22 สิงหาคม 2560
1 K

ในขณะที่เหล่านกพิราบเมืองพากันบินหนีกระจัดกระจาย เหล่าไก่ ลา แพะ และหมู ต่างไม่แสดงทีท่าแตกตื่นกับเสียงดังของรถไฟ Overground ที่วิ่งผ่านไปผ่านมาทุก 5 นาทีแต่อย่างใด ขนาดนักท่องเที่ยวชาวเอเชียที่อยู่ในเมืองกรุงมาตลอดชีวิตอย่างฉันยังตกใจจนต้องหันไปมองเกือบทุกครั้งเลย

สงสัยพวกมันคงชินกับการเป็น ‘สัตว์เมือง’ ไปแล้ว

สัตว์พวกนี้แยกกันอยู่อย่างสันติในฟาร์มด้านตะวันออกของกรุงลอนดอนนามว่า Spitalfields City Farm ชื่อฟาร์มก็มาจากชื่อของย่าน Spitalfields (สปิทัลฟีลส์) ที่ตั้งของฟาร์มนั่นเอง ในย่านนี้มีตั้งแต่ตลาดขนาดใหญ่ที่หน้าตาคล้ายจตุจักร รวมของมือสองและของฮิป ผสมผสานกับกราฟิตี้เก๋ไก๋น่าถ่ายรูปที่ละเลงอยู่ตามผนังของตรอกซอกซอยเล็กๆ ซึ่งต้องใช้โชคดีจึงจะบังเอิญเลี้ยวไปเจอ รวมถึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยซึ่งหนาแน่นไปด้วยคนจากทุกชาติพันธุ์และวัฒนธรรม สิ่งพิเศษที่ฉันสังเกตได้ในย่านนี้คือ ป้ายถนนต่างๆ มักมีคำอ่านที่เขียนด้วยตัวอักษรฮินดีกำกับด้วย

Spitalfields Spitalfields

แม้จะด้านข้างจะติดสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ข้างถนน Brick Lane (บริคเลน) อันโด่งดังในหมู่วัยรุ่นอีกที แต่ทางเข้าของฟาร์มกลับเบือนหน้าหนีย่านพลุกพล่านไปตั้งอยู่ทางถนนสายเล็กที่ชื่อว่า Buxton Street (บักซ์ตันสตรีท) แทน ในตอนที่ยืนมองทางเข้า สิ่งที่ได้สัมผัสเลยเป็นบรรยากาศเงียบสงบ มีเสียงนกร้องเบาๆ จากที่ไกลๆ กับเสียงลมพัดผ่านต้นไม้ใบหญ้า ดูแตกต่างจากลอนดอนที่เคยรู้จักไปอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเดินตามทางหินเข้าไป ผ่านกรงกระต่ายขนาดเล็กและร้านกาแฟขนาดไม่ใหญ่ ฉันก็พบกับสามแยกพร้อมป้ายเขียนด้วยลายมือน่ารักแจ้งว่าฟาร์มมีให้เยี่ยมชมทั้งฝั่งซ้ายและขวา ฉันเลือกเดินเลี้ยวไปทางขวาก่อน และได้พบกับไก่อ้วนฟูที่เดินเพ่นพ่านนอกกรงอยู่ 3 – 4 ตัว ซึ่งไม่กลัวคนแบบที่ใครก็จับลูบได้ตามความพึงพอใจ ส่วนในกรงที่วางอยู่รอบบริเวณก็มีสัตว์หลากหลายชนิด ดูไปแล้วคล้ายสวนสัตว์มากกว่าฟาร์ม ตั้งแต่ตัวเฟอร์เร็ต กระต่าย หนูตะเภา เป็ด และไก่ ทุกตัวพร้อมให้เราเข้าไปทักทาย แม้จะไม่รับประกันการทักทายตอบก็ตาม

Spitalfields Spitalfields Spitalfields Spitalfields

แต่หากดูจากจุดยุทธศาสตร์ที่ตั้งคอกและกรงต่างๆ แล้ว คงเดาได้ไม่ยากว่าจุดขายหลักของฟาร์มน่าจะเป็นคอกแพะทั้งสองที่วางตัวอยู่กลางบริเวณ ในคอกแรกมีแพะทั้งหมด 4 ตัว เป็นสีน้ำตาลสาม และเจ้าตัวเล็กสีดำอีกหนึ่ง เจ้าแพะตัวที่เคี้ยวหญ้าอยู่หันหน้ามามองฉันอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อพบว่าไม่มีอะไรพิเศษมากพอให้ตื่นเต้น มันก็กลับไปสนใจกองหญ้าต่อ ในขณะที่ตัวอื่นๆ ก็เบือนหน้าหนีไปเลย ฉันไม่น่าสนใจขนาดนั้นเลยหรือเจ้าแพะ!

ส่วนอีกคอกหนึ่งไม่ได้มีแค่แพะเพียงอย่างเดียว เพราะมีวัยรุ่นอีก 4 คน ต่างคนต่างก็จูงแพะไว้ข้างกายคนละตัว นอกจากนั้น ในคอกยังมีเจ้าหน้าที่ใส่เสื้อโลโก้ฟาร์มคอยดูแล พร้อมให้คำแนะนำกำกับเป็นระยะๆ ดูเหมือนกิจกรรมตอนนี้จะเป็นช่วงเวลาสอนคนให้ฝึกสอนแพะ โดยใช้สายจูงและคลิกเกอร์เพื่อเรียกความสนใจแพะ พร้อมกระเป๋าใส่ขนมผูกไว้ตรงเอวผู้ฝึก สำหรับให้รางวัลเมื่อเหล่าแพะประพฤติตัวเหมาะสม เนื่องจากว่ายังเป็นมือใหม่หัดฝึก ทำให้ทั้งคนทั้งแพะต่างก็ดูเก้ๆ กังๆ ทำตัวไม่ค่อยถูกเท่าไร เป็นภาพที่น่ารักน่าเอ็นดูสุดๆ

ระหว่างที่ยืนดูวัยรุ่นพาเหล่าแพะเดินตามกันเป็นวงกลมอยู่นั้น ชั่วขณะหนึ่ง ฉันก็ลืมไปว่าตัวเองอยู่ในลอนดอน

Spitalfields Spitalfields

อันที่จริงแล้ว ฟาร์มกลางเมืองแห่งนี้เป็นเพียง 1 ใน 16 ฟาร์มที่ซ่อนอยู่ในมุมต่างๆ ทั่วเมืองกรุงแห่งนี้ แปลกดีที่เมืองซึ่งมีค่าครองชีพสูงลิ่วติดอันดับต้นๆ ของโลก โดยเฉพาะในเขต Tower Hamlets (ทาวเวอร์แฮมเล็ตส์) ที่ว่ากันว่ามีคนอยู่หนาแน่นที่สุด ยังมีพื้นที่เผื่อให้คนได้เลี้ยงสัตว์และปลูกต้นไม้ราวกับอยู่ต่างจังหวัด

สำหรับอีก 15 ฟาร์มนั้นฉันไม่ค่อยแน่ใจ แต่ Spitalfields City Farm เป็นฟาร์มที่เกิดจากความร่วมมือกันของคนท้องถิ่นในปี 1978 พวกเขาตัดสินใจร่วมมือกันเปลี่ยนพื้นที่รกร้างข้างทางรถไฟให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว ทดแทนส่วนที่สูญเสียไปในการขยายเมืองทางตะวันออก (หรือ East End) พร้อมกับต่อยอดวัฒนธรรม ‘ฟาร์มหลังบ้าน’ ของชาว East End ด้วย พื้นที่ขนาดน้อยได้รับเงินทุนสนับสนุนจากเทศบาล และบริหารโดยอาสาสมัคร ในปัจจุบัน ฟาร์มก็ยังเปิดรับอาสาสมัครมาผลัดมือกันดูแลอยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่ให้อาหารสัตว์ไปจนถึงทำสวน แม้แต่กลุ่มคนที่มาฝึกแพะในวันนี้ก็เช่นกัน

แม้ว่าสปิทัลฟีลส์จะไม่ใช่ฟาร์มกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดหรือเก่าแก่ที่สุด แต่สิ่งหนึ่งที่ฟาร์มแห่งนี้มีพิเศษแตกต่างจากที่อื่น คือการแข่งวิ่งแพะระหว่างเมืองมหาวิทยาลัยเก่าแก่ในอังกฤษ 2 แห่ง คือ Oxford (ออกซ์ฟอร์ด) กับ Cambridge (เคมบริดจ์) ความขำขันก็คือ การแข่งขันนี้จงใจจัดขึ้นวันเดียวกับงานประเพณีแข่งเรือในตำนานระหว่างมหาวิทยาลัยทั้งสองด้วย ถึงจะไม่ยิ่งใหญ่เท่า แต่ประเพณีวิ่งแพะนี้ก็จัดติดต่อกันมาตลอด 9 ปี และยังคงได้รับความนิยมล้นหลามทุกปีขนาดที่เขาเตือนว่าให้จองตั๋วล่วงหน้า (แน่นอนว่าล้นหลามในที่นี้คือคนจำนวนพันกว่าคน ที่ก็หนาแน่นมากเกินพื้นที่เล็กๆ ของฟาร์มจะรองรับไหวแล้ว)

นอกจากเทศกาลวิ่งแพะ และกิจกรรมอาสาสมัครแล้ว ฟาร์มยังเปิดให้ผู้มาเยี่ยมชมมีส่วนร่วมแบบถึงลูกถึงคน ด้วยการเสนอตัวมอบสัตว์บางชนิดในฟาร์มให้ผู้สนใจนำกลับไปเลี้ยง ยังจำกระต่ายตัวน้อยในกรงแรกที่ฉันเดินผ่านได้หรือเปล่า? ที่หน้ากรงมีเขียนแปะไว้ว่า หากสนใจรับไปเลี้ยง ก็เข้าไปติดต่อในสำนักงานได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องตั้งใจจริง และพร้อมที่จะเลี้ยงดูมันอย่างดี นอกจากนั้น หน้ากรงไก่ก็มีป้ายเสนอขายไข่ด้วย ที่แม้จะไม่ถูกกว่าในซูเปอร์มาร์เก็ตเท่าไร แต่รับประกันความสดแน่นอน

Spitalfields

ส่วนในอีกด้านหนึ่งของฟาร์ม ก็มีคอกสำหรับลาขนฟู 2 – 3 ตัว หมูอีก 2 ตัว และแพะอีกจำนวนหนึ่ง แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าของสวนด้านนี้ไม่ใช่สัตว์ หากแต่เป็นสวน พืชพรรณสีเขียวชอุ่มกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ บางชนิดก็เพาะพันธุ์เพื่อขายโดยเฉพาะ เช่น ฟักทองและหัวไชเท้า บังเอิญว่าฉันไม่ได้ตั้งใจจะมาจับจ่ายซื้อผักกลับไปกิน จึงไม่ได้ไถ่ถามราคา แต่หลังจากการสนทนาสั้นๆ กับอาสาสมัครแล้ว ก็เข้าใจว่าสาเหตุที่ฟาร์มแห่งนี้ยังคงอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะความน่ารักของเหล่าสัตว์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะมีอาสาสมัครที่ทุ่มเท ใส่ใจ และพร้อมให้ความช่วยเหลือกับผู้มาเยือนทุกท่านเป็นอย่างดี ทำให้รู้สึกอยากหวนกลับมายังฟาร์มแห่งนี้อีก

Spitalfields

พื้นที่เอเคอร์กว่าในที่ซุกซ่อนอยู่ระหว่างตรอกซอกซอย บอกกับฉันว่าลอนดอนไม่ได้มีแค่ตึกสูง หอนาฬิกา และชิงช้าสวรรค์

แต่ยังมีแพะตัวเป็นๆ อยู่ด้วย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

3 กุมภาพันธ์ 2566
61

คงต้องเกริ่นก่อนว่า ผมเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ขึ้นมาใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยอยู่ที่เชียงใหม่เป็นเวลากว่า 1,131 วัน ท่องเที่ยวไปมาหลายแห่ง บุกป่าฝ่าดง หอบข้าวของขึ้นไปกางเต็นท์ก็หลายจุด เพียงแต่ปลายทางในครั้งนี้เห็นจะเป็นสถานที่อีกแห่งที่ผมยังไม่เคยมีโอกาสได้ไป แต่เมื่อแบรนด์กาแฟอย่าง ‘อินทนิล’ ทำกาแฟดริปแบบ Single Origin ออกมาวางจำหน่ายเมื่อช่วงปีใหม่ ผมจึงอยากรู้ว่า 3 แหล่งที่อินทนิลเลือกมามีความพิเศษยังไง

Single Origin ของอินทนิลคราวนี้ประกอบด้วย กาแฟแม่แจ๋ม (Fruity Taste) จากจังหวัดลำปาง กาแฟป่าแป๋ (Nutty Taste) และกาแฟเทพเสด็จ (Special Taste) จากจังหวัดเชียงใหม่ ย้อนไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา อินทนิลเคยออกกาแฟออร์แกนิกดริปมาแล้ว เป็นเมล็ดออร์แกนิกอาราบิก้าแบบเดียวกับที่ใช้ในร้าน ซึ่งมาจาก 2 แหล่งเพาะปลูกหลัก คือ ป่าแป๋และแม่แจ๋ม สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำไมอินทนิลถึงเลือก กาแฟเทพเสด็จ มาใช้กับ Single Origin ในครั้งนี้ และดูเหมือนว่าจะเป็นตัวไฮไลต์เสียด้วย

แม้ว่าการเดินทางไปยังดอยสะเก็ด เพื่อขึ้นไปดูไร่กาแฟ 2 แห่งที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านปางบงและหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จะไม่ได้อยู่ในแผนการชีวิตใกล้เรียนจบของผมแม้แต่น้อย แต่การเดินทางครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้รู้จักกับหมู่บ้านกาแฟ รวมไปถึงเรื่องราวหลังบ้านของเกษตรกรเจ้าของไร่กาแฟที่น้อยคนจะรู้มาก่อน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#01

หมู่บ้านปางบง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 1,200 เมตร

เอาเข้าจริงแล้ว การเยือนไร่กาแฟในครั้งนี้ไม่ค่อยยากลำบากอย่างที่เด็กกรุงเทพฯ ผู้ใช้ชีวิตรอบล้อมไปด้วยต้นไม้คอนกรีตหรือเสาไฟฟ้าอย่างผมคาดการณ์ไว้ 

การเดินทางไปหมู่บ้านปางบงไม่ถึงกับต้องขึ้นเขาลงห้วย (ถ้าไม่นับการนั่งรถขึ้นดอยนะ) หรือเดินทางไกลอะไรมากมาย แถมยังได้นั่งจิบกาแฟดริป ชิมบรรยากาศรับลมหนาว พักสายตาด้วยสายธารด้านล่าง และรับกลิ่นโชยของป่าเขา ณ ร้านดอยปางบง กาแฟ & ฟาร์มสเตย์ ของ คุณนนท์-อานนท์ พวงเสน เจ้าของไร่กาแฟในหมู่บ้าน ก็นับว่าเป็นอะไรที่สะดวกสบายและผ่อนกายคลายใจได้พอสมควร

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ คุณนนท์เจ้าของไร่แห่งนี้มีดีกรีเป็นถึงผู้ชนะการประกวดสุดยอดกาแฟไทย (Thai Coffee Excellence) ด้วยกระบวนการ Wet Process ในปี 2021 และ Honey Process ในปี 2022 อีกด้วย

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

คุณนนท์อธิบายความหมายของ Honey Process ให้ผมผู้มีความรู้เรื่องนี้เป็นศูนย์เข้าใจอย่างง่ายว่า ในกระบวนการแปรรูปผลกาแฟสดจาก ‘กะลา’ ให้กลายเป็น ‘เมล็ดกาแฟ’ (สารกาแฟ) นั้น มี 3 กรรมวิธีที่คนนิยมกัน ได้แก่ 

1. Wet / Washed Process คือการนำผลกาแฟที่สุกจากต้นมากะเทาะเปลือก แล้วจึงนำตัวกะลาไปแช่น้ำกำจัดเมือกแล้วตากให้แห้ง ซึ่งหากเปรียบกับข้าว กะลาเหมือนเปลือกข้าวที่ยังไม่ได้สี จึงต้องผ่านกระบวนการทำให้พร้อมเป็นเมล็ดกาแฟสำหรับคั่ว

2. Dry Process คือการนำผลกาแฟไปตากให้แห้งทั้งเปลือก แล้วค่อยนำไปสีเอาเปลือกออก

3. Honey Process วิธีนี้ไม่ได้มีน้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบแต่อย่างใดนะครับ แต่เป็นการนำกะลาไปตากทันทีหลังจากกะเทาะเปลือกแล้ว โดยข้ามขั้นตอนแช่น้ำขจัดเมือก กาแฟที่ผ่านกรรมวิธีนี้จะมีความเปรี้ยวต่ำ (Lower Acidity) และติดรสละมุนจากความหวานซึ่งจางอ่อนตามธรรมชาติมากกว่าเมล็ดทั่วไป

วกกลับมาที่การเดินทาง หลังจากเสพบรรยากาศจนอิ่มหนำสำราญ กินกาแฟคั่วกลางและอ่อนพอให้ได้สัมผัสรสชาติ จากนั้นผมก็กลับขึ้นรถเพื่อไปยังที่พัก แต่ระหว่างทางลงดอย เมื่อร่างกายกระทบกับเบาะนิ่ม ๆ ก็เหมือนระลึกและเลิกหลอกตัวเองในทันทีว่า มันก็เหนื่อยใช้ได้เลยเหมือนกัน

ไหนจะทางลาดชันอันขรุขระ ที่หากรองเท้าไม่พร้อม คงมีลำบากกันไปข้างสองข้าง หรือจะเป็นการต้องมุดดงพงไพรตามคุณนนท์เข้าไปในไร่ เดินไป คุยไป ทั้งกรรมวิธีการปลูก เก็บ และการต่ออายุต้นกาแฟ เรียกได้ว่าแกขยันเดินให้เราตามไปทุกหนแห่งที่พอจะไปได้จริง ๆ

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

“ที่นี่เดินง่ายกว่าสวนอื่นอีกนะ” คุณนนท์ว่า ส่วนผมนั้นได้แต่คิดว่า ไม่อยากจินตนาการถึงสวนอื่นเลยครับ

ระหว่างทางเป็นที่ร่มและโล่งแจ้งสลับกันไปตามความสูงใหญ่ของต้นไม้ในพื้นที่ คุณนนท์บอกว่า การปล่อยให้ต้นกาแฟสูงขึ้นเรื่อย ๆ มีแต่จะส่งผลเสีย เพราะสารอาหารจะน้อยลง และผลผลิตก็จะน้อยลงตาม ด้วยเหตุนี้ เหล่าคนทำไร่กาแฟจึงจำเป็นต้องทำสาวหรือตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ออกมาเป็นกิ่งใหม่และไม่สูงจนเกินไป แต่การทำอย่างนั้นก็ส่งผลให้ไม่สามารถเก็บผลผลิตในช่วง 1 – 2 ปีแรก ก่อนที่จะกลับมามีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวอีกครั้งในปีที่ 3 – 4

“ข้อดีกับข้อเสียมันบาลานซ์กันครับ” คุณนนท์ว่า

พูดถึงที่ร่มกับที่โล่งแจ้ง ตรงส่วนนี้ก็มีผลกับกาแฟนะครับ คุณนนท์บอกว่าที่โล่งแจ้งมีโอกาสจะได้ผลผลิตมากกว่า เพราะผลกาแฟจะสุกไว ในทางกลับกัน ต้นไม้ก็มีโอกาสที่จะติดโรคตามธรรมชาติได้มากกว่า

ในขณะที่การปลูกในพื้นที่ร่ม คุณภาพของผลผลิตย่อมดีกว่า แต่ก็แลกมาด้วยปริมาณน้อยลงจากระยะเวลาที่แต่ละผลจะสุกช้าลงเช่นกัน 

ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดนั้นไม่ใช่โรค แมลง หรือสภาพอากาศ หากแต่เป็นสิ่งที่ผมเองก็เพิ่งทราบ มันนับเป็นปัญหาที่หากเกิดแล้วจะแก้ไขได้ยาก และจะส่งผลกระทบต่อไร่กาแฟไม่มากก็น้อย 

สิ่งนั้นคือ ปัญหาแรงงาน

คุณนนท์ยืนยันว่า ‘เป็นปัญหาที่น่ากลัวที่สุด’ เนื่องจากถ้าในหมู่บ้านไม่มีแรงงาน เมื่อถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยวก็ต้องไปจ้างคนจากข้างล่างขึ้นมา แต่ปัญหาคืออย่างในปีนี้ แรงงานไม่ค่อยขึ้นมากันแล้ว เนื่องจากหากเก็บผลผลิตได้มากพอ พวกเขาว่าไม่คุ้มค่าแรง แถมการเก็บผลกาแฟจำเป็นต้องทำอย่างละเอียด เก็บกันทีละลูก ค่อย ๆ คัด ค่อย ๆ หาลูกที่สุกสมบูรณ์

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ ฤดูเก็บเกี่ยวของกาแฟดันไม่เหมือนใครเพื่อนในวงการพืชผลทางการเกษตรอื่น ๆ และไม่ได้จบในการเก็บเกี่ยวเพียงครั้งเดียว

โดยแบ่งออกได้ 4 ช่วง

ช่วงที่ 1 : พฤศจิกายน เป็นช่วงที่ผลกาแฟเพิ่งสุกใหม่ และเป็นช่วงสำหรับคัดอันที่เป็นโรคทิ้ง

ช่วง 2 และ 3 : ธันวาคม-มกราคม เป็นช่วงที่ผลกาแฟสุกสมบูรณ์ที่สุด

ช่วงที่ 4 : กุมภาพันธ์ เรียกกันว่า ช่วงรูด นั่นคือการเก็บทั้งผลที่สุกและไม่สุกออกจากต้นให้หมด เพื่อไม่ให้ทับกับดอกของกาแฟที่กำลังจะบาน

“กาแฟเป็นพืชที่เอาใจยาก (หัวเราะ)” ผมเห็นด้วยกับคุณนนท์ทุกประการ บนเส้นทางที่เดินลำบากแล้ว พืชผลระหว่างทางกลับเอาใจและดูแลยากกว่าอีกครับ 

แต่ในความยากลำบากของกาแฟ คุณนนท์ก็พยายามตามใจพวกมันอย่างสุดความสามารถ ไม่อย่างนั้นแล้วเขาคงไม่คว้ารางวัลจากการประกวดสุดยอดกาแฟไทยมาได้ ซึ่งสำหรับผมที่ยังไม่ใช่คอกาแฟ (อนาคตก็ไม่แน่) ตอนที่ได้ลิ้มรสกาแฟดริปของคุณนนท์ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้รู้สึกละมุนลิ้น รับรู้ได้ถึงรสเปรี้ยว และเมื่อกินน้ำเปล่าตามก็ยังมีความหวานค้างอยู่ในปาก

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#02

หมู่บ้านแม่ตอนหลวง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,300 – 1,500 เมตร

สำหรับวันที่ 2 ณ หมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ และจังหวัดเชียงใหม่เช่นเคย มันคือความลำบากอย่างที่จินตนาการไว้แล้วครับ เรียกได้ว่าก้าวพลาดหนึ่งก้าว โน้มตัวผิดองศา ขาพันกันแม้เพียง 1 ม้วน ก็มีโอกาสกลิ้งหลายตลบม้วนลงทางลาด ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้ม เขียนบทความนี้อยู่ในโรงพยาบาลแน่นอน

เพราะที่นี่คือไร่กาแฟของ ลุงเทียม-บุญเทียม ขันเป็ง ซึ่งมีขนาด 38 ไร่ ส่วนบน 28 กับส่วนล่างอีก 10 ไร่ ซึ่งแน่นอนว่าผมได้ขึ้นไปข้างบน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

บันไดธรรมชาติสูงชันและน่ากลัว นั่นคือคำแรกที่โผล่เข้ามาในหัวหลังจากเห็นทางขึ้นไปยังไร่ส่วนบน เอาเข้าจริงไม่ใช่บันไดด้วยซ้ำ มันคือทางดินลาดชันที่สึกกร่อนตามธรรมชาติจนมีลักษณะคล้ายบันได ส่วนความสมประกอบคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ เพราะสภาพเหมือนจงใจให้เราก้าวพลาดได้โดยไม่ยากเย็น

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

เมื่อขึ้นมาถึงข้างบน ผมได้พบกับไร่ขนาดใหญ่ของลุงเทียมที่ก็ลาดชันเหมือนเดิม เป็นไร่กาแฟขนาดใหญ่ที่หากดูไกล ๆ คงเหมือนเนินเขาสีเขียวทั่วไป แถมยังไม่มีทางเดินไว้รองรับรอยเท้าของมนุษย์แม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ต้องทำสำหรับผู้มาเยือนอย่างเรา คือทำใจและระมัดระวังทุกฝีก้าว เพราะถึงคุณลุงจะบอกว่าเดินขึ้นลงตรงไหนก็ได้ แต่พอพินิจพิเคราะห์ด้วยสายตาตัวเอง ผมว่ามันก็ลื่นไถลตรงไหนก็ได้เหมือนกัน

ระหว่างทางลุงเทียมให้ทั้งข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการทำไร่กาแฟ ซึ่งประเด็นต่างไปจากไร่ของคุณนนท์ตรงอายุของต้นกาแฟ เพราะต้นกาแฟของคุณลุงเทียมมีอายุน้อยกว่า ผลที่ได้รับจึงมีขนาดใหญ่กว่าแบบสังเกตเห็นได้

เวลาส่วนใหญ่ที่เราใช้ไปในวันนี้คือการปีนป่ายให้ทันตามคุณลุง ทั้งจับพื้น ตะกุยดิน คว้ารากต้นไม้ข้างทาง เพื่อเดินขึ้นไปเรื่อย ๆๆๆ ให้ทันลุงเทียมที่เดินขึ้นไปอย่างง่ายดายเหมือนขึ้นสะพานลอย

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

และมีคำเตือนมาฝาก หากมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวในไร่กาแฟที่มีสภาพภูมิศาสตร์เช่นเดียวกับผม อย่าจับหรือคว้าต้นกาแฟเพื่อดึงตัวเองขึ้นไปโดยเด็ดขาด เพราะผลกาแฟนั้นร่วงจากต้นง่ายมาก ซึ่งลูกที่ร่วงจะถูกนับเป็นคนละเกรดกับลูกที่เก็บสด ๆ จากต้น ฉะนั้น ถ้าไม่อันตรายถึงชีวิตจริง ๆ อย่าไปทำพืชผลเขาเสียหายนะครับ

อีกสิ่งที่แตกต่างระหว่างไร่ของคุณนน์กับลุงเทียมคือเรื่องแรงงาน ลุงเทียมยังคงหาแรงงานขึ้นมาช่วยเก็บกาแฟได้ในราคากิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งปรับขึ้นมาจากแต่ก่อนที่ราคากิโลกรัมละ 7 – 8 บาท

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น ราคาการรับซื้อกาแฟเองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เราได้ข้อมูลจากสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนามาว่า ผลกาแฟ 5 กิโลกรัม ได้กะลา 1 กิโลกรัม ตอนนี้ราคารับซื้อผลกาแฟขึ้นมาประมาณ 15% ส่วนราคากะลาขึ้นมาประมาณ 40% และยังคงมีวี่แววจะสูงขึ้นอีกเรื่อย ๆ

ในปีหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ราคาคงเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพราะด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะฝนหลงฤดูที่ทำให้ผลกาแฟหล่นลงพื้น จนปริมาณเก็บเกี่ยวลดลง อย่างที่บอกไปครับว่า กาแฟที่ดีต้องเด็ดสด ๆ จากต้น

หลังจากที่ลุงเทียมอธิบายและพาผมเดินไปยังทางลง ความสงสัยก็ผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนเกิดเป็นคำถามที่ว่า “เคยมีคนไหลตกลงไปบ้างไหมครับ”

ลุงเทียมหัวเราะ และคำตอบของลุงก็ชวนให้ผมเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว

และแล้วก็มาถึงทางลงที่ดูจะปลอดภัยกับผู้มาเยือนมากขึ้น แล้วลุงเทียมก็พูดขึ้นว่า “จริง ๆ ขึ้นทางนี้ก็ได้ มันง่ายกว่า” พูดไม่ออก บอกไม่ถูก เอาเป็นว่าอย่างน้อยผมก็ได้มีเรื่องราวความลำบากมาเขียนแล้วกัน

ก่อนที่จะเดินทางกลับ ผมได้นั่งท้ายรถกระบะมาเยี่ยมเยียนบ้านคุณลุงในหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ลุงเทียมทั้งโม่ (กะเทาะเปลือก) แช่ และตากกาแฟทั้งหมดจากไร่ของตัวเอง

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

น่าเสียดายที่ลุงเทียมส่งกาแฟทั้งหมดไปขายแล้ว เราจึงไม่มีโอกาสได้ชิม แต่จากการปลูก ณ จุดสูงสุดของตำบลเทพเสด็จที่ผนวกรวมเข้ากับธรรมชาติรอบข้าง ไม่ได้โล่งแจ้งจนชวนให้กังวลว่าผลผลิตจะติดโรค และไม่ได้ร่มรื่นจนยากที่จะสุกทันฤดูเก็บเกี่ยว เรียกได้ว่าไร่ของลุงเทียมเพียบพร้อมไปด้วยปัจจัยมากมายที่จะทำให้ผลกาแฟนั้นออกมาดีมากถึงมากที่สุด  

ใครจะไปคิดครับว่า แม้ราคารับซื้อผลกาแฟจะมากขึ้น แต่ชาวไร่กาแฟกลับต้องประสบทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงาน จำนวนผลผลิตที่ลดลงจากฝนหลงฤดูในช่วงปลายปีก่อน และอีกหลายปัญหาที่อาจส่งผลต่อทั้งวงการในระยะยาว

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม คุณภาพกาแฟของทั้ง 2 หมู่บ้านเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า ‘ยิ่งสูงยิ่งดี’ หมายถึงยิ่งปลูกกาแฟในที่สูง คุณภาพก็จะออกมาดีตามได้ ซึ่งในฐานะที่ผมได้ไปเห็นกระบวนการและปัญหาตั้งแต่ต้นเปลือกยันปลายกะลา การันตีได้เลยครับว่า คุณภาพและธรรมชาติที่อยู่อย่างเป็นมิตรกับผู้ดื่ม ทำให้กาแฟจากทั้ง 2 หมู่บ้านมีคุณค่าและทุกคนควรได้ลิ้มลองสักครั้งจริง ๆ สำหรับใครที่สนใจกาแฟของคุณนนท์และคุณลุงเทียม รวมถึงผลผลิตจากหมู่บ้านต่าง ๆ ของตำบลเทพเสด็จ โดยกลุ่มสมาชิกสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา ที่ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาผลผลิตกาแฟ จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ไปลิ้มรสชาติ Single Origin Drip Coffee Special Series กาแฟดริปใหม่ล่าสุดจากอินทนิลกันได้แล้ววันนี้ และไม่ว่าในอนาคต เราอาจได้ชิมกาแฟจากเทพเสด็จที่ร้านอินทนิลในรูปแบบเมล็ดกาแฟชงสด ๆ ก็เป็นได้

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ทำความรู้จักกับรสชาติของ Single Originดริปคอฟฟี่ซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

  • Mae Jaem กาแฟออร์แกนิกดริป แม่แจ๋ม จากหมู่บ้านแม่แจ๋ม ต.แจ้ซ้อน อ.แม่ปาน จ.ลำปาง
  • Pa Pae กาแฟออร์แกนิกดริป ป่าแป๋ จาก ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
  • Thep Sadet กาแฟดริปเทพเสด็จ จากเขตโครงการหลวงป่าเมี่ยง ต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา

พบกับ Single Origin ทั้ง 3 แหล่งได้แล้ว ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไปที่ร้านอินทนิล

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load