11 กรกฎาคม 2560
4 K

‘บันจี้จัมพ์’ (Bungee Jump) กีฬาเอ็กซ์ตรีมชื่อก้องโลกที่เชื่อกันว่าเริ่มเล่นครั้งแรกในประเทศนิวซีแลนด์นั้น ความจริงแล้วกีฬาชนิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากพิธีนาโกล (Nagol) บนเกาะเพนเทอคอสต์ (Pentecost) ประเทศวานูอาตู (Vanuatu) ต่างหาก

นาโกลของจริงเด็ดสะระตี่กว่าบันจี้จัมพ์มากมายหลายเท่า และผู้เล่นไม่ได้อาศัยเพียงความกล้า แต่ต้องมีศรัทธาอย่างเต็มหัวใจ

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เช้าตรู่วันเสาร์ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เครื่องบินเล็กขนาด 10 ที่นั่ง ติดเครื่องกระหึ่มก่อนทะยานสู่ท้องฟ้าพร้อมพาผู้โดยสารทั้งสิบชีวิตออกเดินทางจากพอร์ต วิลา (Port Vila) เมืองหลวงของวานูอาตู สู่เกาะเพนเทอคอสต์ โดยมีผมเป็นคนไทยเพียงหนึ่งเดียว

วานูอาตู ประกอบไปด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่ 87 เกาะที่เรียงรายดูคล้ายตัวอักษร Y บนมหาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างใหญ่ การเดินทางด้วยเครื่องบินเล็กจากเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่งเป็นประสบการณ์อันแสนพิเศษเพราะเครื่องบินต้องบินต่ำใต้เมฆ ทำให้เราได้ทักทายเกาะต่างๆ ไปเรื่อย ๆ ตามระยะทางที่บิน น้ำทะเลเป็นสีครามสวยสดใสหลากหลายเฉดในวันอากาศดี และถ้าเราโชคดีพอ เราอาจมองลงไปเห็นฝูงวาฬพันธุ์หายากว่ายโชว์อยู่เบื้องล่าง

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เพียง 1 ชั่วโมงต่อมา เครื่องบินลำจิ๋วก็เริ่มลดระดับเพดานบินลงสู่เกาะเพนเทอคอสต์ที่เขียวชอุ่มและแน่นทึบไปด้วยป่ารกชัฏเบื้องล่าง มีเพียงลานหญ้าที่ไถโล่งไว้เป็นรันเวย์สำหรับให้เครื่องบินลงจอด

ที่สนามบินลานอรอร์ (Lanoror) ชาวเกาะมารอดูเครื่องบินขึ้นลงกันมากมาย ผู้คนดูตื่นเต้นที่วันนี้มีแขกจากทั่วทุกมุมโลกแห่แหนกันมาเยือนเกาะสวยของพวกเขา ถึงกับมีวงดนตรีเล็กๆ เล่นกีตาร์ เคาะจังหวะ และร้องเพลงพื้นเมืองรอต้อนรับพวกเราอยู่ด้วย

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

ก่อนจะชมพิธีนาโกล ผมว่าเรามารู้จักที่มาของนาโกลกันก่อนนะครับ ตำนานของนาโกลนั้นมีอยู่ 2 เรื่องที่เล่าขานกันมาจนถึงทุกวันนี้

ตำนานแรกกล่าวถึงสาวน้อยนางหนึ่งเป็นสตรีโชคร้ายเพราะได้แต่งงานกับสามีที่มักมากในกามกิจ ไม่ว่านางจะสนองเขาอย่างไรก็ไม่สามารถถมความต้องการของเขาได้เสียที นางเลยคิดว่าอย่าทนเลยผัวแบบนี้ ชิ่งหนีดีกว่า

วันร้ายคืนร้ายนางจึงวิ่งหนีสามีออกจากบ้านเข้าป่าใหญ่ โดยมีสามีไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด นางเห็นต้นไทรใหญ่อยู่เบื้องหน้าจึงรีบปีนป่ายขึ้นไปเรื่อยๆ ขณะที่สามีจอมหื่นก็ไม่คิดที่จะลดละและยังปีนไล่ตามต่อไปเรื่อยๆ จนนางปีนขึ้นมาถึงยอดไทร ละลนละลานหนีไปจนสุดปลายกิ่ง และแล้วเขาก็ตามมาจนเกือบจะทัน

‘ฮ่า ฮ่า ฮ่า… หนีไม่รอดแน่นังหนู’ เขาคิด

นางเหลือบไปเห็นเถาวัลย์ที่ห้อยอยู่บนนั้นจึงรีบคว้ามาผูกที่ข้อเท้า และในเสี้ยววินาทีที่เขาเกือบจะคว้าตัวนางไว้ได้ นางก็รีบชิงกระโดดหนี พร้อมกับที่สามีกระโดดตาม

‘ตุ้บ’ เสียงร่างของสามีร่วงหล่นแหลกเหลวเละอยู่บนพื้นดิน ขณะที่นางรอดตายได้ด้วยเถาวัลย์เส้นนั้นที่เกี่ยวกระตุกร่างให้กระดอนขึ้นในเสี้ยววินาทีสุดท้าย

ผู้ชายชาวเกาะเพนเทอคอสต์จึงดำริว่าเหตุการณ์นี้มันแสบสันยิ่งนัก พวกเราจงมาโดดด้วยการเอาเถาวัลย์ผูกข้อเท้าไว้เพื่อเตือนลูกหลานเพศชายทั้งหลายไว้ว่าอย่าปล่อยให้เพศหญิงหลอกลวงพวกเราจนถึงแก่ชีวิตอีกต่อไป

นั่นเป็นที่มาของพิธีนาโกลตามตำนานที่ 1

ส่วนตำนานที่ 2 นั้นกล่าวว่าในช่วงเวลาที่จะมีพิธีนาโกลเป็นช่วงเวลาเดียวกับการเก็บเกี่ยว ‘แยม’ (Yam) พืชมีหัวคล้ายเผือก แยมจัดเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตหลักของชาววานูอาตู และในช่วงเดือนเมษายนนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวแยมครั้งแรกพร้อมๆ กับการเตรียมดินเพื่อเพาะปลูกแยมครั้งที่ 2 ของปี

เพื่อเป็นการแสดงคารวะต่อผืนดินและขอพรให้การเพาะปลูกครั้งที่ 2 ได้ผลสำเร็จดีกว่าครั้งแรก ชาวเผ่าจึงดำริให้มีพิธีนาโกลขึ้นเพื่อแสดงความคารวะต่อผืนดินดังกล่าว

ไม่ว่าตำนานจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ผมทึ่งมากที่สุดคือเรื่อง ‘ภูมิปัญญาท้องถิ่น’

เดือนเมษายนที่จัดพิธีนาโกลเป็นช่วงฤดูฝนชุก ดังนั้น หอโดดที่สร้างขึ้นด้วยไม้จึงไม่เปราะร้าว ผู้โดดสามารถปีนขึ้นไปยืนเตรียมกระโดดได้ย่างสบายใจ ส่วนเถาวัลย์ ผู้โดดแต่ละคนต้องเข้าป่าไปเลือกขนาดตามความสูงและน้ำหนักตัวของตน และไปตัดกลับมาใช้ในพิธีนาโกลด้วยตัวเอง เมื่อเป็นช่วงฤดูฝน เถาวัลย์ก็จะอยู่ในสภาพอุ้มน้ำ มีความเหนียวหนืดกำลังดี ไม่เปราะแตกง่ายเช่นกัน

ที่สำคัญคือ พื้นดินบริเวณที่จัดพิธีนั้นก็จะอยู่ในสภาพกึ่งดินกึ่งโคลน มีความหยุ่นและนุ่ม ไม่ใช่ดินแห้งแตกระแหงแบบหน้าร้อน หากจะมีความผิดพลาดจากการโดดบ้าง ผู้โดดก็จะไม่ได้รับบาดเจ็บมาก

ผมว่าพิธีนี้ผ่านการคิดมาอย่างรอบคอบ ทำให้ไม่เคยมีผู้ใดเสียชีวิตจากพิธีนี้เลย แม้จะโดดกันมานานเป็นร้อยปีแล้วก็ตาม

ปะรำโดดบนหอนั้นจะมีหลายระดับความสูงตั้งแต่ไม่กี่เมตรเหนือพื้นดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนสูงลิบไม่ต่ำกว่า 30 เมตร ผู้โดดจะเป็นเพียงผู้ชายที่ผ่านการขลิบอวัยวะเพศมาแล้วเท่านั้น คือต้องมีอายุประมาณ 8 – 10 ปี ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนหัวหน้าเผ่าซึ่งมักเป็นผู้ที่มีอาวุโสสูงสุด ผู้ที่อายุน้อยก็โดดในระดับใกล้พื้น ส่วนผู้อาวุโสสูงสุดก็โดดจากยอด และการโดดก็จะเริ่มจากผู้น้อยก่อน

 

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เมื่อไปถึง ผมพบชาวเกาะจำนวนมากทั้งหญิงและชายในชุดพื้นเมืองยืนกันอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ ผู้ชายจะถือพลองที่ทำจากไม้ ส่วนผู้หญิงจะถือพู่ที่ทำจากใบไม้ ผู้ชายอยู่ทางขวา ผู้หญิงอยู่ทางซ้าย มีหอโดดเป็นเส้นแบ่งชายหญิงออกจากกัน ทั้งชายและหญิงจะพากันร้อง เต้น และเดินไปมาตามจังหวะกันอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ เสียงก้องกระหึ่ม

ผมไม่แน่ใจว่าความหมายของเพลงคืออะไร แต่ผมรู้สึกว่าเป็นการส่งพลังใจให้ผู้โดดที่ดีเยี่ยม พิธีนี้เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าที่ทุกคนมีส่วนร่วม ไม่ใช่เฉพาะผู้โดดเท่านั้น เพราะการเต้นและร้องเพลงพื้นเมืองเช่นนี้มีขึ้นนับเป็นชั่วโมงๆ ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบพิธี

คนแรกที่โดดเป็นเด็กน้อยตัวเล็กๆ โดยพ่อเป็นผู้รัดเถาวัลย์ที่ข้อเท้าให้แน่น แล้วดูลูกชายโดดลงมาท่ามกลางความหวาดเสียวมากๆ ของผู้ดู เพราะเถาวัลย์จะกระตุกในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนหัวถึงพื้นจริงๆ

สำหรับผู้ใหญ่จะปีนขึ้นไปโดดด้วยตัวเอง โดยบนปะรำจะมีเพื่อนชาวเผ่าอีก 2 – 3 คนคอยช่วยนำเถาวัลย์มารัดที่ข้อเท้าให้เรียบร้อย จากนั้นผู้โดดจึงเดินมาปลายสุดของปะรำ ในมือจะถือช่อดอกไม้และหญ้าแห้งพร้อมโยกตัวไปมาเล็กน้อย ก่อนจะยืดตัว โปรยดอกไม้ แล้วโดดลงมา

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

การโดดเป็นการโดดแบบทิ้งดิ่งเลยนะครับ ทิ้งตัวปักหัวลงมาเลย เล่นเอาคุณป้าฝรั่งเศสกรีดร้องออกมาแทบจะทุกครั้งที่มีการกระโดด บางครั้งคุณป้าถึงกับเรียกหาพระเจ้า หรือ Mon Dieu กันให้วุ่น

ขอสารภาพว่าผมแอบลุ้นจนกำมือแน่นไปหลายครั้ง ยิ่งการกระโดดเขยิบสูงขึ้นไปเท่าไหร่ ความตื่นเต้นก็ทวีคูณขึ้นไปเท่านั้น เวลาเถาวัลย์กระตุกในวินาทีสุดท้ายเป็นสิ่งที่ลุ้นมากที่สุด ผมเห็นผู้โดดกางมือออกตะปบพื้นดินในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนเถาวัลย์จะดีดร่างของพวกเขาขึ้นจากพื้นดินและความตายเพียงไม่กี่เซนติเมตร

หลังเวลาผ่านไปนานนับชั่วโมง มีผู้โดดหอหลายสิบคน คนสุดท้ายคือท่านผู้อาวุโสสูงสุดของเผ่าที่โดดจากยอดหอลงมาอยางสวยงาม พร้อมกันนั้น การเต้นและร้องเพลงท้องถิ่นของกองเชียร์ชายหญิงด้านล่างก็จบลงด้วย

นาโกลคือพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเผ่าอนุญาตให้เราเข้าไปร่วมชมได้ แต่เราต้องประพฤติอย่างผู้ที่มาชื่นชมพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ของเขา คือดูด้วยความเคารพ สงบ และไม่เพ่นพ่านวุ่นวาย แม้แต่จะเข้าใกล้หอโดด ผมยังได้รับคำแนะนำว่าไม่ควรทำอย่างยิ่ง ในวันนั้นผมคิดว่านักท่องเที่ยวปฏิบัติตัวได้ดีมาก เพราะเสียงที่ได้ยินตลอดพิธีคือเสียงเพลงพื้นเมืองที่ชาวเกาะร้องเท่านั้น ไม่มีเสียงโห่ฮาเป่าปากใดๆ

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เมื่อพิธีโดดในวันเสาร์นี้เสร็จสิ้นลง หอไม้ทั้งหอจะถูกคลุมด้วยใบตองเพื่อรักษาความชุ่มน้ำไว้ในเนื้อไม้ และจะเลิกใบตองที่คลุมอยู่อีกทีเมื่อถึงเวลาโดดในเสาร์ต่อไป เมื่อครบกำหนดการโดด 5 – 6 สัปดาห์ติดกันแล้ว ชาวเกาะก็จะรื้อหอโดดลง และจะสร้างใหม่อีกทีเมื่อถึงพิธีนาโกลปีหน้า

ภาพของชายชาวพื้นเมืองหลากวัยหลากรุ่นที่ค่อย ๆ ปีนขึ้นหอโดดด้วยอาการมุ่งมั่น ก่อนยืดอกตั้งตัวตรง และพุ่งหัวเหินทิ้งดิ่งไปลงมาแบบไม่กลัวเกรงอะไรทั้งสิ้นยังติดอยู่ในความทรงจำของผม ที่เท้าของพวกเขามีเพียงเถาวัลย์เกี่ยวกระหวัดเอาไว้เท่านั้น

พวกเขาทำได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่ศรัทธาที่แรงกล้าต่อพิธีนาโกลอันน่าทึ่งนี้

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

สุโขทัย นามจังหวัดนี้คนไทยที่ได้ร่ำเรียนวิชาสังคมศึกษาคงจดจำในฐานะราชธานีเก่า ควบคู่กับพระพุทธรูป สถูป เจดีย์สมัยนั้น ที่บัดนี้ได้หักทลายกลายสภาพเป็นวัตถุโบราณในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ พลอยให้หลายคนเข้าใจว่า จังหวัดนี้คงเหลือแต่ร่องรอยวัฒนธรรมในอดีตที่ไม่อาจหวนคืน

ทว่าความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะแม้ว่าสุโขทัยจะสิ้นสถานะเมืองหลวงมานานกว่า 500 ปี หากวิถีชีวิต จิตวิญญาณหลายด้านของอาณาจักรสุโขทัยกลับได้รับการสืบสานมาจนถึงปัจจุบัน

ที่เห็นได้ชัดคือการสร้างสรรค์ศิลปะจากก้อนดินอย่างเช่นเครื่องปั้นดินเผา สังคโลก พระพิมพ์ ซึ่งล้วนเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ชาวสุโขทัยทำขึ้นเพื่อใช้เอง และส่งขายเป็นรายได้สำคัญของหลาย ๆ ครัวเรือน

ปลายเดือนสิงหาคม 2565 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ได้ชักชวนสื่อท่องเที่ยวไปเปิดโลกของดินเมืองพระร่วง อันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Toursim) ซึ่ง อพท. กำลังผลักดันอยู่ในตอนนี้

นี่จึงไม่ใช่แค่ทริปเที่ยวชมเมืองหลวงเก่าธรรมดา แต่เป็นทริปเปิดโอกาสให้ชาวเมืองหลวงใหม่อีกหลายชีวิตได้เล่าเรียนวิชาภูมิปัญญาชาวบ้านโดยการทำงานศิลป์จากดินเหนียว ทั้งยังสร้างรายได้คืนสู่ท้องถิ่นตามแนวความคิดของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อีกด้วย

ปั้นและเขียนลายสังคโลกร่วมสมัย

ใต้ร่มไม้ใบบังของบ้านสวนอันร่มรื่นที่อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ‘โมทนาเซรามิก’ ได้ถือกำเนิดขึ้นจากความรักของหนุ่มสุโขทัยกับสาวลำปางเมื่อ พ.ศ. 2542

ทั้ง อู๊ด-เฉลิมเกียรติ บุญคง และ ไก่-อณุรักษ์ บุญคง ต่างก็ไม่ใช่ศิลปินมืออาชีพ เมื่อครั้งยังศึกษาในมหาวิทยาลัย ทั้งคู่ก็เลือกเรียนสาขาที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างศิลป์อย่างนิติศาสตร์ แต่เพราะความสนใจในศิลปะมาแต่เดิม บวกกับการได้เล่นปั้นดินน้ำมันกับลูกสาวในวัยเยาว์ สองสามีภรรยาจึงเริ่มลงมือทำงานปั้น ลองผิดลองถูกอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เซรามิกกลางสวน

นานกว่า 23 ปีที่โมทนาเซรามิกได้แจ้งเกิดมา บ้านอิฐหลายหลังได้รับการสร้างขึ้นเป็นแหล่งผลิตควบคู่กับแหล่งเรียนรู้ มอบโอกาสแก่คนนอกให้มาเห็นเครื่องปั้น และลองทำงานปั้นดูกับมือตัวเอง ไล่มาตั้งแต่ศาลาทำดิน ห้องปั้น ห้องเขียนลาย ศาลาเคลือบ เตาเผา ไปจนกระทั่งพิพิธภัณฑ์และร้านค้า

เมื่อคณะของเราไปถึง พี่อู๊ดและพี่ไก่ยืนรอต้อนรับอยู่หน้าบ้านอิฐที่ผนังฝังเครื่องถ้วยชามสังคโลกหลากขนาด ลวดลาย และรูปร่าง ซึ่งเกิดขึ้นจากหัวศิลป์และการลงแรงของทั้งคู่ 

เรือนอิฐหลังนี้คือพิพิธภัณฑ์โมทนาที่ภายในลายตาไปด้วยเครื่องปั้นสารพัดประเภท ถ้วย โถ โอ ชาม แก้วน้ำ ถาดรอง และอีกหลายชิ้นที่ยากจะเฟ้นหาคำมาเรียก กระจายอยู่ทั่วทุกมุมห้องอย่างเป็นหมวดหมู่ ทั้งของโบราณและของเก่าคลุกเคล้ารวมกันอย่างงดงามลงตัว

ทั้งสองคนได้ให้ความรู้กับเราว่า ชื่อ ‘สังคโลก’ มาจากชื่อสวรรคโลกหรือศรีสัชนาลัย เดิมเคยเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรสุโขทัยและเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นชนิดนี้ ภายหลังชื่อนี้ได้เพี้ยนเป็นสังคโลก และถูกใช้เรียกเครื่องปั้นดินเผาของสุโขทัย ในขณะที่เครื่องปั้นดินเผาคืองานปั้นที่ผ่านการเผาไฟ ตรงกับคำว่า Ceramic ในภาษาอังกฤษ

ได้รู้จักเครื่องปั้นชนิดต่าง ๆ กันไปแล้ว พี่อู๊ดมอบหมายให้กรุ๊ปทัวร์ของเราแยกกลุ่มเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งให้ลองทำงานเขียนลาย อีกกลุ่มให้ลองทำงานปั้น

ในห้องเขียนลายที่เย็นสบายด้วยเครื่องปรับอากาศ โต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กถูกจัดวางไว้บนพื้น พร้อมด้วยดินสอ กระดาษ หมึก พู่กันหลากขนาด เหนืออื่นใดคือจานเซรามิกที่ให้ผู้คนได้ทดลองทำเวิร์กชอป

พร้อมกับเสียงน้ำไหลที่เปิดคลอไว้ให้เกิดสมาธิ พี่ไก่ซึ่งรับหน้าที่ผู้สอนได้ให้คำแนะนำว่า ควรใช้ดินสอร่างลายลงไปในกระดาษก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงนำลวดลายที่ร่างไว้ไปเขียนบนจาน ตบท้ายด้วยการใช้พู่กันที่เธอตระเตรียมไว้ให้ วาดทับลงไปบนลายเส้นดินสอนั้น

ขั้นตอนการทำเวิร์กชอปเขียนลายนี้ พี่ไก่มักจะให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเขียนลายตามเครื่องสังคโลก แต่หากอยากเขียนลวดลายตามใจชอบก็ย่อมได้เช่นกัน เมื่อเขียนเสร็จแล้ว เธอจะให้เจ้าของผลงานเขียนชื่อพร้อมที่อยู่ เพื่อที่เธอจะได้ส่งคืนเจ้าของได้ถูกที่ถูกคนหลังนำไปเคลือบและเผาไฟแล้ว

ตัดมาที่ห้องปั้นของพี่อู๊ด ลูกศิษย์รุ่นใหม่ต่างกำลังหน้าดำคร่ำเครียดกับการฝึกหัดขึ้นรูปภาชนะอยู่ แก้วน้ำเป็นภาชนะอย่างง่ายที่เขาชอบใช้เป็นแบบให้ลองทำ อาศัยนิ้วมือในการกดดุนทรง และไม้เป็นอุปกรณ์เสริม ก็จะได้รูปทรงของแก้วออกมาอย่างไม่ยากเย็นนัก

เสร็จจากเวิร์กชอปที่กินเวลานานกว่าชั่วโมง คณะทัวร์หลายคนเริ่มผุดเครื่องหมายปรัศนีบนหัว ว่าผลงานฝีมือพวกเราที่ทำเสร็จแล้วจะเดินทางไปไหนต่อ สองผู้ก่อตั้งโมทนาเซรามิกเลยอาสาพาพวกเราตรงดิ่งไปยังหลังบ้าน ซึ่งเป็นที่หมายปลายทางของงานปั้นทุกชิ้น

เตาเผาโมทนาเซรามิกคือคำตอบของคำถามเมื่อครู่ รวมถึงฉายา ‘สังคโลกร่วมสมัย’ ซึ่งที่นี่นิยามตนเอง เพราะแทนที่จะใช้เตาโบราณอย่างเตาทุเรียง พี่อู๊ดกับพี่ไก่เลือกที่จะนำวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างเตาไฟฟ้าที่ให้ความร้อนสูงแตะหลัก 1,000 องศาเซลเซียส

เมื่อเราไปถึง ก็ได้เวลาที่จะต้องเปิดเตาพอดิบพอดี พี่อู๊ดจึงนำผลงานที่เผาเสร็จแล้วออกมาอวดแก่สายตาผู้มาเยือนทุกคู่ ก่อนที่เครื่องปั้นทั้งหมดนี้จะถูกส่งไปให้ลูกค้าซึ่งเป็นรีสอร์ตแห่งหนึ่งในทะเลอ่าวไทย

ผู้ใดชื่นชอบงานเซรามิกรวมถึงเครื่องปั้นใด ๆ ของยี่ห้อโมทนา ที่นี่มีร้านค้าสำหรับจัดจำหน่าย หรือหากจะมาทดลองทำเวิร์กชอปทั้งปั้นดิน เขียนลาย ขึ้นรูป หรือเคลือบก็ย่อมได้ โดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 750 – 1,000 บาท และต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ให้พี่ไก่กับพี่อู๊ดได้มีเวลาในการจัดเตรียมอุปกรณ์

กดลายพระพิมพ์ดินเผา

พระเครื่องซึ่งเป็นวัตถุมงคลในปัจจุบัน มีรากฐานมาจากพระพิมพ์ ซึ่งเป็นประติมากรรมขนาดเล็กรูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดจากการนำวัสดุต่าง ๆ เช่น ดินเหนียวและผงว่านมงคลมากดลงในพิมพ์ 

อาณาจักรโบราณในดินแดนไทยล้วนมีคติการปั้นพระพิมพ์ไว้เพื่อสืบทอดพุทธศาสนาไว้ทั้งสิ้น คติความเชื่อนี้ตกทอดมาสู่อาณาจักรสุโขทัยที่ได้ประจุพระพิมพ์ดินเหนียวฝังไว้ในสถูปเจดีย์ ด้วยความเชื่อแบบพุทธว่าทุกสรรพสิ่งไม่จีรัง เจดีย์ที่สูงใหญ่ก็อาจพังทลายลงมาได้ในวันหนึ่ง เมื่อวันนั้นมาถึง พระพิมพ์ที่ซ่อนองค์อยู่ในกรุของซากปรักหักพังเจดีย์เหล่านั้นก็จะทำหน้าที่บอกเล่าพุทธประวัติผ่านอิริยาบถของพระพุทธเจ้าในพระพิมพ์เหล่านั้นต่อไป

เรื่องราวของพระพิมพ์โบราณผ่านหูผ่านตา กบ-ณรงค์ชัย โตอินทร์ มาแต่เยาว์วัย ด้วยชาติตระกูลเป็นถึงลูกหลานควาญช้างของเจ้าเมืองสุโขทัยร้อยกว่าปีก่อน เขาจึงซึมซับประวัติความเป็นมาของสุโขทัยตลอดทั้งชีวิต ก่อนเลือกเอาดีด้านงานพิมพ์พระเมื่อเติบใหญ่

ท่ามกลางผืนไม้ที่ขึ้นรกเป็นทุ่ง รถของทัวร์สื่อมวลชนบุกป่าฝ่าดงมาถึง ‘บ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์’ ไม่ไกลจากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย หลานชายหญิงตัวน้อยของ ‘ลุงกบ’ ยิ้มร่าหน้าบานเมื่อพบกับคณะของเรา น้อง ๆ ทั้งสองเชื้อเชิญเราทั้งผองไปฟังบรรยายของผู้เป็นลุงที่เรือนไม้หลังเล็กที่แวดล้อมไปด้วยภาพวาดสะท้อนคติจักรวาลในพุทธศาสนาและแผนที่เมืองเก่าของสุโขทัย

ด้านหน้าของพวกเราคือตัวอย่างพระพิมพ์ฝีมือพี่กบแห่งบ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์ ซึ่งมีถึง 850 พิมพ์ ทั้งหมดทำโดยนายช่างแห่งดินแดนพระร่วงผู้นี้

หลังจากให้ความรู้ด้านพุทธประวัติ ความเชื่อเรื่องไตรภูมิ รูปแบบเจดีย์ และพระพิมพ์พอหอมปากหอมคอแล้ว หนุ่มใหญ่ชาวสุโขทัยผู้ยังรักษาสำเนียงเหน่อแบบไทยกลางปนเหนือก็ถือไม้เท้าประคองร่างตนเองไปนั่งหน้าชั้นเรียน โดยมีหลาน ๆ พากันเชื้อเชิญให้แขกเหรื่อไปนั่งตามเก้าอี้ว่าง

ห้องทำเวิร์กชอปของพี่กบอยู่ใต้หลังคามุงจาก โต๊ะเรียนเป็นโต๊ะไม้ตัวยาวซึ่งทอดเรียงเป็นแถว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละคนจะได้รับพิมพ์อย่างน้อยคนละ 2 ชิ้น 2 ลาย กระปุกแป้ง และก้อนดินที่ใช้พิมพ์ ทั้งหมดจัดเรียงอย่างสวยงาม ประดับดอกลีลาวดี รวมทั้งมีผลไม้ตามฤดูกาล เช่น กล้วย เงาะ ที่พี่กบตั้งรอไว้ให้คนทำกิจกรรมได้เลือกกินได้ตามใจต้องการ

การสาธิตวิธีทำพระพิมพ์ของพี่กบเริ่มตั้งแต่นำดินเหนียวมาตำคลุกกับผงว่านมงคลและส่วนผสมทั้งหลายในครกให้ได้เนื้อดินตามคุณสมบัติ ก่อนนำดินที่ตำเสร็จแล้วไปกดลงกับพิมพ์ที่เตรียมไว้ ลบลายนิ้วมือที่ติดอยู่ด้านหลัง ก่อนจะมาถึงขั้นตอนสำคัญที่เขามักเน้นย้ำให้เจ้าของพระพิมพ์องค์นั้นหลับตาลง ตั้งจิตอธิษฐาน รำลึกถึงพุทธคุณและบุคคลที่พึงได้รับพระพิมพ์องค์นั้น

แม้ในระยะหลังอาการเจ็บป่วยในตัวพี่กบจะไม่ยินยอมให้เขาใช้ร่างกายซีกหนึ่งของตนเองได้ แต่ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต เขาก็ยังใช้ร่างกายอีกครึ่งที่เหลือในการตำดินและพิมพ์พระอย่างชำนิชำนาญเหมือนเคย

แกะดินออกจากพิมพ์ พระพิมพ์ที่เพิ่งพิมพ์ลายเสร็จใหม่สด ๆ ร้อน ๆ ยังต้องนำไปตากแดดให้ดินแห้งแข็ง เท่านี้ก็ได้พระพิมพ์เป็นอันสมบูรณ์

การสาธิตลุล่วงไปด้วยดี ทุกคนจึงแยกย้ายไปพิมพ์พระบนที่นั่งของตัวเอง ในรอบนี้พี่กบมอบหมายให้แต่ละคนพิมพ์พระองค์ใหญ่ขึ้น และพิมพ์ไปจนกว่าดินเหนียวในสำรับของตนจะหมด

คราวนี้อุปกรณ์ 2 สิ่งที่ทุกคนจะต้องหัดใช้เองคือแป้ง ซึ่งช่วยโรยให้เนื้อดินไม่ยึดกับพิมพ์ ทำให้แกะออกได้ง่ายขึ้น กับมีดคัตเตอร์ซึ่งกรีดลงบนดินตามจุดที่เห็นว่าบิ่น ล้ำ หรือไม่ได้ขอบรูปทรงที่สวยงาม

แล้วระหว่างรอการตากแดดอันนานโข เพื่อไม่ให้ผู้มาทำเวิร์กชอปเบื่อหน่าย พี่กบก็พาเราทุกคนมาเล่นกิจกรรมสนุก ๆ อีกอย่างหนึ่ง อย่างเกมยิงธนู ลูกธนูที่พี่กบกับหลานใช้ยิงเป็นแบบไม่มีหัว และใช้วิธีการยิงแบบล้านนาซึ่งมีการตั้งมือ เหนี่ยวคันธนูไม่เหมือนกับแถบยุโรป

ทั้งลุงและหลานผลัดกันสอนมือใหม่หัดยิงธนูไม่นาน ทุกคนก็เกิดความคุ้นชินและเพลิดเพลินกับการเล็งเป้า หลายคนยิงจนลืมเลยทีเดียวว่ากำลังรอให้พระพิมพ์ของตนแห้งอยู่

พี่กบเล่าด้วยสีหน้านิ่งเฉยเป็นนิจ หากน้ำเสียงเผยความภูมิใจว่า ลูกศิษย์ลูกหาหลายคนที่มาเรียนทำพระพิมพ์กับเขา สามารถพิมพ์พระขาย สร้างรายได้กับตัวเองมากมาย คนที่มาฝึกเรียนวิชาพิมพ์พระกับเขาก็ไม่ได้มีเฉพาะคนไทย แต่ยังอุดมด้วยชาวต่างชาติมากมายหลายสัญชาติ ซึ่งช่วยให้พี่กบได้หัดพูดภาษาอังกฤษจนคล่อง และขณะนี้กำลังฝึกภาษาจีนอยู่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชุดใหม่ที่กำลังจะหลั่งไหลมาจากแผ่นดินมังกรในเร็ววัน

เช่นเดียวกับโมทนาเซรามิก บ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์ของพี่กบเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ไม่ว่าใครก็เข้าชมและทำพระพิมพ์ฝีมือตนเองได้ แต่ต้องนัดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน พร้อมกับค่าใช้จ่ายอีกคนละ 300 บาทเท่านั้น

ทริปนี้ให้แง่คิดกับเราหลายอย่าง และทำให้เรามองจังหวัดนี้ในมุมแปลกไปจากเดิม

ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรสุโขทัยสมัยพ่อขุนอาจเหลือเพียงแค่อดีต แต่พื้นความรู้ความสามารถของผู้คนยังสืบต่อมาถึงปัจจุบัน และจะเชิดหน้าชูตาให้แดนรุ่งอรุณแห่งความสุขนี้ต่อไปในอนาคต

ภาพ : อำนาจ เพ็งเอี่ยม

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load