11 ธันวาคม 2560
3 K
1.

“ไปทรานส์ไซบีเรียแต่ไม่ได้นั่งรถไฟ จะเรียกว่าไปได้ไง”

เพื่อนของพี่สาวฉันเอ่ยทัก เมื่อรู้ว่าเราสองคนที่กำลังจะไปเที่ยวทรานส์ไซบีเรีย กลับเลือกเดินทางโดยเครื่องบิน แทนที่จะนั่งรถไฟในช่วงหนึ่งของการเดินทาง

กล่าวให้ถูก จริงๆ ฉันกับพี่สาวเดินทางไปเที่ยวรถไฟสายทรานส์มองโกเลีย ทางรถไฟอีกสายที่พาดผ่าน 3 ประเทศใหญ่ ได้แก่ จีน (เริ่มต้นสายที่ปักกิ่ง) มองโกเลีย และรัสเซีย ที่เมื่อเดินทางมาถึงประเทศรัสเซียที่เมืองอูลาน อูเด (Ulan Ude) ทางตะวันตกของประเทศแล้ว ถึงจะเชื่อมเข้าสู่สายทรานส์ไซบีเรีย-เส้นทางรถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศรัสเซีย ช่วงที่เชื่อมสายนี่แหละ ที่เราตัดสินใจไปถึงแค่เมืองเอียร์คุตส์ (Irkutsk) เพื่อเที่ยวทะเลสาบไบคาลราว 3 วัน จากนั้นจะเดินทางด้วยเครื่องบินไปยังมอสโกแทน เพราะอยากไปเที่ยวประเทศแถบสแกนดิเนเวียกันต่อ ทำให้ต้องประหยัดเวลาในการเดินทางด้วยรถไฟ ซึ่งช่วยให้เราได้เวลามาเพิ่มถึง 4 วัน

ฉะนั้น การเดินทางด้วยรถไฟจากจีนไปมองโกเลีย และจากมองโกเลียไปรัสเซีย จึงเป็นเส้นทางที่เราจะพลาดไม่ได้ คือถ้าพลาดก็อย่าเรียกว่ามาทรานส์ไซบีเรียอย่างที่เพื่อนพี่บอก

และใช่ค่ะ เราพลาด

รถไฟ ชานชาลา

2.

หลังจากเที่ยวในปักกิ่งได้ 3 วัน ก็ถึงเวลาที่พวกเราจะต้องขยับสู่หมุดหมายต่อไป-มองโกเลีย

เช้าวันเดินทาง เราไปถึงยังสถานีรถไฟก่อนเวลา สอบถามจนรู้ว่าต้องไปรอขึ้นรถไฟในห้องรอ (Waiting room) ที่มีหน้าตาคล้ายเกตในสนามบิน มีประตูทางออกไปยังลานจอดรถไฟที่ขณะนั้นถูกปิดไว้ มีเจ้าหน้าที่สาวยืนดูแลความเรียบร้อยบริเวณหน้าประตู 1 คน และมีผู้โดยสารจำนวนมากนั่งรออยู่ภายในห้อง

ตอนนั้นเรายังเหลือเวลาแยกย้ายกันไปทำธุระ ซื้อขนมตุนไว้สำหรับมื้ออาหารบนรถไฟ ถ่ายรูปบรรยากาศในสถานี หรือแม้แต่เดินไปเลือกของในซูเปอร์มาร์เก็ตรอบสองเพราะเสียดายเศษเงิน 5 หยวนที่เหลือ กระทั่งพี่สาวเริ่มเอะใจว่ามันเลยเวลารถออกแล้ว ทำไมเจ้าหน้าที่ยังไม่เรียกขึ้นรถสักที จึงตัดสินใจเดินไปถาม เจ้าหน้าที่สาวชาวจีนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ทำมือชี้โบ๊ชี้เบ๊ แต่ตีความได้ไม่ต่างกับคำพูดว่า… รถไฟออกไปแล้ว

รถ-ไฟ-ออก-ไป-แล้ว

เหมือนกำลังอยู่ในฉากหนึ่งของภาพยนตร์ไม่มีผิด ฉันกับพี่พูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองหน้ากันไปมา บรรยากาศจอแจรอบตัวเวลานี้เหมือนถูกดูดซุ่มเสียง

หลังได้สติ เราออกเดินตามหาเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่สามารถสื่อสารกันได้ เช็กดูสถานีถัดไปที่รถไฟจะหยุดก็อีกตั้ง 6 ชั่วโมง แผนเรียกแท็กซี่ไปดักรอที่สถานีหน้าจึงต้องล้มพับไป จะจองตั๋วรถไฟใหม่ก็ต้องยกเลิกทัวร์ที่มองโกเลีย เพราะถึงช้ากว่ากำหนด จะนั่งรถตู้ก็กลัวติดอยู่ตรงชายแดนเหมือนเพื่อนที่เคยมาเที่ยวก่อนหน้านี้

สุดท้าย หลังถกเถียงและผลัดกันร้องไห้โฮกลางร้านกาแฟ เราก็จำใจทิ้งตั๋วรถไฟราคาหมื่นกว่าบาท แล้วกัดฟันซื้อตั๋วเครื่องบินที่ราคาไม่ต่างกันเพื่อไปมองโกเลียในเช้าวันรุ่งขึ้นแทน

ทั้งเสียเวลา เสียดาย เสียใจ และเสียเงิน…

เกอ วิว

3.

มองโกเลียสวยมาก เราตกตะลึงในความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่นี่ครั้งแล้วครั้งเล่า ได้ใกล้ชิดกับน้องแกะ ม้า อูฐ ที่พบเห็นได้บ่อยพอๆ กับเซเว่นฯ ในเมืองไทย ได้กินเนื้อแกะแทบทุกมื้อจนคิดถึงเนื้อไก่ และทนหนาวนอนกอดกันกลมอย่างที่ไม่เคยทำอยู่ในเกอร์แคมป์-กระโจมพักอาศัยชั่วคราวของชาวมองโกล เพราะไกด์ลืมจุดเตาไฟให้ กระทั่งถึงเวลาที่เราต้องออกเดินทางอีกครั้ง

เรามีนัดขึ้นรถไฟสาย 263 ในช่วงค่ำ เพื่อเดินทางจากเมืองหลวงอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย ไปยังเมืองเอียร์คุตส์ ประเทศรัสเซีย รถไฟสายเดียวของเราในทริปนี้ ที่ใช้เวลาเดินทางร่วม 2 วัน
และครั้งนี้เราไม่พลาดอีกแล้ว (พลาดอีกก็กลับบ้านเถอะจ้า)

รถไฟชั้นสามของที่นี่ไม่ได้แย่อย่างที่คิดไว้ โดยรวมคล้ายรถไฟชั้นหนึ่งบ้านเรา ในห้องมีผู้โดยสารทั้งหมด 4 คน แบ่งเป็นเตียงบนและล่างสองฝั่ง เตียงล่างสามารถปรับเป็นที่นั่งได้ มีโต๊ะตรงกลางห้องให้ใช้ร่วมกัน และมีห้องส้วมที่หัวและท้ายตู้ขบวน

ตู้นอน รถไฟตู้นอน รถไฟตู้นอน

น่าเสียดายที่เพื่อนร่วมห้องของเราเป็นคุณลุงชาวมองโกเลียตัวใหญ่ 2 คนที่ดูท่าทางไม่ค่อยน่าไว้วางใจ ไม่ใช่ฝรั่งหนุ่มหล่ออย่างที่หวังไว้ แต่เราคิดผิดถนัด เพราะลุงได้กลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่พวกเราประทับใจมากที่สุดในทริปนี้

รถไฟตู้นอน

มิตรภาพเริ่มต้นด้วยคำทักทาย “สวัสดีครับ” ของลุง ทันทีที่รู้ว่าเรามาจากเมืองไทย จากนั้นลุงก็ช่วยจัดเตียงและเก็บกระเป๋าเราให้เข้าที่ตามมุมลับต่างๆ ในห้องอย่างคล่องแคล่วประสาคนคุ้นชินรถไฟ ไม่นานก็เชื้อเชิญให้เรากินอาหารพื้นเมืองที่เตรียมมา แถมยังแบ่งน้ำเปล่าให้เราอีกคนละขวด

เรา 4 คนพูดคุยทำความรู้จักกันมากขึ้น จนรู้ว่าลุงคนหนึ่งที่ชื่อบายารามีดีกรีเป็นถึงอดีตนักกีฬามวยปล้ำเหรียญทองโอลิมปิก ที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นโค้ช แต่ต้องโทษแบนอยู่เนื่องจากไปถอดเสื้อเขวี้ยงลงพื้นเพราะไม่พอใจผลการตัดสินมวยปล้ำนัดชิงเหรียญทองแดงที่โอลิมปิกริโอเมื่อปีที่แล้ว (ดูความเดือดของลุงได้โดยเสิร์ช Mongolian Wrestling Coaches go strip on floor) ก่อนที่จะแยกย้ายกันเข้านอน

นักกีฬาโอลิมปิก นักกีฬาโอลิมปิก

ฉันถูกปลุกให้ตื่นขึ้นในเช้าวันต่อมาด้วยเสียงกุกกักและกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่สืบพบต้นต่อมาจากลุงทั้งสองที่ดูสดชื่นสุดๆ หลังได้อาบน้ำ (อ้าว แล้วไหนใครบอกว่าอาบน้ำไม่ได้)

แกะความภาษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ ของลุงจนได้รู้ว่า เวลาที่รถไฟจอดตามสถานีใหญ่ๆ จะจอดนานประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง และจะปิดห้องน้ำในรถไฟ เพื่อให้คนลงไปใช้ห้องน้ำของสถานี ที่มีห้องอาบน้ำให้บริการด้วย โดยจะเก็บค่าเข้าเล็กน้อย

แต่เราสองคนดันไม่มีเงินสักรูเบิล เพราะกะว่าจะไปกดเมื่อถึงรัสเซีย ตู้ ATM ที่สถานีนี้ก็ไม่มี ไม่อาบน้ำน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ปวดฉี่นี่สิจะทำไง พี่สาวฉันที่ปวดหนักหน่อยเริ่มออกอาการนั่งบิดๆ เบี้ยวๆ ลุงบายาราเห็น (ใจ) จึงยื่นเงินให้เอาไปใช้เข้าห้องน้ำคนละ 15 รูเบิล เราซึ้งใจขอบคุณลุงอยู่หลายรอบและบอกว่าจะคืนเงินให้ทันทีเมื่อถึงปลายทาง

หลังเข้าห้องน้ำ เราเดินออกมาเจอลุงบายารากำลังเดินถือไอศครีมทานอยู่ เลยชี้แล้วพูดว่า “โอ้ว ไอศครีม” โดยไม่ได้มีเจตนาใดๆ ทั้งสิ้น แต่ลุงกลับกวักมือเรียกให้เราเดินตามไปยังร้านไอศครีมเล็กๆ ใกล้สถานี บอกให้เลือกไอศครีมได้ตามชอบลุงเลี้ยงเอง เราปฏิเสธ บอกให้ลุงรับเงิน 10 ดอลลาร์ฯ ของเราไป แต่ลุงก็ไม่ยอมรับ เอาแต่ยื่นไอศครีมมาให้เรา-ไอศครีมโคนวานิลลาธรรมดาๆ ที่พิเศษที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้กิน

วันที่สองบนรถไฟเราไม่ค่อยได้พูดคุยอะไรกันมากนัก ลุงเพียงแต่ถามว่าบอกรักภาษาไทยพูดว่ายังไง “ฉัน รัก คุณ” ฉันกับพี่สาวตอบไป แล้วหลังจากนั้นลุงก็บอกรักเราไม่หยุด จนพี่สาวพูดติดตลกไปว่า ห้ามบอกรักกับใครก็ได้สิ ต้องเอาไว้บอกคนรักเท่านั้น ลุงหัวเราะชอบใจ แต่ก็ยังบอกรักเราเรื่อยๆ ไปตลอดวัน

วิวทุ่งหญ้า วิวทุ่งหญ้า

เช้าวันต่อมา ทุกคนในขบวนพร้อมใจกันออกมายืนที่ริมทางเดินเพื่อชมวิวสุดท้ายก่อนถึงจุดหมาย ฉันได้บอกไปหรือยังว่าวิวตลอดทางนั้นสวยมาก ทิวทัศน์ทุ่งกว้างสลับกับเนินเขา ดาวเต็มฟ้ายามค่ำคืน แต่วิวก่อนถึงเมืองเอียร์คุสต์จุดหมายนั้นตราตรึงเราที่สุด ด้วยแดดเช้าอ่อนๆ ที่โลมเลียใบหญ้าที่ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทองเพราะเข้าฤดูหนาว ด้วยแสงระยับวาวบนผิวน้ำในทะเลสาบไบคาลที่รถไฟนั้นวิ่งเลียบไปตลอดทาง ยังไม่นับสัตว์ต่างๆ ที่ออกมาหาอาหาร และบ้านไม้หลังเล็กน่ารักริมทะเลสาบนั่นอีก

ลุงบายาราที่ออกมายืนดูวิวข้างๆ ยังคงบอกรักเราไม่หยุด นอกจากนั้นก็ยังโชว์พลังเสียงร้องเพลงมองโกเลียให้เราฟัง เราไม่ยอมเลยร้องเพลงไทยสู้บ้าง จนตอนหลังนั้นกลายเป็นสนามแข่งชุมทางเสียงทองกลายๆ

นับเป็นระยะเวลาสั้นๆ ที่ไม่คิดเลยว่าเราจะรู้สึกผูกพันกับใครได้เท่านี้ อาจด้วยมิตรภาพที่เราได้รับ ด้้วยไอศครีมและเงิน 15 รูเบิล และด้วยถ้อยคำฉันรักคุณที่ลุงมอบให้ตลอดการเดินทาง

รูปฟิล์มโพลารอยด์

รถไฟลดความเร็วลงจนกระทั่งจอดสนิท เป็นสัญญาณว่าระหว่างทางของเราได้จบลงแล้ว

“ฉัน รัก คุณ”

ฉันยิ้มและบอกรักลุงก่อนที่เราจะบอกลา

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

หยาดฝน วาทยานนท์

อดีตกองบรรณาธิการหนังสือที่หันมาพิมพ์หนังสือแทนด้วยการสืบทอดกิจการโรงพิมพ์บนเกาะสมุย ชอบอยู่บ้าน แต่ก็ชอบเดินทาง ซึ่งหลังจากการเดินทางสุดโหดเกือบเดือนนี้ก็ขอวางกระเป๋าอยู่บ้านไปเลยยาวๆ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จากตัวเมืองเชียงใหม่-อำเภอเชียงดาว จากถนนคอนกรีตเริ่มกลายเป็นถนนลูกรัง ภูเขาน้อยใหญ่สองข้างทาง กับฝนที่โปรยลงมาพอให้ชื่นใจ และ ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ สูงตระหง่านอยู่สุดสายตาหลังจากยานพาหนะพาเรามาถึงจุดหมาย ชายวัยกลางคนผมยาวดกดำเดินออกมาต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเราเข้าไปยังที่พัก

“สำหรับเรา พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการเริ่มต้นวันใหม่ในชีวิตของคนและธรรมชาติ เป็นการตื่นนอนและเดินทางในทุกวันเหมือนดวงอาทิตย์” เนย์-สุริยาวุธ อภิวงค์ เล่าถึงที่มาและการเดินทางของเขา จากจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ‘ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์’

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

พบตะวัน

ตะวันตื่น เริ่มขึ้นจากการเดินทางจากเชียงใหม่ มาดูที่ดินตรงนี้ครั้งแรกกับเพื่อน เราเห็นภูเขาและพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จากจุดนี้ทำให้เรานึกถึงภาพวาดสมัยเป็นเด็ก” เจ้าบ้านเล่าพร้อมพาเดินชมโดยรอบ

เนย์ตัดสินใจเข้ามาลองใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินผืนนี้รวมทั้งหมด 31 ไร่ ที่มีต้นน้ำ (แม่น้ำปิง) ขนาบข้าง พร้อมกับป่าไผ่และป่าเบญจพรรณโอบล้อม ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก่อน เราคิดว่าต้องเป็นคนที่นี่ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะเข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เพราะเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในชุมชน จากคนแปลกหน้าเริ่มกลายเป็นครอบครัว พออยู่ที่นี่ครบสามฤดูกาล เราตัดสินใจกับเพื่อนๆ ว่า ควรทำแคมป์กราวนด์ที่มีฟาร์มไก่และร้านกาแฟเล็กๆ” เนย์เล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ระหว่างบทสนทนา เสียงลมเอื่อยๆ กระทบต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ประกอบกับฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะราวกับเสียงดนตรีจากธรรมชาติ และฝนสงบลงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี หลังจากเรากางเต็นท์และเก็บสัมภาระเรียบร้อย เนย์ตะโกนมาจากในครัวที่ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง 

“มื้อเที่ยงวันนี้ผมจะทำ ‘คั่วแฮ่มไก่’ ให้กินนะ” 

หลังพูดจบประโยค เนย์ชักชวนเราเข้ามาในครัว ซึ่งเขากำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้
นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เมนูคั่วแฮ่มไก่ (คั่วแห้งไก่) เป็นอาหารท้องถิ่นของภาคเหนือ แต่ความพิเศษของคั่วแห้งไก่ที่เรากำลังจะทำคือ วัตถุดิบทั้งหมดหามาจากธรรมชาติ พืชผักท้องถิ่นที่ขึ้นเองริมน้ำ เก็บมาปลูกในแปลงที่ทำไว้ในฟาร์มสเตย์ ส่วนไก่ เป็นไก่พื้นเมืองที่เราเลี้ยงไว้เอง” เนย์เล่าปนยิ้มพร้อมทำอาหารต่ออย่างสนุกมือ

“บริเวณรอบๆ ไม่ได้มีแค่พืชผักอย่างเดียว แม่น้ำปิงที่นี่ใสมาก ในฤดูร้อนกับฤดูหนาวใสจนเห็นปลาเลย อยู่ที่นี่ได้กินปลาจนเบื่อ มันว่ายทวนน้ำขึ้นมาตลอด บางทีมันมากันเป็นโขยง ในแต่ละฤดูกาลจะมีปลาแตกต่างกัน อย่างช่วงนี้จะเป็นปลากด เพราะปลากดมากับน้ำขุ่น” เขาเล่าพร้อมตักอาหารใส่จาน และกินอาหารร่วมกันกับพวกเรา

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

หากสังเกตจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่นี่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักณ์เฉพาะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ และ แปลงผัก ล้วนทำมาจากไม้หลากหลายชนิดที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่นายทุนที่มีเงินมากมาย ก่อนที่จะมาทำฟาร์มสเตย์ เราเรียนจบทางด้านศิลปะ สาขาจิตรกรรมมาก่อน เลยมีความรัก ความชอบงานศิลปะอยู่แล้ว เลยเริ่มสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตอนนั้นในความคิดของเรา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ มีรายได้ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เลยเก็บวัสดุรอบตัวมาสร้างที่นี่เองทั้งหมด อย่างพวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ที่ชาวบ้านตัดทิ้งบ้าง เก็บที่ไหลมาตามแม่น้ำบ้าง เก็บจากต้นไม้ที่โค้นล้มในป่าบ้าง

“มันอยู่ที่มุมมองและอยู่ที่คนที่จะไปจับ แล้วเอามาคิด เอามาทำ เราเคยคิดว่าต้องมีเงินเท่านั้น เท่านี้ ถึงจะสร้างบางสิ่งได้ แต่พอคิดดูดีๆ ขอแค่มีความคิด มีแรงกาย มีแรงใจ บางทีสร้างผลงานที่เรียกว่า Nature Art ขึ้นมาได้ จนหลังๆ เริ่มลดต้นทุนอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มมีไอเดียใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความคิดแล่น”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

แล้วชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง-เราถาม

“ตอนนี้เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ชุมชนเรามีต้นน้ำกับป่าไผ่ ชาวบ้านเลยคิดกันว่าอยากทำล่องแพ เลยลองตัดไม้ไผ่มาทำแพกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักไปล่องแพเป็นกิจกรรม แล้วรายได้จากล่องแพก็ให้ชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็กำลังเริ่มทำอีกโครงการ เป็นโครงการปลูกไผ่ซางหม่น กำลังเริ่มเพาะกันอยู่เลย ปกติชุมชนแถวนี้จะตัดไม่ไผ่ขาย แต่ถ้าเราตัดมันไปเรื่อยๆ มันก็จะออกไม่ทัน ด้วยความที่เขตป่าของชุมชนนี้มีเกือบ สองพันไร่ ถ้าเราแบ่งออกเป็นสี่โซน ถ้าตัดโซนที่หนึ่ง ปีหน้าก็ตักโซนที่สอง หมุนเวียนกันไป ก็จะมีผลผลิตให้เราตลอดทุกปี และพอที่จะส่งออกได้เลยนะ ยิ่งผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ตอนนี้กำลังมาแรง ชาวบ้านเขาก็จะมีรายได้ตลอด” เจ้าบ้านเล่าอย่างภูมิใจ

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

ทิศตะวันตก

หลังตะวันค่อยๆ ลับฟ้าไปไม่นาน เจ้าบ้านเริ่มก่อกองไฟริมลานไม้ไผ่ให้พวกเรา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อที่เรียบง่าย หลังจากทานอาหารร่วมกันกับเจ้าบ้าน บทสนทนายามดึกของเรายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับแสงของกองไฟดวงเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว
ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ท้องฟ้าตรงที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ ถ้ามองขึ้นไปในฤดูล่าทางช้างเผือก ที่นี่มองเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าได้

เลย ปกติทางช้างเผือกจะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วลับของฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” เจ้าบ้านชี้มือไปบนท้องฟ้าประกอบกับเปิดโทรศัพท์มือถือ และอวดรูปภาพทางช้างเผือกที่เขาเคยถ่ายไว้

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่คนตามกันเข้ามาเยอะพอสมควร จนเราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน น่าจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ จนธุรกิจแถวนี้เข้ามาถามตลอดว่า ทำการตลาดยังไง ฐานลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน เราให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวมาเข้าพักอยู่ตลอด 

“เลยตอบเขาไปว่าเราไม่ได้ขายการบริการ เราขายเรื่องราวกับวิถีชีวิต อยู่ที่นี่เราเป็นตัวเอง คนสมัยนี้จะเสาะหาอะไรที่มันมีเรื่องราวและเรียบง่าย คนที่เข้ามาพักมักถามเราเสมอว่า คิดค่าบริการยังไง เพราะเราไม่ได้แจ้งไว้ในช่องทางไหนเลย เราตอบลูกค้าไปว่า ‘แล้วแต่จะให้’ เราเป็นศิลปิน เราคิดว่าในเมื่อเราสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราไม่สามารถประเมินค่ามันได้ เลยบอกลูกค้าไปแบบนั้น” เขาเว้นจังหวะก่อนอธิบายเสริม

“ลูกค้าที่มาเข้าพักที่นี่จะให้มากให้น้อย เราไม่เคยคิดว่าขาดทุนสักครั้ง มันเป็นกำไรชีวิตทั้งนั้น เราคิดซะว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มาแบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์กันที่นี่ เราคิดว่านั้นเป็นกำไรของเราแล้วล่ะ” 

เนย์พูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน และเดินทางกลับเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

เดินทางตามตะวันกันต่อที่ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์

ที่ตั้ง : ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่

โทรศัพท์ : 09 1810 5009

Facebook : Tawan Tune Farm Stay ตะวันตื่น ฟาร์มสเตย์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

นภัสรพี ศรีบุญปวน

นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความฝันอยากท่องโลกกว้าง รักการเดินทาง กาแฟอเมริกาโน่ และการพบเจอเรื่องดีๆ ระหว่างการผจญภัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สถานที่ หรือความรู้สึก

Photographer

จารุเดช ไชยเลิศ

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ สาขาถ่ายภาพ หนุ่มเชียงใหม่ ผู้หลงรัก ต้นไม้ กาแฟ และเสียงดนตรี ใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นข้ออ้างให้ตัวเองออกไปเจอโลก ผู้คน และธรรมชาติ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load