“เรือใบไม่ใช่แค่กีฬา แต่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของชาวตราด”

นี่คือมุมมองของ ภูเขา-บรรพต วิถี สถาปนิกที่ออกเดินทางจากบ้านเกิดตั้งแต่วัยหนุ่ม เพื่อมาใช้ชีวิตอยู่ในจังหวัดตราด ดินแดนที่อยู่สุดเขตชายฝั่งตะวันออกของประเทศไทย รายล้อมด้วยเกาะนับครึ่งร้อย อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติทั้งทางบกและทะเล ประชาชนจึงประกอบอาชีพประมง และสัญจรไปไหนมาไหนด้วยเรือใบมาแต่โบราณกาล

สำหรับภูเขา เรือใบไม่ใช่แค่เครื่องมือประกอบอาชีพของชาวประมงในอดีต แต่ยังเป็นศาสตร์สร้างคน ที่ให้สอนให้พวกเขาคิดเอง แก้ปัญหาเอง ด้วยการเรียนรู้จากธรรมชาติ และพึ่งพาตนเองได้แม้อยู่บนเรือใบที่เผชิญกับคลื่นลม ทั้งยังเป็นโปรดักต์ที่สามารถนำไปพัฒนาต่อ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเมืองตราดในอนาคต 

ช่างน่าเสียดายที่มันกำลังจะถูกพัดพาไปด้วยกระแสทุนนิยม

ภารกิจแล่นเรือใบอนุรักษ์ทะเลและหลักสูตรศึกษาธรรมชาติผ่านคลื่นลมของ ชมรมแล่นใบตราด, ภูเขา-บรรพต วิถี, แล่นเรือใบตราด

เช้านี้อากาศแจ่มใส คลื่นลมเป็นใจ เราจึงขอชวนทุกคนสวมเสื้อชูชีพแล้วกระโดดขึ้นเรือใบไปฟังภูเขาเล่าถึงที่มาของการคืนลมหายใจให้เรือใบ ด้วยการก่อตั้ง ชมรมแล่นใบตราด (Trart Sailing Club) เพื่อเผยแผ่และผลักดันให้ศาสตร์เรือใบได้รับการบรรจุในหลักสูตรการศึกษา ให้เยาวชนตราดได้เรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 

ต่อยอดไปสู่โครงการวิสัยทัศน์ตราดเมืองเรือใบ รณรงค์ให้คนหันมาใช้ใบเรือที่ใช้พลังลมธรรมชาติแทนพลังงานน้ำมันจากเครื่องยนต์ เพื่อลดต้นทุนและมลภาวะ พร้อมทั้งอนุรักษ์ศาสตร์การต่อเรือไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ผ่านโครงการต่อเรือได้แล่นใบเป็น และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวด้วยแผนการเปลี่ยนเมืองตราดให้เป็น Sailing Destinations อีกแห่งในประเทศไทย 

ภารกิจแล่นเรือใบอนุรักษ์ทะเลและหลักสูตรศึกษาธรรมชาติผ่านคลื่นลมของ ชมรมแล่นใบตราด, ภูเขา-บรรพต วิถี, แล่นเรือใบตราด

01

เบื้องหน้าเรือใบ เบื้องหลังภูเขา

“เรารู้สึกว่าเรือใบเป็นสิ่งไกลตัว ดูหรูหรา แต่พอได้มาอยู่ที่นี่ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ใบเรือ เลยสงสัยว่ามันเกี่ยวข้องยังไงกับชีวิตคนที่นี่” เพราะทราบว่าภูเขาไม่ใช่ชาวตราดโดยกำเนิด เราเลยขอให้เขาเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่หันมาทำความรู้จักเรือใบ

ภูเขาเล่าย้อนไปว่า เขาเป็นสถาปนิกที่ย้ายมาลงหลักปักฐานและทำงานออกแบบตามโรงแรมกับรีสอร์ตอยู่ที่เกาะช้างตั้งแต่ยุคบุกเบิก ด้วยพื้นฐานทางอาชีพและอุปนิสัยที่ช่างสังเกต ภูเขาจึงค้นคว้าข้อมูลและสอบถามคนในท้องถิ่นเพื่อคลายความสงสัย

“ที่ตราด เรานิยมสัญจรทางน้ำไม่ว่าจะเป็นระหว่างเกาะหรือเมือง เราจะใช้เรือ รูปเรือใบแล่นในทะเลกับโป๊ะของชาวประมง มีเกาะเป็นเบื้องหลัง ที่อยู่บนตราประจำจังหวัดนั้นสื่อความหมายว่า ตราดมีเกาะจำนวนมาก มีพื้นที่ติดกับทะเล ชาวบ้านจึงทำประมงเป็นอาชีพหลัก ซึ่งตอนนั้นเรือมันยังไม่มีเครื่อง สิ่งเดียวที่เขาจะใช้ได้คือไม้พายกับใบเรือ แต่กิจกรรมทุกอย่างที่มันเกินแรงคนพาย ก็ต้องใช้แรงลมถึงจะไปได้” ภูเขาเล่าถึงที่มาของความสัมพันธ์ระหว่างเรือใบและวิถีชีวิตชาวตราด

วันเวลาผ่านไป เรื่องราวของเรือใบก็วนกลับมาอยู่ในความสนใจของภูเขาอีกครั้ง เมื่อเขาพาลูกๆ ไปเข้าร่วมการอบรมแล่นเรือใบเบื้องต้นที่เกาะช้าง ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทยฯ 

“พอเด็กๆ ลงไปในเรือ เราก็เกิดคำถามว่า ทำไมเรากล้าปล่อยลูกไปขนาดนั้น ระหว่างนั้นก็สังเกตแววตาของผู้ปกครองคนอื่นเหมือนกันนะ บางคนต้องชะเง้อคอมอง ถือแก้วน้ำเดินตามลงไป เหมือนทุกคนกังวลว่า มันจะปลอดภัยไหม

ภารกิจแล่นเรือใบอนุรักษ์ทะเลและหลักสูตรศึกษาธรรมชาติผ่านคลื่นลมของ ชมรมแล่นใบตราด, ภูเขา-บรรพต วิถี, แล่นเรือใบตราด

“แต่พอเรามองกลับมาที่เด็กๆ ตอนที่อยู่ในทะเล เจอคลื่น เจอลม พวกเขาไม่มีความกลัวหรือกังวลเลย เหมือนธรรมชาติสอนเขาให้ตัดสินใจและควบคุมสถานการณ์นั้นด้วยตัวเอง

“นั่นทำให้ผมนึกถึงพระราชดำรัสที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ท่านเคยตรัสไว้ว่า การแล่นเรือสอนให้คนคิดเองทำเอง เมื่อลมแรง คุณฝืนคุณจะล่ม เวลาไม่มีลมคุณก็ต้องรู้จักรอ ถ้าเด็กไทยได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ แล้วดึงไปใช้ในชีวิตได้ จะไม่ขาดทุน เพราะรู้เทคนิคการใช้ชีวิต” ภูเขาเล่าถึงสิ่งที่เขาและลูกๆ ได้เรียนรู้จากการอบรม 

 ภูเขามองว่าการแล่นเรือใบให้อะไรกับเด็กๆ มากกว่าแค่ความสนุก พวกเขาควรได้เรียนรู้เรื่องนี้ก่อนไปต่อยอดในรายวิชาอื่น แต่น่าเสียดาย เพราะศาสตร์นี้ไม่มีสอนในห้องเรียนน่ะสิ 

ภารกิจแล่นเรือใบอนุรักษ์ทะเลและหลักสูตรศึกษาธรรมชาติผ่านคลื่นลมของ ชมรมแล่นใบตราด, ภูเขา-บรรพต วิถี, แล่นเรือใบตราด

02

ศาสตร์สร้างคน

เพราะเล็งเห็นถึงประโยชน์ที่เด็กๆ จะได้รับจากการแล่นเรือใบ ซึ่งเป็นสิ่งผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวตราดมาแต่โบราณ บวกกับปัจจัยด้านลักษณะภูมิประเทศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ภูเขาจึงก่อตั้ง ‘ชมรมแล่นใบตราด’ โดยมีหมุดหมายที่ไปไกลกว่าการปั้นนักกีฬาเรือใบ นั่นคือการเผยแผ่และปลูกฝังปรัชญากีฬาเรือ พร้อมทั้งผลักดันให้ศาสตร์เรือใบได้บรรจุในหลักสูตรการศึกษา

“เราอยากให้ความสนใจนั้นเกิดขึ้นจากตัวเขาเอง ถ้ามีคนสนใจ แต่ไม่ได้เดินไปถึงจุดที่เป็นนักกีฬา เขาก็ยังได้เรียนรู้ต่อ ได้นำความรู้นี้ไปใช้ประกอบอาชีพ หรือจะทำเป็นแค่กิจกรรมสันทนาการ แค่ให้พอสนุกก็ทำได้ เป็นแบบนี้มันยั่งยืนกว่า”

ภารกิจแล่นเรือใบอนุรักษ์ทะเลและหลักสูตรศึกษาธรรมชาติผ่านคลื่นลมของ ชมรมแล่นใบตราด, ภูเขา-บรรพต วิถี, แล่นเรือใบตราด

ภูเขาเริ่มต้นด้วยการรวมกลุ่มกับชาวตราดที่มีแนวคิดเดียวกัน เพื่อระดมทุนในการจัดเตรียมกิจกรรมและเช่าเรือใบ

ต่อมาจึงเริ่มมีหลายหน่วยงานเข้ามาให้การสนับสนุน เช่น องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน องค์การมหาชน (อพท.) ที่ให้การสนับสนับสนุนงบประมาณ สมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทยฯ เครือข่ายเรือใบตามเกาะต่างๆ ที่ให้ความอนุเคราะห์เรื่องอุปกรณ์ในการทำกิจกรรม รวมถึงผู้คนในวงการเรือใบ ไม่ว่าจะเป็นโค้ชและครูระดับประเทศที่มาอบรมและให้ความรู้แก่สมาชิกจนเป็นครูพี่เลี้ยงได้ 

 ภูเขาเล่าว่า ช่วงเวลาในการจัดกิจกรรมเผยแผ่ศาสตร์เรือใบนั้นอิงตามการเปิด-ปิดภาคเรียนของเด็กๆ

“ในช่วงเปิดเทอม เราจะเข้าไปเผยแผ่ศาสตร์เรือใบตามโรงเรียนต่างๆ เช่น ที่โรงเรียนบ้านไม้รูด(วิสิทธิ์ประชาสรรค์) ซึ่งมีบริเวณติดกับชายหาดสวยงาม เหมาะกับการจัดกิจกรรมเพื่อฝึกทักษะต่างๆ ผ่านกิจกรรมวาดรูปเรือใบ เรียนรู้พระราชดำรัสเรือใบ แข่งขันคัดลายมือ และทฤษฎีเรือใบเบื้องต้น 

“ส่วนในช่วงปิดเทอม เราจะเชิญชวนเด็กๆ ให้นำทักษะที่ได้เรียนรู้ไปมาใช้ในกิจกรรมการแข่งขัน ‘แล่นใบสุดฟ้าทะเลตราด’ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่หาดบานชื่น” 

ในขณะเดียวกัน ภูเขาก็เข้าพบบุคลากรทางการศึกษา พูดคุยเกี่ยวกับประโยชน์ของศาสตร์เรือใบ เพื่อนำไปบรรจุเป็นรายวิชา ให้เยาวชนตราดได้เรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 

ภารกิจแล่นเรือใบอนุรักษ์ทะเลและหลักสูตรศึกษาธรรมชาติผ่านคลื่นลมของ ชมรมแล่นใบตราด, ภูเขา-บรรพต วิถี, แล่นเรือใบตราด

“บางโรงเรียนเขาก็สนใจอยากให้ศาสตร์เรือใบไปอยู่ในหลักสูตรการสอน เพราะมันเป็นหลักสูตรที่ประเมินผลได้เลย ฝึกวันสองวัน ลงน้ำไป กลับขึ้นมาก็ประเมินผลได้เลยว่าเขาทักษะเขาพัฒนาขึ้นอย่างไร ไม่ต้องรอหมดภาคเรียนหรือปีการศึกษา

“เรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะการบรรจุวิชาใดวิชาหนึ่งลงในหลักสูตร เราต้องมีรายละเอียดที่สมบูรณ์ ตั้งแต่ประวัติความเป็นมา ความเกี่ยวข้องกับท้องถิ่น ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติทั้งบนบกและในน้ำ อาจเริ่มที่วิชาเลือก แต่ทุกคนจะต้องผ่านการเข้าค่ายก่อน” ภูเขาเล่าถึงกระบวนการผลักดันศาสตร์เรือใบเข้าสู่หลักศูตรการศึกษา

ภูเขาอธิบายเสริมว่า การบรรจุวิชาเรือใบลงหลักสูตรนั้นให้ผลดีกว่ากิจกรรมได้แค่ปีละ 1 – 2 ครั้ง เพราะมีเด็กเข้าร่วมกิจกรรมเพียงแค่ 50 – 60 คน แต่ถ้ารายวิชานี้เกิดขึ้น จะเผยแผ่ได้ปีละหลายพันคน 

เราที่ฟังภูเขาเล่าก็อดคิดตามไม่ได้ว่า หากศาสตร์นี้ได้รับถ่ายทอดไปสู่คนนับพัน ใน 1 ปี จะมีนักกีฬาเรือใบกับบุคลากรด้านวิชาการและการท่องเที่ยวที่มีความรู้เรื่องเรือใบเพิ่มขึ้นอีกกี่คนนะ แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว 

ภารกิจแล่นเรือใบอนุรักษ์ทะเลและหลักสูตรศึกษาธรรมชาติผ่านคลื่นลมของ ชมรมแล่นใบตราด, ภูเขา-บรรพต วิถี

03

วิสัยทัศน์ตราดเมืองเรือใบ

จากการเผยแผ่และวางรากฐานศาสตร์เรือใบให้เยาวชน ภูเขาก็เริ่มร่างภาพใหม่ที่ใหญ่ขึ้นเป็น ‘โครงการวิสัยทัศน์ตราดเมืองเรือใบ’ โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนาเมืองตราดให้กลายเป็นเมืองเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเรือใบเป็นตัวชูโรง

อย่างที่ภูเขากล่าวไว้ข้างต้นว่า ในอดีตชาวตราดใช้เรือใบเพื่อทำอาชีพประมง แต่เมื่อมีเครื่องยนต์เข้ามา ผู้คนจึงเริ่มล้มเสาลง เอาใบเรือออก แล้วใส่เครื่องยนต์เข้าไป เพราะทำให้เดินทางได้รวดเร็ว สะดวกสบายกว่า เลยทำให้การทำประมงด้วยเรือใบค่อยๆ สูญหายไป 

แม้จะส่งผลดีในแง่ความสะดวกสบาย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยมลพิษจากน้ำมันเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ที่รั่วไหลปนอยู่ในทะเล ไอเสียจากเครื่องยนต์ที่ก่อมลภาวะในอากาศ และต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งเฉียดราคาทอง 

เพื่อกลับไปอยู่ในยุคที่ดีที่สุด โลกเห็นด้วยที่สุด และตอบโจทย์เรื่องงบประมาณ ภูเขาจึงชักชวนชาวประมงเปลี่ยนเรือเครื่องยนต์ติดหางที่มีให้กลายเป็น ‘เรือใบเพื่อการประมง’ ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 แบบตามลักษณะของใบเรือ 

แบบที่ 1 เป็นใบเรือแบบสามเหลี่ยม 2 ใบ ติดตั้งที่เสาใบ โดยโยงไปที่ทางด้านหัวเรือ 1 ใบ และทางท้ายเรือ 1 ใบ ซึ่งเป็นลักษณะใบที่นิยมใช้ในการแข่งกีฬาและการท่องเที่ยว 

แบบที่ 2 เป็นใบสี่เหลี่ยม ติดตั้งที่ด้านหน้าของเสาใบ โดยขวางกับลำเรือ ซึ่งเป็นแบบที่ชาวประมงไทยใช้กันในอดีต

แบบที่ 3 เป็นลักษณะสี่เหลี่ยมคางหมู ติดตั้งอยู่ที่เสาใบเรือด้านหลัง เป็นแบบที่ชาวประมงไทยใช้กันในอดีตเช่นกัน

“การประดิษฐ์ใบเรือใช้เองนั้นไม่ได้มีต้นสูงอย่างที่คิด เพราะเราทำจากวัสดุที่หาได้ง่าย ต้นทุนต่ำ อย่างผ้าใบคลุมรถผืนเก่าหรือผ้าทอเก่าๆ ผืนใหญ่ก็ได้

“เรือใบทั้งสามแบบนี้ได้รับการทดสอบโดยกรมประมงแล้วว่า มีประสิทธิภาพเพียงพอในการเดินทางไป-กลับ วันละหนึ่งเที่ยวเรือ ช่วยประหยัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงได้วันละเจ็ดสิบห้าถึงร้อยห้าสิบบาท แถมได้รอยยิ้มจากธรรมชาติคืนมาอีกด้วย เพราะเมื่อเราใช้เรือใบ เราก็ใช้น้ำมันน้อยลง ไอเสียจากเครื่องยนต์ที่เคยก่อมลพิษรบกวนธรรมชาติก็จะกลายเป็นตำนานไปในที่สุด” ภูเขาเล่าถึงการนำแนวคิดเรื่องเรือใบเพื่อการประมงมาประยุกต์ในโครงการ 

ภารกิจแล่นเรือใบอนุรักษ์ทะเลและหลักสูตรศึกษาธรรมชาติผ่านคลื่นลมของ ชมรมแล่นใบตราด, ภูเขา-บรรพต วิถี
ภารกิจแล่นเรือใบอนุรักษ์ทะเลและหลักสูตรศึกษาธรรมชาติผ่านคลื่นลมของ ชมรมแล่นใบตราด, ภูเขา-บรรพต วิถี

04

ต่อเรือได้แล่นใบเป็น

เมื่อมีผู้สนใจเรียนศาสตร์เรือใบ แต่ไม่มีมีผู้สอนต่อเรือใบมันก็กระไรอยู่ ภูเขาจึงผุดแนวคิดใหม่ เพื่ออนุรักษ์และสืบสานศาสตร์การต่อเรือใบให้คงอยู่ต่อไป โดยใช้ชื่อว่า ‘โครงการต่อเรือได้แล่นใบเป็น’

ภูเขาเล่าที่มาของแนวคิดนี้ให้เราฟังว่า นอกจากตราดจะมีเรือใบเป็นส่วนหนึ่งในตราประจำจังหวัด ยังเป็นแหล่งต่อเรือเพื่อต่อเครื่องไปหาปลา ในเมื่อผู้คนท้องถิ่นที่นี่ต่อเรือยนต์ได้ พวกเขาก็ต้องต่อเรือใบได้เช่นกัน จึงอยากให้ช่างไม้ ช่างเรือ ผู้ที่ความรู้ในแขนงและรายผลิตนี้มาช่วยกันสานต่อศาสตร์ต่อเรือใบให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ก่อนที่มันจะสูญหายไป

“บางคนที่อายุเจ็ดสิบแปดสิบปีขึ้นไปอาจจะเคยต่อเรือใบมาแล้วด้วยซ้ำ ขณะเดียวกันเขาก็เล่นได้ และถ่ายทอดวิชาเหล่านั้นให้คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยต่อเรือแบบเดียวกับเขา

“ตั้งแต่กระบวนการหาประเภทของเปลือกไม้ เพื่อนำมาตัดตามรูปแบบและขนาดที่เหมาะสมและสมดุลกับผู้ใช้ จากนั้นนำไปประกอบร่างกับแผ่นปิดท้ายเรือและชิ้นส่วนต่างๆ สู่ขั้นตอนทาสีเพื่อไม่ให้ไม้ดูดซึมน้ำและเพิ่มน้ำหนักเรือ แล้วปิดแผ่นดาดฟ้าเรือเพื่อขัดแต่งผิวและพ่นสีเรือ ตลอดจนขั้นตอนประกอบอุปกรณ์แล่นใบ” ภูเขากล่าวเสริม

 แนวคิดนี้ไม่เพียงสอนให้คนรุ่นหลังสานต่อศาสตร์การต่อเรือใบด้วยการเรียนรู้ที่วิธีสร้างเรือใบขึ้นมาใหม่ แต่ยังช่วยให้เรือที่ติดเครื่องแต่ละลำถูกจอดทิ้งไว้เนื่องจากวิกฤตการประมงผิดกฎหมายได้รับการซ่อมบำรุง และนำกลับมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับคนในชุมชนกว่าเดิม 

ภารกิจแล่นเรือใบอนุรักษ์ทะเลและหลักสูตรศึกษาธรรมชาติผ่านคลื่นลมของ ชมรมแล่นใบตราด, ภูเขา-บรรพต วิถี

05

Sailing Destinations 

นอกจากนี้ ชมรมแล่นใบตราดยังมีแผนร่วมกับหน่วยงานในจังหวัดตราด เพื่อปักหมุดให้ตราดกลายเป็น Sailing Destinations อีกแห่งของประเทศไทย โดยการร่างเส้นทางท่องเที่ยวด้วยเรือใบทั้งในระยะใกล้และไกล 

“จริงๆ นี่เป็นแผนของ พ.ศ. 2565 แต่ทางจังหวัดอยากจะดึงมาใช้เป็นแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวใน พ.ศ. 2564 เลย โดยอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน หลังจากพ้นช่วง COVID-19 ไปเลยอยากหยิบขึ้นมาดำเนินการต่อ

“ในของส่วนของเส้นทางระยะใกล้นั้นเราร่างไว้เสร็จแล้ว กำลังอยู่ในช่วงเสนอไปในแผนของจังหวัดปี โดยปีแรกจะใช้ชื่อว่า ‘มหกรรมกีฬาทางทะเลและชายหาด’ เพราะเราจะไม่เอาแค่เรือใบอย่างเดียว แต่รวมเรือพาย เซิร์ฟบอร์ด แคนู คายัค คือเรือที่ไม่ติดเครื่องทั้งหลายก็จะมารวมกันที่นี่ นอกจากนี้ก็มีกิจกรรมบนชายหาดด้วย

“ส่วนเส้นทางระยะไกลนั้น ตอนนี้ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการร่าง งานนี้มีสเกลค่อนข้างใหญ่ เลยต้องอาศัยความร่วมมือตั้งแต่กลุ่มจังหวัด เช่น ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เชื่อมไปจนถึงเกาะฟูก๊วกที่ประเทศเวียดนาม” ภูเขาอธิบายแผนการฟื้นฟูและกระตุ้นการท่องเที่ยวโดยเรือใบ 

ภูเขาเล่าว่า ภาพที่เขาอยากเห็นจากโครงการนี้ คือกลุ่มคนที่เดินทางมาตราดด้วยจุดประสงค์อยากเรียนรู้เรื่องเรือใบ เพราะที่นี่มีทั้งประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ สถานที่ที่เอื้อต่อการทำกิจกรรม และทรัพยากรบุคคลที่พร้อมให้องค์ความรู้ทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ระหว่างทางที่จะไปถึงจุดนั้น โครงการนี้ยังเป็นการสำรวจธรรมชาติ ช่วยสร้างความตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ทั้งชาวเมืองตราดและผู้มาเยือน 

ภารกิจแล่นเรือใบอนุรักษ์ทะเลและหลักสูตรศึกษาธรรมชาติผ่านคลื่นลมของ ชมรมแล่นใบตราด, ภูเขา-บรรพต วิถี

06

แล่นไปในตราด

เป็นเวลา 3 ปีแล้ว นับจากที่ภูเขาและชาวตราดเริ่มต้นประกอบร่างเพื่อสร้างชมรมแล่นใบตราด เพื่อคืนชีพเมืองเรือใบ และเผยแผ่ศาสตร์เรือใบให้แก่ผู้ที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนทั้งทางออฟไลน์และออนไลน์

ปัจจุบันเรือใบลำน้อยได้ออกแล่นไปในท้องทะเล เพื่อเสนอทางออกในการพัฒนาเมืองตราดให้กลายเป็นเมืองสิ่งแวดล้อม พร้อมก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางของคนรักเรือใบ

ภูเขาทิ้งท้ายไว้ว่า “สิ่งที่ต้องเตรียมมามีแค่ความกล้าเท่านั้น เพราะหลักการเรือใบที่ไหนมีน้ำกับลมก็เล่นได้ ไม่ว่าจะเป็นในอ่างเก็บน้ำ เขื่อน แม่น้ำ ทะเล แค่เห็นว่ามีลมก็เล่นได้หมด หากอยู่ที่ต่างประเทศอาจไปนำศาสตร์นี้ไปประยุกต์ใช้ได้ อย่างทะเลทรายหรือที่ราบต่างๆ ก็พลิกแพลงใส่ล้อแล้วใช้แรงลม

“อีกอย่างเรามีเซฟตี้ให้ เมื่อมาถึงก็ตั้งไข่กันที่ทฤษฎีเบื้องต้นทั้งบนบกและในน้ำก่อน ฝึกนั่งบนเรือใบจำลองที่อยู่บนบกก่อน เพื่อฝึกความคุ้นเคยในการย้ายตัว เมื่อลงไปในทะเลก็มีพี่เลี้ยงคอยดูแลก่อน พอเริ่มเป็นพี่เลี้ยงเขาก็จะโดดน้ำว่ายกลับมา พวกเขาจะเป็นไปโดยปริยาย หลังจากนี้ก็อยู่ที่การฝึกฝน แต่ถ้าเป็นแล้วรับรองว่ารักเรือใบทุกคน”

ภารกิจแล่นเรือใบอนุรักษ์ทะเลและหลักสูตรศึกษาธรรมชาติผ่านคลื่นลมของ ชมรมแล่นใบตราด, ภูเขา-บรรพต วิถี

ภาพ : ชมรมแล่นใบตราด

Writer

Avatar

อมราวดี วงศ์สุวรรณ

นักหัดเขียนสายใต้ที่ไม่รังเกียจรอยหมึกที่เปื้อนมือ พึงใจกับการสดับจังหวะการลงน้ำหนักนิ้วมือบนแป้นพิมพ์ และกลิ่นกระดาษบนหน้าหนังสือ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

3 กุมภาพันธ์ 2566
554

“ผม / หนู อยากเป็น…” 

เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ วัยประถมตอนปลายดังลั่นห้องเรียนสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 

บรรยากาศภายในห้องดูไม่คุ้นชิน เพราะนักเรียนไม่ได้นั่งบนโต๊ะเรียงแถวตอนลึกอย่างที่เคยเป็น แต่กลับนั่งเป็นกลุ่มบนพื้น ความตึงเครียดของนักเรียนที่พบได้ทั่วไปกลับกลายเป็นความกระตือรือร้นแย่งกันตอบคำถาม

ห้องเรียนที่ดูแปลกตาไป ณ ขณะนี้ได้รับการเนรมิตจาก ‘มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์’ หรือรู้จักกันในนาม ‘Saturday School’ โรงเรียนคอนเซปต์สุดแหวกแนว ขนขบวนวิชานอกห้องเรียนมาพร้อมคุณครูอาสาถึงที่ นำทีมโดย ยีราฟ-สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้ง 

ภาพชุลมุนของเด็กน้อยที่วิ่งออกมาแปะความฝันของตนบนกระดานพื้นสีขาวด้านข้างห้อง ทำให้ใบหน้าที่มีเมฆดำลอยอยู่บนหัวแปรผันเป็นใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของนักเรียนทุกคน

“อย่าลืมความฝันของตัวเอง เมื่อใดที่เราไม่ลืม ทางเดินแห่งนั้นจะเปิดไปสู่ประตูแห่งความสำเร็จ” 

นี่คือข้อความเตือนใจที่ครูอาสากล่าวก่อนจะเริ่มการเรียนการสอน 

คุณครูไม่ได้สั่งให้นักเรียนเปิดหนังสือไปหน้าที่เท่าไร หรือให้คัดตามคำบอก แต่นำหุ่นยนต์มาแสดงจำลอง รวมถึงอธิบายกลไกการทำงานของมัน เสียงร้องดีใจของเด็ก ๆ ดังขึ้นทุกครั้งที่หุ่นยนต์เคลื่อนไหว เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขไปสู่โลกใบใหม่ของพวกเขา

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

เสาเข็มต้นแรก

ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น Saturday School ก็เช่นกัน 

“จริง ๆ แล้วผมเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ หลังเรียนจบก็ไปเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ประมาณ 1 ปี ช่วงนั้นในสังคมมีปัญหาหลายอย่าง ตัวเราคิดว่าไม่อยากอยู่ในสังคมที่มีปัญหาเยอะขนาดนี้ เลยมุ่งประเด็นไปที่การศึกษา เพราะว่าเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ ดีขึ้น”

จากชีวิตโปรแกรมเมอร์ เลือกเบนเส้นทางเป็นคุณครูในโรงเรียนย่านบางนาถึง 2 ปี เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทยคืออะไร

“สิ่งหนึ่งที่ผมได้ลองทำที่โรงเรียน คือการศึกษาว่าจุดไหนสำคัญและเป็นจุดแข็งในการพัฒนาเด็ก จึงออกมาเป็นกิจกรรมที่ชวนเด็ก ๆ มาวันเสาร์ ชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจการพัฒนาเด็ก ๆ มาสอนในสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วเด็กก็ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจซึ่งไม่ได้เรียนในห้องเรียนปกติ

“แต่ผมไม่เคยคิดอยากเป็นครูเลย เราไม่ได้ถนัด แต่มันทำให้รู้ว่าเราชอบการพัฒนาเด็ก เห็นเด็กเติบโตก็ดีใจ แต่การไปสอนเด็กทุกวันอาจจะไม่ใช่แนวทางของผม”

จากคุณครูประจำในโรงเรียน เริ่มทบทวนชีวิตว่าตัวเองสนใจการช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมากกว่า จึงเข้าสู่การก่อตั้งมูลนิธิอย่างเต็มตัว แต่การทำให้เด็กน้อยที่มีชื่อว่า Saturday School เดินอย่างเป็นสเตปจนเติบใหญ่ขนาดนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่าย

“เริ่มที่ห้องเรียนเดียวก่อน พอเทอมถัดไปก็ชวนเด็กมามากขึ้น จาก 1 ห้องเรียน กลายเป็น 3 ห้องเรียนในโรงเรียนเดิม พอดีตอนนั้นเราเริ่มเปิดแฟนเพจ รับสมัครคุณครู มีคนสนใจจำนวนมากเพียงพอให้ขยายไปเป็นโรงเรียนแห่งที่ 2 ได้ เราเลยขยายไปอีกโรงเรียนหนึ่งในเทอมที่ 3 ก็คือปีที่ 2 ของมูลนิธิ ต่อมาจาก 2 โรงเรียนมาเป็น 7 และ 9 โรงเรียน

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“เราพยายามรักษาจำนวนโรงเรียนนี้มาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวะที่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นโครงสร้างองค์กรมากขึ้น เริ่มขยายงานและมีพาร์ตเนอร์ในการทำงานด้วยมากขึ้น”

การมีบริวารที่ดีเท่ากับมีชัยไปมากกว่าครึ่ง คำนี้คงใช้ได้ดีกับยีราฟ เพราะบรรดาคุณครูและผู้อำนวยการโรงเรียนย่านบางนาล้วนเปิดโอกาสให้เขาสอน พร้อมสนับสนุนกิจกรรมของเขาอีกแรง เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้เครื่องจักรพุ่งทะยานไปได้ไกลกว่าที่เคย

จากเด็กที่ต้องคอยป้อนข้าวและต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ บัดนี้ Saturday School ยืนขึ้นด้วยลำแข้งของตัวเองแล้ว 

เด็กเมือง

Saturday School กระจายตัวอยู่ตามโรงเรียนในกรุงเทพฯ เยอะที่สุดก็จริง แต่จะพูดว่าเน้นเป็นหลักอาจไม่ได้ เนื่องจากมูลนิธิไม่ได้ตั้งใจจะโฟกัสเฉพาะในกรุงเทพฯ เพียงแต่เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายที่สุด 

เริ่มแรกมูลนิธิเคยพยายามขยายไปยังต่างจังหวัด แต่ด้วยเรื่องการบริหารจัดการที่ต้องมีคนคอยจัดการประจำ ครูอาสาที่จังหวัดนั้น ๆ ต้องมาสอนทุกสัปดาห์ จึงอาจเป็นสิ่งเกินตัวยีราฟที่ยังดูแลได้ไม่เต็มที่ โครงการจึงต้องพับเก็บไปในที่สุด 

“ถ้ามองกันจริง ๆ ในกรุงเทพฯ มีเด็กที่ฐานะของครอบครัวไม่ได้ต่างจากเด็กที่อาศัยในชนบทมากนัก อาจเพราะในกรุงเทพฯ มีค่าครองชีพสูงกว่า เด็กอาจจะเครียดกว่า แต่ในด้านการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ เด็กกรุงเทพฯ อาจเข้าถึงได้ง่ายกว่า ทั้งเด็กเมืองและเด็กชนบทจึงมีความท้าทายที่ต่างกัน บอกไม่ได้ว่าใครดีหรือแย่กว่ากัน”

ปัจจุบันรากฐานของ Saturday School เริ่มแข็งแรง กำลังขยายไปอีกเกือบ 10 จังหวัด และจะขยายต่อไปเรื่อย ๆ

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

ห้องเรียนไม่ซ้ำแบบของโรงเรียนนอกเวลา

เมื่อห้องเรียนทั่วไปถูกออกแบบให้เด็ก ๆ ต้องพัฒนาทักษะหลายด้านโดยที่พวกเขาไม่ได้เลือก Saturday School จึงใช้ช่องว่างของระบบการศึกษา เนรมิตห้องเรียนฉบับตามใจหนู ๆ 

“เราพยายามไม่ยัดอะไรให้เด็ก แต่เรามองว่าเด็กจะเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลาได้ยังไง ให้เขาได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเต้น ร้องเพลง ศิลปะ ดนตรี เมื่อเขาได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน เขาก็จะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น” 

ห้องเรียนฉบับ Saturday School สอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นหลัก โดยยีราฟเล่าว่า อาสาสมัครของเขาใส่ใจกับเด็ก ๆ มาก พยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้เติบโตและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยไร้ความกลัว การแบ่งแยก และการตัดสินว่าเก่งหรือไม่เก่ง

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“สิ่งที่เราจัดเสมอคือวัน Big Day ในวันนั้นเด็กจากทุกโรงเรียนจะมารวมตัวกันแล้วแสดงผลงานหรือความสามารถที่ตนได้เรียนมาตลอดโครงการของเรา ไม่ว่าเขาจะทำได้ดีหรือไม่ดี ไม่สำคัญเท่ากับเขาได้โชว์ความสามารถของตัวเองออกมา แล้วได้รู้ว่ายังมีคนให้ความสำคัญกับความสามารถของเขา” 

เป้าหมายของ Saturday School ไม่ใช่การพัฒนาให้เด็กเต้นเก่งหรือวาดรูปเก่งเพียงอย่างเดียว การพัฒนาเด็กจากภายใน หรือ Soft Skills อันประกอบไปด้วย Growth Mindset (ความคิดแบบเติบโต) Self Awareness (การรู้จักตนเอง) Resilience (การล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ได้) และ Prosocial (ลักษณะนิสัยที่เอื้อหรือแบ่งปันให้กับคนรอบข้าง) คือแก่นแท้ที่พวกเขามุ่งสร้างให้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน 

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

อาสาสมัครที่มากกว่าการเป็นครู

ตั้งต้นจากนักเรียน ออกแบบจากความตั้งใจของอาสา กว่าห้องเรียนวันเสาร์จะออกมาเป็นห้องที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้ม เสียงหัวเราะ และบทเรียนสนุก ๆ ในแบบฉบับเข้าใจง่าย เบื้องหลังคือหยาดเหงื่อ ความทุ่มเท และความร่วมมือร่วมใจจากอาสาสมัครหลากความเชี่ยวชาญ ร่วมทำงานกันเป็นทีม ตั้งแต่ร่างเนื้อหาการสอน ไปจนถึงพาเด็ก ๆ ทำกิจกรรม

อาสาสมัครคือผู้ใกล้ชิดกับเด็กรองจากครู เมื่อผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน พวกเขาจะรับรู้ได้ทันทีว่าเด็ก ๆ มีพื้นฐานเป็นอย่างไร และควรปรับการสอนไปเป็นแบบไหน ด้วยเหตุนี้ การวางกิจกรรมและหลักสูตรให้เหมาะสมกับพื้นฐานของเด็กแต่ละคนจึงเป็นโจทย์ใหญ่

“ความถนัดของอาสาสมัครแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่สอนเต้นเขาก็จะเต้นเพลงไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายทุกคนต้องทำให้เด็กเชื่อว่า ทักษะความสามารถของพวกเขาพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้และฝึกฝน” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

ยีราฟเชื่อว่าการออกแบบการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่ใครคนใดคนหนึ่ง เนื้อหาระหว่างทางและการออกแบบห้องเรียนเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ อีกทั้งอาสาสมัครทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกมาล้วนเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

เพียงแต่ข้อสำคัญของการออกแบบหลักสูตร คือต้องเป็นวิชาที่เด็ก ๆ อยากเรียน แม้แต่การตั้งโจทย์ก็ต้องเป็นวิชาที่เด็กสนใจ แม้จุดนี้จะทำให้หาอาสาสมัครมาเข้าร่วมโครงการยากสักหน่อย แต่อีกด้าน สิ่งนี้การันตีได้ว่าทุกครั้งที่เปิดสอนจะมีเด็ก ๆ เฝ้ารอเสมอ 

ยีราฟบอกกับเราอีกว่า เมื่อเด็ก ๆ เริ่มคุ้นเคยกับครูอาสาสมัคร พวกเขาจะเริ่มเล่าหลายอย่างให้ฟัง ทั้งปัญหาที่บ้าน ปัญหาในชุมชน ปัญหายาเสพติด ซึ่งบางปัญหาเป็นเรื่องที่โรงเรียนวันเสาร์เพียงองค์กรเดียวแก้ไขได้ยาก แต่พวกเขาก็คอยประสานงานเพื่อช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

อนาคตการศึกษาไทย 

แม้คนไทยจะเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น แต่ในมุมคุณภาพของการศึกษากลับยังเป็นปัญหาที่ต้องทบทวนอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น 

“เรื่องของคุณภาพการศึกษามันไม่ได้ปรับแค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องปรับทั้งระบบ” ยีราฟว่า

“ทั้งระบบที่หมายถึงครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาครู การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร จะทำยังไงให้คนเก่งมาเป็นครู เศรษฐกิจ การบริหาร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งทุกจุดพัฒนาได้ทั้งนั้น” 

แล้วใครบ้างที่จะทำให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลง – เราถาม

“ผมว่าทุกคนมีส่วนร่วมได้หมดเลย คนมีอำนาจอาจจะช่วยได้มากหน่อย ส่วนคนทั่วไปก็ช่วยได้เช่นกัน” เขาตอบ

แม้การเปลี่ยนแปลงการศึกษาภาพใหญ่ทั้งระบบจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Saturday School นับเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนตัวเล็ก เพื่อสนับสนุนในมิติที่พวกเขาทำได้ 

ยีราฟบอกกับเราว่า ตอนนี้เขากำลังพยายามขยายจำนวนห้องเรียนให้มากขึ้น ทั้งในเขตเมืองและในชนบท เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ เขาตระหนักเป็นอย่างดีว่า ลำพังโรงเรียนวันเสาร์ไม่อาจเข้าถึงเด็กทุกคนในประเทศได้ การขับเคลื่อนระบบการศึกษาเชิงนโยบายในภาพใหญ่จึงเป็นสิ่งต่อไปที่เขากำลังสำรวจ

จงเติมคำในช่องว่างต่อไปนี้ 

สำหรับประเทศไทยในอุดมคติ ถ้าการศึกษาไทยดี… 

“ผมว่าคนจะใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขมากขึ้น และสังคมจะเต็มไปด้วยคนที่มีคุณภาพ” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร
Saturday School

Writers

เกษมณี ชาติมนตรี

เกษมณี ชาติมนตรี

นักเรียนฝึกเขียนที่เริ่มการเรียนใหม่ตั้งแต่ 0-10 ชอบของหวาน ชอบอ่านนิยาย ชอบสีสันสดใสของดอกไม้ ชอบเสียงเพลง

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load