คำถามที่เราโดนถามบ่อยที่สุดน่าจะเป็น “ชอบนั่งรถไฟสายไหนที่สุด” 

เอาจริง ๆ หาคำตอบยากเหมือนกันนะ เพราะเราชอบทุกสายเลย แต่ละสายมีอะไรไม่เหมือนกัน ถ้าชอบภาพที่ราบก็ต้องสายตะวันออก ถ้าชอบความปศุสัตว์หรือที่ราบสลับเนินก็ต้องสายอีสาน ถ้าชอบป่าเขียว ๆ ภูเขาทรงแปลก ๆ อาหารอร่อย ๆ ก็ต้องสายใต้ หรือชอบทิวทัศน์ภูเขาสลับซับซ้อนกับอากาศเย็น ๆ ก็ต้องสายเหนือ 

แต่ถ้าหากลดคำถามลงให้เหลือแค่ว่า “ชอบรถไฟที่วิ่งเข้าจังหวัดไหนมากที่สุด” อันนี้ตอบได้ไม่ยากสำหรับเรา เพราะชื่อของ ‘แพร่’ จะผุดขึ้นมาเป็นลำดับแรก ชนิดที่เรียกได้ว่าถามปุ๊บตอบปั๊บเป็นอับดุลกันเลย

10 ที่เที่ยว Unseen จังหวัดแพร่ ที่คุณจะเห็นได้เมื่ออยู่บนรางรถไฟเท่านั้น

แล้วจังหวัดแพร่กับรถไฟมันมีอะไรดี

ถ้าเราบอกว่ามันคือความพิเศษที่แสนจะธรรมดาล่ะ ยังจะสนใจมันอยู่หรือเปล่า เพราะนับตั้งแต่ที่ทางรถไฟสายเหนือเข้าเขตจังหวัดแพร่ที่เขาพลึง จนออกจากเขตจังหวัดที่ปางป๋วย มันไม่ได้มีความพิเศษหรือความท้าทายทางวิศวกรรมในการก่อสร้างที่เป็นตำนานเหมือนกับอุโมงค์ขุนตาน ไม่มีแม้กระทั่งสะพานข้ามหุบเหวที่ลำปาง แต่มันเป็นสิ่งธรรมดาที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะกลายเป็นความพิเศษ ด้วยเรื่องราวและสิ่งที่ซ่อนอยู่ในสถานที่นั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาคารสถานี อุโมงค์ หรือแม้แต่แค่เนินเขาธรรมดาเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่เรากำลังจะเล่าต่อไปนี้สร้างแรงดึงดูดมหาศาลให้กับ Railfan ที่นั่งรถไฟผ่าน ให้ลุกจากที่นั่งมารอคอยจะได้เห็นสิ่งเหล่านั้นด้วยตา

พร้อมแล้วก็ขึ้นขบวนรถไฟไปด้วยกันเลย

1. อุโมงค์เขาพลึง

10 ที่เที่ยว Unseen จังหวัดแพร่ ที่คุณจะเห็นได้เมื่ออยู่บนรางรถไฟเท่านั้น
10 ที่เที่ยว Unseen จังหวัดแพร่ ที่คุณจะเห็นได้เมื่ออยู่บนรางรถไฟเท่านั้น

ถ้ามาจากกรุงเทพฯ นี่คืออุโมงค์ที่ 2 ที่ขบวนรถไฟต้องลอด ห่างจากอุโมงค์ปางตูบขอบไปแค่ 3 กิโลเมตร และเป็นอุโมงค์ที่อยู่ตรงรอยต่อจังหวัดอุตรดิตถ์กับแพร่พอดิบพอดี 

สันเขาพลึงซึ่งเป็นกำแพงธรรมชาติที่กั้นอุตรดิตถ์กับแพร่ไว้ ทำให้เส้นทางหลวงหมายเลข 11 คดเคี้ยวอยู่ไม่น้อย ส่วนทางรถไฟก็ไม่ต่างกัน กำแพงเขาหนาประมาณ 300 เมตร ถูกเจาะออกเป็นถ้ำให้รถไฟลอดผ่าน ภายในตัวอุโมงค์ เป็นเนื้อหินตะปุ่มตำป่ำชัดเจน ไม่ได้ฉาบด้วยคอนกรีตราบเรียบเหมือนอุโมงค์ขุนตานหรืออุโมงค์รถไฟอื่น ๆ ปากอุโมงค์ทั้งสองฝั่งซ่อนอยู่ในหลืบเขา 

ทางฝั่งทิศใต้เป็นโค้งมีทัศนวิสัยกว้าง ส่วนฝั่งทิศใต้อยู่ในซอกเขาที่แคบพอจะทำให้ปากอุโมงค์เหลือพื้นที่อยู่เพียงนิดเดียว และด้วยความชื้นแฉะที่เรียกได้ว่าน่าจะมีตลอดทั้งปี จึงทำให้ปากอุโมงค์ทางด้านทิศเหนือมีตะไคร่เกาะอยู่เต็มตัวผนังปากอุโมงค์ 

ถ้าจะว่าไปแล้ว อุโมงค์นี้ก็เหมือนกับเป็นประตูที่ต้อนรับสู่จังหวัดแพร่

2. ที่หยุดรถแม่พวก

10 ที่เที่ยว Unseen จังหวัดแพร่ ที่คุณจะเห็นได้เมื่ออยู่บนรางรถไฟเท่านั้น
10 ที่เที่ยว Unseen จังหวัดแพร่ ที่คุณจะเห็นได้เมื่ออยู่บนรางรถไฟเท่านั้น

ที่หยุดรถแม่พวก เดิมเคยเป็นสถานี ปัจจุบันลดระดับลงเป็นเพียงแค่ที่หยุดรถ ซึ่งไม่ต้องมีนายสถานีประจำการ ถ้าเรียกแบบเข้าใจง่ายก็น่าจะเป็น Unmanned Station ซึ่งยังมีรถไฟจอดรับส่งอยู่นั่นแหละ แล้วไปซื้อตั๋วบนรถไฟเอา

ดูแล้วก็เป็นแค่อดีตสถานีรถไฟธรรมดา ๆ แต่ความไม่ธรรมดาอยู่ที่อาคารสถานีเป็นเอกลักษณ์ในแง่ของการวางผังสถานีที่ไม่มีสถานีไหนในประเทศไทยเหมือนเลย 

มีตัวอาคารไม้สองชั้นวางตัวบนชานชาลาคู่กัน และเชื่อมกันด้วยพื้นที่รอการโดยสาร ทำให้มองดูละม้ายคล้ายกับเป็นสถานีแฝดสยามที่มีส่วนเชื่อมต่อกันอยู่ 

หลังจากที่การรถไฟฯ ลดระดับจากสถานีเป็นที่หยุดรถนั้น ปกติมักจะรื้อถอนตัวอาคารออกไปด้วยเพราะเมื่อไม่มีคนประจำการก็ไม่จำเป็นต้องมีตัวอาคารแล้ว เป็นการลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการซ่อมบำรุงไปอีกด้วย แต่ชาวบ้านไม่ยอม เพราะนอกจากความพิเศษของตัวอาคารแล้ว สถานีแม่พวกนั้นในอดีต สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ก็เคยเสด็จทางรถไฟมาที่สถานีแห่งนี้ ชาวบ้านแม่พวกจึงอนุรักษ์และดูแลอาคารไม้แห่งนี้ นอกจากนั้นแล้วชุมชนแม่พวกก็ยังเป็นสวนอนุรักษ์ต้นสักอีกด้วย

3. ทางรถไฟสไลเดอร์

10 ที่เที่ยว Unseen จังหวัดแพร่ ที่คุณจะเห็นได้เมื่ออยู่บนรางรถไฟเท่านั้น
10 ที่เที่ยว Unseen จังหวัดแพร่ ที่คุณจะเห็นได้เมื่ออยู่บนรางรถไฟเท่านั้น
10 ที่เที่ยว Unseen จังหวัดแพร่ ที่คุณจะเห็นได้เมื่ออยู่บนรางรถไฟเท่านั้น

มันเป็นแค่ทางรถไฟลงเนินและขึ้นเนินใหม่ เพื่อลอดใต้ทางหลวงหมายเลข 11 ช่วงก่อนเข้าสถานีรถไฟเด่นชัย แต่เผอิญว่าความชันที่ขึ้น ๆ ลง ๆ เห็นชัดมาก จนสายถ่ายรูปรถไฟเขาชอบกันเพราะมันดูแปลกดี 

ถ้าเราอยู่ในขบวนและมองไปข้างหน้า จะเห็นว่าหัวรถจักรจะเชิดขึ้นแล้วลอดใต้สะพาน แต่ถ้ามองจากท้ายขบวน จะเห็นชัดว่าเหมือนสไลเดอร์ที่ลงจากเนินหนึ่ง แล้วพุ่งขึ้นอีกเนินหนึ่งโดยทันที แถมพอขึ้นเนินปั๊บก็หักโค้งอีกเลย ทำให้รูปของทางมันดูแปลก ๆ 

ถ้าถึงตรงนี้เมื่อไหร่ ให้รู้ไว้เลยว่ากำลังจะถึงสถานีเด่นชัยแล้ว

4. สถานีเด่นชัย

10 ที่เที่ยว Unseen จังหวัดแพร่ ที่คุณจะเห็นได้เมื่ออยู่บนรางรถไฟเท่านั้น
10 ที่เที่ยว Unseen จังหวัดแพร่ ที่คุณจะเห็นได้เมื่ออยู่บนรางรถไฟเท่านั้น
10 ที่เที่ยว Unseen จังหวัดแพร่ ที่คุณจะเห็นได้เมื่ออยู่บนรางรถไฟเท่านั้น

ไปแพร่ต้องลงเด่นชัย

เพราะทางรถไฟสายเหนือไม่ได้เข้าตัวเมืองแพร่ เด่นชัยจึงกลายเป็นสถานีประจำจังหวัดแพร่ไปโดยปริยาย ในยุคเดิมพบการสะกดชื่อ 2 แบบ คือ เด่นใจ และ เด่นไชย ก่อนที่จะเปลี่ยนการสะกดเป็น ‘เด่นชัย’ อย่างปัจจุบัน

ก่อนเข้าสถานีเด่นชัย ถ้ามาจากกรุงเทพฯ นั้นจะมีโค้งอยู่โค้งหนึ่ง ถือได้ว่าแคบและหักศอกพอสมควร ถ้ารถไฟของเราเป็นขบวนยาว จะมองเห็นหัวขบวนหรือท้ายขบวนได้อย่างชัดเจน เมื่อพ้นโค้งนั้นไปรถไฟก็จะเทียบชานชาลาอย่างสวยงาม ซึ่งสถานีเด่นชัยนั้นเป็นจุดที่ต่อรถเข้าอำเภอสูงเม่น อำเภอเมืองแพร่ หรือไปจังหวัดอื่น ๆ เช่นจังหวัดน่าน 

ในอนาคตที่ไม่ไกลจะมีทางรถไฟสายใหม่เกิดขึ้น โดยแยกจากทางรถไฟสายเหนือที่สถานีเด่นชัยนี้นี่แหละ เข้าไปตัวเมืองแพร่ ผ่านอำเภองาว จังหวัดลำปาง ผ่านพะเยา ผ่านเชียงราย และไปสุดสายที่เชียงของ สถานีเด่นชัยจะไม่ใช่สถานีประจำจังหวัดแพร่อีกต่อไป แต่เปลี่ยนหน้าที่ไปเป็น ‘สถานีชุมทาง’ ซึ่งหมายถึงสถานีที่อยู่ตรงจุดแยกสายของรถไฟ

ถ้าโดยสารรถไฟมาในช่วงหน้าหนาว และเป็นขบวนที่มาถึงเด่นชัยในตอนเช้า หากคุณโชคดีที่สภาพอากาศพอเหมาะ คุณจะพบสถานีเด่นชัยถูกหมอกปกคลุมจนขาวโพลน เหมือนเป็นสถานีรถไฟที่อยู่กลางสายหมอก และแทรกด้วยสีทองระเรื่อของแสงตะวันยามเช้า

5. แก่งหลวง

10 ที่เที่ยว Unseen จังหวัดแพร่ ที่คุณจะเห็นได้เมื่ออยู่บนรางรถไฟเท่านั้น
10 ที่เที่ยว Unseen จังหวัดแพร่ ที่คุณจะเห็นได้เมื่ออยู่บนรางรถไฟเท่านั้น
10 ที่เที่ยว Unseen จังหวัดแพร่ ที่คุณจะเห็นได้เมื่ออยู่บนรางรถไฟเท่านั้น
สถานีในหมอก บ้านฝรั่งกลางป่า ทางรถไฟสไลเดอร์ แก่งเลียบแม่น้ำ และวิวเด็ดที่คุณจะเห็นผ่านหน้าต่างรถไฟในเขตจังหวัดแพร่

แก่งหลวงคือทางรถไฟเลียบแม่น้ำยมระยะทางเกือบ 10 กิโลเมตร และไม่มีชุมชนใด ๆ ตั้งอยู่ในพื้นที่แห่งนี้

ลองจินตนาการภาพของโตรกเขาที่มีแม่น้ำไหลเชี่ยวอยู่ข้างล่าง และบนตีนเขาฝั่งหนึ่งของแม่น้ำมีทางรถไฟคดเคี้ยวไปตามกายภาพของภูเขานั้นเป็นทางโค้งรูปตัว S ไปไม่รู้จบ การนั่งรถไฟที่ผ่านช่วงแก่งหลวงซึ่งอยู่ระหว่างสถานีปากปานกับแก่งหลวงเชื้อเชิญให้มองออกไปนอกหน้าต่างได้ ซึ่งทัศนียภาพในแต่ละช่วงฤดูก็แตกต่างกันไป

หน้าร้อน ฟ้าใส ต้นไม้เป็นสีเหลือง น้ำลดจนเห็นแก่งชัดเจน

หน้าฝน ฟ้าขุ่น ต้นไม้เขียวชอุ่ม มีหมอกยอดต้นไม้ และน้ำเยอะไหลเชี่ยว

หน้าหนาว ฟ้าใส บางช่วงมีหมอกจับหนาจนทั่วบริเวณเต็มไปด้วยความขาวโพลนของหมอก เผยให้เห็นร่องน้ำอยู่ด้านล่างของโตรกเขานั้น

6. สะพานห้วยแม่ต้า

สถานีในหมอก บ้านฝรั่งกลางป่า ทางรถไฟสไลเดอร์ แก่งเลียบแม่น้ำ และวิวเด็ดที่คุณจะเห็นผ่านหน้าต่างรถไฟในเขตจังหวัดแพร่
สถานีในหมอก บ้านฝรั่งกลางป่า ทางรถไฟสไลเดอร์ แก่งเลียบแม่น้ำ และวิวเด็ดที่คุณจะเห็นผ่านหน้าต่างรถไฟในเขตจังหวัดแพร่
สะพานข้ามแม่น้ำยมถูกทิ้งระเบิดเสียหาย
ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
สถานีในหมอก บ้านฝรั่งกลางป่า ทางรถไฟสไลเดอร์ แก่งเลียบแม่น้ำ และวิวเด็ดที่คุณจะเห็นผ่านหน้าต่างรถไฟในเขตจังหวัดแพร่

ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นตอม่อสะพานเก่าอยู่ข้างสะพานใหม่ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน

สะพานรถไฟเหล็กสีดำที่ดูธรรมดาและธรรมดามาก มันซ่อนสะพานเดิมที่เหลือเพียงแค่ซากเอาไว้ข้าง ๆ

สะพานนี้ข้ามแม่น้ำยมใกล้กับป้ายหยุดรถห้วยแม่ต้า ดูเผิน ๆ คือสะพานรถไฟธรรมดา หากให้พิจารณาด้านข้างทางซ้ายมือ หากหันหน้าไปทางเชียงใหม่ จะมองเห็นสิ่งปลูกสร้างที่เหมือนตอม่อสะพานรถไฟอยู่ข้างสะพานนี้ และมีร่องรอยความเสียหายอยู่บนผิวของตอม่อนั้น นั่นคือสะพานรถไฟเดิมที่ถูกระเบิดตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 จนสะพานขาดและเสียหายมาก การทำให้รถไฟยังคงวิ่งต่อได้จึงต้องแก้แนวเส้นทางและสร้างสะพานแห่งใหม่ข้าง ๆ กัน และทิ้งสะพานเดิมให้เหลือเพียงแค่ตอม่อ

ต้องอาศัยตาไวนิดหนึ่งถึงจะสังเกตเห็น

7. สถานีรถไฟบ้านปิน

สถานีในหมอก บ้านฝรั่งกลางป่า ทางรถไฟสไลเดอร์ แก่งเลียบแม่น้ำ และวิวเด็ดที่คุณจะเห็นผ่านหน้าต่างรถไฟในเขตจังหวัดแพร่
สถานีในหมอก บ้านฝรั่งกลางป่า ทางรถไฟสไลเดอร์ แก่งเลียบแม่น้ำ และวิวเด็ดที่คุณจะเห็นผ่านหน้าต่างรถไฟในเขตจังหวัดแพร่
สถานีในหมอก บ้านฝรั่งกลางป่า ทางรถไฟสไลเดอร์ แก่งเลียบแม่น้ำ และวิวเด็ดที่คุณจะเห็นผ่านหน้าต่างรถไฟในเขตจังหวัดแพร่

สถานีรถไฟที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบบาวาเรียน ดูมีความเป็นกระท่อมในยุโรป เพราะคนที่ออกแบบคือนายช่างชาวเยอรมันนี่แหละที่ตั้งใจทำให้อาคารมีความเป็นตึกแบบพื้นถิ่นในสไตล์ Half Timber หลังคาทรงจั่ว และสอดแทรกลวดลายฉลุแบบล้านนาเข้าไปตามช่องระบายอากาศ เหนือบานประตู และหน้าต่าง

สถานีบ้านปินจึงมีฉายาว่า ‘ฝรั่งกลางป่า’ เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใครในประเทศนี้ เหมือนกับบ้านในต่างประเทศที่ซ่อนตัวอยู่ในภูมิประเทศที่เป็นป่า สถานีบ้านปินเองก็มีคนขึ้นลงรถไฟไม่น้อยเลย มันคือสถานีรถไฟประจำอำเภอลอง จังหวัดแพร่ ที่เป็นอำเภอเล็ก ๆ ในหุบเขานี้

8. อุโมงค์ห้วยแม่ลาน

สถานีในหมอก บ้านฝรั่งกลางป่า ทางรถไฟสไลเดอร์ แก่งเลียบแม่น้ำ และวิวเด็ดที่คุณจะเห็นผ่านหน้าต่างรถไฟในเขตจังหวัดแพร่
สถานีในหมอก บ้านฝรั่งกลางป่า ทางรถไฟสไลเดอร์ แก่งเลียบแม่น้ำ และวิวเด็ดที่คุณจะเห็นผ่านหน้าต่างรถไฟในเขตจังหวัดแพร่

อุโมงค์รถไฟแห่งที่ 2 ของจังหวัดแพร่ และมีความสั้นเป็นอันดับ 2 ของประเทศด้วย ความยาวของมันมีไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น และเป็นทางโค้งตลอดแนวเส้นทาง ซึ่งก็ดูเหมือนอุโมงค์ทั่ว ๆ ไป แต่ไม่เหมือนตรงที่ปากอุโมงค์ทางด้านทิศเหนือนั้นอยู่ติดกับลาดเชิงเขามาก จนไม่มีพื้นที่พอให้ก่อผนังเป็นรูปสี่เหลี่ยมครอบปากอุโมงค์เหมือนที่อื่น ๆ เลยกลายเป็นรูปสามเหลี่ยมที่แปลกตาและไม่เหมือนอุโมงค์ไหนเลยในประเทศนี้

9. สถานีรถไฟผาคัน

10 ที่เที่ยว Unseen จังหวัดแพร่ ที่คุณจะเห็นได้เมื่ออยู่บนรางรถไฟเท่านั้น
10 ที่เที่ยว Unseen จังหวัดแพร่ ที่คุณจะเห็นได้เมื่ออยู่บนรางรถไฟเท่านั้น

ผาคัน เป็นสถานีรถไฟเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในทางโค้งรูปตัว S ปกติแล้วการสร้างสถานีรถไฟในไทยจะไม่ค่อยนิยมตั้งบนทางโค้ง เพราะเมื่อเวลารถจอดจะมองว่าผู้โดยสารขึ้นรถครบแล้วหรือยังได้ค่อนข้างยาก แต่ถ้าหากภูมิประเทศมันบีบบังคับก็จำเป็นต้องทำล่ะน่า

เสน่ห์ของสถานีผาคันอาจไม่ได้ดึงดูดกับผู้โดยสารทั่วไปมากเท่าไหร่นัก แต่ดึงดูดสายตาของ Railfan ที่ชื่นชอบการมองดูรถไฟเข้าโค้ง และโค้งที่นี่ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง นอกจากมันจะตีวงแคบชนิดว่าได้ยินเสียงล้อรถไฟเบียดรางดังเอี๊ยดอ๊าดแล้ว มันยังหักเป็นรูปตัว S ในพื้นที่สถานีอีกด้วย ซึ่งเมื่อไหร่ที่รถไฟถึงสถานีผาคันนั้น จะเห็น Railfan ยื่นกล้องออกมาไม่ถ่ายรูปก็วิดีโออยู่ร่ำไป 

เรียกได้ว่าเป็นโค้งมหาชนแห่งหนึ่งของสายเหนือเลยก็ว่าได้ ถ่ายรูปกันโดยมิได้นัดหมาย

10. เนิน 588

ปิดท้ายพื้นที่สุดท้ายก่อนจะออกจากจังหวัดแพร่และเข้าสู่ลำปางอย่างเป็นทางการ เนิน 588 หมายถึง เนินเขา (จริง ๆ คือยอดของสันเขา) อยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 588 จากกรุงเทพมหานคร ถ้าเราจำสถานีบ้านปินได้ ทางรถไฟจะไต่ระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ แทบจะไม่เจอทางลงเลยจนมาถึงเนิน กม. 588 นี่แหละ

เนิน 588 คือ Summit Point ของทางรถไฟที่ตัดผ่านเทือกเขาที่ขวางระหว่างแพร่และลำปาง อยู่ระหว่างสถานีผาคันและปางป๋วย ถ้าอยู่ในรถสังเกตยากอยู่ แต่เราจะสัมผัสได้ว่าตั้งแต่ออกจากสถานีผาคันมาเสียงรถจักรจะดังกระหึ่มตลอดทาง และรถไฟก็จะวิ่งเอื่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ จนมาถึงจุดนี้เสียงรถจักรจะเบาลงจนเหมือนไม่ได้เร่งเครื่อง และรถไฟจะวิ่งไวขึ้นพร้อมได้ยินเสียงเบรคเป็นระยะ ๆ 

หากเรามองผ่านห้องขับรถไฟ หรือมุมมองท้ายขบวน เนิน 588 เป็นหลังเต่าอย่างเห็นได้ชัด และมีป้ายใหญ่ข้างทางบอกว่า ‘เข้าเขตจังหวัดลำปาง’ เป็นอันสิ้นสุดทางรถไฟในเขตจังหวัดแพร่

ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือความพิเศษแสนธรรมดาของรถไฟที่ผ่านจังหวัดแพร่ จังหวัดที่อาจจะเป็นเพียงทางผ่าน แต่เมื่อลองพิจารณาลึก ๆ แล้ว เสน่ห์และเรื่องราวของมันก็ดึงดูดให้เราอยากลงรถไฟที่จังหวัดนี้ และเจาะเที่ยวไปในแต่ละที่ เพื่อทำความรู้จักให้มากกว่าเดิมก็เป็นได้

เกร็ดท้ายขบวน

  1. ขบวนที่เหมาะกับการชมวิวรถไฟเมืองแพร่มากที่สุด คงไม่พ้นด่วน 51 (กรุงเทพฯ-เชียงใหม่) รถเร็ว 102 (เชียงใหม่-กรุงเทพฯ) และขบวนรถท้องถิ่น 407/408 (นครสวรรค์-เชียงใหม่-นครสวรรค์)
  2. หากทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงของ สร้างเสร็จ แพร่จะมีอุโมงค์รถไฟเพิ่มมาอีกที่อำเภอสอง และยาวมาก ๆ ด้วย
  3. สำหรับอุโมงค์เขาพลึงนั้น ไม่แนะนำให้ไปท่องเที่ยว เพราะค่อนข้างเป็นจุดอับจากภูมิประเทศ และจะฟังเสียงรถไฟได้ลำบากด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายจากรถไฟได้

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

เราไม่ได้นั่งรถไฟพัดลมกลับบ้านที่ต่างจังหวัดมานานแล้ว

เราเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด ใช้ชีวิตตั้งแต่เด็กยันตอนนี้ก็ 30 กว่าปีเข้าไปแล้ว ตอนเด็ก ๆ ต้องแบ่งชีวิตช่วงปิดเทอมหน้าร้อนหอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่ที่พิจิตร ซึ่งเป็นบ้านตากับยายและพี่สาว อย่างน้อยก็ปีละ 1 – 2 สัปดาห์ ไม่แน่ใจว่าการโดนส่งไปอยู่พิจิตรนั้น เป็นเพราะอยากให้ไปใช้ชีวิตในอีกแบบหนึ่งบ้าง หรือที่บ้านไม่อยากให้อยู่ด้วยกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ บ้านตาและยายที่พิจิตร คือสารตั้งต้นความคลั่งรักรถไฟที่ทำให้เราได้มาเขียนอะไรให้พวกคุณอ่านอยู่ตรงนี้

ทุก ๆ ครั้ง พ่อจะหนีบเราขึ้นรถไฟเที่ยวเช้าสุด เป็นรถเร็วขบวน 101 กรุงเทพ-เชียงใหม่ ตีตั๋วไปลง ‘สถานีตะพานหิน’ จังหวัดพิจิตร ขบวนนี้ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง สักเที่ยง ๆ ก็ถึงตะพานหินแล้ว เราสองคนพ่อลูกจะต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานีกรุงเทพ พ่อพร่ำบอกเสมอว่าจะได้มีที่นั่ง ซึ่งการจองที่นั่งของพ่อนับว่าเป็นนวัตกรรมเฉพาะบ้านมาก ๆ นั่นคือเมื่อรถไฟค่อย ๆ ไหลเข้ามาเทียบที่ชานชาลา พ่อจะอุ้มเราโยนผ่านหน้าต่างเข้าไปที่เก้าอี้ เพื่อให้ลูกเป็นตัวจองที่

ใช่ คุณอ่านไม่ผิด พ่อเราทำแบบนี้จริง ๆ แล้วก็ได้ที่นั่งริมหน้าต่างสมใจลูกทุกครั้งด้วย เพราะพ่อรู้ว่าลูกชอบเอาหน้าโกรกลมริมหน้าต่างเป็นชีวิตจิตใจ ตลอดการเดินทางพ่อไม่ต้องห่วงกังวลเลยว่าเด็กน้อยจะงอแง เพราะเมื่อไหร่ที่อยู่บนรถไฟ ก็เหมือนถูกสะกดเอาไว้อย่างอยู่หมัด

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ในวัย 35 ปี

ปกติแล้วเรานั่งรถด่วนพิเศษที่เรียกกันติดปากว่า ‘สปรินเตอร์’ กลับบ้าน มันเป็นรถแอร์ มีอาหารบริการ จอดน้อยมากเพียงแค่สถานีประจำจังหวัดและอำเภอขนาดใหญ่ ใช้เวลาเดินทางเพียง 4 ชั่วโมงถึงตะพานหิน มีทั้งรอบเช้าและรอบสายให้เลือก แต่ตอนนี้เราไม่มีตัวเลือก เพราะความชะล่าใจที่ดันไม่ได้จองตั๋วล่วงหน้านาน ๆ บวกกับเป็นวันหยุดยาว ทำให้รถด่วนพิเศษเต็มไปเรียบร้อย เหลือเพียงรถนั่งชั้น 2 พัดลมของรถเร็วที่ 111 กรุงเทพ-เด่นชัย เท่านั้น

ตัดสินใจไม่ยาก…เราไม่ได้อยากนั่งชั้น 3 ถึง 5 ชั่วโมง ต่อให้เป็นแฟนคลับรถไฟขนาดไหน แต่การนั่งหลังตรงเด่ไปจนถึงตะพานหินในวัย 35 มันทรมานร่างกายแน่นอน รถนั่งชั้น 2 พัดลมแบบปรับเอนได้จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้

รถเร็วที่ 111 หรือที่เรียกกันติดปากว่าขบวนตองหนึ่ง วิ่งไปบนเส้นทางเดิมที่วิ่งมานับสิบ ๆ ปี การนั่งรถพัดลมในวันที่อากาศเย็นเพราะฝนตกมาตั้งแต่เมื่อคืน ทำให้การเดินทางวันนี้ไม่ได้เลวร้ายอะไร สมัยที่นั่งรถไฟกับพ่อ เราตื่นเต้นกับวิวสองข้างทางและรถไฟที่วิ่งสวนกันมาก ความสนใจของเด็กชายแฮมสร้างกิจกรรมแปลก ๆ ขึ้นมา คือเด็กคนนี้ไม่ท่องสูตรคูณ แต่ท่องชื่อสถานีรถไฟตั้งแต่กรุงเทพฯ ถึงตะพานหินและท่องเรียงลำดับได้แบบไม่ผิดเพี้ยนตั้งแต่อยู่ ป.6 สูตรคูณก็ยังท่องได้ไม่เป๊ะขนาดนี้ นับเป็นความสามารถพิเศษที่ต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ เราจดจำวิวสองข้างทางได้ และทันทีที่เห็นก็บอกได้เลยว่าคือที่ไหน

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น
ทางระหว่างสถานีบ้านหมอกับสถานีหนองโดน จ.สระบุรี

จากกรุงเทพฯ เพียง 2 ชั่วโมงกว่า ๆ รถไฟก็มาถึงสถานีชุมทางบ้านภาชี ที่นี่เป็นทางแยกระหว่างสายเหนือกับสายอีสาน สมัยก่อนเมื่อรถไฟมาถึงบ้านภาชี สิ่งที่ผู้โดยสารเกือบทั้งขบวนที่เป็นขาประจำต้องทำกัน คือโผล่หัวออกไปนอกหน้าต่างเพื่อรอซื้อไอติมกะทิหอมหวานมันในถ้วยสีชมพู นี่คือไอติมบ้านภาชีที่ลือชื่อ เรียกได้ว่าหากนั่งรถไฟผ่านสถานีนี้แล้วไม่ซื้อไอติมเท่ากับผิดประเพณีเป็นอย่างมาก

แต่วันนี้ไม่มีไอติมบ้านภาชีมาอยู่ริมหน้าต่างเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะหมดสัญญาขายกับสถานีและไม่มีการสานต่อ จึงปิดตำนานไอติมกะทิราคา 5 บาท ที่ต้องแย่งกันซื้อให้ทันเวลารถออก

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น

จากบ้านภาชี รถไฟเดินทางมาถึงสถานีลพบุรี ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดเขตรถไฟทางคู่ ถัดไปนิดหนึ่งเป็นพระปรางค์สามยอดที่มีฝูงวานรเจ้าถิ่นนั่งเป็นพนักงานต้อนรับริมทางรถไฟกันเนืองแน่น คอยสบตาคนบนรถไฟด้วยหวังว่าจะมีใครโยนอะไรให้กินบ้าง จากลพบุรีไปจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น คือการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เดิมทีเมื่อพ้นสถานีลพบุรีไปแล้ว ทางรถไฟจะเป็นทางเดี่ยวยาวไปจนถึงเชียงใหม่ ถ้ารถไฟจะสวนกันก็ต้องมีขบวนหนึ่งรอหลีกที่สถานี เพื่อให้อีกขบวนสวนหรือแซงไป การสร้างรถไฟทางคู่จะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยลดเวลาการเดินทางลงไปได้พอสมควร รถสวนกันได้สบาย ๆ แถมมีสถานีใหญ่เพียงพอรองรับการใช้งาน แต่ติดอยู่เรื่องเดียวคือ เมื่อทางมี แต่เรา ๆ ก็อยากได้รถไฟใหม่ ๆ มาเพิ่ม เพื่อที่การเดินทางด้วยรถไฟจะได้สะดวกและครบวงจรมากขึ้น

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น
โดนรถด่วนแซงซะแล้วที่สถานีห้วยแก้ว
นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น
เกษตรกรรมริมทางรถไฟแถวช่องแค

มีเรื่องหนึ่งที่แอบคิดว่า ถ้ารถไฟทางคู่เสร็จ แล้วมีรถไฟใหม่ ๆ มา วิถีชีวิตของชาวบ้านที่ขายของกับรถไฟเพื่อให้คนนั่งได้อิ่มท้อง จะยังคงอยู่หรือเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน ว่าไปแล้วเรื่องที่เกี่ยวโยงผูกพันระหว่างคนกับรถไฟ นอกจากเรื่องเส้นทางที่เข้าถึงชุมชนระหว่างทางแล้ว ก็คงเป็นเรื่องอาหารการกินที่ขายโดยคนในพื้นที่และเป็นของดีที่อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ

นอกจากไอติมบ้านภาชีที่กล่าวไปแล้ว ของกินอันทรงคุณค่าของทางรถไฟสายเหนือช่วงผ่านที่ราบภาคกลาง สะท้อนลักษณะวัฒนธรรมทางอาหารออกมาได้อย่างชัดเจน อาหารกล่องส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นข้าวผัดหรือกะเพราโปะด้วยไข่ดาว บ้างก็มีของกินเล่นเป็นข้าวเหนียวหมูทอดเนื้อทอดช่วงสถานีอยุธยา ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อนที่สถานีท่าเรือ ขนมจีบหมูสถานีบางมูลนาก

ที่ประทับใจสุดคงมีอยู่ 2 อย่าง

อย่างแรกคือข้าวกะเพราหมูเกี้ยมฉ่ายร้านเจ๊จู๊ดที่สถานีช่องแค ร้านนี้เขารู้กันว่าถ้าดุ่ม ๆ มากินหรือนึกกินเดี๋ยวนั้นไม่ได้ ต้องพรีออเดอร์ล่วงหน้าเท่านั้น ถ้าเป็นขาประจำเขาจะโทรสั่งเลย แล้วให้แม่ค้ามาส่งที่หน้าต่างรถไฟ แต่เราไม่มีเบอร์ร้าน เลยต้องโทรหาเพื่อนให้เป็นธุระจัดการให้ และแน่นอนว่าพรีออเดอร์ตั้งแต่กรุงเทพฯ หมูกรอบก็หมด! อะ อย่างน้อยได้กินหมูสับก็ยังดี

ข้าวห่อมาในกระดาษหนังสือพิมพ์ (วันนี้เป็นหนังสือพิมพ์เกาหลีแฮะ) รสชาติอร่อยมาก โรยน้ำปลาพริกหน่อยคือเด็ดดวง

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น

อันที่ 2 ของกินเล่นออร์แกนิกอย่างฝักบัว (ฝักดอกบัวที่ไม่ใช่ฝักบัวอาบน้ำอะ) ที่ต้องละเมียดแงะออกมาทีละเม็ด กินรสชาติจืด ๆ มัน ๆ ซึ่งถ้าเมื่อไหร่เห็นแม่ค้าห้อยฝักบัวขึ้นมาขาย นั่นคือเรากำลังใกล้ดินแดนนครสวรรค์ขึ้นทุกที แล้วเจ้าฝักบัวพวกนี้เป็นดัชนีบ่งบอกของท้องถิ่นได้ด้วยนะ เพราะนครสวรรค์ พิจิตร ยันพิษณุโลก เป็นพื้นที่ที่มีดอกบัวธรรมชาติขึ้นเยอะมาก ทั้งท้องนา คลอง หรือแม้แต่บึงบอระเพ็ด บึงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเราจะเห็นวิวของบึงได้ผ่านหน้าต่างรถไฟ

บึงบอระเพ็ดและดงดอกบัว แต่ไม่มีจระเข้ในภาพนะ
นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น

บึงบอระเพ็ดนี้นอกจากจะเป็นแหล่งระบบนิเวศที่ใหญ่มโหฬารของภาคกลางแล้ว ยังมีจระเข้น้ำจืดธรรมชาติอาศัยอยู่ด้วย พ่อเล่าให้ฟังว่าสมัยจีบแม่ใหม่ ๆ เมื่อนั่งรถไฟผ่านก็จะเห็นจระเข้มาอาบแดดอยู่ตามตลิ่งบึงริมทางรถไฟ แต่ตอนนี้คงไม่เห็นภาพแบบนั้นแล้ว ด้วยจำนวนประชากรจระเข้ที่ลดลง รวมถึงการรุกเข้ามาของชุมชน ทำให้เจ้าชาละวันทั้งหลายต้องย้ายที่อยู่อาศัยไปอยู่ในส่วนที่ไม่มีการรบกวน

นึกภาพไม่ออก ถ้านั่งรถไฟแล้วเห็นจระเข้ตากแดดอยู่ริมตลิ่งในระยะที่ตามองเห็นได้ ฉันจะรู้สึกยังไงกันวะ

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น

ทางรถไฟสายเหนือตั้งแต่ปากน้ำโพเป็นต้นไปตัดไล่ไปตามแนวแม่น้ำน่าน มีชุมชนสำคัญ ๆ ที่เติบโตไปพร้อม ๆ กับแม่น้ำน่านและรถไฟหลายแห่ง หลายคนคงคุ้นเคยกันจากละครเรื่อง กรงกรรม ไม่ว่าจะเป็นทับกฤช ชุมแสง ชุมชนขนาดย่อม ๆ โซนสุดท้ายของจังหวัดนครสวรรค์ที่เป็นฉากหลังของแม่ย้อยและซ้อเรณู ก่อนเข้าสู่จังหวัดพิจิตรที่บางมูลนาก

บ่ายโมงเศษ ๆ เรามาถึงสถานีตะพานหิน สถานีรถไฟที่เคยได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในพิจิตร และใหญ่กว่าสถานีประจำจังหวัดอย่างสถานีพิจิตรด้วย ในจังหวัดพิจิตรมีรถไฟผ่านเพียง 3 อำเภอ คือ บางมูลนาก ตะพานหิน และเมืองพิจิตร โดยมีสถานีสำคัญในจังหวัดอันเป็นที่ตั้งของชุมชนเก่าแก่แต่ดั้งเดิม ได้แก่ สถานีบางมูลนาก ตะพานหิน หัวดง วังกรด พิจิตร และท่าฬ่อ

สถานีตะพานหินเป็นสถานีระดับอำเภอ ความยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่เกรียงไกรของตะพานหิน คือการมีถนนสายหลักที่เดินทางต่อไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์เข้ามาสิ้นสุดในตลาด ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านละแวกเดียวกับสถานีรถไฟ ในอดีตเส้นทางรถไฟเป็นเส้นทางหลักในการเดินทาง และถนนทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดฝอยส่งต่อคนจากระบบรางไปยังพื้นที่ที่ไม่มีราง เพชรบูรณ์ก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อลงรถไฟแล้วจะมีรถประจำทางรับคนเดินทางต่อไปเขาทราย ชนแดน ข้ามเขารัง ไปวังชมภู ไปเพชรบูรณ์ ไปหล่มสัก คนเพชรบูรณ์ที่จะนั่งรถไฟก็ต้องมาขึ้นรถไฟที่สถานีตะพานหินนี่แหละ นอกจากนั้น ตะพานหินยังเป็นสถานีรับแร่ยิปซัมขนส่งทางรถไฟอีกด้วย เลยทำให้เมืองตะพานหินคึกคัก เป็นชุมชนเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่ามีอาคารพาณิชย์ในพื้นที่ฝั่งตลาดเต็มไปหมด

นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น
นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น
นั่งรถไฟไปสถานีตะพานหิน พร้อมลายแทงเมนูลับที่ต้องพรีออเดอร์ตั้งแต่เช้าตรู่เท่านั้น

เกร็ดน่ารู้ของสถานีตะพานหินคือ อาคารสถานีสร้างพร้อมอาคารสถานีเด่นชัยเพื่อทดแทนอาคารไม้เดิม และมีพิธีเปิดใช้อาคารใหม่ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2500 ซึ่งตรงกับวันชาติ เดิมทีอาคารสถานีอยู่ทางทิศตะวันตกของทางรถไฟฝั่งเดียวกับตลาด ลงรถไฟปั๊บก็เข้าสถานี แล้วเดินเข้าตลาดได้เลย แต่ด้วยความที่มีภารกิจด้านการขนส่งมาก จึงต้องขยายย่านสถานีให้พร้อมรับกิจกรรมทุกรูปแบบ ทั้งโดยสารและสินค้า เปลี่ยนตำแหน่งอาคารสถานีให้ไปอยู่ด้านทิศตะวันออกแทน ติดกับฝั่งท่ารถไปเพชรบูรณ์ แถมด้วยสะพานไม้ข้ามย่านสถานีรถไฟ ถ้าหากมีขบวนรถไฟจอดอยู่ก็ให้คนขึ้นสะพานไม้ข้ามไปฝั่งตลาดได้

สะพานลอยข้ามย่านสถานีรถไฟอาจไม่ใช่ของแปลกใช่ไหมครับ เพราะหลายสถานีที่มีย่านขนาดใหญ่ เช่น สุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ นครราชสีมา หรือสถานีรถไฟทางคู่ยุคใหม่ ๆ ต้องมีสะพานลอย แต่วัสดุนี่แหละที่แตกต่างจากที่อื่น เดิมทีสะพานลอยพวกนี้สร้างขึ้นด้วยไม้และเปลี่ยนเป็นเหล็กหรือคอนกรีต แต่ที่ตะพานหินยังคงเป็นสะพานโครงสร้างไม้เหลืออยู่แห่งเดียวในประเทศ และเป็นแห่งสุดท้ายแล้วจริง ๆ จึงกลายเป็น สะพานไม้ที่ตะพานหิน’ อันเป็นเอกลักษณ์ของสถานีนี้

สะพานไม้ข้ามย่านสถานีที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

ความสำคัญของตะพานหินสะท้อนออกมาด้วยการมีขบวนรถไฟมายังปลายทางเป็นของตัวเอง นั่นคือรถธรรมดาที่ 211/212 กรุงเทพ-ตะพานหิน-กรุงเทพ ที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า รถนอนตะพานหิน เป็นรถนักเรียนและแม่ค้า ออกจากตะพานหินเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ช่วงตี 5 ครึ่ง และออกจากกรุงเทพฯ อีกทีช่วงบ่ายโมง มาถึงตะพานหินทุ่มครึ่ง แล้วนอนค้างคืนรอออกวันถัดไป รถไฟสายเหนือที่มุ่งหน้าไปเชียงใหม่แทบทุกขบวนต้องจอด ทั้งรถเร็ว รถด่วน รถด่วนพิเศษ อาจยกเว้นรถด่วนพิเศษที่เป็นตู้นอนที่ขอวิ่งผ่านแบบฉิว ๆ ไปจอดอีกทีก็พิจิตรกับพิษณุโลก และทุกขบวนที่จอดก็มีคนขึ้นลงไม่น้อย จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า สถานีตะพานหินก็เป็นอีกสถานีสำคัญของทางรถไฟสายเหนือ

สามล้อเครื่อง อีกหนึ่งยานพาหนะรับจ้างในตะพานหินที่ยังคงได้รับความนิยม

การมาซัมเมอร์ที่บ้านยายเป็นความน่าเบื่อในระดับหนึ่งของเด็กกรุงเทพฯ ที่ทีวีก็ดูไม่ชัด เล่นอะไรก็ไม่ค่อยได้เพราะไม่มีเพื่อน การดูรถไฟเป็นเพียงกิจกรรมเดียวที่ทำให้ไม่เบื่อ เราได้ทักษะการเงี่ยหูฟังเสียงรถไฟ ทักษะการจดจำรูปแบบขบวนรถไฟก็มาจากที่นี่ เรามักจะจำเวลารถไฟเอาไว้ แล้วคอยเงี่ยหูฟังว่ามันจะมาตอนไหน ถ้ามาจากทางกรุงเทพฯ (รถขาขึ้น) จะได้ยินเสียงล่วงหน้าเป็นนาที แต่ถ้ามาจากทางเชียงใหม่ (รถขาล่อง) จะไม่ค่อยได้ยินเสียง รู้ตัวอีกทีก็วิ่งผ่านหน้าบ้านไปแล้ว 

การดูรถไฟของเรามีรูปแบบที่ตายตัวมาก คือดูว่านี่ขบวนอะไร วันนี้มีกี่ตู้ ใช้หัวอะไรลาก ตรงเวลาหรือไม่ตรงเวลา ยิ่งช่วงสงกรานต์สมัยก่อน ถึงขั้นมาดูเลยว่าขบวนไหนคนนั่งหลังคามากที่สุด แล้วตอนกลางคืนก็จะต้องนอนฟังเสียงรถไฟ ตั้งสมาธิให้จดจำเข้าสมองว่าเสียงแบบนี้คือรถสินค้า เสียงแบบนี้คือรถโดยสาร

พอมากเข้า ๆ คุณตาเห็นแล้วคงคิดว่าน่าจะพาไปดูใกล้ ๆ หน่อย ก็เริ่มพาหลานขยับจากหน้าบ้าน ซ้อนท้ายจักรยานไปสถานีรถไฟใกล้บ้านที่ชื่อว่า ‘สถานีห้วยเกตุ’

สถานีห้วยเกตุเป็นสถานีย่อยในหมู่บ้านของเรา เป็นสถานีไม้ชั้นเดียวเล็ก ๆ ส่วนใหญ่เน้นการใช้หลีกรถไฟให้สวนทางกันมากกว่า มีเพียงรถธรรมดาและรถท้องถิ่นเท่านั้นที่จอดแค่วันละ 6 ขบวน

สถานีนี้เป็นทั้งที่พักผ่อนและโรงเรียนรถไฟของเรา แถมครอบครัวเรายังเป็นเมมเบอร์ระดับพระกาฬของสถานีห้วยเกตุอย่างเหนียวแน่นตั้งแต่รุ่นยายทวดยันรุ่นแม่รุ่นน้า นั่นเป็นเพราะว่ารถไฟคือสิ่งเดียวที่เดินทางออกจากหมู่บ้านได้ง่ายที่สุด สมัยนั้นถนนเข้าหมู่บ้านเป็นเพียงคันกั้นน้ำและเป็นทางลูกรังเล็ก ๆ ใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะเข้าถึงตัวอำเภอ ทางรถไฟจึงเป็นเส้นทางที่สะดวกที่สุด ไวที่สุด นักเรียนในหมู่บ้าน (ก็คือบรรดาน้า ๆ ของเราและสหาย) ต้องนั่งรถไฟจากบ้านเข้าไปเรียนที่ตัวอำเภอ

แม่กับน้าเล่าให้ฟังว่า ตอนเช้าจะมีรถสองตู้ หัวขบวนเป็นตู้สินค้า ท้ายขบวนเป็นรถโดยสาร 2 ตู้ เขาเลยเรียกกันว่ารถสองตู้ เป็นรถนักเรียนกับแม่ค้าขาล่องไปตะพานหิน ซึ่งเราเดาว่าน่าจะเป็นรถรวมพิษณุโลก-บางซื่อ ไม่ก็รถท้องถิ่นปลายทางบางมูลนาก

น้า ๆ จะใช้สัญญาณในการดูว่าจะไปสถานีรถไฟได้หรือยังจากเสาสัญญาณหางปลา ซึ่งเป็นสัญญาณสำหรับรถไฟคล้าย ๆ กับไฟเขียวไฟแดง หากมีสัญญาณว่ารถไฟกำลังจะเข้าสถานี น้า ๆ ก็จะต้องใส่เกียร์หมาวิ่งไปสถานีทันที (แล้วทันด้วย งงมากว่าทันได้ยังไง) ถ้าที่นั่งในตู้โดยสาร 2 ตู้เต็ม ก็จะไปนั่งที่ตู้สินค้า ไม่ก็รถขนท่อนซุง พอตอนเย็นก็จะนั่งรถธรรมดากรุงเทพ-พิษณุโลก จากตะพานหินมาลงที่ห้วยเกตุ แล้วเดินกลับบ้านเป็นกิจวัตรแบบนี้ในทุก ๆ วัน เรียกได้ว่าชีวิตของคนในท้องถิ่นแต่ก่อนนั้น ผูกพันและเกี่ยวโยงกับรถไฟเสมอ ทั้งกิจวัตรประจำวัน ไปเรียน ไปทำงาน หรือแม้แต่เข้ากรุงเทพฯ ไปหางานทำ

ทุกครั้งที่กลับบ้าน เราต้องมาเยี่ยมสถานีนี้จนนายสถานีจำหน้าได้ ช่วงตั้งแต่บ่าย 3 เป็นต้นไปจะมีรถไฟผ่านสถานีนี้หลายขบวน แต่เรามักเลือกช่วงเย็นที่แดดร่มลมตก เดินมาตามทางรถไฟก็จะทันเห็นรถธรรมดาที่ 201 กรุงเทพ-พิษณุโลก เข้ามาจอดส่งคนพอดี ซึ่งคนที่ลงสถานีนี้ส่วนใหญ่ก็มาจากตะพานหินบ้าง หรือมาจากแถว ๆ นครสวรรค์ น้อยคนนักที่จะนั่งมาจากกรุงเทพฯ นั่นคงต้องอดทนจริง ๆ เพราะขบวนนี้จอดเลียบทุกสถานีระหว่างทาง ซึ่งก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่แสนประหยัดเพียง 59 บาทจากกรุงเทพฯ (แน่นอนว่าเราเคยนั่งครั้งหนึ่ง และเข็ดตลอดไป)

เรามักใช้เวลาที่สถานีประมาณชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมงก่อนจะกลับบ้าน ชีวิตที่นี่ผ่านไปอย่างเชื่องช้ากว่าที่กรุงเทพฯ มาก บรรยากาศของชนบทเต็มไปด้วยความเนิบนาบที่ไม่พบเจอในเมือง เสียงตามสายจากวัดก้องสะท้อนไปทั่วหมู่บ้าน เป็นหอกระจายข่าวให้ได้ยินงานบุญอย่างทั่วถึง ปนไปกับเสียงนกร้อง เสียงรถไถนา และเสียงรถไฟ

การได้กลับมาบ้านก็เหมือนเป็นการพักผ่อนอีกอย่างหนึ่ง แค่นั่งล้อมวงกินกับข้าวบ้าน ๆ กางมุ้งนอนนอกชานระเบียง ฟังเสียงจิ้งหรีดสลับกับเสียงรถไฟ ตื่นเช้าไปทำบุญวันพระใหญ่ที่เราต้องหิ้วปิ่นโตไปวัดเพื่อตักข้าวใส่บาตรพระ เอาข้าวหม้อแกงหม้อมารวม ๆ กันเลี้ยงพระ นั่งสัปหงกตอนพระเทศน์ ทักทายญาติพี่น้อง อัปเดตชีวิตกับคนคุ้นเคย จบท้ายด้วยนั่งตากลมเย็น ๆ ดูรถไฟวิ่งผ่านไปผ่านมาที่ถนนหน้าบ้าน

ถ้าคุณนั่งรถไฟสายเหนือผ่านสถานีห้วยเกตุมา แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นผู้ชายตัวสูง ๆ โบกมือไหว ๆ ให้รถไฟ คนนั้นคือเราเองแหละ

เกร็ดท้ายขบวน

  1. ชื่อ ‘ตะพานหิน’ มาจากหินดินดานที่อยู่ในแม่น้ำน่าน ซึ่งอยู่ห่างจากตลาดไปทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร เจ้าหินนี้งอกยาวข้ามไปเกือบถึงอีกฝั่งแม่น้ำเหมือนเป็นสะพาน มีร่องเล็ก ๆ เหลือให้เรือผ่านได้ จึงเรียกกันว่า ‘บ้านหัวดาน’ หรือ ‘บ้านตะพานหิน’ หากเป็นช่วงหน้าแล้ง น้ำในแม่น้ำน่านลดระดับ ก็จะเห็นเจ้าหินดินดานที่เป็นสะพานชัดเจน แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วเพราะระเบิดทิ้งไปเมื่อ พ.ศ. 2530 เพื่อไม่ให้กีดขวางการเดินเรือ
  2. รถนอนตะพานหิน คือชื่อเรียกลำลองของรถธรรมดาขบวนที่ 211 และ 212 ที่วิ่งระหว่างกรุงเทพ-ตะพานหิน-กรุงเทพ โดยรถจะเดินทางจากกรุงเทพฯ มาถึงตะพานหิน แล้วนอนค้างคืนก่อนออกไปกรุงเทพฯ ในช่วงเช้ามืด คนตะพานหินจึงเรียกขบวนนี้ว่า ‘รถนอน’ ซึ่งไม่ได้หมายถึงตู้นอน แต่เป็นรถที่นอนค้างคืนที่สถานีตะพานหิน ถ้าคนตะพานหินเรียกรถนอนเมื่อไหร่ ก็เป็นอันรู้กันว่าเป็นขบวนนี้

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load