“จงสร้างโดราเอมอนของตัวเอง” คือประโยคเปิดของนิทรรศการนี้

เราต่างก็มีความทรงจำในวัยเด็กเป็นของตัวเอง ความทรงจำหลายเรื่องเป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่โดราเอมอนเป็นเรื่องที่ยกขึ้นมาคุยเมื่อไหร่ก็คุยกันได้ยาวๆ ทุกที ไม่เชื่อก็ลองหันไปถามเพื่อนข้างๆ ดูสิว่า “นึกถึงโดราเอมอน แล้วคิดถึงอะไร” รับรองว่าคำตอบที่ได้จะสร้างบทสนทนาได้อีกเยอะทีเดียว

ที่มาของนิทรรศการ The Doraemon Exhibition Tokyo 2017 ที่ Mori Art Museum ที่ Roppongi Hills เมืองโตเกียว ก็เกิดมาจากความคิดเดียวกัน

Doraemon Exhibition

ในนิทรรศการนี้เราจะได้เห็นศิลปินร่วมสมัย 28 คน มาตีความเกี่ยวกับโดราเอมอนผ่านงานศิลปะแบบต่างๆ อย่างที่ผู้จัดงานได้กล่าวไว้ในป้ายก่อนเข้านิทรรศการว่า “โดราเอมอนเป็นตัวละครที่มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวงสำหรับสังคมญี่ปุ่น ศิลปินหลายท่านมีโดราเอมอนอยู่ในชีวิตประจำวันมาตั้งแต่เขาเหล่านั้นยังเป็นเด็ก จริงๆ แล้วเราพูดได้ว่าโดราเอมอนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมญี่ปุ่น ผมตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้เห็นงานศิลปะที่สร้างโดยคนที่อยู่ในสังคมซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการ์ตูนเรื่องนี้ และหวังว่าผู้เข้าชมนิทรรศการนี้จะสนุกและตื่นเต้นกับโดราเอมอนในรูปแบบใหม่ๆ ในนิทรรศการนี้เช่นกัน” – Yuri Yamashita (Meiji Gakuin University Professor)

ในศตวรรษที่ 21 ที่เราอยู่ในทุกวันนี้ เป็นครึ่งทางระหว่างโลกของโนบิตะและโลกของโดราเอมอนพอดี

เอาล่ะ ลองบอกเราหน่อยว่าเธอนึกถึงโดราเอมอนแล้วคิดถึงอะไร พอได้คำตอบแล้วค่อยไปอ่านต่อกัน ว่าศิลปินญี่ปุ่นตีความโดราเอมอนภายใต้สังคมศตวรรษนี้อย่างไรบ้าง

 

 

โดราเอมอนหัวหน้าแก๊งช่วงปิดเทอม

Takashi MURAKAMI

Doraemon

ภาพที่แสดงความร่าเริงของวัยเด็กช่วงปิดเทอมฤดูร้อนภาพนี้เห็นแล้วก็ยิ้มได้ทันที คิดถึงช่วงปิดเทอมที่ไร้เดียงสา ไม่มีอะไรต้องกังวล และมีเวลาเล่นนอกบ้านมากมาย เป็นความทรงจำที่ใครๆ ก็เชื่อมโยงได้ แล้วก็เป็นหนึ่งในความทรงจำที่การ์ตูน โดราเอมอน มอบเอาไว้ให้เด็กทั่วโลก

 

โดราเอมอนที่เป็นมากกว่าเพื่อน

Mika NINAKAWA

DoraemonDoraemon

เราชอบงานชุดนี้มาก ศิลปินท่านนี้เคยได้รับเชิญมาแสดงงานเกี่ยวกับโดราเอมอนแล้วเมื่อปี 2002 ตอนนั้นเขาทำอัลบั้มรูปการออกเดตกับโดราเอมอนผู้ที่ศิลปินมองว่าเป็นเหมือนชายในฝัน ทั้งเก่ง พึ่งพาได้ เข้าอกเข้าใจ มาปีนี้ ศิลปินก็ยังเลือกเล่าเรื่องเดิม แต่ทำให้เข้ากับยุคสมัย แทนที่จะทำเป็นอัลบั้มรูปก็ทำเป็นการโชว์ภาพจาก Instagram แทน

นิทรรศการโดราเอมอนโดราเอมอน

โดราเอมอนเพื่อนยาก

Kumi MACHIDA

โดเรม่อน

บางทีก็ยากที่จะอธิบายความทรงจำเกี่ยวกับโดราเอมอนออกมาได้ในหนึ่งชิ้นงาน ศิลปินท่านนี้เลยกลับไปสู่จุดตั้งต้นที่เรียบง่ายที่สุดคือ การพูดถึงโดราเอมอนในฐานะเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ภาพ portrait ของโดราเอมอนในสีขาวเก่าๆ นี้ ศิลปินบอกว่าเป็นรูปโดราเอมอนรูปแรกที่เขาวาด เราว่ามันก็ตรงไปตรงมาดี

 

ความอ้วนเตี้ยอันเป็นที่รัก

Nozomi WATANABE

โดเรม่อน

ศิลปินคนนี้เหมือนมันเขี้ยวรูปร่างกลมๆ ของโดราเอมอนอยู่ไม่มากก็น้อย เลยเลือกสร้างโมเดลที่แสดงสัดส่วนน่ารักๆ แบบนี้ออกมา เธออดแปลกใจไม่ได้ว่าอะไรทำให้ความมีเสน่ห์ของโดราเอมอนดึงดูดเด็กๆ ไม่ว่าจะรุ่นไหน เธอจึงเลือกสร้างโมเดลโดราเอมอนด้วย URUSHI เทคนิคการทาสีและใช้วัสดุแบบญี่ปุ่นโบราณเพื่อบอกเล่าการส่งต่อความอ้วนเตี้ยอันเป็นที่รักนี้ไปสู่คนรุ่นถัดๆ ไปเรื่อยๆ

เกือบลืมกันไปแล้วหรือเปล่าว่า โดราเอมอนเป็นหุ่นยนต์ ที่ถูกเล่าให้มีชีวิตจิตใจเหมือนมนุษย์ จนทำให้ใครต่อใครผูกพันกับเขาในฐานะเพื่อนเก่าคนหนึ่ง เมื่อสมัยสามสิบกว่าปีก่อนการที่หุ่นยนต์มีชีวิตจิตใจขนาดนี้คงเป็นแค่จินตนาการที่ห่างไกล แต่พอมาถึงทศวรรษนี้ที่หุ่นยนต์ของญี่ปุ่นก็เริ่มเหมือนคนมากขึ้นเรื่อยๆ เลยเริ่มจะมีคำถามตามมาว่า ความเป็นมนุษย์คืออะไร ความเป็นมนุษย์ถูกผลิตได้ด้วยเครื่องจักรเหมือนหุ่นยนต์หรือเปล่า หรืออะไรที่ทำให้ความเป็นมนุษย์ยังคงอยู่และแยกเราออกจากหุ่นยนต์ได้ในวันที่เราอาจจะต้องมีเพื่อนเป็นหุ่นยนต์จริงๆ

ในนิทรรศการนี้ก็มีศิลปินบางท่านตีความเรื่องหุ่นยนต์จากโลกอนาคตนี้ไว้จากก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์ศตวรรษที่ 21 เอาไว้แบบนี้

 

โดราเอมอนเป็นที่ยึดเหนี่ยวด้านจิตใจ

Miran FUKUDA

ภาพวาดพู่กัน

ความน่าสนใจสำหรับภาพนี้คือ การที่ตัวละครจากโลกอนาคตถูกเอามาเล่ารวมกับตัวละครจากความเชื่อโบราณ เพราะศิลปินมองว่า ทั้งสองโลกมีหลายอย่างคล้ายกัน เช่น ความเป็นปริศนา ความที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ถึงที่มาที่ไป ความมีอำนาจวิเศษ มีอิทธิฤทธิ์ในการทำเรื่องไม่คาดฝันต่างๆ ที่เล่ากันมาปากต่อปาก

ดูภาพนี้แล้ว เราอดคิดไม่ได้ว่า ถ้ามนุษย์สร้างเทพองค์ต่างๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวความเชื่อ ให้ความหวังและความมั่นใจ โดราเอมอนก็อาจถูกสร้างขึ้นมาด้วยเหตุผลเดียวกันหรือเปล่านะ

 

ความฟรีฟอร์มของเหตุและผล

Satomi KONDO

ภาพวาด

ประโยคในการ์ตูน โดราเอมอน ตอน Nobita and Steel Troops ที่ศิลปินท่านนี้ประทับใจคือ ประโยคที่ชิซูกะพูดว่า “บางทีมนุษย์ก็ทำอะไรที่ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย” ภาพนี้เลยเต็มไปด้วยความไม่มีเหตุผลที่ตีความไปได้อย่างอิสระ บางทีความไร้ตรรกะและความสามารถในการจินตนาการอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ไม่เหมือนกับหุ่นยนต์ก็ได้มั้ง

 

การจินตนาการสิ่งที่มองไม่เห็น

AIDA Makoto

โดราเอมอน

“ลองดูภาพนี้แล้วเห็นอะไร ฝากให้ลองหาคำตอบกันดู” – คำอธิบายภาพจากศิลปินท่านนี้มีเท่านี้

แต่เราเชื่อว่าใครๆ ก็ดูออกว่านี่คือภาพเกี่ยวกับใครและทำอะไร อาจเป็นเพราะว่าตัวละครตัวนี้จะพูดถึงกิจกรรมนี้บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นใน โดราเอมอน เวอร์ชันไหน

 

ความมีอดีตให้คิดถึง และมีอนาคตให้รอคอย

โดราเอมอน

ศิลปินท่านนี้เล่าว่าเขาตั้งใจสื่อสารความเชื่อมโยงอดีตกับอนาคตของการ์ตูน โดราเอมอน ที่เขามอง ณ ศตวรรษที่ 21นี้

อดีตในภาพ คือห้องนอนของโนบิตะที่มีข้าวของเครื่องใช้ของเด็กนักเรียนในศตรรษที่ 20 และอนาคตในภาพ ก็คือความเหนือจริงจากการใช้ ‘เครื่องปรับแรงโน้มถ่วง’ ของวิเศษจากศตวรรษที่ 22 มาทำให้วันธรรมดาๆ ในห้องนอนของโนบิตะไม่ธรรมดา

ในศตวรรษที่ 21 ที่เราอยู่ในทุกวันนี้ เป็นครึ่งทางระหว่างโลกของโนบิตะและโลกของโดราเอมอนพอดี

ยังเหลืออีกแปดสิบกว่าปีก็จะถึงศตวรรษที่ 22 พอถึงวันนั้นแล้วโดราเอมอนจะมีจริงไหม เราจะมีของวิเศษเอาไว้ใช้กันมากขึ้นกว่านี้ไปอีกเท่าไหร่ เราว่ามันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นพอๆ กับคำถามที่ว่า เรายังจะยังคงรักษาจินตนาการและความมีชีวิตชีวาแบบศตวรรษที่ 20 กันเอาไว้ได้ถึงวันนั้นหรือเปล่า

โดราเอมอน

“บางทีฉันก็ยังหวังอยู่ว่าจะมีโดราเอมอนอยู่กับฉันจริงๆ”

เป็นประโยคปิดของนิทรรศการนี้

Doraemon

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ในขณะที่เหล่านกพิราบเมืองพากันบินหนีกระจัดกระจาย เหล่าไก่ ลา แพะ และหมู ต่างไม่แสดงทีท่าแตกตื่นกับเสียงดังของรถไฟ Overground ที่วิ่งผ่านไปผ่านมาทุก 5 นาทีแต่อย่างใด ขนาดนักท่องเที่ยวชาวเอเชียที่อยู่ในเมืองกรุงมาตลอดชีวิตอย่างฉันยังตกใจจนต้องหันไปมองเกือบทุกครั้งเลย

สงสัยพวกมันคงชินกับการเป็น ‘สัตว์เมือง’ ไปแล้ว

สัตว์พวกนี้แยกกันอยู่อย่างสันติในฟาร์มด้านตะวันออกของกรุงลอนดอนนามว่า Spitalfields City Farm ชื่อฟาร์มก็มาจากชื่อของย่าน Spitalfields (สปิทัลฟีลส์) ที่ตั้งของฟาร์มนั่นเอง ในย่านนี้มีตั้งแต่ตลาดขนาดใหญ่ที่หน้าตาคล้ายจตุจักร รวมของมือสองและของฮิป ผสมผสานกับกราฟิตี้เก๋ไก๋น่าถ่ายรูปที่ละเลงอยู่ตามผนังของตรอกซอกซอยเล็กๆ ซึ่งต้องใช้โชคดีจึงจะบังเอิญเลี้ยวไปเจอ รวมถึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยซึ่งหนาแน่นไปด้วยคนจากทุกชาติพันธุ์และวัฒนธรรม สิ่งพิเศษที่ฉันสังเกตได้ในย่านนี้คือ ป้ายถนนต่างๆ มักมีคำอ่านที่เขียนด้วยตัวอักษรฮินดีกำกับด้วย

Spitalfields Spitalfields

แม้จะด้านข้างจะติดสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ข้างถนน Brick Lane (บริคเลน) อันโด่งดังในหมู่วัยรุ่นอีกที แต่ทางเข้าของฟาร์มกลับเบือนหน้าหนีย่านพลุกพล่านไปตั้งอยู่ทางถนนสายเล็กที่ชื่อว่า Buxton Street (บักซ์ตันสตรีท) แทน ในตอนที่ยืนมองทางเข้า สิ่งที่ได้สัมผัสเลยเป็นบรรยากาศเงียบสงบ มีเสียงนกร้องเบาๆ จากที่ไกลๆ กับเสียงลมพัดผ่านต้นไม้ใบหญ้า ดูแตกต่างจากลอนดอนที่เคยรู้จักไปอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเดินตามทางหินเข้าไป ผ่านกรงกระต่ายขนาดเล็กและร้านกาแฟขนาดไม่ใหญ่ ฉันก็พบกับสามแยกพร้อมป้ายเขียนด้วยลายมือน่ารักแจ้งว่าฟาร์มมีให้เยี่ยมชมทั้งฝั่งซ้ายและขวา ฉันเลือกเดินเลี้ยวไปทางขวาก่อน และได้พบกับไก่อ้วนฟูที่เดินเพ่นพ่านนอกกรงอยู่ 3 – 4 ตัว ซึ่งไม่กลัวคนแบบที่ใครก็จับลูบได้ตามความพึงพอใจ ส่วนในกรงที่วางอยู่รอบบริเวณก็มีสัตว์หลากหลายชนิด ดูไปแล้วคล้ายสวนสัตว์มากกว่าฟาร์ม ตั้งแต่ตัวเฟอร์เร็ต กระต่าย หนูตะเภา เป็ด และไก่ ทุกตัวพร้อมให้เราเข้าไปทักทาย แม้จะไม่รับประกันการทักทายตอบก็ตาม

Spitalfields Spitalfields Spitalfields Spitalfields

แต่หากดูจากจุดยุทธศาสตร์ที่ตั้งคอกและกรงต่างๆ แล้ว คงเดาได้ไม่ยากว่าจุดขายหลักของฟาร์มน่าจะเป็นคอกแพะทั้งสองที่วางตัวอยู่กลางบริเวณ ในคอกแรกมีแพะทั้งหมด 4 ตัว เป็นสีน้ำตาลสาม และเจ้าตัวเล็กสีดำอีกหนึ่ง เจ้าแพะตัวที่เคี้ยวหญ้าอยู่หันหน้ามามองฉันอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อพบว่าไม่มีอะไรพิเศษมากพอให้ตื่นเต้น มันก็กลับไปสนใจกองหญ้าต่อ ในขณะที่ตัวอื่นๆ ก็เบือนหน้าหนีไปเลย ฉันไม่น่าสนใจขนาดนั้นเลยหรือเจ้าแพะ!

ส่วนอีกคอกหนึ่งไม่ได้มีแค่แพะเพียงอย่างเดียว เพราะมีวัยรุ่นอีก 4 คน ต่างคนต่างก็จูงแพะไว้ข้างกายคนละตัว นอกจากนั้น ในคอกยังมีเจ้าหน้าที่ใส่เสื้อโลโก้ฟาร์มคอยดูแล พร้อมให้คำแนะนำกำกับเป็นระยะๆ ดูเหมือนกิจกรรมตอนนี้จะเป็นช่วงเวลาสอนคนให้ฝึกสอนแพะ โดยใช้สายจูงและคลิกเกอร์เพื่อเรียกความสนใจแพะ พร้อมกระเป๋าใส่ขนมผูกไว้ตรงเอวผู้ฝึก สำหรับให้รางวัลเมื่อเหล่าแพะประพฤติตัวเหมาะสม เนื่องจากว่ายังเป็นมือใหม่หัดฝึก ทำให้ทั้งคนทั้งแพะต่างก็ดูเก้ๆ กังๆ ทำตัวไม่ค่อยถูกเท่าไร เป็นภาพที่น่ารักน่าเอ็นดูสุดๆ

ระหว่างที่ยืนดูวัยรุ่นพาเหล่าแพะเดินตามกันเป็นวงกลมอยู่นั้น ชั่วขณะหนึ่ง ฉันก็ลืมไปว่าตัวเองอยู่ในลอนดอน

Spitalfields Spitalfields

อันที่จริงแล้ว ฟาร์มกลางเมืองแห่งนี้เป็นเพียง 1 ใน 16 ฟาร์มที่ซ่อนอยู่ในมุมต่างๆ ทั่วเมืองกรุงแห่งนี้ แปลกดีที่เมืองซึ่งมีค่าครองชีพสูงลิ่วติดอันดับต้นๆ ของโลก โดยเฉพาะในเขต Tower Hamlets (ทาวเวอร์แฮมเล็ตส์) ที่ว่ากันว่ามีคนอยู่หนาแน่นที่สุด ยังมีพื้นที่เผื่อให้คนได้เลี้ยงสัตว์และปลูกต้นไม้ราวกับอยู่ต่างจังหวัด

สำหรับอีก 15 ฟาร์มนั้นฉันไม่ค่อยแน่ใจ แต่ Spitalfields City Farm เป็นฟาร์มที่เกิดจากความร่วมมือกันของคนท้องถิ่นในปี 1978 พวกเขาตัดสินใจร่วมมือกันเปลี่ยนพื้นที่รกร้างข้างทางรถไฟให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว ทดแทนส่วนที่สูญเสียไปในการขยายเมืองทางตะวันออก (หรือ East End) พร้อมกับต่อยอดวัฒนธรรม ‘ฟาร์มหลังบ้าน’ ของชาว East End ด้วย พื้นที่ขนาดน้อยได้รับเงินทุนสนับสนุนจากเทศบาล และบริหารโดยอาสาสมัคร ในปัจจุบัน ฟาร์มก็ยังเปิดรับอาสาสมัครมาผลัดมือกันดูแลอยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่ให้อาหารสัตว์ไปจนถึงทำสวน แม้แต่กลุ่มคนที่มาฝึกแพะในวันนี้ก็เช่นกัน

แม้ว่าสปิทัลฟีลส์จะไม่ใช่ฟาร์มกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดหรือเก่าแก่ที่สุด แต่สิ่งหนึ่งที่ฟาร์มแห่งนี้มีพิเศษแตกต่างจากที่อื่น คือการแข่งวิ่งแพะระหว่างเมืองมหาวิทยาลัยเก่าแก่ในอังกฤษ 2 แห่ง คือ Oxford (ออกซ์ฟอร์ด) กับ Cambridge (เคมบริดจ์) ความขำขันก็คือ การแข่งขันนี้จงใจจัดขึ้นวันเดียวกับงานประเพณีแข่งเรือในตำนานระหว่างมหาวิทยาลัยทั้งสองด้วย ถึงจะไม่ยิ่งใหญ่เท่า แต่ประเพณีวิ่งแพะนี้ก็จัดติดต่อกันมาตลอด 9 ปี และยังคงได้รับความนิยมล้นหลามทุกปีขนาดที่เขาเตือนว่าให้จองตั๋วล่วงหน้า (แน่นอนว่าล้นหลามในที่นี้คือคนจำนวนพันกว่าคน ที่ก็หนาแน่นมากเกินพื้นที่เล็กๆ ของฟาร์มจะรองรับไหวแล้ว)

นอกจากเทศกาลวิ่งแพะ และกิจกรรมอาสาสมัครแล้ว ฟาร์มยังเปิดให้ผู้มาเยี่ยมชมมีส่วนร่วมแบบถึงลูกถึงคน ด้วยการเสนอตัวมอบสัตว์บางชนิดในฟาร์มให้ผู้สนใจนำกลับไปเลี้ยง ยังจำกระต่ายตัวน้อยในกรงแรกที่ฉันเดินผ่านได้หรือเปล่า? ที่หน้ากรงมีเขียนแปะไว้ว่า หากสนใจรับไปเลี้ยง ก็เข้าไปติดต่อในสำนักงานได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องตั้งใจจริง และพร้อมที่จะเลี้ยงดูมันอย่างดี นอกจากนั้น หน้ากรงไก่ก็มีป้ายเสนอขายไข่ด้วย ที่แม้จะไม่ถูกกว่าในซูเปอร์มาร์เก็ตเท่าไร แต่รับประกันความสดแน่นอน

Spitalfields

ส่วนในอีกด้านหนึ่งของฟาร์ม ก็มีคอกสำหรับลาขนฟู 2 – 3 ตัว หมูอีก 2 ตัว และแพะอีกจำนวนหนึ่ง แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าของสวนด้านนี้ไม่ใช่สัตว์ หากแต่เป็นสวน พืชพรรณสีเขียวชอุ่มกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ บางชนิดก็เพาะพันธุ์เพื่อขายโดยเฉพาะ เช่น ฟักทองและหัวไชเท้า บังเอิญว่าฉันไม่ได้ตั้งใจจะมาจับจ่ายซื้อผักกลับไปกิน จึงไม่ได้ไถ่ถามราคา แต่หลังจากการสนทนาสั้นๆ กับอาสาสมัครแล้ว ก็เข้าใจว่าสาเหตุที่ฟาร์มแห่งนี้ยังคงอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะความน่ารักของเหล่าสัตว์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะมีอาสาสมัครที่ทุ่มเท ใส่ใจ และพร้อมให้ความช่วยเหลือกับผู้มาเยือนทุกท่านเป็นอย่างดี ทำให้รู้สึกอยากหวนกลับมายังฟาร์มแห่งนี้อีก

Spitalfields

พื้นที่เอเคอร์กว่าในที่ซุกซ่อนอยู่ระหว่างตรอกซอกซอย บอกกับฉันว่าลอนดอนไม่ได้มีแค่ตึกสูง หอนาฬิกา และชิงช้าสวรรค์

แต่ยังมีแพะตัวเป็นๆ อยู่ด้วย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load