อาคารสไตล์ยุโรปท่ามกลางกลุ่มแมกไม้ วาดด้วยสีน้ำสวยงามละเอียดอ่อน ใส่กรอบแขวนอยู่ตรงหน้าฉัน

“นี่คือวิลล่าวัฒนา เป็นพระตำหนักที่ครอบครัวราชสกุลมหิดลเสด็จฯ ย้ายมาประทับหลังจากรัชกาลที่แปดเสด็จขึ้นครองราชย์” เสียงของ สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ ดังขึ้นแทรกเสียงพูดคุยจอแจของนักช้อปชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวจีนรอบกาย ข้อมูลที่เขาบอกช่วยขับเสริมให้ภาพวาดที่ทรงเสน่ห์อยู่แล้วดูมีมนตร์ขลังมากขึ้นไปอีก

หลังจากพูดคุยเกี่ยวกับภาพนี้เสร็จแล้ว เราก็ขยับไปดูภาพอื่นในนิทรรศการกลางห้างสรรพสินค้าแห่งนั้นต่อ ภาพที่จัดแสดงล้วนแล้วแต่เป็นภาพวาดสีน้ำและภาพวาดลายเส้นของ อ.เกริกบุระ ยมนาค นำเสนอทิวทัศน์ในมุมต่างๆ ของเมืองแห่งหนึ่งในยุโรป สลับกับพระบรมฉายาลักษณ์ของมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง แต่ละภาพต่างก็มีความเป็นมาอันเกี่ยวเนื่องกับประเทศไทยกว่าที่ตามองเห็นมากมายนัก

การเดินทางไปยังเมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ของสุพจน์และ อ.เกริกบุระ มีเป้าหมายเพื่อเก็บข้อมูล ก่อนจะนำมารวบรวมเรียบเรียงเป็นหนังสือภาพ ๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ – Notre Roi หนังสือภาพวาดสีน้ำที่บอกเล่าพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผ่านมุมต่างๆ ของเมืองที่พระองค์ทรงเจริญวัยขึ้นมาจนทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างที่คนไทยรู้จัก

เมื่อถามถึงที่มาที่ไปของการเดินทางในครั้งนี้ สุพจน์บอกว่า แม้เขาจะเคยไปโลซานน์มาแล้วหลายครั้ง โดยครั้งแรกที่ไปคือไปเรียนวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยวเมื่อ ค.ศ. 1991 แต่ครั้งนี้เขาไปด้วยเหตุผลของการตามรอยพระบาทรัชกาลที่ 9 เพราะครอบครัวราชสกุลมหิดลที่ประทับอยู่ ณ เมืองโลซานน์ เกือบ 2 ทศวรรษ อีกทั้งทรงเจริญพระชนม์และทรงศึกษาตั้งแต่ประถม มัธยม จนถึงมหาวิทยาลัย ที่เมืองแห่งนี้

“หากจะกล่าวถึงพระราชประวัติหรือพระปรีชาสามารถของพระองค์ ก็คงจะมองข้ามเมืองโลซานน์ไปไม่ได้ ด้วยเป็นสถานที่ที่ทรงประทับเป็นเวลาถึง 18 ปี สำหรับผมแล้ว เมืองโลซานน์ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญหน้าหนึ่งของเมืองไทยเลยก็ว่าได้”

สุพจน์อธิบายต่อไปว่า สาเหตุที่ครอบครัวราชสกุลมหิดลเสด็จฯ ไปยังสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องมาจากในตอนที่สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จฯ กลับประเทศไทยเพื่อร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 6 และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 7 สมเด็จพระบรมราชชนนีซึ่งประทับอยู่ที่ปารีสมีพระประสงค์จะนำพระโอรสธิดาคือ หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา และหม่อมเจ้าอานันทมหิดล ไปฝากไว้ที่บ้านเลี้ยงเด็กฌองป์ โซเลย์ (Champ Soleil) ในเมืองโลซานน์ จึงคุ้นเคยกับสวิตเซอร์แลนด์อยู่แล้วเป็นทุนเดิม นอกจากนั้น สวิตเซอร์แลนด์ก็อากาศดี จะช่วยเรื่องพระอาการภูมิแพ้อากาศของรัชกาลที่ 8 ได้ ทั้งยังเป็นประเทศที่เป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอีกด้วย

โดยพื้นฐานแล้ว การเรียนการสอนของสวิตเซอร์แลนด์แตกต่างจากไทยอยู่ไม่น้อย คือจะเน้นการปฏิบัติจริงเป็นหลัก เห็นได้จากที่นักเรียนสวิสกว่า 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ เลือกเรียนสายอาชีวะมากกว่าจะมุ่งเข้ามหาวิทยาลัย

ที่โรงเรียนเอกอลล์ นูแวลล์ เดอ ลา สวิส โรมองด์ (Ecole Nouvelle de la Suisse Romande) โรงเรียนประถมซึ่งรัชกาลที่ 9 ทรงเข้าศึกษาเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ เน้นการปลูกฝังทักษะต่างๆ โดยเฉพาะในด้านงานช่างไม้และงานเกษตร โรงเรียนมีนโยบายให้นักเรียนทุกคนต้องรับผิดชอบแปลงผักคนละ 1 แปลงตลอดช่วงที่ศึกษาอยู่ “ที่นี่น่าจะเป็นแปลงเกษตรแปลงแรกในชีวิตพระองค์ท่านเลยก็ว่าได้” สุพจน์ตั้งข้อสังเกต และให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้โรงเรียนก็ยังสอนด้วยระบบเช่นนี้อยู่เหมือนเดิม

ไม่เพียงแค่การศึกษา แต่ตัวเมืองเองก็ช่วยหล่อหลอมพระองค์เช่นกัน สุพจน์บอกกับฉันว่า หลายคนเรียกชาวสวิสว่าเป็นชาวเขา เพราะภูมิประเทศเกินครึ่งเป็นเนินเขา บ้านเรือนมักจะตั้งอยู่ตามไหล่เขา อากาศช่วงฤดูหนาวมักจะหนาวเย็นกว่าประเทศอื่นๆ ทำให้ชาวสวิสมีความอดทน ขยันขันแข็ง เมืองโลซานน์เองก็มีลักษณะเช่นนั้น รัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงเจริญวัยในเมืองเช่นนี้ ย่อมต้องได้รับคุณสมบัติเหล่านี้มาจากพวก (ภู) เขาเช่นกัน

เมื่อขณะประทับที่เมืองโลซานน์ สมเด็จพระบรมราชชนนีก็ทรงเลี้ยงดูพระโอรสธิดาเหมือนชาวสวิสทั่วไป คือทรงสอนให้รู้จักช่วยงานบ้าน รู้จักประหยัดอดออม อีกประการหนึ่ง ประเทศสวิตเซอร์เเลนด์เป็นประเทศที่ไม่เคยถูกปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ ทำให้ชาวสวิสปฏิบัติต่อพระองค์ดั่งบุคคลทั่วไป ที่ชาวเมืองเรียกกันว่า ‘เมอซิเออร์’ (เทียบเท่ากับ มิสเตอร์ ในภาษาอังกฤษ)

บุคคลพิเศษคนหนึ่งที่สุพจน์ได้พบในการเดินทางไปโลซานน์ครั้งนี้คือ มาดามโรส-มารี แบร์เชร์ (Rose-Marie Berger) อดีตเพื่อนบ้านของครอบครัวราชสกุลมหิดลสมัยที่ประทับอยู่ในวิลล่า และปัจจุบันอาศัยอยู่ที่แฟลตหมายเลข 16 ซึ่งเป็นบ้านหลังแรกในเมืองโลซานน์ของครอบครัวราชสกุลมหิดล เมื่อมาถึงเรื่องนี้ สุพจน์เล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและใช้คำว่า ‘โชคดี’ ที่ได้มีโอกาสเจอกับมาดามแบร์เชร์ด้วยความบังเอิญ

เมื่อกันยายนปี 2559 ก่อนรัชกาลที่ 9 จะสวรรคตประมาณเดือนกว่า สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ ในพระอุปถัมภ์ฯ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบิร์น สมาพันธรัฐสวิส และทางการเมืองโลซานน์ จัดงานฉลอง 70 ปีครองราชย์ ถวายพระเกียรติรัชกาลที่ 9

สุพจน์ซึ่งเป็นกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ ในพระอุปถัมภ์ฯ เดินทางมายังเมืองโลซานน์ และพาท่านทูตรวมถึงผู้ร่วมงานไปดูแฟลตหมายเลข 16 แห่งนี้ แล้วบังเอิญว่าเมโมรี่การ์ดกล้องถ่ายรูปของสุพจน์เต็ม ประจวบเหมาะกับที่ร้านถ่ายรูปเก่าแก่ตรงข้ามแฟลต (ซึ่งสมเด็จพระบรมราชชนนีก็ทรงเคยมาใช้บริการ) ยังเปิดอยู่ เขาจึงเข้าไปซื้อที่ร้านและได้พบมาดามเจ้าของร้าน นามว่า อะเตอลิเยร์ เดอ ยอง (Atelier de Jong) ซึ่งบังเอิญสนิทกับมาดามแบร์เชร์ เมื่อมาดามเจ้าของร้านทราบว่าพวกเขาคือกลุ่มคนไทย จึงเสนอตัวจะติดต่อกับมาดามแบร์เชร์ให้

การพูดคุยสนทนากันในวันนั้นทำให้ทราบว่าครอบครัวแบร์เชร์เคยใกล้ชิดกับครอบครัวราชสกุลมหิดล สามีของมาดามแบร์เชร์ เรเน่ แบร์เชร์ (René Berger) อดีตผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์เมืองโลซานน์และอดีตอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ เคยได้มีโอกาสถวายการสอนภาษาฝรั่งเศสให้สมเด็จพระบรมราชชนนี ในขณะที่ลูกชายของทั้งคู่ก็เป็นนักสะสมงานศิลปะ ส่วนมาดามเองก็เป็นศิลปิน และเคยวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ถวายรัชกาลที่ 9 อยู่บ้าง ในปัจจุบัน มาดามแบร์เชร์อายุ 95 ปี อาศัยอยู่คนเดียวในแฟลตแห่งเดิม หลังจากสามีและลูกชายเสียชีวิตไปแล้ว

“ครั้งนี้ที่กลับไปกับ อ.เกริกบุระ เราก็คิดว่าจะติดต่อมาดามเดอ ยอง เจ้าของร้านถ่ายรูปให้ติดต่อมาดามแบร์เชร์ให้ ปรากฏว่าตอนนี้มาดามแบร์เชร์อยู่โรงพยาบาล เราก็ไม่อยากรบกวน แต่มาดามเดอ ยอง ก็บอกว่าแกไปเยี่ยมทุกวันอาทิตย์อยู่แล้ว เดี๋ยวจะโทรไปขออนุญาตมาดามไว้ให้ก่อน แล้วค่อยไปด้วยกัน

“โรงพยาบาลเป็นบ้านคล้ายๆ บ้านพักคนชรา หรูหรา สะอาดสะอ้าน เป็นห้องเดี่ยวอยู่สบาย เมื่อเราเข้าไปเจอมาดาม แกก็ดีใจที่มีคนมาเยี่ยม และได้สนทนาทักทายกันสักครู่หนึ่ง”

“ก่อนกลับเราขออนุญาตเข้าไปชมห้องพักในอพาร์ตเมนต์เลขที่ 16 ถนนติโชต์ ของแก ซึ่งเป็นที่ที่ครอบครัวราชสกุลมหิดลเคยประทับ มาดามเดอ ยอง ก็ลองถามมาดามแบร์เชร์ว่าจะขอพาพวกเราเข้าไปดูแฟลตของมาดามได้มั้ย แกก็บอกว่า ได้ เอาสิ ให้กุญแจมาด้วย เป็นครั้งแรกที่เราได้เข้าไปในแฟลตที่รัชกาลที่เก้าเคยประทับ แม้พระองค์จะเคยประทับอีกห้องหนึ่งก็ตาม

“ถึงที่นั่นจะเรียกแฟลต แต่ก็ไม่ได้ทรุดโทรมเหมือนบ้านเรา ห้องใหญ่มาก มีประมาณสองถึงสามห้องนอน สไตล์การตกแต่งหรูหรา พื้นเป็นไม้ แล้วที่เราชอบมาก คือแฟลตนั้นเต็มไปด้วยงานศิลปะ มีทั้งรูปปั้น รูปวาด กองระเกะระกะอยู่ เราก็ถามมาดามเดอ ยอง ว่าถ้าเกิดมาดามแบร์เชร์เสียชีวิตไป ของพวกนี้จะไปอยู่ที่ไหน แกก็บอกว่าก็คงยกให้ทางการเมืองโลซานน์ไปไว้ในพิพิธภัณฑ์”

แฟลตหมายเลข 16 ทำหน้าที่เป็นที่ประทับของครอบครัวราชสกุลมหิดลประมาณ 2 ปี กระทั่งรัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ ส่งผลให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ฯ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8

ในตอนนั้น รัฐบาลไทยถวายเงินเพื่อให้ทุกพระองค์เสด็จฯ ย้ายไปอยู่บ้านที่สมพระเกียรติมากขึ้น ครอบครัวราชสกุลมหิดลจึงทรงได้ที่ประทับใหม่นาม ‘วิลล่าวัฒนา’ โดยเช่าบ้านหลังนี้เรื่อยมา แม้เจ้าของเสนอที่จะขายให้ แต่สมเด็จพระบรมราชชนนีไม่ต้องพระประสงค์ที่จะรบกวนเงินใคร โดยทรงให้เหตุผลว่ามีเงินไม่พอ และทรงขอเช่าแทน แสดงให้เห็นถึงความสมถะของครอบครัวมหิดล น่าเสียดายที่เมื่อครอบครัวเสด็จฯ ย้ายออก เจ้าของก็ขายต่อให้ลูกค้าคนอื่น ในปัจจุบัน วิลล่าแห่งนี้ได้ถูกทุบทิ้งไปเสียแล้ว

สุพจน์บอกว่า ในขณะประทับอยู่ที่วิลล่าวัฒนานั้นสมเด็จพระบรมราชชนนีพระราชทานเลี้ยงอาหารชาวไทยที่อาศัยในเมืองโลซานน์และเมืองใกล้เคียงเป็นประจำทุกอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่ชาวไทยจะได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด

นอกจากกลางเมืองโลซานน์แล้ว เมื่อนั่งรถไฟออกไป 15 นาทีก็จะพบหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีประวัติเกี่ยวเนื่องกับรัชกาลที่ 9 อีกแห่งหนึ่ง นั่นคือหมู่บ้านปุยดูซ์ (Puidoux) ซึ่งรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มาประทับเป็นที่พักและศูนย์บัญชาการระหว่างการเสด็จประพาสยุโรป พ.ศ. 2503 ปุยดูซ์เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กๆ ที่มีประชากรแค่ 1,500 คน

ปุยดูซ์ตั้งอยู่ในลาโวซ์ (Lavaux) ผืนไร่องุ่นอุดมสมบูรณ์และงดงามซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก ตัวไร่แผ่กว้างสุดลูกหูลูกตาลงไปจรดริมทะเลสาบเจนีวา สุพจน์สันนิษฐานว่า การที่พระองค์เลือกที่จะมาประทับที่นี่ ก็เพราะทรงผูกพันกับเมืองเล็กๆ ชานเมืองโลซานน์ อีกทั้งบรรยากาศอันสงบ อากาศดี และงดงาม เหมาะแก่การพักผ่อน

ในครั้งนั้น รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง พร้อมด้วยพระราชโอรสพระราชธิดา ทรงเลือกเช่า ‘วิลล่าฟลองซาเลย์’ (Villa Flonzaley) ที่ปุยดูซ์ตลอดช่วง 6 เดือนในยุโรป

“แทนที่จะเลือกอยู่กลางเมืองปารีสหรือโรงแรมห้าดาวกลางกรุงลอนดอน กลับทรงเลือกสวิตเซอร์แลนด์ เราคิดว่าเป็นการแสดงให้เห็นความผูกพันของพระองค์กับประเทศสวิตเซอร์เเลนด์อย่างลึกซึ้ง แม้แต่ตอนมาทรงงาน ก็ยังทรงเห็นที่นี่เปรียบเสมือนบ้าน”

เมื่อสุพจน์และ อ.เกริกบุระ ไปปุยดูซ์ ก็ได้พบกับเจ้าหน้าที่ของศาลาประชาคมเมือง ซึ่งพาพวกเขาเข้าไปดูศาลาประชาคมของหมู่บ้านที่เคยเป็นสถานที่ถวายการต้อนรับรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง สุพจน์เล่าให้ฟังว่า “ห้องรับรองมีขนาดกะทัดรัด พร้อมเวทีเล็กๆ สำหรับการแสดง เหมือนภาพถ่ายที่เราเคยเห็นเมื่อครั้งทั้งสองพระองค์เสด็จฯ มา เพียงแต่หน้าตาทันสมัยขึ้น”

เจ้าหน้าที่หมู่บ้านปุยดูซ์ก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คนที่รู้จักพระองค์น่าจะเสียชีวิตไปเกือบหมดแล้ว แต่ยังมีนายสถานีรถไฟปุยดูซ์ แชซบร์ นามว่า ดาเนียล โชแบร์ต (Daniel Chaubert) ซึ่งเคยรับเสด็จเมื่อครั้งทรงเสด็จฯ โดยรถไฟพระที่นั่งมาลงที่สถานีรถไฟแห่งนี้

“เราเลยขอวิธีติดต่อ เขาก็ไปเปิดทะเบียนในคอมพิวเตอร์แล้วพรินต์ออกมาเป็นหน้า มีชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ทุกอย่างเลย เราก็โทรไปแนะนำตัวว่ามาจากเมืองไทย และอยากคุยด้วย แกดีใจมาก บอกว่าให้เรานั่งรถไฟจากโรงแรมของเราที่โลซานน์เวลานี้ ขบวนนี้ แล้วแกจะรออยู่ที่สถานี เหมือนว่าแกทำงานมาทั้งชีวิต เลยจำตารางรถไฟได้ขึ้นใจ 

“เราก็ตื่นแต่เช้าขึ้นรถไฟมา พอถึงสถานีปุยดูซ์เงียบมาก ไม่มีคนเลย เราเห็นแกนั่งใส่หมวกแดงอยู่คนเดียว ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคือ แดเนียล โชแบร์ต ผู้ที่เรานัดหมายในวันนี้ พอเข้าไปคุย แกบอกว่าพยายามจะใส่ชุดยูนิฟอร์มเหมือนที่เคยรับเสด็จ แต่ด้วยความอ้วนทำให้ใส่ไม่ได้แล้ว แกเลยเอาแค่หมวกแดงกับป้ายติดเสื้อมาให้ดู”

จากนั้น โชแบร์ตได้เล่าถึงความหลังกับประสบการณ์อันแสนประทับใจของเขาให้สุพจน์ฟังว่า รถไฟพระที่นั่งของพระองค์ออกจากโลซานน์เข้าเทียบชานชาลาที่ 2 เหมือนกับที่สุพจน์เดินทางมาในวันนี้ และเพื่อไม่ให้ทั้งสองพระองค์ต้องเสด็จฯ ลอดทางเดินใต้ดินเพื่อมาประทับรถยนต์พระที่นั่ง เขาจึงบอกไปที่พนักงานขับรถไฟพระที่นั่งว่าให้ขับเลยสถานีไปก่อน จากนั้นเขาจึงสับราง แล้วจึงให้รถไฟย้อนกลับมาเข้าชานชาลาที่ 1 อีกทั้งยังต้องกะให้ประตูทางเสด็จลงตรงกับลาดพระบาทที่เขาเตรียมไว้ 

เมื่อฉันถามสุพจน์ว่า หลังจากไปโลซานน์มาหลายครั้ง การตามรอยพ่อหลวงในครั้งล่าสุดนี้เป็นอย่างไร เขาตอบในทันทีว่า ครั้งนี้มองโลซานน์ต่างไปอย่างสิ้นเชิง “ก่อนหน้านี้ เวลาเราเดินผ่านอาคารหรือตึกอะไรที่เกี่ยวกับในหลวง เราก็แค่รู้ว่าเป็นสถานที่ที่เคยประทับตามที่เคยได้อ่านในหนังสือมาเท่านั้น แต่การไปทำหนังสือครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่เดินทางไปหลังจากพระองค์สวรรคต ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปเลย แล้วเรารู้สึกว่าเรามองสถานที่เหล่านั้นอย่างเห็นคุณค่าและควรค่าแห่งการจดจำ”

หลังจากฟังเรื่องราวของสุพจน์ ฉันเดินกลับไปดูภาพวาดฝีมือ อ.เกริกบุระ ที่จัดแสดงอยู่อีกครั้ง โดยผิวเผินแล้ว แต่ละภาพก็เป็นเพียงแค่ตึกรามบ้านช่องธรรมดาในเมืองยุโรปแห่งหนึ่ง แต่เมื่อประกอบด้วยเรื่องราว กลับทำให้กลายเป็นเมืองที่มีความสำคัญยิ่งในฐานะสถานที่สะท้อนพระราชจริยวัตรอันงดงามของพระมหากษัตริย์แห่งชาติสยาม

ภาพ : ธนบูรณ์ เกิดพาณิช, เกริกบุระ ยมนาค

นิทรรศการภาพวาดสีน้ำรูปโลซานน์จัดแสดงที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตลอดเดือนตุลาคม ปี 2560 อ่านรายละเอียดหนังสือภาพเพิ่มเติมได้ที่ ๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ – Notre Roi

 

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

Avatar

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 กรกฎาคม 2560
159

“ในชั่วชีวิตหนึ่ง หากแม้นสวรรค์ทรงอนุญาตให้อ่านหนังสือได้เพียงเล่มเดียว จงเลือกเล่มนี้เถิด ชีวิตจักไม่ตายเปล่าแน่แท้”

คำโปรยปกหลังหนังสือ ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน ประกาศศักดาของวรรณกรรมยิ่งใหญ่เรื่องนี้ เรื่องราวของชายแก่ผอมแห้งที่อ่านนิยายอัศวินจนเสียสติ หลงคิดว่าตนเองเป็นอัศวินชั้นสูงที่ออกเดินทางทั่วราชอาณาจักรสเปนเพื่อปราบอธรรม หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ให้ความบันเทิงและแง่คิดกับผู้อ่านชาวสเปนตั้งแต่ ค.ศ. 1605 ผลงานจากปลายปากกาของ มิเกล์ เด เซร์บันเตส ซาเบดฺร้า แปลเป็นภาษาต่างๆ เกือบทุกภาษาในโลกและได้รับการยกย่องให้เป็นหนังสือที่ดีที่สุดในโลก

ความยากของหนังสือเล่มนี้เองทำให้ไม่เคยมีการแปลเป็นภาษาไทย จนกระทั่งเกือบ 400 ปีต่อมา สถานเอกอัครราชทูตสเปนทาบทาม สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์ อาจารย์และนักแปลภาษาสเปนที่ศึกษาผลงานของเซร์บันเตสมาโดยตลอด ให้แปล El Ingenioso Hidalgo Don Quijote de la Mancha ใน ค.ศ. 2001 สว่างวันจึงเดินทางไปเมือง Alcalá de Henares (อัลกาลา เด เอนาเรส) เมืองมรดกโลกใกล้กรุงมาดริดซึ่งเป็นบ้านเกิดของเซร์บันเตส

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“ดิฉันเชื่อว่าเวลาทำงานใหญ่ เราไม่ได้ทำคนเดียว ต้องมีสิ่งที่ช่วยเหลือเรา จึงตรงไปที่พิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของเซร์บันเตส แล้วไปตั้งจิตอธิษฐานบอกเขาเป็นกิจจะลักษณะว่า อยากจะแปลผลงานของเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ อยากให้คนไทยมีโอกาสได้อ่านหนังสือของเขา”

นักแปล ดอนกิโฆเต้ฯ เดินทางไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์เล็กๆ แห่งนี้หลายครั้ง เธอเล่าให้ฟังว่าข้าวของเครื่องใช้ที่จัดแสดงในบ้านอ้างอิงจากหลักฐานความเป็นจริง และจินตนาการผสมผสานกัน

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“อุปกรณ์ในบ้านจัดตามคำบรรยายบ้านในศตวรรษที่ 17 และบางสิ่งในเรื่อง ดอนกิโฆเต้ฯ เช่น ในหนังสือมีกัลบก (ช่างตัดผม) เป็นตัวละครสำคัญคนหนึ่ง เพราะในตระกูลของเซร์บันเตสมีคนเป็นกัลบกหรือหมอระดับล่างสุดของยุโรปยุคนั้น แม้กระทั่งพ่อของเซร์บันเตสเองก็ประกอบอาชีพนี้ เพราะฉะนั้นจึงมีเก้าอี้กัลบกให้เห็น บางห้องมีอ่างใส่ถ่านให้ความร้อนเหมือนฮีตเตอร์แบบโบราณ อย่างห้องรับแขกฝ่ายสตรีจะเป็นแบบนั่งพื้น เพราะสเปนได้รับอิทธิพลจากอาหรับที่ปกครองพื้นที่บางส่วนในสเปนกว่า 700 ปี

“ส่วนใบรับรองการประกอบพิธีศีลจุ่มของเซร์บันเตสเป็นเอกสารที่ทำให้เรารู้ว่าเขาเกิดที่นี่ มีเรื่องน่าแปลกอีกเรื่องคือ แม้จะมีผู้ค้นคว้าเกี่ยวกับนักประพันธ์เอกของโลกคนนี้มากมาย แต่ไม่อาจระบุแน่ชัดว่าเขาเกิดวันไหน ในนี้แจ้งว่าวันประกอบศีลจุ่มตรงกับวันที่ 9 ตุลาคม จึงสันนิษฐานกันว่ามิเกล์ เด เซร์บันเตส น่าจะเกิดวันที่ 29 กันยายน ไม่กี่วันก่อนวันศีลจุ่ม เพราะว่าวันนั้นเป็นวันนักบุญมิเกล แต่เรื่องราวของเซร์บันเตสก็เป็นเช่นนี้เอง คือ ไม่อาจระบุแน่ชัด ได้แต่สันนิษฐานจากตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง อ้างจากงานประพันธ์ของเขาเองบ้าง ยังมีเรื่องให้ค้นคว้าติดตามกันอีกมาก สมมุติว่าวันพรุ่งนี้ใครสักคนพบหลักฐาน กระดาษสักแผ่น จดหมายสักฉบับเกี่ยวกับเซร์บันเตส รับรองว่าจะเกิดเป็นคนดังแน่ๆ”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

อัลกาลาเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรราว 2 แสนคนเท่านั้น ความพิเศษของเมืองนี้คือเป็นคลังข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับ ดอนกิโฆเต้ฯ และเซร์บันเตส ห้องสมุดสำคัญๆ ทั้งของมหาวิทยาลัยอัลกาลาและห้องสมุดประจำเมืองมีเนื้อหาครบทุกอย่าง กระทั่งหนังสือเก่าหายากอย่าง ดอนกิโฆเต้ซามูไร ที่พิมพ์จำนวนจำกัดเพียง 200 เล่ม น่าจะจัดทำขึ้นเมื่อครั้งครบรอบ 350 ปี ดอนกิโฆเต้ฯ

หลังจากใช้เวลาค้นคว้าและแปลอยู่ 2 ปี ตรวจทานอีก 2 ปี ในที่สุด ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝันก็ออกมาผจญภัยตามร้านหนังสือในเมืองไทยตั้งแต่ ค.ศ. 2005 เมื่อทำงานเสร็จลุล่วง นักแปลตัดสินใจกลับไปที่อัลกาลาอีกครั้งเพื่อแสดงความเคารพนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่

“อยากแสดงความขอบคุณ และความรักที่มีต่อผลงานประพันธ์ของเขา รู้สึกทึ่งความเข้าใจในมนุษย์ กลวิธีการประพันธ์ที่นักเขียนชั้นนำของโลกเคยกล่าวว่า 400 ปีผ่านไป เรายังไม่อาจก้าวข้ามวรรณศิลป์ประพันธศาสตร์ที่เซร์บันเตสรังสรรค์ไว้ จึงซื้อดอกกุหลาบแดงไปวางที่แผ่นป้ายหน้าพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของเซร์บันเตส”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

แม้อัลกาลาเป็นบ้านเกิด แต่ชีวิตของเซร์บันเตสเดินทางย้ายที่อยู่หลายครั้ง ด้วยการงานทำให้เขาต้องลงใต้บ้าง ไปเมืองโตเลโดบ้าง ความใฝ่ฝันของเขาคือการเป็นนักเขียนบทละครเรืองนาม จำเป็นจะต้องอยู่ในเมืองหลวงจึงจะมีผู้ชม เซร์บันเตสย้ายบ้านตามราชสำนักไปเมืองบาญาโดลิด ท้ายที่สุด เซร์บันเตสและภรรยา กาตาลีนา เด ซาลาซาร์ ก็ย้ายกลับมาอยู่มาดริดจวบจนสิ้นชีวิต

ณ กรุงมาดริดบ้านเช่าหลังสุดท้ายของเซร์บันเตสอยู่ย่านอักษร (Barrio de las letras) บริเวณที่ซึ่งนักประพันธ์และกวีในยุคทองของสเปนมารวมตัวอาศัยอยู่ ทั้งนักเขียนนวนิยายอย่างเซร์บันเตส บิดาแห่งละครอย่างโลเป้ เด ลาเบก้า หรือกัลเดร็อน เด ลาบาร์ก้า หรือกวีอย่างเกเบโด้ ครั้งนี้นักแปลมาแวะหน้าบ้านที่เซร์บันเตสเคยอาศัยอยู่ ปรากฏข้อความเขียนว่า ‘ณ ที่นี้ มิเกล์ เด เซร์บันเตส อาศัยอยู่ และตายเมื่อ ค.ศ. 1616’ ปัจจุบันบ้านเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม และกลายเป็นร้านขายรองเท้าเพื่อสุขภาพ

ตามผู้แปล ‘ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่าฯ’ ไปคารวะหลุมศพผู้ประพันธ์ที่สเปน ตามผู้แปล ‘ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่าฯ’ ไปคารวะหลุมศพผู้ประพันธ์ที่สเปน

สว่างวันเคยไปถนนสายนี้หลายครั้ง ตัวบ้านเช่าอยู่ใกล้กับโบสถ์ Convento de la Trinitaria หรือโบสถ์คณะตรีเอกภาพซึ่งเป็นสถานที่เซร์บันเตสระบุให้เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชีวิต ร่างของเขาฝังรวมกับคนอื่นๆ มานานเกือบ 400 ปี จนกระทั่งเมื่อ ค.ศ. 2015 เทศบาลเมืองมาดริดตัดสินใจค้นหาร่างของเซร์บันเตสให้ทันการฉลองครบรอบ 400 ปีมรณกาลในปี 2016

หลังจากติดตามข่าวการขุดและวิจัย จนกระทั่งมีข่าวประกาศว่า “มาดริดเปิดให้เยี่ยมหลุมศพของเซร์บันเตส” ผู้แปล ดอนกิโฆเต้ฯ ก็ตกลงใจว่าจะไปคารวะนักประพันธ์ในดวงใจอีกสักครั้ง เธอตัดสินใจเดินทางไปสเปนอีกครั้งเมื่อเดือนเมษายน 2017 ที่ผ่านมา

“เซร์บันเตสได้รับอิสรภาพพ้นจากการเป็นเชลยศึกด้วยความช่วยเหลือของนักบวชในคณะตรีเอกภาพ ซึ่งในอดีตนักบวชคณะนี้อุทิศตนเพื่อการไถ่เชลย โดยนำเงินจากครอบครัวเชลยไปไถ่ตัว ถ้าเงินที่ได้รับมีไม่มากพอก็จะขอเรี่ยไรเงินบริจาค เซร์บันเตสซึ่งเห็นว่า ‘เสรีภาพคือพรอันงดงามเหนือพรใดที่สวรรค์ทรงประทานแก่มนุษย์’ ก่อนจะเสียชีวิต จึงแจ้งความประสงค์ว่าจะฝัง ณ โบสถ์แห่งนี้”

การเข้าไปเยี่ยมชมหลุมศพของเซร์บันเตสนั้น เทศบาลเมืองมาดริดเปิดให้ชมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ด้วยผลงานของเซร์บันเตสนั้นเปรียบดุจมรดกโลก แต่การเยี่ยมชมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หรืออย่างน้อยก็สำหรับผู้แปล อาจเพราะนักประพันธ์อยากลองใจผู้แปลผลงานของเขาก็เป็นได้

“โบสถ์นี้อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวสายวัฒนธรรมของมาดริดซึ่งจัดให้ชมฟรี แต่จะเปิดให้ชมเฉพาะเช้าวันเสาร์เท่านั้น และต้องจองล่วงหน้าที่สำนักงานการท่องเที่ยวประจำเมืองมาดริดทุกเช้าวันจันทร์ และรับจำนวนจำกัด 30 คนเท่านั้น เมื่อไปถึงสำนักงาน เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าสัปดาห์นี้เต็มแล้ว ดิฉันก็เพียรอธิบายว่ามีเวลาจำกัด นับแล้วเหลือเพียง 2 เสาร์เท่านั้น จะต้องทำอย่างไรจึงจะได้คารวะเซร์บันเตส เจ้าหน้าที่ก็ยืนกรานตามเดิม เจ้าหน้าที่คงงงว่าต่างชาติคนนี้พูดไม่รู้เรื่อง สุดท้ายก็ใช้ลูกตื้อ คือยังไงๆ ก็ต้องดูให้ได้ (หัวเราะ) เขาก็อ่อนใจไล่ไม่ไปสักที จึงบอกว่าลองไปติดต่อที่โบสถ์เองเถอะ ดิฉันจึงยอมรามือ บ่ายหน้าไปโบสถ์ แต่คนดูแลโบสถ์บอกให้กลับมาใหม่ตอน 8 โมงเช้าวันรุ่งขึ้น”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

นักแปลขึ้นรถไฟขบวนเช้าสุดจากอัลกาลามารอหน้าโบสถ์ เพื่อจะได้ใช้เวลาก่อนพิธีมิสซาเคารพหลุมศพ เวลา 08.02 น. ใจเธอเต้นแรงขณะเดินวนไปรอบโบสถ์ หลุมศพอยู่ไหนหนอ ทำไมไม่พบ เดินวนอยู่หลายรอบ จนผู้ดูแลโบสถ์เดินมาถามว่า “เธอใช่ไหมที่โทรมาจะเคารพหลุมศพเซร์บันเตส อยู่ตรงนี้”

ภาพเบื้องหน้ามิใช่หลุมศพหรูหรา เป็นเพียงป้ายเรียบง่ายใกล้ปากทางเข้าโบสถ์ ข้อความเขียนว่า ‘ณ ที่นี้ มิเกล์ เด เซร์บันเตส ทอดร่าง” ชาตะ 1547 มรณะ 1616 สว่างวันเดินสำรวจและเก็บภาพทุกจุดจนผู้ดูแลโบสถ์สงสัยว่าเธอสนใจอะไรนัก เมื่อรู้ว่าเธอคือผู้แปล ดอนกิโฆเต้ฯ ฉบับภาษาไทย ผู้ดูแลจึงพาเธอไปด้านในที่ปกติไม่เปิดให้ใครเข้าชมง่ายๆ

“ประตูบนพื้นนี้ มีบันไดทอดลงไปยังหลุมฝังศพรวม บริเวณที่พบว่าน่าจะเป็นร่างของเซร์บันเตสมีอีก 17 ร่าง นักนิติมนุษยวิทยา หัวหน้าทีมการขุดค้นครั้งนี้ อยากให้เซร์บันเตสมีหลุมศพที่เป็นทางการ เพราะชาติอื่นๆ กวีเอก นักเขียนเอก ของเขาล้วนแล้วแต่มีหลุมศพให้ผู้คนไปเยี่ยมชมสักการะ แต่เซร์บันเตสเสียแรงเป็นนักเขียนระดับโลก กลับไม่มีหลุมศพของตัวเอง”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“นักวิจัย 30 คนที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านนิติเวชศาสตร์ ด้านประวัติศาสตร์ ด้านขุดเจาะพื้นที่ ร่วมกันค้นคว้าวิจัย และสรุปว่าการตรวจด้วย DNA เป็นเรื่องยากเพราะสายตระกูลผ่านมาแล้วถึง 12 รุ่น ถ้าจะตรวจ DNA เปรียบเทียบกับศพพี่สาวที่บวชเป็นชี ก็ต้องเปิดหลุมศพอีกแห่งหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นการรบกวนผู้จากไป ประเด็นเรื่อง DNA จึงล้มไป แต่จากประวัติชีวิตของเซร์บันเตส เรารู้ว่าเขาเคยถูกยิง 3 นัด เข้าที่ช่วงอก 2 นัด และเข้าที่แขนอีก 1 นัด เซร์บันเตสจึงเป็นนักเขียนที่มีแขนซ้ายพิการ

“ทีมวิจัยจึงอาศัยหลักฐานทางชีวะเพื่อค้นหาศพที่มีรอยกระสุนที่อก ปรากฏว่าพบศพนั้นจริงๆ และข้างๆ เป็นศพผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นโครงกระดูกของภรรยาคือ นางกาตาลีนา ทางทีมงานตัดสินใจนำทั้ง 17 ศพขึ้นมาฝังรวมกัน เพราะการพยายามแยกเซร์บันเตสออกมาอาจเป็นการทำลายศพทั้งหมด เนื่องจากบริเวณที่ฝังชื้นมากและเก่าแก่มาก ในที่สุดหลังจาก 400 ปีผ่านไป เซร์บันเตสจึงมีหลุมศพอย่างเป็นทางการ”

หน้าหลุมศพของเซร์บันเตสไม่มีพื้นที่สำหรับวางดอกไม้ แผนการนำดอกกุหลาบแดงมาวางที่หลุมศพจึงต้องพับไป สว่างวันกลับไปที่พิพิธภัณฑ์เมืองอัลกาลาอีกครั้งเพื่อสักการะนักเขียนผู้ล่วงลับด้วยดอกไม้ เพื่อบอกนักเขียนของเธอว่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน ภาค 2 จะโลดแล่นผจญภัย ณ ดินแดนไกลโพ้น ที่มีนามว่าประเทศไทย ในอนาคตอันใกล้นี้

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“ตอนที่นำดอกไม้ไปให้ครั้งล่าสุด ปรากฏว่ามีนักเรียนวัย 13 – 15 มาชมเยอะมากเพราะเป็นช่วงปลายเทอม มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไปถามอาจารย์ว่าทำไมเขาเอาดอกไม้มาให้เซร์บันเตสล่ะ อาจารย์เขาก็บอกว่า ดูสิ แม้แต่ชาวต่างชาติยังชื่นชมนักเขียนของเรา เห็นหรือยังว่าที่ที่คุณไม่อยากจะมาเท่าไหร่ คนอื่นเขาเดินทางมาไกลๆ เพื่อมาชม”

การตามรอยเซร์บันเตสในเมืองสองเมืองจบลงเท่านี้ แต่การผจญภัยในหน้ากระดาษของดอนกิโฆเต้กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งในรูปแบบภาษาไทย หนทางของขุนนางเฒ่าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่การเดินทางในอาณาจักรสเปนโบราณก็น่าติดตามไม่แพ้เส้นทางบนโลกความเป็นจริง

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

ภาพ : สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์, นพดล เลิศเอกสิริ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load