11 Aug 2017
6 PAGES
5 K

ก่อนจะเดินทางไปถึง ‘เกาะ Mykines’ (มีจีเนส) ฉันต้องเดินทางไปให้ถึงประเทศ Faroe Islands (หมู่เกาะแฟโร) เสียก่อน

“ฮะ! มันคือที่ไหนนะ”

“อ้อ คุ้นๆ เคยได้ยินๆ เอ๊ะ! ไม่ใช่สิ นั่นฟาโรห์ที่อียิปต์….”

“ประเทศอะไร ขอถามอากู๋แพร้บ”

คำพูดคุ้นหูจากผู้คนรอบข้างเมื่อพวกเขาได้ยินว่าฉันจะไปเที่ยวที่นี่พร้อมครอบครัว

ถ้าว่ากันโดยง่าย ประเทศหมู่เกาะแฟโรนี้ตั้งอยู่ระหว่างทะเลนอร์วีเจียนและมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ หากดูจากแผนที่ก็อยู่ตรงกลางๆ ระหว่างประเทศนอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และสกอตแลนด์พอดีๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าดินแดนเล็กๆ แห่งนี้เป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกของสแกนดิเนเวีย มีธงประจำชาติเป็นรูปกากบาท (cross) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศในแถบนี้ มีภาษาเป็นของตนเอง มีสกุลเงินของตนเอง แถมยังมีสายการบินประจำชาติด้วย

ฉันหมายมั่นปั้นมือมากว่าหากได้ไปเหยียบแผ่นดินหมู่เกาะแฟโรแล้ว จะต้องเดินทางไปให้ถึงเกาะมีจีเนส ซึ่งเป็น 1 ใน 18 เกาะหลักของหมู่เกาะแฟโรให้ได้ แต่การเดินทางไปที่นั่นไม่ง่ายนัก เพราะมีจีเนสเป็นเกาะที่อยู่ห่างไกลออกไปทางตะวันตกที่สุดของประเทศ ไม่มีถนนเชื่อมถึง ต้องอาศัยการเดินทางโดยเรือหรือเฮลิคอปเตอร์เท่านั้น

เอาล่ะสิ ไกลก็ไกล ไปก็ยาก เกาะก็ไม่ใหญ่ แถมมีประชากรอาศัยอยู่เพียงหยิบมือหนึ่ง ทำไมต้องดั้นด้นไปด้วย? แต่ฉันกลับคิดว่าความไม่มีอะไรเลยของเกาะแห่งนี้นี่แหล่ะที่ทำให้มีเสน่ห์น่าดึงดูด น่าไปเยือนให้เห็นกับตา คำถามเกิดขึ้นในหัวฉันมากมาย ประเทศที่จัดว่ามีสวัสดีการดีมากแห่งหนึ่งตามสไตล์สแกนดิเนเวียน แต่มีสภาพภูมิประเทศที่โหดร้าย เป็นเกาะที่มีที่ราบน้อยมาก อากาศแปรปรวนตลอดเวลา ต้นไม้ก็ไม่มี คนที่นี่เค้าอยู่กันยังไง ใช้ชีวิตยังไง แล้วกินอะไรกัน

ครอบครัวของฉันเลือกที่จะนั่งเรือไปแล้วนั่งเฮลิคอปเตอร์กลับ พวกเราออกเดินทางกันแต่เช้าเพื่อไปขึ้นเรือที่เมือง Sørvágur (ซอลวาวเออ) ใกล้ๆ สนามบินประจำชาติ กว่าจะหาจุดขึ้นเรือได้เล่นเอาเหนื่อย ไม่ใช่เพราะว่าท่าเรือใหญ่จนหาไม่เจอ แต่เป็นเพราะท่าเรือนั้นเล็กแสนเล็ก จนไม่แน่ใจว่ามาถูกที่แล้วหรือยัง เราไม่ได้จองตั๋วเรือกันมา เลยต้องไปเสี่ยงดวงเอาที่ท่าเรือ ที่นี่ไม่มีตู้ขายตั๋ว ไม่มีป้ายบอกอะไรทั้งนั้น ต้องคอยเล็งเอาเองว่าพอใกล้ถึงเวลาเรือออกจะมีเจ้าหน้าที่เดินไปที่เรือ ทุกคนก็จะกรูกันไปหาแล้วก็จ่ายเงินค่าตั๋วที่เจ้าหน้าที่นี่แหละ ก่อนที่จะได้ขึ้นเรือ แล้วเจ้าหน้าที่คนนั้นก็กลายมาเป็นผู้ขับเรือให้พวกเราในตอนหลัง

เอาล่ะสิ เอาเงินโครนเนอร์มาไม่พอ (สนนราคาค่าเรือ 60 Kroner ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนเท่ากับเงินของเดนมาร์ก จึงสามารถใช้โครนเนอร์ของเดนมาร์กแทนได้) จะขอรูดบัตร อ้าว! เวรกรรม! ไม่รับบัตร รับแต่เงินสดเท่านั้น ดีนะที่ฉันมีเงินยูโรติดมาด้วย เลยมีเงินพอจ่ายค่าตั๋วเรือทั้งครอบครัวได้ นี่เป็นครั้งแรกที่มาเหยียบสแกนดิเนเวียแล้วพบว่าบัตรเครดิตไม่มีความหมาย ทั้งๆ ที่ปกติแล้วคนแถบนี้แทบไม่พกเงินสด ทุกคนอยู่รอดด้วยเงินพลาสติกเท่านั้น นี่พวกเรากำลังเดินทางย้อนเวลาไปสู่ความเป็นสามัญสินะ

45 นาทีผ่านไป เรือลำน้อยก็พาพวกเรามาถึงเกาะมีจีเนส (จนได้) ภาพแรกที่เห็นตรงหน้าคือ ‘บันได!’ ถูกต้องค่ะ เกาะมีจีเนสแม้จะมีขนาดเพียงแค่ 10 ตารางกิโลเมตร แต่ภูมิประเทศโดยส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบบนภูเขา ท่าเรืออยู่ติดระดับน้ำทะเล จะขึ้นไปถึงหมู่บ้านได้ก็ต้องปีนบันไดขึ้นไป ฉันลอบมองดูเพื่อนร่วมทางจมูกโด่ง ผมสีน้ำตาลทอง ที่มีทั้งลุงป้าน้าอาและเด็ก ๆ ทุกคนล้วนเดินฉับๆๆๆ ขึ้นบันไดไปอย่างไม่มีรีรอ ครอบครัวชาวเอเชียหนึ่งเดียวในคณะอย่างพวกเรารอให้ทุกคนเดินกันไปก่อนจึงค่อยๆ ย่องขึ้นบันไดตามขึ้นไป

หมู่บ้านบนเกาะมีจีเนสนั้นเล็กแสนเล็ก เล่ากันว่าเมื่อ 60 ปีก่อนเคยมีประชากรมากถึงกว่า 160 คน มีทั้งโรงเรียนและโบสถ์ประจำเกาะ แต่คงเป็นเพราะความห่างไกล ไม่มีโรงพยาบาล การเดินทางใช้เวลาพอสมควร ทำให้คนที่เคยอาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี่เลือกที่จะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่นที่เข้าถึงความสะดวกสบายได้มากกว่า จนตอนนี้มีประชากรเหลืออยู่รวมกันแค่ราวๆ 11 คน มีบ้านที่มีคนอยู่อาศัยเพียง 6 หลัง บ้านที่เหลือหลายหลังถูกทิ้งร้าง บ้างก็ถูกปล่อยเช่าสำหรับนักท่องเที่ยวผ่านเว็บไซต์ชื่อดัง ฉันได้เจอทั้งหมด 5 คนบนเกาะแห่งนี้ 2 คนอยู่ที่ท่าเรือ อีก 2 คนทาสีบ้านอยู่ และอีกคนหนึ่งอยู่ที่จุดจอดเฮลิคอปเตอร์ (โอ้โห… ฉันได้เจอคนถึงเกือบครึ่งหนึ่งของคนบนเกาะนี้เชียวเหรอ!)

หลายคนเดินทางมาที่เกาะมีจีเนสเพื่อมาดูนก ที่นี่เป็นสวรรค์ของผู้รักนก เพราะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์นกตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเจ้านกพัฟฟิน (Puffin) ตัวสีดำ ท้องสีขาว ปากสีส้มๆ ตัวอ้วนกลมแสนน่ารัก และนกฟูลมาร์ (Fulmur) ตัวสีขาวเทาอ้วนกลมไม่แพ้กัน แต่จะไปให้เห็นรังตามธรรมชาติของนกเหล่านี้ก็ต้องออกแรงเดินกันนิดหน่อย

เส้นทางเทรกกิ้งยอดฮิตของเกาะแห่งนี้เริ่มต้นจากท่าเรือและหมู่บ้านมีจีเนสไปทางตะวันตก ผ่านหน้าผาซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกพัฟฟินและฟูลมาร์ เรื่อยไปจนถึงปลายสุดของเกาะซึ่งเป็นที่ตั้งของประภาคารสีขาวเด่นเป็นสง่า ระยะทางไปกลับรวมแล้วราวๆ 6 กิโลเมตร ชันบ้างเป็นระยะๆ แต่ไม่มากนัก คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถค่อยๆ ไต่ขึ้นไปถึงสันเขาได้ แม้สุดท้ายจะขอรีไทร์ให้ลูกออกไปเดินต่อกันเอง

ฉันกับน้องสะพายเป้เดินต่อไปตามทางสันเขา ขึ้นๆ ลงๆ ไปตามทางจนไปเจอด้านหนึ่งของภูเขาที่เต็มไปด้วยนกพัฟฟินเป็นร้อยๆ พันๆ ตัว บ้างเดินเล่นบนหญ้า บ้างหลบอยู่ในรูซึ่งเป็นรังของมัน แป๊บๆ ก็บินไปบินมา บ้างก็โฉบไปกินปลาที่ริมน้ำ เวลาพัฟฟินบิน มันจะกางขากางปีกดูป้อมๆ น่ารักมาก เรานั่งกินขนมไปดูพัฟฟินบินไปมา เพลินที่สุด

ผ่านจากเขาด้านนี้ไปนิดนึงจะเป็นหน้าผาและสะพานเหล็กเชื่อมระหว่างหน้าผา เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกฟูลมาร์อีกหลายร้อยตัว หน้าผ้าหินสีน้ำตาลเข้มปรากฏลวดลายสีขาวด่างพร้อยไปทั่ว ไม่ใช่อะไรที่ไหน แต่เป็นสีจากการถ่ายท้องของนกเหล่านี้นี่เอง ตรงไหนมีแง่งหิน ตรงนั้นจะพบกับรังนก และมีลูกนกฟูลมาร์ที่มีขนฟูฟ่องพองทั่วตัวอยู่ละลานตา

เส้นทางเดินต่อไปเป็นทางราบบนสันเขาที่เชื่อมต่อไปยังที่ตั้งของประภาคาร ผ่านทุ่งหญ้าที่มองเห็นเวิ้งว้าง แต่ไม่ว่างเปล่า เพราะมีกลุ่มแกะเดินกินหญ้าไปมาตามธรรมชาติ แกะพวกนี้ขนร่วงไม่เป็นท่า จับเป็นก้อนๆ แหว่งๆ ไม่น่าดูชม เพียงมองปราดเดียวก็ชวนให้คาดเดาได้ไม่ยากว่านี่คงเป็นอาหารอันโอชะของคนที่นี่ ฉันย้อนนึกถึงไก่ที่ถูกเลี้ยงแบบ free ranch ไม่ถูกกักขังบริเวณ ทำให้อารมณ์ดี มีสุขภาพดี จึงทำให้ไข่และไก่มีคุณภาพดี มีราคาแพง แกะเหล่านี้ก็แลดูจะเรียกว่าเป็นแกะ free ranch ได้เช่นกัน พื้นที่กินหญ้าอันมหาศาล แกะคงจะอารมณ์ดีอยู่ไม่น้อย

เดินลัดเลาะบนสันเขาผ่านฝูงแกะไปได้สักระยะหนึ่ง ฉันก็มาถึงประภาคารขาวเด่นเป็นสง่าที่ปลายเกาะสักที ประภาคารแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของเขตแดนประเทศหมู่เกาะแฟโรทางทิศตะวันตก ความจริงแล้วที่นี่ไม่ได้มีอะไรมากนอกจากเป็นอาคารก่อสร้างหนึ่งเดียวท่ามกลางพื้นหญ้าสีเขียวขจีทางด้านนี้ ฉันและน้องสาวเตรียมอาหารมาปิกนิกกันบนเนินเขา แน่นอน เราไม่ยอมตายเอาดาบหน้าเพราะคิดว่าการหาของกินบนเกาะแห่งนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย และก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ที่นี่ไม่มีร้านอาหารแม้แต่ร้านเดียว มีอย่างมากคือมุมกาแฟในเกสต์เฮาส์แห่งเดียวของเกาะ ซึ่งเป็นบริการแบบชงเองจ่ายเงิน (สด) เองใส่กระป๋องไว้ เราเดินมาถึงฟากตะวันตกที่สุดของเกาะ แน่นอนว่าไม่มีอะไรเลยนอกจากประภาคารและความว่างเปล่า สิ่งมีชีวิตที่เราพบอย่างเดียวในตอนนี้คือเพื่อนนักท่องเที่ยวซึ่งต่างก็เอาอาหารง่ายๆ มานั่งปิกนิกบนสันเขาด้วยเหมือนกัน

ชีวิตบนเกาะแห่งนี้เป็นไปด้วยความเรียบง่าย ฉันไม่แปลกใจถ้าหากคนที่นี่จะกินปลา แกะ และนก เป็นอาหาร ความไม่มีอะไรเลยของพื้นที่แถบนี้ทำให้ชีวิตอาจไม่มีทางเลือกมากนัก มีอะไรก็ต้องกินอย่างนั้น ผลไม้ไม่มี ผักก็ไม่มี ต้องกินสาหร่ายหรือหญ้าบางประเภทแทน ฉันโชคดีที่อากาศในวันนี้สดใส ท้องฟ้ามีเมฆบ้าง แต่นับว่าเป็นสภาพอากาศที่ดีมาก ฉันจินตนาการแทบไม่ออกว่าในวันที่มีลมพายุ ฝนฟ้าคะนอง หรือในวันที่หิมะตก อากาศหนาวเหน็บ ผู้คนบนเกาะแห่งนี้จะใช้ชีวิตกันอย่างไร นี่คงเป็นสาเหตุที่ประชากรคนบนเกาะนี้ลดลงเรื่อยๆ สิ่งที่มีอยู่บนเกาะแห่งนี้จึงอยู่บนพื้นฐานของความเป็นสามัญ เป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งหาได้น้อยลงทุกทีบนโลกใบนี้ ฉันพบว่านี่แหล่ะคือเสน่ห์ในความเป็นสามัญอย่างแท้จริง

ในความธรรมดาที่ไม่ธรรมดาคือ ขากลับเราเลือกนั่งเฮลิคอปเตอร์ของสายการบินแอตแลนติก แอร์เวย์ส ซึ่งเป็นสายการบินประจำชาติของแฟโร สนนราคาเพียงแค่ 145 โครนเนอร์ (สำหรับเด็กและผู้สูงอายุลด 50%) หรือไม่ถึง 800 บาทเท่านั้นเอง กัปตันใจดีพาผู้โดยสารวนดูวิวเกาะด้วยนิดนึงก่อนจะลงจอดที่สนามบินนานาชาติ Vágar (แวการ์) ภายในเวลาเพียง 11 นาที รวดเร็วทันใจดีแท้

เอ๊ะ! แต่เดี๋ยวก่อน ขาไปไปเรือ เอารถไปจอดไว้ที่ท่าเรือนี่… กรรม! สุดท้ายต้องเดินจากสนามบินไปท่าเรืออีกประมาณ 3 กิโลเมตร! อะ… ไหน ๆ ก็เดินมาเยอะแล้ว เดินอีกซักนิดจะเป็นอะไร ชีวิตกลับสู่สามัญอีกครั้งด้วยลำแข้งของตัวเอง

ภาพ: มุทริกา พฤกษาพงษ์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

CONTRIBUTOR

มุทริกา พฤกษาพงษ์

สาวชาวกรุง ผู้มีความเชื่อว่าการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด การเดินทางก็เช่นกัน ชาร์จแบตเตอร์รี่ชีวิตด้วยดนตรี กีฬา อาหาร และการท่องเที่ยว หลงใหลในธรรมชาติ ภูเขา ท้องฟ้า น้ำทะเล เพราะทำให้มองเห็นตัวเองได้ชัดว่า “I’m just a tiny dot in this big universe.”