเป็นตัวแทนจากประเทศไทยแต่เพียงครอบครัวเดียว

ในทริปนี้ ผมรู้สึกภูมิใจกับภาระหน้าที่นี้เหลือเกิน ที่่ได้มีโอกาสเอาธงชาติไทยไปปักที่สถานีรถไฟแห่งนี้

มิตรภาพบนรางรถไฟ

จากที่ไม่เคยชอบรถไฟ วันนี้ผมกับภรรยาเริ่มอินกับรถไฟไปพร้อมๆ กับลูก เวลาไปร้านของเล่น แผนกแรกที่เราจะเดินไปก็คือแผนกขายรถไฟ ลูกผมเป็นลูกคนเดียว แถมเพื่อนก็ไม่ค่อยเยอะ เขากลัวหมา ไม่ค่อยชอบพูดกับคนแปลกหน้า ผมเลยดีใจที่เขาเลือกคบเพื่อนคนนี้ที่ชื่อ โทมัส

อย่างที่บอกไปตอนต้น ทริปรถไฟครั้งนี้ลูกไม่ได้แค่เจอโทมัสอย่างเดียว แต่ยังได้เจอเพื่อนใหม่อีกเพียบ เพียงแต่คราวนี้เป็นสัญชาติญี่ปุ่น

Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum

จากที่แต่เคยอ้อนขอร้องให้ซื้อโมเดลโทมัสไว้ดูต่างหน้า ตอนนี้เริ่มลามปามไปถึงเพื่อนใหม่ชาวญี่ปุ่นแทนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Tokaido Shinkansen, Komachi Train, Hokuriku, Doctor Yellow…

กระเป๋าเงินผมเริ่มสั่นคลอนอีกครั้ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

ป๋อม ไชยพร

ครีเอทีฟพ่อลูกอ่อนที่หาเลี้ยงชีพด้วยการทำโฆษณาให้กับสินค้าและสังคมไปพร้อมๆกัน ป๋อมคือหนึ่งผู้ก่อตั้งบริษัท ชูใจ และ มานะ เอเจนซีโฆษณาที่ทำงานดีบ้าง ไม่ดีบ้างปัจจุบัน ป๋อมมีลูกกับภรรยาอย่างละ 1 คนเขายังคงขยันทำงาน เพื่อหาเงินมาซื้อของเล่นและพาลูกเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load