25 พฤศจิกายน 2560
15 K

เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้เข้าไปเป็นพนักงานของอุทยานแห่งชาติในสหรัฐอเมริกา โดยเราสมัครผ่านโครงการ Work and Travel ที่ให้นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยไปลองใช้ชีวิต ไปทำงาน และท่องเที่ยว ในอเมริกาเป็นระยะเวลา 3 – 4 เดือน เราเลือกไปอุทยานที่ได้ชื่อว่าสวยจนต้องไปให้ได้ก่อนตาย นั่นก็คือ Glacier National Park หรืออุทยานแห่งชาติเกลเชอร์

อุทยานแห่งชาติเกลเชอร์ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1910 ตั้งอยู่ในรัฐมอนทานาซึ่งติดกับ Waterton National Park ประเทศแคนาดา มีพื้นที่ราว 2.5 เท่าของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอเมริกา จึงมีอากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็นแม้กระทั่งในช่วงฤดูร้อน โดยอุทยานนี้จะเปิดเป็นซีซั่นเพียง 5 เดือนต่อปี (พฤษภาคม-ตุลาคม) เพราะเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวจะมีหิมะตกหนัก ทำให้ไม่สามารถสัญจรภายในอุทยานได้

road trip ภูเขา

สิ่งที่เป็นไฮไลต์และทำให้เราอยากมาทำงานที่นี่คือ ถนน Going-to-the-Sun ซึ่งเป็นหนึ่งในถนนที่สวยที่สุดในโลก โดยถนนสายนี้เป็นถนนสายหลักที่เราใช้สัญจรภายในอุทยาน ที่พิเศษไปกว่านั้น หลายคนอาจจะยังจำฉากที่ Forrest Gump วิ่งไปเรื่อยๆ ได้ จะมีช่วงหนึ่งที่วิ่งบนถนนสายนี้ด้วยล่ะ ตลอดระยะทาง 80 กิโลเมตรที่ถนนตัดผ่านไหล่เขานั้น เราสามารถเห็นวิวภูเขาทั้งอุทยานได้ไกลสุดลูกหูลูกตา

งานที่เราได้เป็นงานในครัวของร้านอาหาร Russell’s ในโรงแรม Lake McDonald Lodge ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกของอุทยาน สร้างขึ้นใน ค.ศ.1913 หน้าที่หลักของเราคือล้างจาน ทำสลัด และไปช่วยเตรียมอาหารในบางครั้ง เราได้ลองชิมอาหารซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ นั่นก็คือ Elk Burger หรือเบอร์เกอร์เนื้อกวางเอลก์ แม้ว่ากลิ่นของเนื้อจะค่อนข้างสาบ แต่เมื่อกินคู่กับซอสฮักเกิลเบอร์รี่ ซึ่งเป็นเบอร์รี่ท้องถิ่นของรัฐไอดาโฮ กลับทำให้มีรสชาติกลมกล่อมและหวานหอมขึ้นมา นอกจากนี้ยังมีเนื้อไบซัน ที่ถูกนำมาทำอาหารหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพาสตรามี่ (เนื้อหมักกับเครื่องเทศ) ไส้กรอก หรือแม้แต่สเต๊ก เนื้อสัตว์ป่าพวกนี้จะมีกลิ่นเฉพาะ ทำให้บางทีเวลากินอยู่ก็จะมีภาพไบซันตัวใหญ่ ขนยาวๆ หรือกวางที่เราเจอบ่อยๆ ในป่าข้างโรงแรมแวบเข้ามาในหัวบ้าง

กิจกรรมหลักของเหล่าพนักงานที่นี่คือ การไปเดินป่าและปีนเขา หรือที่พวกเราเรียกกันว่า ไฮกิ้ง (hiking) เรามักจะไปไฮก์ในวันหยุดหรือในช่วงเช้าของวันที่ทำงานกะบ่าย เนื่องจากฝั่งตรงข้ามของโรงแรมเป็นป่า เราจึงสามารถเดินข้ามถนนเพื่อไปไฮก์ได้เลย หรือจะนั่งรถชัทเทิลบัสที่ใช้รับส่งนักท่องเที่ยวไปตามจุดต่างๆ ของอุทยานก็ได้ สิ่งสำคัญที่ต้องพกไปไฮก์ด้วยทุกครั้งนอกจากเสบียง นั่นก็คือ Bear spray ในกระป๋องจะมีพริกป่นสีส้มแดง เอาไว้ใช้ป้องกันตัวจากสัตว์ป่า โดยเฉพาะหมีที่อาจเข้ามาทำร้ายเราได้ระหว่างทาง เราตื่นตะลึงไปกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา น้ำตก หรือทะเลสาบ ตลอดทางเดินนั้นจะเต็มไปด้วยดอกไม้ป่าสีแปลกตา ต้นสน และ ดอก Bear Grass ดอกไม้ตระกูลลิลลี่สีขาวเป็นพุ่มเล็กๆ ที่มักพบทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของอเมริกา ทั้งยังเจอสัตว์ป่าน่าสนใจมากมาย ทั้งหมีกรีซลี่ หมีดำ กวางมูส มาร์มอท แพะภูเขา แกะบิ๊กฮอร์น ฯลฯ

ภูเขา สัตว์ป่า marmot สัตว์ สัตว์ป่า

พระอาทิตย์ที่นี่ตกประมาณ 4 ทุ่ม นอกจากจะได้ทำกิจกรรมสนุกๆ ทั้งพายเรือคายัค เล่นแพดเดิลบอร์ด หรือปั่นจักรยานแล้ว ยังทำให้พวกเรามีเวลาไปนั่งเล่นพักผ่อนเพื่อดูพระอาทิตย์ตกริมทะเลสาบแมคโดนัลด์ข้างโรงแรมอีกด้วย (พวกเราเรียกกันว่า employee beach เพราะแถวนั้นมีนักท่องเที่ยวน้อย) กิจกรรมที่พิเศษในตอนกลางคืนคือการดูดาวตกและแสงเหนือ พวกเราจะมีแอพพลิเคชันที่ช่วยคำนวณโอกาสในการเกิดดาวตกและแสงเหนือติดไว้ในโทรศัพท์เกือบทุกคน ซึ่งวันไหนที่ค่า kp มากกว่า 5 ทุกคนก็ดูกระตือรือร้นในทำงานให้เสร็จ เพื่อจะได้มีเวลาเตรียมผ้าห่มและกล้องถ่ายรูป แล้วไปจับจองที่นั่งตรง employee beach เพื่อรอเก็บภาพเหล่านั้น

beach แสงเหนือ

ตลอดระยะเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในอุทยานแห่งชาติเกลเชอร์ สิ่งที่เรานึกถึงเสมอคือคำพูดของเจ้าหน้าที่ในวันปฐมนิเทศที่บอกกับพวกเราว่า “ที่นี่อยู่มายาวนานร้อยกว่าปี ถูกสร้างจากรุ่นสู่รุ่น อยากให้ทุกคนคิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่นี่ ขอให้ซัมเมอร์นี้เป็นช่วงเวลาที่ดีนะ” เราได้เจอเพื่อนจากหลายประเทศ ซึ่งการมาใช้ชีวิตอยู่กับคนต่างชาติอย่างใกล้ชิดในระยะเวลาไม่กี่เดือนนี้ ทำให้เราเรียนรู้ที่จะเปิดใจ เข้าใจ และมองอะไรในมุมที่กว้างขึ้น พวกเราแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อเป็นบทเรียนชีวิตให้แก่กันและกัน เรายังได้รู้จักการเอาชนะใจตัวเองจากการไปไฮก์ การก้าวข้ามความกลัวต่างๆ และการเป็นเพื่อนร่วมทางที่ดี ซึ่งถ้ามีโอกาสอีกเราคงกลับไปบอกเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า “ขอบคุณที่ทำให้เรารู้ว่าช่วงเวลาที่ดีของซัมเมอร์นี้เป็นยังไง”

 

เราไปไฮก์มา 11 ที่ นี่คือ 4 ที่ซึ่งเราประทับใจและอยากเล่าให้ฟัง

Hidden Lake

จัดเป็นที่ที่ห้ามพลาดของอุทยานแห่งชาติเกลเชอร์ เพราะสวยมากและอยู่ไม่ไกลจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว แต่ต้องเดินบนหิมะลื่นๆ ไปตลอดทาง ถ้ามาที่นี่จะเจอแพะภูเขาและกระรอกดินตามทาง และหากโชคดีจะเจอแกะบิ๊กฮอร์นอนอาบแดดอยู่ริมถนนด้วย

Grinnell Glacier

ความพิเศษของธารน้ำแข็งนี้คือเราต้องเดินไต่เขาขึ้นไปเป็นระยะทางกว่า 8.5 กิโลเมตร เมื่อไปถึงบนนั้นจะเจอผาหินตั้งตระหง่านพร้อมมีหิมะปกคลุมอยู่บ้างบางส่วน มีธารน้ำแข็งลอยอยู่ในทะเลสาบสีฟ้าอ่อน เราไปไฮก์ที่นี่ตอน 4 ทุ่มทำให้เจอเรื่องน่าตื่นเต้นตลอดทาง เพราะช่วงเดินกลับนั้นมืดสนิท และมีเสียงสัตว์ป่าเดินเหยียบใบไม้กรอบแกรบพอให้ตกใจเล่นๆ ตลอดทาง (มารู้ทีหลังว่าแถวนั้นมูสและหมีกรีซลี่ชุกชุมมาก ค่อนข้างอันตราย)

Glacier National Park Grinnell Glacier ภูเขา ภูเขา

Sun Point, St. Mary Lake

จุดชมวิวที่เราสามารถเดินจากลานจอดรถไปเพียง 500 เมตร แต่ต้องปีนหน้าผาที่ชันเกือบ 90 องศา (มาถึงตรงนี้ เราก็ได้เหวี่ยงกระเป๋าแบ็กแพ็กของตัวเองลงข้างทางแถวนั้นเรียบร้อย) เป็นอีกจุดหนึ่งที่สวยมาก เราจะเห็นทะเลสาบเซนต์แมรี่ และภูเขาสำคัญๆ ในฝั่ง East Glacier ได้หมด และยังมีแผ่นไม้บอกข้อมูลทิศทางต่างๆ ที่น่าสนใจมากด้วย

ทะเลสาบเซนต์แมรี่

ทะเลสาบเซนต์แมรี่

Sperry Chalet

เป็นโรงแรมบนเขาที่เปิดให้บริการตั้งแต่ ค.ศ. 1914 เราได้ยินว่าโรงแรมแห่งนี้ต้องจองล่วงหน้าถึง 2 ปี เพราะเปิดให้เข้าพักเพียง 2 เดือนเท่านั้น เราไปไฮก์ช่วงก่อนโรงแรมเปิดจึงมีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่นั้นจะขึ้นมาทำงานบนเขาราว 1 สัปดาห์ ก่อนจะลงเขาไปพักผ่อนอีก 1 สัปดาห์แล้วกลับขึ้นมาใหม่ น่าเสียดายที่กระท่อมที่พักถูกไฟไหม้ไปเมื่อเดือนสิงหาคมจึงต้องปิดบริการชั่วคราว

Sperry Chalet ป่าเขา

Tips : ถ้าเป็นคนที่ค่อนข้างชำนาญทางแล้วจะรู้จักทางที่เรียกว่า off-trail ซึ่งเป็นทางลับๆ ไม่มีในแผนที่ เพื่อชมวิวอีกมุมหนึ่งของที่ที่เราจะไปไฮก์ ข้อดีคือจะได้รูปที่สวยแปลกตา แต่ก็ต้องใช้สกิลล์ปีนป่ายพอควร

สามารถหาข้อมูลท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเกลเชอร์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์

https://www.nps.gov/glac/planyourvisit/index.htm

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’
ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สรรพสิริ สรรพศีลบุตร

นักเดินทางฝึกหัดที่ค้นพบว่าตัวเองชื่นชอบการเดินป่าเป็นชีวิตจิตใจ และโลกใบใหญ่เป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นดีที่ไม่สามารถบรรจุในตำราได้ เชื่อในการเอาชนะลิมิตของตัวเอง ปัจจุบันเป็นนิสิตปี 3 บัญชี จุฬาฯ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

17 มิถุนายน 2560
65 K

เหตุผลที่ฉันได้ฝึกงานที่ Château de Versailles หรือพระราชวังแวร์ซายส์ เกิดจากการเรียนปริญญาโทด้านการจัดการวัฒนธรรมที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งโปรแกรมเรียนบังคับให้ฝึกงานระยะยาว 4 – 6 เดือน นักศึกษาฝึกงานที่นี่จะทำงานและได้รับเงินเดือน เพราะคนฝรั่งเศสมีนิสัยไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบเด็ดขาด ไฟต์อะไรได้จะไฟต์หมด ดังนั้นตามกฎหมายฝรั่งเศส การฝึกงานเกิน 2 – 3 เดือน ที่ทำงานต้องจ่ายสตางค์ให้เด็กฝึกงานด้วย ถึงจะได้น้อยกว่าพนักงานประจำ แต่ก็เป็นกฎหมายที่ดีจริงๆ

พระราชวังแวร์ซายส์

พระราชวังแวร์ซายส์ หรือ ชื่อเต็มๆ ขององค์กรคือ Public Establishment of the Palace, Museum and National Estate of Versailles มีฐานะเป็นหน่วยงานราชการที่มีอำนาจการปกครองเป็นของตัวเอง มีงบประมาณเป็นของตัวเอง และพนักงานส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ แวร์ซายส์เป็นองค์กรขนาดใหญ่มาก ประกอบด้วย 7 ฝ่ายใหญ่ ซึ่งฉันอยู่ในฝ่าย Direction du développement culturel หรือเรียกสั้นๆ ว่า DDC ซึ่งเป็นฝ่ายที่มีขอบข่ายงานจิปาถะมากๆ ตั้งแต่จัดโปรแกรมการเยี่ยมชมกิจกรรมต่างๆ (ที่ไม่ได้แสวงหากำไร ที่แสวงหากำไรจะอยู่อีกส่วนนึง) สิ่งพิมพ์ การตลาด การศึกษาผู้เข้าชม ซึ่งงานหลัก ๆ ฉันคือการศึกษาผู้เข้าชมชาวอเมริกัน แต่ฉันก็ได้มีโอกาสทำงานทุกอย่างในแผนก รวมถึงงานในแผนกอื่นๆ ด้วย

พระราชวังแวร์ซายส์

นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันและชาวจีนเป็นนักท่องเที่ยวอันดับ 2 และ 3 ของพระราชวังแวร์ซายส์ รองจากคนฝรั่งเศส การศึกษาผู้เข้าชมชาวอเมริกันเป็นงานที่ต่อเนื่องจากปีก่อนที่ศึกษาผู้เข้าชมชาวจีน เราศึกษาตั้งแต่พฤติกรรมทั่วไป ความพึงพอใจ และข้อเสนอแนะ เพื่อจะได้นำไปปรับปรุง และสร้างกิจกรรมและบริการให้ตรงใจผู้เข้าชมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (เราพยายามปรับปรุงเรื่องการเข้าคิวแล้วจริงๆ นะ)

การแจกแบบสอบถามนักท่องเที่ยวทำให้เห็นว่าแต่ละชาติมีความสนใจและความต้องการไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เช่น นอกจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แล้ว คนอเมริกันนึกถึงพระนางมารี อังตัวแนตต์ ส่วนคนจีนจะนึกถึงนโปเลียน คนฝรั่งเศสงงกันเลยทีนี้ เพราะเขาจะนึกถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และการปฏิวัติฝรั่งเศสมากกว่า เวลาฉันและเพื่อนออกไปแจกแบบสอบถามจะตลกมาก เพราะเรา 3 คนจะกลายเป็นพนักงานชี้ทางออกกับบอกทางไปห้องน้ำแทน นักท่องเที่ยวชาวจีนจะเดินตรงมาถามฉันโดยเฉพาะ เพราะหน้าดูจีนได้อยู่ จนหลังๆ นี่เริ่มบอกทางเป็นภาษาจีนได้ ถามจากคนจีนที่ถามทางนั่นแหละว่าพูดยังไง

พระราชวังแวร์ซายส์ พระราชวังแวร์ซายส์

นอกจาก mission หลักแล้ว ยังมีงานอื่นๆ จิปาถะ งานในฝ่ายที่โหดสุดไม่ได้ยากที่เนื้องาน แต่โหดตรงที่พวกเราต้องไปจับเวลาการเข้าคิวเข้าพระราชวังช่วงสิบโมงเช้าถึงเที่ยง นึกสภาพการอยู่กลางแดดเป็นเวลา 2 ชั่วโมงในฤดูร้อน สัปดาห์ละ 2 ครั้งตลอด 1 เดือน เรียกได้ว่าไม่ต้องพูดถึงสีผิวหลังฝึกงานจบ อีกงานที่ตากแดดไม่แพ้กันคือการต้อนรับเด็ก 2,500 คน ที่มาเที่ยวที่แวร์ซายส์ โดยมีบริษัทเอกชนที่เป็นผู้ใหญ่ใจดีสนับสนุนให้เด็กที่ไม่โอกาสเที่ยวในช่วงปิดเทอมได้มาเที่ยวกัน คราวนี้อยู่กลางแดดไม่พอ ต้องวิ่งบอกเส้นทาง ประสานงานกับนักแสดง เหนื่อยมากแต่ก็สนุกมากเช่นกัน และเป็นประสบการณ์ที่ดีมากที่ทำให้ได้ทำงานกับเพื่อนนอกฝ่าย

งานอีกอย่างที่ไม่เล่าไม่ได้คือการดูแลห้องที่มีพรมพิเศษ จากสมัยก่อนที่ต้องใช้เจ้าหน้าที่นับจำนวนผู้ชม เดี๋ยวนี้หลายห้องในพระราชวังปูด้วยพรมที่มีเซนเซอร์ด้านล่าง เจ้าพรมพวกนี้จะนับจำนวนคนในห้องได้โดยอัติโนมัติ ฟังดูสะดวกสบาย แต่จริงๆ แล้วพวกมันคือพรมเจ้าปัญหา ห้องที่ปูพรมพิเศษจะมีเรื่องให้ไปดูทุกสัปดาห์ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง เช่น ที่นิทรรศการในห้อง Gallerie des Batailles (ห้องที่รีโนเวตใหม่สมัยพระเจ้าหลุยส์ ฟิลลิปป์ เพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส) ฉันต้องวิ่งมุดหลังฉาก เข้าออกประตูคนแคระเป็นว่าเล่นจนตัวมอมแมม หรือต้องเข้าไปดาวน์โหลดข้อมูลผู้ชมใส่ไดรฟ์ทุกอาทิตย์ที่พิพิธภัณฑ์รถม้า แต่ที่นี่ฉันชอบมาก เพราะเวลาเดินเข้าไปเหมือนหลุดเข้าไปในการ์ตูนดิสนีย์

พระราชวังแวร์ซายส์

แน่นอนว่าการได้เป็นนักศึกษาฝึกงานที่นี่ นอกจากจะได้เดินในลอดอุโมงค์ใต้ดินไปเที่ยวพระราชวังได้แล้ว (ถ้าว่างนะ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยว่าง) ยังได้เข้าไปซอกแซกดูส่วนที่เขาไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมฟรี อย่าเพิ่งอิจฉา จริงๆ แล้วทุกคนเข้าไปดูบางส่วนที่ไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าได้ ที่พระราชวังแวร์ซายส์จะมีการนำชมทุกวันวันละหลายรอบทั้งภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ แต่คนทั่วไปต้องเสียเงินเพิ่มจากค่าบัตร 7 ยูโร ซึ่งการนำชมนี้จะมีหลากหลายธีม เช่น พระราชวังแวร์ซายส์ในยุคต่างๆ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 จนถึงปัจจุบัน, สถานที่ลับๆ ในแวร์ซาย และห้องของเหล่าพระสนมในแวร์ซายส์ เป็นต้น

เจ้าหน้าที่นำชมแต่ละคนจะถือกุญแจโบราณขนาดใหญ่ไขเข้าไปห้องต่างๆ ซึ่งเส้นทางจะไม่เหมือนกันแม้จะมีธีมเดียวกันก็ตาม เช่น ธีมสถานที่ที่ลับๆ ในพระราชวัง เจ้าหน้าที่นำชมบางคนพาเข้าไปดูมุมลับใน Chapel ที่พระสนมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ใช้ฟังสวดพร้อมพระเจ้าหลุยส์ แต่บางคนอาจพาไปดูห้องคนใช้ของพระสนมที่มีหน้าต่างบานเล็กๆ หลบอยู่ตรงซอกระหว่างห้อง

พระราชวังแวร์ซายส์ พระราชวังแวร์ซายส์

ไม่ว่าจะเป็นห้องเล่นเกม ห้องพักส่วนตัวของเหล่าพระสนม ห้องสมุด ห้องทดลองของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 หรือโรงละครก็ล้วนสวยงามไม่แพ้ห้องใหญ่ตามเส้นทางหลักข้างนอกเลย เผลอๆ บางห้องสวยกว่าข้างนอกด้วยซ้ำ แต่ทัวร์นี้ต้องจองล่วงหน้า เพราะเขาจำกัดจำนวนคนแต่ละรอบ เพื่อความสะดวกในการดูแล จุดเด่นของการเดินชมแบบมีคนนำเที่ยวคือถามคำถามได้ และทำให้ฉันรู้ว่าเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่จัดแสดงในห้องบางห้องนั้นไม่ใช้เฟอร์นิเจอร์เดิม แต่เป็นเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยที่ได้บริจาคมา เพราะของออริจินัลนั้นส่วนใหญ่ถูกขายตลอดช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส ทางพระราชวังแวร์ซายส์ซื้อกลับคืนมาได้เพียงส่วนนึงเท่านั้น เพราะมันแพง บางห้องเข้าไปจึงเป็นแค่ห้องโล่งๆ ข้อดีอีกอย่างที่สำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวคือการได้เข้าชมพระราชวังโดยไม่ต้องต่อคิว เพราะหลังจากจบการนำชมเขาจะปล่อยให้เราเดินชมตามอัธยาศัย

พระราชวังแวร์ซายส์

หลายคนมาเที่ยวพระราชวังแวร์ซายส์แล้วก็กลับ บางครั้งไม่ได้เหยียบแม้กระทั่งสวนเพราะหมดแรงตั้งแต่ต่อแถวแล้ว เข้าใจได้ แต่จริงๆ แล้วแวร์ซายส์เป็นเมืองผู้ดี มาดามเจ้าของห้องเช่าที่ฉันอยู่ที่ปารีสเล่าให้ฟังว่าเขาเคยมาอยู่และเรียนที่แวร์ซายส์ช่วงนึง เมืองนี้เป็นเมืองที่ยังมีลูกหลานของขุนนางในสมัยพระเจ้าหลุยส์อยู่ ตอนนั้นฟังแล้วขนลุกมาก เพราะหน้าเพื่อนฝึกงานคนนึงที่มาจากเมืองแวร์ซายส์เหมือนเจ้าหญิงหรือลูกหลานขุนนางที่เราเห็นในภาพวาดเลย

ถ้ามาเที่ยวแล้วมีเวลาเหลือก็ควรแวะเที่ยวในเมืองหรือรอบๆ พระราชวัง มีร้านอาหาร ตลาด และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆ ใกล้เขตพระราชวัง เช่น Potager du roi-สวนผักสวนครัวของกษัตริย์, Salle du Jeu de Paume-สถานที่เริ่มต้นของการปฏิวัติฝรั่งเศส และที่ฉันชอบที่สุดคือ Le Cour et Le Jardin des Senteurs สวนเล็กๆ ด้านหลังตึกที่ทำงานที่จัดแสดงเรื่องกลิ่นดอกไม้ในน้ำหอม และเป็นจุดทานข้าวเที่ยงของฉันกับเพื่อนๆ ในวันที่อากาศดี

พระราชวังแวร์ซายส์ พระราชวังแวร์ซายส์

quote นึงที่ฉันชอบมากคือ “พิพิธภัณฑ์ที่ปราศจากผู้เข้าชม ก็ไม่ควรค่ากับชื่อพิพิธภัณฑ์” (Un musée sans visiteur n’est pas un musée digne de ce nom. – Noémie Drouguet) หลังจากเล่ามาหลายย่อหน้า หวังว่าจะได้เห็นพระราชวังแวร์ซายส์ในอีกมุมมองหนึ่งที่ไม่ใช่จากนักท่องเที่ยวหรือไกด์ทัวร์ แต่เป็นคนในที่ทำงานอยู่ในนั้น และเห็นลักษณะการทำงานของพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ แม้ว่าการจัดแสดงงานและการดูแลรักษาวัตถุจะเป็นภารกิจที่สำคัญ แต่ที่นี่เราก็ใส่ใจผู้เข้าชมทุกคน ทุกช่วงวัย ทุกกลุ่ม เพื่อให้ผู้ที่มาเข้าชมสามารถได้รับข้อความที่พิพิธภัณฑ์อยากจะถ่ายทอดมากที่สุด พึงพอใจ และอยากกลับมาเยี่ยมอีกครั้ง

ปิดท้ายด้วยทิปสั้นๆ ก่อนจบ สำหรับคนที่จะไปเที่ยว

ไปวันไหนดี

เรียงจากความพีก อังคาร เสาร์-อาทิตย์ พุธ ศุกร์ พฤหัสบดี และหลีกเลี่ยงช่วงวันหยุดของคนฝรั่งเศส นอกจากนี้ในเว็บไซต์มีสถิติความแน่นให้ดูด้วย (ข้อมูลก็จากฝ่ายฉันนั่นเอง)

เวลาไหนดี

ก่อน 10 โมงเช้า ถ้าให้ดีมาก่อนเวลาเปิดสักนิด หรือ หลังบ่ายสองไปเลย ช่วง 11 โมงถึงเที่ยงนี่โปรดหลีกเลี่ยง เราเตือนท่านแล้วนะ

ไม่อยากเข้าคิวนานๆ ทำยังไง

Option 1: ซื้อตั๋วออนไลน์ หลีกเลี่ยงการเข้าคิว 2 รอบ แต่ถ้า security check ยาวจริงๆ แนะนำให้คนนึงไปซื้อตั๋ว อีกคนยืนเข้าคิว

Option 2: ซื้อตั๋วเที่ยวแบบนำชมเพิ่ม เพราะนอกจากจะไม่ต้องต่อคิวแล้ว ยังสามารถเข้าไปนั่งพักชิลล์ๆ ระหว่างรอการนำชมเริ่ม และหลังจากการนำชมจบ เราสามารถเดินตามอัธยาศัยภายในพระราชวังได้ (คิวนี่โหดจริงๆ  ปีที่แล้วช่วง high season วันอังคารหนึ่ง จับเวลาได้ 2 ชั่วโมงกว่าๆ แต่บทจะไม่มีคิวก็ไม่มีเลยจริงๆ )

เดินทางไปยังไง

Option 1: สาย RER C มาลงสถานี Versailles Château Rive Gauche (ประมาณ 45 นาทีจากสถานี Saint Michel) เดินต่อประมาณ 10 นาที

Option 2: สาย L จาก จากสถานี Saint Lazarre มาลงสถานี Versailles Rives Droite (ประมาณ 30 นาที) เดินต่อประมาณ 20 นาที

Option 3: สาย U จากสถานี La Défense มาลงสถานี Versailles Chantier (ประมาณ 25 นาที) เดินต่อประมาณ 20 นาที

และ Option 4 สาย N จากสถานี Gare Montparnasse มาลงสถานี Versailles Chantier (ประมาณ 30 นาที สำหรับ รถไฟปกติ และ 10 นาทีสำหรับรถไฟ direct) เดินต่อประมาณ 20 นาที เช่นกัน

เดินสวนแบบไม่เสียงินในช่วง Hi-season

สวนจะคิดค่าเข้าชมวันอังคาร ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เนื่องจากมีการเปิดน้ำพุและดนตรี (ยกเว้นวันศุกร์เปิดแต่น้ำพุ) แต่ถ้าใครอยากเสียเงินดูสวนแบบเจ๋งๆ แนะนำตอนเย็น มันว้าวมากจริงๆ

กินข้าวที่ไหนดี

ตรงพระราชวังมีร้านขายแซนด์วิช (แอบแพงและไม่อร่อย ร้านนี้ไม่แนะนำเลย) และร้านอาหาร Ore กับ Angelina (อร่อยแต่แพงนิดนึง) และร้านอาหารในสวนหรือรถเข็นขายมันฝรั่งอบหน้า Trianon (อร่อยและอิ่มท้องดีมาก) ถ้าใครอยากลองทานขนมร้าน Angelina ทานที่แวร์ซายส์ก็ได้ มีร้านอาหาร 2 ที่ (พระราชวังและ Petit Trianon) และเคาน์เตอร์อีกที่ตรงทางเข้าสวนเลย นอกจากนี้ในเมืองก็มีร้านอาหารและร้านขนมปังที่ขายแซนด์วิชอร่อยๆ ทั้งสองย่านเลย เขียนไปเขียนมาแล้วคิดถึง

สุดท้ายนี้ติดตามข่าวสาร สอบถามข้อมูลของ Château de Versailles ได้ทั้งทางเว็บไซต์ en.chateauversailles.fr/ และ www.chateauversailles-spectacles.fr สำหรับการแสดง หรือติดตาม Social Media ต่างๆ ของพระราชวัง

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อาจรีย์ จุลาสัย

แพร อายุ 25 ปี ชื่นชอบวัฒนธรรมไทยและการเดินเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ความชอบตรงนี้เลยเป็นแรงบันดาลใจให้แพรไปเรียนปริญญาโทด้านการจัดการวัฒนธรรมที่ฝรั่งเศส ประเทศที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของโลก เพื่อนำความรู้กลับประยุกต์ใช้กับวัฒนธรรมไทย :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load