ปลายเดือนมีนาคมคือช่วงเวลาผัดเปลี่ยนของฤดูกาลที่สวิตเซอร์แลนด์ จากฤดูหนาวไปสู่ฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งความคาบเกี่ยวระหว่างฤดูนี่เองที่ทำให้เมืองเก่าแก่อย่างฟริบูร์ก (Fribourg) ดึงดูดให้ฉันต้องกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า

ด้วยภารกิจการงานที่ทำให้ต้องมาสวิตเซอร์แลนด์ในช่วงปลายมีนาคมของทุกปี ทำให้ฉันรู้สึกสนิทสนมกับที่นี่เป็นพิเศษ อันที่จริงตัวงานไม่ได้อยู่ที่ฟริบูร์ก แต่เลือกมาพักที่ฟริบูร์กก็เพราะความคลาสสิกและความสงบไม่พลุกพล่าน แถมรถไฟของสวิตก็เป็นระบบดีมาก ตรงเวลา รวดเร็ว ทำให้เราเดินทางข้ามเมืองได้ไม่ยากเลย

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

ฟริบูร์กเป็นเมืองเก่าอายุกว่าพันปี สร้างขึ้นตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 12 มีแม่น้ำล้อมรอบถึง 3 ด้าน ในยุคนั้นจึงเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมในเรื่องการศึกสงคราม ตั้งแต่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเบิร์น (Bern) เมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ในปัจจุบัน แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก ใช้เวลาเที่ยวแค่วันสองวันก็ครบหมดแล้ว

ถ้าหากนั่งรถไฟจากกรุงเบิร์นจะใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น และเมืองนี้ยังเป็นทางผ่านไปโลซานน์ (Lausanne) และเมืองอื่นๆ ทางใต้ของสวิตอีกด้วย ทำให้หลายๆ คนแวะเมืองนี้เพียงชั่วครู่ชั่วคราวแล้วจากไป แต่สำหรับฉัน ที่นี่คือเมืองสวยที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของยุคกลาง หลังคาบ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาลตัดกับภูเขาสีเขียวสด และด้วยลักษณะที่เป็นเนินสูงต่ำไล่ระดับจากภูเขาลงไปสู่แม่น้ำ มองลงไปจะเห็นบ้านเรือนเรียงรายเหมือนบ้านตุ๊กตาเลยทีเดียว

เมืองฟริบูร์กเป็นเมืองที่ถูกคั่นกลางด้วยแม่น้ำซารีน (Sarine) และความเก๋ก็คือ คนสองฝั่งแม่น้ำนี้เขาพูดกันคนละภาษา นั่นคือฝรั่งเศสและเยอรมัน แต่ในส่วนของตัวเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟ SBB บริเวณนั้นจะใช้ภาษาฝรั่งเศสหมดเลย ตั้งแต่ป้ายตามถนนหนทางต่างๆ ไปยันเมนูในร้านอาหาร อย่างไรก็ตาม คนทุกคนในเมืองนี้เป็นเนทีฟ Bilingual ทั้งภาษาฝรั่งเศสและเยอรมัน สามารถฟังพูดอ่านเขียนได้อย่างคล่องแคล่วทั้งสองภาษา ยิ่งกว่าภาษาอังกฤษเสียอีก

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

ฉันเคยรู้มาว่าเด็กๆ ในเมืองนี้เมื่อเข้าเรียน ที่โรงเรียนก็จะสอนภาษาเยอรมันและฝรั่งเศสก่อน พอเรียนถึงในระดับชั้นที่โตขึ้นจึงค่อยมีการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 3

วันแรกที่เดินอยู่ในฟริบูร์ก ฉันรู้สึกว่าตัวเองแต่งตัวจัดที่สุดในเมืองแล้ว ด้วยความที่มันคาบเกี่ยวระหว่างฤดูหนาวกับใบไม้ผลิ เสื้อผ้าในกระเป๋าที่เตรียมมาก็จะเป็นเฟอร์บ้าง โค้ตบ้าง รองเท้าบู๊ตบ้าง แต่อยู่ๆ เมื่อวันที่อากาศอบอุ่นขึ้นโดยที่เราไม่ได้เช็กอุณหภูมิล่วงหน้าก่อนออกจากที่พัก เดินตามถนนก็จะเด๋อๆ นิดหนึ่ง เพราะคนส่วนใหญ่ในเมืองนี้แต่งตัวชิลล์มาก สวมกางเกงยีนส์ เสื้อยืด รองเท้าผ้าใบ จนเราอยากจะเข้าไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ที่ห้างแถวนั้นเปลี่ยน

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

ไฮไลต์ที่เที่ยวในเมืองนี้มีอยู่ไม่กี่แห่ง เริ่มจากโซนเมืองเก่า แถวนั้นจะมีมหาวิหารเซนต์นิโคลัส (Saint Nicolas) สูงเด่นเป็นตระหง่านที่สุดในเมือง เราสามารถขึ้นไปบนหอคอยด้านบนเพื่อชมวิวได้โดยต้องเสียค่าเข้าชม แต่สำหรับตัววิหารด้านในเข้าไปได้ฟรี ในขณะที่ใกล้ๆ วิหารเป็นถนนที่มีตรอกซอกซอย ตามทางเราก็จะเห็นน้ำพุเป็นระยะๆ ซึ่งโดยรอบก็จะมีร้านรวงมากมายให้กินให้ช้อปและเดินเล่น

ถ้าเดินมาถึงมหาวิหารแล้ว เดินต่อไปอีกไม่ไกลมากจะเจอสะพานข้ามแม่น้ำเล็กๆ โดยที่ด้านล่างเป็นสนามหญ้า มีผู้คนมานั่งเล่นอาบแสงแดด บ้างก็มาวาดรูป บ้างก็เอาอาหารมานั่งปิกนิกกับเพื่อน ฉันลงไปนั่งปล่อยใจอยู่ตรงนั้นสักพักใหญ่แล้วรู้สึกชอบมากเลยเวลาที่เห็นแสงแดดกระทบกับหลังคาสีส้มของบ้านเรือนต่างๆ แม้ว่าต้นไม้จะยังโกร๋น แทบจะไร้ดอกไร้ใบ แต่เราก็เริ่มเห็นสัญญาณของการผลิบานและเติบโตที่กำลังค่อยๆ มาถึง

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์

การเดินเล่นในเมืองนี้ ถึงแม้พื้นถนนหลายแห่งจะเป็นหินซึ่งเดินไม่ง่ายเท่าไร แถมบางจุดก็ยังเป็นเนินสูงชัน แต่เขามีตัวช่วยอย่าง Funicular หน้าตาเป็นรถสีเขียวๆ แล่นบนรางที่จะพาเราขึ้นและลงเขาชันๆ ได้อย่างน่าสนุก รถสายนี้สร้างมาตั้งแต่ปี 1899 เชื่อมระหว่างย่าน Basse-Ville หรือตรงด้านล่างของภูเขา กับใจกลางเมือง อยากให้ทุกคนมาลองนั่งดูสักครั้งเพราะเราจะได้เห็นวิวเมืองของฟริบูร์กในรูปแบบที่แปลกตา อ้อ! ถ้ามีสวิสพาสก็สามารถขึ้นรถคันนี้ได้ฟรีด้วยนะ

สวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์

อย่างไรก็ตาม ฟริบูร์กไม่ได้มีแต่ความเก่าอย่างเดียว ที่นี่ยังมีห้างสรรพสินค้าที่ทันสมัย มีร้านขายแผ่นเสียง มีร้านไอศครีม ร้านขายเสื้อผ้ากระเป๋ารองเท้าแบรนด์เนม รวมไปถึงร้านกาแฟเก๋ๆ ฮิปๆ หลายร้าน ที่แนะนำเลยก็คือ Cyclo Café ที่แต่งร้านได้น่ารักสุดๆ ด้วยความที่เจ้าของร้านรักการขี่จักรยาน จึงได้แรงบันดาลใจมาตกแต่งร้านด้วยสิ่งของที่เกี่ยวกับจักรยาน ภายในร้านมีทั้งที่นั่งแบบเป็นโต๊ะ อินดอร์ เอาต์ดอร์ แล้วยังมีที่นั่งแบบเคาน์เตอร์บาร์เหมาะสำหรับคนที่มาคนเดียวอย่างเรา แค่เริ่มมื้อเช้าด้วยครัวซองต์กับกาแฟสักแก้วก็รู้สึกเป็น Good morning ที่จะทำให้เราอารมณ์ดีไปทั้งวันแล้ว

หลายคนบอกว่ามาเมืองนี้ครั้งเดียวก็เกินพอเพราะไม่ค่อยมีอะไรเที่ยว แต่ไม่รู้ทำไมเราไปตั้ง 2 รอบแล้วก็ยังรู้สึกอยากไปอีก คงเพราะความเรียบง่ายของทั้งผู้คนและสถานที่ แล้วก็การผสมผสานกันระหว่างความเก่าและใหม่ที่ลงตัวมั้งที่ทำให้ฟริบูร์กมีเสน่ห์เหลือเกิน

สวิตเซอร์แลนด์

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อัญวรรณ ทองบุญรอด

นักเขียน/นักดนตรี เจ้าของผลงานหนังสือ 'เวียนนา ลาทีโด' และบล็อกท่องเที่ยว lavieenroad.com นอกจากเล่นเชลโลแล้วยังชอบออกเดินทางคนเดียวอยู่เสมอๆ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

12 พฤศจิกายน 2565

เครื่องบินใบพัดขนาดเล็กกำลังพาเราแทรกตัวผ่านเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ใกล้ราวกับเป็นผนังขนาดใหญ่ที่แทบจะสัมผัสได้ จุดมุ่งหมายของเราคือ ‘Gilgit-Baltistan’ ทางตอนเหนือของปากีสถาน ซึ่งกล่าวขานกันว่า ธรรมชาติที่น้อยคนจะได้สัมผัสแห่งนี้ สวยงามเป็นที่ปรารถนาของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร

ที่สนามบินเมือง Gilgit ลมพัดอากาศเย็นผ่านใบหน้า ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นจากความเหนื่อยล้าและความลุ้น เพราะเส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่ามีการยกเลิกเที่ยวบินรัว ๆ หากอากาศแปรปรวนเล็กน้อย ก็มีความอันตรายจากการบินผ่านช่องเขาแคบและคดเคี้ยว

Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร

จากสนามบินเรานั่งรถผ่านเมือง Gilgit ซึ่งมีแม่น้ำสีเขียวน้ำเงินไหลเชี่ยวขนาบไปกับเมือง ที่น่าสนใจคือ ในแม่น้ำมีปลาเทราต์ ซึ่งเป็นปลาจากยุโรปและอเมริกาเหนืออยู่มากมาย ปลาพวกนี้ถูกนำมาปากีสถานโดยเจ้าหน้าที่ชาวยุโรปเมื่อร้อยปีก่อน และแพร่พันธ์ุอย่างรวดเร็วในแม่น้ำที่เย็นเฉียบ กลายเป็นแหล่งอาหารสำคัญอีกอย่างของคนแถบนี้ นอกจากเนื้อวัว แพะ แกะ และจามรี

Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร
Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร
Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร

Gilgit-Baltistan เป็นจุดตัดทางการค้าบนเส้นทางสายไหม เกิดแหล่งชุมนุมทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งจากจีนที่มีพรมแดนติดกัน อินเดีย ทิเบต เปอร์เซีย นอกจากนั้น พุทธศาสนายังเคยรุ่งเรืองในดินแดนแถบนี้ มีศิลปะทางพุทธศาสนาจำนวนมาก ไม่ไกลจากกลางเมืองกิลกิตมีพระพุทธรูปคาร์กาห์ (Kargah) มีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 สูงตระหง่านสลักอยู่บนชะง่อนผา ต้องปีนบันไดชันหลายขั้นไปชม ต่อมาเราได้รู้ว่า การไปยังที่ต่าง ๆ แถบนี้คือ ‘การปีนและปีน’ ดังนั้น ขอให้บริหารข้อเข่าให้ดี นี่ถือว่าซ้อม

Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร

อากาศในช่วงเดือนตุลาคมที่เราไปเยือนเริ่มหนาวเย็น ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม เราปีนภูเขาหลายลูก ไปถึงธารน้ำแข็ง (Glacier) ที่ไหลจากภูเขา ยอดเขาที่นี่เป็นหินหยักคม ขอบภูเขาตัดชัดกับท้องฟ้า เกิดจากการไหลชนกันของแผ่นทวีประหว่างผืนแผ่นอินเดียกับยูเรเชียเมื่อกว่า 50 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นรอยต่อของภูเขาคาราโครัม ฮินดูกูช และหิมาลัย มาบรรจบกันในบริเวณนี้ บนยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะ 

ใช่ครับ หิมะ หลายคนคิดว่าปากีสถานเป็นทะเลทราย ตั้งอยู่ในตะวันออกกลาง ซึ่งตามจริงแล้วปากีสถานตั้งอยู่ในเอเชียใต้ มีภูมิประเทศหลากหลาย การเดินขึ้นภูเขานั้นไม่ง่าย เดินไม่ดีคงได้ไปชื่นชมแม่น้ำที่ก้นเหวแน่ ๆ

Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร
ภูเขายอดแหลมที่เกิดจากแผ่นทวีปชนกัน
Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร
ธารน้ำแข็ง

เมื่อทดสอบความแข็งแกร่งทางร่างกายแล้ว เราก็ทดสอบความแข็งแกร่งทางจิตด้วยการเดินข้ามสะพานฮุนซา เป็นสะพานเชือกยาวประมาณ 1 กิโลเมตร มีแผ่นไม้ห่าง ๆ กันให้เดิน เจ้าไม้ที่ห่าง ๆ นั้นบางแผ่นยังหลุดหายไปด้วย ทำให้ต้องก้าวยาวไปอีก ซึ่งนักเดินทางถือว่าเป็นสะพานที่อันตรายที่สุดในโลก เคยได้ขึ้นปกนิตยสาร National Geographic มาแล้ว 

นอกจากความสูงของสะพานและการแกว่งไกวเหนือแม่น้ำที่เชี่ยวกราก ในบางครั้งสะพานก็ขาด หลังจากที่เราไปไม่นานก็มีข่าวว่าสะพานขาดและต้องปิด แต่เมื่อเห็นวิวแล้ว ขอบอกว่าคุ้มจริง ๆ

Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร
สะพานแขวนฮุนซา

เส้นทางหลักที่เราใช้เดินทางบริเวณ Gilgit-Baltistan เรียกว่า Karakoram Highway สร้างโดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลปากีสถานกับจีน ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ CPEC (China-Pakistan Economic Corridor) เชื่อมท่าเรือทางใต้ของปากีสถานไปสู่จีนทางมณฑลซินเจียง

Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร

เส้นทางที่ยากลำบากสำหรับเรานั้น สำหรับคนท้องถิ่นทั้งหนุ่มสาวและผู้เฒ่าผู้แก่แล้ว พวกเขาเดินกันได้อย่างชิลล์ ๆ และพวกเขาดูแข็งแรงมาก การศึกษาหลายแห่งระบุว่า ชาวฮุนซา กิลกิต มีสุขภาพดี มีความสุข และมีชีวิตยืนยาว 

พูดถึงผู้คน ขอบอกว่าผู้คนที่นี่มีมิตรไมตรีดีมาก ๆ เห็นเรามาจากต่างถิ่นก็ถามว่ามาจากไหน บอกว่ามาจากไทย คนก็รู้จักกัน คนที่นี่หลายคนหน้าตาแนวฝรั่ง บางคนผมสีทอง ตาสีฟ้า กลุ่มคนที่อยู่บนภูเขาสูงแต่งกายสีสันสดใส บางคนเชื่อว่าตัวเองสืบเชื้อสายมาจากทหารมาซิโดเนียที่ติดตามอเล็กซานเดอร์มหาราชมาถึงดินแดนแถบนี้เมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน

Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร

อาหารการกินที่นี่มาจากผลิตภัณฑ์เกษตรในพื้นที่ ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้สารเคมีหรือสารเร่งโตอื่น ๆ มากนักเพราะราคาสูง และไม่ได้ทำเพื่อส่งออกในลักษณะอุตสาหกรรมที่ต้องผลิตให้ได้มาก ๆ อากาศหนาว ๆ เราได้กินเนื้อแพะตุ๋นจากหม้อหินอายุ 200 ปี หัวหอม เครื่องเทศ ดอกไม้ มีมีรสหวาน อุ่นท้องอร่อยมาก แถมมีแพนเค้กราดน้ำมันแอปริคอตซึ่งมีชื่อของที่นี่ ยิ่งสุดยอดมาก 

อาหารอีกอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะได้กินคือจามรี (Yak) เป็นวัวป่าจากทิเบต ขนฟู แต่เดิมเราเห็นวิ่งไปมาน่ารักดี แต่พอได้ลองทานเบอร์เกอร์ยัคจากคนขายสุดหล่อแล้ว พอเห็นยัควิ่งมาอีก รู้สึกอยากไปขม้ำเสียนี่

Baltit Fort เป็นป้อมอายุกว่า 900 ปีตั้งอยู่บนภูเขาสูง เดิมเป็นที่อยู่ของผู้ครองนครฮุนซา ซึ่งแต่งงานกับเจ้าหญิงใน Baltistan ปัจจุบันได้รับการบูรณะและจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ แสดงถึงความเป็นอยู่ในอดีตที่น่าสนใจ สิ่งที่ Baltit Fort แตกต่างจากป้อมอื่น ๆ ในปากีสถาน คือที่นี่ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมจากลาดัก/ทิเบต ผ่านมาเส้นทางสายไหม

Gilgit-Baltistan ภูเขาหิมะ ธารน้ำแข็ง จุดตัดของเส้นทางสายไหม ป้อมอายุเกือบพันปี และทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์
แป้งทอดอย่างอร่อยระหว่างทางเดินขึ้น Baltit Fort

เราได้ลงไปนั่งเรือชาวบ้านล่องในทะเลสาบ Attabad ขนาดใหญ่ มีน้ำใสสีเทอร์ควอยซ์ ทะเลสาบนี้เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดเมื่อราวสิบกว่าปีก่อน จากแผ่นดินถล่มในช่วงการเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีการปรับเส้นทางถนนให้อ้อมทะเลสาบ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชาวปากีสถาน

Gilgit-Baltistan ภูเขาหิมะ ธารน้ำแข็ง จุดตัดของเส้นทางสายไหม ป้อมอายุเกือบพันปี และทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์
Gilgit-Baltistan ภูเขาหิมะ ธารน้ำแข็ง จุดตัดของเส้นทางสายไหม ป้อมอายุเกือบพันปี และทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์

ล่าช้างที่ Fairy Meadows ถือว่าสุด ๆ ของความสวยงามดังเทพนิยาย ตามที่นักปีนเขาชาวเยอรมันตั้งชื่อไว้ การขึ้นไปยัง Fairy Meadows ต้องอาศัยความอึดแกร่งไม่น้อย เพราะต้องขึ้นรถจี๊ป 4X4 โขยกเขยกไปตามทางที่เป็นก้อนขึ้นกว่า 2 ชั่วโมง ต่อด้วยเดินเท้าหรือขี่ม้าไปอีก 2 ชั่วโมง ซึ่งน้องม้าทุกตัวชอบเดินชิดฝั่งเหวมากกว่าฝั่งหน้าผา ทราบจากคนในพื้นที่ว่า ที่เขาไม่อยากให้ปรับปรุงทางเพราะไม่อยากให้มีนักท่องเที่ยวขึ้นไปเยอะ และอยากให้คนพื้นที่ได้รายได้จากการบริการรถจี๊ปและม้า ซึ่งเป็นอีกมุมที่เราไม่ได้คิด

Gilgit-Baltistan ภูเขาหิมะ ธารน้ำแข็ง จุดตัดของเส้นทางสายไหม ป้อมอายุเกือบพันปี และทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์
Gilgit-Baltistan ภูเขาหิมะ ธารน้ำแข็ง จุดตัดของเส้นทางสายไหม ป้อมอายุเกือบพันปี และทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์

แต่ถ้าคุณฝ่าฟันอุปสรรคไปถึง Fairy Meadows ได้ ก็จะได้พบกับสวรรค์บนดินที่มีทุ่งหญ้าเขียวสดชื่น มีแอ่งน้ำใสราวกับกระจก สะท้อนวิวภูเขาหิมะที่อยู่เบื้องหน้า จนลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ข้างล่างไปได้เลย แต่ถึงไม่อยากลืมก็ต้องตัดใจลืม เพราะบนนั้นไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ใครอยากเลิกส่องแฟนเก่าขอแนะนำ แถมมีวิวสวย ๆ ไม่ต่างจากในยุโรปให้ชมด้วย

Gilgit-Baltistan ภูเขาหิมะ ธารน้ำแข็ง จุดตัดของเส้นทางสายไหม ป้อมอายุเกือบพันปี และทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์

ตกกลางคืนอากาศหนาว ต้องซุกตัวใต้ผ้าห่มเพราะไม่มีเครื่องทำความอุ่น แต่มีห้องผิงไฟรวมที่นักเดินทางจากหลายมุมโลกมานั่งพบปะแลกเปลี่ยนเรื่องราวของกันและกัน มองออกไปในท้องฟ้าท่ามกลางคืนที่มืดมิดจากแสงจันทร์ แต่กลับมีดาวระยิบระยับนับล้านดวงเต็มท้องฟ้า พร้อมกับทางช้างเผือกที่พาดผ่านท้องฟ้า เป็นเสมือนรางวัลให้กับชีวิตในคืนที่หนาวเหน็บ 

ท้องฟ้าเวิ้งว้างเบื้องหน้าเตือนให้รู้ว่า เราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล และภาพดวงดาวที่เห็นนั้นหาเป็นจริงในปัจจุบันไม่ แต่เป็นการสะท้อนเรื่องราวในอดีตของดวงดาวที่เดินทางผ่านเวลาหลายปีแสงกว่าจะปรากฏภาพในดวงตาของเรา นักเดินทางหลายคนจึงมีความอ่อนอ้อมถ่อมตนต่อธรรมชาติ เข้าใจถึงความไม่จีรังแห่งสรรพสิ่ง 

จุดหมายของการเดินทางนั้นบางครั้งไม่เพียงเป็นสถานที่ แต่เป็นการค้นพบมุมมองใหม่ ๆ ต่อสิ่งรอบตัว หรือเป็นการนำมาซึ่งการทำความเข้าใจต่อชีวิตของเรามากขึ้น

Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร
Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

จักรกฤดิ กระจายวงศ์

เป็นนักการทูต ลูกครู (ที่เชื่อว่า) งานการทูตไม่ได้เหมือนในละคร แต่เป็นงานที่ต้องออกไปร่วมทุกสุขกับคน เข้าถึงใจคน จึงจะเข้าใจเขา เข้าใจความต้องการเขา จึงทำงานได้ถูกต้อง ผมชอบการเดินทาง และถ่ายภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load