11 Dec 2017
6 PAGES
1 K
1.

“ไปทรานส์ไซบีเรียแต่ไม่ได้นั่งรถไฟ จะเรียกว่าไปได้ไง”

เพื่อนของพี่สาวฉันเอ่ยทัก เมื่อรู้ว่าเราสองคนที่กำลังจะไปเที่ยวทรานส์ไซบีเรีย กลับเลือกเดินทางโดยเครื่องบิน แทนที่จะนั่งรถไฟในช่วงหนึ่งของการเดินทาง

กล่าวให้ถูก จริงๆ ฉันกับพี่สาวเดินทางไปเที่ยวรถไฟสายทรานส์มองโกเลีย ทางรถไฟอีกสายที่พาดผ่าน 3 ประเทศใหญ่ ได้แก่ จีน (เริ่มต้นสายที่ปักกิ่ง) มองโกเลีย และรัสเซีย ที่เมื่อเดินทางมาถึงประเทศรัสเซียที่เมืองอูลาน อูเด (Ulan Ude) ทางตะวันตกของประเทศแล้ว ถึงจะเชื่อมเข้าสู่สายทรานส์ไซบีเรีย-เส้นทางรถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศรัสเซีย ช่วงที่เชื่อมสายนี่แหละ ที่เราตัดสินใจไปถึงแค่เมืองเอียร์คุตส์ (Irkutsk) เพื่อเที่ยวทะเลสาบไบคาลราว 3 วัน จากนั้นจะเดินทางด้วยเครื่องบินไปยังมอสโกแทน เพราะอยากไปเที่ยวประเทศแถบสแกนดิเนเวียกันต่อ ทำให้ต้องประหยัดเวลาในการเดินทางด้วยรถไฟ ซึ่งช่วยให้เราได้เวลามาเพิ่มถึง 4 วัน

ฉะนั้น การเดินทางด้วยรถไฟจากจีนไปมองโกเลีย และจากมองโกเลียไปรัสเซีย จึงเป็นเส้นทางที่เราจะพลาดไม่ได้ คือถ้าพลาดก็อย่าเรียกว่ามาทรานส์ไซบีเรียอย่างที่เพื่อนพี่บอก

และใช่ค่ะ เราพลาด

รถไฟ ชานชาลา

2.

หลังจากเที่ยวในปักกิ่งได้ 3 วัน ก็ถึงเวลาที่พวกเราจะต้องขยับสู่หมุดหมายต่อไป-มองโกเลีย

เช้าวันเดินทาง เราไปถึงยังสถานีรถไฟก่อนเวลา สอบถามจนรู้ว่าต้องไปรอขึ้นรถไฟในห้องรอ (Waiting room) ที่มีหน้าตาคล้ายเกตในสนามบิน มีประตูทางออกไปยังลานจอดรถไฟที่ขณะนั้นถูกปิดไว้ มีเจ้าหน้าที่สาวยืนดูแลความเรียบร้อยบริเวณหน้าประตู 1 คน และมีผู้โดยสารจำนวนมากนั่งรออยู่ภายในห้อง

ตอนนั้นเรายังเหลือเวลาแยกย้ายกันไปทำธุระ ซื้อขนมตุนไว้สำหรับมื้ออาหารบนรถไฟ ถ่ายรูปบรรยากาศในสถานี หรือแม้แต่เดินไปเลือกของในซูเปอร์มาร์เก็ตรอบสองเพราะเสียดายเศษเงิน 5 หยวนที่เหลือ กระทั่งพี่สาวเริ่มเอะใจว่ามันเลยเวลารถออกแล้ว ทำไมเจ้าหน้าที่ยังไม่เรียกขึ้นรถสักที จึงตัดสินใจเดินไปถาม เจ้าหน้าที่สาวชาวจีนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ทำมือชี้โบ๊ชี้เบ๊ แต่ตีความได้ไม่ต่างกับคำพูดว่า… รถไฟออกไปแล้ว

รถ-ไฟ-ออก-ไป-แล้ว

เหมือนกำลังอยู่ในฉากหนึ่งของภาพยนตร์ไม่มีผิด ฉันกับพี่พูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองหน้ากันไปมา บรรยากาศจอแจรอบตัวเวลานี้เหมือนถูกดูดซุ่มเสียง

หลังได้สติ เราออกเดินตามหาเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่สามารถสื่อสารกันได้ เช็กดูสถานีถัดไปที่รถไฟจะหยุดก็อีกตั้ง 6 ชั่วโมง แผนเรียกแท็กซี่ไปดักรอที่สถานีหน้าจึงต้องล้มพับไป จะจองตั๋วรถไฟใหม่ก็ต้องยกเลิกทัวร์ที่มองโกเลีย เพราะถึงช้ากว่ากำหนด จะนั่งรถตู้ก็กลัวติดอยู่ตรงชายแดนเหมือนเพื่อนที่เคยมาเที่ยวก่อนหน้านี้

สุดท้าย หลังถกเถียงและผลัดกันร้องไห้โฮกลางร้านกาแฟ เราก็จำใจทิ้งตั๋วรถไฟราคาหมื่นกว่าบาท แล้วกัดฟันซื้อตั๋วเครื่องบินที่ราคาไม่ต่างกันเพื่อไปมองโกเลียในเช้าวันรุ่งขึ้นแทน

ทั้งเสียเวลา เสียดาย เสียใจ และเสียเงิน…

เกอ วิว

3.

มองโกเลียสวยมาก เราตกตะลึงในความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่นี่ครั้งแล้วครั้งเล่า ได้ใกล้ชิดกับน้องแกะ ม้า อูฐ ที่พบเห็นได้บ่อยพอๆ กับเซเว่นฯ ในเมืองไทย ได้กินเนื้อแกะแทบทุกมื้อจนคิดถึงเนื้อไก่ และทนหนาวนอนกอดกันกลมอย่างที่ไม่เคยทำอยู่ในเกอร์แคมป์-กระโจมพักอาศัยชั่วคราวของชาวมองโกล เพราะไกด์ลืมจุดเตาไฟให้ กระทั่งถึงเวลาที่เราต้องออกเดินทางอีกครั้ง

เรามีนัดขึ้นรถไฟสาย 263 ในช่วงค่ำ เพื่อเดินทางจากเมืองหลวงอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย ไปยังเมืองเอียร์คุตส์ ประเทศรัสเซีย รถไฟสายเดียวของเราในทริปนี้ ที่ใช้เวลาเดินทางร่วม 2 วัน
และครั้งนี้เราไม่พลาดอีกแล้ว (พลาดอีกก็กลับบ้านเถอะจ้า)

รถไฟชั้นสามของที่นี่ไม่ได้แย่อย่างที่คิดไว้ โดยรวมคล้ายรถไฟชั้นหนึ่งบ้านเรา ในห้องมีผู้โดยสารทั้งหมด 4 คน แบ่งเป็นเตียงบนและล่างสองฝั่ง เตียงล่างสามารถปรับเป็นที่นั่งได้ มีโต๊ะตรงกลางห้องให้ใช้ร่วมกัน และมีห้องส้วมที่หัวและท้ายตู้ขบวน

ตู้นอน รถไฟตู้นอน รถไฟตู้นอน

น่าเสียดายที่เพื่อนร่วมห้องของเราเป็นคุณลุงชาวมองโกเลียตัวใหญ่ 2 คนที่ดูท่าทางไม่ค่อยน่าไว้วางใจ ไม่ใช่ฝรั่งหนุ่มหล่ออย่างที่หวังไว้ แต่เราคิดผิดถนัด เพราะลุงได้กลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่พวกเราประทับใจมากที่สุดในทริปนี้

รถไฟตู้นอน

มิตรภาพเริ่มต้นด้วยคำทักทาย “สวัสดีครับ” ของลุง ทันทีที่รู้ว่าเรามาจากเมืองไทย จากนั้นลุงก็ช่วยจัดเตียงและเก็บกระเป๋าเราให้เข้าที่ตามมุมลับต่างๆ ในห้องอย่างคล่องแคล่วประสาคนคุ้นชินรถไฟ ไม่นานก็เชื้อเชิญให้เรากินอาหารพื้นเมืองที่เตรียมมา แถมยังแบ่งน้ำเปล่าให้เราอีกคนละขวด

เรา 4 คนพูดคุยทำความรู้จักกันมากขึ้น จนรู้ว่าลุงคนหนึ่งที่ชื่อบายารามีดีกรีเป็นถึงอดีตนักกีฬามวยปล้ำเหรียญทองโอลิมปิก ที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นโค้ช แต่ต้องโทษแบนอยู่เนื่องจากไปถอดเสื้อเขวี้ยงลงพื้นเพราะไม่พอใจผลการตัดสินมวยปล้ำนัดชิงเหรียญทองแดงที่โอลิมปิกริโอเมื่อปีที่แล้ว (ดูความเดือดของลุงได้โดยเสิร์ช Mongolian Wrestling Coaches go strip on floor) ก่อนที่จะแยกย้ายกันเข้านอน

นักกีฬาโอลิมปิก นักกีฬาโอลิมปิก

ฉันถูกปลุกให้ตื่นขึ้นในเช้าวันต่อมาด้วยเสียงกุกกักและกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่สืบพบต้นต่อมาจากลุงทั้งสองที่ดูสดชื่นสุดๆ หลังได้อาบน้ำ (อ้าว แล้วไหนใครบอกว่าอาบน้ำไม่ได้)

แกะความภาษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ ของลุงจนได้รู้ว่า เวลาที่รถไฟจอดตามสถานีใหญ่ๆ จะจอดนานประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง และจะปิดห้องน้ำในรถไฟ เพื่อให้คนลงไปใช้ห้องน้ำของสถานี ที่มีห้องอาบน้ำให้บริการด้วย โดยจะเก็บค่าเข้าเล็กน้อย

แต่เราสองคนดันไม่มีเงินสักรูเบิล เพราะกะว่าจะไปกดเมื่อถึงรัสเซีย ตู้ ATM ที่สถานีนี้ก็ไม่มี ไม่อาบน้ำน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ปวดฉี่นี่สิจะทำไง พี่สาวฉันที่ปวดหนักหน่อยเริ่มออกอาการนั่งบิดๆ เบี้ยวๆ ลุงบายาราเห็น (ใจ) จึงยื่นเงินให้เอาไปใช้เข้าห้องน้ำคนละ 15 รูเบิล เราซึ้งใจขอบคุณลุงอยู่หลายรอบและบอกว่าจะคืนเงินให้ทันทีเมื่อถึงปลายทาง

หลังเข้าห้องน้ำ เราเดินออกมาเจอลุงบายารากำลังเดินถือไอศครีมทานอยู่ เลยชี้แล้วพูดว่า “โอ้ว ไอศครีม” โดยไม่ได้มีเจตนาใดๆ ทั้งสิ้น แต่ลุงกลับกวักมือเรียกให้เราเดินตามไปยังร้านไอศครีมเล็กๆ ใกล้สถานี บอกให้เลือกไอศครีมได้ตามชอบลุงเลี้ยงเอง เราปฏิเสธ บอกให้ลุงรับเงิน 10 ดอลลาร์ฯ ของเราไป แต่ลุงก็ไม่ยอมรับ เอาแต่ยื่นไอศครีมมาให้เรา-ไอศครีมโคนวานิลลาธรรมดาๆ ที่พิเศษที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้กิน

วันที่สองบนรถไฟเราไม่ค่อยได้พูดคุยอะไรกันมากนัก ลุงเพียงแต่ถามว่าบอกรักภาษาไทยพูดว่ายังไง “ฉัน รัก คุณ” ฉันกับพี่สาวตอบไป แล้วหลังจากนั้นลุงก็บอกรักเราไม่หยุด จนพี่สาวพูดติดตลกไปว่า ห้ามบอกรักกับใครก็ได้สิ ต้องเอาไว้บอกคนรักเท่านั้น ลุงหัวเราะชอบใจ แต่ก็ยังบอกรักเราเรื่อยๆ ไปตลอดวัน

วิวทุ่งหญ้า วิวทุ่งหญ้า

เช้าวันต่อมา ทุกคนในขบวนพร้อมใจกันออกมายืนที่ริมทางเดินเพื่อชมวิวสุดท้ายก่อนถึงจุดหมาย ฉันได้บอกไปหรือยังว่าวิวตลอดทางนั้นสวยมาก ทิวทัศน์ทุ่งกว้างสลับกับเนินเขา ดาวเต็มฟ้ายามค่ำคืน แต่วิวก่อนถึงเมืองเอียร์คุสต์จุดหมายนั้นตราตรึงเราที่สุด ด้วยแดดเช้าอ่อนๆ ที่โลมเลียใบหญ้าที่ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทองเพราะเข้าฤดูหนาว ด้วยแสงระยับวาวบนผิวน้ำในทะเลสาบไบคาลที่รถไฟนั้นวิ่งเลียบไปตลอดทาง ยังไม่นับสัตว์ต่างๆ ที่ออกมาหาอาหาร และบ้านไม้หลังเล็กน่ารักริมทะเลสาบนั่นอีก

ลุงบายาราที่ออกมายืนดูวิวข้างๆ ยังคงบอกรักเราไม่หยุด นอกจากนั้นก็ยังโชว์พลังเสียงร้องเพลงมองโกเลียให้เราฟัง เราไม่ยอมเลยร้องเพลงไทยสู้บ้าง จนตอนหลังนั้นกลายเป็นสนามแข่งชุมทางเสียงทองกลายๆ

นับเป็นระยะเวลาสั้นๆ ที่ไม่คิดเลยว่าเราจะรู้สึกผูกพันกับใครได้เท่านี้ อาจด้วยมิตรภาพที่เราได้รับ ด้้วยไอศครีมและเงิน 15 รูเบิล และด้วยถ้อยคำฉันรักคุณที่ลุงมอบให้ตลอดการเดินทาง

รูปฟิล์มโพลารอยด์

รถไฟลดความเร็วลงจนกระทั่งจอดสนิท เป็นสัญญาณว่าระหว่างทางของเราได้จบลงแล้ว

“ฉัน รัก คุณ”

ฉันยิ้มและบอกรักลุงก่อนที่เราจะบอกลา

CONTRIBUTOR

หยาดฝน วาทยานนท์

อดีตกองบรรณาธิการหนังสือที่หันมาพิมพ์หนังสือแทนด้วยการสืบทอดกิจการโรงพิมพ์บนเกาะสมุย ชอบอยู่บ้าน แต่ก็ชอบเดินทาง ซึ่งหลังจากการเดินทางสุดโหดเกือบเดือนนี้ก็ขอวางกระเป๋าอยู่บ้านไปเลยยาวๆ