25 พฤศจิกายน 2560
15 K

เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้เข้าไปเป็นพนักงานของอุทยานแห่งชาติในสหรัฐอเมริกา โดยเราสมัครผ่านโครงการ Work and Travel ที่ให้นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยไปลองใช้ชีวิต ไปทำงาน และท่องเที่ยว ในอเมริกาเป็นระยะเวลา 3 – 4 เดือน เราเลือกไปอุทยานที่ได้ชื่อว่าสวยจนต้องไปให้ได้ก่อนตาย นั่นก็คือ Glacier National Park หรืออุทยานแห่งชาติเกลเชอร์

อุทยานแห่งชาติเกลเชอร์ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1910 ตั้งอยู่ในรัฐมอนทานาซึ่งติดกับ Waterton National Park ประเทศแคนาดา มีพื้นที่ราว 2.5 เท่าของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอเมริกา จึงมีอากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็นแม้กระทั่งในช่วงฤดูร้อน โดยอุทยานนี้จะเปิดเป็นซีซั่นเพียง 5 เดือนต่อปี (พฤษภาคม-ตุลาคม) เพราะเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวจะมีหิมะตกหนัก ทำให้ไม่สามารถสัญจรภายในอุทยานได้

road trip ภูเขา

สิ่งที่เป็นไฮไลต์และทำให้เราอยากมาทำงานที่นี่คือ ถนน Going-to-the-Sun ซึ่งเป็นหนึ่งในถนนที่สวยที่สุดในโลก โดยถนนสายนี้เป็นถนนสายหลักที่เราใช้สัญจรภายในอุทยาน ที่พิเศษไปกว่านั้น หลายคนอาจจะยังจำฉากที่ Forrest Gump วิ่งไปเรื่อยๆ ได้ จะมีช่วงหนึ่งที่วิ่งบนถนนสายนี้ด้วยล่ะ ตลอดระยะทาง 80 กิโลเมตรที่ถนนตัดผ่านไหล่เขานั้น เราสามารถเห็นวิวภูเขาทั้งอุทยานได้ไกลสุดลูกหูลูกตา

งานที่เราได้เป็นงานในครัวของร้านอาหาร Russell’s ในโรงแรม Lake McDonald Lodge ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกของอุทยาน สร้างขึ้นใน ค.ศ.1913 หน้าที่หลักของเราคือล้างจาน ทำสลัด และไปช่วยเตรียมอาหารในบางครั้ง เราได้ลองชิมอาหารซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ นั่นก็คือ Elk Burger หรือเบอร์เกอร์เนื้อกวางเอลก์ แม้ว่ากลิ่นของเนื้อจะค่อนข้างสาบ แต่เมื่อกินคู่กับซอสฮักเกิลเบอร์รี่ ซึ่งเป็นเบอร์รี่ท้องถิ่นของรัฐไอดาโฮ กลับทำให้มีรสชาติกลมกล่อมและหวานหอมขึ้นมา นอกจากนี้ยังมีเนื้อไบซัน ที่ถูกนำมาทำอาหารหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพาสตรามี่ (เนื้อหมักกับเครื่องเทศ) ไส้กรอก หรือแม้แต่สเต๊ก เนื้อสัตว์ป่าพวกนี้จะมีกลิ่นเฉพาะ ทำให้บางทีเวลากินอยู่ก็จะมีภาพไบซันตัวใหญ่ ขนยาวๆ หรือกวางที่เราเจอบ่อยๆ ในป่าข้างโรงแรมแวบเข้ามาในหัวบ้าง

กิจกรรมหลักของเหล่าพนักงานที่นี่คือ การไปเดินป่าและปีนเขา หรือที่พวกเราเรียกกันว่า ไฮกิ้ง (hiking) เรามักจะไปไฮก์ในวันหยุดหรือในช่วงเช้าของวันที่ทำงานกะบ่าย เนื่องจากฝั่งตรงข้ามของโรงแรมเป็นป่า เราจึงสามารถเดินข้ามถนนเพื่อไปไฮก์ได้เลย หรือจะนั่งรถชัทเทิลบัสที่ใช้รับส่งนักท่องเที่ยวไปตามจุดต่างๆ ของอุทยานก็ได้ สิ่งสำคัญที่ต้องพกไปไฮก์ด้วยทุกครั้งนอกจากเสบียง นั่นก็คือ Bear spray ในกระป๋องจะมีพริกป่นสีส้มแดง เอาไว้ใช้ป้องกันตัวจากสัตว์ป่า โดยเฉพาะหมีที่อาจเข้ามาทำร้ายเราได้ระหว่างทาง เราตื่นตะลึงไปกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา น้ำตก หรือทะเลสาบ ตลอดทางเดินนั้นจะเต็มไปด้วยดอกไม้ป่าสีแปลกตา ต้นสน และ ดอก Bear Grass ดอกไม้ตระกูลลิลลี่สีขาวเป็นพุ่มเล็กๆ ที่มักพบทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของอเมริกา ทั้งยังเจอสัตว์ป่าน่าสนใจมากมาย ทั้งหมีกรีซลี่ หมีดำ กวางมูส มาร์มอท แพะภูเขา แกะบิ๊กฮอร์น ฯลฯ

ภูเขา สัตว์ป่า marmot สัตว์ สัตว์ป่า

พระอาทิตย์ที่นี่ตกประมาณ 4 ทุ่ม นอกจากจะได้ทำกิจกรรมสนุกๆ ทั้งพายเรือคายัค เล่นแพดเดิลบอร์ด หรือปั่นจักรยานแล้ว ยังทำให้พวกเรามีเวลาไปนั่งเล่นพักผ่อนเพื่อดูพระอาทิตย์ตกริมทะเลสาบแมคโดนัลด์ข้างโรงแรมอีกด้วย (พวกเราเรียกกันว่า employee beach เพราะแถวนั้นมีนักท่องเที่ยวน้อย) กิจกรรมที่พิเศษในตอนกลางคืนคือการดูดาวตกและแสงเหนือ พวกเราจะมีแอพพลิเคชันที่ช่วยคำนวณโอกาสในการเกิดดาวตกและแสงเหนือติดไว้ในโทรศัพท์เกือบทุกคน ซึ่งวันไหนที่ค่า kp มากกว่า 5 ทุกคนก็ดูกระตือรือร้นในทำงานให้เสร็จ เพื่อจะได้มีเวลาเตรียมผ้าห่มและกล้องถ่ายรูป แล้วไปจับจองที่นั่งตรง employee beach เพื่อรอเก็บภาพเหล่านั้น

beach แสงเหนือ

ตลอดระยะเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในอุทยานแห่งชาติเกลเชอร์ สิ่งที่เรานึกถึงเสมอคือคำพูดของเจ้าหน้าที่ในวันปฐมนิเทศที่บอกกับพวกเราว่า “ที่นี่อยู่มายาวนานร้อยกว่าปี ถูกสร้างจากรุ่นสู่รุ่น อยากให้ทุกคนคิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่นี่ ขอให้ซัมเมอร์นี้เป็นช่วงเวลาที่ดีนะ” เราได้เจอเพื่อนจากหลายประเทศ ซึ่งการมาใช้ชีวิตอยู่กับคนต่างชาติอย่างใกล้ชิดในระยะเวลาไม่กี่เดือนนี้ ทำให้เราเรียนรู้ที่จะเปิดใจ เข้าใจ และมองอะไรในมุมที่กว้างขึ้น พวกเราแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อเป็นบทเรียนชีวิตให้แก่กันและกัน เรายังได้รู้จักการเอาชนะใจตัวเองจากการไปไฮก์ การก้าวข้ามความกลัวต่างๆ และการเป็นเพื่อนร่วมทางที่ดี ซึ่งถ้ามีโอกาสอีกเราคงกลับไปบอกเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า “ขอบคุณที่ทำให้เรารู้ว่าช่วงเวลาที่ดีของซัมเมอร์นี้เป็นยังไง”

 

เราไปไฮก์มา 11 ที่ นี่คือ 4 ที่ซึ่งเราประทับใจและอยากเล่าให้ฟัง

Hidden Lake

จัดเป็นที่ที่ห้ามพลาดของอุทยานแห่งชาติเกลเชอร์ เพราะสวยมากและอยู่ไม่ไกลจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว แต่ต้องเดินบนหิมะลื่นๆ ไปตลอดทาง ถ้ามาที่นี่จะเจอแพะภูเขาและกระรอกดินตามทาง และหากโชคดีจะเจอแกะบิ๊กฮอร์นอนอาบแดดอยู่ริมถนนด้วย

Grinnell Glacier

ความพิเศษของธารน้ำแข็งนี้คือเราต้องเดินไต่เขาขึ้นไปเป็นระยะทางกว่า 8.5 กิโลเมตร เมื่อไปถึงบนนั้นจะเจอผาหินตั้งตระหง่านพร้อมมีหิมะปกคลุมอยู่บ้างบางส่วน มีธารน้ำแข็งลอยอยู่ในทะเลสาบสีฟ้าอ่อน เราไปไฮก์ที่นี่ตอน 4 ทุ่มทำให้เจอเรื่องน่าตื่นเต้นตลอดทาง เพราะช่วงเดินกลับนั้นมืดสนิท และมีเสียงสัตว์ป่าเดินเหยียบใบไม้กรอบแกรบพอให้ตกใจเล่นๆ ตลอดทาง (มารู้ทีหลังว่าแถวนั้นมูสและหมีกรีซลี่ชุกชุมมาก ค่อนข้างอันตราย)

Glacier National Park Grinnell Glacier ภูเขา ภูเขา

Sun Point, St. Mary Lake

จุดชมวิวที่เราสามารถเดินจากลานจอดรถไปเพียง 500 เมตร แต่ต้องปีนหน้าผาที่ชันเกือบ 90 องศา (มาถึงตรงนี้ เราก็ได้เหวี่ยงกระเป๋าแบ็กแพ็กของตัวเองลงข้างทางแถวนั้นเรียบร้อย) เป็นอีกจุดหนึ่งที่สวยมาก เราจะเห็นทะเลสาบเซนต์แมรี่ และภูเขาสำคัญๆ ในฝั่ง East Glacier ได้หมด และยังมีแผ่นไม้บอกข้อมูลทิศทางต่างๆ ที่น่าสนใจมากด้วย

ทะเลสาบเซนต์แมรี่

ทะเลสาบเซนต์แมรี่

Sperry Chalet

เป็นโรงแรมบนเขาที่เปิดให้บริการตั้งแต่ ค.ศ. 1914 เราได้ยินว่าโรงแรมแห่งนี้ต้องจองล่วงหน้าถึง 2 ปี เพราะเปิดให้เข้าพักเพียง 2 เดือนเท่านั้น เราไปไฮก์ช่วงก่อนโรงแรมเปิดจึงมีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่นั้นจะขึ้นมาทำงานบนเขาราว 1 สัปดาห์ ก่อนจะลงเขาไปพักผ่อนอีก 1 สัปดาห์แล้วกลับขึ้นมาใหม่ น่าเสียดายที่กระท่อมที่พักถูกไฟไหม้ไปเมื่อเดือนสิงหาคมจึงต้องปิดบริการชั่วคราว

Sperry Chalet ป่าเขา

Tips : ถ้าเป็นคนที่ค่อนข้างชำนาญทางแล้วจะรู้จักทางที่เรียกว่า off-trail ซึ่งเป็นทางลับๆ ไม่มีในแผนที่ เพื่อชมวิวอีกมุมหนึ่งของที่ที่เราจะไปไฮก์ ข้อดีคือจะได้รูปที่สวยแปลกตา แต่ก็ต้องใช้สกิลล์ปีนป่ายพอควร

สามารถหาข้อมูลท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเกลเชอร์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์

https://www.nps.gov/glac/planyourvisit/index.htm

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’
ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สรรพสิริ สรรพศีลบุตร

นักเดินทางฝึกหัดที่ค้นพบว่าตัวเองชื่นชอบการเดินป่าเป็นชีวิตจิตใจ และโลกใบใหญ่เป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นดีที่ไม่สามารถบรรจุในตำราได้ เชื่อในการเอาชนะลิมิตของตัวเอง ปัจจุบันเป็นนิสิตปี 3 บัญชี จุฬาฯ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 มิถุนายน 2564
5 K

ผมก้าวลงจากเรือโดยสารสู่หาดสีดำที่ทอดตัวยาวไปไกล ในที่สุดผมก็มาถึงหมู่บ้านรานอน (Ranon) บนเกาะแอมบริม (Ambrym) ประเทศวานูอาตู (Vanuatu) ได้สำเร็จเสียที หลังจากรอนแรมแบบลืมวันลืมคืนนับหมื่นกิโลเมตรจากกรุงเทพฯ สู่สิงคโปร์ เพื่อเปลี่ยนเครื่องมายังบริสเบน (Brisbane) ประเทศออสเตรเลีย แล้วต่อเครื่องอีกครั้งมายังเมืองพอร์ต วิลา (Port Vila) เมืองหลวงของประเทศ เปลี่ยนเป็นเครื่องบินเล็กอีกครั้งเพื่อบินมายังเมืองเครกโคฟ (Craig Cove) เกาะแอมบริม ก่อนจะลงเรือโดยสารเป็นเฮือกสุดท้ายมายังหมู่บ้านรานอนอันไกลโพ้น โอย เหนื่อย

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

มนุษย์เอเจนซี่โฆษณาอย่างผมต้องประชุมนำเสนองานเป็นประจำ การพูด พูด และพูด จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับอาชีพนี้ ดังนั้น เมื่อมีโอกาสพักร้อน ผมจึงเล็งเป้าหมายการเดินทางที่ไกลสุดขอบฟ้า เพื่อจะได้นั่งๆ นอนๆ โดยไม่ต้องสนใจใคร และที่ที่ผมเลือกสรรแล้วอย่างดีคือที่นี่ เกาะสวาทหาดสวรรค์ที่จะไม่มีใครมายุ่งกับผม 

ระยะเวลา 10 กว่าวันต่อจากนี้ คือเวลาที่ผมจะอยู่ในความสงบถึงขีดสุด

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

ป้าเอ็มม่า (Emma) คือเจ้าของบังกะโลที่ผมจะมาพักอยู่ด้วย เธอเป็นสตรีวัย 60 กว่าๆ ที่ยังแข็งแรงสดใสและดูอ่อนกว่าวัย ยิ่งเธอบอกว่าตลอด 10 กว่าวันนี้มีผมเป็นแขกเพียงคนเดียวของเธอ ผมยิ่งรู้สึกลิงโลดมากกว่าโดดเดี่ยว

แต่ผมกำลังจะได้รับรู้ความจริงในเวลาต่อมาว่าผมคิดผิด

“มาจากเมืองไทยเหรอ กรี๊ดดดดดดด” ป้าเอ็มม่ากรี๊ดออกมาอย่างจริงจัง

“โทนี่ จา เป็นยังไงบ้าง ป้าชอบโทนี่ จา มากๆ คนทั้งเกาะติดเรื่อง องค์บาก กันงอมแงม ทุกคนเป็นแฟนคลับโทนี่ จา กันทั้งนั้น” ป้าเอ็มม่ารัวใส่ผมไม่หยุด เธอชื่นชอบภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก เอามากๆ เธอคลั่งไคล้ โทนี่ จา หรือ คุณจาพรม ยีรัมย์ อย่างเห็นได้ชัด และผมคือตัวเชื่อมของเธอกับดาราคนโปรด

ป้าเอ็มม่าออกเสียงองค์บากว่า อุ๊งบัก อย่างน่ารักจนผมต้องกลั้นยิ้ม และประโยคต่อมาก็คือ

“ถ้าป้าบอกคนในหมู่บ้านว่ามีแขกมาจากประเทศอุ๊งบักแล้วล่ะก็ รับรองทุกคนก็จะกรี๊ดเหมือนกัน” 

ที่บังกะโลไม่มีไฟฟ้า ไม่มีประปา มีแต่เรือนที่สร้างขึ้นจากต้นและใบมะพร้าวอย่างเรียบง่าย ในห้องมีเพียงมุ้งและฟูกนอนพร้อมหมอน 1 ใบที่แสนสะอาด ถ้าจะอาบน้ำก็ต้องเดินไปยังบ่อน้ำจืดที่ตั้งอยู่ห่างจากห้องไปเพียง 20 ก้าว แต่ถ้าอยากซื้อขนม ซื้อน้ำ หรือชาร์จแบตเตอรี่กล้องถ่ายรูป ก็ต้องออกแรงเดินเท้าราวๆ 15 – 20 นาที ไปยังร้านชำกลางหมู่บ้าน

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย
เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

ร้านชำเป็นเสมือนศูนย์รวมของทุกสรรพสิ่ง นี่มีแผงโซลาร์เซลขนาดใหญ่คอยดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า จึงเป็นเพียงจุดเดียวของหมู่บ้านที่มีไฟฟ้าใช้ พอตกเย็น ใครๆ ก็พากันหอบลูกจูงหลานมานั่งดูแผ่น VCD กันเอิกเกริก และภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมตลอดกาลคืออุ๊งบักหรือ องค์บาก นั่นเอง ส่วนสัญญาณโทรศัพท์กับไวไฟนั้นไม่ต้องพูดถึง โทรศัพท์มือถือทำหน้าที่ได้แค่ถ่ายรูป จะโทรหาใคร จะโพสต์เฟซบุ๊ก ส่งไลน์ หรือตอบอีเมลนั้นลืมไปเลย

วันรุ่งขึ้นผมเดินไปที่ร้านชำแต่เช้าเพื่อไปชาร์จแบตเตอรี่กล้องและมือถือ กะจะซื้อขนมมาตุนๆ ไว้เผื่อหิวเสียหน่อย เด็กๆ ที่เล่นอยู่แถวนั้นเห็นผมจึงรี่เข้ามา

“มาจากเมืองไทยใช่มั้ย” เด็กๆ กลุ่มหนึ่งเข้ามาถาม

“ใช่แล้ว ทำไมรู้ล่ะ” ผมสงสัย

“เมื่อวานเย็นเอ็มม่ามาบอกว่ามีแขกมาจากเมืองไทย เมืองอุ๊งบัก” เด็กๆ เฉลยให้ผมเข้าใจ

“มาต่อยกัน” เด็กๆ เริ่มเข้ามาชวนผมต่อย

“อะ…อะ…อะ…ไรนะ มาต่อยกัน เฮ้ย!!! ไอ้หนู” ผมเริ่มไปไม่เป็น

“ถ้านายมาจากเมืองอุ๊งบักจริงๆ นายต้องมีพลังเตะต่อยตีลังกาได้ ไหนโชว์หน่อยดิ๊” เด็กตื๊อ

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

กว่าจะชาร์จแบตโทรศัพท์และกล้องถ่ายรูปจนเต็ม ผมต้องออกแรงทำท่ากังฟูกับเด็กๆ หมู่บ้านรานอนไปหลายยก 

ไม่เพียงแต่เด็กๆ ที่ตื่นเต้นดีใจ ชาวบ้านเองก็ใช่ย่อย

“โทนี่ จา สบายดีมั้ย”

“เขาจะทำอุ๊งบักภาคต่อไปอีกหรือเปล่า”

“ตัวจริงเขาเตะต่อยได้แบบในหนังมั้ย หรือเก่งกว่ามาก”

“คนไทยเตะต่อยตีลังกาได้แบบนี้ทุกคนเลยใช่มั้ย”

อยู่ดีๆ ก็มีคุณพี่คนหนึ่งเดินมาแล้วพูดว่า

“แชง คู ยู ไน” เขากล่าวอะไรบางอย่างพร้อมทำท่าย่อเข่า เอามือซ้าย-ขวา มาทำคล้ายงาช้างอยู่ข้างจมูก

“อะไรนะ” ผมไม่แน่ใจว่าเขาทำอะไร

“แชง คู ยู ไน ไงล่ะ…จากเรื่อง ต้มยำกุ้ง ที่พระเอกตามหาช้างน่ะ” คุณพี่อธิบาย

ทีนี้ผมเข้าใจแล้วว่าเขากำลังจะบอกผมว่า “ช้างกูอยู่ไหน” ประโยคสำคัญที่พระเอกจะกล่าวย้ำตลอดตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง และผมต้องพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ ความดังของจาพนมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่อง องค์บาก แต่ยังรวมถึงภาพยนตร์เรื่อง ต้มยำกุ้ง ด้วย เขาคือทูตทางวัฒนธรรมคนสำคัญของเมืองไทยในประเทศวานูอาตู

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

นับแต่นั้นมา ที่ผมคิดว่าจะอยู่เงียบๆ ก็เป็นไปได้ยาก เพราะเด็กๆ ชอบมาชวนผมเล่นกังฟูที่หาดรานอนเสมอ พวกเขามากันเป็นกลุ่ม มาชวนเล่นน้ำ เดินป่า ปีนเขา ไปไหนไปกันเป็นพรวน และเวลาที่ผมไปร้านชำเพื่อทำธุระอะไรก็ตาม ชาวบ้านจะเข้ามาทักทายอย่างเป็นมิตร จนเรากลายเป็นเพื่อนกันในที่สุด

วานูอาตูเคยเป็นอาณานิคมของทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ที่นี่มีโรงเรียนที่สอนทั้ง 2 ภาษา และเด็กๆ ก็พูดภาษาเหล่านี้ได้ดีพอๆ กับภาษาบิสลามา (Bislama) ซึ่งเป็นภาษาถิ่นของวานูอาตู ดังนั้น ภาษาจึงไม่เคยเป็นอุปสรรคเลย

หลังจากเฮฮาที่หมู่บ้านรานอนมาพักใหญ่ ผมก็อยากไปหมู่บ้านอื่นๆ บ้าง เอ็มม่าจึงให้ พี่เฟรดดี้ (Freddie) มาเป็นไกด์พาผมไป และผมเลือกเดินป่าไปที่หมู่บ้านฟันลา (Fanla)

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

พี่เฟรดดี้มารับผมด้วยชุดที่บ้านสุดๆ รองเท้าไม่ต้องใส่ ในมือมีพร้าไว้คอยถางหญ้าที่ขึ้นรกชัฏตามรายทาง หมู่บ้านฟันลามีโรงเรียนที่มิชชันนารีฝรั่งเศสมาตั้งอยู่ จึงเป็นหมู่บ้านที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก เช่นเดียวกับพี่เฟรดดี้

“เคยอ่านงานของอองเดร ฌี้ด มั้ย” พี่เฟรดดี้เอ่ย และทำให้ผมหงายเงิบไปเลย

“เอ่อ พี่หมายถึง André Gide คนที่เขียนเรื่อง La Symphonie Pastorale เหรอครับ” ผมเริ่มใช้สมองทำงานหนักมากในการนึกถึงวรรณกรรมฝรั่งเศส

“ใช่ แล้ววอลแตร์ล่ะ อ่านมั้ย” พี่เฟรดดี้ไม่หยุด และเริ่มชวนคุยเรื่องวอลแตร์พร้อมกับฌี้ด

ตาย ตาย ตาย นี่ผมกำลังอยู่ชั่วโมงวรรณคดีอยู่หรือเปล่า ผมต้องพยายามใช้ความสามารถในการชักจูงพี่เฟรดดี้ให้เบนความสนใจออกจากเรื่องวรรณกรรม และหันมาเล่าเรื่องชีวิตชาวประมงของพี่ที่ผมค่อยรู้สึกสงบขึ้นมาหน่อย ต่อมาผมได้เรียนรู้ว่าในยุคอาณานิคม ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสต่างพยายามเอาใจชาวเกาะให้หันมาเป็นพวก ทั้งสองชาติพยายามตั้งโบสถ์ สร้างโรงเรียน ห้องสมุด สถานีอนามัย เพื่อให้ชาวเกาะภักดี จึงไม่แปลกที่บางคนจะมีพื้นฐานการอ่านในขั้นเหลือเชื่อ

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก
บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

2 ชั่วโมงต่อมาผมก็มาถึงหมู่บ้านฟันลา เด็กๆ ออกมามองผมกันอย่างสนุกสนาน เพราะผมดูแตกต่างจากพวกเขามาก หมู่บ้านฟันลาเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีบ้านสานขึ้นอย่างง่ายๆ แต่ใส่สีสันเร้าใจสุดๆ พี่เฟรดดี้พาผมไปคารวะหัวหน้าหมู่บ้านตามธรรมเนียม เพื่อให้ผมได้รายงานตัวเสียก่อนว่าเป็นใคร มาจากไหน

“มาจากเมืองไทย งั้นก็ต้องรู้จักโทนี่ จา ด้วยสิ” ท่านหัวหน้าบอก ความดังของอุ๊งบักแผ่ไปทั่วทุกหย่อมหญ้าวานูอาตูจริงๆ

“บ่ายนี้ว่างมั้ย ไปลองสอนเด็กๆ หน่อยสิ เด็กๆ ต้องดีใจที่มีคนมาจากประเทศอุ๊งบักแน่ๆ เด็กๆ ที่นี่ติดหนังเรื่องนี้กันเกรียว” ท่านหัวหน้ากล่าว และผมก็พอจะนึกภาพออก

“สอนอะไรก็ได้ อย่างที่อยากสอน อะไรง่ายๆ สักครึ่งชั่วโมง เด็กๆ จะได้มีโอกาสรู้จักชาวต่างชาติ นะ นะ” หัวหน้าหมู่บ้านพยายามโน้มน้าวใจในขณะที่ผมกำลังครุ่นคิด

เกิดมาผมไม่เคยสอนหนังสือเด็กๆ เลยนะครับ ณ วินาทีนั้นผมคิดว่าผมคงจะปฏิเสธท่านหัวหน้าหมู่บ้านไม่ได้แน่ๆ และก็คงจะเป็นประสบการณ์ชีวิตที่น่าจดจำที่ผมได้มาเป็นคุณครูครั้งแรกที่ประเทศวานูอาตู

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

พี่เฟรดดี้พาผมเดินไปยังโรงเรียนประถมต้นซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล ตอนนั้นเด็กๆ ไปพักอยู่ที่ไหนสักแห่ง ทำให้ผมได้มีโอกาสเดินสำรวจในห้องว่าพวกเขากำลังเรียนเรื่องอะไรกัน ผมพบกระดาษวาดรูปพระอาทิตย์ลงสีสันน่ารัก พร้อมเขียนกำกับเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Le Soleil มีตารางการกระจายกริยาภาษาฝรั่งเศสเบื้องต้นอยู่สามสี่แผ่น ตอนนั้นผมรู้แล้วว่าผมต้องสื่อสารกับเด็กๆ ด้วยภาษาฝรั่งเศส แต่ผมจะสอนอะไรเหรอ การที่ท่านบอกว่าสอนอะไรก็ได้ง่ายๆ นี่มันยากมากๆ นะครับ

ไม่กี่นาทีต่อมาเด็กๆ ก็กลับมาจากช่วงพักทานของว่าง พี่เฟรดดี้พาผมไปแนะนำตัวกับคุณครู และคุณครูก็ดีใจมากที่ผมมาจากประเทศอุ๊งบัก และเมื่อคุณครูแนะนำตัวผมด้วยข้อมูลนี้ เด็กๆ ก็ร้องเย่! ออกมากันสนุกสนาน

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

ตายล่ะ ผมจะต้องสอนเขาแล้วในวินาทีนี้ ผมจะสอนอะไร ผมจะสอนอะไร ในใจผมกรีดร้อง

‘ปิ๊ง’ ในวินาทีสุดท้ายที่ผมกำลังเดินไปหน้าห้องสมองน้อยๆ ก็กระซิบว่า ‘สอนร้องเพลงสิ’

มันเป็นคำตอบที่ใช่มากๆ 

เพลงที่ผมนึกออกในวินาทีนั้นคือเพลง Coucou Hibou เป็นเพลงที่เด็กฝรั่งเศสเล็กๆ จะร้องกัน กุ๊กูคือนกกาเหว่า ส่วนอิบูคือนกฮูก เนื้อเพลงกล่าวถึงนก 2 ชนิดที่ร้องโต้ตอบกันไปมา และต้องแบ่งเด็กเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งร้องกุ๊กูแทนเสียงนกกาเหว่า อีกกลุ่มร้องอิบูแทนเสียงนกฮูก และร้องสลับกันไปมา เด็กๆ น่าจะชอบ และเนื้อเพลงเป็นไวยากรณ์ภาษาฝรั่งเศสที่ไม่ยากเลย

“เอาล่ะน้องๆ วันนี้เราจะร้องเพลง Coucou Hibou ใครอยากเป็น Coucou ใครอยากเป็น Hibou บ้างครับ” ผมเริ่มเปิดการสอน

ได้ผล ได้ผล เด็กๆ แย่งกันเป็นนก 2 ชนิดนี้อย่างสนุกสนาน และผมก็แบ่งเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม ก่อนจดเนื้อและร้องนำไปสองสามรอบ

Dans la forêt lointaine,

On entend le coucou.

Du haut de son grand chêne,

Il répond au hibou

Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou

Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou

ถ้าให้ผมแปลเป็นภาษาไทย ก็จะได้ประมาณว่า

ในป่าห่างไกล ได้ยินกาเหว่า

ส่งเสียงเร่งเร้า จากต้นโอ๊คใหญ่

นกฮูกได้ยิน ตอบไปทันใด

โต้กันฟังได้ ว่า “กุ๊กู” “อิบู”

กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู

กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู

เสียงร้องเพลงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขมากๆ ยิ่งเวลาพวกเขาตั้งใจทำหน้าที่นกกาเหว่าหรือนกฮูกยิ่งดูน่ารัก เวลาครึ่งชั่วโมงบานปลายออกไปนิดหน่อย แต่คุณครูตัวจริงก็ไม่ได้ว่าอะไร ก่อนจะกลับผมถามเด็กๆ ว่าอยากทำอะไรก่อนจากกัน ทายซิครับว่าเด็กๆ ตอบว่าอะไร พวกเขาตอบว่า “ครูช่วยโดดตีลังกาแบบอุ๊งบักให้ดูหน่อยสิครับ” 

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

พี่เฟรดดี้พาผมกลับมาส่งที่หมู่บ้านรานอนในเวลาค่ำ วันนี้เป็นวันที่สนุกจริงๆ หลังจากนั้นผมเลิกคิดถึงการปลีกวิเวกไปแล้ว ชาวเกาะน่ารักและเป็นมิตรมาก น้องๆ ยังมาเล่นกับผมอยู่ทุกวัน วันไหนมีตลาดนัด ผมก็ไปเดินเล่นกับป้าเอ็มม่าและช่วยถือของกลับบังกะโล ทุกคนเป็นเพื่อนกับผม และทุกคนรู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดี

ตอนที่มาถึงใหม่ๆ ผมเคยคิดว่าที่เขาซี้เราขนาดนั้นก็เพราะภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก ที่ชาวเกาะติดงอมแงม 

แต่มีมากกว่านั้น

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 2015 พายุไซโคลนแพม กำลังแรงกว่า 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมงถล่มประเทศวานูอาตูเกือบทั้งประเทศ เกาะน้อยใหญ่เกือบทั้ง 87 เกาะอยู่ในสภาพยับเยิน เดือนตุลาคมปีนั้น ผมเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังหมู่บ้านรานอน เกาะแอมบริม ประเทศวานูอาตู และได้มีโอกาสพบเห็นร่องรอยความเสียหายที่ยังค้างคาอยู่

ในเวลาที่ชาวเกาะกำลังเดือดร้อนอย่างที่สุด พวกเขาได้รับ ‘ข้าว’ ที่รัฐบาลไทยส่งไปให้เป็นความช่วยเหลือแก่ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ บนกระสอบข้าวมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษอ่านได้ว่า ‘ด้วยความปรารถนาดีจากประเทศไทย’ ข้าวไทยนับเป็นความช่วยเหลือชุดแรกๆ จากนานาชาติที่มาถึงประเทศวานูอาตู มาถึงเกาะแอมบริม และมาถึงหมู่บ้านรานอนแห่งนี้

“You are our friend” 

เป็นประโยคที่ผมได้ยินจากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาววานูอาตูบนเกาะนี้ทุกครั้งเวลาเขาเล่าเรื่องข้าวจากเมืองไทย

วานูอาตูเป็นหนึ่งในประเทศที่ดัชนีความสุขสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก 

และตลอด 10 กว่าวันในประเทศนี้ ผมพบว่าผมได้กลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกเช่นกัน

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load