ในช่วงแรกที่เราเพิ่งมาอาศัยอยู่ที่เมืองมาปูโต ประเทศโมซัมบิก ใหม่ๆ คนขับรถขับพาเราผ่านถนนสายหนึ่ง สองฝั่งของถนนสายนี้เต็มไปด้วยแผงลอยขายของบริเวณทางเท้าเรียงยาวเป็นแถวตามถนน บางร้านก็มาตั้งขายอยู่ที่เกาะกลางถนน บางร้านก็ตั้งหลบไปตามตรอกซอกซอย มีแผงลอยร้านค้ามากมายสุดลูกหูลูกตาไปทั่วบริเวณ เป็นตลาดริมถนนดีๆ นี่เอง

คนโมซัมบิกผิวสีมากหน้าหลายตาเดินสวนกันไปมาเพื่อจับจ่ายซื้อของ คนเยอะมากจนแยกไม่ออกว่าใครกันแน่ที่เป็นพ่อค้า แม่ค้า ลูกค้า บริเวณนี้ไม่มีคนขาวเดินอยู่เลย

เราที่แอบสำรวจสิ่งรอบข้างเหล่านี้อยู่ในรถหันไปพูดกับคนขับรถว่า “ที่นี่คึกคักดีจังนะ”

“ใช่ ฉันชอบที่นี่มาก ที่นี่เป็นที่ที่มีชีวิตชีวามากในเมืองมาปูโต” คนขับรถตอบ

รถขับผ่านไปเรื่อยๆ จนตลาดริมถนนเริ่มลับสายตาไป

เราพูดกับตัวเองในใจว่า “ไว้วันหนึ่งเราจะมาเดินที่ตลาดนี้”

มาปูโต มาปูโต

หนึ่งปีกว่าๆ ผ่านไปก็ได้ฤกษ์งามยามดี ในที่สุดเราก็ได้ไปเดินสำรวจตลาดริมถนนที่ว่าสมใจ หลังจากรวบรวมความกล้ามาเป็นเวลาพอสมควร

ตลาดนัดบนทางเท้าแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณจุดตัดของถนน 1.) Avenida Guerra Popular 2.) Avenida Filipe Samuel Magaia 3.) Avenida Fernão de Magalhães และ 4.) Avenida Josina Machel ในย่าน Baixa (ไบชา)​หรือย่าน downtown อันเป็นแหล่งทำมาค้าขายและห้างร้านหลากหลายแห่งเมืองมาปูโต บริเวณนี้เป็นย่านเก่าแก่ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในจุดกำเนิดของความเป็นเมืองของมาปูโตเลยก็ว่าได้

มาปูโต

เรากับเพื่อนเดินทางไปที่ตลาดแห่งนี้ตอนประมาณ 9 โมงเช้า เช้ามากจนหลายร้านก็เพิ่งจะเริ่มวางของขาย เราจึงถือโอกาสสังเกตบรรยากาศและกลวิธีการนำเสนอสินค้าของแต่ละร้านระหว่างที่เราเริ่มเดินไปตามถนน นอกจากห้างร้านจำนวนมากที่อยู่ในตึกแล้ว บริเวณทางเท้าด้านหน้าก็มีพ่อค้าแม่ค้ามาตั้งวางสินค้าของตน บางคนวางบนโต๊ะไม้ที่ทำขึ้นมาเอง บางคนวางบนพื้นแบกะดิน บางคนนำสินค้าแต่ละชิ้นมาวางเรียงอย่างพิถีพิถัน สวยงามและเป็นระเบียบ บางคนเลือกที่จะเทสินค้าของตัวเองออกจากกระสอบและกองเรียงกันเป็นเนินสูงเพื่อให้เห็นถึงตัวเลือกจำนวนมากของสินค้า บางคนก็เลือกที่จะไม่ตั้งร้านและเดินถือสินค้าไปมาตามท้องถนน แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ทุกคนต่างก็มีจุดประสงค์เดียวกันคือเพื่อเชิญชวนลูกค้าให้มาเลือกซื้อสินค้าของตน

มาปูโต มาปูโต

สินค้าที่วางขายมีตั้งแต่เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ผ้าถุงโมซัมบิก (ผ้า Capulana) เสื้อชั้นใน กางเกงใน ของเล่น หนังสือ อุปกรณ์เครื่องเขียน โทรศัพท์ Ipad บัตรเติมเงิน เครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้ในบ้าน ถังแก๊ส ผัก ผลไม้ ขนม เครื่องดื่มและอื่นๆ อีกมากมาย แต่ละอย่างอยู่ปะปนกันไป โดยไม่ได้มีการแบ่งโซนสินค้าอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

ในตลาดมีให้เลือกซื้อกันทั้งสินค้ามือหนึ่งและมือสอง ของจริงและของปลอม แต่ส่วนใหญ่จะเป็นของใช้มือสอง หรือที่มีชื่อเรียกว่า Calamidade (กาลามิดาด) ในหมู่คนโมซัมบิก ถึงแม้จริงๆ แล้วคำนี้จะแปลว่า ‘อุทกภัย’ ก็ตาม ด้วยราคาที่ย่อมเยาและการเจอของมีคุณภาพเป็นครั้งคราวทำให้ของใช้มือสองค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่คนโมซัมบิก
มาปูโต มาปูโต

ที่ตลาดแห่งนี้ยังมีร้านอาหารพื้นเมืองที่ทอดขายให้ทานกันร้อนๆ รวมไปถึงคนรับเย็บผ้าที่มาตั้งเครื่องจักรเรียงรายริมถนนหลายเจ้า เอาเป็นว่าซื้อผ้าแล้วก็สามารถตัดเย็บชุดได้เลยเสร็จสรรพตามแบบที่ต้องการ บริการครบวงจรไปอีก

เดินไปเรื่อยๆ เวลาเริ่มเข้าช่วงสาย (10 โมงเช้า) บรรยากาศการค้าขายก็เริ่มคึกคักขึ้น

มาปูโต มาปูโต

ผู้ขายแต่ละคนต่างก็มีเทคนิคส่วนตัวในการเชื้อเชิญลูกค้าให้หยุดแวะดูสินค้าที่ร้านของตน อาทิ การเชื้อเชิญอย่างสุภาพด้วยการผายมือเชิญเดินมาที่ร้าน พร้อมพูดว่า “เรามีสินค้ามากมายให้เลือกชม คุณลองเข้ามาดูที่ร้านเราได้” หรือการตะโกนคำเด็ดตามท่วงทำนองที่คิดขึ้นมาเองเพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้า เช่น

“Novidade novidade novidade novidade…. Novidade novidade novidade novidade!” (อ่านว่า โนวิดาด โดยขอให้อ่านเป็นทำนองตามจินตนาการของผู้อ่าน) ในบริบทนี้มีความหมายว่า ‘สินค้าใหม่’

อีกทั้งยังมีการร้องเพลงเป็นภาษาพื้นเมืองท่วงทำนองแอฟริกัน โดยร้องคู่ไปกับลูกมือของร้านระหว่างหยิบยื่นสินค้าให้ลูกค้าเลือกชม ทั้งยังมีการใช้ลูกตื๊อ เดินตามประกบลูกค้าแม้ลูกค้าจะเดินผ่านร้านของตนไปไกลแล้ว

“นี่ เพื่อนสาว เธอไม่ซื้อของฉันหน่อยหรอ ฉันมีของเด็ดหลายอย่าง เธอซื้อให้แฟนเธอก็ได้ เดี๋ยวฉันให้เธอราคาพิเศษ สำหรับเธอคนเดียวเลยนะ” เป็นต้น

แต่ไม่ว่าจะด้วยเทคนิคใดก็ตาม พ่อค้าแม่ค้าแทบทุกคนจะเรียกเรา (ลูกค้า) ว่า ‘เพื่อน’ (amigo/amiga) สนิทชิดเชื้อกับเราได้ในเวลาอันสั้นยามต้องการปิดการขาย

มาปูโต

จริงๆ แล้วบรรยากาศไม่ได้ต่างไปจากตลาดนัดบ้านเรามากนัก ต่างกันก็ตรงที่ตลาดแห่งนี้ส่วนใหญ่มีแต่คนโมซัมบิกผิวสี ไม่ว่าจะคนขายหรือคนซื้อ และก็เหมือนกับที่เราสังเกตเห็นเมื่อ 1 ปีที่แล้ว คือไม่มีคนโมซัมบิกผิวขาวหรือต่างชาติผิวขาวเดินอยู่เลย คงเพราะย่านนี้เป็นย่านของคนโมซัมบิกผิวสี เราผู้มีรูปลักษณ์เป็นลูกหลานคนจีนโพ้นทะเลผิวเหลืองจึงมีความโดดเด่นและอาจหาญในการเดินที่ตลาดแห่งนี้

หลายคนก็มองเราด้วยความประหลาดใจและสงสัย แต่เราก็ตอบเขาด้วยรอยยิ้มและคำว่าสวัสดีในภาษาโปรตุเกส สิ่งที่เขาตอบกลับมาก็เป็นคำว่า สวัสดี (ในภาษาจีน) บวกกับรอยยิ้มที่สดใสเช่นเดียวกัน พร้อมสายตาแห่งความประหลาดใจและความสงสัยที่ลดลง การเนียนทักทายราวกับเป็นคนรู้จักกันมาก่อนทำให้เรากลมกลืนไปกับคนรอบตัวและโดดเด่นน้อยลง ถึงแม้สีผิวเราจะต่างกันมากก็ตาม

มาปูโต

จริงๆ แล้วตลาดริมถนนแห่งนี้ (ไม่รวมเหล่าห้างร้านในห้องตึก) เป็นตลาดนอกระบบ หรือที่คนโมซัมบิกเรียกว่าตลาด Dumba Nengue (ดุมบาเนง) แห่งหนึ่งในเมืองมาปูโต โดยดุมบาเนงเป็นคำในภาษาของคนพื้นเมืองทางภาคใต้ของประเทศโมซัมบิก มีความหมายว่า ‘วางใจในเท้า’

คนโมซัมบิกใช้คำว่า ดุมบาเนง เรียกตลาดนอกระบบ เพราะเมื่อตำรวจเทศบาลปรากฏตัวขึ้นที่ดุมบาเนง เหล่าผู้ขายจะต้อง ‘วางใจในเท้าของตน’ และรีบวิ่งหนีตำรวจ พร้อมกับสินค้าที่มักวางไว้บนศีรษะ แต่ตลาดดุมบาเนงริมถนนแห่งนี้เป็นตลาดที่ตำรวจเทศบาลไม่เข้าไปจัดระเบียบอีกต่อไป ด้วยความที่มีพ่อค้า แม่ค้า และลูกค้าจำนวนมากจนยากที่จะจัดการ บวกกับการที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้าช่วยดูแลรักษาความสะอาดของทางเท้าแหล่งค้าขาย ไปๆ มาๆ แม้แต่ตำรวจเองก็ไปเดินจับจ่ายใช้สอยที่ตลาดแห่งนี้เช่นเดียวกัน เพราะเป็นแหล่งของดีราคาถูกประจำเมือง

มาปูโต

การเดินตลาดแห่งนี้ทำให้เราได้เห็นและสัมผัสวิถีชีวิตของปุถุชนคนโมซัมบิกผิวสี ไม่ว่าจะเป็นลูกมือสาวน้อยที่มาช่วยแม่ขายอาหาร, เพื่อนร่วมธุรกิจที่ช่วยกันตะโกนเรียกลูกค้า, หนุ่มเจ้าของร้านที่ชักชวนลูกค้ามาซื้อของไม่สำเร็จ จึงหันมาจีบลูกค้าแทน, สาวใหญ่ที่ลองเสื้อชั้นในโดยใส่ทับเสื้อยืดที่ตนใส่อยู่ตรงบริเวณทางเท้าที่ผู้คนเดินสวนกันไปมา, เหล่าคนขายที่นั่งจิบเบียร์กันระหว่างเฝ้ารอลูกค้ามาที่ร้าน, คนเย็บผ้าที่นอนฟุบหลับที่โต๊ะยามแดดร่มลมตก, คนมากหน้าหลายตาที่มานั่งคุยกันหัวเราะร่าที่เพิงร้านอาหาร, แก๊งสี่สาววัยรุ่นที่แต่งตัวและทำผมแบบเดียวกันเดินเฉิดฉายความงามระหว่างช้อปปิ้ง, แก๊งเด็กวัยแตกหนุ่มที่ยืนรวมตัวกันเพื่อแซวสาว, คนขับรถ Txopela (โชเป-ลา) หรือรถตุ๊กตุ๊กโมซัมบิกที่ยืนรอผู้โดยสารกันเป็นหมู่คณะ, ผู้โดยสารรถ Chapas (ชาปาช) หรือรถตู้โมซัมบิกที่ทะเลาะกับกระเป๋ารถผู้ซึ่งกำลังยัดถุงเสื้อผ้าของเขาเข้าไปในรถตู้อย่างไม่ปรานีต่อความบอบบางของพลาสติก

กระเป๋าสีชมพูบานเย็นยี่ห้อ  Min Min อวดโฉมสวยเก๋ กลิ่นเครื่องเทศของอาหารพื้นเมือง และไก่ย่างโมซัมบิกที่ลอยมาตามลมเป็นระยะๆ เพลงเต้นท่วงทำนองแอฟริกันที่คุ้นหู ไม่ว่าจะเป็น Marrabenta (มาราเบนตา) หรือ Kizomba (กิซอมบา) เปิดคลอตามทุกมุมถนน ตลาดริมถนนแห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีชีวิตชีวาสไตล์คนโมซัมบิก ตรงตามคำบอกเล่าของคนขับรถเราจริงๆ

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้มีโอกาสเห็นและสัมผัสวิถีชีวิตคนโมซัมบิกผิวสีแบบนี้ เพราะชีวิตประจำวันของเราจะวนเวียนอยู่ในหมู่คนต่างชาติด้วยกันซะส่วนใหญ่ การมาเดินตลาดแห่งนี้จึงเป็นประสบการณ์ที่ดี เปิดหูเปิดตาดี และของก็ถูกดีด้วย

วันหลังเราคงกลับมาเดินที่นี่อีก

มาปูโต

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เบญจรัศมี รุจน์รวีหิรัญ

สาวอักษรผู้หลงรักภาษา วรรณกรรม วัฒนธรรมและศิลปะทุกแขนง ปัจจุบันจากบ้านมาอาศัยอยู่ที่เมืองมาปูโต ประเทศโมซัมบิก ยามขยันมักเขียนเรื่องราวที่ตนเองไปเจอหรือสนใจลงเพจส่วนตัว : Chinesinha around the world

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จากตัวเมืองเชียงใหม่-อำเภอเชียงดาว จากถนนคอนกรีตเริ่มกลายเป็นถนนลูกรัง ภูเขาน้อยใหญ่สองข้างทาง กับฝนที่โปรยลงมาพอให้ชื่นใจ และ ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ สูงตระหง่านอยู่สุดสายตาหลังจากยานพาหนะพาเรามาถึงจุดหมาย ชายวัยกลางคนผมยาวดกดำเดินออกมาต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเราเข้าไปยังที่พัก

“สำหรับเรา พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการเริ่มต้นวันใหม่ในชีวิตของคนและธรรมชาติ เป็นการตื่นนอนและเดินทางในทุกวันเหมือนดวงอาทิตย์” เนย์-สุริยาวุธ อภิวงค์ เล่าถึงที่มาและการเดินทางของเขา จากจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ‘ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์’

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

พบตะวัน

ตะวันตื่น เริ่มขึ้นจากการเดินทางจากเชียงใหม่ มาดูที่ดินตรงนี้ครั้งแรกกับเพื่อน เราเห็นภูเขาและพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จากจุดนี้ทำให้เรานึกถึงภาพวาดสมัยเป็นเด็ก” เจ้าบ้านเล่าพร้อมพาเดินชมโดยรอบ

เนย์ตัดสินใจเข้ามาลองใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินผืนนี้รวมทั้งหมด 31 ไร่ ที่มีต้นน้ำ (แม่น้ำปิง) ขนาบข้าง พร้อมกับป่าไผ่และป่าเบญจพรรณโอบล้อม ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก่อน เราคิดว่าต้องเป็นคนที่นี่ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะเข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เพราะเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในชุมชน จากคนแปลกหน้าเริ่มกลายเป็นครอบครัว พออยู่ที่นี่ครบสามฤดูกาล เราตัดสินใจกับเพื่อนๆ ว่า ควรทำแคมป์กราวนด์ที่มีฟาร์มไก่และร้านกาแฟเล็กๆ” เนย์เล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ระหว่างบทสนทนา เสียงลมเอื่อยๆ กระทบต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ประกอบกับฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะราวกับเสียงดนตรีจากธรรมชาติ และฝนสงบลงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี หลังจากเรากางเต็นท์และเก็บสัมภาระเรียบร้อย เนย์ตะโกนมาจากในครัวที่ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง 

“มื้อเที่ยงวันนี้ผมจะทำ ‘คั่วแฮ่มไก่’ ให้กินนะ” 

หลังพูดจบประโยค เนย์ชักชวนเราเข้ามาในครัว ซึ่งเขากำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้
นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เมนูคั่วแฮ่มไก่ (คั่วแห้งไก่) เป็นอาหารท้องถิ่นของภาคเหนือ แต่ความพิเศษของคั่วแห้งไก่ที่เรากำลังจะทำคือ วัตถุดิบทั้งหมดหามาจากธรรมชาติ พืชผักท้องถิ่นที่ขึ้นเองริมน้ำ เก็บมาปลูกในแปลงที่ทำไว้ในฟาร์มสเตย์ ส่วนไก่ เป็นไก่พื้นเมืองที่เราเลี้ยงไว้เอง” เนย์เล่าปนยิ้มพร้อมทำอาหารต่ออย่างสนุกมือ

“บริเวณรอบๆ ไม่ได้มีแค่พืชผักอย่างเดียว แม่น้ำปิงที่นี่ใสมาก ในฤดูร้อนกับฤดูหนาวใสจนเห็นปลาเลย อยู่ที่นี่ได้กินปลาจนเบื่อ มันว่ายทวนน้ำขึ้นมาตลอด บางทีมันมากันเป็นโขยง ในแต่ละฤดูกาลจะมีปลาแตกต่างกัน อย่างช่วงนี้จะเป็นปลากด เพราะปลากดมากับน้ำขุ่น” เขาเล่าพร้อมตักอาหารใส่จาน และกินอาหารร่วมกันกับพวกเรา

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

หากสังเกตจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่นี่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักณ์เฉพาะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ และ แปลงผัก ล้วนทำมาจากไม้หลากหลายชนิดที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่นายทุนที่มีเงินมากมาย ก่อนที่จะมาทำฟาร์มสเตย์ เราเรียนจบทางด้านศิลปะ สาขาจิตรกรรมมาก่อน เลยมีความรัก ความชอบงานศิลปะอยู่แล้ว เลยเริ่มสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตอนนั้นในความคิดของเรา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ มีรายได้ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เลยเก็บวัสดุรอบตัวมาสร้างที่นี่เองทั้งหมด อย่างพวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ที่ชาวบ้านตัดทิ้งบ้าง เก็บที่ไหลมาตามแม่น้ำบ้าง เก็บจากต้นไม้ที่โค้นล้มในป่าบ้าง

“มันอยู่ที่มุมมองและอยู่ที่คนที่จะไปจับ แล้วเอามาคิด เอามาทำ เราเคยคิดว่าต้องมีเงินเท่านั้น เท่านี้ ถึงจะสร้างบางสิ่งได้ แต่พอคิดดูดีๆ ขอแค่มีความคิด มีแรงกาย มีแรงใจ บางทีสร้างผลงานที่เรียกว่า Nature Art ขึ้นมาได้ จนหลังๆ เริ่มลดต้นทุนอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มมีไอเดียใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความคิดแล่น”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

แล้วชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง-เราถาม

“ตอนนี้เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ชุมชนเรามีต้นน้ำกับป่าไผ่ ชาวบ้านเลยคิดกันว่าอยากทำล่องแพ เลยลองตัดไม้ไผ่มาทำแพกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักไปล่องแพเป็นกิจกรรม แล้วรายได้จากล่องแพก็ให้ชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็กำลังเริ่มทำอีกโครงการ เป็นโครงการปลูกไผ่ซางหม่น กำลังเริ่มเพาะกันอยู่เลย ปกติชุมชนแถวนี้จะตัดไม่ไผ่ขาย แต่ถ้าเราตัดมันไปเรื่อยๆ มันก็จะออกไม่ทัน ด้วยความที่เขตป่าของชุมชนนี้มีเกือบ สองพันไร่ ถ้าเราแบ่งออกเป็นสี่โซน ถ้าตัดโซนที่หนึ่ง ปีหน้าก็ตักโซนที่สอง หมุนเวียนกันไป ก็จะมีผลผลิตให้เราตลอดทุกปี และพอที่จะส่งออกได้เลยนะ ยิ่งผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ตอนนี้กำลังมาแรง ชาวบ้านเขาก็จะมีรายได้ตลอด” เจ้าบ้านเล่าอย่างภูมิใจ

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

ทิศตะวันตก

หลังตะวันค่อยๆ ลับฟ้าไปไม่นาน เจ้าบ้านเริ่มก่อกองไฟริมลานไม้ไผ่ให้พวกเรา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อที่เรียบง่าย หลังจากทานอาหารร่วมกันกับเจ้าบ้าน บทสนทนายามดึกของเรายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับแสงของกองไฟดวงเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว
ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ท้องฟ้าตรงที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ ถ้ามองขึ้นไปในฤดูล่าทางช้างเผือก ที่นี่มองเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าได้

เลย ปกติทางช้างเผือกจะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วลับของฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” เจ้าบ้านชี้มือไปบนท้องฟ้าประกอบกับเปิดโทรศัพท์มือถือ และอวดรูปภาพทางช้างเผือกที่เขาเคยถ่ายไว้

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่คนตามกันเข้ามาเยอะพอสมควร จนเราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน น่าจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ จนธุรกิจแถวนี้เข้ามาถามตลอดว่า ทำการตลาดยังไง ฐานลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน เราให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวมาเข้าพักอยู่ตลอด 

“เลยตอบเขาไปว่าเราไม่ได้ขายการบริการ เราขายเรื่องราวกับวิถีชีวิต อยู่ที่นี่เราเป็นตัวเอง คนสมัยนี้จะเสาะหาอะไรที่มันมีเรื่องราวและเรียบง่าย คนที่เข้ามาพักมักถามเราเสมอว่า คิดค่าบริการยังไง เพราะเราไม่ได้แจ้งไว้ในช่องทางไหนเลย เราตอบลูกค้าไปว่า ‘แล้วแต่จะให้’ เราเป็นศิลปิน เราคิดว่าในเมื่อเราสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราไม่สามารถประเมินค่ามันได้ เลยบอกลูกค้าไปแบบนั้น” เขาเว้นจังหวะก่อนอธิบายเสริม

“ลูกค้าที่มาเข้าพักที่นี่จะให้มากให้น้อย เราไม่เคยคิดว่าขาดทุนสักครั้ง มันเป็นกำไรชีวิตทั้งนั้น เราคิดซะว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มาแบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์กันที่นี่ เราคิดว่านั้นเป็นกำไรของเราแล้วล่ะ” 

เนย์พูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน และเดินทางกลับเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

เดินทางตามตะวันกันต่อที่ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์

ที่ตั้ง : ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่

โทรศัพท์ : 09 1810 5009

Facebook : Tawan Tune Farm Stay ตะวันตื่น ฟาร์มสเตย์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

นภัสรพี ศรีบุญปวน

นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความฝันอยากท่องโลกกว้าง รักการเดินทาง กาแฟอเมริกาโน่ และการพบเจอเรื่องดีๆ ระหว่างการผจญภัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สถานที่ หรือความรู้สึก

Photographer

จารุเดช ไชยเลิศ

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ สาขาถ่ายภาพ หนุ่มเชียงใหม่ ผู้หลงรัก ต้นไม้ กาแฟ และเสียงดนตรี ใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นข้ออ้างให้ตัวเองออกไปเจอโลก ผู้คน และธรรมชาติ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load