2 พฤศจิกายน 2560
5 K
ถ้าที่ที่อยู่มันสบาย แล้วอยู่อย่างมีความสุข เรียกว่าใช้ได้
ถ้าอยู่ที่ที่ไม่มีความสุข แล้วยังสบายใจได้ บนโลกนี้จะมีที่ไหนทำให้เป็นทุกข์’

 

ปิดภาคเรียนฤดูร้อนที่ผ่านมา เราได้ปักหมุดหมายความตั้งใจลงบนแผนที่โลก และออกเดินทางไปทำจิตอาสา สอนหนังสือเด็กเป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ที่เมือง Patan (ปาตัน) ประเทศเนปาล ซึ่งเป็นการเดินทางด้วยตัวเองเพื่อไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศครั้งแรก แน่นอนว่าอะไรๆ ก็เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นและความท้าทาย

แต่การเริ่มต้นครั้งแรกก็ทำให้ความไม่สบายใจอยู่ในระดับสูงมาก ด้วยแต่เดิมแล้ว เสียงกรีดร้องของความทุกข์ดังก้องอยู่ในหัวเราตลอดเวลาที่ต้องพบเจอความยากลำบาก การต้องทำในสิ่งที่ไม่ได้ชอบ และอยู่ในที่ที่ไม่ได้อยากอยู่

ความไม่สบายใจเข้ามาตั้งแต่วันแรกที่ได้สัมผัสกับผืนดินประเทศเนปาลเลย เพราะที่นี่ไม่ใช่ประเทศที่จะอยู่ได้อย่างสุขสบายเหมือนเคย เสียงร้องของความทุกข์เริ่มทำงานตั้งแต่แรก แต่พอรู้อยู่แก่ใจดีว่านี่จะเป็นก้าวสำคัญที่น่าจดจำและจำเป็นสำหรับการเติบโต

ทำไมถึงไปสอนหนังสือที่เนปาล?

มันท้าทาย เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดี เปิดหูเปิดตา ได้ปรับตัวในระดับที่พอทนไหวสำหรับประสบการณ์ที่ผ่านมาของตัวเอง อันนี้เป็นเหตุผลที่ไว้ตอบคนอื่น

ส่วนเหตุผลที่ไว้ตอบตัวเองคือ ในโลกที่วุ่นวาย เราอยากขอใช้เวลาตามหาเพียงสักพื้นที่หนึ่งที่จะได้ฝึกดับเสียงกรีดร้องที่ดังอยู่ในความคิดนี้สักที

แล้วบนโลกนี้ จะมีตารางนิ้วใดอีกล่ะที่จะทำให้เราเป็นทุกข์ได้

ขอต้อนรับเข้าสู่คอร์สเรียนปรับพฤติกรรม ดัดสันดานตัวเองที่เนปาล ณ บัดนี้

ตลาด

ห้อง

เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน แท็กซี่ติดมิเตอร์ที่ไม่มีใครคิดจะใช้ การจราจรที่วุ่นวายปราศจากสัญญาณไฟใดๆ วัฒนธรรมการทานอาหารด้วยมือ ผู้คนสื่อสารด้วยภาษาที่ไม่น่าจะได้ยินจากที่ไหนในโลกอีก เป็นสิ่งที่ต้อนรับทักทายเราในวันแรกของการมาเยือน นี่เป็นการเริ่มต้นที่สร้างความประหลาดใจและหวั่นใจให้แก่เราไม่น้อย ในระหว่างทางการไปพบกับบ้านหลังใหม่

ไม่นานนัก เราก็มาถึงสนามวิ่งเล่นและสนามเรียนรู้ของเด็ก ๆ ราวพันคนในเมืองปาตันที่ชื่อ Tri-padma Vidyashram Higher Secondary School โรงเรียนรัฐบาลขนาดประมาณ 3 สนามบาสเกตบอล ห้องเรียนเก่าๆ 1 ห้องในโรงเรียนได้เปลี่ยนโฉมใหม่กลายเป็นห้องนอนด้วยฟูกและผ้าห่ม 1 ผืน พื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ได้กลายเป็นบ้านที่พักพิงและที่เตรียมการทำงานไปอีกเกือบ 5 สัปดาห์   

เราใช้เวลาส่วนมากของโครงการอยู่ในเมืองปาตัน (อีกชื่อหนึ่งที่คนท้องถิ่นคุ้นเคยคือ Lalitpur ที่มีฉายาว่าเมืองแห่งความงาม) เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยตึกสถาปัตยกรรมแบบโบราณ แวดล้อมไปด้วยวัดวาอารามทั้งแบบพุทธและฮินดู บ้างก็ดูสมบูรณ์ครบถ้วนดี บ้างก็เหลือแต่ซากปรักหักพังรอการซ่อมแซมจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่โดยรวมแล้วเมืองนี้ยังคงเสน่ห์ความน่าค้นหาและมนตราความขลังอะไรบางอย่างซึ่งสัมผัสได้เมื่อมาอาศัยอยู่ที่นี่

เนปาล

ถือว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ได้สำหรับจิตใจ แต่ที่ที่ดูใช้ไม่ได้และชวนกรีดร้องในหัวสมองมากที่สุดเห็นจะเป็นที่โรงเรียนนี่แหละ ห้องน้ำสุดสกปรกที่แบ่งกันใช้กับนักเรียนนับพัน น้ำไม่ไหล อาหารรสชาติไม่คุ้นปากชวนปวดท้อง แทบไม่มีแสงไฟและผู้คนอยู่ยามค่ำคืน เป็นอีกมิติหนึ่งของชีวิตที่ได้พบเจอ

จริงๆ มันคงไม่ได้ยากลำบากขนาดนั้นสำหรับใครหลายๆ คน แต่คงเป็นเพราะความไม่คุ้นชินและอาการติดความสบายของตัวเอง มันกระตุ้นให้เราคิดตลอดเวลาว่าจะต้องใช้วิธีการไหนในการเอาตัวรอด ทำให้ตัวเองห่างไกลจากความทุกข์จนกว่าจะได้กลับบ้าน

ช่วงเวลานั้น เรามองไม่เห็นแสงสว่างในความมืดมิดนี้เท่าไหร่ ห้องนอนแฝงไปด้วยกลิ่นไอของความน่ากลัวยามค่ำคืน มันกลายเป็นบททดสอบใหม่ของชีวิต อะไรที่ไม่เคยคุ้น วันนี้จำเป็นแล้วที่ต้องทำให้คุ้นเคย แต่มีคนเคยบอกเราไว้ว่า วิธีการเอาชนะความมืดที่ดีที่สุดคือการพาตัวเองไปเผชิญความมืดจนคุ้นชิน เมื่อนั้นความกลัวจะทุเลาลง เรื่องบางเรื่อง กลัวตรงไหน ให้พาตัวเองไปอยู่ที่นั่นเพื่อรักษาความกลัว

อย่างน้อยวันนี้ อยากจะขอบคุณตัวเองที่ให้โอกาสชีวิตมาเผชิญกับความมืดมิดที่สุดเท่าที่จะพอคิดได้แล้ว

ร้านค้า จิตอาสา

ฟ้าอาจจะใคร่ครวญดูแล้วว่าทั้งหมดนี้อาจจะดูหนักหน่วงและชวนเหงาเกินไปสำหรับเด็กวัยกำลังค้นหาตัวเองคนหนึ่งในโลกใบใหญ่ จึงได้เมตตาส่งคนมาเป็นเพื่อนร่วมทางที่จะฟันฝ่าทุกอย่างไปด้วยกัน

เรากำลังพูดถึงโรวาน เด็กหนุ่มสัญชาติอเมริกันแต่เรียนอยู่ที่แคนาดา วัย 19 ปี ผู้เป็นเพื่อนร่วมห้อง ร่วมโรงเรียน ของเราไปตลอดจนจบโครงการ

ปรับตัวเก่ง นิสัยดี เป็นผู้ใหญ่ ใส่ใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เข้ากับเด็กได้อย่างน่ารัก เรียนรู้ภาษาเนปาลได้อย่างรวดเร็ว เป็นสิ่งที่เราพอจะรู้เกี่ยวกับโรวาน เนปาลเป็นสถานที่ในฝันของเขาตั้งแต่แรก ซึ่งคงต้องขอบคุณความฝันและการมีอยู่ของโรวาน ที่ทำให้การผจญภัยครั้งนี้ไม่ได้โดดเดี่ยวเสียจนเกินไป

และนอกจากโรวานแล้ว ในการเดินทางครั้งนี้ โลกยังหมุนเวียนให้คนวัยหนุ่มสาวจากทั่วทุกมุมโลก มากกว่า 20 ประเทศเดินทางมาเจอกัน แม้ว่าเราจะมีความแตกต่างกัน แต่เชื่อว่าเราน่าจะมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างที่คล้ายๆ กัน เราถึงได้มาร่วมขบวนการกันในมุมเล็กๆ มุมหนึ่งของโลกใบนี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ดีๆ ร่วมกัน

นี่ยังไม่รวมถึงคุณอาและลูกชายของโรงอาหารโรงเรียน พี่ยามผู้เปิดประตูให้เข้าโรงเรียนได้ตอนดึก คุณป้าที่ให้ยืมห้องน้ำไว้อาบน้ำ ทีมงานที่มาช่วยต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต เพื่อนคนไทยที่เจอกันโดยบังเอิญ และอีกหลากหลายตัวละครที่เดินผ่านเข้ามามีบุญคุณอย่างสูงต่อชีวิตและสอนอะไรบางอย่างให้กับเราในการเดินทางครั้งนี้

เพื่อนร่วมทางที่ดีจะทำให้การเดินทางไกลแสนไกลดูเหมือนสั้นลงโดยไม่รู้ตัว โชคดีเหลือเกิน เพื่อนร่วมทางของเรามาอยู่ตรงหน้านี้แล้ว

นักเรียน

นอกจากสภาพแวดล้อมและผู้คนจะเป็นเหมือนตัวเร่งปฏิกิริยาที่เชื้อชวนให้ปฏิบัติการปรับพฤติกรรมและความคิดเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว เด็กนักเรียนนับพันคนในโรงเรียนชื่อดังย่านปาทันนี้ก็ดูจะมีบทบาทไม่แพ้กัน

10 โมงเช้าเป็นฤกษ์งามยามดีที่เราจะได้เห็นเด็กเหล่านี้วิ่งกรูเข้ามาในโรงเรียนเพื่อเตรียมตัวเคารพธงชาติ ไม่เว้นแม้แต่วันอาทิตย์ เพราะตามปกติแล้ว โรงเรียนที่เนปาลจะบังคับให้ทุกคนมาโรงเรียน 6 วันต่อสัปดาห์ มีให้หยุดพักหายใจเพียงแค่วันเสาร์ เนื่องจากมีวันหยุดทางราชการและศาสนาเยอะมากระหว่างปี เลยต้องชดเชยด้วยการเรียนเพิ่มสักหน่อย

“นาย นาย พ่อนายชื่ออะไรอะ”

ประโยคคำถามที่ได้ยินบ่อยมากที่สุดจากกองทัพเด็กเหล่านี้ น่าจะไม่แพ้คำว่า ‘นมัสเต’ 
(สวัสดี) เลยทีเดียว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอยากรู้ไปทำไม

สิ่งที่น่าประทับใจของนักเรียนเนปาลคือส่วนมากเป็นคนกล้าแสดงออกโดยธรรมชาติ กระตือรือร้นและไม่เกรงกลัวที่จะเป็นฝ่ายเริ่มเข้าหาชาวต่างชาติก่อน ไม่รู้ว่าไปเอาความกล้าเหล่านี้มาจากไหนเหมือนกัน

ในส่วนของการเรียนการสอน หลักสูตรของที่นี่จะเรียนและสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก จึงไม่น่าแปลกใจที่เด็กเนปาลยุคใหม่สามารถสื่อสารกับคนต่างชาติกันได้อย่างรู้เรื่อง ก็น่าคิดว่าแล้วตอนนี้ประเทศเราให้ความใส่ใจกับด้านการสื่อสารกับต่างชาติมากเท่านี้แล้วหรือยัง

ที่ดูขาดตกบกพร่องไปบ้างคงจะเป็นเรื่องของการเข้าถึงความทันสมัย ส่วนมากแล้วจะเป็นการเรียนตามตัวหนังสือเสียมากกว่า ไม่ได้มีสื่อประกอบการสอนอื่นใดมาส่งเสริมให้เข้าใจ ห้องเรียนห้องหนึ่งมีเพียงกระดาน กระดาษและมาร์กเกอร์เท่านั้น สงสัยเหมือนกันว่าถ้าเด็กเหล่านี้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงอุปกรณ์ที่ครบครัน พวกเขาจะก้าวไปได้ไกลมากกว่านี้แค่ไหน

ส่วนบทบาทการเป็นครูนั้น เราค่อนข้างใช้เวลาพอสมควรในการวางแผนและปรับตัว ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่พูดได้ทั้งวัน แต่บทเรียนสำคัญที่สุดที่เราได้รับคือ ในขณะที่เราได้เริ่มทำงานเป็นครู พร้อมกันนั้นเราก็ได้กลับกลายมาเป็นเด็กนักเรียนที่อยากจะค้นหาความรู้และค้นหาความหมายให้กับชีวิตตัวเองอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง

ห้องเรียน เด็ก

ความน่ารักและกระตือรือร้นเกินพิกัดของเด็กเหล่านี้ทำให้อยากจะลองเป็นครูที่ดีสักครั้ง

ก้าวข้ามขีดจำกัดของภาษาและความแตกต่าง เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีกว่าเดิม คงไม่เกินจริงไปถ้าจะบอกว่าเด็กพวกนี้นิยามความหมายของคำว่าชีวิตเราใหม่ คอร์สเรียนนี้สมบูรณ์แบบได้เพราะเด็กน้อยเมืองปาตันเป็นผู้มอบวิชาให้แก่เราเอง

ธงมนตร์

5 สัปดาห์ของชีวิตช่วงนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายที่ไม่อาจบรรจุทุกอย่างลงบนพื้นที่นี้ได้ แต่หากให้เลือกสักเรื่องหนึ่งที่อยากบอกกับใครสักคน คงต้องเป็นเรื่องนี้

ลองให้โอกาสชีวิต เดินทางไปติดอยู่ในที่ที่ดูเหมือนไม่น่าจะมีความสุขได้สักครั้งหนึ่ง แล้วลองหาความสบายในความทุกข์นั้นดู มันอาจจะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล แต่อยู่ตรงที่ใจเรานี้เอง

หากหามันพบ รับประกันได้เลยว่ามันจะเป็นคอร์สเรียนการปรับพฤติกรรมที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต

แล้วบนโลกนี้ จะมีที่ไหนทำให้เราเป็นทุกข์ได้ล่ะ?

บทความนี้เป็น Travelogue ที่ชนะรางวัลกระเป๋าจาก Moleskine แบบ Classic Backpack สีเทา สำหรับการประกวดเดือนกันยายน – ตุลาคม

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีทั้งกระเป๋าจาก Moleskine ให้ลุ้นร่วมสนุก และมีสมุดบันทึก Limited Edition จาก The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จากตัวเมืองเชียงใหม่-อำเภอเชียงดาว จากถนนคอนกรีตเริ่มกลายเป็นถนนลูกรัง ภูเขาน้อยใหญ่สองข้างทาง กับฝนที่โปรยลงมาพอให้ชื่นใจ และ ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ สูงตระหง่านอยู่สุดสายตาหลังจากยานพาหนะพาเรามาถึงจุดหมาย ชายวัยกลางคนผมยาวดกดำเดินออกมาต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเราเข้าไปยังที่พัก

“สำหรับเรา พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการเริ่มต้นวันใหม่ในชีวิตของคนและธรรมชาติ เป็นการตื่นนอนและเดินทางในทุกวันเหมือนดวงอาทิตย์” เนย์-สุริยาวุธ อภิวงค์ เล่าถึงที่มาและการเดินทางของเขา จากจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ‘ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์’

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

พบตะวัน

ตะวันตื่น เริ่มขึ้นจากการเดินทางจากเชียงใหม่ มาดูที่ดินตรงนี้ครั้งแรกกับเพื่อน เราเห็นภูเขาและพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จากจุดนี้ทำให้เรานึกถึงภาพวาดสมัยเป็นเด็ก” เจ้าบ้านเล่าพร้อมพาเดินชมโดยรอบ

เนย์ตัดสินใจเข้ามาลองใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินผืนนี้รวมทั้งหมด 31 ไร่ ที่มีต้นน้ำ (แม่น้ำปิง) ขนาบข้าง พร้อมกับป่าไผ่และป่าเบญจพรรณโอบล้อม ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก่อน เราคิดว่าต้องเป็นคนที่นี่ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะเข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เพราะเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในชุมชน จากคนแปลกหน้าเริ่มกลายเป็นครอบครัว พออยู่ที่นี่ครบสามฤดูกาล เราตัดสินใจกับเพื่อนๆ ว่า ควรทำแคมป์กราวนด์ที่มีฟาร์มไก่และร้านกาแฟเล็กๆ” เนย์เล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ระหว่างบทสนทนา เสียงลมเอื่อยๆ กระทบต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ประกอบกับฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะราวกับเสียงดนตรีจากธรรมชาติ และฝนสงบลงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี หลังจากเรากางเต็นท์และเก็บสัมภาระเรียบร้อย เนย์ตะโกนมาจากในครัวที่ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง 

“มื้อเที่ยงวันนี้ผมจะทำ ‘คั่วแฮ่มไก่’ ให้กินนะ” 

หลังพูดจบประโยค เนย์ชักชวนเราเข้ามาในครัว ซึ่งเขากำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้
นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เมนูคั่วแฮ่มไก่ (คั่วแห้งไก่) เป็นอาหารท้องถิ่นของภาคเหนือ แต่ความพิเศษของคั่วแห้งไก่ที่เรากำลังจะทำคือ วัตถุดิบทั้งหมดหามาจากธรรมชาติ พืชผักท้องถิ่นที่ขึ้นเองริมน้ำ เก็บมาปลูกในแปลงที่ทำไว้ในฟาร์มสเตย์ ส่วนไก่ เป็นไก่พื้นเมืองที่เราเลี้ยงไว้เอง” เนย์เล่าปนยิ้มพร้อมทำอาหารต่ออย่างสนุกมือ

“บริเวณรอบๆ ไม่ได้มีแค่พืชผักอย่างเดียว แม่น้ำปิงที่นี่ใสมาก ในฤดูร้อนกับฤดูหนาวใสจนเห็นปลาเลย อยู่ที่นี่ได้กินปลาจนเบื่อ มันว่ายทวนน้ำขึ้นมาตลอด บางทีมันมากันเป็นโขยง ในแต่ละฤดูกาลจะมีปลาแตกต่างกัน อย่างช่วงนี้จะเป็นปลากด เพราะปลากดมากับน้ำขุ่น” เขาเล่าพร้อมตักอาหารใส่จาน และกินอาหารร่วมกันกับพวกเรา

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

หากสังเกตจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่นี่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักณ์เฉพาะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ และ แปลงผัก ล้วนทำมาจากไม้หลากหลายชนิดที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่นายทุนที่มีเงินมากมาย ก่อนที่จะมาทำฟาร์มสเตย์ เราเรียนจบทางด้านศิลปะ สาขาจิตรกรรมมาก่อน เลยมีความรัก ความชอบงานศิลปะอยู่แล้ว เลยเริ่มสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตอนนั้นในความคิดของเรา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ มีรายได้ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เลยเก็บวัสดุรอบตัวมาสร้างที่นี่เองทั้งหมด อย่างพวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ที่ชาวบ้านตัดทิ้งบ้าง เก็บที่ไหลมาตามแม่น้ำบ้าง เก็บจากต้นไม้ที่โค้นล้มในป่าบ้าง

“มันอยู่ที่มุมมองและอยู่ที่คนที่จะไปจับ แล้วเอามาคิด เอามาทำ เราเคยคิดว่าต้องมีเงินเท่านั้น เท่านี้ ถึงจะสร้างบางสิ่งได้ แต่พอคิดดูดีๆ ขอแค่มีความคิด มีแรงกาย มีแรงใจ บางทีสร้างผลงานที่เรียกว่า Nature Art ขึ้นมาได้ จนหลังๆ เริ่มลดต้นทุนอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มมีไอเดียใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความคิดแล่น”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

แล้วชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง-เราถาม

“ตอนนี้เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ชุมชนเรามีต้นน้ำกับป่าไผ่ ชาวบ้านเลยคิดกันว่าอยากทำล่องแพ เลยลองตัดไม้ไผ่มาทำแพกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักไปล่องแพเป็นกิจกรรม แล้วรายได้จากล่องแพก็ให้ชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็กำลังเริ่มทำอีกโครงการ เป็นโครงการปลูกไผ่ซางหม่น กำลังเริ่มเพาะกันอยู่เลย ปกติชุมชนแถวนี้จะตัดไม่ไผ่ขาย แต่ถ้าเราตัดมันไปเรื่อยๆ มันก็จะออกไม่ทัน ด้วยความที่เขตป่าของชุมชนนี้มีเกือบ สองพันไร่ ถ้าเราแบ่งออกเป็นสี่โซน ถ้าตัดโซนที่หนึ่ง ปีหน้าก็ตักโซนที่สอง หมุนเวียนกันไป ก็จะมีผลผลิตให้เราตลอดทุกปี และพอที่จะส่งออกได้เลยนะ ยิ่งผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ตอนนี้กำลังมาแรง ชาวบ้านเขาก็จะมีรายได้ตลอด” เจ้าบ้านเล่าอย่างภูมิใจ

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

ทิศตะวันตก

หลังตะวันค่อยๆ ลับฟ้าไปไม่นาน เจ้าบ้านเริ่มก่อกองไฟริมลานไม้ไผ่ให้พวกเรา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อที่เรียบง่าย หลังจากทานอาหารร่วมกันกับเจ้าบ้าน บทสนทนายามดึกของเรายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับแสงของกองไฟดวงเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว
ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ท้องฟ้าตรงที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ ถ้ามองขึ้นไปในฤดูล่าทางช้างเผือก ที่นี่มองเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าได้

เลย ปกติทางช้างเผือกจะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วลับของฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” เจ้าบ้านชี้มือไปบนท้องฟ้าประกอบกับเปิดโทรศัพท์มือถือ และอวดรูปภาพทางช้างเผือกที่เขาเคยถ่ายไว้

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่คนตามกันเข้ามาเยอะพอสมควร จนเราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน น่าจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ จนธุรกิจแถวนี้เข้ามาถามตลอดว่า ทำการตลาดยังไง ฐานลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน เราให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวมาเข้าพักอยู่ตลอด 

“เลยตอบเขาไปว่าเราไม่ได้ขายการบริการ เราขายเรื่องราวกับวิถีชีวิต อยู่ที่นี่เราเป็นตัวเอง คนสมัยนี้จะเสาะหาอะไรที่มันมีเรื่องราวและเรียบง่าย คนที่เข้ามาพักมักถามเราเสมอว่า คิดค่าบริการยังไง เพราะเราไม่ได้แจ้งไว้ในช่องทางไหนเลย เราตอบลูกค้าไปว่า ‘แล้วแต่จะให้’ เราเป็นศิลปิน เราคิดว่าในเมื่อเราสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราไม่สามารถประเมินค่ามันได้ เลยบอกลูกค้าไปแบบนั้น” เขาเว้นจังหวะก่อนอธิบายเสริม

“ลูกค้าที่มาเข้าพักที่นี่จะให้มากให้น้อย เราไม่เคยคิดว่าขาดทุนสักครั้ง มันเป็นกำไรชีวิตทั้งนั้น เราคิดซะว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มาแบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์กันที่นี่ เราคิดว่านั้นเป็นกำไรของเราแล้วล่ะ” 

เนย์พูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน และเดินทางกลับเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

เดินทางตามตะวันกันต่อที่ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์

ที่ตั้ง : ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่

โทรศัพท์ : 09 1810 5009

Facebook : Tawan Tune Farm Stay ตะวันตื่น ฟาร์มสเตย์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

นภัสรพี ศรีบุญปวน

นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความฝันอยากท่องโลกกว้าง รักการเดินทาง กาแฟอเมริกาโน่ และการพบเจอเรื่องดีๆ ระหว่างการผจญภัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สถานที่ หรือความรู้สึก

Photographer

จารุเดช ไชยเลิศ

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ สาขาถ่ายภาพ หนุ่มเชียงใหม่ ผู้หลงรัก ต้นไม้ กาแฟ และเสียงดนตรี ใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นข้ออ้างให้ตัวเองออกไปเจอโลก ผู้คน และธรรมชาติ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load