“Oh, let’s get rich and buy our parents homes in the South of France.
Let’s get rich and give everybody nice sweaters and teach them how to dance…”

เพลง You and I ของ Ingrid Michaelson ดังประกอบในหัวเมื่อฉันได้มาเหยียบ Marseille (มาร์เซย์) แม้พ่อแม่แลบรรพบุรุษจากซัวเถาไม่ได้มีบ้านทางตอนใต้ของฝรั่งเศสอย่างในเนื้อเพลง แต่ถ้ามีเงินทองกองเป็นภูเขา ฉันก็จะมาซื้อบ้านตากอากาศในเมืองที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค Provence  (โพรวองซ์) อย่างไม่ลังเล

เหมือนชาวต่างชาติหลายคนที่ชอบย้ายมาใช้ชีวิตอยู่เชียงใหม่ เมืองที่ใหญ่อันดับ 2 ของไทย เพราะมีทั้งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และความเป็นเมืองในจังหวัดเดียว ‘มาร์เซย์’ เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของฝรั่งเศสก็มีฟังก์ชันคล้ายๆ กัน คือเป็นหัวเมืองในต่างจังหวัดที่มีเสน่ห์แบบที่เมืองหลวงไม่มี

ที่มาร์เซย์ ทุกคนดูใช้ชีวิตเหมือนพักร้อนกันอยู่ตลอดเวลา นั่งทอดหุ่ยอาบแดด ใช้ชีวิตช้าๆ ไม่เดินก้าวฉับๆ เหมือนที่ปารีสหรือกรุงเทพฯ สักคน ความเกียจคร้านที่นี่เป็นเรื่องน่าอภัยและเข้าใจได้อย่างที่สุด ก็ดูวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนี่สิ

เห็นแล้วอยากสวมหมวกปีกกว้าง นั่งๆ นอนๆ เอกเขนกจิบแชมเปญหรือเหล้าท้องถิ่นอย่าง pastis รับลมทะเลให้สาแก่ใจ ยิ่งในฤดูใบไม้ร่วง แดดอุ่นๆ ก่อนพระอาทิตย์ตกดินฉาบทั้งเมืองให้เป็นสีเหลืองส้ม บรรยากาศที่นี่ยังกับเมืองต้องมนตร์ ใครเห็นแล้วต้องถูกสะกดให้หลงรักตลอดไป

การเดินทางมาหย่อนใจที่มาร์เซย์ทำได้หลายทาง จะนั่งเครื่องบินมาลงปารีสแล้วต่อรถไฟความเร็วสูง TGV อีก 3 ชั่วโมงเศษมาที่เมืองใต้ก็ได้ แต่ฉันเลือกอีกวิธีที่สบายและรวดเร็วคือการนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ มาลงที่สนามบิน Nice Côte d’Azur แล้วต่อรถยนต์หรือรถไฟจากเมืองนีซไปมาร์เซย์ ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

เพื่อให้การพักผ่อนเริ่มต้นและจบลงอย่างนิ่มนวลสวยงาม ขอแนะนำให้นั่ง business class ของ Qatar Airways จะได้นั่งจิบแชมเปญและเบอร์รี่สมูตตี้แสนดีงามระหว่างการข้ามทวีป ชีวิตดีเป็นสีชมพูมากจริงๆ

จากคำแนะนำของการท่องเที่ยวแห่งมาร์เซย์และการสำรวจทั่วเมืองเมื่อเท้าแตะดิน ฉันขอประกาศสิ่งดีงามที่ควรทำเมื่อมาเยือนที่นี่ ดังนี้

เดินเล่นที่ย่าน Le Vieux Port

ภาพจำของมาร์เซย์คือท่าเรือที่เต็มไปด้วยเรือสารพัด มองออกไปเห็นเมืองกว้างใหญ่ ที่นี่คือ Le Vieux Port หรือ The Old Port ที่เก่าสมชื่อ เพราะชาวกรีกเมื่อ 600 ปีก่อนคริสตศักราชเข้ามายึดครองพื้นที่ริมทะเลชัยภูมิดีเลิศและสร้างเมือง ในยุคต่อๆ มาเมืองท่านี้ก็กลายเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญของฝรั่งเศส ประวัติศาสตร์สองพันกว่าปีทำให้ที่ตรงนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวและตึกสวยๆ

ฉันเดินเลียบท่าเรือเก่าแก่ ดู Hôtel de Ville (ศาลากลางเมือง) แล้วมุ่งหน้าไปที่ Fort Saint-Jean ป้อมปราการเก่าแก่ที่มีสะพานเชื่อมกับตึก J4 อาคารหลักของ MuCEM (Museum of European and Mediterranean Civilizations) พิพิธภัณฑ์สุดเก๋ที่สร้างขึ้นในปี 2013 เมื่อมาร์เซย์ได้รับเลือกให้เป็นเมืองหลวงของวัฒนธรรมแห่งยุโรป สถาปัตยกรรมเก่าและใหม่ยืนเคียงข้างกันอย่างสง่างามและอ่อนน้อม ไม่ว่าจะเข้าชมมิวเซียมหรือไม่ เราสามารถเดินข้ามสะพานสีดำไปทั้งสองฝั่งเพื่อชมวิวทั้งเมืองได้ฟรี

 จากนั้นฉันก็เดินเลียบ La Canebière ถนนสายเก่าแก่บนเนินเพื่อมองท่าเรือให้เต็มตา แวะ Le Panier ย่านบ้านเก่าที่เต็มไปด้วยกราฟฟิตี้สนุกๆ บนกำแพง

เดินต่อไปอีกหน่อย จะเจอ Hôtel Dieu อดีตโรงพยาบาลประจำเมืองที่มีอายุมากกว่า 800 ปีอยู่บนเนินเล็กๆ ฉันพักที่นี่เลย เพราะปัจจุบันกลายเป็นโรงแรม InterContinental Marseille ไปแล้ว ที่นี่ยังเก็บโครงสร้างงดงามของตึกเก่าไว้ได้ดีมาก แต่ภายในห้องพักตกแต่งสบายใหม่เอี่ยม และบางห้องมีระเบียงมองออกไปเห็นเมืองเก่าทั้งเมือง

นั่งเรือชมเกาะและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

มาถึงท่าเรือทั้งทีก็ต้องลงน้ำ ลองนั่งเรือให้ลมตีหน้าในวันอากาศดีเพื่อดูน้ำใสแจ๋ว ผู้คนพายเรือหรือเล่นกีฬาทางน้ำ กระชังเลี้ยงปลา และแวะชมเกาะเล็กเกาะน้อยและสิ่งก่อสร้างต่างๆ กลางทะเล อย่าง นั่งดูผลงานศิลปะของ Gandolfo Gabriele David ที่เป็นกลุ่มธงสีส้มแบบเสื้อชูชีพ สัญลักษณ์ของการต้อนรับผู้ลี้ภัยสะบัดตามสายลมบน Fort Saint-Jean และไปเยือน Château d’If (If Castle) ป้อมปราการที่เป็นคุกกลางน้ำ สถานที่ขัง José Custodio Faria ที่กลายเป็นตัวละครดังในนิยาย the Count of Monte-Cristo

ถ้าอากาศแจ่มใส การนั่งเรือจะเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก แต่ระวังอย่าลงเล่นน้ำตามโขดหินดีกว่า เพราะแมงกะพรุนสีม่วงสุดคันลอยตุ๊บป่องอยู่เพียบเลย 

Workshop ทำสบู่น้ำมันมะกอกของแท้

ร้านขายของที่ระลึกทุกร้านต้องขาย Savon de Marseille หรือสบู่ก้อนแบบโบราณที่ใช้น้ำมันมะกอกและน้ำทะเลเมดิเตอเรเนียนเป็นส่วนผสม สมัยนี้ไม่ต้องใส่น้ำเค็มแล้ว แต่น้ำมันมะกอกยังคงอยู่คู่สูตรอมตะ ร้าน La Grande Savonnerie ที่เปิดเวิร์กช็อปให้คนทั่วไปเล่าให้ฟังว่าสบู่มาร์เซย์ของแท้มีแค่สีเขียวสำหรับอาบน้ำที่ใช้น้ำมันมะกอก และสีขาวสำหรับซักผ้าที่ใช้น้ำมันปาล์มเท่านั้น สบู่สีสันฉูดฉาดอื่นๆ ไม่นับว่าเป็นของออริจินัล

ถ้าอยากเรียนผสมสบู่ ตัดเป็นก้อน แล้วตอกลายบนสบู่แบบต้นตำรับ ก็แวะไปทำของฝากน่าดมน่าใช้กลับบ้านกันสักครั้ง

ไหว้พระแม่มารีเพื่อสิริมงคล

ถึงออกนอกอาณาเขตสิ่งศักสิทธิ์ไทยก็ยังอุ่นใจได้ว่าโชคดี เพราะเมืองนี้เขาก็มีเจ้าแม่เหมือนกัน พระแม่มารีประจำวิหาร Notre-Dame de la Garde สถิตย์อยู่บนยอดอาคาร คอยก้มลงมองและคุ้มครองชาวเมือง ชาวเรือ และทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนให้ปลอดภัย ขึ้นไปไหว้ La Bonne Mère (ลา บอนน์ แมร์)ดื่มด่ำสถาปัตยกรรมแบบนีโอไบเซนไทน์ แล้วจะรู้สึกจิตใจสงบเมื่อมองเมืองท่าเก่าแก่นี้จากมุมสูง

ชม Cité Radieuse de Marseille ตึกแสนสวยของ Le Corbusier

ต่อให้ไม่ได้สนใจเรื่องสถาปัตยกรรม เมืองแนวตั้งของ Le Corbusier (Charles-Édouard Jeanneret-Gris) ก็ยังน่าสนใจอยู่ดี ในยุคหลังสงครามใหม่ๆ ที่น้ำไฟยังไม่มีแบบทุกวันนี้ สถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่ออกแบบอาคาร 18 ชั้นขนาดใหญ่ที่ไม่ได้เป็นแค่อพาร์ทเมนต์ที่แก้ปัญหาพื้นที่ชุมชนจำกัด แต่ในตึกยังมีโรงเรียน โรงแรม โรงพยาบาล ร้านค้า และสวน ไว้ในที่เดียว 

ปัจจุบันเมืองย่อมๆ นี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและไม่ได้มีคนอยู่แน่นขนัดอีกต่อไปแล้ว แต่ยังมีโรงเรียนอนุบาล แกลเลอรี่ และร้านค้าดีๆ อยู่ข้างใน เขาดีไซน์อาคารโดยมีแสงอาทิตย์ อากาศบริสุทธิ์ ธรรมชาติ และความเงียบ เป็นส่วนประกอบหลัก แต้มด้วยลวดลายการตกแต่งสีสันบนคอนกรีตแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของสถาปนิกชาวสวิส-ฝรั่งเศสคนนี้มากๆ

มาร์แซย์ยังมีมุมน่าสนใจอีกมากมายที่น่ากลับไปสัมผัส เมื่อคิดถึงแดดอุ่นๆ สีทองของเมืองแห่งแสงตะวัน ฉันก็อยากจะ get rich and build our house on a mountain แบบที่เนื้อเพลงว่าไว้ที่นี่จริงๆ

วิธีเดินทางไป Marseille แบบสบายแทบไร้รอยต่อ : นั่งเครื่องบิน business class ของ Qatar Airways จากกรุงเทพฯ มาลงที่สนามบิน Nice Côte d’Azur Airport แล้วต่อรถจากเมืองนีซไปมาร์แซย์ (ตรวจสอบเส้นทางการบินและราคาได้ที่นี่)

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ 

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

 

 

 

Writer & Photographer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

17 มิถุนายน 2560
65 K

เหตุผลที่ฉันได้ฝึกงานที่ Château de Versailles หรือพระราชวังแวร์ซายส์ เกิดจากการเรียนปริญญาโทด้านการจัดการวัฒนธรรมที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งโปรแกรมเรียนบังคับให้ฝึกงานระยะยาว 4 – 6 เดือน นักศึกษาฝึกงานที่นี่จะทำงานและได้รับเงินเดือน เพราะคนฝรั่งเศสมีนิสัยไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบเด็ดขาด ไฟต์อะไรได้จะไฟต์หมด ดังนั้นตามกฎหมายฝรั่งเศส การฝึกงานเกิน 2 – 3 เดือน ที่ทำงานต้องจ่ายสตางค์ให้เด็กฝึกงานด้วย ถึงจะได้น้อยกว่าพนักงานประจำ แต่ก็เป็นกฎหมายที่ดีจริงๆ

พระราชวังแวร์ซายส์

พระราชวังแวร์ซายส์ หรือ ชื่อเต็มๆ ขององค์กรคือ Public Establishment of the Palace, Museum and National Estate of Versailles มีฐานะเป็นหน่วยงานราชการที่มีอำนาจการปกครองเป็นของตัวเอง มีงบประมาณเป็นของตัวเอง และพนักงานส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ แวร์ซายส์เป็นองค์กรขนาดใหญ่มาก ประกอบด้วย 7 ฝ่ายใหญ่ ซึ่งฉันอยู่ในฝ่าย Direction du développement culturel หรือเรียกสั้นๆ ว่า DDC ซึ่งเป็นฝ่ายที่มีขอบข่ายงานจิปาถะมากๆ ตั้งแต่จัดโปรแกรมการเยี่ยมชมกิจกรรมต่างๆ (ที่ไม่ได้แสวงหากำไร ที่แสวงหากำไรจะอยู่อีกส่วนนึง) สิ่งพิมพ์ การตลาด การศึกษาผู้เข้าชม ซึ่งงานหลัก ๆ ฉันคือการศึกษาผู้เข้าชมชาวอเมริกัน แต่ฉันก็ได้มีโอกาสทำงานทุกอย่างในแผนก รวมถึงงานในแผนกอื่นๆ ด้วย

พระราชวังแวร์ซายส์

นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันและชาวจีนเป็นนักท่องเที่ยวอันดับ 2 และ 3 ของพระราชวังแวร์ซายส์ รองจากคนฝรั่งเศส การศึกษาผู้เข้าชมชาวอเมริกันเป็นงานที่ต่อเนื่องจากปีก่อนที่ศึกษาผู้เข้าชมชาวจีน เราศึกษาตั้งแต่พฤติกรรมทั่วไป ความพึงพอใจ และข้อเสนอแนะ เพื่อจะได้นำไปปรับปรุง และสร้างกิจกรรมและบริการให้ตรงใจผู้เข้าชมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (เราพยายามปรับปรุงเรื่องการเข้าคิวแล้วจริงๆ นะ)

การแจกแบบสอบถามนักท่องเที่ยวทำให้เห็นว่าแต่ละชาติมีความสนใจและความต้องการไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เช่น นอกจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แล้ว คนอเมริกันนึกถึงพระนางมารี อังตัวแนตต์ ส่วนคนจีนจะนึกถึงนโปเลียน คนฝรั่งเศสงงกันเลยทีนี้ เพราะเขาจะนึกถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และการปฏิวัติฝรั่งเศสมากกว่า เวลาฉันและเพื่อนออกไปแจกแบบสอบถามจะตลกมาก เพราะเรา 3 คนจะกลายเป็นพนักงานชี้ทางออกกับบอกทางไปห้องน้ำแทน นักท่องเที่ยวชาวจีนจะเดินตรงมาถามฉันโดยเฉพาะ เพราะหน้าดูจีนได้อยู่ จนหลังๆ นี่เริ่มบอกทางเป็นภาษาจีนได้ ถามจากคนจีนที่ถามทางนั่นแหละว่าพูดยังไง

พระราชวังแวร์ซายส์ พระราชวังแวร์ซายส์

นอกจาก mission หลักแล้ว ยังมีงานอื่นๆ จิปาถะ งานในฝ่ายที่โหดสุดไม่ได้ยากที่เนื้องาน แต่โหดตรงที่พวกเราต้องไปจับเวลาการเข้าคิวเข้าพระราชวังช่วงสิบโมงเช้าถึงเที่ยง นึกสภาพการอยู่กลางแดดเป็นเวลา 2 ชั่วโมงในฤดูร้อน สัปดาห์ละ 2 ครั้งตลอด 1 เดือน เรียกได้ว่าไม่ต้องพูดถึงสีผิวหลังฝึกงานจบ อีกงานที่ตากแดดไม่แพ้กันคือการต้อนรับเด็ก 2,500 คน ที่มาเที่ยวที่แวร์ซายส์ โดยมีบริษัทเอกชนที่เป็นผู้ใหญ่ใจดีสนับสนุนให้เด็กที่ไม่โอกาสเที่ยวในช่วงปิดเทอมได้มาเที่ยวกัน คราวนี้อยู่กลางแดดไม่พอ ต้องวิ่งบอกเส้นทาง ประสานงานกับนักแสดง เหนื่อยมากแต่ก็สนุกมากเช่นกัน และเป็นประสบการณ์ที่ดีมากที่ทำให้ได้ทำงานกับเพื่อนนอกฝ่าย

งานอีกอย่างที่ไม่เล่าไม่ได้คือการดูแลห้องที่มีพรมพิเศษ จากสมัยก่อนที่ต้องใช้เจ้าหน้าที่นับจำนวนผู้ชม เดี๋ยวนี้หลายห้องในพระราชวังปูด้วยพรมที่มีเซนเซอร์ด้านล่าง เจ้าพรมพวกนี้จะนับจำนวนคนในห้องได้โดยอัติโนมัติ ฟังดูสะดวกสบาย แต่จริงๆ แล้วพวกมันคือพรมเจ้าปัญหา ห้องที่ปูพรมพิเศษจะมีเรื่องให้ไปดูทุกสัปดาห์ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง เช่น ที่นิทรรศการในห้อง Gallerie des Batailles (ห้องที่รีโนเวตใหม่สมัยพระเจ้าหลุยส์ ฟิลลิปป์ เพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส) ฉันต้องวิ่งมุดหลังฉาก เข้าออกประตูคนแคระเป็นว่าเล่นจนตัวมอมแมม หรือต้องเข้าไปดาวน์โหลดข้อมูลผู้ชมใส่ไดรฟ์ทุกอาทิตย์ที่พิพิธภัณฑ์รถม้า แต่ที่นี่ฉันชอบมาก เพราะเวลาเดินเข้าไปเหมือนหลุดเข้าไปในการ์ตูนดิสนีย์

พระราชวังแวร์ซายส์

แน่นอนว่าการได้เป็นนักศึกษาฝึกงานที่นี่ นอกจากจะได้เดินในลอดอุโมงค์ใต้ดินไปเที่ยวพระราชวังได้แล้ว (ถ้าว่างนะ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยว่าง) ยังได้เข้าไปซอกแซกดูส่วนที่เขาไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมฟรี อย่าเพิ่งอิจฉา จริงๆ แล้วทุกคนเข้าไปดูบางส่วนที่ไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าได้ ที่พระราชวังแวร์ซายส์จะมีการนำชมทุกวันวันละหลายรอบทั้งภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ แต่คนทั่วไปต้องเสียเงินเพิ่มจากค่าบัตร 7 ยูโร ซึ่งการนำชมนี้จะมีหลากหลายธีม เช่น พระราชวังแวร์ซายส์ในยุคต่างๆ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 จนถึงปัจจุบัน, สถานที่ลับๆ ในแวร์ซาย และห้องของเหล่าพระสนมในแวร์ซายส์ เป็นต้น

เจ้าหน้าที่นำชมแต่ละคนจะถือกุญแจโบราณขนาดใหญ่ไขเข้าไปห้องต่างๆ ซึ่งเส้นทางจะไม่เหมือนกันแม้จะมีธีมเดียวกันก็ตาม เช่น ธีมสถานที่ที่ลับๆ ในพระราชวัง เจ้าหน้าที่นำชมบางคนพาเข้าไปดูมุมลับใน Chapel ที่พระสนมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ใช้ฟังสวดพร้อมพระเจ้าหลุยส์ แต่บางคนอาจพาไปดูห้องคนใช้ของพระสนมที่มีหน้าต่างบานเล็กๆ หลบอยู่ตรงซอกระหว่างห้อง

พระราชวังแวร์ซายส์ พระราชวังแวร์ซายส์

ไม่ว่าจะเป็นห้องเล่นเกม ห้องพักส่วนตัวของเหล่าพระสนม ห้องสมุด ห้องทดลองของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 หรือโรงละครก็ล้วนสวยงามไม่แพ้ห้องใหญ่ตามเส้นทางหลักข้างนอกเลย เผลอๆ บางห้องสวยกว่าข้างนอกด้วยซ้ำ แต่ทัวร์นี้ต้องจองล่วงหน้า เพราะเขาจำกัดจำนวนคนแต่ละรอบ เพื่อความสะดวกในการดูแล จุดเด่นของการเดินชมแบบมีคนนำเที่ยวคือถามคำถามได้ และทำให้ฉันรู้ว่าเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่จัดแสดงในห้องบางห้องนั้นไม่ใช้เฟอร์นิเจอร์เดิม แต่เป็นเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยที่ได้บริจาคมา เพราะของออริจินัลนั้นส่วนใหญ่ถูกขายตลอดช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส ทางพระราชวังแวร์ซายส์ซื้อกลับคืนมาได้เพียงส่วนนึงเท่านั้น เพราะมันแพง บางห้องเข้าไปจึงเป็นแค่ห้องโล่งๆ ข้อดีอีกอย่างที่สำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวคือการได้เข้าชมพระราชวังโดยไม่ต้องต่อคิว เพราะหลังจากจบการนำชมเขาจะปล่อยให้เราเดินชมตามอัธยาศัย

พระราชวังแวร์ซายส์

หลายคนมาเที่ยวพระราชวังแวร์ซายส์แล้วก็กลับ บางครั้งไม่ได้เหยียบแม้กระทั่งสวนเพราะหมดแรงตั้งแต่ต่อแถวแล้ว เข้าใจได้ แต่จริงๆ แล้วแวร์ซายส์เป็นเมืองผู้ดี มาดามเจ้าของห้องเช่าที่ฉันอยู่ที่ปารีสเล่าให้ฟังว่าเขาเคยมาอยู่และเรียนที่แวร์ซายส์ช่วงนึง เมืองนี้เป็นเมืองที่ยังมีลูกหลานของขุนนางในสมัยพระเจ้าหลุยส์อยู่ ตอนนั้นฟังแล้วขนลุกมาก เพราะหน้าเพื่อนฝึกงานคนนึงที่มาจากเมืองแวร์ซายส์เหมือนเจ้าหญิงหรือลูกหลานขุนนางที่เราเห็นในภาพวาดเลย

ถ้ามาเที่ยวแล้วมีเวลาเหลือก็ควรแวะเที่ยวในเมืองหรือรอบๆ พระราชวัง มีร้านอาหาร ตลาด และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆ ใกล้เขตพระราชวัง เช่น Potager du roi-สวนผักสวนครัวของกษัตริย์, Salle du Jeu de Paume-สถานที่เริ่มต้นของการปฏิวัติฝรั่งเศส และที่ฉันชอบที่สุดคือ Le Cour et Le Jardin des Senteurs สวนเล็กๆ ด้านหลังตึกที่ทำงานที่จัดแสดงเรื่องกลิ่นดอกไม้ในน้ำหอม และเป็นจุดทานข้าวเที่ยงของฉันกับเพื่อนๆ ในวันที่อากาศดี

พระราชวังแวร์ซายส์ พระราชวังแวร์ซายส์

quote นึงที่ฉันชอบมากคือ “พิพิธภัณฑ์ที่ปราศจากผู้เข้าชม ก็ไม่ควรค่ากับชื่อพิพิธภัณฑ์” (Un musée sans visiteur n’est pas un musée digne de ce nom. – Noémie Drouguet) หลังจากเล่ามาหลายย่อหน้า หวังว่าจะได้เห็นพระราชวังแวร์ซายส์ในอีกมุมมองหนึ่งที่ไม่ใช่จากนักท่องเที่ยวหรือไกด์ทัวร์ แต่เป็นคนในที่ทำงานอยู่ในนั้น และเห็นลักษณะการทำงานของพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ แม้ว่าการจัดแสดงงานและการดูแลรักษาวัตถุจะเป็นภารกิจที่สำคัญ แต่ที่นี่เราก็ใส่ใจผู้เข้าชมทุกคน ทุกช่วงวัย ทุกกลุ่ม เพื่อให้ผู้ที่มาเข้าชมสามารถได้รับข้อความที่พิพิธภัณฑ์อยากจะถ่ายทอดมากที่สุด พึงพอใจ และอยากกลับมาเยี่ยมอีกครั้ง

ปิดท้ายด้วยทิปสั้นๆ ก่อนจบ สำหรับคนที่จะไปเที่ยว

ไปวันไหนดี

เรียงจากความพีก อังคาร เสาร์-อาทิตย์ พุธ ศุกร์ พฤหัสบดี และหลีกเลี่ยงช่วงวันหยุดของคนฝรั่งเศส นอกจากนี้ในเว็บไซต์มีสถิติความแน่นให้ดูด้วย (ข้อมูลก็จากฝ่ายฉันนั่นเอง)

เวลาไหนดี

ก่อน 10 โมงเช้า ถ้าให้ดีมาก่อนเวลาเปิดสักนิด หรือ หลังบ่ายสองไปเลย ช่วง 11 โมงถึงเที่ยงนี่โปรดหลีกเลี่ยง เราเตือนท่านแล้วนะ

ไม่อยากเข้าคิวนานๆ ทำยังไง

Option 1: ซื้อตั๋วออนไลน์ หลีกเลี่ยงการเข้าคิว 2 รอบ แต่ถ้า security check ยาวจริงๆ แนะนำให้คนนึงไปซื้อตั๋ว อีกคนยืนเข้าคิว

Option 2: ซื้อตั๋วเที่ยวแบบนำชมเพิ่ม เพราะนอกจากจะไม่ต้องต่อคิวแล้ว ยังสามารถเข้าไปนั่งพักชิลล์ๆ ระหว่างรอการนำชมเริ่ม และหลังจากการนำชมจบ เราสามารถเดินตามอัธยาศัยภายในพระราชวังได้ (คิวนี่โหดจริงๆ  ปีที่แล้วช่วง high season วันอังคารหนึ่ง จับเวลาได้ 2 ชั่วโมงกว่าๆ แต่บทจะไม่มีคิวก็ไม่มีเลยจริงๆ )

เดินทางไปยังไง

Option 1: สาย RER C มาลงสถานี Versailles Château Rive Gauche (ประมาณ 45 นาทีจากสถานี Saint Michel) เดินต่อประมาณ 10 นาที

Option 2: สาย L จาก จากสถานี Saint Lazarre มาลงสถานี Versailles Rives Droite (ประมาณ 30 นาที) เดินต่อประมาณ 20 นาที

Option 3: สาย U จากสถานี La Défense มาลงสถานี Versailles Chantier (ประมาณ 25 นาที) เดินต่อประมาณ 20 นาที

และ Option 4 สาย N จากสถานี Gare Montparnasse มาลงสถานี Versailles Chantier (ประมาณ 30 นาที สำหรับ รถไฟปกติ และ 10 นาทีสำหรับรถไฟ direct) เดินต่อประมาณ 20 นาที เช่นกัน

เดินสวนแบบไม่เสียงินในช่วง Hi-season

สวนจะคิดค่าเข้าชมวันอังคาร ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เนื่องจากมีการเปิดน้ำพุและดนตรี (ยกเว้นวันศุกร์เปิดแต่น้ำพุ) แต่ถ้าใครอยากเสียเงินดูสวนแบบเจ๋งๆ แนะนำตอนเย็น มันว้าวมากจริงๆ

กินข้าวที่ไหนดี

ตรงพระราชวังมีร้านขายแซนด์วิช (แอบแพงและไม่อร่อย ร้านนี้ไม่แนะนำเลย) และร้านอาหาร Ore กับ Angelina (อร่อยแต่แพงนิดนึง) และร้านอาหารในสวนหรือรถเข็นขายมันฝรั่งอบหน้า Trianon (อร่อยและอิ่มท้องดีมาก) ถ้าใครอยากลองทานขนมร้าน Angelina ทานที่แวร์ซายส์ก็ได้ มีร้านอาหาร 2 ที่ (พระราชวังและ Petit Trianon) และเคาน์เตอร์อีกที่ตรงทางเข้าสวนเลย นอกจากนี้ในเมืองก็มีร้านอาหารและร้านขนมปังที่ขายแซนด์วิชอร่อยๆ ทั้งสองย่านเลย เขียนไปเขียนมาแล้วคิดถึง

สุดท้ายนี้ติดตามข่าวสาร สอบถามข้อมูลของ Château de Versailles ได้ทั้งทางเว็บไซต์ en.chateauversailles.fr/ และ www.chateauversailles-spectacles.fr สำหรับการแสดง หรือติดตาม Social Media ต่างๆ ของพระราชวัง

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อาจรีย์ จุลาสัย

แพร อายุ 25 ปี ชื่นชอบวัฒนธรรมไทยและการเดินเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ความชอบตรงนี้เลยเป็นแรงบันดาลใจให้แพรไปเรียนปริญญาโทด้านการจัดการวัฒนธรรมที่ฝรั่งเศส ประเทศที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของโลก เพื่อนำความรู้กลับประยุกต์ใช้กับวัฒนธรรมไทย :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load