ปลายเดือนมีนาคมคือช่วงเวลาผัดเปลี่ยนของฤดูกาลที่สวิตเซอร์แลนด์ จากฤดูหนาวไปสู่ฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งความคาบเกี่ยวระหว่างฤดูนี่เองที่ทำให้เมืองเก่าแก่อย่างฟริบูร์ก (Fribourg) ดึงดูดให้ฉันต้องกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า

ด้วยภารกิจการงานที่ทำให้ต้องมาสวิตเซอร์แลนด์ในช่วงปลายมีนาคมของทุกปี ทำให้ฉันรู้สึกสนิทสนมกับที่นี่เป็นพิเศษ อันที่จริงตัวงานไม่ได้อยู่ที่ฟริบูร์ก แต่เลือกมาพักที่ฟริบูร์กก็เพราะความคลาสสิกและความสงบไม่พลุกพล่าน แถมรถไฟของสวิตก็เป็นระบบดีมาก ตรงเวลา รวดเร็ว ทำให้เราเดินทางข้ามเมืองได้ไม่ยากเลย

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

ฟริบูร์กเป็นเมืองเก่าอายุกว่าพันปี สร้างขึ้นตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 12 มีแม่น้ำล้อมรอบถึง 3 ด้าน ในยุคนั้นจึงเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมในเรื่องการศึกสงคราม ตั้งแต่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเบิร์น (Bern) เมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ในปัจจุบัน แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก ใช้เวลาเที่ยวแค่วันสองวันก็ครบหมดแล้ว

ถ้าหากนั่งรถไฟจากกรุงเบิร์นจะใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น และเมืองนี้ยังเป็นทางผ่านไปโลซานน์ (Lausanne) และเมืองอื่นๆ ทางใต้ของสวิตอีกด้วย ทำให้หลายๆ คนแวะเมืองนี้เพียงชั่วครู่ชั่วคราวแล้วจากไป แต่สำหรับฉัน ที่นี่คือเมืองสวยที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของยุคกลาง หลังคาบ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาลตัดกับภูเขาสีเขียวสด และด้วยลักษณะที่เป็นเนินสูงต่ำไล่ระดับจากภูเขาลงไปสู่แม่น้ำ มองลงไปจะเห็นบ้านเรือนเรียงรายเหมือนบ้านตุ๊กตาเลยทีเดียว

เมืองฟริบูร์กเป็นเมืองที่ถูกคั่นกลางด้วยแม่น้ำซารีน (Sarine) และความเก๋ก็คือ คนสองฝั่งแม่น้ำนี้เขาพูดกันคนละภาษา นั่นคือฝรั่งเศสและเยอรมัน แต่ในส่วนของตัวเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟ SBB บริเวณนั้นจะใช้ภาษาฝรั่งเศสหมดเลย ตั้งแต่ป้ายตามถนนหนทางต่างๆ ไปยันเมนูในร้านอาหาร อย่างไรก็ตาม คนทุกคนในเมืองนี้เป็นเนทีฟ Bilingual ทั้งภาษาฝรั่งเศสและเยอรมัน สามารถฟังพูดอ่านเขียนได้อย่างคล่องแคล่วทั้งสองภาษา ยิ่งกว่าภาษาอังกฤษเสียอีก

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

ฉันเคยรู้มาว่าเด็กๆ ในเมืองนี้เมื่อเข้าเรียน ที่โรงเรียนก็จะสอนภาษาเยอรมันและฝรั่งเศสก่อน พอเรียนถึงในระดับชั้นที่โตขึ้นจึงค่อยมีการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 3

วันแรกที่เดินอยู่ในฟริบูร์ก ฉันรู้สึกว่าตัวเองแต่งตัวจัดที่สุดในเมืองแล้ว ด้วยความที่มันคาบเกี่ยวระหว่างฤดูหนาวกับใบไม้ผลิ เสื้อผ้าในกระเป๋าที่เตรียมมาก็จะเป็นเฟอร์บ้าง โค้ตบ้าง รองเท้าบู๊ตบ้าง แต่อยู่ๆ เมื่อวันที่อากาศอบอุ่นขึ้นโดยที่เราไม่ได้เช็กอุณหภูมิล่วงหน้าก่อนออกจากที่พัก เดินตามถนนก็จะเด๋อๆ นิดหนึ่ง เพราะคนส่วนใหญ่ในเมืองนี้แต่งตัวชิลล์มาก สวมกางเกงยีนส์ เสื้อยืด รองเท้าผ้าใบ จนเราอยากจะเข้าไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ที่ห้างแถวนั้นเปลี่ยน

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

ไฮไลต์ที่เที่ยวในเมืองนี้มีอยู่ไม่กี่แห่ง เริ่มจากโซนเมืองเก่า แถวนั้นจะมีมหาวิหารเซนต์นิโคลัส (Saint Nicolas) สูงเด่นเป็นตระหง่านที่สุดในเมือง เราสามารถขึ้นไปบนหอคอยด้านบนเพื่อชมวิวได้โดยต้องเสียค่าเข้าชม แต่สำหรับตัววิหารด้านในเข้าไปได้ฟรี ในขณะที่ใกล้ๆ วิหารเป็นถนนที่มีตรอกซอกซอย ตามทางเราก็จะเห็นน้ำพุเป็นระยะๆ ซึ่งโดยรอบก็จะมีร้านรวงมากมายให้กินให้ช้อปและเดินเล่น

ถ้าเดินมาถึงมหาวิหารแล้ว เดินต่อไปอีกไม่ไกลมากจะเจอสะพานข้ามแม่น้ำเล็กๆ โดยที่ด้านล่างเป็นสนามหญ้า มีผู้คนมานั่งเล่นอาบแสงแดด บ้างก็มาวาดรูป บ้างก็เอาอาหารมานั่งปิกนิกกับเพื่อน ฉันลงไปนั่งปล่อยใจอยู่ตรงนั้นสักพักใหญ่แล้วรู้สึกชอบมากเลยเวลาที่เห็นแสงแดดกระทบกับหลังคาสีส้มของบ้านเรือนต่างๆ แม้ว่าต้นไม้จะยังโกร๋น แทบจะไร้ดอกไร้ใบ แต่เราก็เริ่มเห็นสัญญาณของการผลิบานและเติบโตที่กำลังค่อยๆ มาถึง

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

การเดินเล่นในเมืองนี้ ถึงแม้พื้นถนนหลายแห่งจะเป็นหินซึ่งเดินไม่ง่ายเท่าไร แถมบางจุดก็ยังเป็นเนินสูงชัน แต่เขามีตัวช่วยอย่าง Funicular หน้าตาเป็นรถสีเขียวๆ แล่นบนรางที่จะพาเราขึ้นและลงเขาชันๆ ได้อย่างน่าสนุก รถสายนี้สร้างมาตั้งแต่ปี 1899 เชื่อมระหว่างย่าน Basse-Ville หรือตรงด้านล่างของภูเขา กับใจกลางเมือง อยากให้ทุกคนมาลองนั่งดูสักครั้งเพราะเราจะได้เห็นวิวเมืองของฟริบูร์กในรูปแบบที่แปลกตา อ้อ! ถ้ามีสวิสพาสก็สามารถขึ้นรถคันนี้ได้ฟรีด้วยนะ

สวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์

อย่างไรก็ตาม ฟริบูร์กไม่ได้มีแต่ความเก่าอย่างเดียว ที่นี่ยังมีห้างสรรพสินค้าที่ทันสมัย มีร้านขายแผ่นเสียง มีร้านไอศครีม ร้านขายเสื้อผ้ากระเป๋ารองเท้าแบรนด์เนม รวมไปถึงร้านกาแฟเก๋ๆ ฮิปๆ หลายร้าน ที่แนะนำเลยก็คือ Cyclo Café ที่แต่งร้านได้น่ารักสุดๆ ด้วยความที่เจ้าของร้านรักการขี่จักรยาน จึงได้แรงบันดาลใจมาตกแต่งร้านด้วยสิ่งของที่เกี่ยวกับจักรยาน ภายในร้านมีทั้งที่นั่งแบบเป็นโต๊ะ อินดอร์ เอาต์ดอร์ แล้วยังมีที่นั่งแบบเคาน์เตอร์บาร์เหมาะสำหรับคนที่มาคนเดียวอย่างเรา แค่เริ่มมื้อเช้าด้วยครัวซองต์กับกาแฟสักแก้วก็รู้สึกเป็น Good morning ที่จะทำให้เราอารมณ์ดีไปทั้งวันแล้ว

หลายคนบอกว่ามาเมืองนี้ครั้งเดียวก็เกินพอเพราะไม่ค่อยมีอะไรเที่ยว แต่ไม่รู้ทำไมเราไปตั้ง 2 รอบแล้วก็ยังรู้สึกอยากไปอีก คงเพราะความเรียบง่ายของทั้งผู้คนและสถานที่ แล้วก็การผสมผสานกันระหว่างความเก่าและใหม่ที่ลงตัวมั้งที่ทำให้ฟริบูร์กมีเสน่ห์เหลือเกิน

สวิตเซอร์แลนด์

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อัญวรรณ ทองบุญรอด

นักเขียน/นักดนตรี เจ้าของผลงานหนังสือ 'เวียนนา ลาทีโด' และบล็อกท่องเที่ยว lavieenroad.com นอกจากเล่นเชลโลแล้วยังชอบออกเดินทางคนเดียวอยู่เสมอๆ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ตุลาคมเป็นเดือนศักดิ์สิทธิ์ ผมบอกตัวเองแบบนั้น เพราะเดือนนี้ดูจะมีงานเซ่นสังเวยมากมายในหลากหลายวัฒนธรรมของโลก ชาวจีนถือศีลกินเจ ชาวอินเดียมีงานนวราตรี ชาวคาทอลิกฉลองเดือนลูกประคำศักดิ์สิทธิ์ ชาวไทยมีสารทไทยอยู่ทุกภาค ทั้งตานก๋วยสลาก บุญข้าวสาก และสารทเดือนสิบ ชาวเม็กซิกันฉลอง ‘วันรำลึกผู้วายชนม์ (Day of the Dead)’ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ที่แปลกและกินใจที่สุดเทศกาลหนึ่งของโลก 

“คืนนี้ไปสุสานกัน” เพื่อนเม็กซิกันชวนผม สมัยที่เราเรียนปริญญาโทกันอยู่ในเมืองหลวงกรุงเม็กซิโก ตอนนั้นไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับเทศกาลนี้เลย ฝ่าลมหนาวไปถึงสุสานใหญ่ชานเมืองหลวงก็รู้สึกเหมือนกับไปเที่ยวงานวันฮาโลวีน 

จะสะดุดตาก็ตรงที่ในสุสานวันนั้นมีดอกไม้สดสวยๆ ประดับเต็มไปหมด เทียนไขยาวจุดไฟวิบวับตามหลุมศพ คุณลุงใส่หมวกคาวบอยนั่งเฝ้าข้างหลุมกลางแสงเทียน ทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจ ผมก็ใช้แฟลชกดถ่ายรูปกล้องฟิล์มมาหลายใบ 

พาเที่ยวเทศกาลแห่งความตาย Day of the Dead งานเช็งเม้งแสนสนุกในกรุงเม็กซิโก

  เม็กซิโกกลายเป็นบ้านหลังที่สองของผมอยู่ 2 ปี ถ้าจะอ้างว่าเลือดเนื้อที่เจือด้วยแป้งข้าวโพดทาโก้และเตกีล่านั้น ทำให้ผมกลายเป็นเม็กซิกันครึ่งตัวก็คงจะไม่ผิด มุมมองลูกครึ่งจีนเห็นคนไปไหว้สุสานก็ไม่พ้นที่จะนึกถึงเทศกาลเช็งเม้งที่เคยไปไหว้ตอนเด็ก ภาพคนเป็นไปเยี่ยมคนตายวันนั้นยังคาใจ และทำให้อยากกลับไปถ่ายรูปสวยๆ ด้วยกล้องทันสมัยในอีก 6 ปีต่อมา

เพื่อนคนไทยชอบถามว่าเม็กซิโกเป็นประเทศเจริญกว่าเราไหม เป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะประเทศนี้มีทั้งคนรวยติดอันดับโลกและคนจนข้นแค้นขอทาน แต่ถ้าถามว่าคนใจดีไหม ผมตอบได้แบบไม่ลังเลว่าคนดีน้ำใจงามมีดาษดื่น ยิ่งจนก็ยิ่งมีน้ำใจและศรัทธาในศาสนาสูงมาก คนถูกหล่อหลอมออกมาได้แปลก ด้วยวัฒนธรรมชนเผ่าโบราณหลายเผ่าอายุหลายพันปี ผสมผสานกลืนเข้ากับการเป็นอาณานิคมสเปนที่นำความเชื่อใหม่แบบคาทอลิกเข้าไป ในเมืองหลวงเราจึงจะเห็นทั้งเหล่าบรรดาผู้ศรัทธาคลานเข่าจากสถานีรถไฟใต้ดินไปจนถึงวัดพระแม่มาเรียแห่งกวาดาลูเป้ และอีกมุมหนึ่งของเมืองก็มีตลาด Sonora ที่ผมตั้งชื่อว่า ‘ตลาดพ่อมด’ ขายอุปกรณ์ทุกอย่างที่หมอผีต้องการ โดยไม่ต้องไปเรียนไกลถึงฮอกวอตส์

พาเที่ยวเทศกาลแห่งความตาย Day of the Dead งานเช็งเม้งแสนสนุกในกรุงเม็กซิโก

ความเชื่อเรื่องความตายของคนที่นั่นก็เลยมีความพิเศษมาตั้งแต่ยุคก่อนโคลัมบัส ชาวพื้นเมืองเชื่อว่าความตายไม่ใช่การดับสูญ แต่เป็นการ ‘ตื่น’ ขึ้นในโลกใหม่ เป็นแค่ก้าวหนึ่งของชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไปเหมือนเดิม สถานที่ที่คนตายจะไป ไม่ได้เกิดจากผลของการกระทำดีชั่วในช่วงที่มีชีวิต แต่ไปตามสภาวะตอนที่ตาย เช่น นักรบที่ถูกจับสังเวยและหญิงตายตอนคลอดลูกจะได้ไปแดนสุริยะเทพ คนจมน้ำตายจะไปกับพระพิรุณ ส่วนคนตายปกติจะไปปรโลกที่เรียกว่า ‘มิกตะลัน’ (Mictlán) ดินแดนที่จะพำนักไปตลอดกาล และเมื่อถึงช่วงหนึ่งของปี ก็จะได้รับอนุญาตให้กลับมาเยี่ยมญาติบนโลกเก่าได้ 

วันแห่งคนตายของเม็กซิโก เป็นช่วงที่เชื่อว่าวิญญาณจะกลับมาเยี่ยมญาติ ดูจะบังเอิญจัดขึ้นตรงกับช่วงที่ชาวยุโรปมีเทศกาลฮาโลวีน วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี ตามตำราระบุว่าในยุคโบราณผู้คนมีการเซ่นสรวงอยู่ตลอดทั้งปี ด้วยอาหาร เพลง ระบำ และบูชายัญด้วยเด็กหรือทาส อาจเพราะการเปลี่ยนแปลงหลังการปกครองของสเปน การบูชายัญจึงถูกห้ามและเทศกาลนี้ยังคงเหลืออยู่ ตรงกับช่วงวันสมโภชน์นักบุญของชาวคริสตัง (คริสตศาสนิกชนที่นับถือนิกายโรมันคาทอลิก)

พิธีเช็งเม้งแบบเม็กซิโกโดยทั่วไปจะไหว้กันวันที่ 1 และ 2 พฤศจิกายน แต่บางเมืองเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม ตำราบอกว่าเพื่อเป็นการอุทิศให้ผีตายโหง ส่วนวันที่ 31 ตุลาคม หรือ 1 พฤศจิกายน ไหว้ผีเด็ก วันที่ 2 พฤศจิกายนเห็นตรงกันว่าเป็นวันไหว้ผีผู้ใหญ่ ความขลังของเดือนตุลาคมสำหรับชาวเม็กซิกันยังตรงกับวันบูชานักบุญยูดาอัครทูต (San Judas Tadeo) ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 28 ตุลาคมของทุกปี การที่ท่านได้รับความนิยมมากและเป็นนักบุญอุปถัมภ์ ‘สถานการณ์ที่หมดหวังและการต่อสู้ที่ไม่มีทางชนะ’ บอกอะไรเราได้หลายๆ อย่างเกี่ยวกับชีวิตของคนที่นั่น

พาเที่ยวเทศกาลแห่งความตาย Day of the Dead งานเช็งเม้งแสนสนุกในกรุงเม็กซิโก
วันฉลองนักบุญยูดาอัครทูตหน้าโบสถ์ San Hipolito กลางกรุงเม็กซิโก

แน่นอน การกลับไป ‘เยี่ยมบ้าน’ ของผมใน พ.ศ. 2553 จะเป็นเดือนอื่นไปไม่ได้นอกจากตุลาคม 

วันแรกผมไม่พลาดที่จะแวะไปไหว้พระแม่กวาดาลูเป้ ผู้คุ้มครองดินแดนแห่งนี้ 

ผู้คนต่างมุ่งตรงมาไหว้ท่านอยู่ตลอด การเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรคาทอลิกมากที่สุดในโลก ถึงขนาดที่ต้องย้ายพระแม่ออกมาจากโบสถ์เก่าแล้วสร้างสเตเดี้ยมใหม่ พร้อมระบบทางเลื่อนไม่ให้คนไปกระจุกตัวไหว้ท่านที่จุดเดียว ผู้คนแหงนคอตั้งบ่า บ้างไหว้ บ้างถ่ายรูป ชี้ชวนกันดูภาพอัศจรรย์ที่ท่านปรากฏขึ้นประทานไว้บนผืนผ้านุ่งของคนพื้นเมือง

“โอ้ โซกาโล่ (Zocalo) ที่รัก” ผมกรีดร้องดีใจอยู่คนเดียว ในจังหวะที่เดินขึ้นจากรถไฟใต้ดินมาโผล่จัตุรัสกลางเมืองที่รายล้อมไปด้วยมหาวิหาร สำนักงานประธานาธิบดี ศาลาว่าการเมือง และซากมหาพีระมิดเก่า ใครที่คิดว่างานรำลึกถึงคนตายจะต้องมีสีขาวดำทะมึนหม่นหมอง นั่นไม่ใช่คนเม็กซิกันแน่ ความตายถูกคนที่นี่เอามาล้อเลียนสาดสีสันใส่ โซกาโล่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นสุสานชั่วคราวกลางเมือง โดยที่ไม่มีใครว่าเป็นการอัปมงคล มีการจัดประกวดซุ้มแห่งความตาย เพื่อสะท้อนปัญหาสังคมหรือรำลึกถึงคนสำคัญที่จากไป มีขบวนแห่ตุ๊กตาเปเปอร์มาเช่ ปีนั้นฉลองครบรอบ 100 ปีการปฏิวัติประเทศ เหล่าบรรดาผีนักปฏิวัติก็เลยพร้อมใจกันแบกปืนสะพายลูกกระสุนกลับมา บางปีจัตุรัสนี้ก็กลายเป็นลานดอกดาวเรือง (ภาษานาฮัวต์ เรียกว่า เซมปาโซชิตล์ cempaxochitl) บางปีมีการตั้งเตาอบ ‘ขนมปังคนตาย’ (Pan de muerto) แจกคนเป็น

พาเที่ยวเทศกาลแห่งความตาย Day of the Dead งานเช็งเม้งแสนสนุกในกรุงเม็กซิโก
รูปจำลองของ Mictlantecuhtli เทพแห่งความตายและความมืดยะเยือก ถูกเอามาล้อให้เป็นอีกด้านของต้นไม้แห่งชีวิต

ตามร้านค้าคึกคักตลอดทั้งเดือนด้วยการแต่งร้านให้มีบรรยากาศของความตาย แผงลอยที่ปกติขายขนมธรรมดา ช่วงตุลาคมจะมีหัวกะโหลกน้ำตาลหรือช็อกโกแลต ตุ๊กตาปิญาต้า ที่ให้เด็กตีเล่นก็ต้องเป็นเหล่าผีน้อย 2 ปีนี้ ปิญาต้าไวรัสโคโรน่าขายดีแน่นอน 

ตามบ้านเรือน มองเผินๆ ก็อาจจะดูเหมือนฝรั่งแต่งบ้านแบบฮาโลวีน แต่ถ้าลองได้เข้าไปในบ้านแล้ว ผีที่กลับมาเยี่ยมจะต้องร้องว้าวแน่นอน ทุกบ้านและออฟฟิศในเม็กซิโกช่วงนี้จะทำแท่นไหว้บรรพบุรุษขึ้นด้านใน ตั้งไว้กลางบ้านหรือห้องทานข้าว บนแท่นมีรูปภาพของคนตาย อาหารที่พวกเขาชอบ ข้าว แป้งตอร์ตีย่า เหล้าเตกีล่า บุหรี่ มีน้ำดื่มแก้กระหายหลังการเดินทางไกลกลับมา มีเกลือแทน ‘รสชาติของชีวิต’ หัวกะโหลกน้ำตาลที่อาจจะเขียนทั้งชื่อคนตายและคนเป็น ขนมปังคนตาย จุดเทียนเป็นแสงทางเดินหรือโรยกลีบดอกดาวเรืองนำทางจากประตูบ้านเข้าไปที่แท่น ตกแต่งด้วยซุ้มดอกไม้ กระดาษว่าวเจาะรูเป็นรูปต่างๆ (เห็นแล้วนึกถึงกระดาษเจาะรูของจีน) จุดเครื่องหอม พอไหว้เสร็จก็เอาของไหว้มากินได้

พิธีการยากที่ขึ้นมาหน่อยของเทศกาลนี้ คือการแต่งกลอนล้อกัน กลอนที่แต่งจะพูดถึงชีวิต ความตาย ความทุกข์ ความสุข ส่วนใหญ่จะล้อเพื่อนหรือนักการเมืองที่มีชีวิตอยู่ว่าตายไปแล้วเป็นยังไงบ้าง

พาเที่ยวเทศกาลแห่งความตาย Day of the Dead งานเช็งเม้งแสนสนุกในกรุงเม็กซิโก
แท่นที่ตั้งขึ้นง่ายๆ ในคณะของมหาวิทยาลัย วางตั้งทิ้งไว้เป็นอาทิตย์
พาเที่ยวเทศกาลแห่งความตาย Day of the Dead งานเช็งเม้งแสนสนุกในกรุงเม็กซิโก
หลายบ้าน ‘ขิง’ แท่นบูชากันไว้หน้าบ้านเลย
พาเที่ยวเทศกาลแห่งความตาย Day of the Dead งานเช็งเม้งแสนสนุกในกรุงเม็กซิโก
ผีฟรีด้าที่บ้านสีฟ้าของนาง
พาเที่ยวเทศกาลแห่งความตาย Day of the Dead งานเช็งเม้งแสนสนุกในกรุงเม็กซิโก
แท่นไหว้ José María Morelos หนึ่งในผู้นำการปฏิวัติชาติ
บัณฑิตป.โท เม็กซิโก พาเที่ยวรำลึกความหลัง คนตาย ความเชื่อ วัฒนธรรม กับเทศกาลฉลองต้อนรับผู้วายชนม์กลับบ้าน
แท่นไหว้นักเขียน Carlos Monsiváis ที่เสียชีวิตในปีนั้น
บัณฑิตป.โท เม็กซิโก พาเที่ยวรำลึกความหลัง คนตาย ความเชื่อ วัฒนธรรม กับเทศกาลฉลองต้อนรับผู้วายชนม์กลับบ้าน
ตามศูนย์วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑ์ เล่นใหญ่กันมาก

แท่นบูชาเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์หลังฤดูเก็บเกี่ยว มีภาพคนตายที่รายล้อมไปด้วยสี กลิ่น รส ผัสสะของคนเป็น หลายที่มีการประกวดการตกแต่งแท่นในหัวข้อต่างๆ ประเด็นความตายที่มักถูกยกมาแสดงก็มีทั้งอาชญากรรม สิทธิสตรีและเด็ก ผมได้รูปถ่ายของแท่นบูชาและงานในเมืองหลวงมาครบสมใจ ยังขาดภาพคนไปไหว้สุสาน ซึ่งจะต้องเตรียมให้ดีเพราะมีแค่วันที่ 1 และ 2 เท่านั้น ผมเลือกสุสานที่ว่ากันว่าสวยและโรแมนติกที่สุดในเม็กซิโก

ผมซื้อตั๋วจากสถานีรถสายเหนือไปเมือง Pátzcuaro เมืองเล็กๆ ในรัฐ Michoacan ทางตะวันตกของเมืองหลวง ข้ามเขาไป 360 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 6 ชั่วโมง แต่วันนั้นผมบังเอิญได้เวลาแถมมา 1 ชั่วโมง เพราะลืมไปว่าวันที่ 31 ตุลาคม เวลาท้องถิ่นจะถูกปรับถอยหลังลงเป็นเวลาฤดูหนาว

บัณฑิตป.โท เม็กซิโก พาเที่ยวรำลึกความหลัง คนตาย ความเชื่อ วัฒนธรรม กับเทศกาลฉลองต้อนรับผู้วายชนม์กลับบ้าน

ปาซกัวโร่ เป็นเมืองเล็กที่เกือบจะได้เป็นเมืองหลวงของรัฐ มีการอนุรักษ์ตึกแบบเก่าเอาไว้ อาคารชั้นเดียวสร้างต่อกันเป็นแถบยาวไปทั้งถนน หลังคามุงกระเบื้องแผ่นโค้ง ผนังสีขาวทาแถบแดงครึ่งล่างและหน้าต่าง ได้ยินเสียงระฆังจากโบสถ์เก่า ผู้คนออกมาซื้อของและดอกไม้จากตลาดกันคึกคัก ในสุสานเริ่มมีคนเอาดอกไม้ พวงหรีดพลาสติกสีสด กระดาษเจาะรู เข้าไปแต่งหลุมศพ บ้างก็ห้อยดอกไม้ไว้ตามรั้วกั้นของหลุม หรือเสียบใส่กระป๋อง หลายครอบครัวกำลังลงสีป้ายหลุมใหม่ 

หลายหลุมเขียนบนไม้กางเขนว่า ‘Perpetuidad’ แปลว่า ‘อนันตกาล’

บัณฑิตป.โท เม็กซิโก พาเที่ยวรำลึกความหลัง คนตาย ความเชื่อ วัฒนธรรม กับเทศกาลฉลองต้อนรับผู้วายชนม์กลับบ้าน

วันที่รอคอย 1 พฤศจิกายน บนถนนที่มุ่งหน้าไปสุสาน มีแผงตั้งขายดอกดาวเรือง ดอกหงอนไก่ฝรั่ง ที่ที่นี่เรียก ‘ดอกตีนสิงโต’ พวงหรีดพลาสติก และสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในการตกแต่ง เช่น กระป๋องเปล่าของพริกดองยี่ห้อหนึ่งที่ขนาดพอดีแทนแจกัน กระป๋องสีเปล่าใช้ตักน้ำทำความสะอาดหลุม ถั่วกินเล่นของคนเป็น ไม่เห็นใครเอาอาหารมาไหว้ที่หลุมศพ คงให้วิญญาณกลับไปกินเองที่บ้าน 

ภายในสุสานคึกคักมากด้วยผู้คนที่กำลังขัดล้างและตกแต่ง ‘บ้าน’ ของคนที่รัก ราวกับเราได้เดินเข้าไปในสวนดอกไม้ที่พร้อมใจกันผลิบานในฤดูหนาว บรรยากาศอบอวลด้วยความสุขปนเศร้า เมื่อนึกว่าคนเหล่านั้นกำลังสูญเสียใครบางคนไป เป็นวันที่คนได้อยู่ใกล้ชิดกับความตาย ได้หัวเราะและร้องไห้กับวิญญาณที่ต่างกลับมาเยี่ยมเยียนกัน

บัณฑิตป.โท เม็กซิโก พาเที่ยวรำลึกความหลัง คนตาย ความเชื่อ วัฒนธรรม กับเทศกาลฉลองต้อนรับผู้วายชนม์กลับบ้าน
บัณฑิตป.โท เม็กซิโก พาเที่ยวรำลึกความหลัง คนตาย ความเชื่อ วัฒนธรรม กับเทศกาลฉลองต้อนรับผู้วายชนม์กลับบ้าน

สำเร็จไปอีกโจทย์ เหลือภาพชุดสุดท้ายที่ผมต้องรอถ่ายสุสานตอนกลางคืน 

คราวนี้ต้องนั่งเรือข้ามทะเลสาบไปเกาะเล็กๆ ที่ชื่อว่า ‘คณิตซิโอ’ (Janitzio) เกาะแห่งฝนนี้เป็นเกาะกลมเล็ก มีบ้านเรือนล้อมอยู่แน่นขนัด และมีชื่อเสียงว่าสุสานของที่นี่ส่องประกายงามมากยามค่ำ

บัณฑิตป.โท เม็กซิโก พาเที่ยวรำลึกความหลัง คนตาย ความเชื่อ วัฒนธรรม กับเทศกาลฉลองต้อนรับผู้วายชนม์กลับบ้าน

อากาศฤดูหนาวของเม็กซิโกตอนกลางคืนยิ่งเย็บเฉียบ ผมฆ่าเวลาไปรอบเกาะด้วยการแวะชมบ้าน โบสถ์ และอนุสาวรีย์โมเรโลส ยืนชูมือกลางเกาะ แวะสั่งเกซาดิย่าไส้เนื้อกินหน้าร้านที่ตั้งโต๊ะพลาสติกไว้ข้างทาง วิวที่มองลงไปเห็นทะเลสาบมีแสงไฟวิบวับจากเมืองฝั่งตรงข้ามและเรือที่กำลังแล่นเข้ามา สวยเกินบรรยาย ที่สนามบนเกาะยังมีการแสดงของเด็กๆ ใส่ชุดพื้นเมืองเต้นระบำหน้ากากคนแก่ การแสดงชุดหนุ่มพายเรือสาวถือตะกร้า และการแสดงเกี่ยวกับวันรำลึกผู้วายชนม์

พอการแสดงจบลง ผมเดินไปที่สุสานบนเกาะ กลับพบว่า สุสานปิด! เฮ้ย! 

ผมพยายามมองลอดรั้วเข้าไปก็มีเพียงแสงเทียนไม่กี่ดวงกับเหล่าหลุมศพในความมืด ไม่ได้นะ เดินทางข้ามโลกมาตั้งไกลจะมาขาดรูปชุดนี้ไม่ได้ ความหวังสุดท้ายของผมก็คือการนั่งเรือกลับไปสุสานในเมือง รีบก้าวเดินตัวหนาวสั่นไปบนทางที่ปูด้วยหินเงาวับ มีแสงรำไรจากบ้านที่จุดเทียนนำทางวิญญาณให้เข้าบ้าน แต่ก็ต้องใจสลายอีกครั้ง เมื่อพบว่าประตูสุสานในเมืองก็ปิดเช่นกัน ถามได้ความว่าช่วงนั้นมีข่าวอาชญากรรมเยอะมาก จึงต้องปิดตอนกลางคืนเพื่อความปลอดภัย

บัณฑิตป.โท เม็กซิโก พาเที่ยวรำลึกความหลัง คนตาย ความเชื่อ วัฒนธรรม กับเทศกาลฉลองต้อนรับผู้วายชนม์กลับบ้าน

ผมยืนเศร้าอยู่หน้าประตูสุสาน ราวกับเป็นวิญญาณที่กลับเข้าบ้านไม่ได้ ผมคิดว่าผีกระดูกด้านในอาจจะกำลังถือขวดเตกีล่าหัวเราะร่า และตะโกนข้ามรั้วออกมาว่า “เสียใจด้วยนะ ความแน่นอนเดียวของชีวิต ก็คือ ความตาย ฮ่าๆๆ”

“ได้ วันนี้ไม่ใช่วันของข้า แล้วจะกลับมาใหม่” ผมตะโกนตอบผีไปเป็นภาษาสเปน

บัณฑิตป.โท เม็กซิโก พาเที่ยวรำลึกความหลัง คนตาย ความเชื่อ วัฒนธรรม กับเทศกาลฉลองต้อนรับผู้วายชนม์กลับบ้าน

หลังจากแวะเที่ยวเมืองใหญ่ๆ สวยๆ แถบโคโลเนียลตะวันตกเม็กซิโกที่ผมไม่เคยมาถึง ก็กลับมาขึ้นเครื่องที่เมืองหลวง เพื่อนรุ่นพ่อ Javier อุตส่าห์ให้ที่พักในบ้านพี่สาว ทั้งขับรถมารับส่งและเลี้ยงส่งกับครอบครัว Rocio มากับลูกชายที่ผมไม่เคยเจอ ผมเอาของฝากเป็นหนังสือทำอาหารไทยไปให้ เพราะไม่ได้เจอกันเลยตลอดวันที่มา ป้า Refugio ที่เคยยกแล็ปท็อปให้ผมใช้เรียนจนจบ กุลีกุจอแอบไปหาซื้อหนังสือสารคดีเกี่ยวกับพีระมิดมาฝากเพราะผมพูดถึงขึ้นมา 

เรากอดลากันด้วยน้ำตา สัญญาว่าจะกลับมาเยี่ยมใหม่อีกแน่นอน

ผมยื่นตั๋วและหนังสือเดินทางก่อนขึ้นเครื่อง ตั๋วใบนั้นเขียนไว้ว่า Mexico City-Mictlán 

ข้อมูลอ้างอิง

Museo Nacional de Antropología. Disfrutar de la Muerte en Vida. Mexico D.F.: INAH, 2010.

Mermes Pablo Sandoval Hernández y Camelia Margalli Hernández. Día de Muertos. Mexico D.F.: Universidad Pedagógica Nacional, 1997.

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

กิตติพงศ์ นาไสยา

อดีตนักเรียนแลกเปลี่ยนไทยในอาร์เจนตินารุ่นที่ 2 เป็นคนไทยคนแรกที่ได้ทุนปริญญาโทจากรัฐบาลเม็กซิโกและอยู่รอดจนจบหลักสูตร เริ่มเล่นสเก็ตบอร์ดนับตั้งแต่นั้น ชื่นชอบการถ่ายภาพและการท่องเที่ยว สมัยเรียนเล่นกีฬาแย่มาก จนต้องแก้มือด้วยการวิ่งมาราธอน หลังโควิดมีแผนจะเริ่มซ้อมเพื่อลงมาราธอนครั้งที่ 12

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load