ในช่วงแรกที่เราเพิ่งมาอาศัยอยู่ที่เมืองมาปูโต ประเทศโมซัมบิก ใหม่ๆ คนขับรถขับพาเราผ่านถนนสายหนึ่ง สองฝั่งของถนนสายนี้เต็มไปด้วยแผงลอยขายของบริเวณทางเท้าเรียงยาวเป็นแถวตามถนน บางร้านก็มาตั้งขายอยู่ที่เกาะกลางถนน บางร้านก็ตั้งหลบไปตามตรอกซอกซอย มีแผงลอยร้านค้ามากมายสุดลูกหูลูกตาไปทั่วบริเวณ เป็นตลาดริมถนนดีๆ นี่เอง

คนโมซัมบิกผิวสีมากหน้าหลายตาเดินสวนกันไปมาเพื่อจับจ่ายซื้อของ คนเยอะมากจนแยกไม่ออกว่าใครกันแน่ที่เป็นพ่อค้า แม่ค้า ลูกค้า บริเวณนี้ไม่มีคนขาวเดินอยู่เลย

เราที่แอบสำรวจสิ่งรอบข้างเหล่านี้อยู่ในรถหันไปพูดกับคนขับรถว่า “ที่นี่คึกคักดีจังนะ”

“ใช่ ฉันชอบที่นี่มาก ที่นี่เป็นที่ที่มีชีวิตชีวามากในเมืองมาปูโต” คนขับรถตอบ

รถขับผ่านไปเรื่อยๆ จนตลาดริมถนนเริ่มลับสายตาไป

เราพูดกับตัวเองในใจว่า “ไว้วันหนึ่งเราจะมาเดินที่ตลาดนี้”

มาปูโต มาปูโต

หนึ่งปีกว่าๆ ผ่านไปก็ได้ฤกษ์งามยามดี ในที่สุดเราก็ได้ไปเดินสำรวจตลาดริมถนนที่ว่าสมใจ หลังจากรวบรวมความกล้ามาเป็นเวลาพอสมควร

ตลาดนัดบนทางเท้าแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณจุดตัดของถนน 1.) Avenida Guerra Popular 2.) Avenida Filipe Samuel Magaia 3.) Avenida Fernão de Magalhães และ 4.) Avenida Josina Machel ในย่าน Baixa (ไบชา)​หรือย่าน downtown อันเป็นแหล่งทำมาค้าขายและห้างร้านหลากหลายแห่งเมืองมาปูโต บริเวณนี้เป็นย่านเก่าแก่ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในจุดกำเนิดของความเป็นเมืองของมาปูโตเลยก็ว่าได้

มาปูโต

เรากับเพื่อนเดินทางไปที่ตลาดแห่งนี้ตอนประมาณ 9 โมงเช้า เช้ามากจนหลายร้านก็เพิ่งจะเริ่มวางของขาย เราจึงถือโอกาสสังเกตบรรยากาศและกลวิธีการนำเสนอสินค้าของแต่ละร้านระหว่างที่เราเริ่มเดินไปตามถนน นอกจากห้างร้านจำนวนมากที่อยู่ในตึกแล้ว บริเวณทางเท้าด้านหน้าก็มีพ่อค้าแม่ค้ามาตั้งวางสินค้าของตน บางคนวางบนโต๊ะไม้ที่ทำขึ้นมาเอง บางคนวางบนพื้นแบกะดิน บางคนนำสินค้าแต่ละชิ้นมาวางเรียงอย่างพิถีพิถัน สวยงามและเป็นระเบียบ บางคนเลือกที่จะเทสินค้าของตัวเองออกจากกระสอบและกองเรียงกันเป็นเนินสูงเพื่อให้เห็นถึงตัวเลือกจำนวนมากของสินค้า บางคนก็เลือกที่จะไม่ตั้งร้านและเดินถือสินค้าไปมาตามท้องถนน แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ทุกคนต่างก็มีจุดประสงค์เดียวกันคือเพื่อเชิญชวนลูกค้าให้มาเลือกซื้อสินค้าของตน

มาปูโต มาปูโต

สินค้าที่วางขายมีตั้งแต่เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ผ้าถุงโมซัมบิก (ผ้า Capulana) เสื้อชั้นใน กางเกงใน ของเล่น หนังสือ อุปกรณ์เครื่องเขียน โทรศัพท์ Ipad บัตรเติมเงิน เครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้ในบ้าน ถังแก๊ส ผัก ผลไม้ ขนม เครื่องดื่มและอื่นๆ อีกมากมาย แต่ละอย่างอยู่ปะปนกันไป โดยไม่ได้มีการแบ่งโซนสินค้าอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

ในตลาดมีให้เลือกซื้อกันทั้งสินค้ามือหนึ่งและมือสอง ของจริงและของปลอม แต่ส่วนใหญ่จะเป็นของใช้มือสอง หรือที่มีชื่อเรียกว่า Calamidade (กาลามิดาด) ในหมู่คนโมซัมบิก ถึงแม้จริงๆ แล้วคำนี้จะแปลว่า ‘อุทกภัย’ ก็ตาม ด้วยราคาที่ย่อมเยาและการเจอของมีคุณภาพเป็นครั้งคราวทำให้ของใช้มือสองค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่คนโมซัมบิก
มาปูโต มาปูโต

ที่ตลาดแห่งนี้ยังมีร้านอาหารพื้นเมืองที่ทอดขายให้ทานกันร้อนๆ รวมไปถึงคนรับเย็บผ้าที่มาตั้งเครื่องจักรเรียงรายริมถนนหลายเจ้า เอาเป็นว่าซื้อผ้าแล้วก็สามารถตัดเย็บชุดได้เลยเสร็จสรรพตามแบบที่ต้องการ บริการครบวงจรไปอีก

เดินไปเรื่อยๆ เวลาเริ่มเข้าช่วงสาย (10 โมงเช้า) บรรยากาศการค้าขายก็เริ่มคึกคักขึ้น

มาปูโต มาปูโต

ผู้ขายแต่ละคนต่างก็มีเทคนิคส่วนตัวในการเชื้อเชิญลูกค้าให้หยุดแวะดูสินค้าที่ร้านของตน อาทิ การเชื้อเชิญอย่างสุภาพด้วยการผายมือเชิญเดินมาที่ร้าน พร้อมพูดว่า “เรามีสินค้ามากมายให้เลือกชม คุณลองเข้ามาดูที่ร้านเราได้” หรือการตะโกนคำเด็ดตามท่วงทำนองที่คิดขึ้นมาเองเพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้า เช่น

“Novidade novidade novidade novidade…. Novidade novidade novidade novidade!” (อ่านว่า โนวิดาด โดยขอให้อ่านเป็นทำนองตามจินตนาการของผู้อ่าน) ในบริบทนี้มีความหมายว่า ‘สินค้าใหม่’

อีกทั้งยังมีการร้องเพลงเป็นภาษาพื้นเมืองท่วงทำนองแอฟริกัน โดยร้องคู่ไปกับลูกมือของร้านระหว่างหยิบยื่นสินค้าให้ลูกค้าเลือกชม ทั้งยังมีการใช้ลูกตื๊อ เดินตามประกบลูกค้าแม้ลูกค้าจะเดินผ่านร้านของตนไปไกลแล้ว

“นี่ เพื่อนสาว เธอไม่ซื้อของฉันหน่อยหรอ ฉันมีของเด็ดหลายอย่าง เธอซื้อให้แฟนเธอก็ได้ เดี๋ยวฉันให้เธอราคาพิเศษ สำหรับเธอคนเดียวเลยนะ” เป็นต้น

แต่ไม่ว่าจะด้วยเทคนิคใดก็ตาม พ่อค้าแม่ค้าแทบทุกคนจะเรียกเรา (ลูกค้า) ว่า ‘เพื่อน’ (amigo/amiga) สนิทชิดเชื้อกับเราได้ในเวลาอันสั้นยามต้องการปิดการขาย

มาปูโต

จริงๆ แล้วบรรยากาศไม่ได้ต่างไปจากตลาดนัดบ้านเรามากนัก ต่างกันก็ตรงที่ตลาดแห่งนี้ส่วนใหญ่มีแต่คนโมซัมบิกผิวสี ไม่ว่าจะคนขายหรือคนซื้อ และก็เหมือนกับที่เราสังเกตเห็นเมื่อ 1 ปีที่แล้ว คือไม่มีคนโมซัมบิกผิวขาวหรือต่างชาติผิวขาวเดินอยู่เลย คงเพราะย่านนี้เป็นย่านของคนโมซัมบิกผิวสี เราผู้มีรูปลักษณ์เป็นลูกหลานคนจีนโพ้นทะเลผิวเหลืองจึงมีความโดดเด่นและอาจหาญในการเดินที่ตลาดแห่งนี้

หลายคนก็มองเราด้วยความประหลาดใจและสงสัย แต่เราก็ตอบเขาด้วยรอยยิ้มและคำว่าสวัสดีในภาษาโปรตุเกส สิ่งที่เขาตอบกลับมาก็เป็นคำว่า สวัสดี (ในภาษาจีน) บวกกับรอยยิ้มที่สดใสเช่นเดียวกัน พร้อมสายตาแห่งความประหลาดใจและความสงสัยที่ลดลง การเนียนทักทายราวกับเป็นคนรู้จักกันมาก่อนทำให้เรากลมกลืนไปกับคนรอบตัวและโดดเด่นน้อยลง ถึงแม้สีผิวเราจะต่างกันมากก็ตาม

มาปูโต

จริงๆ แล้วตลาดริมถนนแห่งนี้ (ไม่รวมเหล่าห้างร้านในห้องตึก) เป็นตลาดนอกระบบ หรือที่คนโมซัมบิกเรียกว่าตลาด Dumba Nengue (ดุมบาเนง) แห่งหนึ่งในเมืองมาปูโต โดยดุมบาเนงเป็นคำในภาษาของคนพื้นเมืองทางภาคใต้ของประเทศโมซัมบิก มีความหมายว่า ‘วางใจในเท้า’

คนโมซัมบิกใช้คำว่า ดุมบาเนง เรียกตลาดนอกระบบ เพราะเมื่อตำรวจเทศบาลปรากฏตัวขึ้นที่ดุมบาเนง เหล่าผู้ขายจะต้อง ‘วางใจในเท้าของตน’ และรีบวิ่งหนีตำรวจ พร้อมกับสินค้าที่มักวางไว้บนศีรษะ แต่ตลาดดุมบาเนงริมถนนแห่งนี้เป็นตลาดที่ตำรวจเทศบาลไม่เข้าไปจัดระเบียบอีกต่อไป ด้วยความที่มีพ่อค้า แม่ค้า และลูกค้าจำนวนมากจนยากที่จะจัดการ บวกกับการที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้าช่วยดูแลรักษาความสะอาดของทางเท้าแหล่งค้าขาย ไปๆ มาๆ แม้แต่ตำรวจเองก็ไปเดินจับจ่ายใช้สอยที่ตลาดแห่งนี้เช่นเดียวกัน เพราะเป็นแหล่งของดีราคาถูกประจำเมือง

มาปูโต

การเดินตลาดแห่งนี้ทำให้เราได้เห็นและสัมผัสวิถีชีวิตของปุถุชนคนโมซัมบิกผิวสี ไม่ว่าจะเป็นลูกมือสาวน้อยที่มาช่วยแม่ขายอาหาร, เพื่อนร่วมธุรกิจที่ช่วยกันตะโกนเรียกลูกค้า, หนุ่มเจ้าของร้านที่ชักชวนลูกค้ามาซื้อของไม่สำเร็จ จึงหันมาจีบลูกค้าแทน, สาวใหญ่ที่ลองเสื้อชั้นในโดยใส่ทับเสื้อยืดที่ตนใส่อยู่ตรงบริเวณทางเท้าที่ผู้คนเดินสวนกันไปมา, เหล่าคนขายที่นั่งจิบเบียร์กันระหว่างเฝ้ารอลูกค้ามาที่ร้าน, คนเย็บผ้าที่นอนฟุบหลับที่โต๊ะยามแดดร่มลมตก, คนมากหน้าหลายตาที่มานั่งคุยกันหัวเราะร่าที่เพิงร้านอาหาร, แก๊งสี่สาววัยรุ่นที่แต่งตัวและทำผมแบบเดียวกันเดินเฉิดฉายความงามระหว่างช้อปปิ้ง, แก๊งเด็กวัยแตกหนุ่มที่ยืนรวมตัวกันเพื่อแซวสาว, คนขับรถ Txopela (โชเป-ลา) หรือรถตุ๊กตุ๊กโมซัมบิกที่ยืนรอผู้โดยสารกันเป็นหมู่คณะ, ผู้โดยสารรถ Chapas (ชาปาช) หรือรถตู้โมซัมบิกที่ทะเลาะกับกระเป๋ารถผู้ซึ่งกำลังยัดถุงเสื้อผ้าของเขาเข้าไปในรถตู้อย่างไม่ปรานีต่อความบอบบางของพลาสติก

กระเป๋าสีชมพูบานเย็นยี่ห้อ  Min Min อวดโฉมสวยเก๋ กลิ่นเครื่องเทศของอาหารพื้นเมือง และไก่ย่างโมซัมบิกที่ลอยมาตามลมเป็นระยะๆ เพลงเต้นท่วงทำนองแอฟริกันที่คุ้นหู ไม่ว่าจะเป็น Marrabenta (มาราเบนตา) หรือ Kizomba (กิซอมบา) เปิดคลอตามทุกมุมถนน ตลาดริมถนนแห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีชีวิตชีวาสไตล์คนโมซัมบิก ตรงตามคำบอกเล่าของคนขับรถเราจริงๆ

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้มีโอกาสเห็นและสัมผัสวิถีชีวิตคนโมซัมบิกผิวสีแบบนี้ เพราะชีวิตประจำวันของเราจะวนเวียนอยู่ในหมู่คนต่างชาติด้วยกันซะส่วนใหญ่ การมาเดินตลาดแห่งนี้จึงเป็นประสบการณ์ที่ดี เปิดหูเปิดตาดี และของก็ถูกดีด้วย

วันหลังเราคงกลับมาเดินที่นี่อีก

มาปูโต

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เบญจรัศมี รุจน์รวีหิรัญ

สาวอักษรผู้หลงรักภาษา วรรณกรรม วัฒนธรรมและศิลปะทุกแขนง ปัจจุบันจากบ้านมาอาศัยอยู่ที่เมืองมาปูโต ประเทศโมซัมบิก ยามขยันมักเขียนเรื่องราวที่ตนเองไปเจอหรือสนใจลงเพจส่วนตัว : Chinesinha around the world

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 พฤศจิกายน 2565

ทริปนี้เริ่มต้นแบบง่าย ๆ คิดแค่ว่าเงินเยนกำลังตก ไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งในญี่ปุ่นน่าจะเป็นการเที่ยวที่ประหยัดดี พอไม่มีแผนการละเอียด ก็เลยคิดว่าเอารถแบบค่ำไหนนอนนั่นไปก็สะดวกกว่าพยายามจองโรงแรมล่วงหน้า และนี่ไม่ใช่หนแรกที่เราเช่ารถที่เป็นบ้านในประเทศญี่ปุ่น 

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดสภาวะผู้คนหยุดเดินทาง เราเคยเช่ารถ RV ขับเที่ยวมาแล้วรอบหนึ่ง และพบว่าการท่องเที่ยวแบบนี้จุดหมายไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับคนที่อยู่ร่วมกันบนรถ

ญี่ปุ่นมีบริการเช่ารถแคมปิ้งและ RV หลายรูปแบบ รอบนี้เราเลือกแบบมีเต็นท์อยู่บนหลังคา ด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 3 ข้อ ข้อแรก รถ RV นั้นถึงมีพื้นที่ใช้งานสะดวกสบาย แต่ว่าขนาดรถที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้ขับเข้าตรอกซอกซอยหรือขึ้นเขาลำบาก อีกข้อคืออยากลองนอนเต็นท์บนหลังคารถ เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับการปรับแต่งรถของตัวเองที่เมืองไทยทีหลัง และข้อสุดท้ายคือบริษัทรถเช่ามีอุปกรณ์เครื่องนอนและแคมปิ้งให้พร้อมทุกอย่าง ขนมาแต่เสื้อผ้าและใบขับขี่ก็พร้อมเดินทางได้เลย

สิ่งสำคัญพื้นฐาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
และประหยัดสุดสำหรับการขับรถเที่ยว

เพื่อความประหยัดขั้นสุด เราวางแผนนอนตามที่พักริมถนนซึ่งไม่ต้องเสียเงินค่านอน ในญี่ปุ่นที่จอดรถพักริมทางเหล่านี้เรียกว่า มิจิ โนะ เอกิ (Michi-no-Eki) เรียกสั้นๆ ว่า ‘มิจิ’ ในเวลากลางวัน ตามมิจิจะมีร้านขายอาหารและของที่ระลึกพื้นถิ่น บางแห่งใหญ่โตเหมือนห้าง บางแห่งก็เล็ก ๆ เงียบสงบ แต่สิ่งที่ทุกแห่งมีเหมือนกันคือห้องน้ำสะอาด 24 ชั่วโมง ญี่ปุ่นมีห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดเกินมาตรฐานอยู่เกือบทุกแห่ง ขนาดจุดที่ในรีวิวเขียนว่าห้องน้ำไม่สะอาดก็ยังเรียกว่าไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก

ข้อดีของการขับรถแคมปิ้งคือ ถ้ามีห้องน้ำสาธารณะตรงไหน เราก็จอดนอนตรงนั้นได้เลย คนเข้าป่าบ่อย ๆ อาจจะเถียงค้านในใจนิดหนึ่งว่า ถึงไม่มีห้องน้ำก็ทำธุระได้ แต่ญี่ปุ่นนั้นการทำธุระในป่าเป็นเรื่องไม่ปกติ เลี่ยงได้ควรเลี่ยงให้ถึงที่สุด ด้วยเหตุผลของมารยาทในการใช้พื้นที่ส่วนรวม จึงควรไปทำธุระเฉพาะตามพื้นที่ที่จัดให้เท่านั้น

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เต็นท์ด้านบนรถเปิดออกรับวิวฤดูใบไม้ร่วงยามเช้า

เรื่องต่อมาจากห้องน้ำคือการอาบน้ำ การมาเที่ยวญี่ปุ่นของเรา ไม่ว่ากิจกรรมหลักจะเป็นอะไร ก็ต้องจัดเวลาไปแวะออนเซ็นทุกครั้ง หลังจากวันยาวนานหรือวันที่อากาศหนาวเย็น พอได้แช่น้ำอุ่นตอนจบวัน ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายเกลี้ยง การแช่น้ำแร่ช่วยรีเซ็ตร่างกายให้พร้อมกับวันพรุ่งนี้ได้ดีมาก ๆ

ออนเซ็นแบบ Stand Alone ส่วนใหญ่ปิดประมาณ 1 ทุ่ม เรามักวางแผนแวะไปก่อนอาหารมื้อเย็น กิจวัตรประจำวันหลัง 4 โมงเย็นคือ เราจะเปิดแอปฯ รวบรวมที่ตั้งมิจิ ออนเซ็น และแคมป์ไซต์ เพื่อหาว่าจะไปอาบน้ำที่ไหน แล้วขับต่อไปนอนที่ไหนโดยไม่ออกนอกเส้นทาง ซึ่งมุ่งสู่จุดท่องเที่ยวของวันต่อไป

โพรงกระต่ายของอลิซ

คุณลุค เจ้าของบริษัทรถเช่าถามเราว่า เจอบริษัทเขาได้อย่างไร เพราะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน และไม่ได้ทำการตลาดเท่าไหร่ เราตอบเขาไปอย่างติดตลกว่า พวกเรา Google เก่ง แต่มันเป็นเรื่องจริง 

จุดท่องเที่ยวที่อยากไปผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ จากการเสิร์ชกูเกิลดูอะไรต่อมิอะไรต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ พอหาข้อมูลต่อก็พบสถานที่ใหม่ ๆ ที่อยากไปเห็นด้วยตาเพิ่มอีก เรียกว่าตกลงไปในโพรงกระต่ายของอลิซอย่างเต็มตัว

คืนแรกพวกเรากะว่าจะไปหาที่นอนใกล้ออนเซ็นลิงขึ้นชื่อ แต่จะแวะเที่ยวบ่อน้ำร้อนแช่เท้าที่คุซัตสึ (Kusatsu) ก่อนสักนิด ด้วยความโอ้เอ้ของวันแรกและฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง กว่าจะถึงคุซัตสึก็เย็นแล้ว เลยต้องปรับแผนใหม่ หาออนเซ็นดี ๆ หาข้าวอร่อย ๆ กิน แล้วขับรถออกไปหามิจิที่ไม่ไกลนอนแทน

เช้าวันต่อมาเส้นทางขึ้นเขาชิงะโคเก็น (Shiga Kogen) เป็นเส้นถนนที่เรากะว่าจะวิ่งผ่านชมวิวสวยไปเฉย ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องจอดรถทุกจุดชมวิวข้างทาง ภูเขาลูกนี้เป็นจุดสูงสุดในเส้นทางที่วางแผนไว้ หญ้าสีเขียวสลับกับหินทรงแปลก ความสูงเหนือเมฆที่ปกคลุมเมืองด้านล่างจนมิดตลอดเส้นทางเหมือนเราอยู่คนละโลกกับพื้นที่เมื่อวาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เส้นทางข้ามเขา Shiga Kogen เป็น Scenic Route ที่พวกเราต้องจอดแวะทุกจุดที่จอดได้

ในระหว่างแวะเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟที่คาเฟ่บนเขา เราหันไปเห็นโปสเตอร์การท่องเที่ยว Shiga Kogen เป็นรูปเสาโทริอิ (Torii) สีแดงริมทะเลสาบสีฟ้าสด เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะหาว่าสถานที่ในภาพอยู่ที่ไหน พร้อมจะเปลี่ยนแผนทันทีถ้าไม่ลำบากจนเกินไป เจ้ากูเกิลพาเราไหลลงโพรงกระต่ายอีกครั้งเพื่อพบว่า บนเขา Shiga Kogen มีเส้นทางเดินเขาสั้น ๆ น่าสนใจอยู่หลายเส้น และหนึ่งในนั้นอยู่ห่างจากเราไปไม่กี่นาที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
ทางเดินเขาเส้นสั้น ๆ ของ Shiga Kogen เลยจุดสวยที่สุดของใบไม้แดงไปแล้ว

แผนเปลี่ยนอีกครั้ง ยังไม่มีใครหิว ไม่มีใครรีบไปไหน พวกเราจอดรถหยุดลงไปเดินสัมผัสธรรมชาติด้วยเท้าของเราเอง ด้านบนเขาอากาศเย็นมาถึงก่อนพื้นล่าง ต้นไม้ส่วนใหญ่เหลือแต่กิ่ง ไม่ค่อยเห็นใบสีเหลืองสีแดงเยอะเท่าไหร่แล้ว แต่ทุกมุมที่มองไปก็ยังดูสวยอยู่ดี

รู้ตัวอีกทีก็เลยเที่ยงมาพักใหญ่ แผนร่างของวันนี้มีหมุดท่องเที่ยวปักไว้ที่น้ำตกนะเอะนะ (Naena Waterfall) พวกเราตัดสินใจดิ่งไปกินข้าวเที่ยงที่โน่นเลย ร้านอาหารมีอยู่ร้านเดียว อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือเส้นหมี่ขาวที่ปล่อยไหลมากับสายน้ำ แต่เวลาของเราไหลไปหมดแล้ว เลยสั่งข้าวคนละชุด รีบกินแล้วรีบเดินไปน้ำตกทันที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

เส้นทางเดินในป่าปกคลุมด้วยไอหมอกละอองน้ำจากน้ำตกใหญ่ด้านใน ตรงจุดนี้ต่ำกว่าเส้นทางเขาด้านบน เป็นความสูงที่พอดีให้เราเห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่แท้จริง ทันทีที่มุมมองของต้นไม้เปิดออกให้เห็นน้ำตกอลังการ เราหยุดยืนตะลึง – นี่เราทะลุมาสู่โลกแห่งจินตนาการแล้วอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ตลาดฤดูใบไม้ร่วง

  เช้านี้เสียงหัวเราะและพูดคุยของกลุ่มแม่บ้านสูงอายุด้านนอกตัวรถปลุกให้เราตื่น กลุ่มคุณป้ากำลังเตรียมตั้งโต๊ะขายขนมแป้งทอด ห่างออกไปอีกนิดมีเต็นท์ขายแอปเปิ้ลผลใหญ่เกือบ 2 กำปั้น ใต้เต็นท์เดียวกันมีองุ่นสีสวยดูหวานฉ่ำวางขายด้วย สุดทางเดินเป็นร้านขายผัก คุณลุงหลายคนทยอยขับรถเข้ามาจอดส่งผัก ในร้านมีต้นหอมญี่ปุ่นอวบหนาและสูงเกือบเท่าตัวเรา มะเขือเทศสดน่ากิน ลูกพลับสุกวางเรียงราย และเห็ดหลากหลายชนิด

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
รสชาติแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

สิ่งที่ขึ้นชื่อของฤดูใบไม้ร่วงนอกจากสีส้ม แดง เหลือง ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็เป็นฤดูที่มีผลไม้อร่อยให้กินมากมาย พวกเราแวะซื้อผักผลไม้หลายชนิด แวะซื้อเนื้อสดและวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเพิ่มจากซูเปอร์มาร์เก็ต คืนนี้พวกเราจะทำอาหารกินเอง เพื่อเข้าถึงรสชาติของฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

 เข้าแคมป์ของจริง

รถ FJ Cruiser คันนี้ถูกปรับพื้นที่ให้เหมาะกับการเข้าแคมป์เต็มที่ นอกจากเต็นท์ที่ติดอยู่ด้านบน ข้างขวากางกันสาดออกมาได้ ทางซ้ายกางออกมาเป็นห้องน้ำจำเป็น ท้ายรถมีตู้ลิ้นชัก 2 อัน เต็มไปด้วยเครื่องครัวสำหรับแคมปิ้ง จาน ชาม หม้อ กระทะ ไปจนเครื่องปรุงอาหารและหม้อต้มกาแฟ ตรงประตูหลังก็มีโต๊ะที่พับเก็บและเปิดออกได้ 

หลังจากนอนมิจิมาหลายคืน พวกเราตัดสินใจกันว่าต้องไปนอนแคมป์จริง ๆ เสียที ไม่ให้เสียคุณค่าของอุปกรณ์ท้ายรถ วันนี้เราตัดกิจกรรมท่องเที่ยวให้จบเร็วขึ้นเพื่อไปถึงแคมป์กราวนด์ก่อนมืดจะได้มีเวลาตั้งแคมป์

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แสงแดดยามเย็นขับสีสันของฤดูใบไม้ร่วงให้สวยขึ้นไปอีก

ช่วงฤดูนี้แสงอาทิตย์หมดวันเร็วกว่าบ้านเรา เวลา 4 โมงเย็น แสงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นสีทองแล้ว สองข้างทางของเส้นทางที่มุ่งไปแคมป์นั้นสวยเกินจริงมาก ๆ ใบไม้กำลังแดงเต็มที่ แสงแดดสีอุ่นขับสีของใบไม้ให้สดขึ้นไปอีก ตลอดเส้นถนนที่วิ่งลัดเลาะผ่านหุบเขา พวกเราผลัดกันส่งเสียงแทนคำว่า ’สวย’ จนกระทั่งหมดคำพูดและเงียบลง เพราะรู้ดีว่าพวกเรากำลังเคลื่อนที่ผ่านช่วงเวลามหัศจรรย์นี้ไปด้วยกัน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แคมปิ้งกราวนด์ที่เอารถเข้ามาจอดได้ มีพื้นที่กว้างขวาง

  สตาฟของแคมป์กราวนด์ดูกังวลเมื่อเรามาถึง เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะเข้าใจกฎต่าง ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้มากน้อยแค่ไหน แคมป์กราวนด์ของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องจองล่วงหน้า และมีกฎการใช้พื้นที่ละเอียดยิบ เช่น ช่วงเวลาห้ามส่งเสียงดัง การแยกทิ้งขยะ การจุดไฟ ฯลฯ แต่พอพวกเราสื่อสารกันจนรู้เรื่อง จ่ายเงินค่าใช้พื้นที่เรียบร้อย คุณสตาฟก็ปล่อยให้เราขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่ระบุไว้ พร้อมกับให้แอปเปิ้ลท้องถิ่นเป็นของฝาก 1 ลูก

แคมป์ที่เราเลือกมานอนเป็นจุดที่อยู่ติดริมน้ำเขื่อน คนส่วนหนึ่งที่มาตั้งแคมป์เอาเรือคายัคมาด้วยเพื่อไปพายเรือในตอนเช้า สิ่งอำนวยความสะดวกในแคมป์มีพื้นฐานทั่วไป อาคารซักล้างแยกออกจากพื้นที่แคมป์กราวนด์ ห้องน้ำสะดวกสบาย มีโถส้วมอุ่นและสายฉีดไฟฟ้า ที่แคมป์นี้มีน้ำอุ่นและห้องอาบน้ำให้ด้วย แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในราคา 5 นาที 300 เยน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

พฤศจิกายนเป็นช่วงปลายของการตั้งแคมป์ เพราะอากาศเริ่มเย็นมาก แคมเปอร์ข้าง ๆ เราส่วนใหญ่หายเข้าไปจุดไฟทำอาหารในเต็นท์ที่มีผนังบังลม ส่วนพวกเรานั่งสู้อากาศหนาวด้านนอกด้วยการจุดไฟกองใหญ่ ฟืนไม้มีขายพร้อมให้ใช้งานในราคามัดละ 800 เยน จุดติดไม่ยากเท่าไหร่ แต่ควันค่อนข้างเยอะ ไม่เหมือนไฟจากถ่านที่คุ้นเคยเวลาตั้งแคมป์ในไทย อาหารที่เราเตรียมมาเยอะกว่าที่จะกินได้หมด เลยเก็บส่วนที่เหลือไว้ในรถ ที่นี่ห้ามวางอาหารทิ้งไว้นอกเต็นท์โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะมีสัตว์ป่ามาบุกแคมป์ได้ อุณหภูมิสุดท้ายที่เรากดดูก่อนปีนเข้าเต็นท์อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส คืนนี้อากาศค่อย ๆ เย็นลงเรื่อย ๆ เป็นคืนที่หนาวที่สุดของทริป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
อาหารชาวแคมป์ อุด้งแกงกะหรี่หมู เต้าหู้ย่าง และมันญี่ปุ่นเผา

เส้นทางที่ซ่อนอยู่

พวกเรามาญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้แดงหลายหน แต่ไม่เคยได้พบกับจังหวะพีกที่สุดของฤดูกาลแบบที่เมืองนี้ ณ เวลานี้เลย ก่อนหน้านี้เคยเห็นแบบที่เริ่มร่วงไปแล้วบ้าง หรือไม่ก็ยังไม่แดงพีกบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาในการท่องเที่ยวที่ขึ้นกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งเรากะเกณฑ์ล่วงหน้าไม่ได้

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

เช้านี้พวกเราเปลี่ยนใจตัดจุดท่องเที่ยวที่หามาตั้งแต่เมืองไทยทิ้ง เพราะอยากมองดูใบไม้สีแดงส้มในจังหวะที่สวยที่สุด ให้นานที่สุด

หลังอาหารเช้าและเก็บของออกจากแคมป์ เราขับรถไปทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างแคบ ถนนเลาะเลียบแม่น้ำสายเล็ก เส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น Scenic Route ที่ดีเส้นหนึ่ง ในสมุดคู่มือแคมป์ที่ได้มาเมื่อวานเขียนบอกไว้ว่า ถ้าหาจุดจอดรถข้างถนนได้ให้จอดเลย แล้วเดินชมวิวข้างทางด้วยขาของเราเอง

ที่จอดรถอยู่ตรงข้ามกับสะพานข้ามแม่น้ำ สีแดงของใบไม้ริมน้ำกวักมือเรียกให้เราจอดรถลงไปเดิน จากที่จะเดินเล่นนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วไปดูอีกจุดหนึ่ง กลายเป็นการเดินปีนป่ายหินริมน้ำกินเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งสนุกและสวยงามทุกนาทีที่ผ่านไป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

ถึงเวลาสิ้นสุดเส้นทาง

คืนสุดท้ายเราจอดนอนที่มิจิอีกครั้ง หลังจากขับรถวนหาจุดที่เหมาะสมสักพัก จุดจอดรถที่ดีต้องไม่ใกล้กับคันอื่น ๆ เนื่องจากเราต้องกางบันไดขึ้นลงเต็นท์หลังคา จึงควรเลือกจุดริมสุดของช่องจอด เพื่อไม่ให้กินที่เข้าไปในช่องข้าง ๆ

มิจิสุดท้ายของคืนนี้อยู่หน้าสวนสาธารณะ เป็นมิจิที่เงียบสงบมาก มีรถจอดนอนก่อนหน้าเราเพียงคันเดียว มีกลิ่นมูลสัตว์ลอยมาจาง ๆ คุยกันว่าน่าจะเป็นกลิ่นขี้วัว เมื่อตื่นตอนเช้าจึงพบว่าที่นี่มีคอกแพะ ยามเช้าของวันสุดท้ายจึงเป็นการเดินเล่นกับแพะและแมวจรที่มีอยู่เต็มสวน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เจ้าถิ่นเฝ้ามิจิเล็ก ๆ ที่เราใช้เป็นที่นอนในคืนสุดท้าย

เรามีนัดกับคุณลุคเพื่อคืนรถตอนค่ำที่โตเกียว เส้นทางวกกลับเข้าสู่เมืองใหญ่อีกครั้ง แถวนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ใบไม้จะเปลี่ยนสี ถึงแม้ว่าเราอยู่เที่ยวต่อหลังคืนรถอีก 3 วันก็ตาม แต่ไฮไลต์ของทริปผ่านไปแล้ว บรรยากาศในรถก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่เข้าใกล้ตอนจบก่อตัวเกาะกินเป็นความเหงาแปลก ๆ

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เมื่อกลับเข้าสู่พื้นราบใกล้เมืองที่อากาศอุ่นกว่า ใบไม้แถวนี้ยังไม่ถึงจังหวะเปลี่ยนสี

พวกเราอ้อยอิ่งเก็บของออกจากรถ เอากระเป๋าลงทั้งหมดเพื่อให้พร้อมส่งรถคืน ในระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองก็เปิดไล่ดูรูปในโทรศัพท์มือถือ ฤดูกาลของที่นี่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากสีเขียวกลายเป็นสีแดง น้ำตาล แล้วหิมะก็มาทำให้ทุกอย่างขาวโพลน เมื่อหิมะละลายทุกอย่างก็เริ่มใหม่อีกครั้ง 

ความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นในธรรมชาติตลอดเวลา สอนให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่รอบตัว และรู้จักอดทนรอช่วงเวลาที่ดี ซึ่งจะผ่านเข้ามาอีกครั้งอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

Photographers

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

พลพิชญ์ คมสัน

เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นสถาปนิกแต่ชอบหนีงานไปเข้าป่าลงทะเล ผสมกับความอินโทรเวิร์ตเล็กๆ เลยเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นช่างภาพใต้น้ำและคนทำสารคดี เคยทำนิตยสารดำน้ำระดับอินเตอร์ ผลิตงานสารคดีใต้น้ำ และงานโฆษณาหลายชิ้น ปัจจุบันเป็นแอดมินเพจ Digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load