รถไฟ (จะ) ไปโคราช

บอกเล่าก่อนเดินทาง เรื่องนี้เขียนจากความทรงจำของการนั่งรถไฟไปโคราช และภาพถ่ายบันทึกไว้ก่อนโควิดระบาด พร้อมแล้วก็เริ่มเลย

ตอนเด็กๆ เราเคยได้ยินเพลง “รถไฟจะไปโคราช ตดดังป้าดถึงราชบุรี” กันไหมครับ ซึ่งเราก็งงเหมือนกันว่าถ้ารถไฟที่มุ่งหน้าไปโคราชที่สายอีสาน ตดดังป้าดไปถึงราชบุรีที่อยู่สายใต้ได้ยังไง ถึงขั้นเอาแผนที่มากางเลยว่าตดอีท่าไหน ทำไมข้ามภาคไปได้ขนาดนั้น 

สมัยเด็กๆ (อีกแล้ว) เราก็ท่องจำว่าทางรถไฟสายแรกคือกรุงเทพฯ-ปากน้ำ แต่ถ้าทางรถไฟของรัฐบาลสายแรกของไทยคือกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ซึ่งเปิดให้บริการช่วงแรกกรุงเทพฯ-กรุงเก่า (อยุธยา) เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 การมาถึงของทางรถไฟรัฐบาลสายนี้ก็มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวด้วยอยู่เนืองๆ 

ในตอนนั้นมีประเทศที่สร้างรถไฟนำเราไปแล้วหลายประเทศในละแวกเดียวกัน ไม่ว่าจะอินโดนีเซียที่มีก่อนชาวบ้านเขาเลย ตามมาด้วยพม่า มลายู เวียดนาม ซึ่งสยามตอนนั้นยังไม่มีรถไฟเลยแม้แต่สายเดียว 

รัฐบาลตัดสินใจสร้างเส้นกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เป็นสายแรก ด้วยเหตุผลทั้งการเมืองที่คุกรุ่นจากการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก รวมถึงภูมิประเทศที่เรียกได้ว่าใกล้กรุงเทพฯ แต่เดินทางยากเสียเหลือเกิน เพราะมีเทือกเขาดงพญาไฟตั้งขวางโคราชกับกรุงเทพฯ เอาไว้ แถมเส้นเดินทางธรรมชาติก็ได้แค่ทางเท้า ไม่ใช่ทางน้ำเหมือนทางเหนือ 

นั่งรถไฟไปโคราช ฝ่าดงพญาเย็นแสนงาม ชมเส้นทางรถไฟสายแรกของไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง
ภาพ : ศิลปวัฒนธรรม

ทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ถูกสร้างไปเรื่อยๆ จนเสร็จบางส่วน เปิดให้ใช้งานได้จากกรุงเทพฯ ถึงกรุงเก่า รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินด้วยรถไฟเที่ยวแรก จากสถานีกรุงเทพ ถึงสถานีกรุงเก่า (สถานีอยุธยาในปัจจุบัน) ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 (ถ้านับตามปฏิทินปัจจุบันก็ตรงกับ พ.ศ. 2440) และเปิดให้ประชาชนได้ใช้บริการรถไฟของรัฐบาลเป็นครั้งแรกในอีก 2 วันถัดมา ระหว่างนั้นทางรถไฟก็สร้างผ่านดงพญาไฟ เมืองปากช่อง สีคิ้ว สูงเนิน และถึงสถานีโคราช พร้อมเปิดใช้เต็มสายเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.​ 2443

ดูประวัติยาวนานใช่ไหมครับกว่าจะไปถึงโคราชได้ 

การสร้างรถไฟสมัยนั้นมันไม่ง่ายเลย เครื่องทุ่นแรงก็ไม่ค่อยมี แถมป่าดงก็ไม่ธรรมดา ทั้งสัตว์ร้าย ไข้ป่าสารพัด กว่ารถไฟจะสร้างเสร็จ เรียกได้ว่าเป็นการเปิดเมืองโคราชให้เดินทางเข้าหากรุงเทพฯ ได้อย่างสบาย เส้นทางเดินเท้าเข้าป่าก็เปลี่ยนไปเป็นรางเหล็ก 

ความน่าประทับใจของเส้นทางรถไฟสายโคราชสำหรับเนิร์ดรถไฟอย่างเรา คงเป็นการได้นั่งรถไฟผ่านภูเขาที่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด ไปกลับวันเดียวกันได้ มีทัศนียภาพชวนมอง โดยเฉพาะตั้งแต่สถานีมาบกะเบาจนถึงสถานีคลองไผ่ แถมยังมีสถานที่สำคัญที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์กระจายอยู่ตามเส้นทางสายนี้ ระยะทางแค่ 200 กว่ากิโลเมตร ก็ถือว่าครบเครื่องไม่เบาเลยทีเดียว เหมือนชุดอาหารจานใหญ่ที่พร้อมเสิร์ฟให้อิ่มตาอิ่มใจ

นั่งรถไฟไปโคราช ฝ่าดงพญาเย็นแสนงาม ชมเส้นทางรถไฟสายแรกของไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

ก่อนที่เส้นทางสายนี้จะเปลี่ยนแปลงไปจากการสร้างรถไฟทางคู่ เพื่ออัปเกรดคุณภาพการเดินทางให้ดีขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องเปลี่ยนไปหลายอย่าง เราจะพาทุกคนขึ้นขบวนรถไฟกันไปแบบอาหาร 3 คอร์ส ที่พร้อมเสิร์ฟตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อย อาหารจานหลัก และของหวาน ทำให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

พร้อมแล้ว ออกเดินทางกันได้เลย

Appetizer : กรุงเทพฯ-แก่งคอย

ขบวนรถไฟที่เหมาะกับการนั่งไปโคราชมีหลายขบวน ซึ่งขบวนรถไฟสายอีสานที่ปลายทางสุรินทร์และอุบลราชธานีผ่านสถานีนครราชสีมาทุกขบวน สำหรับคนอยากเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ ขบวนที่แนะนำคือรถเร็ว 135 กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ที่ออกจากสถานีกรุงเทพ 06.40 น. ผ่านจุดสำคัญตามเส้นทาง มีหน้าต่าง Open Air ให้สัมผัสอากาศข้างนอกตัวรถได้ รวมถึงไม่พลาดจะถ่ายรูปสถานีสำคัญที่รถไฟผ่าน ก่อนจะเทียบชานชาลาสถานีนครราชสีมาในช่วงเที่ยง 

ช่วงแรกนี้เหมือนเป็นแค่อาหารเรียกน้ำย่อย เส้นทางโดยทั่วไปไม่ได้มีอะไรหวือหวามากนักนอกจากการห้อตะบึงไปตามทุ่งนาของที่ราบภาคกลาง 

สถานที่แรกที่มีร่องรอยประวัติศาสตร์เหลืออยู่ตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ มา นั่นคือ ‘พลับพลาสถานีบางปะอิน’ 

นั่งรถไฟไปโคราช ฝ่าดงพญาเย็นแสนงาม ชมเส้นทางรถไฟสายแรกของไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

พลับพลาที่ประทับแห่งนี้เป็นอาคารไม้สักชั้นเดียวสีเหลืองไข่ ผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านหน้าหันไปทางทิศตะวันตก มีคลองต่อออกไปถึงพระราชวังบางปะอินได้ หลังคามุงด้วยกระเบื้องว่าว ชายหลังคามีลวดลายฉลุประดับอยู่บนไม้ มีมุขหกเหลี่ยมยื่นมาทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ 

บานประตูของพลับพลารวมถึงหน้าต่างประดับกระจกสีลวดลายต่างๆ ทั้งดอกไม้ หญิงสาว นก เรือ กล้องส่องทางไกล ฯลฯ ส่วนด้านบนฝ้าเพดานตกแต่งลวดลายสวยงาม มีพระปรมาภิไธย จปร. ประดับอยู่ด้วยเช่นกัน พลับพลานี้ใช้เป็นที่ประทับ รับรองพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ที่เสด็จพระราชดำเนินทางรถไฟมาบางปะอิน และยังเป็นอีกหนึ่งอาคารสวยงามของสถานีรถไฟที่เราเห็นได้จนถึงทุกวันนี้

นั่งรถไฟไปโคราช ฝ่าดงพญาเย็นแสนงาม ชมเส้นทางรถไฟสายแรกของไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

ออกจากอยุธยา เส้นทางรถไฟก็จะวางตัวผ่านที่ราบภาคกลาง ผ่าน ‘สถานีชุมทางบ้านภาชี’ เป็นทางแยกระหว่างสายเหนือกับสายอีสาน เมื่อก่อนมีของขึ้นชื่อที่นี่นั่นคือไอติมกะทิบ้านภาชี เป็นไอศกรีมกะทิหวานเจี๊ยบสีขาวในแก้วพลาสติกขนาดพอดี ปักหลอดลงไปตรงกลางแล้วก็ดูดๆ เรียกว่าถ้ามาถึงภาชีแล้วไม่ได้ซื้อไอศกรีมถือว่าภารกิจไม่สำเร็จ 

พอออกจากสถานีบ้านภาชีแล้ว เราก็เข้าสู่เส้นทางสายอีสานอย่างสมบูรณ์ หลังจากวิ่งร่วมกับสายเหนือมาตั้งแต่กรุงเทพฯ เส้นทางผ่านเข้าตัวเมืองสระบุรีมาถึง ‘สถานีชุมทางแก่งคอย’ เป็นสถานีขนาดใหญ่ที่ยังเป็นจุดสุดท้ายของที่ราบภาคกลาง

นั่งรถไฟไปโคราช ฝ่าดงพญาเย็นแสนงาม ชมเส้นทางรถไฟสายแรกของไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

แก่งคอยเป็นเมืองสำคัญที่เติบโตมาจากรถไฟ ชุมชนตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเคยเป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมก่อนวันที่รถไฟจะมาถึง พอการสร้างทางรถไฟเลยปากเพรียว (สระบุรี) มาถึงแก่งคอย ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายของที่ราบภาคกลาง การสร้างสถานีต้องมีย่านขนาดใหญ่เพื่อรองรับการพักรถไฟ มีโรงรถที่คอยซัพพอร์ตการลากจูงขึ้นภูเขา ซึ่งจะว่าไปแล้ว พอรถไฟมาถึงก็เกิดเป็นแหล่งชุมชนขึ้น จากทั้งคนงาน คนรถไฟ ผสมกับคนที่ตั้งถิ่นฐานเดิมอยู่ ทำให้แก่งคอยเป็นเมืองที่เรียกได้ว่า ‘เติบโตเพราะรถไฟ’ จริงๆ 

ที่สถานีชุมทางแก่งคอย เมื่อเรามองไปทางทิศตะวันออก จะเห็นแนวภูเขาที่ขวางทางรถไฟเอาไว้ นั่นคือเทือกเขาดงพญาเย็น กำแพงธรรมชาติที่เหมือนจะกั้นระหว่างภาคกลางกับภาคอีสาน และแน่นอนว่าทางรถไฟของเราต้องข้ามภูเขานี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นั่งรถไฟไปโคราช ฝ่าดงพญาเย็นแสนงาม ชมเส้นทางรถไฟสายแรกของไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

Main Course : แก่งคอย ปากช่อง ดงพญาเย็น

ได้เวลาเสิร์ฟอาหารจานหลักแล้ว

จำภูเขาที่มองเห็นจากแก่งคอยได้ไหมครับ

นับย้อนไปก่อนที่รถไฟจะเกิดขึ้นในประเทศไทย การสัญจรจากเมืองโคราชเข้ามาที่กรุงเทพฯ ต้องเดินเท้าผ่านทางเกวียนเก่า แต่การผ่านเขานั้นก็มีช่องที่ผ่านได้แค่ไม่กี่ที่ ถ้าเน้นการค้าและมีเกวียนก็ใช้เส้นทางเข้าช่องตะโก ปราจีนบุรี แปดริ้ว แล้วเข้ากรุงเทพฯ ถ้าแค่เดินเท้าหรือช้างผ่านลงมาตามภูเขาที่สูงชัน ก็จะมีช่องสำราญที่ลำสนธิ ส่วนอีกที่คือช่องดงพญาไฟนี่แหละ แน่นอนว่าทางรถไฟเส้นนี้ใช้แนวเส้นทางช่องดงพญาไฟเพื่อตัดผ่านไปที่ปากช่อง และเป็นจุดสุดท้ายที่เราจะเจอภูเขาสูงของดงพญาไฟ ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็นดงพญาเย็น เพื่อลดความดุดันของป่าซึ่งอุดมไปด้วยสัตว์ร้ายและไข้ป่า 

ล้อเหล็กค่อยๆ เคลื่อนออกจากสถานีชุมทางแก่งคอย พร้อมต้นไม้ที่เริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ช่วงนี้จะรู้สึกว่ารถไฟวิ่งเร็วกว่าเดิม เพราะเป็นทางขึ้นๆ ลงๆ ตามเนินเขา แล้วอยู่ๆ ก็เหมือนรถไฟจะค่อยๆ ไต่สูงขึ้นไป พร้อมความเร็วที่เริ่มลดลงและเสียงคำรามของเครื่องยนต์รถจักรที่ดังขึ้นเรื่อยๆ 

นั่งรถไฟไปโคราช ฝ่าดงพญาเย็นแสนงาม ชมเส้นทางรถไฟสายแรกของไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

เราอยู่กันที่ ‘เนินทับกวาง’

เนินทับกวาง หรือในปัจจุบันเรียกกันว่า เนินมาบกะเบา อยู่ระหว่างสถานีชุมทางแก่งคอยกับสถานีมาบกะเบา เป็นเนินทางตรงยาวหลายกิโลเมตร ถึงขนาดมองไปท้ายขบวนรถไฟจะเห็นเป็นทางเนินยาวขึ้นมาสูงเรื่อยๆ ที่ปลายเนินนั้นคือ ‘สถานีรถไฟมาบกะเบา’ สถานีที่เหมือนปากทางเข้าป่าของรถไฟ ซึ่งเราต้องบุกตะลุยเข้าดงไปอีกหลายกิโลเมตร 

การตัดทางรถไฟในยุคนั้นไม่ได้มีเทคโนโลยีเทียบเท่าปัจจุบัน การสำรวจต้องเดินเท้าหรือไปโดยช้างค่อยๆ ไล่ไปตามจุดที่ตัดทางผ่านได้ ไม่ชันมากเกินไป ช่วงนี้ใครนั่งรถไฟก็จะตื่นเต้นกันหน่อย เพราะการนั่งรถไฟขึ้นเขาที่มองดูรถไฟเข้าโค้ง จะเห็นทั้งขบวนซ้ายทีขวาที สนุกจะตาย

นั่งรถไฟไปโคราช ฝ่าดงพญาเย็นแสนงาม ชมเส้นทางรถไฟสายแรกของไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง
นั่งรถไฟไปโคราช ฝ่าดงพญาเย็นแสนงาม ชมเส้นทางรถไฟสายแรกของไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

ผ่านไปราวๆ 5 กิโลเมตรจากสถานีมาบกะเบา สถานที่สำคัญแรกที่เราเจอคือ ‘ผาเสด็จพัก’

ผาเสด็จพักเป็นชะง่อนหินขนาดใหญ่ที่วางตัวซ้อนกัน อยู่ห่างจากทางรถไฟไปไม่กี่เมตร บนหินนั้นมีจารึกพระปรมาภิไธย จปร. (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) สผ. (สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี) และ ร.ศ.115 อันเป็นวันที่ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาที่นี่ เพื่อทอดพระเนตรการก่อสร้างทางรถไฟสายโคราช 

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ
ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

มีเรื่องเล่าอยู่ว่า การก่อสร้างทางต้องแผ้วถางต้นไม้และสกัดหินจากภูเขาไปตลอดทาง มีภูเขาหินช่วงหนึ่งที่ไม่สามารถระเบิดได้ คนที่ไประเบิดหินเจ็บป่วยบ้าง ล้มตายบ้าง ชาวบ้านก็ว่าที่นี่มีเจ้าป่าเจ้าเขารักษาอยู่ ถ้าไม่ขอเขาก็ทำอะไรไม่ได้ ความรู้ถึงรัชกาลที่ 5 ก็ทรงให้เอาตราแผ่นดินไปตอกกับต้นไม้ใหญ่ แล้วอยู่ๆ ต้นไม้นั้นก็ยืนต้นตายไป และสร้างศาลเพียงตาไว้ที่ตรงนั้น ถึงได้ระเบิดหินต่อไปได้

นอกจากเรื่องเล่าแล้ว ยังมีเรื่องที่บันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

บันทึกของ ลูอิส ไวเลอร์ (Luis Weiler) อดีตผู้บัญชาการรถไฟชาวต่างชาติ สมัยที่ยังเป็นวิศวกรคุมงานก่อสร้างทางรถไฟสายโคราชนั้นได้บอกไว้ว่า

“เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 1896 ได้มีการเตรียมพื้นที่เพื่อรอรับเสด็จพระพุทธเจ้าหลวงที่ตำบลหินลับ ไวเลอร์ได้ทำทางขึ้นลงแบบบันไดมีราวจับ ให้อยู่ใกล้กับหินก้อนใหญ่ที่ยื่นออกมาเพื่อให้พระพุทธเจ้าหลวงทรงจารึกข้อความ และในวันที่ 24 ธันวาคม 1896 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้เสด็จมาเวลาประมาณ 5 นาฬิกา ขบวนรถไฟพระที่นั่งความยาว 3 คันได้มาจอดที่หน้าพลับพลาที่สร้างขึ้นเฉพาะ ก่อนที่จะเสด็จต่อไปอีก 700 เมตรมาถึง กม.136.5 ตรงที่มีชะง่อนหินนี้ พระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยด้วยชอล์ก และทรงตอกหินด้วยพระแสงสิ่วและค้อนทอง ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับวิศวกร เจ้าหน้าที่ ก่อนที่จะเสด็จกลับในเวลา 6.30 นาฬิกา”

ซึ่งต่อมาสถานที่นั้นก็ได้ชื่อว่า ผาเสด็จพัก ตามเหตุการณ์สำคัญนั้นนั่นเอง

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

ออกจากผาเสด็จพักและสถานีรถไฟผาเสด็จ รถไฟจะผ่านช่องเขาอยู่ช่องหนึ่ง ซึ่งเราจะเห็นได้ด้วยตาว่าก้อนหินนั้นมีเหลี่ยมคมและดูแข็งมากทีเดียว 

พื้นที่นี้ถูกเรียกว่า ‘ตำบลหินลับ’ 

หินลับที่ไม่ได้มาจากคำว่า ลึกลับ แต่มันเป็นหินที่แข็งและนำไปทำเป็นหินลับมีด นี่คือที่มาของชื่อหินลับ 

ไม่ใช่แค่ช่องเขานั้น ตั้งแต่สถานีผาเสด็จจนถึงสถานีหินลับ มีทัศนียภาพที่หากไม่ได้นั่งรถไฟมา เราจะไม่เห็นสิ่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโรงปูนบริษัท ทีพีไอ โพลีน ที่ซุกตัวอยู่ในหุบเขานั้น ไซโลปูนขนาดใหญ่สูงเด่นชัดจนเหมือนสถานีปล่อยจรวด ดูขัดกับสภาพแวดล้อมรอบข้างที่เป็นต้นไม้เขียว 

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ
ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

นอกจากนั้นแล้ว พื้นที่หินลับก็ยังเป็นสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองอีกด้วย ที่นี่เคยเป็นพื้นที่ปะทะระหว่างทหารฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายกบฏ โดยมีรถไฟเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายกำลังพลด้วย และนายพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) แม่ทัพฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล ถูกฝ่ายทหารจากกองพันทหารราบที่ 6 ยิงเสียชีวิตในที่รบบริเวณจุดนี้ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2476 

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

จากสถานีหินลับออกมาทางรถไฟ เริ่มเลาะออกไปทางขอบเขาและเห็นแอ่งขนาดใหญ่จากหน้าต่าง เราจะรู้สึกได้ว่ารถไฟค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้นเหมือนกำลังลงเขา เมื่อมองไปข้างหน้าจะเห็นแอ่งมวกเหล็กอยู่ด้านหน้านั้น

‘แอ่งมวกเหล็ก’ เป็นที่ตั้งของอำเภอมวกเหล็กและสถานีรถไฟมวกเหล็ก ด้วยสภาพภูมิศาสตร์เป็นแอ่งกระทะอยู่ระหว่างขอบสองขอบ ด้านตะวันตกเป็นเทือกเขาดงพญาเย็น ด้านตะวันออกเป็นเนินกลางดงที่ยกตัวขึ้นแล้วค่อยๆ ลาดเอียงไปทางปากช่อง ด้วยความสูงของขอบแอ่งกระทะฝั่งกลางดงนั้น ทำให้ทางรถไฟยกข้ามไปตรงๆ ไม่ได้ จำเป็นต้องวกไปตามห้วยมวกเหล็ก แล้วโค้งตวัดกลับมาจนเป็นรูปตัว U ก่อนจะค่อยๆ ไต่เขาขึ้นไปจนถึงขอบแอ่งกระทะนั้น ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ให้เปิด Google Maps แล้วหาสถานีรถไฟมวกเหล็ก ค่อยๆ ดูตามแผนที่ทางรถไฟ จะเห็นโค้งรูปเกือกม้านั้นได้อย่างชัดเจน

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ
ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

ตรงนี้แหละเป็นจุดที่เราชอบมาก ทางรถไฟโค้งตวัดอยู่นานทีเดียว แล้วถ้าช่วงฤดูไหนที่ต้นไม้ไม่หนาทึบ เราจะมองเห็นสถานีรถไฟมวกเหล็กไกลๆ ผ่านพงไม้ค่อยๆ ต่ำลงไป ก่อนจะลับสายตาเมื่อขบวนรถไฟตีโค้งไปทางทิศตะวันออกสู่ขอบแอ่ง จากนั้นทางรถไฟก็จะพาดตัวยาวผ่านกลางดง ปางอโศก ไปถึงจุดสูงที่สุดของทางรถไฟสายโคราช และนับเป็นจุดที่สูงที่สุดของทางรถไฟสายอีสานทั้งเส้น

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

ที่นี่คือมอหลักหิน’ ตั้งอยู่ระหว่างสถานีปางอโศกและสถานีบันไดม้า จุดสูงสุดนี้มีหลักหมุดศิลาตั้งไว้ มีข้อความจารึกว่า 

“ที่หมายในการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จทอดพระเนตรปลายทางรถไฟทำถึงที่นี้ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม รัตนโกสินทร์ศก 117” 

มอหลักหินไม่ได้เป็นจุดหลักในการสังเกตเท่าไหร่ หลายครั้งที่รถไฟวิ่งผ่านไปแล้วเพิ่งสังเกตเห็นว่า มีทั้งศาลและพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ขนาดไม่ใหญ่มากตั้งอยู่ตรงนั้น หากเรายืนอยู่ที่มอหลักหินและมองไปที่ทางรถไฟ จะเห็นทางรถไฟจากทั้งสองฝั่งอย่างชัดเจน และเมื่อเลยจากจุดนี้ไปทางรถไฟจะลดต่ำลงเรื่อยๆ เพื่อเข้าสู่ ‘สถานีปากช่อง’ ก็ถือได้ว่าสิ้นสุดการบุกป่าฝ่าดงพญาเย็น

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

Dessert : จากลำตะคองสู่หัวรถไฟ

เราเดินทางมาถึงอาหารจานสุดท้ายแล้ว ของหวานเริ่มต้นขึ้นหลังรถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีปากช่อง อาจจะยังไม่เห็นภาพเท่าไหร่ จนเมื่อรถไฟผ่านสถานีจันทึกไปแล้ว 

จากดงพญาเย็นที่เราอยู่ท่ามกลางขุนเขาและป่าไม้ ตรงนี้แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะเป็นทุ่งกว้างขนาดใหญ่ เห็นภูเขารูปทรงเหมือนมีดอีโต้อยู่ไกลๆ และสิ่งที่ทำให้ทัศนียภาพตรงนี้แปลกตากว่าที่อื่นคือ แหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่คั่นระหว่างทุ่งหญ้าริมทางรถไฟกับภูเขารูปมีดอีโต้ มองเห็นได้ตั้งแต่สถานีซับม่วง จันทึก ถึงคลองขนานจิตร

ที่นี่คือ ‘ลำตะคอง’

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

ทางรถไฟสายอีสานช่วงระหว่างสถานีจันทึกกับสถานีคลองไผ่นั้นตัดเลียบลำน้ำลำตะคองไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ออกจากปากช่อง ฝั่งตรงข้ามของลำตะคองคือถนนสายสระบุรี-นครราชสีมา หรือต่อมาที่เรียกกันว่าถนนมิตรภาพ เส้นทางคมนาคมสู่โคราชทั้งสองมุ่งตรงไปที่โตรกช่องเขาแห่งหนึ่ง เพื่อเข้าสู่ตำบลคลองไผ่เพื่อเข้าสู่พื้นที่ราบโคราช

ต่อมาราวๆ ต้น พ.ศ. 2500 ได้มีโครงการสร้างเขื่อนลำตะคองขึ้น เมื่อมีการกั้นลำน้ำ จึงทำให้พื้นที่ระหว่างภูเขาสองลูกกลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และแน่นอนว่าทั้งทางรถไฟสายอีสานและถนนมิตรภาพต้องจมอยู่ใต้น้ำแน่นอน

ทำให้ทั้งทางรถไฟและถนนต้องย้ายแนวกันยกใหญ่ ถนนมิตรภาพนั้นถูกยกขึ้นไปไว้บนฟากเขายายเที่ยง ส่วนทางรถไฟเปลี่ยนแนวเส้นทางตั้งแต่สถานีจันทึก ขึ้นไปบนเขาลูกตรงข้ามกับเขายายเที่ยง มีสถานีรถไฟหนึ่งแห่งบนนั้นชื่อว่า ‘สถานีคลองขนานจิตร’ เป็นสถานีที่ไม่ได้มีภารกิจด้านการโดยสารเลย แต่มีไว้เพื่อหลีกขบวนรถเท่านั้น 

สมัยเด็กๆ เราเคยนั่งรถไฟมาเที่ยวที่สถานีนี้ สิ่งมีชีวิตที่อยู่ที่นั่นมีแค่นายสถานี เจ้าหน้าที่ และสุนัขฝูงหนึ่งเท่านั้น ที่สำคัญ เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ที่นั่นต้องใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ และใช้น้ำจากตู้รถไฟขนน้ำที่มาจากสถานีปากช่อง ซึ่งความกันดารนั้นแตกต่างจากฝั่งถนนมิตรภาพอย่างเห็นได้ชัด แต่สิ่งที่เป็นเสน่ห์ของสถานีรถไฟคลองขนานจิตรก็คือ วิวเขื่อนลำตะคองที่สวยงามที่สุด สวยยิ่งกว่ามองเขื่อนจากฝั่งถนนเสียอีก

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ
ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

ฝั่งตรงข้ามสถานีคลองขนานจิตร คือจุดพักรถสวนสุรนารี มองขึ้นไปเห็นกังหันลมเขายายเที่ยงขนาดใหญ่อยู่บนยอดเขานั้น มองไปทางซ้ายเราจะเห็นถนนที่ยกตัวสูงบริเวณคลองไผ่ แต่ถ้าหากมองไปทางขวา เราจะเห็นแนวเขาค่อยๆ เขยิบออกห่างไป มีท้องน้ำกว้างของลำตะคองแทรกอยู่ตรงกลาง มองไกลจนสุดสายตาสลับกับทุ่งหญ้าและต้นไม้ใหญ่ที่อยู่เป็นหย่อมๆ ยิ่งโดยเฉพาะช่วงบ่ายจนถึงเย็น วิวลำตะคองจะสวยที่สุดจากสีน้ำที่เป็นสีครามตัดกับภูเขาสีเขียว

เมื่อผ่านลำตะคองมาแล้ว ทางรถไฟไม่ได้มีอะไรที่ตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่ มันปุเลงไปตามที่ราบแอ่งโคราช ผ่านหลักหินอีกแห่งระหว่างสถานีสีคิ้วกับสถานีสูงเนิน ถ้ามองจากทางรถไฟจะสังเกตได้ค่อนข้างยาก ซึ่ง ณ จุดนี้เป็นที่ซึ่งรัชกาลที่ 5 เสด็จทอดพระเนตรปลายรางตอนก่อสร้างเมื่อวันที่ 11 มกราคม ร.ศ. 118 

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

จากนี้ไป สิ่งที่น่าสนใจและพร้อมเป็นของหวานจานสุดท้าย นั่นคือสถานีรถไฟ

สถานีรถไฟโดยทั่วไปในเส้นทางนี้เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว นั่นเป็นอาคารในยุคหลังที่สร้างทดแทนอาคารดั้งเดิม ซึ่งถ้าเราสังเกตดีๆ ตั้งแต่สถานีคลองไผ่ไปจนถึงนครราชสีมา จะมีอาคารสถานีที่แปลกตาอยู่ด้วยกัน 2 ที่
‘สูงเนิน’ และ ‘โคกกรวด’

ทั้ง 3 แห่งนี้คืออาคารสถานียุคดั้งเดิมตั้งแต่มีการสร้างรถไฟสายโคราช เป็นอาคารไม้สองชั้น มีหลังคาหน้าพร้อมหน้าจั่ว ราวระเบียงเป็นไม้ ด้านโถงรอการโดยสารเปิดโล่งให้อากาศถ่ายเท นับได้ว่าเป็น 3 อาคารทรงคุณค่าและดั้งเดิมที่สุดที่ยังเหลืออยู่จากอดีต ควรค่าแก่การอนุรักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานีสูงเนินที่มีถังเติมน้ำรถจักรไอน้ำยืนตระหง่านคู่กับสถานีอีกด้วย

เป็นเรื่องน่าดีใจที่สูงเนินมีเครือข่ายชุมชนที่ต้องการอนุรักษ์อาคารสถานีแห่งนี้เอาไว้ให้เป็นหน้าประวัติศาสตร์ มีการบูรณะอาคารเก่าของสถานีรถไฟด้านหลัง พร้อมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนที่เจริญเติบโตขึ้นได้เพราะการมาถึงของรถไฟสายนี้

สำหรับโคกกรวด เป็นเพียงแค่สถานีย่อยระหว่างทาง ซึ่งเราเองก็ยังมองภาพไม่ออกว่า เมื่อมีการสร้างรถไฟทางคู่มาถึงจุดนี้แล้ว สถานีจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ จะมีการอนุรักษ์มันไว้ หรือรื้อทิ้งลงให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ทั้งที่ควรจะเก็บรักษาเอาไว้ในฐานะอาคารเก่าแก่สำคัญ

ราวๆ เที่ยง ทัศนียภาพนอกหน้าต่างเริ่มเปลี่ยนไป ตึกรามบ้านช่องเริ่มหนาตามากขึ้น รถไฟเดินทางมาถึง ‘สถานีนครราชสีมา’ โดยสวัสดิภาพ และจอดเทียบชานชาลาสถานี

ในตัวเมืองนครราชสีมามีสถานีรถไฟด้วยกัน 2 ที่

ที่แรกเป็นสถานีหลักประจำจังหวัด ชื่อว่าสถานีนครราชสีมา เป็นต้นทางของรถไฟท้องถิ่นหลายสาย มุ่งหน้าไปขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย ลำชี และอุบลราชธานี รวมถึงเป็นสถานีพักระหว่างทางของรถโดยสารที่จะต้องเติมน้ำมันเชื้อเพลิง เติมน้ำใช้ และตรวจเช็กความเรียบร้อยก่อนเดินทางต่อ

ที่ที่ 2 เป็นสถานีรองอยู่ใกล้กับศูนย์ราชการ ศาลากลาง และอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีที่สุด ชื่อว่าสถานีชุมทางถนนจิระ สถานีที่ทำหน้าที่เป็นจุดแยกระหว่างทางรถไฟสายอุบลราชธานีและสายหนองคาย
 

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

สถานีนครราชสีมาแต่ดั้งแต่เดิมมีชื่อว่า ‘สถานีโคราช’ เปิดใช้งานเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.​ 2443 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาพร้อมการเปิดทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-โคราช ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นสถานีนครราชสีมาใน พ.ศ. 2477 สถานีเดิมนั้นเป็นอาคารไม้ถูกทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และสร้างอาคารคอนกรีตขึ้นมาทดแทนเพื่อใช้งานจนถึงปัจจุบัน

ที่นี่เป็นที่ตั้งของที่ทำการฝ่ายการเดินรถส่วนภูมิภาคนครราชสีมา เป็นที่ตั้งของโรงรถจักรใหญ่ที่สุดในสายอีสาน ซึ่งยังมีวงเวียนกลับรถและตู้รถไฟไม้สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ใช้กับขนาดความกว้างทาง 1.435 เมตร ซึ่งเป็นขนาดความกว้างทางรถไฟแรกเริ่มของสายนี้

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

ตู้รถไฟสมัยรัชกาลที่ 5 – 6 สำหรับทางกว้าง 1.435 เมตร และเป็นรถไม้ ปัจจุบันรักษาให้เป็นห้องประชุมในโรงรถจักรนครราชสีมา

สถานีนครราชสีมาถูกเรียกกันลำลองว่า ‘หัวรถไฟ’ เราก็ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดเขาถึงเรียกว่าหัวรถไฟ เป็นเพราะว่าที่นี่มีโรงเก็บหัวรถไฟ หรือเพราะหัวรถจักรไอน้ำที่ตั้งอยู่ด้านหน้าสถานี

รถจักรไอน้ำฮาโนแมก หมายเลข 261 ตั้งอยู่ด้านหน้าสถานีรถไฟนครราชสีมา คอยต้อนรับคนที่เดินทางมาขึ้นรถไฟหรือผ่านไปผ่านมา สร้างโดยบริษัทฮาโนแมก ประเทศเยอรมนี นำออกใช้การเมื่อ พ.ศ. 2471 และตัดบัญชีเมื่อ พ.ศ. 2511 

ในสมัยก่อนที่รถจักรดีเซลจะทำหน้าที่บนเส้นทางสายหลัก เจ้ารถจักรไอน้ำฮาโนแมกนี่แหละที่เคยเป็นเจ้าพ่อประจำสาย ก่อนจะเกษียณตัวเอง และมาอยู่เฝ้าดูลูกหลานทำงานบนรางเหล็กต่อไป

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

การเดินทางจากกรุงเทพฯ-นครราชสีมา บนเส้นทางรถไฟรัฐบาลสายแรกของไทยก็สิ้นสุดลงแล้ว ในวันนี้มันยังคงมีความขลัง เรื่องราวประวัติศาสตร์ และทัศนียภาพสวยงาม แม้ว่าเวลาที่เราใช้บนรถไฟนั้นจะมากถึง 5 ชั่วโมงก็ตาม

ทำไมเราถึงพาทุกคนมาในวันนี้ก่อน 

เพราะว่าตอนนี้มีการอัปเกรดทางรถไฟสายโคราชใหม่ ให้กลายเป็นรถไฟทางคู่ วิ่งสวนกันได้ไม่ต้องรอหลีก ซึ่งการมาถึงของรถไฟทางคู่นี้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากกับทางรถไฟ ตั้งแต่ช่วงสถานีมาบกะเบาจนถึงสถานีนครราชสีมา จากที่เคยต้องลัดเลาะไปตามเขา ก็เปลี่ยนใหม่เป็นลอดอุโมงค์ ตรงไหนที่เป็นหุบเขาหรือเป็นแอ่งก็ทำสะพานข้ามไป ซึ่งจะทำให้เวลาในการเดินทางลดเหลือเพียง 3 ชั่วโมงเศษๆ เท่านั้น

นอกจากนั้นแล้ว ยังรวมถึงการคืบเข้ามาของรถไฟความเร็วสูงสายแรกของประเทศไทย ตั้งต้นจากกรุงเทพฯ มาถึงสถานีนครราชสีมาแห่งนี้ นั่นก็จะทำให้เส้นทางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากทีเดียว

ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ
ขึ้นขบวนรถไฟไปแบบอาหาร 3 คอร์ส พร้อมเสิร์ฟธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ให้การเดินทางไปโคราชครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

เกร็ดท้ายขบวน

  1. ในช่วงปลาย พ.ศ.​ 2564 การเดินทางด้วยรถไฟออกต่างจังหวัดจะใช้สถานีกลางบางซื่อ แทนสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) อาจะทำให้อาหารเรียกน้ำย่อยอร่อยกว่าเดิมก็ได้
  2. หากใครอยากนั่งรถไฟมาโคราช เราแนะนำว่าให้นั่งรถไฟขามา และนั่งรถทัวร์ขากลับ จะช่วยพยุงร่างกายให้ไม่เหนื่อยล้าจนเกินไปได้

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

ถ้าพูดถึงสะพานรถไฟ หลายคนคงจินตนาการถึงภาพสะพานเหล็กขนาดมหึมาดูน่าเกรงขาม ซึ่งมักเรียกแบบฮิตติดปากว่า ‘สะพานดำ’ อาจเป็นเพราะสะพานเหล็กมักทาสีดำเพื่อกันสนิม จึงดูน่าเกรงขามกึ่งน่าเกรงกลัวในสายตาของคนทั่วไป

โดยส่วนใหญ่แล้ว สะพานรถไฟในประเทศไทยกว่าร้อยละ 80 สร้างด้วยเหล็ก หากเป็นสะพานข้ามแม่น้ำที่กว้างมากๆ มักเป็นโครงสร้างเหล็กถักร้อยต่อกันไปเพื่อรับน้ำหนักของรถไฟ เวลาวิ่งผ่านก็จะดัง กึงกึง กึงกึง เป็นจังหวะ จึงเป็นสิ่งที่มองแล้วน่าสนใจ

วันนี้เราจะพาไปรู้จักสะพานเหล็กที่ดูเหมือนธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา เพราะนอกจากจะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำสำคัญแล้ว ชื่อของสะพานเหล่านี้ยังเป็นชื่อ ‘พระราชทาน’ โดยพระมหากษัตริย์อีกด้วย

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานพระราม 6

ที่ตั้ง: เขตบางซื่อและเขตบางพลัด กรุงเทพฯ ระหว่างสถานีบางซ่อน-บางบำหรุ ในเส้นทางสายใต้

ความยาว: 441 เมตร

แม่น้ำที่ข้าม: แม่น้ำเจ้าพระยา

ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2465 – 2469 l ซ่อมสร้าง พ.ศ. 2496

ที่มาของชื่อ: พระราม 6 หมายถึง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (Rama VI)

สะพานพระราม 6 สร้างขึ้นเพราะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าการรวมกิจการรถไฟทั้งสองหน่วย คือกรมรถไฟหลวงสายเหนือและกรมรถไฟหลวงสายใต้เข้าด้วยกัน จะทำให้การคมนาคมทางรถไฟสะดวกขึ้น เพราะแต่เดิมทางรถไฟสายเหนือและสายใต้ไม่ได้เชื่อมกัน แถมใช้ขนาดทางรถไฟไม่เท่ากันไปอีก

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานพระราม 6 เดิมเป็นสะพานเหล็กที่มีรูปร่างคล้ายสะพานแขวน

อุปสรรคสำคัญในการเชื่อมทางรถไฟทั้งสองสายเข้าหากันคือ การข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่ยักษ์ จึงต้องสร้างสะพานแห่งนี้ขึ้น ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ก็ข้ามแผ่นดินมาอีกรัชกาล พิธีเปิดสะพานเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2469 โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานชื่อว่า ‘สะพานพระราม 6’ เพื่อเป็นเกียรติแก่พระเชษฐา

ตัวสะพานมีรูปร่างคล้ายสะพานแขวน สัญจรได้ทั้งรถไฟและรถยนต์ ถือเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกของประเทศไทย

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สะพานพระราม 6 เป็นเป้าระเบิดจนได้รับความเสียหายหนักมาก ต้องบูรณะกันยกใหญ่ การซ่อมสร้างได้เปลี่ยนรูปแบบของสะพานให้กลายเป็นโครงเหล็กรูปสี่เหลี่ยมคางหมูสีเทาจำนวน 5 ช่วงตอน และยังคงรูปแบบที่รถไฟวิ่งกับรถยนต์บนสะพานเหมือนเดิม

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานพระราม 6 ในสมัยที่ยังไม่สร้างสะพานพระราม 7

ในปี 2533 เมื่อการจราจรบนสะพานพระราม 6 เริ่มหนาแน่น ก็มีแนวคิดแยกถนนออกจากสะพานรถไฟ จึงเกิดสะพานพระราม 7 ขึ้นมาข้างๆ กันเป็นสะพานพี่สะพานน้อง พื้นถนนบนสะพานพระราม 6 เดิมถูกปรับปรุงโครงสร้างให้รองรับทางรถไฟเพิ่มอีก 1 ทาง ในปี 2546 รถไฟก็เลยวิ่งสวนกันได้อย่างเก๋ๆ บนสะพาน

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานพระราม 6 ในปัจจุบันถูกขนาบข้างด้วยทางรถไฟสายสีแดงและทางด่วน

ถึงแม้ว่าชื่อของสะพานพระราม 6 อาจจะเลือนหายไปจากความทรงจำของคนกรุงเทพฯ ตั้งแต่มีสะพานพระราม 7 มาทำหน้าที่แทน แต่สำหรับคนนั่งรถไฟ สะพานพระราม 6 ยังเป็นส่วนหนึ่งของเขาเสมอ จะว่าไปก็เหมือนสัญลักษณ์ว่า รถไฟจากปักษ์ใต้กำลังจะถึงปลายทางแล้ว

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานเสาวภา

ที่ตั้ง: อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ตั้งอยู่ระหว่างสถานีวัดงิ้วราย-นครชัยศรี ในเส้นทางสายใต้

ความยาว: 132 เมตร

แม่น้ำที่ข้าม: แม่น้ำนครชัยศรี (แม่น้ำท่าจีน)

ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2446 l ซ่อมสร้าง พ.ศ. 2492

ที่มาของชื่อ: ‘เสาวภาผ่องศรี’ เป็นพระนามเดิมของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เรายังคงอยู่บนทางรถไฟสายใต้ ถ้าใครยังไม่ส่งวิชาภูมิศาสตร์คืนอาจารย์ไป คงจำได้ว่ามีแม่น้ำอีกสายหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากเจ้าพระยา นั่นคือแม่น้ำท่าจีน ถ้าไหลผ่านนครปฐมจะเรียกว่า แม่น้ำนครชัยศรี ทางรถไฟสายใต้ต้องข้ามแม่น้ำแห่งนี้ นับเป็นสะพานเหล็กใหญ่ (มาก) แห่งที่ 2 ซึ่งสร้างขึ้นพร้อมทางรถไฟหลวงสายใต้ช่วง ‘บางกอกน้อย-เพชรบุรี’ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โน่น ชื่อว่า ‘สะพานเสาวภา’

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานเสาวภาเดิมก่อนจะถูกระเบิด

สะพานเสาวภาไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสวนงูเสาวภาของสภากาชาดไทยแต่อย่างใด ชื่อสะพานแห่งนี้ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 ‘เสาวภาผ่องศรี’ เป็นพระนามเดิมของ ‘สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ’ พระบรมราชินีนาถของพระองค์ อีกทั้งสมเด็จพระนางเธอทรงเป็นประธานร่วมในการเปิดทางรถไฟหลวงสายแรกของสยามด้วย

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานเสาวภาในปัจจุบัน (ซ้าย) และสะพานใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ควบคู่กัน (ขวา)

สะพานเสาวภาผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่ต่างจากสะพานอื่นๆ ถึงขนาดโดนระเบิดถล่มทำลาย จนกระทั่งปี 2546 เมื่อมีการสร้างรถไฟทางคู่ไปนครปฐม สะพานเสาวภาก็ไม่เหงาอีกต่อไป เพราะมีสะพานน้องใหม่ที่ใหญ่กว่า (มาก) ประทับกายอยู่ข้างๆ เป็นสะพานคู่ขวัญของตลาดนครชัยศรีให้ช่างภาพชักภาพความงามจากคุ้งน้ำอยู่จนถึงปัจจุบัน

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานจุฬาลงกรณ์

ที่ตั้ง: อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ระหว่างสถานีบ้านกล้วยและราชบุรี ในเส้นทางสายใต้

ความยาว: 150 เมตร

แม่น้ำที่ข้าม: แม่น้ำแม่กลอง

ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2444 l ซ่อมสร้าง พ.ศ. 2503

ที่มาของชื่อ: สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระนามเดิมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

ราชบุรีก็เหมือนอีกหลายจังหวัดที่มีแม่น้ำไหลผ่าน จึงต้องสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำ

สะพานจุฬาลงกรณ์ มีชื่อเรียกลำลองว่า ‘สะพานราชบุรี’ ทอดยาวข้ามแม่น้ำแม่กลองกลางเมืองราชบุรี หนทางสัญจรหลักที่เชื่อมฝั่งตลาดและค่ายทหารเข้าหากัน สะพานเดิมสร้างไว้แบบไฮบริด มีทั้งทางรถไฟและถนนอยู่บนสะพาน ส่วนใต้สะพานคือแม่น้ำแม่กลองซึ่งในหน้าแล้งจะมีหาดทรายทอดยาวเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวราชบุรี (ในยุคนั้น) ถ้าย้อนเวลากลับไปเราคงเห็นชาวบ้านลงเล่นน้ำกันแถวสะพานประหนึ่งเที่ยวชายทะเลกันเลย

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานจุฬาลงกรณ์เดิมเป็นสะพานขนาดกว้าง รองรับทั้งถนนและทางรถไฟ

สะพานจุฬาลงกรณ์เป็นหนึ่งในสะพานที่เป็นเป้าทิ้งระเบิด เพราะเป็นเส้นทางหลักสู่ภาคใต้ การซ่อมสร้างได้ปรับเปลี่ยนให้ใช้งานเฉพาะรถไฟเท่านั้น ส่วนสะพานสำหรับรถยนต์สร้างขึ้นต่างหากข้างๆ กันชื่อว่า ‘สะพานธนะรัชต์’ สะพานทั้งสองถือเป็นสะพานหลักที่ใช้สัญจรข้ามไปมาระหว่างสองฝั่งแม่น้ำในเมืองราชบุรี และ Street Food ใต้สะพานจุฬาลงกรณ์นั้น ‘อร่อยอย่าบอกใคร’

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานจุฬาลงกรณ์ในปัจจุบัน ข้างๆ คือสะพานธนะรัชต์ซึ่งสร้างสำหรับถนนโดยเฉพาะ

สะพานจุลจอมเกล้า

ที่ตั้ง: อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างสถานีชุมทางบ้านทุ่งโพธิ์-สุราษฎร์ธานี ในเส้นทางสายใต้

ความยาว: 200 เมตร

แม่น้ำที่ข้าม: แม่น้ำตาปี

ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2456 l ซ่อมสร้าง พ.ศ. 2496

ที่มาของชื่อ: พระนามของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

เรามาถึงสะพานชื่อพระราชทานสะพานสุดท้ายของสายใต้ เป็นสะพานเหล็กขนาดใหญ่ข้ามแม่น้ำตาปีที่หน้าตาเหมือนสะพานพระราม 6 ในกรุงเทพฯ แบบไม่มีผิดเพี้ยน หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2486 สะพานแห่งนี้มีลักษณะเหมือนสะพานใหญ่ๆ ทั่วไปที่มีโครงสร้างแบบหลังอูฐ (โครงเหล็กผสมระหว่างโค้งและเหลี่ยม) ชาวบ้านเรียกสะพานแห่งนี้ติดปากว่า ‘สะพานโค้ง’

สะพานข้ามแม่น้ำตาปีถูกทิ้งระเบิดลงกลางสะพานจนหักกลางลำ เพื่อตัดตอนการขนส่งเสบียงและอาวุธของทหารญี่ปุ่น เมื่อสงครามสงบต้องบูรณะสะพานขึ้นมาใหม่ โครงสร้างหลักของสะพานเสียหายมาก บริษัท Cormanlong จึงเปลี่ยนรูปร่างสะพานโดยถอดแบบจากสะพานพระราม 6 ในกรุงเทพฯ

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

โครงสะพานเดิมที่ถูกทำลาย บางโครงยังมีสภาพดีใช้งานได้ จึงนำไปติดตั้งเป็นสะพานข้ามคลองยัน ในทางรถไฟสายสุราษฎร์ธานี-คีรีรัฐนิคม ซึ่งยังใช้งานจนถึงปัจจุบัน

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

โครงสร้างของสะพานจุลจอมเกล้าเดิมที่ไม่เสียหายได้ถูกใช้งานเป็นสะพานคลองยันในทางรถไฟสายคีรีรัฐนิคม

‘สะพานโค้งพุนพิน’ แห่งนี้ได้ทำพิธีเปิดใช้หลังซ่อมเสร็จเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2496 เป็นสะพานที่วิ่งร่วมระหว่างรถไฟและรถยนต์ ชื่อ ‘สะพานจุลจอมเกล้า’ นั้น พระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นับเป็นสะพานเดียวที่ได้ชื่อพระราชทานหลังถูกทำลาย

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการสร้างสะพานสำหรับรถยนต์แยกออกจากสะพานจุลจอมเกล้า แต่ผิวถนนเดิมยังคงอยู่ เราจะเห็นวิถีชีวิตของคนท่าข้ามที่ใช้สะพานสัญจรไปมา วิ่งออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมต่างๆ บนสะพาน เหมือนสะพานรถไฟแห่งนี้ได้เชื่อมรถไฟกับชุมชนให้เข้าถึงกัน

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานจักรี

ที่ตั้ง: อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างสถานีหนองวิวัฒน์-ท่าเรือ ในเส้นทางสายเหนือ

ความยาว:  103 เมตร

แม่น้ำที่ข้าม: แม่น้ำป่าสัก

ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2444 l ซ่อมสร้าง พ.ศ. 2497

ที่มาของชื่อ: ราชวงศ์จักรี

ที่ราบลุ่มภาคกลางเป็นพื้นที่ไหลผ่านของแม่น้ำหลายสาย หนึ่งในนั้นคือแม่น้ำป่าสัก หนึ่งในแม่น้ำที่มารวมกับเจ้าพระยา และมุ่งหน้าไปทางเหนือจากชุมทางบ้านภาชีประมาณ 12 กิโลเมตร มีสะพานขนาดใหญ่ทอดข้ามแม่น้ำแห่งนี้

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานดำขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านในอำเภอท่าเรือมีชื่อว่า ‘สะพานจักรี’ เป็นสะพานชื่อพระราชทานแห่งแรกในเส้นทางรถไฟสายเหนือ เดิมตัวสะพานมีโครงสร้างโค้งเป็นแบบหลังอูฐ รองรับทางรถไฟขนาดความกว้าง 1.435 เมตร อยู่ใกล้สถานีรถไฟท่าเรือ

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานจักรีมีชะตากรรมไม่ต่างจากสะพานอื่นๆ ที่ถูกระเบิดทิ้งทำลาย ในสงครามโลกครั้งที่ 2 การรถไฟฯ การซ่อมสร้างสะพาน ได้ถูกเริ่มต้นขึ้นพร้อมกันทุกสายที่เกิดความเสียหาย และแทบทุกสะพานได้เปลี่ยนรูปร่างไปจากเดิม สะพานจักรีก็เช่นกัน จากโครงสร้างเหล็กรูปโค้งได้ถูกเปลี่ยนเป็นโครงเหล็กรูปสี่เหลี่ยมคางหมูแบบที่คุ้นตาในปัจจุบัน เปิดใช้งานให้รถไฟวิ่งผ่านได้ในปี 2491

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

ในปี 2555 สะพานจักรีได้รับการเสริมความแข็งแรงเพื่อรองรับน้ำหนักของรถไฟที่นับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้น โดยยังคงรูปร่างแบบเดิมไม่ผิดเพี้ยน และข้างๆ กันนั้นเป็นสะพานใหม่ที่สร้างขนานกันไปเพื่อให้รถไฟวิ่งสวนทางกันได้

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานปรมินทร์

ที่ตั้ง: อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ระหว่างสถานีไร่อ้อย-ชุมทางบ้านดารา ในเส้นทางสายเหนือ

ความยาว: 263 เมตร

แม่น้ำที่ข้าม: แม่น้ำน่าน

ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2452 l ซ่อมสร้าง พ.ศ. 2491

ที่มาของชื่อ: ปรมินทร์ เป็นคำหนึ่งในพระนามของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลเลขคี่ ซึ่งหมายถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเอง

สะพานใหญ่สีขาวทอดข้ามแม่น้ำสีแดงอิฐ โอบล้อมด้วยความร่มรื่นเขียวชอุ่มของต้นไม้ใหญ่ บนยอดสุดของโครงเหล็กสูงลิ่วมีป้ายจารึกว่า ‘สะพานปรมินทร์’

สะพานปรมินทร์สร้างเมื่อปี 2449 แล้วเสร็จในปี 2452 เป็นสะพานเหล็กขนาดใหญ่แบบคานยื่น รูปร่างคล้ายสะพานแขวน ได้รับการพระราชทานชื่อโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมสถานีรถไฟแห่งหนึ่งซึ่งเดิมไม่มีชื่อและอยู่ไม่ไกลจากสะพานแห่งนี้

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานปรมินทร์เดิมมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับสะพานแขวน

รัชกาลที่ 5 พระราชทานชื่อสะพานแห่งนี้ว่า ‘ปรมินทร์’ หมายถึงพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลเลขคี่ ส่วนสถานีรถไฟที่คู่กับสะพาน พระองค์พระราชทานชื่อว่า ‘บ้านดารา’ หมายถึงเจ้าดารารัศมี พระราชชายา

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

หากใครเคยเห็นภาพเก่าๆ คงรู้สึกเสียดายรูปร่างที่งดงามของสะพานปรมินทร์ เหตุผลที่สะพานต้องเปลี่ยนรูปร่าง เพราะได้รับความเสียหายจากการเป็นเป้าระเบิดนั่นเอง ซึ่งต้องทิ้งระเบิดกว่า 20 ครั้ง สะพานปรมินทร์จึงจะขาด

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

ปัจจุบันสะพานปรมินทร์เป็นสถานที่สำคัญของตำบลบ้านดารา มีการสร้างสวนสาธารณะขึ้นใต้สะพานเพื่อเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกาย สถานีรถไฟชุมทางบ้านดารานั้นมีการนำป้ายชื่อสะพานเดิมมาตั้งไว้เป็นอนุสรณ์พร้อมลูกระเบิดลูกหนึ่งซึ่งคาดว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มระเบิดที่หักสะพานปรมินทร์ (เดิม) ออกเป็นเสี่ยงๆ

ภาพ
พยุงศักดิ์ คุ้มแถว
กิติพงษ์​ ธารปราบ
การรถไฟแห่งประเทศไทย
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ

Save

อีกนิดอีกหน่อย

  1. สะพานชื่อพระราชทานทุกแห่งถูกระเบิดทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะเป็นสะพานขนาดใหญ่ที่สามารถตัดตอนการเดินทางของกองทัพญี่ปุ่นในสมัยนั้นได้
  2. หากใครอยากไปดูสะพานแบบใกล้ชิด ลองอ่านคำแนะนำนี้

– สะพานพระราม 6 เดินขึ้นไปได้ ทางขึ้นอยู่ฝั่งพระนครใต้ทางพิเศษศรีรัช แต่ไม่ควรอยู่บนสะพานหลังพระอาทิตย์ตกดิน เพราะสะพานไม่มีไฟส่องสว่าง

– สะพานเสาวภา อยู่ใกล้สถานีนครชัยศรีที่สุด แต่รถไฟจอดน้อย ถ้าขับรถไปจะดีกว่า และมุมที่เห็นสะพานเสาวภาสวยที่สุดคือมองจากตลาดนครชัยศรี

– สะพานจุฬาลงกรณ์ อยู่ใกล้ตลาดโต้รุ่งริมน้ำแม่กลองราชบุรี แถวๆ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ แถวนั้นของกินเยอะมาก กินไปนั่งดูรถไฟไปก็เพลินไปอีกแบบ

– สะพานจุลจอมเกล้า อยู่ใกล้สถานีสุราษฎร์ธานี สามารถเดินได้ (ถ้าอึดพอ) ตอนเย็นมีคนมาวิ่งออกกำลังกายบนสะพานเยอะมาก แถมถ่ายรูปสวยด้วย เพราะทางรถไฟตรงเชิงสะพานเป็นโค้งพอดี

– สะพานจักรี อยู่ติดสถานีท่าเรือ เดินไปที่สะพานได้ ตอนปรับปรุงสะพานมีการทำทางเดินให้พร้อมและปลอดภัย

– สะพานปรมินทร์ อยู่ใกล้สถานีบ้านดารา เดินไปได้ ใต้สะพานมีสวนสาธารณะ มุมที่ถ่ายรูปสะพานสวยที่สุดอยู่ในเขตฌาปนสถานวัดบ้านดารา

  1. สะพานทั้ง 6 แห่ง มีป้ายชื่อติดอยู่บนโครงสะพาน พร้อมปีที่สร้าง หรือปีที่ซ่อมสร้าง
  2. สะพานจักรีและสะพานเสาวภา อยู่ในเขตทางคู่ แต่เป็นสะพานที่มีขนาดสำหรับทางรถไฟ 1 ทาง จึงต้องสร้างสะพานใหม่ขนานกันไป สะพานที่สร้างขึ้นข้างๆ ไม่ได้ถูกตั้งชื่อตามสะพานเดิม
  3. สะพานจุลจอมเกล้า เป็นสะพานเดียวใน 6 สะพาน ที่ได้รับพระราชทานชื่อหลังจากถูกระเบิดแล้ว

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load