“Oh, let’s get rich and buy our parents homes in the South of France.
Let’s get rich and give everybody nice sweaters and teach them how to dance…”

เพลง You and I ของ Ingrid Michaelson ดังประกอบในหัวเมื่อฉันได้มาเหยียบ Marseille (มาร์เซย์) แม้พ่อแม่แลบรรพบุรุษจากซัวเถาไม่ได้มีบ้านทางตอนใต้ของฝรั่งเศสอย่างในเนื้อเพลง แต่ถ้ามีเงินทองกองเป็นภูเขา ฉันก็จะมาซื้อบ้านตากอากาศในเมืองที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค Provence  (โพรวองซ์) อย่างไม่ลังเล

เหมือนชาวต่างชาติหลายคนที่ชอบย้ายมาใช้ชีวิตอยู่เชียงใหม่ เมืองที่ใหญ่อันดับ 2 ของไทย เพราะมีทั้งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และความเป็นเมืองในจังหวัดเดียว ‘มาร์เซย์’ เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของฝรั่งเศสก็มีฟังก์ชันคล้ายๆ กัน คือเป็นหัวเมืองในต่างจังหวัดที่มีเสน่ห์แบบที่เมืองหลวงไม่มี

ที่มาร์เซย์ ทุกคนดูใช้ชีวิตเหมือนพักร้อนกันอยู่ตลอดเวลา นั่งทอดหุ่ยอาบแดด ใช้ชีวิตช้าๆ ไม่เดินก้าวฉับๆ เหมือนที่ปารีสหรือกรุงเทพฯ สักคน ความเกียจคร้านที่นี่เป็นเรื่องน่าอภัยและเข้าใจได้อย่างที่สุด ก็ดูวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนี่สิ

เห็นแล้วอยากสวมหมวกปีกกว้าง นั่งๆ นอนๆ เอกเขนกจิบแชมเปญหรือเหล้าท้องถิ่นอย่าง pastis รับลมทะเลให้สาแก่ใจ ยิ่งในฤดูใบไม้ร่วง แดดอุ่นๆ ก่อนพระอาทิตย์ตกดินฉาบทั้งเมืองให้เป็นสีเหลืองส้ม บรรยากาศที่นี่ยังกับเมืองต้องมนตร์ ใครเห็นแล้วต้องถูกสะกดให้หลงรักตลอดไป

การเดินทางมาหย่อนใจที่มาร์เซย์ทำได้หลายทาง จะนั่งเครื่องบินมาลงปารีสแล้วต่อรถไฟความเร็วสูง TGV อีก 3 ชั่วโมงเศษมาที่เมืองใต้ก็ได้ แต่ฉันเลือกอีกวิธีที่สบายและรวดเร็วคือการนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ มาลงที่สนามบิน Nice Côte d’Azur แล้วต่อรถยนต์หรือรถไฟจากเมืองนีซไปมาร์เซย์ ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

เพื่อให้การพักผ่อนเริ่มต้นและจบลงอย่างนิ่มนวลสวยงาม ขอแนะนำให้นั่ง business class ของ Qatar Airways จะได้นั่งจิบแชมเปญและเบอร์รี่สมูตตี้แสนดีงามระหว่างการข้ามทวีป ชีวิตดีเป็นสีชมพูมากจริงๆ

จากคำแนะนำของการท่องเที่ยวแห่งมาร์เซย์และการสำรวจทั่วเมืองเมื่อเท้าแตะดิน ฉันขอประกาศสิ่งดีงามที่ควรทำเมื่อมาเยือนที่นี่ ดังนี้

เดินเล่นที่ย่าน Le Vieux Port

ภาพจำของมาร์เซย์คือท่าเรือที่เต็มไปด้วยเรือสารพัด มองออกไปเห็นเมืองกว้างใหญ่ ที่นี่คือ Le Vieux Port หรือ The Old Port ที่เก่าสมชื่อ เพราะชาวกรีกเมื่อ 600 ปีก่อนคริสตศักราชเข้ามายึดครองพื้นที่ริมทะเลชัยภูมิดีเลิศและสร้างเมือง ในยุคต่อๆ มาเมืองท่านี้ก็กลายเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญของฝรั่งเศส ประวัติศาสตร์สองพันกว่าปีทำให้ที่ตรงนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวและตึกสวยๆ

ฉันเดินเลียบท่าเรือเก่าแก่ ดู Hôtel de Ville (ศาลากลางเมือง) แล้วมุ่งหน้าไปที่ Fort Saint-Jean ป้อมปราการเก่าแก่ที่มีสะพานเชื่อมกับตึก J4 อาคารหลักของ MuCEM (Museum of European and Mediterranean Civilizations) พิพิธภัณฑ์สุดเก๋ที่สร้างขึ้นในปี 2013 เมื่อมาร์เซย์ได้รับเลือกให้เป็นเมืองหลวงของวัฒนธรรมแห่งยุโรป สถาปัตยกรรมเก่าและใหม่ยืนเคียงข้างกันอย่างสง่างามและอ่อนน้อม ไม่ว่าจะเข้าชมมิวเซียมหรือไม่ เราสามารถเดินข้ามสะพานสีดำไปทั้งสองฝั่งเพื่อชมวิวทั้งเมืองได้ฟรี

 จากนั้นฉันก็เดินเลียบ La Canebière ถนนสายเก่าแก่บนเนินเพื่อมองท่าเรือให้เต็มตา แวะ Le Panier ย่านบ้านเก่าที่เต็มไปด้วยกราฟฟิตี้สนุกๆ บนกำแพง

เดินต่อไปอีกหน่อย จะเจอ Hôtel Dieu อดีตโรงพยาบาลประจำเมืองที่มีอายุมากกว่า 800 ปีอยู่บนเนินเล็กๆ ฉันพักที่นี่เลย เพราะปัจจุบันกลายเป็นโรงแรม InterContinental Marseille ไปแล้ว ที่นี่ยังเก็บโครงสร้างงดงามของตึกเก่าไว้ได้ดีมาก แต่ภายในห้องพักตกแต่งสบายใหม่เอี่ยม และบางห้องมีระเบียงมองออกไปเห็นเมืองเก่าทั้งเมือง

นั่งเรือชมเกาะและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

มาถึงท่าเรือทั้งทีก็ต้องลงน้ำ ลองนั่งเรือให้ลมตีหน้าในวันอากาศดีเพื่อดูน้ำใสแจ๋ว ผู้คนพายเรือหรือเล่นกีฬาทางน้ำ กระชังเลี้ยงปลา และแวะชมเกาะเล็กเกาะน้อยและสิ่งก่อสร้างต่างๆ กลางทะเล อย่าง นั่งดูผลงานศิลปะของ Gandolfo Gabriele David ที่เป็นกลุ่มธงสีส้มแบบเสื้อชูชีพ สัญลักษณ์ของการต้อนรับผู้ลี้ภัยสะบัดตามสายลมบน Fort Saint-Jean และไปเยือน Château d’If (If Castle) ป้อมปราการที่เป็นคุกกลางน้ำ สถานที่ขัง José Custodio Faria ที่กลายเป็นตัวละครดังในนิยาย the Count of Monte-Cristo

ถ้าอากาศแจ่มใส การนั่งเรือจะเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก แต่ระวังอย่าลงเล่นน้ำตามโขดหินดีกว่า เพราะแมงกะพรุนสีม่วงสุดคันลอยตุ๊บป่องอยู่เพียบเลย 

Workshop ทำสบู่น้ำมันมะกอกของแท้

ร้านขายของที่ระลึกทุกร้านต้องขาย Savon de Marseille หรือสบู่ก้อนแบบโบราณที่ใช้น้ำมันมะกอกและน้ำทะเลเมดิเตอเรเนียนเป็นส่วนผสม สมัยนี้ไม่ต้องใส่น้ำเค็มแล้ว แต่น้ำมันมะกอกยังคงอยู่คู่สูตรอมตะ ร้าน La Grande Savonnerie ที่เปิดเวิร์กช็อปให้คนทั่วไปเล่าให้ฟังว่าสบู่มาร์เซย์ของแท้มีแค่สีเขียวสำหรับอาบน้ำที่ใช้น้ำมันมะกอก และสีขาวสำหรับซักผ้าที่ใช้น้ำมันปาล์มเท่านั้น สบู่สีสันฉูดฉาดอื่นๆ ไม่นับว่าเป็นของออริจินัล

ถ้าอยากเรียนผสมสบู่ ตัดเป็นก้อน แล้วตอกลายบนสบู่แบบต้นตำรับ ก็แวะไปทำของฝากน่าดมน่าใช้กลับบ้านกันสักครั้ง

ไหว้พระแม่มารีเพื่อสิริมงคล

ถึงออกนอกอาณาเขตสิ่งศักสิทธิ์ไทยก็ยังอุ่นใจได้ว่าโชคดี เพราะเมืองนี้เขาก็มีเจ้าแม่เหมือนกัน พระแม่มารีประจำวิหาร Notre-Dame de la Garde สถิตย์อยู่บนยอดอาคาร คอยก้มลงมองและคุ้มครองชาวเมือง ชาวเรือ และทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนให้ปลอดภัย ขึ้นไปไหว้ La Bonne Mère (ลา บอนน์ แมร์)ดื่มด่ำสถาปัตยกรรมแบบนีโอไบเซนไทน์ แล้วจะรู้สึกจิตใจสงบเมื่อมองเมืองท่าเก่าแก่นี้จากมุมสูง

ชม Cité Radieuse de Marseille ตึกแสนสวยของ Le Corbusier

ต่อให้ไม่ได้สนใจเรื่องสถาปัตยกรรม เมืองแนวตั้งของ Le Corbusier (Charles-Édouard Jeanneret-Gris) ก็ยังน่าสนใจอยู่ดี ในยุคหลังสงครามใหม่ๆ ที่น้ำไฟยังไม่มีแบบทุกวันนี้ สถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่ออกแบบอาคาร 18 ชั้นขนาดใหญ่ที่ไม่ได้เป็นแค่อพาร์ทเมนต์ที่แก้ปัญหาพื้นที่ชุมชนจำกัด แต่ในตึกยังมีโรงเรียน โรงแรม โรงพยาบาล ร้านค้า และสวน ไว้ในที่เดียว 

ปัจจุบันเมืองย่อมๆ นี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและไม่ได้มีคนอยู่แน่นขนัดอีกต่อไปแล้ว แต่ยังมีโรงเรียนอนุบาล แกลเลอรี่ และร้านค้าดีๆ อยู่ข้างใน เขาดีไซน์อาคารโดยมีแสงอาทิตย์ อากาศบริสุทธิ์ ธรรมชาติ และความเงียบ เป็นส่วนประกอบหลัก แต้มด้วยลวดลายการตกแต่งสีสันบนคอนกรีตแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของสถาปนิกชาวสวิส-ฝรั่งเศสคนนี้มากๆ

มาร์แซย์ยังมีมุมน่าสนใจอีกมากมายที่น่ากลับไปสัมผัส เมื่อคิดถึงแดดอุ่นๆ สีทองของเมืองแห่งแสงตะวัน ฉันก็อยากจะ get rich and build our house on a mountain แบบที่เนื้อเพลงว่าไว้ที่นี่จริงๆ

วิธีเดินทางไป Marseille แบบสบายแทบไร้รอยต่อ : นั่งเครื่องบิน business class ของ Qatar Airways จากกรุงเทพฯ มาลงที่สนามบิน Nice Côte d’Azur Airport แล้วต่อรถจากเมืองนีซไปมาร์แซย์ (ตรวจสอบเส้นทางการบินและราคาได้ที่นี่)

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ 

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

 

 

 

Writer & Photographer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

18 มิถุนายน 2564
696

“อรุณสวัสดิ์คร้าบ” เสียงทักทายพร้อมรอยยิ้มสดใสส่งมาจาก ‘เต้ย’ ไกด์หนุ่มที่กำลังยืนรอพวกเราอยู่ข้างรถกระบะคันใหญ่ พาหนะของพวกเราในวันนี้ เต้ยสวมเสื้อเชิ้ตผ้าโปร่งสบายๆ กับกางเกงขายาว และรองเท้าแตะแบนๆ คู่ใจ ที่พาเขาบุกป่าฝ่าดงไปทุกที่ ไม่หวั่นแม้วันทากมากในฤดูฝนอย่างเช่นวันนี้ 

ถ้าพูดถึงเขาใหญ่ ใครๆ ก็คงจะนึกถึงการกางเต็นท์ในฤดูหนาว น้ำตกเหวสุวัต เดินเที่ยวเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ดูวิวต้นไม้และภูเขา แต่ทริปนี้แตกต่างออกไปเพราะพวกเราทั้ง 5 คน มากับไกด์ที่จะพาเราไปรู้จักเขาใหญ่ในมุมมองของการส่องสัตว์และถ่ายภาพสัตว์ป่า ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราไม่เคยทำมาก่อน

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

เราก้มหน้ามองอาวุธคู่ใจที่วางอยู่บนตัก กล้องรุ่นดึกดำบรรพ์ Canon 350D และเลนส์ระยะ 100 – 400 mm. ที่ยืมคนอื่นมา หวั่นใจเล็กน้อยว่าวันนี้จะได้ภาพสัตว์กลับไปหรือไม่ แต่ความกังวลทั้งหมดดูจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อไกด์หนุ่มยืนยันว่า ถึงไม่มีกล้องใหญ่และพกมาแค่โทรศัพท์มือถือ ก็มีรูปภาพสวยๆ กลับไปได้อย่างแน่นอน 

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

รถกระบะพุ่งทะยานขึ้นสู่เขาใหญ่ ลมเย็นปะทะใบหน้า สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป อากาศที่หนักขึ้นจากความชื้น กลิ่นสดชื่นของดิน และเสียงนกร้อง ทำให้ความเครียด ความกังวลต่างๆ ของชีวิตในเมืองใหญ่ค่อยๆ เลือนหายไปทุกครั้งที่คันเร่งถูกเหยียบ

หลังจากขับมาได้ไม่นาน รถกระบะก็จอดที่จุดชมวิว เรามองเห็นป่ากว้างและภูเขาไกลสุดลูกหูลูกตาจากตรงนี้ บทเรียนแรกที่พวกเราได้รับ คือการฝึกสายตาเพื่อมองหาสัตว์ให้เจอ เพียงแค่ไม่กี่นาทีที่ยืนมอง เต้ยก็ตะโกนพร้อมกับชี้ไปที่ป่ากว้างด้านหน้า “นกเงือกๆ พันธ์ุกรามช้างสองตัว บนต้นไทรข้างขวา กิ่งที่สองจากบนสุด กำลังกินลูกไทรอยู่เลย ตรงนั้นๆ” 

ความเข้าใจมาตลอดชีวิตว่านกเงือกเป็นสัตว์คุ้มครองที่หาดูยากถูกทำลายลงภายในเวลาไม่ถึง 10 นาทีที่เราเข้ามาในเขาใหญ่ เราพยายามมองหา แต่ความพยายามไม่เป็นผล มันดูเหมือนเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ที่จะมองเห็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในพื้นที่กว้างขนาดนี้ ไกด์หนุ่มจึงเดินเข้ามาอธิบายเทคนิคในการมองหาสัตว์ให้ฟังเราฟังอย่างรวดเร็ว ในที่สุดสายตาเราก็ได้เห็นความเคลื่อนไหวเล็กๆ บนต้นไทร นกเงือก 2 ตัวเกาะอยู่บนนั้นจริงๆ 

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

แต่ด้วยระยะที่ไกลเกินกว่าตาทั้ง 2 ข้างของเรา หรือเลนส์กล้องระยะ 400 mm. ที่อยู่ในมือจะถ่ายทอดรายละเอียดความสวยงามของเจ้านกเงือกออกมาได้ ไกด์หนุ่มจึงได้กางอาวุธลับออกมา นั่นคือกล้อง Telescope ที่เอาไว้ส่องสัตว์โดยเฉพาะ ด้วยกำลังขยายขั้นสุด ทำให้พวกเรามองเห็นถึงรายละเอียด สีสัน และลวดลายบนตัวนกเงือกกรามช้างได้อย่างชัดเจน หน้าขาว ตาสีแดงสด และขนสีแดงยาวที่ขึ้นด้านหลังหัว ทำให้นกตัวนี้โดดเด่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะลักษณะพิเศษบริเวณด้านบนของจะงอยปากของนกเงือกพันธุ์นี้ที่มีลายเป็นริ้วๆ จำนวนริ้วที่เห็นจะเท่ากับจำนวนอายุของนกเงือกตัวนั้นๆ ซึ่งลักษณะของริ้วที่เกิดขึ้นนี้ มีหน้าตาคล้ายฟันกรามของช้าง จึงเป็นที่มาของชื่อนกเงือกกรามช้างนั่นเอง 

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

ภาพนกเงือกจิกลูกไทรและโยนเข้าปากตัวเอง เหมือนกับที่เคยเห็นจากสารคดีสัตว์โลกมากมายกำลังเกิดขึ้นตรงหน้าของเรา หลังจากเราดูภาพด้วยตากันอย่างเต็มที่แล้ว เต้ยจึงนำโทรศัพท์มือถือของเราวางต่อกับช่องส่องภาพของกล้อง Telescope แล้วบันทึกภาพนกเงือกที่อยู่ตรงหน้ามาให้ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว อีกทั้งภาพที่ออกมายังชัดเจน สวย คมชัด ราวกับถ่ายด้วยกล้องรุ่นใหญ่พร้อมเลนส์ระยะไกลเลยทีเดียว ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่า ถึงแม้ว่าจะไม่พกกล้องมา แต่เราทุกคนก็จะสนุกกับการส่องสัตว์ และเก็บภาพสัตว์ในวันนี้ได้อย่างเต็มที่อย่างที่เต้ยได้บอกไว้จริงๆ 

พวกเรากระโดดขึ้นหลังรถกระบะอีกครั้ง ในขณะที่กำลังขับผ่านต้นไม้สูง เสียงร้องของชะนีก็แว่วผ่านมากับสายลม รถกระบะชะลอความเร็วลงทันที ไกด์หนุ่มของเราจอดรถข้างทาง ยกกล้อง Telescope แล้วเดินดุ่มๆ มุ่งหน้าไปยังต้นเสียงที่อยู่ห่างออกไป 

จากเสียงร้องเบาๆ กลายเป็นเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ชะนีมือขาว 2 ครอบครัวกำลังส่งเสียงร้องประกาศอาณาเขตกันอยู่ พวกเราทุกคนยืนนิ่งเพื่อรอดูความเคลื่อนไหวที่กำลังจะเกิดขึ้น แล้วทันใดนั้น กิ่งไม้ที่ห่างออกไปราวๆ 50 เมตรก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง เรายกกล้องขึ้นส่องไล่ตามกิ่งไม้ที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านหน้าทันที 

“เตรียมตัวเลยครับ มันน่าจะกระโดดจากต้นโน้นไปยังต้นข้างๆ” สิ้นสุดคำของไกด์หนุ่ม เจ้าชะนีขนสีดำสนิททั้งตัว ยกเว้นแต่เพียงอุ้งมือสีขาวราวกับใส่ถุงมือ ก็กระโดดจากกิ่งหนึ่งไปอีกหนึ่งพร้อมกับเสียงร้องกึกก้อง หลังจากนั้นเหล่าชะนีมือขาวก็แสดงโชว์ผาดโผนให้พวกเราได้ถ่ายรูปกันอีกหลายต่อหลายครั้ง หลังจากที่ทุกอย่างจบลง เหล่าชะนีก็นั่งจมปุ๊กกลายเป็นก้อนกลมฟู เกาะอยู่กับต้นไม้พร้อมกับเคี้ยวใบไม้ด้วยความสงบ 

จากมุมมองคนทั่วไป อาจจะคุ้นเคยกับคำว่า ‘ชะนี’ ที่เป็นศัพท์สแลงซึ่งใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน จนทำให้ไม่ตื่นเต้นที่จะได้เห็นชะนีตัวจริงๆ ในป่า แต่สำหรับคนรักป่า ชะนีคือหนึ่งในสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ของป่าในรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากชะนีใช้ชีวิตอยู่บนต้นไม้แทบจะตลอดชีวิต ด้วยการเดินทางจากต้นไม้หนึ่งไปยังอีกต้นไม้หนึ่ง การหาอาหาร การนอนหลับ การผสมพันธ์ุ หรือแม้แต่การดื่มน้ำ ก็จะดื่มจากใบไม้หรือไม่ก็น้ำที่ค้างอยู่ในลำต้นไม้ 

ดังนั้น หากป่าไม่อุดมสมบูรณ์ หรือไม่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่โตต่อเนื่องกันเป็นทิวแถว ชะนีก็ไม่สามารถเดินทางเพื่อหาอาหารหรือมีชีวิตอยู่ต่อไป การได้เห็นชะนีจึงถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับพวกเราทุกคน 

“เก็บของครับ มีสายบอกมาว่านากใหญ่ขนเรียบเข้าที่อ่างเก็บน้ำศร เราจะไปถ่ายนากกัน” 

ไกด์หนุ่มบอกด้วยเสียงตื่นเต้น อ่างเก็บน้ำศรเป็นจุดที่อยู่ติดกับถนน ด้วยบรรยากาศและความสวยงามริมน้ำ ทำให้มีคู่รักมากมายแวะเวียนมาถ่ายรูป Pre Wedding กันเป็นประจำ แต่เมื่อพวกเราไปถึง สิ่งที่เห็นคือตากล้องมากกว่า 20 คน นั่งกระจายตัวตามจุดต่างๆบริเวณริมน้ำ หามุมที่ดีที่สุดเพื่อถ่ายรูปครอบครัวนาก

ที่ริมอ่างเก็บน้ำฝั่งตรงข้าม ครอบครัวนากประมาณ 7 – 8 ตัวกำลังว่ายน้ำอยู่ โดยมีตัวใหญ่ที่สุดว่ายนำ ส่วนตัวเล็กที่เหลือว่ายตามไม่ห่าง เต้ยบอกพวกเราว่าวันนี้โชคดีมากๆ เพราะนากเป็นสัตว์คุ้มครองหาดูยาก และที่พวกเรากำลังจะได้เห็น คือพฤติกรรมการสอนล่าให้กับนากรุ่นเยาว์ ตัวที่ว่ายนำเป็นนากรุ่นใหญ่ จะว่ายน้ำและจับปลาโชว์ให้กับสมาชิกตัวอื่นๆ ดู 

ครอบครัวนากว่ายน้ำไปเรื่อยๆ ที่ริมน้ำ ทันใดนั้นก็เกิดเสียงน้ำกระฉอกดังขึ้นที่ครอบครัวนาก เจ้าตัวใหญ่ที่ว่ายน้ำ กระโดดขึ้นมาจากน้ำ ปากคาบปลาตัวอ้วนขึ้นมาด้วย เสียงลั่นชัตเตอร์ดังขึ้นรัวๆ พร้อมกับเสียงหัวใจของพวกเราเช่นกัน เสียงน้ำสาดกระจายมาอีกครั้ง เจ้าตัวเล็กที่อยู่ด้านหลังงับปลาตัวใหญ่ได้แล้ว จึงกัดหัวปลาโชคร้ายตัวนั้นกินอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นเทศกาลล่าอาหารก็ดำเนินต่อไปอีกเกือบชั่วโมง จนในที่สุดครอบครัวนากก็เดินขึ้นจากน้ำด้วยท่าทีที่อุ้ยอ้าย แล้วเดินหายไปในป่าฝั่งตรงข้ามกับพวกเรา

ช่วงบ่ายแดดเริ่มลงจัด เราเปลี่ยนบรรยากาศไปหาที่นั่งพักริมน้ำตกกัน ระหว่างทางที่กำลังขับไปอยู่นั้น อยู่ๆ เต้ยก็จอดรถที่ไหล่ทางซึ่งติดกับริมลำธารแห่งหนึ่ง พร้อมบอกกับพวกเราว่าให้พวกเราลองหาสัตว์ตัวหนึ่งที่อยู่บริเวณนี้ เราลงจากรถยืนมองกิ่งไม้เป็นล้านกิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่มีทางที่เราจะหาเจอแน่ๆ ในขณะที่กำลังจะถอดใจอยู่นั้น เพื่อนคนข้างๆ ก็ตะโกนออกมาว่า “เจอแล้ว” เราหันไปมองเพื่อนด้วยความตกใจ แล้วเพื่อนคนถัดๆ ไปก็ตะโกนบอกว่า “เห็นแล้ว” เช่นกัน

เหลือเพียงเราที่ยังมองไม่เห็นอะไรเลย เสียงแดกดันพร้อมคำพูดแซะแซวอันไร้ซึ่งความเมตตาได้ถูกส่งผ่านออกมาจากทุกคนทันที หลังจากกดดันลูกตาตัวเองจนถึงที่สุด เราก็มองเห็นเจ้ากิ่งก่ายักษ์ชื่อว่า ‘ตะกอง’ นอนพรางตัวพักผ่อนอยู่บนกิ่งไม้ สีตัวของมันกลืนไปกับรอบข้างจนยากจะมองเห็น มีเพียงหางลายทางสีดำที่โดดเด่นออกมา ช่วยให้เรามองเห็นตะกองตัวนี้ง่ายขึ้น ไกด์หนุ่มของเราเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนมีแม่น้ำสายหนึ่ง ซึ่งในอดีตมีตะกองอยู่เป็นจำนวนมาก จนกลายมาเป็นที่มาของชื่อแม่น้ำ ‘ลำตะกอง’ แต่เพี้ยนมาจนกลายเป็นชื่อ ‘ลำตะคอง’ ในปัจจุบัน 

เจ้าตะกองผู้น่าสงสารนอนนิ่งอาบแดดอยู่บนกิ่งไม้ แต่ใต้คางเต็มไปด้วยยุงที่ดูดเลือดจนพุงป่องเห็นเป็นสีแดงสด เราค่อยๆ ย่อตัวลงเพื่อถ่ายรูปตะกองในมุมเสย ในขณะที่กำลังมีสมาธิกับการเล็งมุมอยู่นั้น เราก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ที่บริเวณข้อมือ อาจจะเป็นมด อาจจะเป็นแมงมุม อาจจะเป็นแมลงอะไรสักอย่าง เราค่อยๆ ดึงแขนเสื้อขึ้น แล้วสิ่งที่เรากลัวที่สุดก็อยู่ตรงนั้น ทากขนาดประมาณ 1.5 ซม. ตัวผอมโซ กำลังโยกตัวไปมาอยู่บนข้อมือของเรา เราอ้าปากค้างด้วยความกลัว แต่ไม่มีเสียงเล็ดรอดออกมา หัวใจเต้นรัว มือเกร็ง ตัวเกร็งไปหมด เราตกใจปล่อยกล้องในมือลง

สายสะพายกล้องที่คล้องคออยู่ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ด้วยการปกป้องกล้องไม่ให้ตกไปที่พื้น สมองเราเบลอไปหมด สิ่งเดียวที่คิดในหัวคือ จะทำอย่างไรกับทากที่เกาะอยู่บนข้อมือ เราวิ่งไปหาคนที่ใกล้ที่สุด แล้วพูดออกมาด้วยเสียงแหบพร่าว่า “ช่วยด้วย” พร้อมกับยื่นแขนที่สั่นเทาออกไป โชคดีที่คนที่อยู่ตรงหน้าคือไกด์หนุ่มของพวกเรา เขาค่อยๆ บรรจงหยิบทากออกจากข้อมือเราอย่างแผ่วเบา บริเวณที่ทากเคยเกาะ เหลือเพียงแค่จุดแดงๆ ไม่มีเลือดไหลออกมา 

พวกเราทุกคนจึงพากันสำรวจทั่วตัว พบทากมากมายที่พยายามไต่ขึ้นมาบนตัวพวกเรา จึงได้จัดการดีดทิ้งกันอย่างวุ่นวาย ส่วนไกด์ผู้สวมรองเท้าแตะ ก็ก้มลงไปหยิบทากที่เกาะอยู่เต็มเท้าออกทีละตัวด้วยความนุ่มนวล เต้ยบอกว่าถ้าใส่รองเท้าแตะ เวลาทากเกาะ เราจะเห็นแล้วหยิบออกได้ง่าย สะดวกกว่าการใส่รองเท้าเดินป่าและถุงกันทาก ที่ทำให้ไม่รู้ว่าทากเดินไปตรงไหนของร่างกาย มารู้ตัวอีกทีก็จะโดนทากดูดเลือดที่เอวหรือคอไปแล้ว พวกเราพากันส่ายหน้า ไม่เห็นด้วยกับเต้ยแม้แต่นิดเดียว เพราะไม่ว่าจุดไหน ก็ไม่อยากให้ทากมาดูดเลือดเราทั้งนั้น

จบทริปวันนี้ด้วยการนั่งพักหลบร้อนที่บริเวณน้ำตก เราเปิดรูปในกล้องทบทวนว่าวันนี้ได้เจอสัตว์ป่าอะไรไปบ้าง เราได้เห็นสัตว์คุ้มครองที่ควรจะหาดูได้ยากหลายชนิด แต่กลับไม่ยากเลยเมื่อคุณอยู่ในเขาใหญ่ เมื่อเปิดดูรูปในมือถือที่ต่อจากกล้อง Telescope ของเต้ย ต้องยอมรับว่าภาพถ่ายออกมาได้สวยชัดอลังการกว่าบางรูปในกล้องของเราอีก 

เรายิ้มมุมปาก ยักไหล่ ยอมรับความพ่ายแพ้ เอนหลังพิงก้อนหิน ปล่อยให้เท้าราไปกับน้ำตกที่แสนเย็นสบาย ละอองน้ำกระเซ็นมาโดนแขนเสื้อจนชื้นเบาๆ ความร้อนค่อยๆ คลายไปหมดแล้ว ได้ยินเพียงเสียงน้ำตกที่ดังกึกก้อง กลิ่นกาแฟดริปหอมๆ ที่เต้ยกำลังชงลอยมาตามสายลม หนังตาเริ่มหนักลงเรื่อยๆ แล้วเราก็หลับลงไปท่ามกลางอ้อมกอดของธรรมชาติ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุธีรา โมรา

ชอบพาร่างกายและจิตใจไปทรมาน เพียงเพื่อเฝ้ามองการวิวัฒนาการของตัวเอง เสพย์ติดชา รักการอ่าน Manga และแพ้ทางอาม่าอากง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load