11 ธันวาคม 2560
2 K
1.

“ไปทรานส์ไซบีเรียแต่ไม่ได้นั่งรถไฟ จะเรียกว่าไปได้ไง”

เพื่อนของพี่สาวฉันเอ่ยทัก เมื่อรู้ว่าเราสองคนที่กำลังจะไปเที่ยวทรานส์ไซบีเรีย กลับเลือกเดินทางโดยเครื่องบิน แทนที่จะนั่งรถไฟในช่วงหนึ่งของการเดินทาง

กล่าวให้ถูก จริงๆ ฉันกับพี่สาวเดินทางไปเที่ยวรถไฟสายทรานส์มองโกเลีย ทางรถไฟอีกสายที่พาดผ่าน 3 ประเทศใหญ่ ได้แก่ จีน (เริ่มต้นสายที่ปักกิ่ง) มองโกเลีย และรัสเซีย ที่เมื่อเดินทางมาถึงประเทศรัสเซียที่เมืองอูลาน อูเด (Ulan Ude) ทางตะวันตกของประเทศแล้ว ถึงจะเชื่อมเข้าสู่สายทรานส์ไซบีเรีย-เส้นทางรถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศรัสเซีย ช่วงที่เชื่อมสายนี่แหละ ที่เราตัดสินใจไปถึงแค่เมืองเอียร์คุตส์ (Irkutsk) เพื่อเที่ยวทะเลสาบไบคาลราว 3 วัน จากนั้นจะเดินทางด้วยเครื่องบินไปยังมอสโกแทน เพราะอยากไปเที่ยวประเทศแถบสแกนดิเนเวียกันต่อ ทำให้ต้องประหยัดเวลาในการเดินทางด้วยรถไฟ ซึ่งช่วยให้เราได้เวลามาเพิ่มถึง 4 วัน

ฉะนั้น การเดินทางด้วยรถไฟจากจีนไปมองโกเลีย และจากมองโกเลียไปรัสเซีย จึงเป็นเส้นทางที่เราจะพลาดไม่ได้ คือถ้าพลาดก็อย่าเรียกว่ามาทรานส์ไซบีเรียอย่างที่เพื่อนพี่บอก

และใช่ค่ะ เราพลาด

รถไฟ ชานชาลา

2.

หลังจากเที่ยวในปักกิ่งได้ 3 วัน ก็ถึงเวลาที่พวกเราจะต้องขยับสู่หมุดหมายต่อไป-มองโกเลีย

เช้าวันเดินทาง เราไปถึงยังสถานีรถไฟก่อนเวลา สอบถามจนรู้ว่าต้องไปรอขึ้นรถไฟในห้องรอ (Waiting room) ที่มีหน้าตาคล้ายเกตในสนามบิน มีประตูทางออกไปยังลานจอดรถไฟที่ขณะนั้นถูกปิดไว้ มีเจ้าหน้าที่สาวยืนดูแลความเรียบร้อยบริเวณหน้าประตู 1 คน และมีผู้โดยสารจำนวนมากนั่งรออยู่ภายในห้อง

ตอนนั้นเรายังเหลือเวลาแยกย้ายกันไปทำธุระ ซื้อขนมตุนไว้สำหรับมื้ออาหารบนรถไฟ ถ่ายรูปบรรยากาศในสถานี หรือแม้แต่เดินไปเลือกของในซูเปอร์มาร์เก็ตรอบสองเพราะเสียดายเศษเงิน 5 หยวนที่เหลือ กระทั่งพี่สาวเริ่มเอะใจว่ามันเลยเวลารถออกแล้ว ทำไมเจ้าหน้าที่ยังไม่เรียกขึ้นรถสักที จึงตัดสินใจเดินไปถาม เจ้าหน้าที่สาวชาวจีนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ทำมือชี้โบ๊ชี้เบ๊ แต่ตีความได้ไม่ต่างกับคำพูดว่า… รถไฟออกไปแล้ว

รถ-ไฟ-ออก-ไป-แล้ว

เหมือนกำลังอยู่ในฉากหนึ่งของภาพยนตร์ไม่มีผิด ฉันกับพี่พูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองหน้ากันไปมา บรรยากาศจอแจรอบตัวเวลานี้เหมือนถูกดูดซุ่มเสียง

หลังได้สติ เราออกเดินตามหาเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่สามารถสื่อสารกันได้ เช็กดูสถานีถัดไปที่รถไฟจะหยุดก็อีกตั้ง 6 ชั่วโมง แผนเรียกแท็กซี่ไปดักรอที่สถานีหน้าจึงต้องล้มพับไป จะจองตั๋วรถไฟใหม่ก็ต้องยกเลิกทัวร์ที่มองโกเลีย เพราะถึงช้ากว่ากำหนด จะนั่งรถตู้ก็กลัวติดอยู่ตรงชายแดนเหมือนเพื่อนที่เคยมาเที่ยวก่อนหน้านี้

สุดท้าย หลังถกเถียงและผลัดกันร้องไห้โฮกลางร้านกาแฟ เราก็จำใจทิ้งตั๋วรถไฟราคาหมื่นกว่าบาท แล้วกัดฟันซื้อตั๋วเครื่องบินที่ราคาไม่ต่างกันเพื่อไปมองโกเลียในเช้าวันรุ่งขึ้นแทน

ทั้งเสียเวลา เสียดาย เสียใจ และเสียเงิน…

เกอ วิว

3.

มองโกเลียสวยมาก เราตกตะลึงในความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่นี่ครั้งแล้วครั้งเล่า ได้ใกล้ชิดกับน้องแกะ ม้า อูฐ ที่พบเห็นได้บ่อยพอๆ กับเซเว่นฯ ในเมืองไทย ได้กินเนื้อแกะแทบทุกมื้อจนคิดถึงเนื้อไก่ และทนหนาวนอนกอดกันกลมอย่างที่ไม่เคยทำอยู่ในเกอร์แคมป์-กระโจมพักอาศัยชั่วคราวของชาวมองโกล เพราะไกด์ลืมจุดเตาไฟให้ กระทั่งถึงเวลาที่เราต้องออกเดินทางอีกครั้ง

เรามีนัดขึ้นรถไฟสาย 263 ในช่วงค่ำ เพื่อเดินทางจากเมืองหลวงอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย ไปยังเมืองเอียร์คุตส์ ประเทศรัสเซีย รถไฟสายเดียวของเราในทริปนี้ ที่ใช้เวลาเดินทางร่วม 2 วัน
และครั้งนี้เราไม่พลาดอีกแล้ว (พลาดอีกก็กลับบ้านเถอะจ้า)

รถไฟชั้นสามของที่นี่ไม่ได้แย่อย่างที่คิดไว้ โดยรวมคล้ายรถไฟชั้นหนึ่งบ้านเรา ในห้องมีผู้โดยสารทั้งหมด 4 คน แบ่งเป็นเตียงบนและล่างสองฝั่ง เตียงล่างสามารถปรับเป็นที่นั่งได้ มีโต๊ะตรงกลางห้องให้ใช้ร่วมกัน และมีห้องส้วมที่หัวและท้ายตู้ขบวน

ตู้นอน รถไฟตู้นอน รถไฟตู้นอน

น่าเสียดายที่เพื่อนร่วมห้องของเราเป็นคุณลุงชาวมองโกเลียตัวใหญ่ 2 คนที่ดูท่าทางไม่ค่อยน่าไว้วางใจ ไม่ใช่ฝรั่งหนุ่มหล่ออย่างที่หวังไว้ แต่เราคิดผิดถนัด เพราะลุงได้กลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่พวกเราประทับใจมากที่สุดในทริปนี้

รถไฟตู้นอน

มิตรภาพเริ่มต้นด้วยคำทักทาย “สวัสดีครับ” ของลุง ทันทีที่รู้ว่าเรามาจากเมืองไทย จากนั้นลุงก็ช่วยจัดเตียงและเก็บกระเป๋าเราให้เข้าที่ตามมุมลับต่างๆ ในห้องอย่างคล่องแคล่วประสาคนคุ้นชินรถไฟ ไม่นานก็เชื้อเชิญให้เรากินอาหารพื้นเมืองที่เตรียมมา แถมยังแบ่งน้ำเปล่าให้เราอีกคนละขวด

เรา 4 คนพูดคุยทำความรู้จักกันมากขึ้น จนรู้ว่าลุงคนหนึ่งที่ชื่อบายารามีดีกรีเป็นถึงอดีตนักกีฬามวยปล้ำเหรียญทองโอลิมปิก ที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นโค้ช แต่ต้องโทษแบนอยู่เนื่องจากไปถอดเสื้อเขวี้ยงลงพื้นเพราะไม่พอใจผลการตัดสินมวยปล้ำนัดชิงเหรียญทองแดงที่โอลิมปิกริโอเมื่อปีที่แล้ว (ดูความเดือดของลุงได้โดยเสิร์ช Mongolian Wrestling Coaches go strip on floor) ก่อนที่จะแยกย้ายกันเข้านอน

นักกีฬาโอลิมปิก นักกีฬาโอลิมปิก

ฉันถูกปลุกให้ตื่นขึ้นในเช้าวันต่อมาด้วยเสียงกุกกักและกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่สืบพบต้นต่อมาจากลุงทั้งสองที่ดูสดชื่นสุดๆ หลังได้อาบน้ำ (อ้าว แล้วไหนใครบอกว่าอาบน้ำไม่ได้)

แกะความภาษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ ของลุงจนได้รู้ว่า เวลาที่รถไฟจอดตามสถานีใหญ่ๆ จะจอดนานประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง และจะปิดห้องน้ำในรถไฟ เพื่อให้คนลงไปใช้ห้องน้ำของสถานี ที่มีห้องอาบน้ำให้บริการด้วย โดยจะเก็บค่าเข้าเล็กน้อย

แต่เราสองคนดันไม่มีเงินสักรูเบิล เพราะกะว่าจะไปกดเมื่อถึงรัสเซีย ตู้ ATM ที่สถานีนี้ก็ไม่มี ไม่อาบน้ำน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ปวดฉี่นี่สิจะทำไง พี่สาวฉันที่ปวดหนักหน่อยเริ่มออกอาการนั่งบิดๆ เบี้ยวๆ ลุงบายาราเห็น (ใจ) จึงยื่นเงินให้เอาไปใช้เข้าห้องน้ำคนละ 15 รูเบิล เราซึ้งใจขอบคุณลุงอยู่หลายรอบและบอกว่าจะคืนเงินให้ทันทีเมื่อถึงปลายทาง

หลังเข้าห้องน้ำ เราเดินออกมาเจอลุงบายารากำลังเดินถือไอศครีมทานอยู่ เลยชี้แล้วพูดว่า “โอ้ว ไอศครีม” โดยไม่ได้มีเจตนาใดๆ ทั้งสิ้น แต่ลุงกลับกวักมือเรียกให้เราเดินตามไปยังร้านไอศครีมเล็กๆ ใกล้สถานี บอกให้เลือกไอศครีมได้ตามชอบลุงเลี้ยงเอง เราปฏิเสธ บอกให้ลุงรับเงิน 10 ดอลลาร์ฯ ของเราไป แต่ลุงก็ไม่ยอมรับ เอาแต่ยื่นไอศครีมมาให้เรา-ไอศครีมโคนวานิลลาธรรมดาๆ ที่พิเศษที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้กิน

วันที่สองบนรถไฟเราไม่ค่อยได้พูดคุยอะไรกันมากนัก ลุงเพียงแต่ถามว่าบอกรักภาษาไทยพูดว่ายังไง “ฉัน รัก คุณ” ฉันกับพี่สาวตอบไป แล้วหลังจากนั้นลุงก็บอกรักเราไม่หยุด จนพี่สาวพูดติดตลกไปว่า ห้ามบอกรักกับใครก็ได้สิ ต้องเอาไว้บอกคนรักเท่านั้น ลุงหัวเราะชอบใจ แต่ก็ยังบอกรักเราเรื่อยๆ ไปตลอดวัน

วิวทุ่งหญ้า วิวทุ่งหญ้า

เช้าวันต่อมา ทุกคนในขบวนพร้อมใจกันออกมายืนที่ริมทางเดินเพื่อชมวิวสุดท้ายก่อนถึงจุดหมาย ฉันได้บอกไปหรือยังว่าวิวตลอดทางนั้นสวยมาก ทิวทัศน์ทุ่งกว้างสลับกับเนินเขา ดาวเต็มฟ้ายามค่ำคืน แต่วิวก่อนถึงเมืองเอียร์คุสต์จุดหมายนั้นตราตรึงเราที่สุด ด้วยแดดเช้าอ่อนๆ ที่โลมเลียใบหญ้าที่ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทองเพราะเข้าฤดูหนาว ด้วยแสงระยับวาวบนผิวน้ำในทะเลสาบไบคาลที่รถไฟนั้นวิ่งเลียบไปตลอดทาง ยังไม่นับสัตว์ต่างๆ ที่ออกมาหาอาหาร และบ้านไม้หลังเล็กน่ารักริมทะเลสาบนั่นอีก

ลุงบายาราที่ออกมายืนดูวิวข้างๆ ยังคงบอกรักเราไม่หยุด นอกจากนั้นก็ยังโชว์พลังเสียงร้องเพลงมองโกเลียให้เราฟัง เราไม่ยอมเลยร้องเพลงไทยสู้บ้าง จนตอนหลังนั้นกลายเป็นสนามแข่งชุมทางเสียงทองกลายๆ

นับเป็นระยะเวลาสั้นๆ ที่ไม่คิดเลยว่าเราจะรู้สึกผูกพันกับใครได้เท่านี้ อาจด้วยมิตรภาพที่เราได้รับ ด้้วยไอศครีมและเงิน 15 รูเบิล และด้วยถ้อยคำฉันรักคุณที่ลุงมอบให้ตลอดการเดินทาง

รูปฟิล์มโพลารอยด์

รถไฟลดความเร็วลงจนกระทั่งจอดสนิท เป็นสัญญาณว่าระหว่างทางของเราได้จบลงแล้ว

“ฉัน รัก คุณ”

ฉันยิ้มและบอกรักลุงก่อนที่เราจะบอกลา

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

หยาดฝน วาทยานนท์

อดีตกองบรรณาธิการหนังสือที่หันมาพิมพ์หนังสือแทนด้วยการสืบทอดกิจการโรงพิมพ์บนเกาะสมุย ชอบอยู่บ้าน แต่ก็ชอบเดินทาง ซึ่งหลังจากการเดินทางสุดโหดเกือบเดือนนี้ก็ขอวางกระเป๋าอยู่บ้านไปเลยยาวๆ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ถ้าพูดถึง New York City หนึ่งในสิ่งที่ควรทำย่อมหนีไม่พ้นการชมการแสดงในโรงละครย่าน Broadway ใจกลางเมือง โรงละครและการแสดงเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญและเป็นเวทีสำคัญสำหรับเหล่านักแสดงทั้งหลาย ทั้งที่กำลังเริ่มต้นอาชีพ กำลังประสบความสำเร็จในอาชีพ หรือแม้กระทั่งประสบความสำเร็จมาก ๆ ในโลกโทรทัศน์-ภาพยนตร์ แต่ต้องการกลับมาแสดงสดบนเวที

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้โอกาสเดินทางเข้านิวยอร์กเป็นครั้งแรกในรอบน่าจะเกือบ 3 ปี โรงละครบรอดเวย์เหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการระบาดของโควิด-19 ถ้าใครเคยไปดู จะเข้าใจได้ไม่ยากเลยว่าทำไม เพราะส่วนใหญ่เป็นโรงละครในแบบเก่า ที่นั่งติดกันเป็นแถว ช่องว่างระหว่างแถวแคบยิ่งกว่าที่นั่งชั้น Economy ของสายการบิน Low Cost 

ขนาดว่าถ้ามีคนมาใหม่ ต้องการเข้าไปนั่งที่นั่งตรงกลางแถว คนด้านนอกเกือบทุกคนต้องลุกขึ้นและบางครั้งอาจจะต้องเดินออกมาจากแถวที่นั่ง เพื่อให้คนมาใหม่เข้าไปยังที่นั่งของตัวเองด้านในได้ ดังนั้นมาตรการป้องกันโควิด-19 เช่นการเว้นระยะห่างจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับการแสดงเหล่านี้ 

ถ้าถามว่าจะให้จัดที่นั่งแบบเว้นห่างกัน ถึงแม้ว่าจะทำได้ในทางทฤษฎี แต่ทางธุรกิจและความเป็นจริงแล้วทำได้ยากมาก ๆ เพราะการแสดงแต่ละโชว์นั้นมีค่าใช้จ่ายสูงมากต่อสัปดาห์ และรายได้จากแต่ละที่นั่งในโรงละครจะทำให้การแสดงนั้นเปิดต่อไปได้ หลายโชว์แม้ว่าจะได้รีวิวดีเพียงใด แต่ถ้ายอดขายไม่ดี ก็มีโอกาสต้องปิดตัวก่อนกำหนดได้ง่าย ๆ 

ติ่ง Hugh Jackman ดูวูล์ฟเวอร์รีนหนุ่มร้อง-เต้น The Music Man ณ Broadway นิวยอร์ก

โชว์ในบรอดเวย์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ Musical หรือละครเพลงที่หลายคนคุ้นเคย กับ Play คือเป็นละครเวทีเฉย ๆ ไม่มีเพลง 

มิวสิคัลชื่อดังที่ยังคงมีเล่นอยู่เรื่อย ๆ เช่น The Phantom of the Opera, Chicago, Wicked, The Lion King หรือเรื่องยอดฮิตในช่วง 5 ปีหลัง เช่น Hamilton ในขณะที่ละครเวทีส่วนใหญ่มักเปิดการแสดงระยะสั้นไม่กี่เดือน Play ที่ดังมาก ๆ และยังเปิดการแสดงต่อเนื่องอยู่ตอนนี้คงหนีไม่พ้น Harry Potter and The Cursed Child 

นอกเหนือจากนักแสดงบรอดเวย์ขาประจำแล้ว บางครั้งก็มีนักแสดงโทรทัศน์-ภาพยนตร์หลาย ๆ คนที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศมาแสดงสด ไม่มีการตัดต่อ ส่วนใหญ่มักเล่นละครพูด เช่น Tom Hiddleston, Daniel Radcliffe หรือ Andrew Garfield แต่หลายคนก็มาเล่นมิวสิคัล แน่นอนว่าทั้งร้อง ทั้งเต้น ทั้งแสดง ต่อเนื่องกัน 2 ชั่วโมงครึ่ง 8 ครั้งต่อสัปดาห์

นักแสดงคนล่าสุดที่ตอนนี้กำลังทำการแสดงอยู่คือ Hugh Jackman หรือ The Wolverine จาก The X-Men สำหรับเราที่ไม่ได้ชื่นชอบหนังสไตล์ซูเปอร์ฮีโร่เท่าไหร่ เราประทับใจฮิวจ์จากบท P.T. Barnum ในเรื่อง The Greatest Showman มากกว่า ฮิวจ์เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในแวดวงมิวสิคัลและเคยเล่นละครเพลงมาก่อน เราจึงไม่แปลกใจเท่าไหร่ โดยเฉพาะจากที่เห็นใน The Greatest Showman ตอนที่ฮิวจ์ แจ็กแมน ประกาศว่าจะกลับมาบรอดเวย์ใน The Music Man 

จริง ๆ The Music Man เป็นหนึ่งในละครเพลงยอดนิยมและคลาสสิกในช่วงยุค 60 มีการกลับมาทำซ้ำแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2000 ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเหมือนกัน ดังนั้นทั้งการประกาศสร้างโชว์และประกาศตัวนักแสดงทำให้เรื่องนี้เป็นที่จับตามองพอสมควร เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ โชว์ 

ตอนแรกเรื่องนี้มีกำหนดเปิดการแสดงในปี 2020 แต่ก็ต้องเลื่อนเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 และเพิ่งได้เริ่มเปิดการแสดงเป็นทางการ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง

ด้วยความที่ชอบมิวสิคัลและฮิวจ์ แจ็กแมน อยู่แล้วเป็นทุนเดิม เราจึงไม่อยากพลาดโชว์นี้ แต่ถ้าใครเคยดูละครเพลงเหล่านี้ จะทราบดีว่าตั๋วแต่ละใบนั้นราคาเรียกว่าแพงกระเป๋าฉีก และเราไม่ได้วางแผนซื้อบัตรล่วงหน้ามาก่อน เลยตัดสินใจไปซื้อตั๋วหน้าโรงละครก่อนการแสดงเปิด เพราะโชว์นี้มีโควตา Rush Ticket ราคาย่อมเยาเป็นมิตรต่อกระเป๋าสตางค์ แต่เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าแต่ละรอบจะมีโควต้ากี่ใบ และที่นั่งที่ได้จะอยู่ตรงไหน

ติ่ง Hugh Jackman ดูวูล์ฟเวอร์รีนหนุ่มร้อง-เต้น The Music Man ณ Broadway นิวยอร์ก

วันที่เราไปเป็นเช้าวันเสาร์ที่น่าหดหู่วันหนึ่ง เพราะฝนตกต่อเนื่องมาตั้งแต่วันศุกร์ อากาศไม่ค่อยน่าพิศมัย ทำให้เราคิดว่าคงไม่ค่อยมีคนอยากมาต่อแถวซื้อบัตรในวันที่อากาศแบบนี้ เรามาถึงตอน 8.30 น.ก่อน Box Office เปิด 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่ก็เจอคนมาก่อนหน้าเราประมาณ 40 คนได้ ความรู้สึกตอนนั้นคือแทบทรุด ตั๋วจะเหลือมาถึงเรามั้ยเนี่ย แต่ก็ตัดใจยืนรอท่ามกลางฝนที่ตกหนักขึ้นและอากาศที่เย็นขึ้นเรื่อย ๆ เราที่โชคดีมี Rain Jacket หนึ่งตัว แต่นอกนั้นดูจะไม่พร้อมกับอากาศระดับนี้เลยแม้แต่น้อย

ความรู้สึกตอนที่ Box Office เปิด แล้วคนข้างหน้าเริ่มทยอยได้ตั๋วนี่บรรยายได้ยากมาก คือดีใจกับทุกคน แต่ในขณะเดียวกันก็แสนจะกังวลว่าตั๋วจะเหลือถึงเรามั้ย โชคดีอย่างหนึ่งคือวันเสาร์เป็นวันที่มีโชว์ 2 รอบ ตอนบ่ายกับตอนเย็น ทุกคนในแถวที่ยังไม่ถึงคิวตัวเองก็ปลอบใจกันไปเรื่อย ๆ ว่ามันน่าจะเหลือมาถึงบ้างละน่า วินาทีที่ถึงคิวเราแล้วเจ้าหน้าที่บอกยังเหลือบัตรนี่คือดีใจมาก ๆ แบบสุด ๆ พูดไม่ออก ได้แต่กระโดดโลดเต้นอยู่ตรงหน้าห้องขายตั๋ว 

ตั๋วที่เราได้เป็นที่นั่งในโซน Orchestra แถวที่ 4 จากหน้าสุด แต่ริมสุด ซึ่งเป็นที่นั่งที่เรียกว่า Partial View เพราะมองไม่เห็นการแสดงในบางมุม แต่ที่นั่งตรงนี้ก็ทำให้เห็นฮิวจ์ แจ็กแมน แบบใกล้มาก ๆ ใกล้มากแบบมาก ๆ โดยเฉพาะฉากหนึ่งที่เขาออกมาจากฝั่งที่เรานั่ง วินาทีนั้นคือบรรยายไม่ถูก 

นี่คงเรียกว่าวิถีติ่งที่สมบูรณ์ ฮิวจ์ทั้งโชว์ ทั้งร้อง ทั้งเต้น เต็มที่มากตลอดโชว์ ประหนึ่งเห็น The Greatest Showman เล่นสด นอกจากฮิวจ์แล้ว นักแสดงหลักหญิงคือ Sutton Foster ก็เล่นดีมาก ๆ เหมือนกัน เพลงเพราะมาก ชอบมาก ๆ นักแสดง Ensemble ทุกคนก็เก่งมาก ๆ กันทุกคน เต้นกันแบบไม่รู้เหนื่อย เสื้อผ้า ฉาก ทุกอย่างถือว่าดี โดยรวมถือว่าเป็น 2 ชั่วโมงครึ่งที่เต็มอิ่ม และคุ้มค่ากับการยืนรอท่ามกลางฝนเมื่อเช้า 1 ชั่วโมงครึ่งเป็นที่สุด

แฟนคลับ Hugh Jackman สู้ฝนซื้อตั๋วดูบอร์ดเวย์ เรื่อง The Music Man ที่ Winter Garden Theatre, นิวยอร์ก

โดยปกติแล้วหลังจบการแสดง ก่อนหน้าโควิด-19 นักแสดงหลายคนจะออกมาที่ Stage Door ซึ่งเป็นประตูทางเข้าหลังเวทีสำหรับนักแสดงเพื่อพบปะแฟน ๆ ถ่ายรูป แจกลายเซ็น ถึงแม้ว่าตอนนี้สถานการณ์ดูดีขึ้น แต่ก็มีข่าวประกาศออกมาก่อนหน้านี้ว่าอาจจะไม่มี Stage Door 

ถึงอย่างนั้นก็ตาม ยังมีแฟน ๆ อีกหลายคนที่ตัดสินใจไปรอ และในที่สุดฮิวจ์ก็ออกมา ถึงแม้ว่าจะไม่มีการแจกลายเซ็น ถ่ายเซลฟี่ เหมือนสมัยก่อนโควิด-19 ระบาด แต่เขาก็ยังออกมาทักทาย โบกมือ ยิ้มให้กล้องตามคำเรียกร้องของเหล่าแฟน ๆ อยู่ประมาณ 5 – 10 นาที เป็นการปิดท้ายการตามติ่งดาราด้วยความรู้สึกเต็มอิ่มและมีความสุขมาก ๆ 

สำหรับเราแล้ว มิวสิคัลและบรอดเวย์ให้อะไรมากมาย แม้ว่าตั๋วแพงแสนแพง แต่การแสดงสดพวกนี้มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่เราหาไม่ได้จากการนั่งดูทีวีหรือหนังในโรงภาพยนตร์ ไม่ใช่ว่าทั้งสองอย่างไม่ดี แต่ว่าแต่ละมีเดียก็มีข้อดีข้อเสียที่ต่างกันออกไป 

เราชอบบรรยากาศการแสดงสด ไม่มีการตัดต่อ การที่โชว์และนักแสดงมีปฏิสัมพันธ์กับคนดู เพราะมันทำให้เรารู้สึกถึงความมีชีวิต ซึ่งขาดหายไปเหลือเกินตั้งแต่ช่วงเข้าวัยผู้ใหญ่ และยิ่งขาดมากเข้าไปอีกจากโรคระบาดและมาตรการ Social Distancing การได้กลับมาเยือนบรอดเวย์สั้น ๆ ในรอบนี้ของเรา ช่วยดึงบรรยากาศเก่า ๆ และความรู้สึกเหล่านั้นกลับมาอีกครั้ง 

สุดท้าย ขอขอบคุณคนแปลกหน้าผู้ร่วมชะตากรรมยืนต่อแถวกลางสายฝนที่คอยชวนคุย ให้ยืมร่ม หรือแม้กระทั่งจองที่ให้ระหว่างที่ขอไปห้องน้ำ ขอบคุณนักแสดงทุกคนสำหรับประสบการณ์ดี ๆ และขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจจัดทริปนี้ หวังว่าทุกคนจะสนุกไปกับประสบการณ์วิถีติ่งของเรา ณ The Great White Way แห่งนี้นะคะ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

กรกนก ศฤงคารีเศรษฐ์

ว่าที่กุมารแพทย์ที่ชื่นชอบละครเพลงและดนตรีหลากหลายประเภทเป็นชีวิตจิตใจ และคิดว่ายังคงอยู่ในระยะฝึกหัดของการใช้ชีวิต

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load