9 พฤศจิกายน 2560
6 K

ในชีวิตฉันไม่เคยคิดจะมาอินเดีย แต่เพราะรูปทุ่งดอกไม้บานสะพรั่งไปทั่วทั้งหุบเขา ทำให้ฉันปักหมุดว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ฉันจะต้องมาอินเดียให้ได้สักครั้งในชีวิตนี้ เพื่อไปเยือนดินแดนที่มีชื่อว่า ‘Valley of Flowers’

ภูเขา

หุบเขาดอกไม้แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาตินันทาเทวี (Nanda Devi National Park) รัฐอุตตราขัณฑ์ (Uttarakhand) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเดลี ติดกับพรมแดนทิเบต ทางเดินเขาที่นี่เปิดให้เข้าได้เฉพาะเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ซึ่งเป็นหน้ามรสุม แต่เพราะหิมะบนยอดเขาละลายและดอกไม้เริ่มผลิบานผลัดเปลี่ยนกัน ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้รักธรรมชาติและพืชพรรณ

จากเดลี เรานั่งรถบัสไปลงที่เมือง Haridwar เพื่อต่อรถในเช้าวันรุ่งขึ้นไป Joshimath เมืองเล็กๆ ที่มีภูเขาสูงใหญ่ล้อมรอบ ไม่ไกลจากที่นี่ก็จะไปถึงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อ Govindghat หมู่บ้านสุดท้ายที่รถเข้าไปถึง จากนั้นเราต้องเริ่มต้นเดินเท้า 8 กิโลเมตร เข้าไปยัง Ghangaria หมู่บ้านกลางหุบเขาซึ่งเป็นคล้ายฐานที่มั่นสำหรับนักท่องเที่ยวและชาวซิกข์และฮินดูผู้มาจาริกแสวงบุญ

เช้าตรู่หลังจากพักผ่อนจนเต็มอิ่ม พวกเราก็พร้อมเดินเข้าไปยลความงามของหมู่ดอกไม้นานาพรรณในหุบเขาแล้ว จากปากทางเข้าจ่ายเงินค่าธรรมเนียมสำหรับชาวต่างชาติคนละ 600 รูปี ราคานี้สำหรับเข้าอุทยานได้สามวัน จากตรงนี้ไปถึงปากทาง Main Valley ประมาณ 3.5 กิโลเมตร เริ่มต้นเป็นป่าปิด มีต้นไม้สูงใหญ่ให้ร่มเงา สักพักเห็นต้นสนใหญ่ริมน้ำตกที่ไหลแรงเป็นฟองขาว เราข้ามน้ำตกกันที่นี่แล้วเดินต่อไปและต่อไป ทางดูเหมือนจะทอดยาวไปไม่สิ้นสุด บางคนถูกดอกไม้บางดอกฉุดรั้งให้แวะข้างทางเพื่อเก็บภาพ บางคนรีบจ้ำเพื่อทำเวลา เพราะต้องกลับออกมาถึงปากทางเข้าก่อนห้าโมงเย็น

เดินป่า หุบเขา

หุบเขา

หลังจากหลุดพ้นเงาไม้มาได้ ก็เป็นทางเลียบเลาะหุบเขา ยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ฉันได้แต่สงสัยว่า ต้องเดินอีกไกลเท่าไหร่ถึงจะพอ แต่เพราะความหวังว่าข้างหน้าจะต้องมีความสวยงามกว่ารออยู่ สองขาจึงยังคงก้าวต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งเดินก็เริ่มเห็นความหลากหลายของพืชพรรณที่พากันผลิดอกชูช่อไสว พืชที่พบในหุบเขานี้เป็นพืชอัลไพน์หลากหลายชนิด มีทั้งดงเทียนดอกสีชมพูริมทาง เจอราเนียมสีม่วงกลีบบาง ดอกแคตนิปสีชมพูอ่อน ดอกวงศ์ทานตะวันสีเหลืองสด แอสเตอร์กลีบเรียวสีม่วงเกสรเหลือง Himalayan Whorlflower ช่อสวย โพลีโกนัมช่อสีขาวฟู ไปจนถึงพืชสกุลพริมโรสดอกกระจุ๋งกระจิ๋ง แต่ดอกไม้หนึ่งในใจที่ฉันกำลังสอดสายตามองหาคือดอกป๊อบปี้สีฟ้า (Himalayan Blue Poppy) และขุนเขาก็ไม่ได้ทำให้ฉันต้องรอนาน ตรงโขดหินริมหน้าผา พืชต้นน้อย ๆ เบียดแทรกตัวชูช่อดอกสีฟ้าอ่อน ดึงดูดความสนใจของใครต่อใครที่เดินผ่านได้ไม่น้อยเลย

ดอกไม้ ดอกไม้

ดอกป๊อปปี้สีน้ำเงิน

ยิ่งเดินเข้าไปลึกมากเท่าไหร่ ธรรมชาติก็ยิ่งทำให้เราตื่นตาตื่นใจได้มากเท่านั้น ยิ่งผ่านเข้ามาถึงส่วนหลักของหุบเขา (Main Valley) ทุ่งดอกไม้ยิ่งกว้างไกลสุดสายตา แม้ว่าดูเผินๆ แล้วเหมือนเทียนสีชมพูจะกลืนกินและกลบพืชพรรณอื่นๆ ไปจนหมด แต่ถ้าสังเกตดูดี ๆ เราจะเห็นพืชต้นเล็กต้นน้อยมากมายที่กำลังผลิบานอย่างเงียบๆ ทั้งดอกเบลล์ฟลาวเวอร์ช่อใหญ่สีม่วงเข้ม พุ่มดอก Knotweed สีชมพูหวานบนโขดหิน Roundleaf Bellflower ดอกสีเขียวอ่อน ดอกถั่วจิ๋วที่เลื้อยอยู่บนพื้นสีม่วงเข้ม และอื่นๆ อีกมากมายที่ยากจะเอ่ยชื่อได้ครบถ้วน มีการบันทึกว่าในแต่ละปีจะมีดอกไม้ทยอยกันบานในหน้ามรสุมนี้มากกว่า 500 ชนิด บ้างก็เป็นพืชถิ่นเดียว บางชนิดเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ บางชนิดมีสรรพคุณสามารถนำไปใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคได้ และถ้าหากใครที่เคยไปเดินเชียงดาวได้มาเดินที่นี่ จะเห็นว่าชนิดพรรณไม้ที่นี่กับเชียงดาวมีลักษณะคล้ายและใกล้เคียงกัน เป็นเพราะว่าเชียงดาวคือส่วนหางของหิมาลัย จึงมีพรรณไม้บางส่วนที่สามารถแพร่กระจายพันธุ์ไปได้ถึงเขาหินปูนทางตอนเหนือของประเทศไทยของเรา
ดอกไม้ ดอกไม้ ดอกไม้

พวกเราแวะพักกินข้างกลางวันที่ห่อมาจากโรงแรมข้างธารน้ำตก สายน้ำเย็นไหลแรง ฟ้าเริ่มครึ้ม พร้อมฝนที่ตกปรอยๆ พอบ่ายโมงกว่าๆ เราก็ต้องหันหลังกลับและเดินออกไปให้ทันห้าโมงเย็น หมายมั่นปั้นมือว่าวันรุ่งขึ้นจะเดินเข้าไปได้ลึกกว่านี้

ลำธาร

หลังจากสลบเป็นตาย 6 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้า วันใหม่เราก็ตั้งใจจะแวะข้างทางให้น้อยลง เพื่อเดินไปให้ถึงสุดทาง ตอนเช้าอากาศแจ่มใส เห็นสีฟ้าของท้องฟ้า รู้สึกว่าวันนี้จะเป็นวันที่ดี แต่เมฆก็ดูเหมือนจะคิดเช่นเรา พากันกรูเข้ามาในหุบเขา กลายเป็นหมอกที่ไหลผ่านระหว่างเรา ดอกไม้ และทุ่งหญ้า จนทำให้บางครั้ง ภาพจางๆ ที่เห็นข้างหน้า คล้ายว่าเรากำลังเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ของพระเจ้าก็ไม่ปาน

หุบเขา

ยิ่งเดินลึกเข้าไป เรายิ่งตกหลุมรักหุบเขาแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนค่อยๆ หายไป จนเหลือแต่พวกเราที่ยังเดินอยู่ ทางเดินไม่ได้เรียบโล่งเหมือนช่วงต้นที่ผ่านมา แต่มีพืชต้นน้อยๆ รุกล้ำเข้ามาระหว่างซอกหิน ลมยังคงพัดเมฆผ่านมาและผ่านไปไม่ขาดสาย บางช่วงได้กลิ่นหอมของไม้บางชนิดที่ฉันด้อยความสามารถเกินกว่าจะระบุได้ บางช่วงเป็นทุ่งโล่งที่มีคนมานอนงีบพร้อมเปิดเพลงเข้าบรรยากาศ แม้ว่าจะเป็นเวลาบ่ายกว่าๆ ซึ่งเราจะต้องหันหลังกลับและเดินออกแล้ว แต่เรายังไม่บรรลุจุดหมายปลายทางของวันนี้ พวกเราเลยเร่งฝีเท้าเต็มที่ อยากไปให้ถึงสุดปลายทางซึ่งเป็นริมฝั่งแม่น้ำที่ละลายมาจากธารน้ำแข็งจากเขาด้านบน แต่ท้ายที่สุดก็ไปได้ไม่ถึง พวกเราได้เห็นแค่วิวกว้างๆ ที่ขนาบด้วยดอกเทียนสีชมพูสุดลูกหูลูกตา และสายน้ำสีขาวที่อยู่ไกลๆ ไม่สามารถเดินไปถึงริมฝั่งน้ำได้ เพราะหากไม่ยอมหันหลังกลับ พวกเราอาจจะออกมาไม่ทัน ยิ่งบ่ายฝนในหุบเขายิ่งตกหนัก ถึงแม้ว่าตอนเช้าอากาศจะดีแค่ไหนก็ตาม บวกกับน้ำในลำธารสายต่างๆ ที่เราข้ามมาซึ่งค่อยๆ เพิ่มระดับสูงขึ้นจากน้ำแข็งที่ละลายเมื่อโดนความอบอุ่นของแสงอาทิตย์ และความเสี่ยงที่จะเกิดหินถล่มตามทาง ทำให้ไกด์ของนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นซึ่งเป็นพนักงานโรงแรมที่เราพักอยู่ และรู้จักหน้าค่าตากันดี คอยเร่งให้เราเดินกลับออกไปให้เร็วที่สุด จากที่พวกเราพยายามจะชิลล์รั้งท้าย เขาเลยตัดสินใจมาเดินไล่หลังพวกเรา โดยไม่ต้องมีคำเร่งใดๆ แค่เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเขาที่เดินตามหลัง ก็ทำให้เราไม่กล้าแม้แต่จะหยุดพักเหนื่อย กลายเป็นการจ้ำเท้าที่เร็วที่สุดของพวกเรา จนถึงจุดที่ปลอดภัย เขาก็ปล่อยให้เราเดินด้วยความเร็วปกติ และไปดูแลลูกทัวร์ของตัวเอง เราทั้งโล่งใจและขอบคุณที่เขาอุตส่าห์เป็นห่วง แต่บางทีมันก็เหนื่อยไป แถมมุมถ่ายรูปสวยๆ ที่เล็งไว้ตอนขาไป ก็อดถ่ายรูปกลับมา

ในหุบเขาจุดหนึ่งจะมีทางแยก ทางหนึ่งไป River’s Belt 4 กิโลที่เราเดินไปไม่ถึงในวันที่ 2 ส่วนอีกทางไปหลุมฝังศพของคุณมาร์กาเร็ต (Margaret Legge) ซึ่งมีระยะทางไม่ถึงกิโล คุณมาร์กาเร็ตเป็นนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษที่เดินทางมาศึกษาพรรณไม้ที่นี่ แต่เกิดอุบัติเหตุลื่นตกเขาระหว่างที่กำลังเก็บตัวอย่างพรรณไม้ อากาศในหุบเขาชื้นเพราะฝนเริ่มตก หมอกลอยผ่านตัวเราไป สองข้างทางไปหลุมศพมีดอกไม้หลากหลายชนิดผลิบาน ระหว่างเดินฉันก็เริ่มคุณมาร์กาเร็ตว่าทำไมเธอและใครต่อใครจึงหลงใหลหุบเขาที่เดินทางมาแสนยากลำบากแห่งนี้นัก และพอเดินไปถึงหลุมศพของเธอ ฉันก็เผลออมยิ้ม คิดมโนไปถึงภาพสุดท้ายที่เธอได้เห็นระหว่างยังมีลมหายใจ บางครั้งนั่นอาจเป็นเกียรติสูงสุดแล้วที่ธรรมชาติได้มอบให้เธอในวาระสุดท้ายของชีวิต

เดินทาง

“My eyes will forever drink in the beauty of the mountains which gave me strength and inspiration”.

-Margaret Legge-

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

พิรดา สุมานนท์

นักศึกษารอเรียนต่อปริญญาเอกทางด้านพฤกษศาสตร์ ชอบท่องเที่ยว กระหายกลิ่นหมอกและไอฝน

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ไกลบ้าน พระราชนิพนธ์ลายพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ไม่ปรากฏชื่อประเทศสเปน

คนไทยส่วนมากจึงไม่รู้ว่าสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเคยเสด็จฯ เยือนดินแดนมาทาดอร์เมื่อเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก และไม่รู้ว่าเรื่องราวมากมายของกษัตริย์สยามซ่อนตัวอย่างนิ่งสงบอยู่ในหอสมุดสเปน

“บันทึกของสเปนละเอียดมาก เขาชื่นชมสยามมาก ตีพิมพ์เรื่องรัชกาลที่ 5 ลงหนังสือพิมพ์ทุกวัน ก่อนพระองค์เสด็จมา 2 วัน หนังสือพิมพ์ประจำกรุงมาดริดก็เกริ่นเล่าเรื่องประเทศสยามและราชวงศ์เป็นอย่างดี”

ศาสตราจารย์ ดร.สถาพร ทิพยศักดิ์ เล่าข้อมูลที่น้อยคนจะเคยได้ยิน ในวาระโครงการรำลึก 100 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญภาษาสเปนแห่งคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงตัดสินใจเผยแพร่เกร็ดประวัติศาสตร์นี้ให้คนไทย โดยค้นคว้าข้อมูลสเปนโบราณจากหนังสือพิมพ์ เอกสาร จดหมาย บันทึกต่างๆ เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว จากนั้นจึงแปลบทความเกี่ยวกับรัชกาลที่ 5 จากหนังสือพิมพ์รายวันของสเปน 11 ฉบับ เป็นหนังสือรวมข่าวการเสด็จประพาสราชอาณาจักรสเปนโดยเฉพาะ

“พระองค์เสด็จฯ ไปยุโรปด้วยเรือพระที่นั่งมหาจักรี เรือล่องผ่านอินเดีย เข้าคลองสุเอซ ผ่านเมดิเตอร์เรเนียน เข้าอิตาลี จากนั้นจึงเสด็จประพาสทั่วยุโรปโดยรถไฟ” อาจารย์สถาพรอธิบายแผนการก่อนยุคเครื่องบินจะมาถึง “การเดินทางใช้เวลานานหลายเดือนมาก รถไฟก็ยังช้า รางเล็กนิดเดียว พระองค์เสด็จฯ โดยทางรถไฟจากฝรั่งเศสเข้าสเปน เป็นประเทศเกือบสุดท้ายที่เสด็จฯ เยือน”

16 – 19 ตุลาคม ฤดูใบไม้ร่วง พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897) เป็นช่วงเวลาแห่งความทรงจำระหว่างราชสำนักสเปนและสยาม เส้นทางการท่องเที่ยว 4 วัน 3 คืนและการเฝ้าฯ รับเสด็จแสนอบอุ่นที่ทางราชการสเปนถวายแด่พระองค์คือประวัติศาสตร์ล้ำค่า และยังเป็นตัวอย่างแผนเที่ยวดินแดนกว้างใหญ่ทางตอนใต้ของยุโรปที่ยังปรับใช้ได้ในปัจจุบัน

เริ่มต้นจากการมุ่งหน้าลงใต้สู่กรุงมาดริด รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ทอดพระเนตรพระราชฐานซานโลเรนโซเดเอลเอสโกเรียล (Real Sitio de San Lorenzo de El Escorial) หรือที่เรียกย่อๆ ว่า El Escorial (เอล เอสโกเรียล) ที่ประทับโบราณนอกกรุงมาดริดสร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าเฟลีเปที่ 2 กษัตริย์ที่ทำให้สเปนได้สมญานามว่า ‘ดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน’ เพราะมีอาณานิคมอยู่ทั่วโลก

เอลเอสโกเรียลเป็นอาณาจักรย่อมๆ ที่ประกอบด้วยพระราชวังโบราณ มหาวิหาร สุสานหลวง โดยส่วนใต้ดินเป็นที่เก็บพระศพของกษัตริย์โบราณ มีถ้ำเจาะเป็นช่องเก็บพระศพ นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ มหาวิทยาลัย ห้องสมุด และโรงพยาบาล อยู่ข้างใน ปัจจุบัน ที่นี่กลายเป็นสำนักงานใหญ่ของคณะสงฆ์แห่งนักบุญออกัสตินและเป็นอนุสรณ์สถานที่น่าไปเยี่ยมชม

“ในเช้าวันเสาร์ เมื่อเสด็จฯ ถึงสถานีรถไฟสายเหนือในกรุงมาดริด มีการเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ มีขุนนางและประชาชนจำนวนมาก มีวงดนตรีมาเล่นรับเสด็จ ปัจจุบันสถานีรถไฟนั้นชื่อว่า Príncipe Pío ยังเปิดบริการสำหรับรถไฟในย่านชานเมือง รถใต้ดิน ส่วนหนึ่งปรับเป็นศูนย์บันเทิง ร้านค้า ช้อปปิ้งมอลล์ และร้านอาหาร ไปแล้ว โชคดีที่ตอนผมไปยังเหลือร่องรอยอาคารเดิมอยู่ ผมเลยถ่ายด้านหน้าของสถานีรถไฟกลับมา”

ผู้เชี่ยวชาญภาษาสเปนเล่าต่อว่า สมเด็จพระปิยมหาราชเสด็จฯ ไปประทับที่ Palacio Real de Madrid หรือพระบรมมหาราชวังกรุงมาดริดร่วมกับราชวงศ์สเปน ขณะนั้นกษัตริย์สเปนคือพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 13 ยังทรงพระเยาว์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จึงเป็นพระนางมาเรีย คริสติน่า ซึ่งเป็นพระบรมราชชนนี

“รัชกาลที่ 5 ทรงเอ็นดูพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 13 มาก เพราะกษัตริย์สเปนทรงมีพระชนมพรรษาไล่เลี่ยกับรัชกาลที่ 6 ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ และเสด็จฯ ไปด้วย ส่วนทางราชสำนักสเปนก็ถวายการต้อนรับดีมาก จัดงานเลี้ยงถวายทุกคืน ไม่ที่พระบรมมหาราชวังก็ที่โรงละคร มีการตั้งโต๊ะเสวยพระกระยาหารค่ำแบบฝรั่งเศสตามแฟชั่นสมัยนั้น และมีการแสดงหน้าพระที่นั่งด้วย”

ตามธรรมเนียมสเปน เมื่อมีแขกมาจะต้องต้อนรับเต็มที่ โดยจัดงานเลี้ยงถึงดึกมากและเริ่มวันสาย ตารางการเสด็จฯ ของพระพุทธเจ้าหลวงจึงต้องปรับตามวัฒนธรรม คือตื่นพระบรรทมราว 10 โมง ช่วง 11 โมงจึงเสด็จฯ ออกไปที่ต่างๆ เช่น Museo del Prado หรือพิพิธภัณฑ์ปราโด พิพิธภัณฑ์ศิลปะยุโรปที่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป มีภาพวาดใหญ่ที่สุดในโลก มีงานชิ้นเอกของ Goya และศิลปินอื่นๆ อีกมากมาย และพระองค์ยังเสด็จไป Buen Retiro Park สวนสาธารณะใหญ่ประจำกรุงมาดริดที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์ปราโด ส่วนสถานที่อื่นๆ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อ ถูกทุบทิ้ง หรือเปลี่ยนการใช้งานอาคาร ไปเกือบหมดแล้ว เช่น พิพิธภัณฑ์กองทัพ หรือโรงงานทอพรมหลวง

“ส่วนใหญ่พระองค์ประทับที่กรุงมาดริด ทางสเปนอยากให้พระองค์เสด็จฯ ไปเมือง Toledo (โตเลโด) เมืองหลวงโบราณของอาณาจักรสเปนสักวันหนึ่ง แต่ต้องเปลี่ยนหมายกำหนดการกะทันหันเพราะพระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยจะทอดพระเนตรการสู้วัวกระทิงสักครั้ง มีเกร็ดเล่าว่า ระหว่างที่เสด็จฯ โดยรถไฟพระที่นั่งจากเอสโกเรียลเข้ากรุงมาดริด มีนักสู้วัวกระทิงขึ้นรถไฟมาระหว่างทาง ไม่ว่าจริงหรือไม่ พระองค์ก็เสด็จฯ ไปสนามสู้วัวจริงๆ

“การสู้วัวกระทิงรอบหนึ่งจะใช้กระทิงทั้งหมด 6 ตัว แต่พระองค์ไม่ได้ทอดพระเนตรจนจบการแข่งขัน เมื่อกระทิงตัวที่ 4 ออกมา พระองค์จำเป็นต้องเสด็จฯ ตามกำหนดการต่อไป และข้าราชบริพารที่ตามเสด็จบางคนก็หน้าซีดเซียว เป็นลมเป็นแล้งกันด้วย เพราะไม่เคยเห็นการต่อสู้แบบนี้มาก่อน”

อย่างไรก็ดีพระองค์ได้เสด็จฯ ออกนอกกรุงมาดริด บ่ายวันหนึ่งราชวงศ์สเปนและราชวงศ์สยามเสด็จฯ ไป Palacio Real de El Pardo หรือพระราชวังเอลปาร์โด เพื่อไปเสวยพระสุธารสชาร่วมกันที่ตำหนักเล็กๆ โดยเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (รัชกาลที่ 6) ทรงม้าอย่างสง่างาม เป็นที่ประทับใจแก่ผู้พบเห็นมาก

ตำหนักดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตพระราชวังเอลปาร์โด มีชื่อเสียงมาก เพราะเคยเป็นสถานที่พำนักของนายพลฟรันซิสโก ฟรังโก จอมพลและผู้นำเผด็จการชาวสเปน ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และเป็นที่รับรองประมุขประเทศต่างๆ ที่มาเยี่ยมชมกรุงมาดริด

หลังจากประทับอยู่มาดริด 3 วัน ในวันสุดท้ายที่พระองค์ต้องเสด็จฯ ไปประเทศโปรตุเกสตามลำดับต่อไป รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ โดยรถไฟไปเมือง Sevilla (เซบียา) ศูนย์กลางวัฒนธรรมทางตอนใต้ของสเปนในตอนเช้า เพื่อทรงเยี่ยมชม Real Alcázar de Sevilla หรือพระราชวังอัลคาซาร์ซึ่งเป็นพระราชวังแขกมัวร์โบราณ มีสวนที่มีน้ำพุและต้นไม้เมืองร้อน เช่น ปาล์ม อินทผลัม ชาวสเปนได้ถวายผลอินทผลัมให้พระองค์เสวยเป็นครั้งแรก จากนั้นเสด็จทอดพระเนตรบ้านเรือนริมแม่น้ำ Guadalquivir (กวาดัลกีวีร์) ซึ่งปลูกต้นไม้ร่มรื่นสวยงามมาก

การเสด็จประพาสสเปนยังไม่จบลงเท่านี้ เนื่องจากรัชกาลที่ 5 จำเป็นต้องเสด็จฯ ย้อนกลับไปลงเรือพระที่นั่งมหาจักรีที่อิตาลี พระองค์จึงเสด็จฯ ผ่านชายแดนสเปนเมื่อเดินทางขึ้นเหนืออีกครั้ง

“ขากลับจากโปรตุเกส พระองค์เสด็จฯ กลับในเส้นทางใหม่ โดยเสด็จฯ ผ่านกรุงมาดริดในช่วงกลางดึก ทรงไม่มีพระราชประสงค์ให้มีการเฝ้าฯ รับเสด็จวุ่นวาย จึงเสด็จฯ เงียบๆ ผ่านเข้าเมือง Cáceres (กาเซเรส) เมืองท่องเที่ยวเล็กๆ ที่มีของโบราณ มีรูปปั้น มากมาย แล้วเสด็จฯ ผ่านนครบาร์เซโลน่า ทรงเสียดายมากที่ไม่ได้เสด็จฯ เยี่ยมนครแห่งนี้เพราะทรงมีเวลาจำกัด แต่พระองค์ทรงรู้จักนครนี้จากหนังสือตั้งแต่ก่อนเสด็จประพาส รัชกาลที่ 5 ประทับยืนสูบพระโอสถมวนเพื่อเปลี่ยนพระอิริยาบถที่ชานชาลา และมีรับสั่งว่าอยากกลับมาเยือนที่นี่อีก”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งพระราชหฤทัยว่าจะเสด็จฯ มาสเปนอีกครั้ง และทางการสเปนก็มีหลักฐานเรื่องเอกสารเตรียมการต้อนรับเมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 แต่ด้วยตารางเวลาอันจำกัดทำให้หมายกำหนดการนี้ต้องยกเลิกไป

แม้จะไม่ได้เสด็จฯ กลับไปอีก แต่ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและสเปนก็ได้หยั่งรากลึกลงใน 2 ประเทศ และยังสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

“คนไทยสมัยก่อนไม่ค่อยได้อ่านเรื่องสเปนมากนัก จึงไม่รู้จักสเปนหรือเห็นภาพชัดเท่าประเทศอื่นๆ เช่น อิตาลี เยอรมนี ฝรั่งเศส แต่จริงๆ แล้วที่นี่เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณที่น่าสนใจมาก ทุกวันนี้ยังมีร่องรอยความรุ่งเรืองของอาณาจักรโบราณให้เราเห็น สถานที่ที่รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ไปในสเปนยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไปจริงๆ”

อาจารย์สถาพรผู้เคยใช้ชีวิตในกรุงมาดริดหลายปียืนยัน คงไม่มีอะไรพิสูจน์เรื่องนี้ได้ นอกจากไปเยือนสเปนให้เห็นกับตาด้วยตนเอง

 

ภาพ: สถาพร ทิพยศักดิ์, ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข, Unsplash

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load