25 พฤศจิกายน 2560
15 K

เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้เข้าไปเป็นพนักงานของอุทยานแห่งชาติในสหรัฐอเมริกา โดยเราสมัครผ่านโครงการ Work and Travel ที่ให้นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยไปลองใช้ชีวิต ไปทำงาน และท่องเที่ยว ในอเมริกาเป็นระยะเวลา 3 – 4 เดือน เราเลือกไปอุทยานที่ได้ชื่อว่าสวยจนต้องไปให้ได้ก่อนตาย นั่นก็คือ Glacier National Park หรืออุทยานแห่งชาติเกลเชอร์

อุทยานแห่งชาติเกลเชอร์ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1910 ตั้งอยู่ในรัฐมอนทานาซึ่งติดกับ Waterton National Park ประเทศแคนาดา มีพื้นที่ราว 2.5 เท่าของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอเมริกา จึงมีอากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็นแม้กระทั่งในช่วงฤดูร้อน โดยอุทยานนี้จะเปิดเป็นซีซั่นเพียง 5 เดือนต่อปี (พฤษภาคม-ตุลาคม) เพราะเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวจะมีหิมะตกหนัก ทำให้ไม่สามารถสัญจรภายในอุทยานได้

road trip ภูเขา

สิ่งที่เป็นไฮไลต์และทำให้เราอยากมาทำงานที่นี่คือ ถนน Going-to-the-Sun ซึ่งเป็นหนึ่งในถนนที่สวยที่สุดในโลก โดยถนนสายนี้เป็นถนนสายหลักที่เราใช้สัญจรภายในอุทยาน ที่พิเศษไปกว่านั้น หลายคนอาจจะยังจำฉากที่ Forrest Gump วิ่งไปเรื่อยๆ ได้ จะมีช่วงหนึ่งที่วิ่งบนถนนสายนี้ด้วยล่ะ ตลอดระยะทาง 80 กิโลเมตรที่ถนนตัดผ่านไหล่เขานั้น เราสามารถเห็นวิวภูเขาทั้งอุทยานได้ไกลสุดลูกหูลูกตา

งานที่เราได้เป็นงานในครัวของร้านอาหาร Russell’s ในโรงแรม Lake McDonald Lodge ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกของอุทยาน สร้างขึ้นใน ค.ศ.1913 หน้าที่หลักของเราคือล้างจาน ทำสลัด และไปช่วยเตรียมอาหารในบางครั้ง เราได้ลองชิมอาหารซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ นั่นก็คือ Elk Burger หรือเบอร์เกอร์เนื้อกวางเอลก์ แม้ว่ากลิ่นของเนื้อจะค่อนข้างสาบ แต่เมื่อกินคู่กับซอสฮักเกิลเบอร์รี่ ซึ่งเป็นเบอร์รี่ท้องถิ่นของรัฐไอดาโฮ กลับทำให้มีรสชาติกลมกล่อมและหวานหอมขึ้นมา นอกจากนี้ยังมีเนื้อไบซัน ที่ถูกนำมาทำอาหารหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพาสตรามี่ (เนื้อหมักกับเครื่องเทศ) ไส้กรอก หรือแม้แต่สเต๊ก เนื้อสัตว์ป่าพวกนี้จะมีกลิ่นเฉพาะ ทำให้บางทีเวลากินอยู่ก็จะมีภาพไบซันตัวใหญ่ ขนยาวๆ หรือกวางที่เราเจอบ่อยๆ ในป่าข้างโรงแรมแวบเข้ามาในหัวบ้าง

กิจกรรมหลักของเหล่าพนักงานที่นี่คือ การไปเดินป่าและปีนเขา หรือที่พวกเราเรียกกันว่า ไฮกิ้ง (hiking) เรามักจะไปไฮก์ในวันหยุดหรือในช่วงเช้าของวันที่ทำงานกะบ่าย เนื่องจากฝั่งตรงข้ามของโรงแรมเป็นป่า เราจึงสามารถเดินข้ามถนนเพื่อไปไฮก์ได้เลย หรือจะนั่งรถชัทเทิลบัสที่ใช้รับส่งนักท่องเที่ยวไปตามจุดต่างๆ ของอุทยานก็ได้ สิ่งสำคัญที่ต้องพกไปไฮก์ด้วยทุกครั้งนอกจากเสบียง นั่นก็คือ Bear spray ในกระป๋องจะมีพริกป่นสีส้มแดง เอาไว้ใช้ป้องกันตัวจากสัตว์ป่า โดยเฉพาะหมีที่อาจเข้ามาทำร้ายเราได้ระหว่างทาง เราตื่นตะลึงไปกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา น้ำตก หรือทะเลสาบ ตลอดทางเดินนั้นจะเต็มไปด้วยดอกไม้ป่าสีแปลกตา ต้นสน และ ดอก Bear Grass ดอกไม้ตระกูลลิลลี่สีขาวเป็นพุ่มเล็กๆ ที่มักพบทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของอเมริกา ทั้งยังเจอสัตว์ป่าน่าสนใจมากมาย ทั้งหมีกรีซลี่ หมีดำ กวางมูส มาร์มอท แพะภูเขา แกะบิ๊กฮอร์น ฯลฯ

ภูเขา สัตว์ป่า marmot สัตว์ สัตว์ป่า

พระอาทิตย์ที่นี่ตกประมาณ 4 ทุ่ม นอกจากจะได้ทำกิจกรรมสนุกๆ ทั้งพายเรือคายัค เล่นแพดเดิลบอร์ด หรือปั่นจักรยานแล้ว ยังทำให้พวกเรามีเวลาไปนั่งเล่นพักผ่อนเพื่อดูพระอาทิตย์ตกริมทะเลสาบแมคโดนัลด์ข้างโรงแรมอีกด้วย (พวกเราเรียกกันว่า employee beach เพราะแถวนั้นมีนักท่องเที่ยวน้อย) กิจกรรมที่พิเศษในตอนกลางคืนคือการดูดาวตกและแสงเหนือ พวกเราจะมีแอพพลิเคชันที่ช่วยคำนวณโอกาสในการเกิดดาวตกและแสงเหนือติดไว้ในโทรศัพท์เกือบทุกคน ซึ่งวันไหนที่ค่า kp มากกว่า 5 ทุกคนก็ดูกระตือรือร้นในทำงานให้เสร็จ เพื่อจะได้มีเวลาเตรียมผ้าห่มและกล้องถ่ายรูป แล้วไปจับจองที่นั่งตรง employee beach เพื่อรอเก็บภาพเหล่านั้น

beach แสงเหนือ

ตลอดระยะเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในอุทยานแห่งชาติเกลเชอร์ สิ่งที่เรานึกถึงเสมอคือคำพูดของเจ้าหน้าที่ในวันปฐมนิเทศที่บอกกับพวกเราว่า “ที่นี่อยู่มายาวนานร้อยกว่าปี ถูกสร้างจากรุ่นสู่รุ่น อยากให้ทุกคนคิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่นี่ ขอให้ซัมเมอร์นี้เป็นช่วงเวลาที่ดีนะ” เราได้เจอเพื่อนจากหลายประเทศ ซึ่งการมาใช้ชีวิตอยู่กับคนต่างชาติอย่างใกล้ชิดในระยะเวลาไม่กี่เดือนนี้ ทำให้เราเรียนรู้ที่จะเปิดใจ เข้าใจ และมองอะไรในมุมที่กว้างขึ้น พวกเราแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อเป็นบทเรียนชีวิตให้แก่กันและกัน เรายังได้รู้จักการเอาชนะใจตัวเองจากการไปไฮก์ การก้าวข้ามความกลัวต่างๆ และการเป็นเพื่อนร่วมทางที่ดี ซึ่งถ้ามีโอกาสอีกเราคงกลับไปบอกเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า “ขอบคุณที่ทำให้เรารู้ว่าช่วงเวลาที่ดีของซัมเมอร์นี้เป็นยังไง”

 

เราไปไฮก์มา 11 ที่ นี่คือ 4 ที่ซึ่งเราประทับใจและอยากเล่าให้ฟัง

Hidden Lake

จัดเป็นที่ที่ห้ามพลาดของอุทยานแห่งชาติเกลเชอร์ เพราะสวยมากและอยู่ไม่ไกลจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว แต่ต้องเดินบนหิมะลื่นๆ ไปตลอดทาง ถ้ามาที่นี่จะเจอแพะภูเขาและกระรอกดินตามทาง และหากโชคดีจะเจอแกะบิ๊กฮอร์นอนอาบแดดอยู่ริมถนนด้วย

Grinnell Glacier

ความพิเศษของธารน้ำแข็งนี้คือเราต้องเดินไต่เขาขึ้นไปเป็นระยะทางกว่า 8.5 กิโลเมตร เมื่อไปถึงบนนั้นจะเจอผาหินตั้งตระหง่านพร้อมมีหิมะปกคลุมอยู่บ้างบางส่วน มีธารน้ำแข็งลอยอยู่ในทะเลสาบสีฟ้าอ่อน เราไปไฮก์ที่นี่ตอน 4 ทุ่มทำให้เจอเรื่องน่าตื่นเต้นตลอดทาง เพราะช่วงเดินกลับนั้นมืดสนิท และมีเสียงสัตว์ป่าเดินเหยียบใบไม้กรอบแกรบพอให้ตกใจเล่นๆ ตลอดทาง (มารู้ทีหลังว่าแถวนั้นมูสและหมีกรีซลี่ชุกชุมมาก ค่อนข้างอันตราย)

Glacier National Park Grinnell Glacier ภูเขา ภูเขา

Sun Point, St. Mary Lake

จุดชมวิวที่เราสามารถเดินจากลานจอดรถไปเพียง 500 เมตร แต่ต้องปีนหน้าผาที่ชันเกือบ 90 องศา (มาถึงตรงนี้ เราก็ได้เหวี่ยงกระเป๋าแบ็กแพ็กของตัวเองลงข้างทางแถวนั้นเรียบร้อย) เป็นอีกจุดหนึ่งที่สวยมาก เราจะเห็นทะเลสาบเซนต์แมรี่ และภูเขาสำคัญๆ ในฝั่ง East Glacier ได้หมด และยังมีแผ่นไม้บอกข้อมูลทิศทางต่างๆ ที่น่าสนใจมากด้วย

ทะเลสาบเซนต์แมรี่

ทะเลสาบเซนต์แมรี่

Sperry Chalet

เป็นโรงแรมบนเขาที่เปิดให้บริการตั้งแต่ ค.ศ. 1914 เราได้ยินว่าโรงแรมแห่งนี้ต้องจองล่วงหน้าถึง 2 ปี เพราะเปิดให้เข้าพักเพียง 2 เดือนเท่านั้น เราไปไฮก์ช่วงก่อนโรงแรมเปิดจึงมีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่นั้นจะขึ้นมาทำงานบนเขาราว 1 สัปดาห์ ก่อนจะลงเขาไปพักผ่อนอีก 1 สัปดาห์แล้วกลับขึ้นมาใหม่ น่าเสียดายที่กระท่อมที่พักถูกไฟไหม้ไปเมื่อเดือนสิงหาคมจึงต้องปิดบริการชั่วคราว

Sperry Chalet ป่าเขา

Tips : ถ้าเป็นคนที่ค่อนข้างชำนาญทางแล้วจะรู้จักทางที่เรียกว่า off-trail ซึ่งเป็นทางลับๆ ไม่มีในแผนที่ เพื่อชมวิวอีกมุมหนึ่งของที่ที่เราจะไปไฮก์ ข้อดีคือจะได้รูปที่สวยแปลกตา แต่ก็ต้องใช้สกิลล์ปีนป่ายพอควร

สามารถหาข้อมูลท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเกลเชอร์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์

https://www.nps.gov/glac/planyourvisit/index.htm

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’
ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สรรพสิริ สรรพศีลบุตร

นักเดินทางฝึกหัดที่ค้นพบว่าตัวเองชื่นชอบการเดินป่าเป็นชีวิตจิตใจ และโลกใบใหญ่เป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นดีที่ไม่สามารถบรรจุในตำราได้ เชื่อในการเอาชนะลิมิตของตัวเอง ปัจจุบันเป็นนิสิตปี 3 บัญชี จุฬาฯ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

18 มิถุนายน 2564
696

“อรุณสวัสดิ์คร้าบ” เสียงทักทายพร้อมรอยยิ้มสดใสส่งมาจาก ‘เต้ย’ ไกด์หนุ่มที่กำลังยืนรอพวกเราอยู่ข้างรถกระบะคันใหญ่ พาหนะของพวกเราในวันนี้ เต้ยสวมเสื้อเชิ้ตผ้าโปร่งสบายๆ กับกางเกงขายาว และรองเท้าแตะแบนๆ คู่ใจ ที่พาเขาบุกป่าฝ่าดงไปทุกที่ ไม่หวั่นแม้วันทากมากในฤดูฝนอย่างเช่นวันนี้ 

ถ้าพูดถึงเขาใหญ่ ใครๆ ก็คงจะนึกถึงการกางเต็นท์ในฤดูหนาว น้ำตกเหวสุวัต เดินเที่ยวเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ดูวิวต้นไม้และภูเขา แต่ทริปนี้แตกต่างออกไปเพราะพวกเราทั้ง 5 คน มากับไกด์ที่จะพาเราไปรู้จักเขาใหญ่ในมุมมองของการส่องสัตว์และถ่ายภาพสัตว์ป่า ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราไม่เคยทำมาก่อน

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

เราก้มหน้ามองอาวุธคู่ใจที่วางอยู่บนตัก กล้องรุ่นดึกดำบรรพ์ Canon 350D และเลนส์ระยะ 100 – 400 mm. ที่ยืมคนอื่นมา หวั่นใจเล็กน้อยว่าวันนี้จะได้ภาพสัตว์กลับไปหรือไม่ แต่ความกังวลทั้งหมดดูจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อไกด์หนุ่มยืนยันว่า ถึงไม่มีกล้องใหญ่และพกมาแค่โทรศัพท์มือถือ ก็มีรูปภาพสวยๆ กลับไปได้อย่างแน่นอน 

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

รถกระบะพุ่งทะยานขึ้นสู่เขาใหญ่ ลมเย็นปะทะใบหน้า สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป อากาศที่หนักขึ้นจากความชื้น กลิ่นสดชื่นของดิน และเสียงนกร้อง ทำให้ความเครียด ความกังวลต่างๆ ของชีวิตในเมืองใหญ่ค่อยๆ เลือนหายไปทุกครั้งที่คันเร่งถูกเหยียบ

หลังจากขับมาได้ไม่นาน รถกระบะก็จอดที่จุดชมวิว เรามองเห็นป่ากว้างและภูเขาไกลสุดลูกหูลูกตาจากตรงนี้ บทเรียนแรกที่พวกเราได้รับ คือการฝึกสายตาเพื่อมองหาสัตว์ให้เจอ เพียงแค่ไม่กี่นาทีที่ยืนมอง เต้ยก็ตะโกนพร้อมกับชี้ไปที่ป่ากว้างด้านหน้า “นกเงือกๆ พันธ์ุกรามช้างสองตัว บนต้นไทรข้างขวา กิ่งที่สองจากบนสุด กำลังกินลูกไทรอยู่เลย ตรงนั้นๆ” 

ความเข้าใจมาตลอดชีวิตว่านกเงือกเป็นสัตว์คุ้มครองที่หาดูยากถูกทำลายลงภายในเวลาไม่ถึง 10 นาทีที่เราเข้ามาในเขาใหญ่ เราพยายามมองหา แต่ความพยายามไม่เป็นผล มันดูเหมือนเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ที่จะมองเห็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในพื้นที่กว้างขนาดนี้ ไกด์หนุ่มจึงเดินเข้ามาอธิบายเทคนิคในการมองหาสัตว์ให้ฟังเราฟังอย่างรวดเร็ว ในที่สุดสายตาเราก็ได้เห็นความเคลื่อนไหวเล็กๆ บนต้นไทร นกเงือก 2 ตัวเกาะอยู่บนนั้นจริงๆ 

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

แต่ด้วยระยะที่ไกลเกินกว่าตาทั้ง 2 ข้างของเรา หรือเลนส์กล้องระยะ 400 mm. ที่อยู่ในมือจะถ่ายทอดรายละเอียดความสวยงามของเจ้านกเงือกออกมาได้ ไกด์หนุ่มจึงได้กางอาวุธลับออกมา นั่นคือกล้อง Telescope ที่เอาไว้ส่องสัตว์โดยเฉพาะ ด้วยกำลังขยายขั้นสุด ทำให้พวกเรามองเห็นถึงรายละเอียด สีสัน และลวดลายบนตัวนกเงือกกรามช้างได้อย่างชัดเจน หน้าขาว ตาสีแดงสด และขนสีแดงยาวที่ขึ้นด้านหลังหัว ทำให้นกตัวนี้โดดเด่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะลักษณะพิเศษบริเวณด้านบนของจะงอยปากของนกเงือกพันธุ์นี้ที่มีลายเป็นริ้วๆ จำนวนริ้วที่เห็นจะเท่ากับจำนวนอายุของนกเงือกตัวนั้นๆ ซึ่งลักษณะของริ้วที่เกิดขึ้นนี้ มีหน้าตาคล้ายฟันกรามของช้าง จึงเป็นที่มาของชื่อนกเงือกกรามช้างนั่นเอง 

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

ภาพนกเงือกจิกลูกไทรและโยนเข้าปากตัวเอง เหมือนกับที่เคยเห็นจากสารคดีสัตว์โลกมากมายกำลังเกิดขึ้นตรงหน้าของเรา หลังจากเราดูภาพด้วยตากันอย่างเต็มที่แล้ว เต้ยจึงนำโทรศัพท์มือถือของเราวางต่อกับช่องส่องภาพของกล้อง Telescope แล้วบันทึกภาพนกเงือกที่อยู่ตรงหน้ามาให้ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว อีกทั้งภาพที่ออกมายังชัดเจน สวย คมชัด ราวกับถ่ายด้วยกล้องรุ่นใหญ่พร้อมเลนส์ระยะไกลเลยทีเดียว ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่า ถึงแม้ว่าจะไม่พกกล้องมา แต่เราทุกคนก็จะสนุกกับการส่องสัตว์ และเก็บภาพสัตว์ในวันนี้ได้อย่างเต็มที่อย่างที่เต้ยได้บอกไว้จริงๆ 

พวกเรากระโดดขึ้นหลังรถกระบะอีกครั้ง ในขณะที่กำลังขับผ่านต้นไม้สูง เสียงร้องของชะนีก็แว่วผ่านมากับสายลม รถกระบะชะลอความเร็วลงทันที ไกด์หนุ่มของเราจอดรถข้างทาง ยกกล้อง Telescope แล้วเดินดุ่มๆ มุ่งหน้าไปยังต้นเสียงที่อยู่ห่างออกไป 

จากเสียงร้องเบาๆ กลายเป็นเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ชะนีมือขาว 2 ครอบครัวกำลังส่งเสียงร้องประกาศอาณาเขตกันอยู่ พวกเราทุกคนยืนนิ่งเพื่อรอดูความเคลื่อนไหวที่กำลังจะเกิดขึ้น แล้วทันใดนั้น กิ่งไม้ที่ห่างออกไปราวๆ 50 เมตรก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง เรายกกล้องขึ้นส่องไล่ตามกิ่งไม้ที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านหน้าทันที 

“เตรียมตัวเลยครับ มันน่าจะกระโดดจากต้นโน้นไปยังต้นข้างๆ” สิ้นสุดคำของไกด์หนุ่ม เจ้าชะนีขนสีดำสนิททั้งตัว ยกเว้นแต่เพียงอุ้งมือสีขาวราวกับใส่ถุงมือ ก็กระโดดจากกิ่งหนึ่งไปอีกหนึ่งพร้อมกับเสียงร้องกึกก้อง หลังจากนั้นเหล่าชะนีมือขาวก็แสดงโชว์ผาดโผนให้พวกเราได้ถ่ายรูปกันอีกหลายต่อหลายครั้ง หลังจากที่ทุกอย่างจบลง เหล่าชะนีก็นั่งจมปุ๊กกลายเป็นก้อนกลมฟู เกาะอยู่กับต้นไม้พร้อมกับเคี้ยวใบไม้ด้วยความสงบ 

จากมุมมองคนทั่วไป อาจจะคุ้นเคยกับคำว่า ‘ชะนี’ ที่เป็นศัพท์สแลงซึ่งใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน จนทำให้ไม่ตื่นเต้นที่จะได้เห็นชะนีตัวจริงๆ ในป่า แต่สำหรับคนรักป่า ชะนีคือหนึ่งในสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ของป่าในรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากชะนีใช้ชีวิตอยู่บนต้นไม้แทบจะตลอดชีวิต ด้วยการเดินทางจากต้นไม้หนึ่งไปยังอีกต้นไม้หนึ่ง การหาอาหาร การนอนหลับ การผสมพันธ์ุ หรือแม้แต่การดื่มน้ำ ก็จะดื่มจากใบไม้หรือไม่ก็น้ำที่ค้างอยู่ในลำต้นไม้ 

ดังนั้น หากป่าไม่อุดมสมบูรณ์ หรือไม่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่โตต่อเนื่องกันเป็นทิวแถว ชะนีก็ไม่สามารถเดินทางเพื่อหาอาหารหรือมีชีวิตอยู่ต่อไป การได้เห็นชะนีจึงถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับพวกเราทุกคน 

“เก็บของครับ มีสายบอกมาว่านากใหญ่ขนเรียบเข้าที่อ่างเก็บน้ำศร เราจะไปถ่ายนากกัน” 

ไกด์หนุ่มบอกด้วยเสียงตื่นเต้น อ่างเก็บน้ำศรเป็นจุดที่อยู่ติดกับถนน ด้วยบรรยากาศและความสวยงามริมน้ำ ทำให้มีคู่รักมากมายแวะเวียนมาถ่ายรูป Pre Wedding กันเป็นประจำ แต่เมื่อพวกเราไปถึง สิ่งที่เห็นคือตากล้องมากกว่า 20 คน นั่งกระจายตัวตามจุดต่างๆบริเวณริมน้ำ หามุมที่ดีที่สุดเพื่อถ่ายรูปครอบครัวนาก

ที่ริมอ่างเก็บน้ำฝั่งตรงข้าม ครอบครัวนากประมาณ 7 – 8 ตัวกำลังว่ายน้ำอยู่ โดยมีตัวใหญ่ที่สุดว่ายนำ ส่วนตัวเล็กที่เหลือว่ายตามไม่ห่าง เต้ยบอกพวกเราว่าวันนี้โชคดีมากๆ เพราะนากเป็นสัตว์คุ้มครองหาดูยาก และที่พวกเรากำลังจะได้เห็น คือพฤติกรรมการสอนล่าให้กับนากรุ่นเยาว์ ตัวที่ว่ายนำเป็นนากรุ่นใหญ่ จะว่ายน้ำและจับปลาโชว์ให้กับสมาชิกตัวอื่นๆ ดู 

ครอบครัวนากว่ายน้ำไปเรื่อยๆ ที่ริมน้ำ ทันใดนั้นก็เกิดเสียงน้ำกระฉอกดังขึ้นที่ครอบครัวนาก เจ้าตัวใหญ่ที่ว่ายน้ำ กระโดดขึ้นมาจากน้ำ ปากคาบปลาตัวอ้วนขึ้นมาด้วย เสียงลั่นชัตเตอร์ดังขึ้นรัวๆ พร้อมกับเสียงหัวใจของพวกเราเช่นกัน เสียงน้ำสาดกระจายมาอีกครั้ง เจ้าตัวเล็กที่อยู่ด้านหลังงับปลาตัวใหญ่ได้แล้ว จึงกัดหัวปลาโชคร้ายตัวนั้นกินอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นเทศกาลล่าอาหารก็ดำเนินต่อไปอีกเกือบชั่วโมง จนในที่สุดครอบครัวนากก็เดินขึ้นจากน้ำด้วยท่าทีที่อุ้ยอ้าย แล้วเดินหายไปในป่าฝั่งตรงข้ามกับพวกเรา

ช่วงบ่ายแดดเริ่มลงจัด เราเปลี่ยนบรรยากาศไปหาที่นั่งพักริมน้ำตกกัน ระหว่างทางที่กำลังขับไปอยู่นั้น อยู่ๆ เต้ยก็จอดรถที่ไหล่ทางซึ่งติดกับริมลำธารแห่งหนึ่ง พร้อมบอกกับพวกเราว่าให้พวกเราลองหาสัตว์ตัวหนึ่งที่อยู่บริเวณนี้ เราลงจากรถยืนมองกิ่งไม้เป็นล้านกิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่มีทางที่เราจะหาเจอแน่ๆ ในขณะที่กำลังจะถอดใจอยู่นั้น เพื่อนคนข้างๆ ก็ตะโกนออกมาว่า “เจอแล้ว” เราหันไปมองเพื่อนด้วยความตกใจ แล้วเพื่อนคนถัดๆ ไปก็ตะโกนบอกว่า “เห็นแล้ว” เช่นกัน

เหลือเพียงเราที่ยังมองไม่เห็นอะไรเลย เสียงแดกดันพร้อมคำพูดแซะแซวอันไร้ซึ่งความเมตตาได้ถูกส่งผ่านออกมาจากทุกคนทันที หลังจากกดดันลูกตาตัวเองจนถึงที่สุด เราก็มองเห็นเจ้ากิ่งก่ายักษ์ชื่อว่า ‘ตะกอง’ นอนพรางตัวพักผ่อนอยู่บนกิ่งไม้ สีตัวของมันกลืนไปกับรอบข้างจนยากจะมองเห็น มีเพียงหางลายทางสีดำที่โดดเด่นออกมา ช่วยให้เรามองเห็นตะกองตัวนี้ง่ายขึ้น ไกด์หนุ่มของเราเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนมีแม่น้ำสายหนึ่ง ซึ่งในอดีตมีตะกองอยู่เป็นจำนวนมาก จนกลายมาเป็นที่มาของชื่อแม่น้ำ ‘ลำตะกอง’ แต่เพี้ยนมาจนกลายเป็นชื่อ ‘ลำตะคอง’ ในปัจจุบัน 

เจ้าตะกองผู้น่าสงสารนอนนิ่งอาบแดดอยู่บนกิ่งไม้ แต่ใต้คางเต็มไปด้วยยุงที่ดูดเลือดจนพุงป่องเห็นเป็นสีแดงสด เราค่อยๆ ย่อตัวลงเพื่อถ่ายรูปตะกองในมุมเสย ในขณะที่กำลังมีสมาธิกับการเล็งมุมอยู่นั้น เราก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ที่บริเวณข้อมือ อาจจะเป็นมด อาจจะเป็นแมงมุม อาจจะเป็นแมลงอะไรสักอย่าง เราค่อยๆ ดึงแขนเสื้อขึ้น แล้วสิ่งที่เรากลัวที่สุดก็อยู่ตรงนั้น ทากขนาดประมาณ 1.5 ซม. ตัวผอมโซ กำลังโยกตัวไปมาอยู่บนข้อมือของเรา เราอ้าปากค้างด้วยความกลัว แต่ไม่มีเสียงเล็ดรอดออกมา หัวใจเต้นรัว มือเกร็ง ตัวเกร็งไปหมด เราตกใจปล่อยกล้องในมือลง

สายสะพายกล้องที่คล้องคออยู่ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ด้วยการปกป้องกล้องไม่ให้ตกไปที่พื้น สมองเราเบลอไปหมด สิ่งเดียวที่คิดในหัวคือ จะทำอย่างไรกับทากที่เกาะอยู่บนข้อมือ เราวิ่งไปหาคนที่ใกล้ที่สุด แล้วพูดออกมาด้วยเสียงแหบพร่าว่า “ช่วยด้วย” พร้อมกับยื่นแขนที่สั่นเทาออกไป โชคดีที่คนที่อยู่ตรงหน้าคือไกด์หนุ่มของพวกเรา เขาค่อยๆ บรรจงหยิบทากออกจากข้อมือเราอย่างแผ่วเบา บริเวณที่ทากเคยเกาะ เหลือเพียงแค่จุดแดงๆ ไม่มีเลือดไหลออกมา 

พวกเราทุกคนจึงพากันสำรวจทั่วตัว พบทากมากมายที่พยายามไต่ขึ้นมาบนตัวพวกเรา จึงได้จัดการดีดทิ้งกันอย่างวุ่นวาย ส่วนไกด์ผู้สวมรองเท้าแตะ ก็ก้มลงไปหยิบทากที่เกาะอยู่เต็มเท้าออกทีละตัวด้วยความนุ่มนวล เต้ยบอกว่าถ้าใส่รองเท้าแตะ เวลาทากเกาะ เราจะเห็นแล้วหยิบออกได้ง่าย สะดวกกว่าการใส่รองเท้าเดินป่าและถุงกันทาก ที่ทำให้ไม่รู้ว่าทากเดินไปตรงไหนของร่างกาย มารู้ตัวอีกทีก็จะโดนทากดูดเลือดที่เอวหรือคอไปแล้ว พวกเราพากันส่ายหน้า ไม่เห็นด้วยกับเต้ยแม้แต่นิดเดียว เพราะไม่ว่าจุดไหน ก็ไม่อยากให้ทากมาดูดเลือดเราทั้งนั้น

จบทริปวันนี้ด้วยการนั่งพักหลบร้อนที่บริเวณน้ำตก เราเปิดรูปในกล้องทบทวนว่าวันนี้ได้เจอสัตว์ป่าอะไรไปบ้าง เราได้เห็นสัตว์คุ้มครองที่ควรจะหาดูได้ยากหลายชนิด แต่กลับไม่ยากเลยเมื่อคุณอยู่ในเขาใหญ่ เมื่อเปิดดูรูปในมือถือที่ต่อจากกล้อง Telescope ของเต้ย ต้องยอมรับว่าภาพถ่ายออกมาได้สวยชัดอลังการกว่าบางรูปในกล้องของเราอีก 

เรายิ้มมุมปาก ยักไหล่ ยอมรับความพ่ายแพ้ เอนหลังพิงก้อนหิน ปล่อยให้เท้าราไปกับน้ำตกที่แสนเย็นสบาย ละอองน้ำกระเซ็นมาโดนแขนเสื้อจนชื้นเบาๆ ความร้อนค่อยๆ คลายไปหมดแล้ว ได้ยินเพียงเสียงน้ำตกที่ดังกึกก้อง กลิ่นกาแฟดริปหอมๆ ที่เต้ยกำลังชงลอยมาตามสายลม หนังตาเริ่มหนักลงเรื่อยๆ แล้วเราก็หลับลงไปท่ามกลางอ้อมกอดของธรรมชาติ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุธีรา โมรา

ชอบพาร่างกายและจิตใจไปทรมาน เพียงเพื่อเฝ้ามองการวิวัฒนาการของตัวเอง เสพย์ติดชา รักการอ่าน Manga และแพ้ทางอาม่าอากง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load