22 สิงหาคม 2560
979

ในขณะที่เหล่านกพิราบเมืองพากันบินหนีกระจัดกระจาย เหล่าไก่ ลา แพะ และหมู ต่างไม่แสดงทีท่าแตกตื่นกับเสียงดังของรถไฟ Overground ที่วิ่งผ่านไปผ่านมาทุก 5 นาทีแต่อย่างใด ขนาดนักท่องเที่ยวชาวเอเชียที่อยู่ในเมืองกรุงมาตลอดชีวิตอย่างฉันยังตกใจจนต้องหันไปมองเกือบทุกครั้งเลย

สงสัยพวกมันคงชินกับการเป็น ‘สัตว์เมือง’ ไปแล้ว

สัตว์พวกนี้แยกกันอยู่อย่างสันติในฟาร์มด้านตะวันออกของกรุงลอนดอนนามว่า Spitalfields City Farm ชื่อฟาร์มก็มาจากชื่อของย่าน Spitalfields (สปิทัลฟีลส์) ที่ตั้งของฟาร์มนั่นเอง ในย่านนี้มีตั้งแต่ตลาดขนาดใหญ่ที่หน้าตาคล้ายจตุจักร รวมของมือสองและของฮิป ผสมผสานกับกราฟิตี้เก๋ไก๋น่าถ่ายรูปที่ละเลงอยู่ตามผนังของตรอกซอกซอยเล็กๆ ซึ่งต้องใช้โชคดีจึงจะบังเอิญเลี้ยวไปเจอ รวมถึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยซึ่งหนาแน่นไปด้วยคนจากทุกชาติพันธุ์และวัฒนธรรม สิ่งพิเศษที่ฉันสังเกตได้ในย่านนี้คือ ป้ายถนนต่างๆ มักมีคำอ่านที่เขียนด้วยตัวอักษรฮินดีกำกับด้วย

Spitalfields Spitalfields

แม้จะด้านข้างจะติดสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ข้างถนน Brick Lane (บริคเลน) อันโด่งดังในหมู่วัยรุ่นอีกที แต่ทางเข้าของฟาร์มกลับเบือนหน้าหนีย่านพลุกพล่านไปตั้งอยู่ทางถนนสายเล็กที่ชื่อว่า Buxton Street (บักซ์ตันสตรีท) แทน ในตอนที่ยืนมองทางเข้า สิ่งที่ได้สัมผัสเลยเป็นบรรยากาศเงียบสงบ มีเสียงนกร้องเบาๆ จากที่ไกลๆ กับเสียงลมพัดผ่านต้นไม้ใบหญ้า ดูแตกต่างจากลอนดอนที่เคยรู้จักไปอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเดินตามทางหินเข้าไป ผ่านกรงกระต่ายขนาดเล็กและร้านกาแฟขนาดไม่ใหญ่ ฉันก็พบกับสามแยกพร้อมป้ายเขียนด้วยลายมือน่ารักแจ้งว่าฟาร์มมีให้เยี่ยมชมทั้งฝั่งซ้ายและขวา ฉันเลือกเดินเลี้ยวไปทางขวาก่อน และได้พบกับไก่อ้วนฟูที่เดินเพ่นพ่านนอกกรงอยู่ 3 – 4 ตัว ซึ่งไม่กลัวคนแบบที่ใครก็จับลูบได้ตามความพึงพอใจ ส่วนในกรงที่วางอยู่รอบบริเวณก็มีสัตว์หลากหลายชนิด ดูไปแล้วคล้ายสวนสัตว์มากกว่าฟาร์ม ตั้งแต่ตัวเฟอร์เร็ต กระต่าย หนูตะเภา เป็ด และไก่ ทุกตัวพร้อมให้เราเข้าไปทักทาย แม้จะไม่รับประกันการทักทายตอบก็ตาม

Spitalfields Spitalfields Spitalfields Spitalfields

แต่หากดูจากจุดยุทธศาสตร์ที่ตั้งคอกและกรงต่างๆ แล้ว คงเดาได้ไม่ยากว่าจุดขายหลักของฟาร์มน่าจะเป็นคอกแพะทั้งสองที่วางตัวอยู่กลางบริเวณ ในคอกแรกมีแพะทั้งหมด 4 ตัว เป็นสีน้ำตาลสาม และเจ้าตัวเล็กสีดำอีกหนึ่ง เจ้าแพะตัวที่เคี้ยวหญ้าอยู่หันหน้ามามองฉันอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อพบว่าไม่มีอะไรพิเศษมากพอให้ตื่นเต้น มันก็กลับไปสนใจกองหญ้าต่อ ในขณะที่ตัวอื่นๆ ก็เบือนหน้าหนีไปเลย ฉันไม่น่าสนใจขนาดนั้นเลยหรือเจ้าแพะ!

ส่วนอีกคอกหนึ่งไม่ได้มีแค่แพะเพียงอย่างเดียว เพราะมีวัยรุ่นอีก 4 คน ต่างคนต่างก็จูงแพะไว้ข้างกายคนละตัว นอกจากนั้น ในคอกยังมีเจ้าหน้าที่ใส่เสื้อโลโก้ฟาร์มคอยดูแล พร้อมให้คำแนะนำกำกับเป็นระยะๆ ดูเหมือนกิจกรรมตอนนี้จะเป็นช่วงเวลาสอนคนให้ฝึกสอนแพะ โดยใช้สายจูงและคลิกเกอร์เพื่อเรียกความสนใจแพะ พร้อมกระเป๋าใส่ขนมผูกไว้ตรงเอวผู้ฝึก สำหรับให้รางวัลเมื่อเหล่าแพะประพฤติตัวเหมาะสม เนื่องจากว่ายังเป็นมือใหม่หัดฝึก ทำให้ทั้งคนทั้งแพะต่างก็ดูเก้ๆ กังๆ ทำตัวไม่ค่อยถูกเท่าไร เป็นภาพที่น่ารักน่าเอ็นดูสุดๆ

ระหว่างที่ยืนดูวัยรุ่นพาเหล่าแพะเดินตามกันเป็นวงกลมอยู่นั้น ชั่วขณะหนึ่ง ฉันก็ลืมไปว่าตัวเองอยู่ในลอนดอน

Spitalfields Spitalfields

อันที่จริงแล้ว ฟาร์มกลางเมืองแห่งนี้เป็นเพียง 1 ใน 16 ฟาร์มที่ซ่อนอยู่ในมุมต่างๆ ทั่วเมืองกรุงแห่งนี้ แปลกดีที่เมืองซึ่งมีค่าครองชีพสูงลิ่วติดอันดับต้นๆ ของโลก โดยเฉพาะในเขต Tower Hamlets (ทาวเวอร์แฮมเล็ตส์) ที่ว่ากันว่ามีคนอยู่หนาแน่นที่สุด ยังมีพื้นที่เผื่อให้คนได้เลี้ยงสัตว์และปลูกต้นไม้ราวกับอยู่ต่างจังหวัด

สำหรับอีก 15 ฟาร์มนั้นฉันไม่ค่อยแน่ใจ แต่ Spitalfields City Farm เป็นฟาร์มที่เกิดจากความร่วมมือกันของคนท้องถิ่นในปี 1978 พวกเขาตัดสินใจร่วมมือกันเปลี่ยนพื้นที่รกร้างข้างทางรถไฟให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว ทดแทนส่วนที่สูญเสียไปในการขยายเมืองทางตะวันออก (หรือ East End) พร้อมกับต่อยอดวัฒนธรรม ‘ฟาร์มหลังบ้าน’ ของชาว East End ด้วย พื้นที่ขนาดน้อยได้รับเงินทุนสนับสนุนจากเทศบาล และบริหารโดยอาสาสมัคร ในปัจจุบัน ฟาร์มก็ยังเปิดรับอาสาสมัครมาผลัดมือกันดูแลอยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่ให้อาหารสัตว์ไปจนถึงทำสวน แม้แต่กลุ่มคนที่มาฝึกแพะในวันนี้ก็เช่นกัน

แม้ว่าสปิทัลฟีลส์จะไม่ใช่ฟาร์มกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดหรือเก่าแก่ที่สุด แต่สิ่งหนึ่งที่ฟาร์มแห่งนี้มีพิเศษแตกต่างจากที่อื่น คือการแข่งวิ่งแพะระหว่างเมืองมหาวิทยาลัยเก่าแก่ในอังกฤษ 2 แห่ง คือ Oxford (ออกซ์ฟอร์ด) กับ Cambridge (เคมบริดจ์) ความขำขันก็คือ การแข่งขันนี้จงใจจัดขึ้นวันเดียวกับงานประเพณีแข่งเรือในตำนานระหว่างมหาวิทยาลัยทั้งสองด้วย ถึงจะไม่ยิ่งใหญ่เท่า แต่ประเพณีวิ่งแพะนี้ก็จัดติดต่อกันมาตลอด 9 ปี และยังคงได้รับความนิยมล้นหลามทุกปีขนาดที่เขาเตือนว่าให้จองตั๋วล่วงหน้า (แน่นอนว่าล้นหลามในที่นี้คือคนจำนวนพันกว่าคน ที่ก็หนาแน่นมากเกินพื้นที่เล็กๆ ของฟาร์มจะรองรับไหวแล้ว)

นอกจากเทศกาลวิ่งแพะ และกิจกรรมอาสาสมัครแล้ว ฟาร์มยังเปิดให้ผู้มาเยี่ยมชมมีส่วนร่วมแบบถึงลูกถึงคน ด้วยการเสนอตัวมอบสัตว์บางชนิดในฟาร์มให้ผู้สนใจนำกลับไปเลี้ยง ยังจำกระต่ายตัวน้อยในกรงแรกที่ฉันเดินผ่านได้หรือเปล่า? ที่หน้ากรงมีเขียนแปะไว้ว่า หากสนใจรับไปเลี้ยง ก็เข้าไปติดต่อในสำนักงานได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องตั้งใจจริง และพร้อมที่จะเลี้ยงดูมันอย่างดี นอกจากนั้น หน้ากรงไก่ก็มีป้ายเสนอขายไข่ด้วย ที่แม้จะไม่ถูกกว่าในซูเปอร์มาร์เก็ตเท่าไร แต่รับประกันความสดแน่นอน

Spitalfields

ส่วนในอีกด้านหนึ่งของฟาร์ม ก็มีคอกสำหรับลาขนฟู 2 – 3 ตัว หมูอีก 2 ตัว และแพะอีกจำนวนหนึ่ง แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าของสวนด้านนี้ไม่ใช่สัตว์ หากแต่เป็นสวน พืชพรรณสีเขียวชอุ่มกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ บางชนิดก็เพาะพันธุ์เพื่อขายโดยเฉพาะ เช่น ฟักทองและหัวไชเท้า บังเอิญว่าฉันไม่ได้ตั้งใจจะมาจับจ่ายซื้อผักกลับไปกิน จึงไม่ได้ไถ่ถามราคา แต่หลังจากการสนทนาสั้นๆ กับอาสาสมัครแล้ว ก็เข้าใจว่าสาเหตุที่ฟาร์มแห่งนี้ยังคงอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะความน่ารักของเหล่าสัตว์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะมีอาสาสมัครที่ทุ่มเท ใส่ใจ และพร้อมให้ความช่วยเหลือกับผู้มาเยือนทุกท่านเป็นอย่างดี ทำให้รู้สึกอยากหวนกลับมายังฟาร์มแห่งนี้อีก

Spitalfields

พื้นที่เอเคอร์กว่าในที่ซุกซ่อนอยู่ระหว่างตรอกซอกซอย บอกกับฉันว่าลอนดอนไม่ได้มีแค่ตึกสูง หอนาฬิกา และชิงช้าสวรรค์

แต่ยังมีแพะตัวเป็นๆ อยู่ด้วย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 มิถุนายน 2565
454

The Cloud x Vespa

บรึ้น ๆ ! เสียงขบวนเวสป้าบึ่งเข้ามายังนครขอนแก่นเพื่อร่วมทริป Walk with The Cloud : บึ่งแก่นนคร ชมศิลปะและวัฒนธรรมในแดนอีสาน บ้างมาจากกรุงเทพฯ บ้างมาจากขอนแก่นบ้านเฮานี่แหละ วันนี้เป็นวันที่ฟ้าไร้แดดเหมาะกับการขี่รถตากลมสุด ๆ จากจุดรวมตัว เราจะบึ่งไปที่โฮงสินไซเป็นที่แรก

เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ในการขี่สกู๊ตเตอร์เที่ยวกับเพื่อนหน้าใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จัก

เชื่อว่าทั้งคนในและคนนอกก็คงตื่นเต้นไม่ต่างกัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขอสตาร์ทรถไปเบิ่งกันแน่จ้า

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ที่นี่โฮงสินไซ

จอดสกู๊ตเตอร์ที่ ‘โฮงสินไซ’ บ้านสวนกลางเมืองจังหวัดขอนแก่น โอบล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่และมวลแมกไม้นานาพันธุ์ สองมือยังไม่ทันล้วงกระเป๋า พวกเราก็พบกับ ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ ผู้ก่อตั้งโฮงสินไซ ที่ชวนน้อง ๆ เด็กพิเศษ มาเป็นวิทยากรพิเศษนำชมเรื่องราวของ สินไซ ด้วยกัน ที่นั่นมีเสียงจิ้งโกร่งต้อนรับพวกเราอย่างเนืองแน่น

เจ้าบ้านชวนเรานั่งล้อมวงสบาย ๆ บริเวณหน้าบ้าน แถมแจกจ่ายน้ำสมุนไพรเย็นชื่นใจดับกระหายให้คนละแก้ว (เติมได้ไม่อั้น) พร้อมขนมและผลไม้ตามฤดูกาล ก่อนจะเกริ่นแนะนำตัวและเล่าถึงวรรณคดีแบบกระชับ

สินไซ เป็นวรรณคดีของอุษาคเนย์ รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ สังข์ศิลป์ชัย ท้องเรื่องไม่ได้ต่างจากวรรณคดีไทยส่วนใหญ่มากนัก แน่นอนว่า ‘สินไซ’ คือตัวเอกที่ต้องผ่านหลายเหตุการณ์ ต้องข้ามผ่าน 7 ย่านน้ำ 9 ด่านมหาภัย จนสุดท้ายก็จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง โดยท้าวกุดสะราดสละราชสมบัติให้สินไซปกครองต่ออย่างร่มเย็นเป็นสุข

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

อาจารย์ทรงวิทย์บอกว่า โฮงสินไซนี้มีที่มาจาก โฮง หมายถึง โรง ที่บรรจุเรื่องราวของวรรณคดีเรื่อง สินไซ เอาไว้ นอกจากฟังประวัติความเป็นมาและความตั้งใจของสถานที่แห่งนี้แล้ว พวกเรายังได้เดินดูของสะสมในตู้กระจกที่เก็บรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนี้ประมาณ 140 – 150 รายการ ทั้งหมดเกี่ยวกับ สินไซ ในด้านต่าง ๆ ทั้งแง่รัฐศาสตร์-การเมือง งานวิจัยภาษาไทย-ลาว อีกทั้งยังมีผนังห้องประดับภาพเขียนสีน้ำเล่าเรื่อง สินไซ ซึ่งอาจารย์เป็นผู้วาด และมีมุมการต่อยอด-ประยุกต์ให้ร่วมสมัย เป็นหนังตะลุง เสื้อยืด ถ้วยกาแฟ ร่ม และของที่ระลึกต่าง ๆ

“วรรณคดีเป็นที่อยู่ของวัฒนธรรม” มหาสิลา วีระวงส์ นักปราชญ์คนสำคัญของลาวกล่าวไว้ คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงแต่อย่างใด เพราะเมื่อมีวัฒนธรรมจึงเกิดงานศิลป์หลายอย่าง วรรณคดีก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้เห็นว่า วรรณคดีแต่ละยุคสมัย ผู้คนมีความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม พิธี ต่างกันหรือไม่ อย่างไร

โฮงสินไซเซอร์ไพรส์เราด้วยเสียงแคนกับหมอแคนรุ่นใหม่ ที่ผูกโยงกับ สินไซ และวัฒนธรรมอีสาน

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

“หมอลำจะไม่มีวันตาย เพราะปรับตัวง่าย พร้อมที่จะรับทุกสิ่งที่คิดว่าดีกว่า” เป็นคำกล่าวของ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งหมอลำไม่ตายฉันใด หมอแคนก็ไม่ตายฉันนั้น เพราะ 2 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน

ถ้าหมอลำ-หมอแคน ไม่ตายแล้ว สินไซ และวัฒนธรรมอีสานก็จะไม่มีวันหายไป เพราะเชื่อมโยงกับหมอลำอย่างขาดกันไม่ได้ ยิ่งมีหมอแคนใหม่ ๆ เกิดขึ้น ยิ่งทำให้วัฒนธรรมอีสานแข็งแรงมากขึ้นด้วย

นั่นแปลว่าพวกเราจะมีโอกาสบิดเวสป้ากลับมาม่วนที่นี่อีกแน่นอน!

โมเดิร์นในมอ

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

บึ่งมาต่อกันที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่ออกแบบโดย อมร ศรีวงศ์, สมคิด เพ็ญภาคกุล, เฉลิมชัย ห่อนาค และ สถาพร เกตกินทะ ที่ออกแบบให้เข้ากับบริบทแวดล้อมของมอดินแดง พัฒนาภาพลักษณ์ของอาคารในสมัยนั้นให้มีสไตล์โมเดิร์น ถือได้ว่าเป็นภาพลักษณ์ของการพัฒนา แสดงออกถึงความก้าวหน้าและทันสมัย

เจ้าถิ่นที่พาพวกเราทัวร์มอและชมสถาปัตยกรรม คือ รศ.ดร.นพดล ตั้งสกุล จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ศึกษาเกี่ยวกับตึกทั้งหมดร่วมกับอาจารย์หลายท่านในคณะ รวมถึงเปิดวิชาเลือกให้นักศึกษาสถาปัตยกรรมในคณะร่วมเก็บข้อมูลทำโมเดลออกมาเพื่ออนุรักษ์อาคารเหล่านี้ไว้ เกิดเป็นนิทรรศการ ‘อาคารสมัยใหม่ Modern Architecture’ กระซิบเลยว่า อาจารย์นพดลเล่าเรื่องสนุกมาก เพราะท่านเคยเป็นศิษย์เก่าที่นี่

อ้อ ลืมบอกว่าพวกเราเติมพลังให้เต็มพุงกันเรียบร้อยที่ร้านไก่ย่างปรีชา แถมจัดไอติมกะทิหวานมันคนละถ้วยสองถ้วย ไม่นานพวกเราก็ประจำที่ จับเวสป้าคู่ใจออกเดินทางอีกครั้ง ผ่านสะพานขาวด้วย บรรยากาศดีสุด ๆ

แดดร่มลมตก เรามาเริ่มกันที่ ‘ตึกกลม’ อาคารเรียนรวมของนักศึกษาปี 1 ที่เราเปิดประตูห้องไปทดลองนั่งเรียนเป็นนักศึกษา ก่อนเดินสำรวจโครงสร้างภายนอก พบว่าอาคารรุ่นคุณลุงสวยไม่แพ้อาคารฝั่งตะวันตกเลยทีเดียว

ส่วนภาพรวมการออกแบบ อาจารย์นพดลเล่าว่า มันบ่งบอกถึงแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก รองลงมาคือการใช้งานในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และตอบโจทย์ความงามภายนอกอาคาร จังหวะการออกแบบเปลือกอาคารเมื่อแสงแดดกระทบ ก็จะเกิดเฉดเงาที่แสดงถึงความงามของอาคารนั่นเอง

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ขยับออกมาอีกนิด มองเห็น ‘ตึกหลอด’ น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยรูปทรงหลอดทดลองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เดินไปหน่อยเป็น ‘ตึก SC01 ภาควิชาเคมี’ ตัวอาคารเป็นผนังคอนกรีต สะท้อนให้เห็นสัจจะของวัสดุ ที่ช่างฝีมือฉาบคอนกรีตผิวหยาบทิ้งไว้ ถ้าถอยหลังออกมาจะเห็นการเล่นเส้นเล็ก-ใหญ่บนตัวอาคาร เป็นกลิ่นอายสถาปัตยกรรมแบบ Le Corbusier ส่วนโถงโล่งใต้อาคารไม่มีเสาคานตรงกลาง แต่ดันอยู่ด้านข้าง ห่างกันถี่ ๆ เพื่อให้นักศึกษามีพื้นที่ทำกิจกรรมมากขึ้น เมื่อแหงนหน้ามองเพดาน จะเห็นโครงสร้างตาข่ายที่ตั้งใจออกแบบให้สอดคล้องกับพื้นที่ห้องแล็บบนอาคาร

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ถัดจากตึกภาควิชาเคมีเพียงไม่กี่ก้าว มีอาคารทรงหลังคาคอนกรีตหล่อโค้งทรงเรขาคณิตครึ่งวงกลม หรือ ‘ห้องปฏิบัติการกลางเป่าแก้ว’ ออกแบบโครงสร้าง Hyperbolic Paraboloid ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นการออกแบบที่คิดค้นโดยสถาปนิกเมื่อ 50 ปีก่อน ที่สำคัญคือโชว์ประสิทธิภาพของคอนกรีตได้ดีเยี่ยม

คณะเกษตรศาสตร์ เป็นคณะเก่าแก่ที่สุดในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ‘ตึก AG 01’ เป็นตึกเรียนรวมตึกแรกของคณะ ออกแบบเพื่อเมืองร้อน สะท้อนความเป็นระบบอุตสาหกรรมเมื่อยุค 50 ปีก่อน แผงสีเขียวที่เด่นชัดนั้น ทำหน้าที่กันฝนและเป็นราวกันตกให้นักศึกษา ซึ่งสถาปนิกออกแบบได้ตรงตามโจทย์ของสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นทรอปิคัล

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีตึกที่โดดเด่น 2 หลัง หนึ่ง คือ ‘ตึกโครงเหล็ก CB’ เป็นอาคารเรียนรวมและห้องซ้อมเชียร์ มองจากด้านนอกเป็นห้องสโลปบรรยายพร้อมอัฒจันทร์ โครงสร้างท่อเหล็กสีส้มทำหน้าที่ซัพพอร์ตโครงสร้างด้านใน ตัวอาคารไม่มีคานตรงกลาง แต่คานที่รับน้ำหนักเป็นหลักอยู่ริมนอกแทน และโครงเหล็กสีส้มจี๊ดถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคโพสต์โมเดิร์นที่นำเหล็กมาใช้ในงานออกแบบเยอะขึ้น เพื่อเพิ่มลูกเล่น ลดความน่าเบื่อ

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย
บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

สอง คือ ‘ตึกของภาควิชาวิศวกรรมโยธา’ ที่นักศึกษามายืนดูโครงสร้างและเรียนกันจริง ๆ โดดเด่นตรงมีเสาซัพพอร์ตอยู่ริมสองข้าง การหิ้วโครงสร้างที่มีแรงกระทำในแนวดิ่งและแรงกระทำกลับคืนขึ้นไป คล้ายโครงสร้างการหิ้วของสะพาน เดินโฉบด้านในอีกนิด ไปดูบันไดแบบ Freestanding Structure ที่มีจุดบรรจบเพียง 2 จุด บริเวณชานพักไม่มีเสาเลยสักต้น! เป็นความเก๋าของนักออกแบบที่ผสานหลักวิศวกรรมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ใหม่อีหลี – ม่วนอีหลี – มักอีหลี

น้ำมันลดไปไม่มาก ก็มาจบทริปกันที่ ‘ใหม่อีหลี’ แกลเลอรี่งานศิลปะข้างบึงแก่นนคร สถานที่ที่เราได้พักดื่มชา-กาแฟในคาเฟ่ และเดินชมงานศิลปะตั้งแต่หน้าประตูแกลเลอรี่ จนถึงด้านในที่ชวนเราไปสัมผัสวัฒนธรรมภาคอีสานผ่านงานศิลปะที่ คุณเอริค บุนนาค บูทซ์ ผู้ก่อตั้งที่นี่ขึ้นมา ถัดจากแกลเลอรี่ใหม่เอี่ยมของเชียงใหม่

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ตอนนี้กำลังจัดนิทรรศการ ‘A Minor History | ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย’ โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้ได้ชมด้วย พวกเรานั่งลงบนเก้าอี้อย่างเงียบเชียบ ตัวหนังสือวิ่งขึ้นเป็นแนวตั้งคำต่อคำ เป็นการฉายโปรเจกเตอร์แบบสลับด้านให้มาฉายบนผ้าขาว จะอ่านออกได้ด้านเดียว ซึ่งคือด้านที่มีเก้าอี้ให้รับชม

นิทรรศการนี้น่าสนใจตรงที่เป็นการเล่าเรื่องของคนธรรมดาตัวเล็ก ๆ ฉีกกรอบประวัติศาสตร์แบบเดิม ที่มักเป็นเรื่องเล่าจากมุมมองผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว

พระอาทิตย์เกือบลับขอบฟ้า พวกเราทั้ง 20 คนถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนเอ่ยคำร่ำลาเพื่อเตรียมตัวกลับไปทำงานตามเดิม ขอนแก่นสำหรับใครบางคนในคาราวานเวสป้าวันนี้เป็นเมืองที่เขาเคยไม่รู้จัก แต่หากมีรถคู่ใจสักคัน เพื่อนรู้ใจสักคน รับรองว่าจะท่องเที่ยวเมืองนี้ได้สนุกเหมือนกับทริปนี้แน่ ๆ

ขอนแก่นและอีกหลายสถานที่กำลังรอให้คุณมาค้นพบเช่นเดียวกับเรา ไม่ต้องไปไหนไกล เริ่มจากสตาร์ทรถแล้วบึ่งไปเลาะโลด!

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load