28 กรกฎาคม 2560
5 K

เช้าในฤดูร้อนของประเทศญี่ปุ่น เราออกเดินทางจากซัปโปโรมุ่งหน้าสู่เมืองฟุราโนะ เป้าหมายหลักของครอบครัวคือการไปดูทุ่งลาเวนเดอร์และทุ่งดอกไม้หลากสีที่มีชื่อเสียงระดับโลกของเมืองนี้ แต่ความตั้งใจหลักของฉันกลับเป็นการไปพิพิธภัณฑ์กล้องคาไลโดสโคป (Kaleidoscope Museum of Furano)

ทุกคนอาจจะสงสัยว่ากล้องคาไลโดสโคปหรือกล้องสลับลายคืออะไร ถ้าอธิบายง่ายๆ หรือจากที่เคยเห็นมาตอนเด็กๆ มันคือวัตถุทรงกระบอก ปลายด้านหนึ่งเจาะไว้สำหรับส่องดู ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งจะมีช่องให้แสงเข้าและช่องใส่วัตถุต่างๆที่จะทำให้เกิดภาพ เช่น เศษกระดาษสี ลูกแก้ว ลูกปัด หรือแม้แต่ภาพถ่าย ตามแต่ศิลปินจะออกแบบ ด้านในประกอบไปด้วยกระจก 2 ชิ้นหรือมากกว่านั้น กระจกจะทำมุมต่างๆ กันและเมื่อยกส่องเข้าหาแหล่งกำเนิดแสง จะเห็นภาพสมมาตรที่เกิดจากการสะท้อนไปมาระหว่างกระจกกับสิ่งที่บรรจุลงไป ภาพที่เกิดขึ้นจะดูแปลกและสามารถเปลี่ยนแปลงไปไม่ซ้ำเดิมเมื่อเราหมุนหรือขยับดู

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

ฉันรู้จักพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จากรายการทีวีที่พาเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อปีสองปีก่อน ครั้งแรกที่เห็นในทีวีก็ตกหลุมรักซะแล้ว เพราะมันแปลก ไม่เหมือนใคร แล้วก็น่าสนใจสุดๆ ยิ่งพิพิธภัณฑ์นี้อยู่ในบรรยากาศของอดีตโรงเรียนประถมของญี่ปุ่นที่มีอายุถึง 110 ปี ก็ยิ่งคิดว่านี้คือขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมและศิลปะที่หาชมได้น้อยมาก

10 โมงเช้า คือเวลาเปิดทำการของพิพิธภัณฑ์ แต่เรามาถึงก่อนเวลาเปิดด้วยความตื่นเต้น เรียกว่ามาก่อนคนที่จะมาเปิดประตูพิพิธภัณฑ์ด้วยซ้ำ เมื่อเลี้ยวรถเข้าบริเวณโรงเรียนก็ค่อนข้างแปลกใจเพราะโรงเรียนมันดูเก่าจริงๆ และรกร้างกว่าที่เคยเห็นในทีวี สนามหญ้ากว้างๆ กลายเป็นป่าหญ้ารกๆ แถมไม่มีรถคันอื่นเลยนอกจากรถครอบครัวฉัน แต่ไม่นานก็มีรถคันนึงเข้ามาจอด มีชาวญี่ปุ่นที่ฉันคาดว่าน่าจะเป็นเจ้าของลงมาจากรถและเดินไปเปิดประตูพิพิธภัณฑ์

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

เมื่อก้าวเข้าโรงเรียน บรรยากาศของการ์ตูนญี่ปุ่นที่เคยอ่านมันแวบขึ้นมาทันที แต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียวเพราะที่นี่ได้ความรู้สึกเก่าแต่ก็อบอุ่นในขณะเดียวกันมากกว่า ส่วนที่ยืนอยู่คือทางเข้าทางออกหลักของโรงเรียน มีช่วงพื้นที่เว้นให้เป็นที่ถอดและใส่รองเท้า พื้นไม้ยกระดับขึ้น ฝั่งขวาเป็นตู้เก็บรองเท้า ฝั่งซ้ายมีตู้หยอดเงินและป้ายที่มีตัวอักษรญี่ปุ่นเขียนเต็มไปหมด ระหว่างที่ทุกคนกำลังถอดรองเท้า ก็มีชายชาวญี่ปุ่นใส่แว่นท่าทางใจดี เดินออกมาทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่น ฉันก็เลยใช้ความสามารถที่มีอันน้อยนิดของศิษย์เก่านักเรียนสายศิลป์ภาษาญี่ปุ่น ตอบโต้กลับไป แต่ลงท้ายด้วยว่า “ถ้าคุยเป็นภาษาอังกฤษจะดีกว่าค่ะ” ทุกคนก็หัวเราะกันใหญ่ หลังจากที่ฟังเขาแนะนำตัว และอธิบายการเข้าชม ก็เป็นไปอย่างที่ฉันเดาว่าเจ้าบ้านคนนี้คือ คุณอิคุยะ มิซซึย (Ikuya Mitsui) เจ้าของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้นเอง

กล้องคาไลโดสโคป

คุณอิคุยะ มิซซึย (Ikuya Mitsui) คือเจ้าของไอเดียการทำให้โรงเรียนไม้แห่งนี้กลับมามีชีวิตในฐานะสถานที่จัดแสดงงานศิลปะกล้องคาไลโดสโคปที่เขาสะสมจากทั่วทุกมุมโลก เขาตั้งใจส่งต่อความสวยงามและความน่าหลงใหลของศิลปะจากภาพสะท้อนให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้ อย่างไรก็ตาม คุณมิซซึยต้องเผชิญกับปัญหามากมายกว่าจะทำให้พิพิธภัณฑ์นี้เกิดขึ้นได้ เขาได้รับความช่วยเหลือจากคนที่มีความฝันร่วมกัน คือบรรดาศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานเพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์นี้โดยเฉพาะ เช่น สร้างเทคนิคการฉายภาพใหม่ๆ หรือการนำโถส้วมและถังบ่มไวน์มาเป็นตัวกล้อง

ความน่าทึ่งคือกล้องคาไลโดสโคปที่จะได้สัมผัสในพิพิธภัณฑ์นี้มีจำนวนมากกว่า 100 ชิ้น แต่ละชิ้นแตกต่างกันออกไปและไม่ธรรมดาอย่างที่เคยเห็นอย่างแน่นอน ฉันได้มองศิลปะชนิดนี้ผ่านวัตถุหลายประเภทที่ไม่คิดว่าจะสามารถเอามาทำได้ อีกทั้งการตกแต่งที่ดูแปลกตาของรูปลักษณ์ภายนอกของตัวกล้องและภาพสวยๆ ที่ขยับไปมาเวลาเราหมุนดู ทำเอาทั้งแขนและคอล้าไปบ้าง เพราะอยากจะยกมาส่องดูทุกชิ้น

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

กล้องคาไลโดสโคป

นอกจากตัวกล้องคาไลโดสโคปที่น่าสนใจแล้ว สถานที่แห่งนี้ก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน โรงเรียนไม้ทั้งหลัง แน่นอนโครงสร้างแทบจะทั้งหมดนั้นคงเดิม เฟอร์นิเจอร์หรือของใช้บางอย่างก็ผ่านมือนักเรียนที่เคยเรียนที่โรงเรียนนี้มาแล้วทั้งนั้น

ส่วนหลักๆ ที่ฉันจำได้แม่นมีอยู่ 3 – 4 ส่วน ส่วนแรกคือห้องพยาบาลที่มีประตูทางเข้าค่อนข้างต่ำ มีอุปกรณ์ตรวจร่างกายและสื่อการสอนเกี่ยวกับการร่างกายมนุษย์ บนเตียงพยาบาลมีกล้องคาไลโดสโคปเรียงรายให้เลือกดูกัน

ส่วนที่สองคือห้องดนตรีที่มีแกรนด์เปียโนสีดำอยู่หน้าห้อง มีเครื่องวิทยุเก่า เครื่องเล่นแผ่นเสียง มีโต๊ะเรียนลายคีย์บอร์ด และเหนือกระดานดำมีภาพนักดนตรีระดับโลกแปะเรียงกันเป็นแถว กล้องคาไลโดสโคปในห้องนี้จะวางอยู่บนโต๊ะเรียนและตั้งอยู่เรียงกันริมหน้าต่าง แต่มันพิเศษมากๆ ตรงที่ตัวกล้องทำมาจากหีบเพลงไขลาน เมื่อยกส่องดูก็จะมีเพลงประกอบพร้อมเห็นภาพสะท้อนที่หมุนไปเรื่อยๆ ดูนานๆ คล้ายจะสะกดจิตตัวเองเหมือนกันนะ

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

กล้องคาไลโดสโคป

ห้องถัดไปไม่แน่ใจว่าเดิมเคยเป็นห้องอะไรของโรงเรียน แต่เดาว่าน่าจะเกี่ยวกับการทำอาหาร เพราะมีอ่างล้างจาน ตู้กับข้าวและโมเดลอาหารวางโชว์อยู่ ห้องนี้มีกล้องคาไลโดสโคปจัดแสดงอยู่เยอะที่สุดในพิพิธภัณฑ์ กล้องที่ฉันชอบมากที่สุดก็อยู่ในห้องนี้ นั่นก็คือ กล้องที่มีลูกแก้วใหญ่เต็มกำมือ สีสันสวยงาม และมีหลายชิ้นให้เราเลือกส่องดู คือลูกแก้วนี้มองด้วยตาเปล่าก็สวยมากอยู่แล้ว แต่พอนำไปส่องดูจากกล้องคาไลโดสโคปมันก็ยิ่งสวยและแปลกตามากขึ้น บางชิ้นฉันใช้เวลาดูอยู่นานเลย เพราะฉะนั้นการมาพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่เช้ามันจะมีประโยชน์ตรงนี้ คือเราดูได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องแย่งกับใคร คือ ณ ตอนที่เราเดินชม ทั้งพิพิธภัณฑ์มีแค่ครอบครัวของฉัน คู่คุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่น และคุณมิซซึยเท่านั้น เมื่อถามคุณมิซซึยเรื่องจำนวนการเข้าชมของนักท่องเที่ยว เขาบอกว่า ก็แล้วแต่ช่วง บางช่วงก็เยอะมาก คือมากันเป็นทัวร์ เป็น 100 คนต่อวันก็มี แต่บางวันไม่มีคนมาเลยก็มี ฉันคิดว่าเป็นเพราะคนรู้จักค่อนข้างน้อย และการเดินทางก็ค่อนข้างยาก ถ้าไม่ได้มีรถส่วนตัวขับมาก็ต้องนั่งแท็กซี่มาเท่านั้น

กล้องคาไลโดสโคป

กลับมาที่ส่วนสุดท้ายคือโรงยิมที่มีขนาดใหญ่พอสมควร ขนาดใส่สนามบาสครึ่งสนามได้ อีกทั้งอุปกรณ์การกีฬาก็ครบครัน มีห่วงชู้ตลูกบาส โต๊ะปิงปอง (เดาว่าอันนี้น่าจะของใหม่) อุปกรณ์กีฬายิมนาสติก จักรยานล้อเดียวก็ยังมี นอกจากจะเป็นพื้นที่เล่นกีฬาแล้ว ฉันคิดว่าน่าจะเป็นที่รวมพลและพื้นที่จัดกิจกรรมสันทนาการเพราะมีเวทีและม่านสีแดงสูงถึงหลังคาของโรงยิม ดูอลังการมากๆ พ่อบอกว่า ไม่น่าเชื่อเลยว่านี่ขนาดเป็นโรงเรียนเก่า อยู่ต่างจังหวัด แต่มีสื่อการสอนที่ดีขนาดนี้ ฉันก็เห็นด้วย

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

ก่อนกลับฉันสังเกตว่า บนกระดานดำในแต่ละห้องจะมีข้อความของคนที่มาเยี่ยมชมหรือคนที่มาทำกิจกรรมกับพิพิธภัณฑ์ คุณมิซซึยบอกฉันว่า ลองมาเขียนบนกระดานดำห้องนี้ได้นะ ฉันก็จัดเลย ทั้งวาดรูปและเขียนเป็นภาษาไทยและญี่ปุ่นว่า ‘สวัสดี ฉันมาจากประเทศไทย’ ไม่รู้ว่าตอนนี้จะยังอยู่บนกระดานรึเปล่า (ผ่านมา 1 ปีเต็มแล้ว) แต่ก็ได้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเรียบร้อยแล้ว

ห้องเรียนญี่ปุ่น

ความประทับใจของฉันต่อเมืองที่โด่งดังเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ คือศิลปะภาพสะท้อนเล็กๆ ที่ไม่เล็กสำหรับใครบางคน คุณมิซซึยรวบรวมความสวยงามที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ และแสดงออกอย่างมีเสน่ห์กลมกลืนไปกับเมืองฟุราโนะ การมองภาพสะท้อนที่สวยงามแต่นามธรรมและไร้ขีดกำจัด ทำให้จิตใจฉันสงบและโล่งไปชั่วขณะ ขณะที่ความฝันในกล้องของคุณมิซซึยกลายเป็นความจริง ประสบการณ์จากพิพิธภัณฑ์นี้ก็สะท้อนกลับเป็นภาพความทรงจำที่ดีในใจฉันเรียบร้อยแล้ว

ห้องเรียนญี่ปุ่น

พิพิธภัณฑ์กล้องคาไลโดสโคป
(Kaleidoscope Museum of Furano)

www.kaleidoscopes.jp
GPS: 43.270971, 142.373292
TEL: 0167- 42 – 3303
OPEN: 10.00 – 21.00 น. (ตั้งแต่ 18.00 – 21.00 น. ต้องจองล่วงหน้า)
PRICE: ผู้ใหญ่ 800 เยน เด็ก 500 เยน ผู้สูงอายุ (65ขึ้นไป) 700 เยน
HOW TO GO: ประมาณ 8 กม. จากตัวเมืองฟุราโนะไปทางใต้ หรือนั่งรถไฟสาย Nemuro จากเมืองฟุราโนะ ลงสถานี JR Nunobe (1สถานี) หรือ Yamabe (2สถานี) แล้วต่อรถแท็กซี่อีกประมาณ 4 กม.

อ้างอิง : วศิน เพิ่มทรัพย์และDPlus Guide Team. (2559). ตะลุยฮอกไกโด [edition2] Hokkaido. (พิมพ์ครั้งที่1). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์DPlusในเครือบริษัท โปรวิชั่น จำกัด.

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected]loudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ปวิตรา ชำนาญโรจน์

บัณฑิตที่เพิ่งจบจากศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เอก exhibition design ยังว่างงานและเคว้งคว้าง แต่ขยัน ใจดี และเรียบร้อย

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ตรัง เมืองที่เกิดและเติบโต 

ทุกปิดเทอมหรือวันหยุดยาวช่วงปีใหม่ เป็นช่วงเวลาที่ฉันได้ออกเดินทางไป ‘ตรัง’ จังหวัดเล็กๆ ติดทะเลอันดามันในภาคใต้ หลังจากฉันมาเรียนที่กรุงเทพฯ วันหยุดยาวก็ไม่ใช่แค่ความสุขที่ได้หยุดเรียน แต่เป็นความสุขและความดีใจที่จะได้กลับบ้านเกิดด้วย อย่างน้อยๆ ฉันจะกลับปีละครั้ง และทุกครั้งที่กลับบ้าน ก็จะได้ใช้ชีวิตเหมือนตอนอยู่ตรังตั้งแต่เกิดจนจบมัธยมศึกษาตอนปลายอีกครั้ง ช่างเป็นชีวิตที่คิดถึง เมื่อต้องห่างจากบ้านเกิดนานๆ 

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

ถนนสายใต้ กิโลเมตรที่ 840.4 จากกรุงเทพฯ ถึงตรัง 

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นบอกเวลาตี 4 ฉันรีบลุกจากเตียงและเดินเข้าห้องน้ำทั้งที่ตายังคงปิดอยู่เพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง ส่วนใหญ่ครอบครัวของฉันจะเดินทางไปกลับจังหวัดตรัง-กรุงเทพฯ ด้วยรถยนต์ส่วนตัว หลังจากเตรียมตัวและไหว้พระก่อนออกจากบ้านเพื่อความอุ่นใจในการเดินทางเสร็จเรียบร้อย เสียงรั้วบ้านที่เสียดสีกับรางดังขึ้น ไฟจากหน้ารถสาดเข้ามาในตัวบ้าน ได้เวลาออกเดินทางแล้ว การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปตรังใช้เวลาประมาณ 8 – 10 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับปริมาณรถบนถนนและการซ่อมแซมถนน ซึ่งตั้งแต่จำความได้ ไม่มีครั้งไหนที่ไม่มีการซ่อมแซมถนนเลย 

การเดินทางที่ยาวนานทำให้วิวนอกหน้าต่างเปลี่ยนไปทุกครั้ง จากข้างนอกเป็นตึกสูงเตี้ยสลับกันตอนออกจากกรุงเทพฯ ลืมตาอีกทีเป็นนาเกลือที่ตอนนี้เหลือนาน้อยลงทุกครั้งที่ขับผ่าน ตื่นมาอีกทีพบกับทุ่งนาสลับป่า การเดินทางด้วยรถส่วนตัวไม่เคยน่าเบื่อ กลับเพลิดเพลินด้วยธรรมชาตินอกรถที่เปลี่ยนไป ต่อให้ขับผ่านทางเดิมที่เห็นตั้งแต่เด็กๆ สองข้างทางก็ไม่เคยเหมือนเดิมเลย หากหลับแล้วลืมตาตื่นมาพบกับสวนยางสองข้างทาง นั่นแสดงว่าเข้าสู่ภาคใต้แล้ว

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

พระอาทิตย์ย้ายฝั่ง แสงสีทองจ้าสาดส่อง รถกำลังถึงจุดหมายที่เรียกว่า ‘บ้านเกิด’ ที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ อย่างชัดเจนคือจำนวนรถที่วิ่งสวนกันแบบนับคันได้ สองข้างทางที่กำลังขับไปยังตัวเมืองเป็นสวนยางของชาวบ้าน คนตรังส่วนใหญ่ทำสวนยางเป็นหลักทั้งเป็นเจ้าของเองและรับจ้างกรีดยาง ไม่ถึงห้านาทีก็ถึงตัวเมืองตรัง บ้านเมืองสงบไม่จอแจ ไม่คึกคักแต่ก็ไม่ได้เงียบเหงา คืนนี้นอนหลับสบายที่บ้าน และตื่นเต้นกับพรุ่งนี้ที่จะได้ใช้ชีวิตเหมือนวัยเด็กอีกครั้ง 

อิ่วจาก้วย ไม่ใช่ ปาท่องโก๋

เสียงนกร้องตรงเสาไฟฟ้าหน้าบ้านปลุกให้ฉันตื่น ตอนนี้เป็นเวลา 6 โมงเช้า ถึงเช้าแต่ก็สดใสไม่น้อยเพราะรู้ว่ามีบางอย่างกำลังรออยู่ รีบล้างหน้าแปรงฟันเตรียมตัวออกจากบ้านไปร้านติ่มซำที่ตั้งอยู่บนถนนกันตัง ตอนเด็กๆ ต้องแวะซื้อขนมจีบที่ร้านนี้ก่อนไปโรงเรียน และเข้าใจมาตลอดว่ามื้อเช้าจะต้องกินติ่มซำ สิ่งที่คิดถึงมากที่สุดของร้านนี้คือ ‘อิ่วจาก้วย’ คู่เบ้อเริ่ม หรือที่หลายคนเรียกว่า ‘ปาท่องโก๋’ แต่ชื่อที่ถูกต้องคือ อิ่วจาก้วย เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลว่าขนมทอดน้ำมัน 

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

ส่วน ปาท่องโก๋ เป็นภาษาจีนกวางตุ้ง ออกเสียงว่า ปะถ่องโก๊ แปลว่าขนมน้ำตาลขาว ซึ่งเป็นขนมคนละชนิดกัน ปกติฉันชอบกินอิ่วจาก้วยกับน้ำจิ้มสีแดงที่คนตรังใช้จิ้มติ่มซำ การกินติ่มซำที่นี่ไม่นิยมจิ้มจิ๊กโฉ่ว แต่ทุกอย่างจะจิ้มน้ำจิ้มสีแดง รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ ส่วนใหญ่คนตรังจะเรียกการกินติ่มซำมื้อเช้าว่าการกิน ‘โกปี๊’ หมายถึงการดื่มกาแฟ ส่วนมากนิยมกินติ่มซำคู่กับกาแฟดำ

เพื่อต้อนรับเช้าวันใหม่ พูดถึงติ่มซำแล้วอยากพาทุกคนไปรู้จักกับร้านติ่มซำที่ฉันกินตั้งแต่เด็กๆ จนเรียนจบ ม.ปลาย เริ่มที่ร้านเก่าแก่ที่สืบทอดกันรุ่นสู่รุ่น และอุดหนุนร้านนี้ตั้งแต่รุ่นอากงจนถึงรุ่นฉันเลย ชื่อร้านจีบขาว ชื่อของร้านคือขนมที่คล้ายกับฮะเก๋า แต่เปลี่ยนจากไส้กุ้งเป็นไส้หมู ร้านนี้รวบรวมขนมหากินยากสูตรโบราณไว้หลายอย่าง เช่น ปาท่องโก๋หรือขนมน้ำตาลขาว แป้งเหนียวนุ่ม มีรูพรุน รสชาติหวานละมุน กินคู่กับชาจีนร้อนๆ เข้ากันที่สุด

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

ร้านถัดมาเป็นแหล่งพบปะของคนรุ่นอากง อาม่า และรุ่นป๊าม้า ชื่อร้าน โกขาว มีติ่มซำให้เลือกกินหลายอย่าง ทั้งขนมจีบและติ่มซำทั่วไป ส่วนซาลาเปาเป็นของขึ้นชื่อของร้านนี้ โดยเฉพาะซาลาเปาไส้ดำ กลิ่นงาดำหอมชวนลิ้มลอง และเนื้อเนียนๆ แป้งนุ่มๆ มีรสหวานกำลังดี อีกอย่างที่คู่กับคนตรัง คือการลอกเปลือกบางๆ ของแป้งซาลาเปาออกก่อนกิน นอกจากติ่มซำ ร้านโกขาวยังมีบะหมี่ ขนมจีน เมนูชุดอาหารเช้า เหมือนไปกินมื้อเช้าที่สภากาแฟเลย

เสน่ห์หาดทรายงาม

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

สมัยเด็กๆ ฉันไปทะเลบ่อยมาก เวลากลับตรังก็ต้องไปทะเลทุกครั้ง ไม่อย่างนั้นรู้สึกว่ามาไม่ถึงตรัง ทะเลอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 40 นาที สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าต้นสนขนาดใหญ่ ฉันขับรถมาไกลพอสมควรจนเกือบจะถึงทะเล เมื่อลดกระจกรถลงจะได้มีลมแรงๆ กระแทกหน้า พร้อมกลิ่นความเค็มของน้ำทะเลลอยมาตามลมด้วย 

หาดที่ตรังมีหลายแห่ง แต่ที่กำลังมุ่งหน้าไปชื่อว่า ‘หาดยาว’ จอดรถบนหาดตามแนวของต้นสนต้นยักษ์ได้เลย พอเท้าพื้นทรายนุ่มๆ ก็ทำให้อยากก้มลงไปสัมผัสทรายขาวนวลเม็ดละเอียดที่มีอยู่เต็มหาด แถมประกายน้ำทะเลยังสะท้อนระยิบระยับ กระทบดวงตาจนอยากลงไปสัมผัสน้ำเย็นๆ ที่แม้อากาศจะร้อนแค่ไหน น้ำทะเลก็ยังเย็นอยู่ดี 

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ
สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

ทุกครั้งที่ไปทะเลต้องใช้เท้าขุดทรายและฝังเท้าลงไปให้มิด รอน้ำทะเลซัดเข้าฝั่งและพัดทรายมากลบจนเหลือแต่ข้อเท้าโผล่พ้นพื้นทราย ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร แต่รู้สึกสนุกมากเวลาคลื่นซัดโดนขา และการยืนเฉยๆ ฟังเสียงซ่าๆ ของคลื่นกระทบฝั่ง ทำให้จิตใจสงบดีเหมือนกัน บนพื้นทรายเต็มไปด้วยหอยเล็กหอยใหญ่ที่ติดขึ้นบนฝั่งตอนน้ำทะเลขึ้นสูง 

กิ๊งๆ เสียงระฆัง รถไฟต้วมเตี้ยมจากชานชาลา 

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

ระหว่างเดินทางกลับเข้าเมือง อีกฝั่งถนนติดกับภูเขาสูงและฝั่งที่ฉันกำลังมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองติดกับทะเล ข้างทางมีร้านอาหารและบ้านเรือนหลังน้อยปะปนอยู่กับธรรมชาติ ยามพระอาทิตย์เคลื่อนต่ำลง ฉันกลับมาถึงตัวเมืองและกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟตรังเพื่อเลือกซื้ออาหารมื้อเย็น ทันทีที่ดวงจันทร์ขึ้นแทนดวงอาทิตย์ บริเวณหน้าสถานีรถไฟสว่างไสวด้วยไฟดวงเล็กๆ จำนวนมาก ร้านรวงขายของและอาหารคาวหวานเต็มลานสถานี วันพฤหัสบดีถึงวันอาทิตย์ของทุกสัปดาห์เป็นที่รู้กันว่ามี ‘ถนนคนเดินสถานีรถไฟตรัง’ ให้คนตรังและนักท่องเที่ยวมาเดินย่ำกันยามค่ำคืน

ช่วงตลาดเริ่มเปิดคนยังบางตา เดินเลือกซื้อของได้สบายๆ แต่เมื่อดวงจันทร์เคลื่อนสูงขึ้น ผู้คนก็หลั่งไหลเข้ามา จนเดินได้เพียงก้าวสั้นๆ และเดินสวนกันแน่นทางเดินจนไหล่กระทบกัน เสียงของพ่อค้าแม่ขายยังคงดังสลับกันไปมาเพื่อเรียกลูกค้า ส่วนเมนูอร่อยที่มาทุกครั้งต้องได้กินคือ ยำส้มโอ เนื้อส้มโอหวานฉ่ำคลุกกับมะม่วงและน้ำยำสามรสตบท้ายด้วยปลากรอบ ระหว่างรอแม่ค้ายำสดๆ ก็เล่นเอากลืนน้ำลายไปหลายอึก ร้านที่อยู่ติดกันเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวหลอด อดใจกับความน่ากินไม่ไหวจนต้องจัดไปหนึ่งชาม กินคาวแล้วต้องกินหวาน สตรอว์เบอร์รีโยเกิร์ตเย็นๆ ข้างบนราดด้วยโยเกิร์ตรสธรรมชาติและซีเรียล เป็นของหวานดับร้อนที่เหมาะกับจังหวัดที่ไม่มีฤดูหนาวอย่างตรังจริงๆ 

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

กินอิ่มๆ ก็ย่อยด้วยการเดินเล่นรอบเมืองสักหน่อย ทางออกจากถนนคนเดิน ต้องฝ่าหมู่มวลรถมอเตอร์ไซต์ที่จอดเรียงรายออกไป หลังจากฉันแทรกตัวไปเดินบนทางเท้าได้ ก็เดินผ่านร้านกาแฟเล็กๆ ติดกันเป็นโฮสเทลที่ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติมานอนพัก ส่วนหัวมุมสี่แยกที่มุ่งหน้าไปยังหอนาฬิกาจังหวัดคือโรงแรมเก่าแก่ ฉันข้ามถนนตรงหน้าโรงแรมและเดินต่ออีกหน่อย ก็เจอกับตลาดสดที่คึกคักตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างจนถึงช่วงสายของวัน และถนนเส้นนี้ไม่มีสายไฟให้รกตา จึงเห็นตึก ร้านรวงต่างๆ ได้ชัดเจน เดินมาเรื่อยๆ จนถึงหอนาฬิกา อาหารในท้องก็ย่อยหมดพอดี 

จบค่ำคืนนี้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยการแวะซื้อโรตีรถเข็นของอาบังที่กินตั้งแต่เด็ก ร้านนี้มีเมนูขึ้นชื่อ คือ โรตีตบ หากินที่กรุงเทพฯ ไม่ได้ กลิ่นหอมๆ ของเนยและกล้วยทำให้การรอคอยช่างมีความสุข โรตีธรรมดาที่ใช้มือตบห่อกระดาษซับมัน ทันใดนั้น อาบังตบมือแรงๆ ไปที่กระดาษชุ่มเนย สภาพของแป้งโรตีฉีกยุ่ยพอดี และสิ่งนี้คือโรตีตบแสนอร่อยที่เหนียวนุ่ม ราดด้วยนมข้นหวานและน้ำตาลเล็กน้อยเพิ่มความหวาน ยิ่งดึกรถเข็นยิ่งถูกมุงล้อมด้วยผู้คน 

กลับสู่ปัจจุบัน 

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

เช้านี้ฉันนั่งรถผ่านถนนเส้นที่เดินจากถนนคนเดินเมื่อคืน กำลังมุ่งหน้าไปตลาดสดเพื่อซื้อขนมและติ่มซำกลับไป กรุงเทพฯ ตรอกเล็กๆ หลังแผงขายของหน้าตลาดสด แหล่งรวมขนมมาเลเซีย ขนมโบราณอย่างลูกจัน ของฝากขึ้นชื่ออย่างหมูย่าง และขนมจีบไส้สังขยาที่มีเฉพาะจังหวัดตรัง นี่คือจุดประสงค์หลักที่ต้องแวะทุกครั้งก่อนกลับกรุงเทพฯ 

หลังจากซื้อของฝากและขนมเรียบร้อย ฉันเดินมาตามทางจนเกือบถึงทางออก ก็เจอกับร้านติ่มซำห้องเดียวเล็กๆ ที่มีทั้งโจ๊กและขนมจีบทำสดใหม่ เหมาะแก่การเป็นเสบียงสำหรับการเดินทางที่ยาวนานอีกครั้ง

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

การย้อนอดีตกลับไปใช้ชีวิตในบ้านเกิด ทำให้วันหยุดยาวกลายเป็นช่วงเวลาแสนสั้น เวลาผ่านไปไวทุกครั้งที่ได้กลับบ้าน การกลับบ้านทุกครั้งทำให้นึกถึงชีวิตธรรมดาที่หาจากที่ไหนไม่ได้ การเดินทางกลับบ้านทุกครั้งจึงเหมือนการย้อนอดีต กลับไปทำอะไรที่เคยทำ กินอะไรที่เคยกิน ไปในที่ที่เคยไป ตอนอยู่ตรังอาจมองชีวิตเป็นเรื่องธรรมดาและน่าเบื่อ 

แปลกที่มาอยู่กรุงเทพฯ กลับคิดถึงและโหยหาชีวิตน่าเบื่อนั้น ดีใจทุกครั้งที่ได้กลับบ้านเกิด

และนั่งคอตกทุกครั้งที่รถแล่นออกจากจังหวัดตรัง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ชิดชนก หวังศิริเลิศ

เด็กคณะวิทยาศาสตร์ ผู้สนใจการถ่ายภาพ สิ่งที่อยากทำตอนนี้คือเล่นเปียโนอีกครั้ง ฝันสูงสุดคือสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น เหมือนที่เคยได้รับมาจากคนอื่นเช่นกัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load