9 พฤศจิกายน 2560

ในชีวิตฉันไม่เคยคิดจะมาอินเดีย แต่เพราะรูปทุ่งดอกไม้บานสะพรั่งไปทั่วทั้งหุบเขา ทำให้ฉันปักหมุดว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ฉันจะต้องมาอินเดียให้ได้สักครั้งในชีวิตนี้ เพื่อไปเยือนดินแดนที่มีชื่อว่า ‘Valley of Flowers’

ภูเขา

หุบเขาดอกไม้แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาตินันทาเทวี (Nanda Devi National Park) รัฐอุตตราขัณฑ์ (Uttarakhand) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเดลี ติดกับพรมแดนทิเบต ทางเดินเขาที่นี่เปิดให้เข้าได้เฉพาะเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ซึ่งเป็นหน้ามรสุม แต่เพราะหิมะบนยอดเขาละลายและดอกไม้เริ่มผลิบานผลัดเปลี่ยนกัน ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้รักธรรมชาติและพืชพรรณ

จากเดลี เรานั่งรถบัสไปลงที่เมือง Haridwar เพื่อต่อรถในเช้าวันรุ่งขึ้นไป Joshimath เมืองเล็กๆ ที่มีภูเขาสูงใหญ่ล้อมรอบ ไม่ไกลจากที่นี่ก็จะไปถึงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อ Govindghat หมู่บ้านสุดท้ายที่รถเข้าไปถึง จากนั้นเราต้องเริ่มต้นเดินเท้า 8 กิโลเมตร เข้าไปยัง Ghangaria หมู่บ้านกลางหุบเขาซึ่งเป็นคล้ายฐานที่มั่นสำหรับนักท่องเที่ยวและชาวซิกข์และฮินดูผู้มาจาริกแสวงบุญ

เช้าตรู่หลังจากพักผ่อนจนเต็มอิ่ม พวกเราก็พร้อมเดินเข้าไปยลความงามของหมู่ดอกไม้นานาพรรณในหุบเขาแล้ว จากปากทางเข้าจ่ายเงินค่าธรรมเนียมสำหรับชาวต่างชาติคนละ 600 รูปี ราคานี้สำหรับเข้าอุทยานได้สามวัน จากตรงนี้ไปถึงปากทาง Main Valley ประมาณ 3.5 กิโลเมตร เริ่มต้นเป็นป่าปิด มีต้นไม้สูงใหญ่ให้ร่มเงา สักพักเห็นต้นสนใหญ่ริมน้ำตกที่ไหลแรงเป็นฟองขาว เราข้ามน้ำตกกันที่นี่แล้วเดินต่อไปและต่อไป ทางดูเหมือนจะทอดยาวไปไม่สิ้นสุด บางคนถูกดอกไม้บางดอกฉุดรั้งให้แวะข้างทางเพื่อเก็บภาพ บางคนรีบจ้ำเพื่อทำเวลา เพราะต้องกลับออกมาถึงปากทางเข้าก่อนห้าโมงเย็น

เดินป่า หุบเขา

หุบเขา

หลังจากหลุดพ้นเงาไม้มาได้ ก็เป็นทางเลียบเลาะหุบเขา ยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ฉันได้แต่สงสัยว่า ต้องเดินอีกไกลเท่าไหร่ถึงจะพอ แต่เพราะความหวังว่าข้างหน้าจะต้องมีความสวยงามกว่ารออยู่ สองขาจึงยังคงก้าวต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งเดินก็เริ่มเห็นความหลากหลายของพืชพรรณที่พากันผลิดอกชูช่อไสว พืชที่พบในหุบเขานี้เป็นพืชอัลไพน์หลากหลายชนิด มีทั้งดงเทียนดอกสีชมพูริมทาง เจอราเนียมสีม่วงกลีบบาง ดอกแคตนิปสีชมพูอ่อน ดอกวงศ์ทานตะวันสีเหลืองสด แอสเตอร์กลีบเรียวสีม่วงเกสรเหลือง Himalayan Whorlflower ช่อสวย โพลีโกนัมช่อสีขาวฟู ไปจนถึงพืชสกุลพริมโรสดอกกระจุ๋งกระจิ๋ง แต่ดอกไม้หนึ่งในใจที่ฉันกำลังสอดสายตามองหาคือดอกป๊อบปี้สีฟ้า (Himalayan Blue Poppy) และขุนเขาก็ไม่ได้ทำให้ฉันต้องรอนาน ตรงโขดหินริมหน้าผา พืชต้นน้อย ๆ เบียดแทรกตัวชูช่อดอกสีฟ้าอ่อน ดึงดูดความสนใจของใครต่อใครที่เดินผ่านได้ไม่น้อยเลย

ดอกไม้ ดอกไม้

ดอกป๊อปปี้สีน้ำเงิน

ยิ่งเดินเข้าไปลึกมากเท่าไหร่ ธรรมชาติก็ยิ่งทำให้เราตื่นตาตื่นใจได้มากเท่านั้น ยิ่งผ่านเข้ามาถึงส่วนหลักของหุบเขา (Main Valley) ทุ่งดอกไม้ยิ่งกว้างไกลสุดสายตา แม้ว่าดูเผินๆ แล้วเหมือนเทียนสีชมพูจะกลืนกินและกลบพืชพรรณอื่นๆ ไปจนหมด แต่ถ้าสังเกตดูดี ๆ เราจะเห็นพืชต้นเล็กต้นน้อยมากมายที่กำลังผลิบานอย่างเงียบๆ ทั้งดอกเบลล์ฟลาวเวอร์ช่อใหญ่สีม่วงเข้ม พุ่มดอก Knotweed สีชมพูหวานบนโขดหิน Roundleaf Bellflower ดอกสีเขียวอ่อน ดอกถั่วจิ๋วที่เลื้อยอยู่บนพื้นสีม่วงเข้ม และอื่นๆ อีกมากมายที่ยากจะเอ่ยชื่อได้ครบถ้วน มีการบันทึกว่าในแต่ละปีจะมีดอกไม้ทยอยกันบานในหน้ามรสุมนี้มากกว่า 500 ชนิด บ้างก็เป็นพืชถิ่นเดียว บางชนิดเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ บางชนิดมีสรรพคุณสามารถนำไปใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคได้ และถ้าหากใครที่เคยไปเดินเชียงดาวได้มาเดินที่นี่ จะเห็นว่าชนิดพรรณไม้ที่นี่กับเชียงดาวมีลักษณะคล้ายและใกล้เคียงกัน เป็นเพราะว่าเชียงดาวคือส่วนหางของหิมาลัย จึงมีพรรณไม้บางส่วนที่สามารถแพร่กระจายพันธุ์ไปได้ถึงเขาหินปูนทางตอนเหนือของประเทศไทยของเรา
ดอกไม้ ดอกไม้ ดอกไม้

พวกเราแวะพักกินข้างกลางวันที่ห่อมาจากโรงแรมข้างธารน้ำตก สายน้ำเย็นไหลแรง ฟ้าเริ่มครึ้ม พร้อมฝนที่ตกปรอยๆ พอบ่ายโมงกว่าๆ เราก็ต้องหันหลังกลับและเดินออกไปให้ทันห้าโมงเย็น หมายมั่นปั้นมือว่าวันรุ่งขึ้นจะเดินเข้าไปได้ลึกกว่านี้

ลำธาร

หลังจากสลบเป็นตาย 6 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้า วันใหม่เราก็ตั้งใจจะแวะข้างทางให้น้อยลง เพื่อเดินไปให้ถึงสุดทาง ตอนเช้าอากาศแจ่มใส เห็นสีฟ้าของท้องฟ้า รู้สึกว่าวันนี้จะเป็นวันที่ดี แต่เมฆก็ดูเหมือนจะคิดเช่นเรา พากันกรูเข้ามาในหุบเขา กลายเป็นหมอกที่ไหลผ่านระหว่างเรา ดอกไม้ และทุ่งหญ้า จนทำให้บางครั้ง ภาพจางๆ ที่เห็นข้างหน้า คล้ายว่าเรากำลังเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ของพระเจ้าก็ไม่ปาน

หุบเขา

ยิ่งเดินลึกเข้าไป เรายิ่งตกหลุมรักหุบเขาแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนค่อยๆ หายไป จนเหลือแต่พวกเราที่ยังเดินอยู่ ทางเดินไม่ได้เรียบโล่งเหมือนช่วงต้นที่ผ่านมา แต่มีพืชต้นน้อยๆ รุกล้ำเข้ามาระหว่างซอกหิน ลมยังคงพัดเมฆผ่านมาและผ่านไปไม่ขาดสาย บางช่วงได้กลิ่นหอมของไม้บางชนิดที่ฉันด้อยความสามารถเกินกว่าจะระบุได้ บางช่วงเป็นทุ่งโล่งที่มีคนมานอนงีบพร้อมเปิดเพลงเข้าบรรยากาศ แม้ว่าจะเป็นเวลาบ่ายกว่าๆ ซึ่งเราจะต้องหันหลังกลับและเดินออกแล้ว แต่เรายังไม่บรรลุจุดหมายปลายทางของวันนี้ พวกเราเลยเร่งฝีเท้าเต็มที่ อยากไปให้ถึงสุดปลายทางซึ่งเป็นริมฝั่งแม่น้ำที่ละลายมาจากธารน้ำแข็งจากเขาด้านบน แต่ท้ายที่สุดก็ไปได้ไม่ถึง พวกเราได้เห็นแค่วิวกว้างๆ ที่ขนาบด้วยดอกเทียนสีชมพูสุดลูกหูลูกตา และสายน้ำสีขาวที่อยู่ไกลๆ ไม่สามารถเดินไปถึงริมฝั่งน้ำได้ เพราะหากไม่ยอมหันหลังกลับ พวกเราอาจจะออกมาไม่ทัน ยิ่งบ่ายฝนในหุบเขายิ่งตกหนัก ถึงแม้ว่าตอนเช้าอากาศจะดีแค่ไหนก็ตาม บวกกับน้ำในลำธารสายต่างๆ ที่เราข้ามมาซึ่งค่อยๆ เพิ่มระดับสูงขึ้นจากน้ำแข็งที่ละลายเมื่อโดนความอบอุ่นของแสงอาทิตย์ และความเสี่ยงที่จะเกิดหินถล่มตามทาง ทำให้ไกด์ของนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นซึ่งเป็นพนักงานโรงแรมที่เราพักอยู่ และรู้จักหน้าค่าตากันดี คอยเร่งให้เราเดินกลับออกไปให้เร็วที่สุด จากที่พวกเราพยายามจะชิลล์รั้งท้าย เขาเลยตัดสินใจมาเดินไล่หลังพวกเรา โดยไม่ต้องมีคำเร่งใดๆ แค่เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเขาที่เดินตามหลัง ก็ทำให้เราไม่กล้าแม้แต่จะหยุดพักเหนื่อย กลายเป็นการจ้ำเท้าที่เร็วที่สุดของพวกเรา จนถึงจุดที่ปลอดภัย เขาก็ปล่อยให้เราเดินด้วยความเร็วปกติ และไปดูแลลูกทัวร์ของตัวเอง เราทั้งโล่งใจและขอบคุณที่เขาอุตส่าห์เป็นห่วง แต่บางทีมันก็เหนื่อยไป แถมมุมถ่ายรูปสวยๆ ที่เล็งไว้ตอนขาไป ก็อดถ่ายรูปกลับมา

ในหุบเขาจุดหนึ่งจะมีทางแยก ทางหนึ่งไป River’s Belt 4 กิโลที่เราเดินไปไม่ถึงในวันที่ 2 ส่วนอีกทางไปหลุมฝังศพของคุณมาร์กาเร็ต (Margaret Legge) ซึ่งมีระยะทางไม่ถึงกิโล คุณมาร์กาเร็ตเป็นนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษที่เดินทางมาศึกษาพรรณไม้ที่นี่ แต่เกิดอุบัติเหตุลื่นตกเขาระหว่างที่กำลังเก็บตัวอย่างพรรณไม้ อากาศในหุบเขาชื้นเพราะฝนเริ่มตก หมอกลอยผ่านตัวเราไป สองข้างทางไปหลุมศพมีดอกไม้หลากหลายชนิดผลิบาน ระหว่างเดินฉันก็เริ่มคุณมาร์กาเร็ตว่าทำไมเธอและใครต่อใครจึงหลงใหลหุบเขาที่เดินทางมาแสนยากลำบากแห่งนี้นัก และพอเดินไปถึงหลุมศพของเธอ ฉันก็เผลออมยิ้ม คิดมโนไปถึงภาพสุดท้ายที่เธอได้เห็นระหว่างยังมีลมหายใจ บางครั้งนั่นอาจเป็นเกียรติสูงสุดแล้วที่ธรรมชาติได้มอบให้เธอในวาระสุดท้ายของชีวิต

เดินทาง

“My eyes will forever drink in the beauty of the mountains which gave me strength and inspiration”.

-Margaret Legge-

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พิรดา สุมานนท์

นักศึกษารอเรียนต่อปริญญาเอกทางด้านพฤกษศาสตร์ ชอบท่องเที่ยว กระหายกลิ่นหมอกและไอฝน

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ขอแนะนำให้รู้จัก “ชายชุดขาว”แห่งแซง-แชร์แมง-เด-เพร กรุงปารีส ผู้กล่าวว่า “โลกคือบทกวี”

ณ กรุงปารีส ย่านแซง-แชร์แมง-เด-เพร (Saint-Germain-des-Prés) เป็นย่านหรูหราที่เต็มไปด้วยร้านแฟชั่นบูติกต่างๆและมีร้านคาเฟ่ชื่อดังอย่าง Café de Flore และ Les Deux Magots ที่ศิลปินและนักเขียนชื่อดังของฝรั่งเศสในอดีตเคยไปนั่ง คงมีไม่กี่คนที่คิดจะเดินเข้าโบสถ์อันแสนเงียบสงบของย่านแซง-แชร์แมง-เด-เพรที่อยู่ตรงกันข้ามกับร้าน Les Deux Magots และคงมีคนน้อยยิ่งกว่านั้น ที่ผ่านด้านหน้าโบสถ์แล้วโชคดีมีโอกาสได้เห็นชายชาวอินเดียร่างผอมในสูทชุดขาวเดินวนเวียนอยู่แถวนั้น

เพราะเขามักจะใส่ชุดสูทขาวโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ คนจึงพากันเรียกเขาว่า “ชายชุดขาว” (Homme blanc)

นี่ไม่ใช่เรื่องสยองขวัญ ชายชุดขาวเป็นบุคคลลึกลับที่มีตัวตนจริง แม้จะโผล่มาแบบไม่บอกกล่าว คาดเดาเวลาไม่ได้ แต่ถึงไม่ได้เจอก็ไม่เป็นไร เพราะตรงแถวลูกกรงเหล็กที่ล้อมสวนข้างตัวโบสถ์แซง-แชร์แมงนั้นมีทั้งรูปวาดและบทกวีต่างๆ ที่วันดีคืนดีชายชุดขาวก็เอามาติดไว้ทีละเล็กทีละน้อยเอาไว้ให้อ่านต่างหน้า แถมเป็นการเอามาติดเองแบบตามใจชอบตามวิสัยศิลปินเสียด้วย

Saint-Germain-des-Prés

ผู้เขียนเดินไปเจอผลงานของชายชุดขาวโดยบังเอิญเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว (2016) แต่ผลงานของชายชุดขาวมีมาเรื่อยๆ ตั้งแต่หนึ่งปีก่อนหน้า (2015) บทกวีภาษาฝรั่งเศสที่นำมานั้น มีทั้งวรรคต่างๆ จากกลอนของกวีหลายคน เช่น กวีฝรั่งเศสชื่อดังอย่าง ปอล แวร์แลน (Paul Verlaine) หรือ กวีอินเดียอย่างรพินทรนาถ ฐากุร โดยชายชุดขาววาดภาพประกอบเพิ่มเติมอย่างสวยงาม บางทีก็มีภาพถ่าย / ภาพสีน้ำ / ภาพลายเส้นประกอบกลอนที่ชายชุดขาวแต่งขึ้นเอง หนึ่งในนั้นคือคำพูดที่เหมือนจะอธิบายทุกอย่างไปในตัวว่า “โลกคือบทกวี” (Le monde est une poésie.) 

Saint-Germain-des-Prés

(ภาพถ่ายของชายชุดขาว พร้อมคำบรรยายใต้ภาพสั้นๆ ว่า “ฉันเคยรักเธอ สูญเสีย และได้ใช้ชีวิตส่วนตัว”)

Saint-Germain-des-Prés

On risque de pleurer un peu si on s’est laissé apprivoiser.”
(เราต้องเสี่ยงกับการหลั่งน้ำตาบ้าง ถ้าเราปล่อยให้ความผูกพันก่อตัวขึ้น)

หนึ่งในวรรคกินใจจากนิยายเรื่อง เจ้าชายน้อย ถูกชายชุดขาววาดภาพประกอบเพิ่มเติมเป็นแมว (Le chat) ที่มีไหมพรมพันตัวจนยุ่ง

ชายชุดขาวโผล่มาแวบๆ เพื่อเอางานมาแสดงแบบเงียบๆ คล้ายเพื่อนที่แบ่งปันบทกวีที่ชอบและเอาเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง กระนั้นคนทั่วไปก็ให้ความสนใจถึงขั้นเขียนจดหมายขอบคุณชายลึกลับคนนี้

Saint-Germain-des-Prés

จดหมายจาก “นิรนาม” ที่เขียนขอบคุณ “ชายนิรนามริมทางในชุดขาว” ด้วยสำนวนสละสลวยและแสดงอารมณ์สุนทรีย์ราวกับเป็นกลอนอีกบทหนึ่ง

นิตยสารต่างๆ ก็ไม่น้อยหน้า ติดต่อขอสัมภาษณ์จนในที่สุดเราจึงได้รู้จักตัวจริงของชายชุดขาว แท้จริงแล้วนาย ยาซีน ข่าน เป็นศิลปินชาวอินเดียอายุ 70 ปีที่พูดได้ทั้งภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และฮินดี และอยู่ในปารีสมาแล้วถึง 37 ปี นอกจากนี้เขายังเป็นดารารับเชิญในภาพยนตร์เรื่อง L’intouchable (The Untouchable) ในปี 2006 อีกด้วย

แม้ชายชุดขาวจะริเริ่มโปรเจกต์นี้อย่างเงียบๆ แต่งานศิลปะและบทกวีที่มีค่าย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะถูกนำเสนอแล้วเงียบหายไป โดยเฉพาะเมื่อเป็นผลงานจากศิลปินผู้มีปณิธาน ชายชุดขาวส่งจดหมายไปถึงนางอานน์ อิดาลโก (Anne Hidalgo) นายกเทศมนตรีของกรุงปารีส เชื้อเชิญให้นางอิดาลโกมาพิสูจน์ผลงานของเขาด้วยตาตนเอง  

ต่อมา บทกวีริมรั้วของชายชุดขาวไม่ได้ถูกดึงออก นางอิดาลโกออกจดหมายชื่นชมในผลงานและแสดงความเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้เจอศิลปินที่หาตัวจับยากคนนี้ เนื้อความในจดหมายทั้งกล่าวขอบคุณชายชุดขาวจากใจจริงในนามของชาวเมืองปารีส ที่เขาได้สร้างผลงานอันจับใจคนเป็นอย่างยิ่งและขอฝากฝังชายชุดขาวและศิลปินต่างๆให้ช่วยให้สังคมกลับมายืนหยัดอย่างเข้มแข็งตามหลักเสรีภาพและภราดรภาพหลังจากเหตุการณ์การก่อการร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น  

Saint-Germain-des-Prés

จดหมายแสดงความชื่นชมจากนางอิดาลโก

หากโลกคือบทกวี เราแต่ละคนคงอ่านบทกวีนี้ต่างกันไป มีทั้งความรู้สึกและการตีความ สร้างความหมายไปตามประสบการณ์ส่วนตน กวีเองก็คงเกิดจากการเป็นคนที่ได้ยิน มอง รับรู้โลก แล้วปล่อยความรู้สึกออกมาเป็นบทกวีตอบโต้ คนที่ได้อ่านผลงานของกวีเหล่านี้ก็มีทั้งที่รับรู้ เพิกเฉย และส่งต่อความเคลื่อนไหวนี้ ชายชุดขาวเริ่มจากการอ่าน อ่านทั้งโลกและบทกวีของผู้อื่น เพื่อที่จะเขียนบทกวีและภาพเพื่อสะท้อนทุกอย่างในใจออกมาอีกต่อหนึ่ง คนที่ได้อ่านและได้ดูภาพก็มีทั้งที่เก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจ และมีที่เขียนโต้ตอบอย่างเช่น “นิรนาม” และนางอิดาลโก

Saint-Germain-des-Prés Saint-Germain-des-Prés Saint-Germain-des-Prés

Saint-Germain-des-Prés

ล่าสุดผู้เขียนเองได้กลับไปยังที่หน้าโบสถ์อีกครั้ง ในเดือนมิถุนายน ปี 2017 นี้ ตรงริมรั้วไม่มีบทกวีของชายชุดขาวอีกแล้ว แต่มีตู้เก็บอุปกรณ์สีเขียวสดของทางโบสถ์ และถัดไปคือภาพถ่ายพอร์เทรตขนาดใหญ่ 6 ภาพของดาราดังระดับโลก เช่น Amanda Seyfreid, Charlize Theron, Penelope Cruzฯ ลฯ ที่ถ่ายโดยช่างภาพชาวเยอรมัน Vincent Peters จัดแสดงอย่างสวยงามและเป็นความร่วมมือระหว่าง La Hune ร้านหนังสือและแกลเลอรี่งานศิลปะกับทางโบสถ์แซง-แชร์แมง ถนนฝั่งตรงข้ามก็มีประติมากรรมโลหะไม่ทราบชื่อขนาดใหญ่มาตั้งและยังมีงานศิลปะทรงลูกบาศก์ขนาดใหญ่ไม่แพ้กันอยู่ถัดไป ลูกบาศก์นั้นน่าสนใจมากเพราะทำจากโครงโลหะสีดำขนาดใหญ่แล้วใช้ยางเส้นสีดำสนิทพาดไปตามจุดต่างๆ ยามลมพัด ยางก็จะสั่นสะเทือนตามชื่อผลงานว่า “Vibration” (การสั่นสะเทือน) โดยศิลปิน Pauline Guerrier ลึกเข้าไปยังมีเส้นสีขาวที่ทำจากผ้าใบขึงจนเป็นรูปทรง ตรงส่วนนี้แม้ไม่เคลื่อนไหว แต่ยามกลางคืนที่มีไฟส่องก็จะเสมือนกลุ่มดาวที่ลอยอยู่ เพราะเส้นยางสีดำนั้นกลมกลืนไปกับบรรยากาศภายนอก งานศิลปะชิ้นนี้สร้างความฉงนสงสัยให้กับกลุ่มเด็กประถม 3 – 4 คนที่เดินมาไม่น้อย แม่หนูคนหนึ่งสงสัยจัดว่าผลงานทำจากวัสดุอะไร เลยมุดเข้าไปในในลูกบาศก์ เคราะห์ดี (?) ที่เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มพูดเตือนสติว่าไม่ควรเข้าไปในงานศิลปะแบบนี้ แต่ขณะที่พูดก็มุดเข้าไปในลูกบาศก์เพื่อจูงมือเพื่อนออกมาด้วยกัน…

Saint-Germain-des-Prés Saint-Germain-des-Prés

สุดท้ายแล้วผู้เขียนก็ไม่ได้เห็นบทกวีและภาพเขียนของชายชุดขาวอีก ทว่าการแลกเปลี่ยนทางศิลปะได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้วในพื้นที่หน้าโบสถ์แซง-แชร์แมงแห่งนี้ และคงเกิดต่อไปไม่รู้จบ ยังไม่นับบทความอีกหนึ่งเรื่องที่กำลังเล่าเรื่องชายชุดขาวให้คนในอีกซีกโลกหนึ่งได้อ่านในขณะนี้

“ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น”

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

รุจีลักษณ์ สีลาเขต

นักเรียนวรรณคดีขี้สงสัย ที่กำลังเรียนรู้ตัวเองและโลก รักการอ่านหนังสือ การเขียน การเล่าเรื่อง การทำอาหาร การดูหนัง การถ่ายภาพ และการแต่งหน้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load