1

“นี่ไงเกาะเดลอส นั่งเรือจากที่นี่ไปแค่ 30 นาที พวกเธอสนใจมั้ย” นิคลาส เจ้าของโรงแรมบนเกาะมิโคนอส (Mykonos) พูดพลางชี้ตำแหน่งเกาะให้พวกเราดูบนแผนที่

เกาะเดลอส (Delos) ฉันไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย

แต่ด้วยความที่เกาะห่างจากมิโคนอสที่เราอยู่กันแค่ครึ่งชั่วโมง แถมยังพ่วงด้วยคำโฆษณาว่า เป็นเกาะที่ชาวกรีกเชื่อว่าคือสถานที่ให้กำเนิดเทพเจ้าอพอลโลกับเทพีไดอาน่า

เอาจริงๆ แค่อ่านคำโปรย ใจฉันก็แล่นไปที่ท่าเรือแล้วล่ะ

“โอเค ไปค่ะ” ฉันพยักหน้าตอบเร็วๆ

ประเทศกรีซ ประเทศกรีซ

 

2

เช้าวันถัดมา เราก็มาอยู่บนเรือมุ่งหน้าไปยังเกาะแห่งตำนานเทพเจ้ากรีก

แต่ก่อนจะถึงเกาะ เรามาเรียนวิชาเดลอส 101 กันสักนิด

เดลอสถือเป็นเกาะศักดิ์สิทธิ์ของชาวกรีก จากความเชื่อที่ว่าเทพเจ้าอพอลโลและเทพีไดอาน่าได้ถือกำเนิดขึ้นที่นี่ อพอลโลเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ ส่วนไดอาน่าเป็นเทพีแห่งดวงจันทร์ เดลอสจึงมีอีกชื่อเรียกว่าเป็นเกาะแห่งแสงสว่าง

และเพราะเป็นสถานที่เกิดของเทพ คนธรรมดาเดินดินอย่างเราๆ จึงไม่ได้รับอนุญาตให้เกิดหรือตายบนเกาะนี้ ถึงขั้นว่าในสมัยก่อนผู้หญิงตั้งครรภ์ใกล้คลอดกับคนแก่ที่อาศัยบนเกาะเดลอสจะต้องย้ายออกไปอยู่ที่เกาะข้างเคียง คลอดลูกเสร็จแล้วถึงกลับมาได้

ประเทศกรีซ ประเทศกรีซ ประเทศกรีซ

เดลอสเคยมียุคที่รุ่งเรืองในฐานะเกาะศูนย์กลางการค้าในช่วง 166 – 169 ปีก่อนคริสต์ศักราช เคยมีประชากรอาศัยอยู่บนเกาะราว 30,000 คน จนพอหมดยุคทองเกาะก็เริ่มเสื่อมโทรม ผู้คนย้ายออกไปหมด สุดท้ายก็กลายเป็นเกาะร้าง

หลายร้อยปีผ่านไป ในที่สุดเกาะนี้ก็ถูกค้นพบโดยนักโบราณคดี ซึ่งเข้ามาขุดค้นเจอซากปรักหักพังอันเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความศักดิ์สิทธิ์ จนในปี 1990 เกาะเดลอสก็ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO และกลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกนับตั้งแต่นั้นมา

ซึ่งนั่นรวมถึงเราที่เพิ่งขึ้นจากเรือ และก้าวเท้าลงบนเกาะศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นครั้งแรกด้วยเช่นกัน

ประเทศกรีซ ประเทศกรีซ

 

3

ถ้าจะให้นิยามกันสั้นๆ เกาะเดลอสคือพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง

ภาพตรงหน้าเราคือเกาะที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังของความรุ่งเรืองในอดีต นอกจากป้อมยามซึ่งควบตำแหน่งที่ขายตั๋วเข้าชมเกาะ กับอาคารพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กแล้ว บนเกาะเดลอสก็ไม่มีสิ่งก่อสร้างอะไรที่สื่อถึงความเป็นยุคสมัยใหม่เลย จนแอบมโนได้ว่าเพิ่งนั่งไทม์แมชชีนกลับมาในยุคกรีกโบราณ

พอซื้อตั๋วตรวจตั๋วอะไรเสร็จสรรพ เจ้าหน้าที่ก็ปล่อยให้นักท่องเที่ยวเดินแยกย้ายไปสำรวจเกาะกันตามใจชอบ

อย่างที่บอกไปว่าเกาะเดลอสถือเป็นสถานที่เกิดของเทพ ดังนั้น สิ่งปลูกสร้างบนเกาะจึงเต็มไปด้วยวิหารบูชาเทพองค์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเทพอพอลโลและเทพีไดอาน่าซึ่งเชื่อว่าถือกำเนิดขึ้นที่นี่ รวมถึงเทพเจ้ากรีกองค์อื่นๆ เช่น เทพแห่งเถาองุ่นไดโอนิซัส และเทพแห่งท้องทะเล โพไซดอน

ประเทศกรีซ ประเทศกรีซ

นอกจากนั้น ก็มีลานคนเมืองหรือที่เรียกกันในภาษากรีกว่า Agora โรงละคร ลานน้ำพุมิโนอัน และทะเลสาบซึ่งตอนนี้น้ำแห้งไปเกือบหมดแล้ว

เดลอสปล่อยให้โครงสร้างวิหารบูชาและสิ่งก่อสร้างทั้งหมดอยู่ในตำแหน่งเดิมทุกประการ แม้จะผุกร่อนไปตามเวลา แต่เสากรีกและกำแพงหินบางส่วนก็ยังตั้งตระหง่านท้าลมแดดลมฝนมามากกว่า 2,000 ปี สถานที่แต่ละแห่งจะมีป้ายคำอธิบายบอกว่าที่ตรงนั้นเคยเป็นอะไรมาก่อน บางป้ายก็มีรูปสเกตช์ให้ดูด้วยว่าวิหารเคยมีรูปร่างเป็นยังไง มีรูปปั้นเทพองค์ไหนตั้งอยู่บ้าง

สิ่งก่อสร้างบนเกาะที่เราจำได้แม่นที่สุดคือ The Terrace of Lion ทางเดินที่ขนาบข้างด้วยรูปปั้นสิงโตผู้ทำหน้าที่พิทักษ์วิหาร สมัยก่อนน่าจะมีอย่างน้อย 9 ตัว แต่ปัจจุบันเหลือให้เราเห็นแค่ 5 ตัว และเป็นของใหม่ที่ทำขึ้นเลียนแบบทั้งหมด ส่วนรูปปั้นสิงโตของจริงถูกย้ายไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์หมดแล้ว

นี่ถือเป็นเรื่องปกติของสถานที่ท่องเที่ยวในกรีซ โบราณวัตถุอย่างรูปปั้นต่างๆ ส่วนใหญ่ถูกย้ายไปเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ ส่วนที่เราเห็นตั้งอยู่กลางแจ้งคือทำขึ้นเพื่อจำลองให้เราเห็นเฉยๆ ว่าสมัยก่อนที่ตรงนั้นเคยเป็นยังไง เคยยิ่งใหญ่ขนาดไหน

ประเทศกรีซ ประเทศกรีซ

กลับมาที่เกาะเดลอส สำหรับเรา รูปปั้นบนเกาะที่พีกสุดและงงสุด ขอยกให้รูปปั้นเทพีวีนัสที่เตรียมจะฟาดเทพแพนด้วยรองเท้าแตะ (ดูรูปการณ์แล้วน่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ) แถมยังมีคิวปิดตัวน้อยบินแทรกอยู่ตรงกลาง เดาไม่ได้เหมือนกันว่าเป็นเหตุการณ์จากเทพนิยายกรีกตอนไหน แต่ถือเป็นรูปปั้นหินอ่อนที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก ขุดค้นเจอบนเกาะเดลอสเมื่อร้อยปีก่อน และแน่นอนว่ารูปปั้นของจริงย้ายไปตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ ณ กรุงเอเธนส์เป็นที่เรียบร้อย ที่อยู่บนเกาะเดลอสมีแค่ป้ายคำอธิบายปักอยู่ตรงจุดที่รูปปั้นเคยตั้งอยู่เท่านั้น

เราใช้เวลาเดินสำรวจเกาะกันราวๆ ชั่วโมงครึ่ง แล้วก็เดินกลับตรงอาคารพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กบนเกาะที่มีคาเฟ่เล็กๆ ให้นั่งพักเหนื่อยด้วย ส่วนด้านในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงรูปปั้นและถ้วยโถโอชามบางส่วนที่ขุดค้นเจอบนเกาะนี้ ถือเป็นการพักหลบแดดแรงๆ ด้านนอก แล้วก็รอเวลานั่งเรือกลับ เกาะเดลอสไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวอยู่ข้ามคืน ดังนั้น การมาเที่ยวเกาะนี้จึงทำได้แค่แบบเดย์ทริปเท่านั้น

ประเทศกรีซ

 

4

ถ้าถามว่าชอบอะไรบนเกาะเดลอส คำตอบของเราอาจจะฟังดูแปลกไปนิด เพราะเราชอบดอกไม้บนเกาะมากที่สุด

เดลอสเป็นเกาะร้าง เป็นเกาะที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง แล้วก็เป็นเกาะที่เต็มไปด้วยดอกไม้

อาจจะเป็นเพราะเราไปเที่ยวเดลอสในช่วงเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิพอดี เลยได้เห็นดอกไม้บานอยู่เต็มเกาะ ไม่ว่าจะเป็นดอกป๊อปปี้สีแดง เดซี่ทั้งดอกเล็กดอกใหญ่ และดอกไม้อีกมากมายที่แม้จะไม่รู้จักชื่อ แต่ก็ทำให้รู้สึกดีทุกครั้งที่เดินผ่าน

ประเทศกรีซ ประเทศกรีซ

ดอกไม้บนเกาะเดลอสทำให้เรานึกถึงคำพูดที่ว่า Flowers can grow everywhere.

วันเวลาทำให้สิ่งก่อสร้างผุกร่อนลงไป แต่ก็มีดอกไม้และต้นหญ้างอกเงยขึ้นมาแทนที่

กลายเป็นความสวยงามตามธรรมชาติที่อยู่ร่วมกับสิ่งก่อสร้างของมนุษย์อย่างกลมกลืน

ถ้าถามว่าภาพจำของเกาะเดลอสคืออะไร

ลองหลับตานึกภาพท้องฟ้าสีฟ้า ประกายแดดบนท้องทะเลสีน้ำเงิน เงาของซากปรักหักพังบนความรุ่งเรืองในอดีต และดอกไม้ที่ผลิบานอยู่ในทุกที่

ภาพจำของเกาะเดลอสสำหรับเราเป็นแบบนั้นแหละ

ประเทศกรีซ

  • เดลอสมีค่าเข้าชมเกาะคนละ 12 ยูโร แต่ถ้าใครมีบัตรนักเรียนหรือนักศึกษาของมหาวิทยาลัยในสหภาพยุโรปสามารถเข้าได้ฟรี
  • สำหรับการเดินทางจากเกาะมิโคนอส (Mykonos) มีเรือวิ่งตรงมายังเกาะเดลอสทุกวัน ถ้ามาจากกรุงเอเธนส์อาจจะต้องต่อเรือค่อนข้างเยอะ แนะนำให้แวะพักที่เกาะมิโคนอสสักวันสองวัน แล้วค่อยนั่งเรือมาเที่ยวเดลอสแบบเดย์ทริปดีกว่า
  • ถ้าไม่อยากเดินงงๆ กันเองบนเกาะ (เหมือนเรา) จะซื้อทัวร์นำชมเกาะเดลอสก็ได้ อย่างเช่นของ www.delostours.gr มีทั้งแบบที่เป็นค่าเรือไป-กลับราคา 20 ยูโร และแบบที่รวมค่าเข้าเกาะและไกด์พาชมเกาะราคา 50 ยูโร ใช้เวลาครึ่งวัน

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

 

Writer & Photographer

สุกัญญา ถุนนอก

ออดิทเตอร์ผู้หลงใหลและคลั่งไคล้บรรยากาศคาเฟ่ การทำงานในคาเฟ่ ชื่นชอบการทำอาหารและขนมเป็นชีวิตจิตใจจนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ติดตามความสดใสและบรรยากาศคาเฟ่ที่เคยสัมผัสมาได้ที่ IG @yuilulaki หรือ #sukanyahopping :)

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

สุโขทัย นามจังหวัดนี้คนไทยที่ได้ร่ำเรียนวิชาสังคมศึกษาคงจดจำในฐานะราชธานีเก่า ควบคู่กับพระพุทธรูป สถูป เจดีย์สมัยนั้น ที่บัดนี้ได้หักทลายกลายสภาพเป็นวัตถุโบราณในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ พลอยให้หลายคนเข้าใจว่า จังหวัดนี้คงเหลือแต่ร่องรอยวัฒนธรรมในอดีตที่ไม่อาจหวนคืน

ทว่าความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะแม้ว่าสุโขทัยจะสิ้นสถานะเมืองหลวงมานานกว่า 500 ปี หากวิถีชีวิต จิตวิญญาณหลายด้านของอาณาจักรสุโขทัยกลับได้รับการสืบสานมาจนถึงปัจจุบัน

ที่เห็นได้ชัดคือการสร้างสรรค์ศิลปะจากก้อนดินอย่างเช่นเครื่องปั้นดินเผา สังคโลก พระพิมพ์ ซึ่งล้วนเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ชาวสุโขทัยทำขึ้นเพื่อใช้เอง และส่งขายเป็นรายได้สำคัญของหลาย ๆ ครัวเรือน

ปลายเดือนสิงหาคม 2565 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ได้ชักชวนสื่อท่องเที่ยวไปเปิดโลกของดินเมืองพระร่วง อันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Toursim) ซึ่ง อพท. กำลังผลักดันอยู่ในตอนนี้

นี่จึงไม่ใช่แค่ทริปเที่ยวชมเมืองหลวงเก่าธรรมดา แต่เป็นทริปเปิดโอกาสให้ชาวเมืองหลวงใหม่อีกหลายชีวิตได้เล่าเรียนวิชาภูมิปัญญาชาวบ้านโดยการทำงานศิลป์จากดินเหนียว ทั้งยังสร้างรายได้คืนสู่ท้องถิ่นตามแนวความคิดของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อีกด้วย

ปั้นและเขียนลายสังคโลกร่วมสมัย

ใต้ร่มไม้ใบบังของบ้านสวนอันร่มรื่นที่อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ‘โมทนาเซรามิก’ ได้ถือกำเนิดขึ้นจากความรักของหนุ่มสุโขทัยกับสาวลำปางเมื่อ พ.ศ. 2542

ทั้ง อู๊ด-เฉลิมเกียรติ บุญคง และ ไก่-อณุรักษ์ บุญคง ต่างก็ไม่ใช่ศิลปินมืออาชีพ เมื่อครั้งยังศึกษาในมหาวิทยาลัย ทั้งคู่ก็เลือกเรียนสาขาที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างศิลป์อย่างนิติศาสตร์ แต่เพราะความสนใจในศิลปะมาแต่เดิม บวกกับการได้เล่นปั้นดินน้ำมันกับลูกสาวในวัยเยาว์ สองสามีภรรยาจึงเริ่มลงมือทำงานปั้น ลองผิดลองถูกอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เซรามิกกลางสวน

นานกว่า 23 ปีที่โมทนาเซรามิกได้แจ้งเกิดมา บ้านอิฐหลายหลังได้รับการสร้างขึ้นเป็นแหล่งผลิตควบคู่กับแหล่งเรียนรู้ มอบโอกาสแก่คนนอกให้มาเห็นเครื่องปั้น และลองทำงานปั้นดูกับมือตัวเอง ไล่มาตั้งแต่ศาลาทำดิน ห้องปั้น ห้องเขียนลาย ศาลาเคลือบ เตาเผา ไปจนกระทั่งพิพิธภัณฑ์และร้านค้า

เมื่อคณะของเราไปถึง พี่อู๊ดและพี่ไก่ยืนรอต้อนรับอยู่หน้าบ้านอิฐที่ผนังฝังเครื่องถ้วยชามสังคโลกหลากขนาด ลวดลาย และรูปร่าง ซึ่งเกิดขึ้นจากหัวศิลป์และการลงแรงของทั้งคู่ 

เรือนอิฐหลังนี้คือพิพิธภัณฑ์โมทนาที่ภายในลายตาไปด้วยเครื่องปั้นสารพัดประเภท ถ้วย โถ โอ ชาม แก้วน้ำ ถาดรอง และอีกหลายชิ้นที่ยากจะเฟ้นหาคำมาเรียก กระจายอยู่ทั่วทุกมุมห้องอย่างเป็นหมวดหมู่ ทั้งของโบราณและของเก่าคลุกเคล้ารวมกันอย่างงดงามลงตัว

ทั้งสองคนได้ให้ความรู้กับเราว่า ชื่อ ‘สังคโลก’ มาจากชื่อสวรรคโลกหรือศรีสัชนาลัย เดิมเคยเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรสุโขทัยและเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นชนิดนี้ ภายหลังชื่อนี้ได้เพี้ยนเป็นสังคโลก และถูกใช้เรียกเครื่องปั้นดินเผาของสุโขทัย ในขณะที่เครื่องปั้นดินเผาคืองานปั้นที่ผ่านการเผาไฟ ตรงกับคำว่า Ceramic ในภาษาอังกฤษ

ได้รู้จักเครื่องปั้นชนิดต่าง ๆ กันไปแล้ว พี่อู๊ดมอบหมายให้กรุ๊ปทัวร์ของเราแยกกลุ่มเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งให้ลองทำงานเขียนลาย อีกกลุ่มให้ลองทำงานปั้น

ในห้องเขียนลายที่เย็นสบายด้วยเครื่องปรับอากาศ โต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กถูกจัดวางไว้บนพื้น พร้อมด้วยดินสอ กระดาษ หมึก พู่กันหลากขนาด เหนืออื่นใดคือจานเซรามิกที่ให้ผู้คนได้ทดลองทำเวิร์กชอป

พร้อมกับเสียงน้ำไหลที่เปิดคลอไว้ให้เกิดสมาธิ พี่ไก่ซึ่งรับหน้าที่ผู้สอนได้ให้คำแนะนำว่า ควรใช้ดินสอร่างลายลงไปในกระดาษก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงนำลวดลายที่ร่างไว้ไปเขียนบนจาน ตบท้ายด้วยการใช้พู่กันที่เธอตระเตรียมไว้ให้ วาดทับลงไปบนลายเส้นดินสอนั้น

ขั้นตอนการทำเวิร์กชอปเขียนลายนี้ พี่ไก่มักจะให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเขียนลายตามเครื่องสังคโลก แต่หากอยากเขียนลวดลายตามใจชอบก็ย่อมได้เช่นกัน เมื่อเขียนเสร็จแล้ว เธอจะให้เจ้าของผลงานเขียนชื่อพร้อมที่อยู่ เพื่อที่เธอจะได้ส่งคืนเจ้าของได้ถูกที่ถูกคนหลังนำไปเคลือบและเผาไฟแล้ว

ตัดมาที่ห้องปั้นของพี่อู๊ด ลูกศิษย์รุ่นใหม่ต่างกำลังหน้าดำคร่ำเครียดกับการฝึกหัดขึ้นรูปภาชนะอยู่ แก้วน้ำเป็นภาชนะอย่างง่ายที่เขาชอบใช้เป็นแบบให้ลองทำ อาศัยนิ้วมือในการกดดุนทรง และไม้เป็นอุปกรณ์เสริม ก็จะได้รูปทรงของแก้วออกมาอย่างไม่ยากเย็นนัก

เสร็จจากเวิร์กชอปที่กินเวลานานกว่าชั่วโมง คณะทัวร์หลายคนเริ่มผุดเครื่องหมายปรัศนีบนหัว ว่าผลงานฝีมือพวกเราที่ทำเสร็จแล้วจะเดินทางไปไหนต่อ สองผู้ก่อตั้งโมทนาเซรามิกเลยอาสาพาพวกเราตรงดิ่งไปยังหลังบ้าน ซึ่งเป็นที่หมายปลายทางของงานปั้นทุกชิ้น

เตาเผาโมทนาเซรามิกคือคำตอบของคำถามเมื่อครู่ รวมถึงฉายา ‘สังคโลกร่วมสมัย’ ซึ่งที่นี่นิยามตนเอง เพราะแทนที่จะใช้เตาโบราณอย่างเตาทุเรียง พี่อู๊ดกับพี่ไก่เลือกที่จะนำวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างเตาไฟฟ้าที่ให้ความร้อนสูงแตะหลัก 1,000 องศาเซลเซียส

เมื่อเราไปถึง ก็ได้เวลาที่จะต้องเปิดเตาพอดิบพอดี พี่อู๊ดจึงนำผลงานที่เผาเสร็จแล้วออกมาอวดแก่สายตาผู้มาเยือนทุกคู่ ก่อนที่เครื่องปั้นทั้งหมดนี้จะถูกส่งไปให้ลูกค้าซึ่งเป็นรีสอร์ตแห่งหนึ่งในทะเลอ่าวไทย

ผู้ใดชื่นชอบงานเซรามิกรวมถึงเครื่องปั้นใด ๆ ของยี่ห้อโมทนา ที่นี่มีร้านค้าสำหรับจัดจำหน่าย หรือหากจะมาทดลองทำเวิร์กชอปทั้งปั้นดิน เขียนลาย ขึ้นรูป หรือเคลือบก็ย่อมได้ โดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 750 – 1,000 บาท และต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ให้พี่ไก่กับพี่อู๊ดได้มีเวลาในการจัดเตรียมอุปกรณ์

กดลายพระพิมพ์ดินเผา

พระเครื่องซึ่งเป็นวัตถุมงคลในปัจจุบัน มีรากฐานมาจากพระพิมพ์ ซึ่งเป็นประติมากรรมขนาดเล็กรูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดจากการนำวัสดุต่าง ๆ เช่น ดินเหนียวและผงว่านมงคลมากดลงในพิมพ์ 

อาณาจักรโบราณในดินแดนไทยล้วนมีคติการปั้นพระพิมพ์ไว้เพื่อสืบทอดพุทธศาสนาไว้ทั้งสิ้น คติความเชื่อนี้ตกทอดมาสู่อาณาจักรสุโขทัยที่ได้ประจุพระพิมพ์ดินเหนียวฝังไว้ในสถูปเจดีย์ ด้วยความเชื่อแบบพุทธว่าทุกสรรพสิ่งไม่จีรัง เจดีย์ที่สูงใหญ่ก็อาจพังทลายลงมาได้ในวันหนึ่ง เมื่อวันนั้นมาถึง พระพิมพ์ที่ซ่อนองค์อยู่ในกรุของซากปรักหักพังเจดีย์เหล่านั้นก็จะทำหน้าที่บอกเล่าพุทธประวัติผ่านอิริยาบถของพระพุทธเจ้าในพระพิมพ์เหล่านั้นต่อไป

เรื่องราวของพระพิมพ์โบราณผ่านหูผ่านตา กบ-ณรงค์ชัย โตอินทร์ มาแต่เยาว์วัย ด้วยชาติตระกูลเป็นถึงลูกหลานควาญช้างของเจ้าเมืองสุโขทัยร้อยกว่าปีก่อน เขาจึงซึมซับประวัติความเป็นมาของสุโขทัยตลอดทั้งชีวิต ก่อนเลือกเอาดีด้านงานพิมพ์พระเมื่อเติบใหญ่

ท่ามกลางผืนไม้ที่ขึ้นรกเป็นทุ่ง รถของทัวร์สื่อมวลชนบุกป่าฝ่าดงมาถึง ‘บ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์’ ไม่ไกลจากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย หลานชายหญิงตัวน้อยของ ‘ลุงกบ’ ยิ้มร่าหน้าบานเมื่อพบกับคณะของเรา น้อง ๆ ทั้งสองเชื้อเชิญเราทั้งผองไปฟังบรรยายของผู้เป็นลุงที่เรือนไม้หลังเล็กที่แวดล้อมไปด้วยภาพวาดสะท้อนคติจักรวาลในพุทธศาสนาและแผนที่เมืองเก่าของสุโขทัย

ด้านหน้าของพวกเราคือตัวอย่างพระพิมพ์ฝีมือพี่กบแห่งบ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์ ซึ่งมีถึง 850 พิมพ์ ทั้งหมดทำโดยนายช่างแห่งดินแดนพระร่วงผู้นี้

หลังจากให้ความรู้ด้านพุทธประวัติ ความเชื่อเรื่องไตรภูมิ รูปแบบเจดีย์ และพระพิมพ์พอหอมปากหอมคอแล้ว หนุ่มใหญ่ชาวสุโขทัยผู้ยังรักษาสำเนียงเหน่อแบบไทยกลางปนเหนือก็ถือไม้เท้าประคองร่างตนเองไปนั่งหน้าชั้นเรียน โดยมีหลาน ๆ พากันเชื้อเชิญให้แขกเหรื่อไปนั่งตามเก้าอี้ว่าง

ห้องทำเวิร์กชอปของพี่กบอยู่ใต้หลังคามุงจาก โต๊ะเรียนเป็นโต๊ะไม้ตัวยาวซึ่งทอดเรียงเป็นแถว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละคนจะได้รับพิมพ์อย่างน้อยคนละ 2 ชิ้น 2 ลาย กระปุกแป้ง และก้อนดินที่ใช้พิมพ์ ทั้งหมดจัดเรียงอย่างสวยงาม ประดับดอกลีลาวดี รวมทั้งมีผลไม้ตามฤดูกาล เช่น กล้วย เงาะ ที่พี่กบตั้งรอไว้ให้คนทำกิจกรรมได้เลือกกินได้ตามใจต้องการ

การสาธิตวิธีทำพระพิมพ์ของพี่กบเริ่มตั้งแต่นำดินเหนียวมาตำคลุกกับผงว่านมงคลและส่วนผสมทั้งหลายในครกให้ได้เนื้อดินตามคุณสมบัติ ก่อนนำดินที่ตำเสร็จแล้วไปกดลงกับพิมพ์ที่เตรียมไว้ ลบลายนิ้วมือที่ติดอยู่ด้านหลัง ก่อนจะมาถึงขั้นตอนสำคัญที่เขามักเน้นย้ำให้เจ้าของพระพิมพ์องค์นั้นหลับตาลง ตั้งจิตอธิษฐาน รำลึกถึงพุทธคุณและบุคคลที่พึงได้รับพระพิมพ์องค์นั้น

แม้ในระยะหลังอาการเจ็บป่วยในตัวพี่กบจะไม่ยินยอมให้เขาใช้ร่างกายซีกหนึ่งของตนเองได้ แต่ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต เขาก็ยังใช้ร่างกายอีกครึ่งที่เหลือในการตำดินและพิมพ์พระอย่างชำนิชำนาญเหมือนเคย

แกะดินออกจากพิมพ์ พระพิมพ์ที่เพิ่งพิมพ์ลายเสร็จใหม่สด ๆ ร้อน ๆ ยังต้องนำไปตากแดดให้ดินแห้งแข็ง เท่านี้ก็ได้พระพิมพ์เป็นอันสมบูรณ์

การสาธิตลุล่วงไปด้วยดี ทุกคนจึงแยกย้ายไปพิมพ์พระบนที่นั่งของตัวเอง ในรอบนี้พี่กบมอบหมายให้แต่ละคนพิมพ์พระองค์ใหญ่ขึ้น และพิมพ์ไปจนกว่าดินเหนียวในสำรับของตนจะหมด

คราวนี้อุปกรณ์ 2 สิ่งที่ทุกคนจะต้องหัดใช้เองคือแป้ง ซึ่งช่วยโรยให้เนื้อดินไม่ยึดกับพิมพ์ ทำให้แกะออกได้ง่ายขึ้น กับมีดคัตเตอร์ซึ่งกรีดลงบนดินตามจุดที่เห็นว่าบิ่น ล้ำ หรือไม่ได้ขอบรูปทรงที่สวยงาม

แล้วระหว่างรอการตากแดดอันนานโข เพื่อไม่ให้ผู้มาทำเวิร์กชอปเบื่อหน่าย พี่กบก็พาเราทุกคนมาเล่นกิจกรรมสนุก ๆ อีกอย่างหนึ่ง อย่างเกมยิงธนู ลูกธนูที่พี่กบกับหลานใช้ยิงเป็นแบบไม่มีหัว และใช้วิธีการยิงแบบล้านนาซึ่งมีการตั้งมือ เหนี่ยวคันธนูไม่เหมือนกับแถบยุโรป

ทั้งลุงและหลานผลัดกันสอนมือใหม่หัดยิงธนูไม่นาน ทุกคนก็เกิดความคุ้นชินและเพลิดเพลินกับการเล็งเป้า หลายคนยิงจนลืมเลยทีเดียวว่ากำลังรอให้พระพิมพ์ของตนแห้งอยู่

พี่กบเล่าด้วยสีหน้านิ่งเฉยเป็นนิจ หากน้ำเสียงเผยความภูมิใจว่า ลูกศิษย์ลูกหาหลายคนที่มาเรียนทำพระพิมพ์กับเขา สามารถพิมพ์พระขาย สร้างรายได้กับตัวเองมากมาย คนที่มาฝึกเรียนวิชาพิมพ์พระกับเขาก็ไม่ได้มีเฉพาะคนไทย แต่ยังอุดมด้วยชาวต่างชาติมากมายหลายสัญชาติ ซึ่งช่วยให้พี่กบได้หัดพูดภาษาอังกฤษจนคล่อง และขณะนี้กำลังฝึกภาษาจีนอยู่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชุดใหม่ที่กำลังจะหลั่งไหลมาจากแผ่นดินมังกรในเร็ววัน

เช่นเดียวกับโมทนาเซรามิก บ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์ของพี่กบเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ไม่ว่าใครก็เข้าชมและทำพระพิมพ์ฝีมือตนเองได้ แต่ต้องนัดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน พร้อมกับค่าใช้จ่ายอีกคนละ 300 บาทเท่านั้น

ทริปนี้ให้แง่คิดกับเราหลายอย่าง และทำให้เรามองจังหวัดนี้ในมุมแปลกไปจากเดิม

ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรสุโขทัยสมัยพ่อขุนอาจเหลือเพียงแค่อดีต แต่พื้นความรู้ความสามารถของผู้คนยังสืบต่อมาถึงปัจจุบัน และจะเชิดหน้าชูตาให้แดนรุ่งอรุณแห่งความสุขนี้ต่อไปในอนาคต

ภาพ : อำนาจ เพ็งเอี่ยม

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load