14 พฤศจิกายน 2560
15 K

ก็ไม่รู้ว่าเขาแอบไปคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะวิวัฒนาการคบเพื่อนของลูกผม ตั้งแต่เกิดก็เริ่มจาก Peppa Pig, Minion, Dinosaur แล้วจู่ๆ ก็มารถไฟที่ชื่อ Thomas

ผมสังเกตว่าลูกชอบรถไฟ ก็ตอนที่เดินอุ้มเขาอยู่แถวซอยสุขุมวิท 33 จู่ๆ ลูกก็เงยหน้ามองที่รางรถไฟ BTS  แล้วก็เรียก พ่อๆๆๆ รถไฟ เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง หลังจากนั้น ผมก็เลยชอบพาเขามานั่งตรงหน้าห้างเอมควอเทียร์ตรงชั้นลอย

เพื่อให้มายืนดูรถไฟที่วิ่งไปมาให้หนำใจ ถ้าวันหนึ่ง คุณเกิดเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่บนชานชาลาคนเดียวแล้วยืนบ๊ายบายส่งคนทั้งรถไฟออกจากสถานี ไม่ต้องแปลกใจเลย นั่นคือลูกชายผม

รถไฟ

ถ้าลูกคนอื่นอาจเริ่มต้นคำภาษาอังกฤษ ด้วยคำว่า daddy, mommy, bird บลา บลา ขณะที่ลูกของผมจะเริ่มต้นด้วยคำว่า Thomas ตอนแรกผมก็งงว่ามาจากไหน สุดท้ายผมก็พบคำตอบในแผนกของเล่น เมื่อเขาหยิบโมเดลรถไฟที่หน้าตาเหมือนคนยื่นให้ผมดู และถามผมว่า “พ่อเอามั้ย?” (“พ่อเอามั้ย”น่าจะเป็นรูปประโยคในแบบของเขาที่แปลว่า พ่อซื้อให้หน่อย เพียงแต่ฟังดูไม่ค่อยถูกบังคับซื้อเท่าไหร่)

Thomas & Friends

เมื่อเขาเริ่มตกหลุมรักเพื่อนที่ชื่อ โทมัส หายนะก็เกิดกับเงินในกระเป๋าของพ่อทันที เพราะโดยปกติแล้ว เวลาเด็กชอบของเล่น ก็มักจะชอบนีโม่ บาร์บี้ ซึ่งอย่างมากก็มีแค่ไม่กี่ตัว แต่เมื่อลูกชอบรถไฟ มันไม่ได้มีแค่แบบเดียว เพราะชื่อของมันคือ Thomas & Friends (สังเกตว่า friend เติม s) จากนั้นการตามล่าหาโมเดลรถไฟโทมัสและผองเพื่อนก็เริ่มต้นขึ้น เริ่มจากโทมัสก่อน จากนั้นก็มา James, Percy,  Diesel, Edward …และอีกมากจนจำไม่หมด

แอบสืบประวัติเพื่อนลูก

โทมัสเกิดที่ประเทศอังกฤษ เป็นรถไฟหัวรถจักรไอน้ำ อาศัยบนเกาะที่ชื่อเกาะโซดอร์ โทมัสนิสัยดี ชอบทำงาน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และมีนิสัยที่เหมือนเด็กทั่วไปอยู่อย่างหนึ่งคือ เวลาทำดีแล้วชอบให้คนชม

ผมชอบที่ลูกหันมาคบกับโทมัส เพราะทุกครั้งที่พวกเขาเจอกัน นอกจากโทมัสจะสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษใหม่ๆ ให้ตั้งหลายคำ ยังสอนเรื่องการมีน้ำใจ การช่วยเหลือผู้อื่น ได้เป็นอย่างดี ถ้าเปรียบเทียบกับ Peppa Pig ของชอบที่เคยชอบก่อนหน้านี้ ผมว่า Peppa มีความดาร์กอยู่เยอะมาก

 

เมื่อเพื่อนอยากไปเจอเพื่อน

มันก็เหมือนคนที่คบกัน เจอกันทางอินเทอร์เน็ต ส่งข้อความคุยแชตกันไปมา แต่ยังไม่เคยเจอหน้ากัน มันก็ต้องมีสักวันแหละน่าที่จะต้องนัดไปเจอกันว่าตัวจริงตรงปกรึเปล่า

จนวันหนึ่ง เราบังเอิญไปเปิดเจอโทมัสในหนังสือแนะนำเกี่ยวกับรถไฟของญี่ปุ่น ก็พบว่ามันมีสวนสนุกรถไฟโทมัสที่ญี่ปุ่นด้วย ตอนแรกเราก็นึกว่าคงเอาโมเดลของโทมัสมาทำม้าหมุน ทำเครื่องเล่นแบบหยอดเหรียญ เหมือนที่สวนสนุกต่างๆ ชอบทำ แต่ผมคิดผิด เพราะสวนสนุกรถไฟโทมัสที่ว่านี่ มันคือรถไฟของจริง

แต่ความรักมักมีอุปสรรค เพราะขั้นตอนการนัดหมายเพื่อนคนนี้มันยากมาก ที่สำคัญ เพื่อนลูกผมคนนี้เขารับแขกแค่ปีละ 2 เดือนเท่านั้น ประมาณช่วงปลายปีตุลาคม-พฤศจิกายน ซึ่งแต่ละปีก็ไม่เหมือนกันอีก แล้วแต่อารมณ์ของพี่เขา

เราให้บริษัททัวร์ที่เรารู้จักช่วยติดต่อให้ เพราะมันต้องให้คนที่ญี่ปุ่นจองให้ และต้องรอคิวว่าพี่โทมัสเขาจะให้เราเข้าเยี่ยมได้วันไหน ต้องรอเขาตอบกลับ ทำให้ทริปนี้ เราต้องจองโรงแรมเผื่อเป็นสิบๆ วัน เพราะไม่รู้ว่าเพื่อนลูกคนนี้จะว่างวันไหน…แต่ในที่สุด ฟ้าก็มีตา

 

ปู๊น ปู๊น ทริป

ไปญี่ปุ่นทั้งที จะไปเจอแค่โทมัสอย่างเดียวก็ยังไงอยู่ ไหนๆ ทริปนี้ก็จะให้เป็นรถไฟทริป เราเลยอยากจะให้ลูกได้รู้จักรถไฟให้ได้มากที่สุด

รถไฟ

เราเริ่มทริปที่นาโกย่า จุดหมายแรกไปที่ มิวเซียมรถไฟ SCMAGLEV and Railway Park ก่อนเลย ที่นี่รวบรวมรถไฟทั้งเก่าเเละใหม่ไว้ในที่เดียว เป็นมิวเซียมที่เพลิดเพลิน ถึงไม่ปลื้มรถไฟเป็นพิเศษก็สามารถเดินเล่นได้อย่างไม่น่าเบื่อ เเต่สำหรับเด็กที่ชอบรถไฟเเล้วมันคือสวรรค์ดีๆ นี่เอง ที่นี่ทำให้เรารู้ว่ารถไฟที่ญี่ปุ่นนั้นมีหลากหลายเเบบ วิ่งหลายเส้นทาง

คนออกแบบใส่ใจรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่ง อาหาร เเละร้านค้าของมิวเซียมที่ขายสินค้าเกี่ยวกับรถไฟมากมายที่ชวนเสียเงินจริงๆ
พิพิธภัณฑ์รถไฟญี่ปุ่น

จากนั้น เราไปต่อที่เกียวโต ที่นี่ก็มี Kyoto Railway Museum เหมือนกัน ถึงจะไม่ใหญ่โตเท่านาโกย่า เเต่ที่นี่ รวบรวมรถไฟไอน้ำสมัยโบราณ หรือ SL (Steam Locomotive) ไว้เพียบ ด้านนอกมีโรงจอดรถไฟ SL ขนาดใหญ่ มี Turn Table ที่ช่วยเก็บรถไฟเข้าโรงจอด ซึ่งเราเพิ่งเห็นของจริงเป็นครั้งเเรก หัวรถจักรไอน้ำโบราณเหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างดีและสามารถใช้ได้จริง การได้ยินเสียงหวีดรถไฟร้อง พร้อมไอน้ำที่ออกจากปล่อง รู้สึกเหมือนย้อนเวลาไปนั่งรถไฟเมื่อ 100 ปีก่อน

Kyoto Railway Museum

นอกจากนี้ ที่เกียวโตยังมีรถไฟสาย Romantic ชื่อ Sagano Romantic Train อยู่ที่อาราชิยามะ ย่านที่ไม่ไกลจากเกียวโตนัก สองข้างทางเต็มไปด้วยธรรมชาติ เเต่ที่พิเศษคือขบวนรถที่ห้า ที่จะเป็นเเบบ open-air ให้เราเสพธรรมชาติสองข้างทางอย่างเต็มที่

เราไปถึงสถานีกันแต่เช้า และดีใจว่าเราน่าจะมาเป็นคนแรก แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก เราก็พบว่าเรายังเป็นคนแรกอยู่

วันนี้วันพุธ รถไฟหยุด 1 วัน หันไปมองลูกชาย หน้าเบะทันที เหตุนี้เองทำให้วันรุ่งขึ้น ผมต้องมาแก้มืออีกครั้ง

นั่งรถไฟ

โมเมนต์เมื่อเพื่อนเจอเพื่อน

และแล้วก็ถึงวันที่เป็นหัวใจของทริปนี้ นั่นคือโทมัส แต่เส้นทางไปบ้านเพื่อนลูกผมครั้งนี้มันสาหัสพอสมควร เริ่มจากนั่งชินคันเซนจากโตเกียว ไปลงที่ชิสุโอกะ เเล้วต่อด้วยรถไฟวินเทจสาย Oigawa ไปถึงสถานี ​Senzu ออกจากโตเกียวเก้าโมง ไปถึงบ้านโทมัสก็ราวๆ เที่ยง

รถไฟวินเทจสาย Oigawa

ไร่ชา

ตลอดสองข้างทางระหว่างที่รถไฟวิ่งผ่านภูเขาผ่านอุโมงค์ ผ่านแม่น้ำ  ผ่านทุ่งชาเขียว พอถึงปลายทางเราเหมือนเจอโลกอีกใบ สำหรับผม มันน่าจะเป็นสถานีรถไฟที่สวยงาม โอบล้อมด้วยภูเขาและธรรมชาติ งดงามที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมา ผมปลุกลูกให้ตื่น ลูกงัวเงียตื่นขึ้นมา แต่พอรถไฟที่เรานั่งมาเข้าเทียบชานชาลา และลูกเริ่มเหลือบไปเห็นโทมัสตัวจริง เสียงจริง ใหญ่จริง จอดอยู่ ตาก็ลุกวาว วิ่งนำพ่อลงจากรถ แล้วตรงดิ่งไปหาเพื่อนรักทันที

Thomas & Friends

การเข้าไปอยู่ในสถานีรถไฟแห่งนี้ เหมือนเราเข้าไปอยู่ในโลกของโทมัสจริงๆ ผมเดาว่า สถานีรถไฟแห่งนี้ เดิมน่าจะเป็นสถานีรถไฟธรรมดาๆ ของชุมชน แต่พอมาเปลี่ยนทั้งสถานี ให้กลายเป็นบ้านของโทมัสและผองเพื่อน มีการตกแต่ง มีอู่ซ่อม ได้กลิ่นน้ำมันเครื่อง ได้กลิ่นเครื่องจักรไอน้ำ และที่สุดของที่สุดคือถอดแบบรถไฟโทมัสออกมาได้เกือบจะเหมือนจริงมากๆ เพราะรถจักรไอน้ำรุ่นที่นำมาทำเป็นโทมัสนี้หวีดรถมันไม่เหมือนตัวต้นฉบับเสียทีเดียว ถามว่าผมรู้ได้ไง ผมไม่รู้หรอก แต่รู้ตอนที่ลูกซื้อโมเดลโทมัสที่เขาขายที่สถานี เทียบกับของเล่นอันเดิมที่เขามี แล้วลูกก็ชี้ให้ดูว่า พ่อมันไม่เหมือนกัน

Thomas & Friends Thomas & Friends ข้าวกล่องรถไฟ Thomas & Friends

ที่สถานีมีกิจกรรมมากมาย มีเพื่อนรถไฟอีก 2 – 3 โมเดลที่นั่งได้จริง มีรถ Bertie Bus ด้วย มีนิทรรศการ มีข้าวกล่องโทมัส น้ำดื่มโทมัส ทุกอย่างที่เป็นโทมัส คือคนที่ชอบโทมัสจะต้องมีความสุขมาก ขามาเรานั่งรถไฟวินเทจมา แต่ขากลับเราจะได้โทมัสไปส่ง โดยที่ขณะโทมัสพาคนที่มาเยี่ยมเขากลับไปส่งนั้น ก็จะมีเพื่อนรถบัส Bertie Bus ที่มุ่งหน้าไปที่เดียวกัน เด็กๆ จะตื่นเต้นมากเวลาที่ได้เห็นรถบัสวิ่งไปด้วย เเม้เเต่คนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ระหว่างทางก็ยังตื่นเต้น เมื่อได้เห็นรถไฟโทมัสวิ่งผ่าน หลายคนหยิบกล้องมารอถ่าย รถไฟโทมัสพาเราวิ่งผ่านไร่ชาเขียวเเละธรรมชาติระหว่างทาง ของกิน ขนม ของที่ระลึก บรรยากาศ มีแต่พ่อแม่ชาวญี่ปุ่น ครอบครัวเราน่าจะเป็นตัวแทนจากประเทศไทยแต่เพียงครอบครัวเดียว

ในทริปนี้ ผมรู้สึกภูมิใจกับภาระหน้าที่นี้เหลือเกิน ที่่ได้มีโอกาสเอาธงชาติไทยไปปักที่สถานีรถไฟแห่งนี้

มิตรภาพบนรางรถไฟ

จากที่ไม่เคยชอบรถไฟ วันนี้ผมกับภรรยาเริ่มอินกับรถไฟไปพร้อมๆ กับลูก เวลาไปร้านของเล่น แผนกแรกที่เราจะเดินไปก็คือแผนกขายรถไฟ ลูกผมเป็นลูกคนเดียว แถมเพื่อนก็ไม่ค่อยเยอะ เขากลัวหมา ไม่ค่อยชอบพูดกับคนแปลกหน้า ผมเลยดีใจที่เขาเลือกคบเพื่อนคนนี้ที่ชื่อ โทมัส

อย่างที่บอกไปตอนต้น ทริปรถไฟครั้งนี้ลูกไม่ได้แค่เจอโทมัสอย่างเดียว แต่ยังได้เจอเพื่อนใหม่อีกเพียบ เพียงแต่คราวนี้เป็นสัญชาติญี่ปุ่น

Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum

จากที่แต่เคยอ้อนขอร้องให้ซื้อโมเดลโทมัสไว้ดูต่างหน้า ตอนนี้เริ่มลามปามไปถึงเพื่อนใหม่ชาวญี่ปุ่นแทนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Tokaido Shinkansen, Komachi Train, Hokuriku, Doctor Yellow…

กระเป๋าเงินผมเริ่มสั่นคลอนอีกครั้ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

14 พฤศจิกายน 2560
15 K

ก็ไม่รู้ว่าเขาแอบไปคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะวิวัฒนาการคบเพื่อนของลูกผม ตั้งแต่เกิดก็เริ่มจาก Peppa Pig, Minion, Dinosaur แล้วจู่ๆ ก็มารถไฟที่ชื่อ Thomas

ผมสังเกตว่าลูกชอบรถไฟ ก็ตอนที่เดินอุ้มเขาอยู่แถวซอยสุขุมวิท 33 จู่ๆ ลูกก็เงยหน้ามองที่รางรถไฟ BTS  แล้วก็เรียก พ่อๆๆๆ รถไฟ เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง หลังจากนั้น ผมก็เลยชอบพาเขามานั่งตรงหน้าห้างเอมควอเทียร์ตรงชั้นลอย

เพื่อให้มายืนดูรถไฟที่วิ่งไปมาให้หนำใจ ถ้าวันหนึ่ง คุณเกิดเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่บนชานชาลาคนเดียวแล้วยืนบ๊ายบายส่งคนทั้งรถไฟออกจากสถานี ไม่ต้องแปลกใจเลย นั่นคือลูกชายผม

รถไฟ

ถ้าลูกคนอื่นอาจเริ่มต้นคำภาษาอังกฤษ ด้วยคำว่า daddy, mommy, bird บลา บลา ขณะที่ลูกของผมจะเริ่มต้นด้วยคำว่า Thomas ตอนแรกผมก็งงว่ามาจากไหน สุดท้ายผมก็พบคำตอบในแผนกของเล่น เมื่อเขาหยิบโมเดลรถไฟที่หน้าตาเหมือนคนยื่นให้ผมดู และถามผมว่า “พ่อเอามั้ย?” (“พ่อเอามั้ย”น่าจะเป็นรูปประโยคในแบบของเขาที่แปลว่า พ่อซื้อให้หน่อย เพียงแต่ฟังดูไม่ค่อยถูกบังคับซื้อเท่าไหร่)

Thomas & Friends

เมื่อเขาเริ่มตกหลุมรักเพื่อนที่ชื่อ โทมัส หายนะก็เกิดกับเงินในกระเป๋าของพ่อทันที เพราะโดยปกติแล้ว เวลาเด็กชอบของเล่น ก็มักจะชอบนีโม่ บาร์บี้ ซึ่งอย่างมากก็มีแค่ไม่กี่ตัว แต่เมื่อลูกชอบรถไฟ มันไม่ได้มีแค่แบบเดียว เพราะชื่อของมันคือ Thomas & Friends (สังเกตว่า friend เติม s) จากนั้นการตามล่าหาโมเดลรถไฟโทมัสและผองเพื่อนก็เริ่มต้นขึ้น เริ่มจากโทมัสก่อน จากนั้นก็มา James, Percy,  Diesel, Edward …และอีกมากจนจำไม่หมด

แอบสืบประวัติเพื่อนลูก

โทมัสเกิดที่ประเทศอังกฤษ เป็นรถไฟหัวรถจักรไอน้ำ อาศัยบนเกาะที่ชื่อเกาะโซดอร์ โทมัสนิสัยดี ชอบทำงาน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และมีนิสัยที่เหมือนเด็กทั่วไปอยู่อย่างหนึ่งคือ เวลาทำดีแล้วชอบให้คนชม

ผมชอบที่ลูกหันมาคบกับโทมัส เพราะทุกครั้งที่พวกเขาเจอกัน นอกจากโทมัสจะสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษใหม่ๆ ให้ตั้งหลายคำ ยังสอนเรื่องการมีน้ำใจ การช่วยเหลือผู้อื่น ได้เป็นอย่างดี ถ้าเปรียบเทียบกับ Peppa Pig ของชอบที่เคยชอบก่อนหน้านี้ ผมว่า Peppa มีความดาร์กอยู่เยอะมาก

 

เมื่อเพื่อนอยากไปเจอเพื่อน

มันก็เหมือนคนที่คบกัน เจอกันทางอินเทอร์เน็ต ส่งข้อความคุยแชตกันไปมา แต่ยังไม่เคยเจอหน้ากัน มันก็ต้องมีสักวันแหละน่าที่จะต้องนัดไปเจอกันว่าตัวจริงตรงปกรึเปล่า

จนวันหนึ่ง เราบังเอิญไปเปิดเจอโทมัสในหนังสือแนะนำเกี่ยวกับรถไฟของญี่ปุ่น ก็พบว่ามันมีสวนสนุกรถไฟโทมัสที่ญี่ปุ่นด้วย ตอนแรกเราก็นึกว่าคงเอาโมเดลของโทมัสมาทำม้าหมุน ทำเครื่องเล่นแบบหยอดเหรียญ เหมือนที่สวนสนุกต่างๆ ชอบทำ แต่ผมคิดผิด เพราะสวนสนุกรถไฟโทมัสที่ว่านี่ มันคือรถไฟของจริง

แต่ความรักมักมีอุปสรรค เพราะขั้นตอนการนัดหมายเพื่อนคนนี้มันยากมาก ที่สำคัญ เพื่อนลูกผมคนนี้เขารับแขกแค่ปีละ 2 เดือนเท่านั้น ประมาณช่วงปลายปีตุลาคม-พฤศจิกายน ซึ่งแต่ละปีก็ไม่เหมือนกันอีก แล้วแต่อารมณ์ของพี่เขา

เราให้บริษัททัวร์ที่เรารู้จักช่วยติดต่อให้ เพราะมันต้องให้คนที่ญี่ปุ่นจองให้ และต้องรอคิวว่าพี่โทมัสเขาจะให้เราเข้าเยี่ยมได้วันไหน ต้องรอเขาตอบกลับ ทำให้ทริปนี้ เราต้องจองโรงแรมเผื่อเป็นสิบๆ วัน เพราะไม่รู้ว่าเพื่อนลูกคนนี้จะว่างวันไหน…แต่ในที่สุด ฟ้าก็มีตา

 

ปู๊น ปู๊น ทริป

ไปญี่ปุ่นทั้งที จะไปเจอแค่โทมัสอย่างเดียวก็ยังไงอยู่ ไหนๆ ทริปนี้ก็จะให้เป็นรถไฟทริป เราเลยอยากจะให้ลูกได้รู้จักรถไฟให้ได้มากที่สุด

รถไฟ

เราเริ่มทริปที่นาโกย่า จุดหมายแรกไปที่ มิวเซียมรถไฟ SCMAGLEV and Railway Park ก่อนเลย ที่นี่รวบรวมรถไฟทั้งเก่าเเละใหม่ไว้ในที่เดียว เป็นมิวเซียมที่เพลิดเพลิน ถึงไม่ปลื้มรถไฟเป็นพิเศษก็สามารถเดินเล่นได้อย่างไม่น่าเบื่อ เเต่สำหรับเด็กที่ชอบรถไฟเเล้วมันคือสวรรค์ดีๆ นี่เอง ที่นี่ทำให้เรารู้ว่ารถไฟที่ญี่ปุ่นนั้นมีหลากหลายเเบบ วิ่งหลายเส้นทาง

คนออกแบบใส่ใจรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่ง อาหาร เเละร้านค้าของมิวเซียมที่ขายสินค้าเกี่ยวกับรถไฟมากมายที่ชวนเสียเงินจริงๆ
พิพิธภัณฑ์รถไฟญี่ปุ่น

จากนั้น เราไปต่อที่เกียวโต ที่นี่ก็มี Kyoto Railway Museum เหมือนกัน ถึงจะไม่ใหญ่โตเท่านาโกย่า เเต่ที่นี่ รวบรวมรถไฟไอน้ำสมัยโบราณ หรือ SL (Steam Locomotive) ไว้เพียบ ด้านนอกมีโรงจอดรถไฟ SL ขนาดใหญ่ มี Turn Table ที่ช่วยเก็บรถไฟเข้าโรงจอด ซึ่งเราเพิ่งเห็นของจริงเป็นครั้งเเรก หัวรถจักรไอน้ำโบราณเหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างดีและสามารถใช้ได้จริง การได้ยินเสียงหวีดรถไฟร้อง พร้อมไอน้ำที่ออกจากปล่อง รู้สึกเหมือนย้อนเวลาไปนั่งรถไฟเมื่อ 100 ปีก่อน

Kyoto Railway Museum

นอกจากนี้ ที่เกียวโตยังมีรถไฟสาย Romantic ชื่อ Sagano Romantic Train อยู่ที่อาราชิยามะ ย่านที่ไม่ไกลจากเกียวโตนัก สองข้างทางเต็มไปด้วยธรรมชาติ เเต่ที่พิเศษคือขบวนรถที่ห้า ที่จะเป็นเเบบ open-air ให้เราเสพธรรมชาติสองข้างทางอย่างเต็มที่

เราไปถึงสถานีกันแต่เช้า และดีใจว่าเราน่าจะมาเป็นคนแรก แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก เราก็พบว่าเรายังเป็นคนแรกอยู่

วันนี้วันพุธ รถไฟหยุด 1 วัน หันไปมองลูกชาย หน้าเบะทันที เหตุนี้เองทำให้วันรุ่งขึ้น ผมต้องมาแก้มืออีกครั้ง

นั่งรถไฟ

โมเมนต์เมื่อเพื่อนเจอเพื่อน

และแล้วก็ถึงวันที่เป็นหัวใจของทริปนี้ นั่นคือโทมัส แต่เส้นทางไปบ้านเพื่อนลูกผมครั้งนี้มันสาหัสพอสมควร เริ่มจากนั่งชินคันเซนจากโตเกียว ไปลงที่ชิสุโอกะ เเล้วต่อด้วยรถไฟวินเทจสาย Oigawa ไปถึงสถานี ​Senzu ออกจากโตเกียวเก้าโมง ไปถึงบ้านโทมัสก็ราวๆ เที่ยง

รถไฟวินเทจสาย Oigawa

ไร่ชา

ตลอดสองข้างทางระหว่างที่รถไฟวิ่งผ่านภูเขาผ่านอุโมงค์ ผ่านแม่น้ำ  ผ่านทุ่งชาเขียว พอถึงปลายทางเราเหมือนเจอโลกอีกใบ สำหรับผม มันน่าจะเป็นสถานีรถไฟที่สวยงาม โอบล้อมด้วยภูเขาและธรรมชาติ งดงามที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมา ผมปลุกลูกให้ตื่น ลูกงัวเงียตื่นขึ้นมา แต่พอรถไฟที่เรานั่งมาเข้าเทียบชานชาลา และลูกเริ่มเหลือบไปเห็นโทมัสตัวจริง เสียงจริง ใหญ่จริง จอดอยู่ ตาก็ลุกวาว วิ่งนำพ่อลงจากรถ แล้วตรงดิ่งไปหาเพื่อนรักทันที

Thomas & Friends

การเข้าไปอยู่ในสถานีรถไฟแห่งนี้ เหมือนเราเข้าไปอยู่ในโลกของโทมัสจริงๆ ผมเดาว่า สถานีรถไฟแห่งนี้ เดิมน่าจะเป็นสถานีรถไฟธรรมดาๆ ของชุมชน แต่พอมาเปลี่ยนทั้งสถานี ให้กลายเป็นบ้านของโทมัสและผองเพื่อน มีการตกแต่ง มีอู่ซ่อม ได้กลิ่นน้ำมันเครื่อง ได้กลิ่นเครื่องจักรไอน้ำ และที่สุดของที่สุดคือถอดแบบรถไฟโทมัสออกมาได้เกือบจะเหมือนจริงมากๆ เพราะรถจักรไอน้ำรุ่นที่นำมาทำเป็นโทมัสนี้หวีดรถมันไม่เหมือนตัวต้นฉบับเสียทีเดียว ถามว่าผมรู้ได้ไง ผมไม่รู้หรอก แต่รู้ตอนที่ลูกซื้อโมเดลโทมัสที่เขาขายที่สถานี เทียบกับของเล่นอันเดิมที่เขามี แล้วลูกก็ชี้ให้ดูว่า พ่อมันไม่เหมือนกัน

Thomas & Friends Thomas & Friends ข้าวกล่องรถไฟ Thomas & Friends

ที่สถานีมีกิจกรรมมากมาย มีเพื่อนรถไฟอีก 2 – 3 โมเดลที่นั่งได้จริง มีรถ Bertie Bus ด้วย มีนิทรรศการ มีข้าวกล่องโทมัส น้ำดื่มโทมัส ทุกอย่างที่เป็นโทมัส คือคนที่ชอบโทมัสจะต้องมีความสุขมาก ขามาเรานั่งรถไฟวินเทจมา แต่ขากลับเราจะได้โทมัสไปส่ง โดยที่ขณะโทมัสพาคนที่มาเยี่ยมเขากลับไปส่งนั้น ก็จะมีเพื่อนรถบัส Bertie Bus ที่มุ่งหน้าไปที่เดียวกัน เด็กๆ จะตื่นเต้นมากเวลาที่ได้เห็นรถบัสวิ่งไปด้วย เเม้เเต่คนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ระหว่างทางก็ยังตื่นเต้น เมื่อได้เห็นรถไฟโทมัสวิ่งผ่าน หลายคนหยิบกล้องมารอถ่าย รถไฟโทมัสพาเราวิ่งผ่านไร่ชาเขียวเเละธรรมชาติระหว่างทาง ของกิน ขนม ของที่ระลึก บรรยากาศ มีแต่พ่อแม่ชาวญี่ปุ่น ครอบครัวเราน่าจะเป็นตัวแทนจากประเทศไทยแต่เพียงครอบครัวเดียว

ในทริปนี้ ผมรู้สึกภูมิใจกับภาระหน้าที่นี้เหลือเกิน ที่่ได้มีโอกาสเอาธงชาติไทยไปปักที่สถานีรถไฟแห่งนี้

มิตรภาพบนรางรถไฟ

จากที่ไม่เคยชอบรถไฟ วันนี้ผมกับภรรยาเริ่มอินกับรถไฟไปพร้อมๆ กับลูก เวลาไปร้านของเล่น แผนกแรกที่เราจะเดินไปก็คือแผนกขายรถไฟ ลูกผมเป็นลูกคนเดียว แถมเพื่อนก็ไม่ค่อยเยอะ เขากลัวหมา ไม่ค่อยชอบพูดกับคนแปลกหน้า ผมเลยดีใจที่เขาเลือกคบเพื่อนคนนี้ที่ชื่อ โทมัส

อย่างที่บอกไปตอนต้น ทริปรถไฟครั้งนี้ลูกไม่ได้แค่เจอโทมัสอย่างเดียว แต่ยังได้เจอเพื่อนใหม่อีกเพียบ เพียงแต่คราวนี้เป็นสัญชาติญี่ปุ่น

Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum

จากที่แต่เคยอ้อนขอร้องให้ซื้อโมเดลโทมัสไว้ดูต่างหน้า ตอนนี้เริ่มลามปามไปถึงเพื่อนใหม่ชาวญี่ปุ่นแทนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Tokaido Shinkansen, Komachi Train, Hokuriku, Doctor Yellow…

กระเป๋าเงินผมเริ่มสั่นคลอนอีกครั้ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ป๋อม ไชยพร

ครีเอทีฟพ่อลูกอ่อนที่หาเลี้ยงชีพด้วยการทำโฆษณาให้กับสินค้าและสังคมไปพร้อมๆกัน ป๋อมคือหนึ่งผู้ก่อตั้งบริษัท ชูใจ และ มานะ เอเจนซีโฆษณาที่ทำงานดีบ้าง ไม่ดีบ้างปัจจุบัน ป๋อมมีลูกกับภรรยาอย่างละ 1 คนเขายังคงขยันทำงาน เพื่อหาเงินมาซื้อของเล่นและพาลูกเที่ยว

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

5 มิถุนายน 2564
213

เพื่อเป็นการงาน CSD (Christopher Street Day) Frankfurt 2020 เป็นขบวนพาเหรดที่จัดปีละครั้ง เพื่อเฉลิมฉลองให้กับผู้มีความหลากหลายทางเพศ บางประเทศเรียกว่า Pride Parade หรือ Pride March งานนี้จัดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมปีที่แล้ว ควบคู่กับงานเสวนาออนไลน์ พิเศษตรงรูปแบบของขบวนพาเหรดที่เป็น Auto-Demo ภาษาเยอรมัน แปลว่า Car Demonstration Parade (ขบวนพาเหรดรถยนต์) เราเพิ่งรู้จักกับการจัดขบวนพาเหรดแบบนี้เป็นครั้งแรกที่นี่

ช่วงที่มีการระบาดของโรค COVID-19 ในครั้งแรก ก็มีการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เพื่อวางแผนมาตรการเฝ้าระวัง ในตอนนั้นทางรัฐบาลมีข้อกำหนดเรื่องการเว้นระยะห่างอย่างเข้มงวด เพื่อลดปริมาณผู้ติดเชื้อ การเดินประท้วงแบบปกติจึงต้องงดเว้นไป แต่ทางการอนุญาตให้ใช้รถยนต์ได้ โดยจะต้องมีผู้โดยสารคันละไม่เกิน 2 คน จึงทำให้เราได้เห็นการประท้วงแบบ Auto-Demo นี้แทนการเดินถนน

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ+

ผู้จัดต้องการให้มีพาเหรดนี้เกิดขึ้น แม้จะอยู่ในช่วงที่ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคระบาด ก็เลยนำไอเดีย Auto-Demo มาใช้กับงานพาเหรดในปีนี้เช่นกัน ในขบวนมีทั้งผู้สนับสนุนจากเมือง Frankfurt และเมืองใกล้เคียง เช่น Offenbach และ Wiesbaden มาร่วมด้วย ซึ่งงานในครั้งนี้จัดขึ้นที่ Romerberg ลานกว้างที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ Frankfurt โชคดีที่ในวันงาน สถานการณ์ดีขึ้นมากแล้ว ทางการอนุญาตให้เดินขบวนและชุมนุมได้ 

โดยยังแนะนำให้มีการใส่หน้ากากและเว้นระยะห่าง 1.5 เมตรอยู่ 

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ+

ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อฟังผู้นำการจัดงานพูดแนะนำงานและความสำคัญของความเท่าเทียมทางเพศ ก่อนที่จะเริ่มขบวน Auto-Demo ซึ่งผู้ร่วมขบวนและรถยนต์ทั้งหมดได้จอดรอเรียบร้อยแล้ว บนถนนริมแม่น้ำที่อยู่ไม่ไกลจากสถานที่จัดงานมากนัก

เมื่อถึงเวลา ทุกคนเดินไปขึ้นรถของตัวเองและรอสัญญาณจากทีมงาน ก่อนจะเริ่มขับออกไปพร้อมกับโบกธง Pride Flag ให้กับผู้คนรอบข้าง ทั้งขบวนมีรถประมาณ 20 – 30 คัน แต่ละคันมาจากองค์กรและหน่วยงานอิสระมากมาย รวมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล บางส่วนก็เป็นผู้ร่วมขบวนที่เดินเป็นหน้ากระดานทั้งระหว่างขบวนและท้ายขบวน

ในความรู้สึกของเราถือเป็นไอเดียที่ดีมาก เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งสำคัญ และรณรงค์ได้ด้วยมาตรการความปลอดภัย ในขบวนพาเหรดครั้งนี้ เราได้เห็นข้อความที่น่าสนใจคือ การรณรงค์เรื่อง Artikel 3 หรือกฎหมายมาตราที่ 3 

เมื่อได้อ่านดู ก็พบว่ามีใจความสำคัญเรื่องความเท่าเทียม มีประโยคขึ้นต้นมาตราว่า

“All persons shall be equal before the law.”

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

เนื้อหาในกฎหมายมาตรานี้ยังพูดถึงสิทธิเท่าเทียมของชายและหญิง รัฐมีหน้าที่กำจัดความไม่เท่าเทียมใดก็ตามที่เกิดขึ้น ยังกล่าวด้วยว่า บุคคลไม่ควรได้รับการปฏิบัติด้วยความลำเอียง เพราะเพศ การมีลูก ชาติพันธุ์ ภาษา ถิ่นกำเนิด เชื้อสาย ความเชื่อ หรือความคิดเห็นที่เกี่ยวกับศาสนาและการเมือง และบุคคลไม่ควรได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมเพราะมีความพิการ

(ข้อมูลอ้างอิง: https://www.bundesregierung.de/breg-en/chancellor/basic-law-470510)

ในฐานะผู้หญิงตรงเพศที่แต่งงานกับสามีซึ่งเป็นผู้ชายตรงเพศเช่นกัน เราจินตนาการไม่ได้เลยว่า ความไม่เท่าเทียมที่ชาว LGBTQ+ ต้องแบกรับนั้นนักหนาขนาดไหน แม้ว่าประเทศเยอรมนีจะเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีกฎหมายคุ้มครอง และผู้คนส่วนใหญ่ที่นี่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชนมาก แต่ในความเป็นจริง ชาว LGBTQ+ ก็ยังถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งในการใช้ชีวิตประจำวัน ชีวิตส่วนตัว และการทำงาน 

ตราบใดที่ยังมีความไม่เท่าเทียมในสังคม การรณรงค์นี้ก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป

เดินขบวนทิพย์ในงาน CSD Frankfurt ขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

นอกจากมาตราที่ 3 ที่เป็นกฎหมายพื้นฐานแล้ว ประเทศเยอรมนียังมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม คู่รัก LGBTQ+ จดทะเบียนสมรสได้ และอุปการะบุตรบุญธรรมได้ด้วย เราได้เห็นครอบครัว LGBTQ+ ที่นี่กับลูกๆ หลายครั้ง และรู้สึกดีมากที่ได้อยู่ในประเทศที่มีกฎหมายรับรอง เราเชื่อว่าความรักที่ดีมาจากคนสองคนที่รักและเคารพกันในฐานะคนที่เท่าเทียม และความรักที่ดีก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สถาบันครอบครัวเข้มแข็งและทำให้สังคมมีความเข้มแข็งตามไปด้วย

เราหวังว่าจะมีวันที่ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมและกฎหมายความเท่าเทียมพื้นฐานเช่นกัน

สำหรับปีนี้งาน CSD Frankfurt 2021 จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม 2021 รูปแบบงานจะกลับมาเป็นขบวนพาเหรดเดินเท้า พร้อมกิจกรรม Mini-CSD ที่จะจัดขึ้นอีกครั้งช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพื่อเป็นการสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศและดูแลความปลอดภัยให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคน ติดตามรายละเอียดที่ : https://csd-frankfurt.de

เดินขบวนทิพย์ในงาน CSD Frankfurt ขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

5 มิถุนายน 2564
213

เพื่อเป็นการงาน CSD (Christopher Street Day) Frankfurt 2020 เป็นขบวนพาเหรดที่จัดปีละครั้ง เพื่อเฉลิมฉลองให้กับผู้มีความหลากหลายทางเพศ บางประเทศเรียกว่า Pride Parade หรือ Pride March งานนี้จัดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมปีที่แล้ว ควบคู่กับงานเสวนาออนไลน์ พิเศษตรงรูปแบบของขบวนพาเหรดที่เป็น Auto-Demo ภาษาเยอรมัน แปลว่า Car Demonstration Parade (ขบวนพาเหรดรถยนต์) เราเพิ่งรู้จักกับการจัดขบวนพาเหรดแบบนี้เป็นครั้งแรกที่นี่

ช่วงที่มีการระบาดของโรค COVID-19 ในครั้งแรก ก็มีการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เพื่อวางแผนมาตรการเฝ้าระวัง ในตอนนั้นทางรัฐบาลมีข้อกำหนดเรื่องการเว้นระยะห่างอย่างเข้มงวด เพื่อลดปริมาณผู้ติดเชื้อ การเดินประท้วงแบบปกติจึงต้องงดเว้นไป แต่ทางการอนุญาตให้ใช้รถยนต์ได้ โดยจะต้องมีผู้โดยสารคันละไม่เกิน 2 คน จึงทำให้เราได้เห็นการประท้วงแบบ Auto-Demo นี้แทนการเดินถนน

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ+

ผู้จัดต้องการให้มีพาเหรดนี้เกิดขึ้น แม้จะอยู่ในช่วงที่ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคระบาด ก็เลยนำไอเดีย Auto-Demo มาใช้กับงานพาเหรดในปีนี้เช่นกัน ในขบวนมีทั้งผู้สนับสนุนจากเมือง Frankfurt และเมืองใกล้เคียง เช่น Offenbach และ Wiesbaden มาร่วมด้วย ซึ่งงานในครั้งนี้จัดขึ้นที่ Romerberg ลานกว้างที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ Frankfurt โชคดีที่ในวันงาน สถานการณ์ดีขึ้นมากแล้ว ทางการอนุญาตให้เดินขบวนและชุมนุมได้ 

โดยยังแนะนำให้มีการใส่หน้ากากและเว้นระยะห่าง 1.5 เมตรอยู่ 

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ+

ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อฟังผู้นำการจัดงานพูดแนะนำงานและความสำคัญของความเท่าเทียมทางเพศ ก่อนที่จะเริ่มขบวน Auto-Demo ซึ่งผู้ร่วมขบวนและรถยนต์ทั้งหมดได้จอดรอเรียบร้อยแล้ว บนถนนริมแม่น้ำที่อยู่ไม่ไกลจากสถานที่จัดงานมากนัก

เมื่อถึงเวลา ทุกคนเดินไปขึ้นรถของตัวเองและรอสัญญาณจากทีมงาน ก่อนจะเริ่มขับออกไปพร้อมกับโบกธง Pride Flag ให้กับผู้คนรอบข้าง ทั้งขบวนมีรถประมาณ 20 – 30 คัน แต่ละคันมาจากองค์กรและหน่วยงานอิสระมากมาย รวมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล บางส่วนก็เป็นผู้ร่วมขบวนที่เดินเป็นหน้ากระดานทั้งระหว่างขบวนและท้ายขบวน

ในความรู้สึกของเราถือเป็นไอเดียที่ดีมาก เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งสำคัญ และรณรงค์ได้ด้วยมาตรการความปลอดภัย ในขบวนพาเหรดครั้งนี้ เราได้เห็นข้อความที่น่าสนใจคือ การรณรงค์เรื่อง Artikel 3 หรือกฎหมายมาตราที่ 3 

เมื่อได้อ่านดู ก็พบว่ามีใจความสำคัญเรื่องความเท่าเทียม มีประโยคขึ้นต้นมาตราว่า

“All persons shall be equal before the law.”

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

เนื้อหาในกฎหมายมาตรานี้ยังพูดถึงสิทธิเท่าเทียมของชายและหญิง รัฐมีหน้าที่กำจัดความไม่เท่าเทียมใดก็ตามที่เกิดขึ้น ยังกล่าวด้วยว่า บุคคลไม่ควรได้รับการปฏิบัติด้วยความลำเอียง เพราะเพศ การมีลูก ชาติพันธุ์ ภาษา ถิ่นกำเนิด เชื้อสาย ความเชื่อ หรือความคิดเห็นที่เกี่ยวกับศาสนาและการเมือง และบุคคลไม่ควรได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมเพราะมีความพิการ

(ข้อมูลอ้างอิง: https://www.bundesregierung.de/breg-en/chancellor/basic-law-470510)

ในฐานะผู้หญิงตรงเพศที่แต่งงานกับสามีซึ่งเป็นผู้ชายตรงเพศเช่นกัน เราจินตนาการไม่ได้เลยว่า ความไม่เท่าเทียมที่ชาว LGBTQ+ ต้องแบกรับนั้นนักหนาขนาดไหน แม้ว่าประเทศเยอรมนีจะเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีกฎหมายคุ้มครอง และผู้คนส่วนใหญ่ที่นี่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชนมาก แต่ในความเป็นจริง ชาว LGBTQ+ ก็ยังถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งในการใช้ชีวิตประจำวัน ชีวิตส่วนตัว และการทำงาน 

ตราบใดที่ยังมีความไม่เท่าเทียมในสังคม การรณรงค์นี้ก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป

เดินขบวนทิพย์ในงาน CSD Frankfurt ขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

นอกจากมาตราที่ 3 ที่เป็นกฎหมายพื้นฐานแล้ว ประเทศเยอรมนียังมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม คู่รัก LGBTQ+ จดทะเบียนสมรสได้ และอุปการะบุตรบุญธรรมได้ด้วย เราได้เห็นครอบครัว LGBTQ+ ที่นี่กับลูกๆ หลายครั้ง และรู้สึกดีมากที่ได้อยู่ในประเทศที่มีกฎหมายรับรอง เราเชื่อว่าความรักที่ดีมาจากคนสองคนที่รักและเคารพกันในฐานะคนที่เท่าเทียม และความรักที่ดีก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สถาบันครอบครัวเข้มแข็งและทำให้สังคมมีความเข้มแข็งตามไปด้วย

เราหวังว่าจะมีวันที่ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมและกฎหมายความเท่าเทียมพื้นฐานเช่นกัน

สำหรับปีนี้งาน CSD Frankfurt 2021 จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม 2021 รูปแบบงานจะกลับมาเป็นขบวนพาเหรดเดินเท้า พร้อมกิจกรรม Mini-CSD ที่จะจัดขึ้นอีกครั้งช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพื่อเป็นการสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศและดูแลความปลอดภัยให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคน ติดตามรายละเอียดที่ : https://csd-frankfurt.de

เดินขบวนทิพย์ในงาน CSD Frankfurt ขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

วรรณิดา กสิวงศ์

เวดดิ้งแพลนเนอร์ @wondersweddings ชอบหนังสือ ช็อกโกแลตร้อน และดอกไม้ ใฝ่ฝันอยากเห็นประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load