ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด อันเนื่องมาจากมาตรการคว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่อันดับสามของโลก และเมื่อตั้งใจจะไม่เพิ่มกำลังการผลิตจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอื่น ๆ เพื่อชดเชย ทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทย (ณ วันที่ 10 มีนาคม 2565) ได้ทุบสถิติน้ำมันเบนซินทะลุ 50 บาทต่อลิตร 

เมื่อเดินในเมืองไม่ได้ วัฒนธรรมการใช้รถยนต์จึงเป็นสิ่งปกติที่เราคุ้นชินในชีวิตประจำวัน

เมื่อเมืองขับเคลื่อนด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจึงกลายเป็นปัญหาที่เราทุกคนต้องยอมรับ อย่างไรก็ดี วิกฤตราคาน้ำมันสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวด้านวิสัยทัศน์ของนโยบายการพัฒนาและการออกแบบผังเมือง ที่ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล แต่กลับบีบบังคับให้ผู้คนต้องเดินทาง ยังไม่นับถึงปัญหาสะสมของระบบรถโดยสารสาธารณะที่ยังไม่ถูกพัฒนาและตั้งให้เป็นระบบเดียวกัน

สถาปัตยกรรมสะท้อนปัญหาน้ำมันแพงและการใช้รถของมนุษย์ในหนังฝรั่งเศส Trafic

เราอาจมีภาพจำเชิงลบกับการใช้รถใช้ถนน หากคิดถึงปัญหามลพิษทางอากาศและสิ่งแวดล้อม ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า รถยนต์ – ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และน้ำมัน เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางสถาปัตยกรรม ทั้งโครงสร้างพื้นฐานของเมือง เนื้อเมือง (Urban Fabric) และอัตลักษณ์ของเมืองไปอย่างสิ้นเชิง 

คอลัมน์ Set Design ครั้งนี้อยากชวนผู้อ่านย้อนกลับไปยุคแห่งความรุ่งโรจน์ของรถยนต์ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ผ่านมุมมองของ Jacques Tati ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวฝรั่งเศส ผู้เป็นทั้งนักแสดงตลก ละครใบ้ และยังเป็นหนึ่งในทีมผู้เขียนบท ในภาพยนตร์คอเมดี้สุดคลาสสิก เรื่อง ‘Trafic’ จากปี1971 หนังขบขันขายหัวเราะเรื่องอุตสาหกรรมรถยนต์ วงจรการผลิตและซื้อขายรถยนต์ การจราจร สัญลักษณ์จราจร การสัญจรของรถยนต์ และการล้อเลียนพฤติกรรมของผู้ขับขี่

สถาปัตยกรรมสะท้อนปัญหาน้ำมันแพงและการใช้รถของมนุษย์ในหนังฝรั่งเศส Trafic

01
Jacques Tati – Monsieur Hulot

มุกตลกล้อเลียนวิถีชีวิตยุคโมเดิร์นที่ได้เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบดั่งเดิม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์ของภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องของ Tati ไม่ว่าจะเป็น Mon Oncle ในปี 1961 ที่บอกเล่าเรื่องราวของบ้านยุคโมเดิร์นอันเต็มไปด้วยอุปกรณ์ระบบอัตโนมัติ วิถีชีวิตของผู้คนที่ยึดโยงและผูกติดกับมันมากจนเกินไป หรือเรื่อง Play Time ในปี 1967 บอกเล่าฉากออฟฟิศในยุคโมเดิร์นที่โต๊ะทำงานของพนักงานถูกแบ่งเป็นล็อก ๆ ด้วยฉากกั้นรูปทรงสี่เหลี่ยมสูงมิดหัว จนเป็นการทำงานที่มนุษย์กลายเป็นเหมือนเครื่องจักร  

เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งในหนังของ Tati คือการสร้างตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินเรื่อง ชื่อ Monsieur Hulot ที่เขานำแสดงด้วยตัวเอง 

‘Hulot’ เป็นชายวัยกลางคน ผู้หลงยุคหลงสมัยเข้าไปอยู่ผิดที่ผิดทางในหนังหลาย ๆ เรื่องของเขา ด้วยบทบาทที่แตกต่างกันไป ท่าทางเก้งก้าง เสื้อกันฝนสีแทน หมวกสีน้ำตาล ร่มคู่ใจ กับไปป์ยาสูบไม้ คือเอกลักษณ์ของ Hulot ที่แฟนหนังจดจำได้เป็นอย่างดี

สถาปัตยกรรมสะท้อนปัญหาน้ำมันแพงและการใช้รถของมนุษย์ในหนังฝรั่งเศส Trafic
สถาปัตยกรรมสะท้อนปัญหาน้ำมันแพงและการใช้รถของมนุษย์ในหนังฝรั่งเศส Trafic

ในหนังเรื่อง ‘Trafic’ เมอซิเออร์ Hulot ได้รับการว่าจ้างให้เป็นผู้ออกแบบรถยนต์ของบริษัท Altra เขาออกแบบรถตั้งแคมป์ ยานพาหนะแฟนตาซีที่แปลงส่วนประกอบต่าง ๆ ของรถยนต์ให้กลายเป็นอุปกรณ์แฝงความตลกขบขัน อย่างเก้าอี้นั่งที่กางออกจากกันชนท้ายรถ ตะแกรงหน้ารถที่พับออกมาปรุงสเต๊กได้ รวมถึงเครื่องใช้ในบ้านห้องครัว เช่น เตาแก๊ส ฝักบัวอาบน้ำ เตาบาร์บีคิว เตียงนอน และอื่น ๆ ที่นำเข้ามาไว้ในรถปิกนิกคันนี้ เหมือนเป็นการแซะกลาย ๆ ถึงจำนวนชั่วโมงที่ผู้คนใช้เวลาอยู่ในรถยนต์ในหนึ่งวัน ราวกับเป็นบ้านตัวเองอย่างไรอย่างนั้น

แน่นอนว่ารถยนต์ที่ออกโดย Hulot นั้นสวนทางกับยุคสมัยที่บริษัทอื่น ๆ กำลังขายรูปทรงล้ำสมัยและเทคโนโลยียานยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งแสดงถึงศักยภาพและประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่ ความเร็ว ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย พื้นที่เก็บของที่กว้างขวาง อุปกรณ์และวิทยุโทรทัศน์ในรถยนต์ 

02
ออโต้โทเปีย (Autopia)

เรื่องราวของความวุ่นวายเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง ‘รถตั้งแคมป์’ คันนี้ไปยังงานเแสดงรถยนต์มอเตอร์โชว์ในเมืองอัมสเตอร์ดัม ผ่านทางหลวงและทางด่วนปารีสและถนนในเบลเยียม โดยตลอดทางรถขนส่งพบอุปสรรคมากมาย ทำให้การเดินทางล่าช้า เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์สะท้อนให้เห็นโครงสร้างพื้นทางของตัวเมือง และสถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับการใช้รถยนต์โดยเฉพาะ

ทั้งถนนทางหลวงและทางด่วนยกระดับที่แผ่กิ่งก้านสาขายาวออกไปจนสุดลูกหูลูกตา อุโมงค์ถนน สะพานถนนข้ามแม่น้ำตัดผ่านภูเขาที่สร้างภูมิทัศน์ใหม่ให้กับเมือง โครงสร้างพื้นฐานที่การก่อสร้างไม่มีวันสิ้นสุด ตราบใดที่ความต้องการใช้รถใช้ถนนยังคงมีอยู่

เส้นแบ่งทาง รั้วกันชน ป้าย และสัญญาณไฟจราจรที่ผุดขึ้นเป็นระยะ ๆ ควบคู่กับถนนหนทาง คอยกำกับควบคุมผู้ขับขี่ 

เมื่อผู้คนต้องใช้เวลาอยู่ในรถมากขึ้น ป้ายโฆษณาชื่อห้างร้านต่างสร้างให้สูงเท่ากับระดับสายตาของผู้ใช้รถ บ้างสูงขึ้นไปกว่าระดับทางด่วน บ้างติดบนหน้าของอาคารตึกสูง (Façade) 

สถาปัตยกรรมสะท้อนปัญหาน้ำมันแพงและการใช้รถของมนุษย์ในหนังฝรั่งเศส Trafic
ย้อนดูสถาปัตยกรรมในหนังฝรั่งเศส Trafic ปี 1971 ที่สะท้อนสะท้อนปัญหาการใช้รถและน้ำมันแพง

เริ่มมีปั๊มน้ำมันขึ้นตามสองข้างทางของถนนเพื่อเติมเชื้อเพลิงให้กับการเดินทางระยะไกล ปั๊มน้ำมันคือตัวอย่างของรูปแบบทางสถาปัตยกรรม (Typology) ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรถยนต์หรือคนขับโดยแท้ 

ท้ายที่สุด ลานจอดรถกลายเป็นโปรแกรมบังคับของการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เหล่าสถาปนิกต้องตอบสนองต่อกฎทางกายภาพของตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นขนาด สัดส่วน รัศมีการตีวง หรือกระทั่งความชันของทางลาดเข้าที่จอดรถ

หนึ่งซีนของหนังเรื่องนี้ถ่ายทอดอุบัติเหตุบนมอเตอร์เวย์กลางสี่แยก ซึ่งมีตำรวจจราจรคอยให้สัญญาณมือกำหนดทิศทางของรถที่สัญจรไปมา วุ่นวายจนเกิดอุบัติเหตุโดยรถบรรทุกขนส่งรถ Altra ประสานงาเข้ากับรถเก๋งที่วิ่งมาจากอีกทางหนึ่ง การชนนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ทำให้รถยนต์อีกหลายสิบคันไหลไปชนกันอย่างต่อเนื่อง เมื่อรถทุกคันหยุดนิ่ง ความตลกที่ Tati แทรกเข้าไปในฉากนี้คือ การที่ผู้โดยสารและคนขับโผล่ออกมาบนท้องถนนและเริ่มยืดเส้นยืดสาย บิดขี้เกียจ ผ่อนกลายอิริยาบถหลังจากที่อยู่บนรถเป็นเวลานานนั่นเอง

03
มอเตอร์โชว์ (Motor Show)

ภาพยนตร์ตลกล้อเลียนของ Tati เป็นเหมือนกระจกหลังรถที่สะท้อนให้เห็นสภาพสังคมขณะนั้น อย่างที่หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ได้ค่อนข้างครบถ้วน ตั้งแต่ฉากเปิดหนังในโรงงานผลิตรถยนต์ ให้เราเห็นกระบวนการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์แบบ Mass-production ขั้นตอนการทำซ้ำ ๆ ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้คนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักร

ต่อมาในฉากงานมอเตอร์โชว์ ก็ได้ถ่ายทอดให้เราเห็นบรรยากาศของการซื้อขายรถยนต์ในยุคนั้น มีเหล่าเซลส์แมนขายรถจากแบรนด์ต่าง ๆ พยายามขายจุดเด่นรถตัวเอง ผ่านเสียงการเปิดปิดกระโปรงหน้า กระโปรงหลัง ประตูรถ ไปจนถึงท่าทางของผู้เข้าชมที่เข้าไปสัมผัสและทดลองนั่งในตัวรถ 

ฉากเหล่านี้ถ่ายทำจากสถานที่จริงในห้องโถงของสถานที่จัดงานในอาคาร Europa-hal ของศูนย์การประชุมและนิทรรศการ RAI ที่เก่าแก่ในเมืองอัมสเตอร์ดัม ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีงานจัดแสดงรถยนต์ครั้งที่ 64 หรือที่เรียกว่า AutoRAI ประจำปี 1971 นั่นหมายความว่ามีคนจำนวนไม่น้อยไม่รู้ว่ากำลังถ่ายภาพยนตร์ ทำให้ภาพยนตร์เรื่องกลายเป็นเหมือนสารคดีที่ถ่ายทอดเหตุการณ์จริงในสมัยนั้น 

ย้อนดูสถาปัตยกรรมในหนังฝรั่งเศส Trafic ปี 1971 ที่สะท้อนสะท้อนปัญหาการใช้รถและน้ำมันแพง
ย้อนดูสถาปัตยกรรมในหนังฝรั่งเศส Trafic ปี 1971 ที่สะท้อนสะท้อนปัญหาการใช้รถและน้ำมันแพง

ด้วยโครงสร้างเหล็กทรัส (Truss) ของหลังคาที่แผ่ออกออกไปโดยไม่มีเสาระหว่างกลาง สร้างห้องโถงเพดานสูงและลานพื้นที่กว้างขนาดใหญ่ที่จุคนได้ถึง 12,900 คน วัสดุเหล็กสีเทาและกระจกถ่ายทอดกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น ที่ตัวผู้กำกับมักวิจารณ์ถึงความแข็งกระด้างไร้ตัวตน เหมือนกับห้องโถงแห่งนี้เป็นเหมือนเปลือกนอก พื้นที่ภายในห้องโถงจะปรับเปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้ หรือแม้แต่อาคารนี้จะย้ายไปวางที่ไหนก็คงไม่มีอะไรแตกต่างออกไป 

มากกว่าไปนั้น คอมเพล็กซ์แห่งนี้รองรับรถยนต์ได้กว่า 4,000 คัน ซึ่งทำให้เห็นความสำคัญของลานจอดรถที่เข้ามามีอิทธิพลต่อออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างมากในสมัยนั้น

04
Traffic

ย้อนดูสถาปัตยกรรมในหนังฝรั่งเศส Trafic ปี 1971 ที่สะท้อนสะท้อนปัญหาการใช้รถและน้ำมันแพง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า รถยนต์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างมีนัยยะสำคัญ นอกเหนือจากอิทธิพลเชิงสถาปัตยกรรมและเมือง ความเร็วในการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังหมุดหมาย ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตและการทำงานเป็นอย่างมาก คิดง่าย ๆ ถ้าในหนึ่งวัน เราย่นระยะเวลาในการเดินทางได้เพียงวันละ 15 นาที ก็คงช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะนั่นอาจหมายถึงเวลาพักผ่อนที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน 

ปัจจุบันประเทศในแถบยุโรปกำลังสร้างมาตรการส่งเสริมการลดจำนวนรถยนต์ส่วนบุคคลในท้องถนน ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบโครงสร้างรถสาธารณะ และการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า การออกแบบเมืองให้เป็นเมืองที่เดินได้ ลดรัศมีการเดินทางของผู้คน เพราะปัญหารถติด ไม่ว่าเกิดจากการกระจุกตัวของความเจริญในเมืองหลวง หรือการวางผังในรูปแบบของชานเมืองที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกไป (Urban Sprawl) คงไม่สามารถแก้ไขโดยการสร้างถนนให้ยาวออกไปเรื่อย ๆ

ในขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ คงถึงเวลาแล้วที่เราควรวางแผนระยะยาวเพื่อลดปริมาณการพึ่งพาน้ำมันให้น้อยลง โดยสถิติการใช้น้ำมันสำเร็จรูปของประเทศไทยใน พ.ศ. 2564 อยู่ที่ 120 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งวิกฤตราคาน้ำมันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก คำถามคือเราเรียนรู้อะไรจากวิกฤตแต่ละครั้ง

ย้อนดูสถาปัตยกรรมในหนังฝรั่งเศส Trafic ปี 1971 ที่สะท้อนสะท้อนปัญหาการใช้รถและน้ำมันแพง

การหาจุดสมดุลระหว่างการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล รถขนส่งสาธารณะ รถไฟระหว่างเมือง หรือแม้แต่การเดินเท้า น่าจะเป็นคำตอบที่แฝงอยู่ในฉากปิดท้ายในภาพยนตร์ Trafic ของ Tati ที่ท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนต่างเดินเท้าแทรกไปตามช่องว่างระหว่างตัวรถที่จอดแน่นิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วน ขณะที่ฝนกำลังโปรยลงมา

Citation and Image References :

Tati, J. (Director). (1971). Traffic [Film]. Les Films Gibé, Selenia Cinematografica, Les Films Corona.

Bellos, D. (1999). Jacques Tati : his life and art. London: Harvill.

สถิตการใช้น้ำมัน ปี พ.ศ. 2564, สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน

www.criterion.com

cinematicamsterdam.wordpress.com

www.atlasofplaces.com

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

บานประตูสีม่วงลาเวนเดอร์และกรอบสีทองรอบตาแมวของประตู อาจทำให้ใครหลายๆ คนคิดถึงเสียงหัวเราะ และความฮาของเหล่าเพื่อนร่วมห้องที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์จากซีรีส์ซิตคอมสุดคลาสสิกยุค 90 เรื่อง FRIENDS 

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 กันยายน ใน ค.ศ. 1994 วันที่ซีรีส์เรื่องนี้ออนแอร์บนจอแก้วเป็นครั้งแรก และฉายต่อเนื่องหลังจากนั้นมาตลอดทศวรรษ รวมทั้งหมด 236 ตอน การรับชมในสมัยนั้นผ่านสัญญาณโทรทัศน์แบบแอนะล็อก ไม่เหมือนการรับชมทีวีในยุคดิจิทัลและการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต ถ้าพลาดแล้วพลาดเลย ซึ่งในสมัยนั้น FRIENDS คือซิตคอมสุดฮิตที่มีผู้ชมกว่า 25 – 30 ล้านคนต่อสัปดาห์ 

หากคุณเคยมีรูมเมตหรือแชร์ห้องอยู่กับเพื่อนในช่วงเวลาหนึ่ง เชื่อว่าซิตคอมเรื่องนี้จะทำให้คุณหวนคิดถึงวีรกรรมเก่าๆ เสียงหัวเราะ ความทุกข์ ความสุข ที่พวกคุณเคยแบ่งปันให้กันและกัน ทำให้คุณอดคิดถึงสภาพหน้าตาหรือบรรยากาศในห้องชุด อพาร์ตเมนต์ บ้านเช่า หรือโต๊ะในร้านประจำ ที่จะถูกเว้นไว้เสมอราวกับว่ามีป้ายจองวางเอาไว้ 

เพลงไตเติ้ลของซีรีส์ FRIENDS ร้องไว้ว่า “I’ll be there for you” บอกเล่ามิตรภาพและเรื่องราวของเพื่อน 6 คนในวัย 20 กลางๆ ที่โชคชะตาและเหตุผลต่างแตกต่างกัน พาพวกเขาให้มาใช้ชีวิตร่วมกัน

ความน่าสนใจของแนวคิดแบ่งปันที่อยู่อาศัยหรือที่เรียกกันว่า Co-living และ Collective Housing ในสมัยนั้นเกิดขึ้นจากสภาวะที่อาจเรียกได้ว่าจำยอม ตามบริบทของสังคมที่ผู้คนต้องเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ สภาวะเศรษฐกิจที่ค่าเช่าห้องและค่าแรงวิ่งสวนทางกัน จากสถาปัตยกรรมห้องชุดเดี่ยวสำหรับหนึ่งครอบครัว กลายเป็นห้องเช่าสำหรับคนสองคนที่มีพื้นที่ส่วนกลางไว้แบ่งปันกัน การเสียสละความเป็นส่วนตัวในการใช้พื้นที่ แลกมากับทำเลที่ตั้งของที่อยู่อาศัย เพื่อการเข้าถึงความสะดวกสบายและสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ป้ายรถเมล์ใหม่ สวนสาธารณะ คลอง และอื่นๆ 

เอาเข้าจริงๆ แล้ว หากวันหนึ่งเราสามารถลดเวลาในการเดินทางกลับบ้านเพียงวันละแค่เพียง 15 นาที ผมเชื่อว่าทุกคนคงจะรู้สึกถึงคุณภาพชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างแน่นอน

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ภายนอกอาคารนั้นถ่ายทำจากสถานที่จริง อยู่บนถนนเลขที่ 90 Bedford ในย่าน West Village เมืองนิวยอร์ก และความพิเศษของย่านนี้ คือการที่กริดเส้นแบ่งผังเมืองไม่ได้เป็นเส้นตรงเหมือนย่านอื่น แต่มีการตัดเอียงเป็นเส้นทแยงมุม โดยแต่ละบล็อกมีความออร์แกนิกเหมือนเมืองขนาดย่อมๆ ในยุโรป ส่วนฉากภายในของห้องพักทั้งสองเป็นฉากสมมติสร้างขึ้นและถ่ายทำในสตูดิโอของ Warner Bros ในเมืองแคลิฟอร์เนีย โดย จอห์น แชฟเนอร์ (John Shaffner) คือหนึ่งในผู้ออกแบบและวางแปลนฉากห้องพักรวมถึงการตกแต่งภายใน และเป็นผู้นําเทรนด์ผนังเฉดสีม่วงในห้องของมอนิกา ซึ่งยังเป็นที่จดจำของผู้ชมมาจนถึงทุกวันนี้

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

แปลนของอพาร์ตเมนต์ทั้งสอง แบ่งแยกโซนพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่ส่วนรวมของแต่ละห้องอย่างชัดเจน ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก และห้องน้ำ คือจุดศูนย์กลางตรงด้านหน้าของตัวบ้าน ที่รูมเมตทุกคนจะเดินผ่านก่อนเข้าไปยังส่วนพื้นที่ส่วนตัวบริเวณด้านหลังของตัวห้อง และมี 2 ห้องนอนสำหรับการอยู่อาศัย 2 คน 

แต่ละห้องไม่มีห้องน้ำส่วนตัว ทำให้ทุกครั้งที่จะเข้าห้องน้ำ ตัวละครต้องเดินผ่านฉากของพื้นที่ส่วนร่วมทั้งหมด มากไปว่านั้น ประตูทุกบานถูกจัดวางให้เปิดมาเจอกันที่ห้องนั่งเล่นตรงกลาง ซึ่งการออกแบบในลักษณะนี้ เพิ่มโอกาสที่ผู้อยู่อาศัยนั้นจะพบปะและพูดคุยกัน เป็นส่วนในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการอยู่อาศัยร่วมกัน

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
ห้องมอนิกา-เรเชล

ห้องเลขที่ 20 ทางด้านขวาคือห้องของผู้หญิง เรเชลและมอนิกา เพื่อนสมัยเรียนที่กลายมาเป็นเพื่อนร่วมห้อง อพาร์ตเมนต์นี้มอนิการับช่วงต่อสัญญาเช่ามาจากคุณยาย ซึ่งมีการควบคุมค่าเช่า Landlord จึงไม่สามารถขึ้นค่าเช่าตามราคาตลาดที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ตราบใดที่สัญญาเช่ายังไม่หมด นั่นเป็นเหตุผลที่มอนิกา เชฟที่เคยตกงานมาก่อน และราเชล ที่เคยเป็นพนักงานร้านกาแฟอยู่พักใหญ่ สามารถเช่าอพาร์ตเมนต์ใน West Village นี้ได้

จุดเด่นสำคัญของห้องนี้ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือรายละเอียดการตกแต่งภายในที่เผยให้เห็นถึงเสน่ห์ของยุค 90 อาจจะเรียกได้ว่าเป็นแนวผสมผสานของสไตล์ทั้งหลายเข้าด้วยกัน หรือในวงการสถาปัตยกรรมเรียกว่า ยุคแห่ง Eclecticism (คตินิยมสรรผสาน) 

ในห้องของมอนิก้าและเรเชล คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงความมิกซ์และความแมตช์บ้างไม่แมตช์บ้างของเฟอร์นิเจอร์กับสีที่เลือกใช้ การบิลด์อินผนังแบบยุโรปคลาสสิกแล้วทาด้วยสีม่วงลาเวนเดอร์ รวมเข้ากับความดิบของอิฐ เหล็กกล้า กระจก กับตึกในยุคอุตสาหกรรมของเมืองนิวยอร์ก โคมไฟเวนิสสไตล์อิตาเลียนที่วางคู่กับโซฟานวมสีครีมออกแนวโมเดิร์นหน่อยๆ บนพรมลายดอกไม้ขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นไม้ปาเก้ซึ่งเล่นแพตเทิร์นไปมา เคาน์เตอร์ไม้สีฟ้าอมเขียวโซนห้องครัว พร้อมกับเหล่าผลิตภัณฑ์โฆษณาจากยุคโมเดิร์นที่แอบจัดวางไว้อย่างเนียนๆ โต๊ะทานข้าวกับเก้าอี้ไม้พร้อมเบาะรองนั่งลายดอกไม้ที่แต่ละตัวไม่เหมือนกัน แอบให้ความรู้สึกถึงบ้านตากอากาศในชนบท ผ้าม่านลายดอกไม้สีเหลือง ให้กลิ่นอายของความเป็นยุโรปที่สร้างเฟรมให้กับหน้าต่างบานใหญ่ในห้องนั่งเล่น

เหล่านี้เองที่เป็นลักษณะพิเศษของฉากซิตคอมเรื่องนี้ และเมื่อมาคิดดีๆ แล้ว ก็ไม่แปลกเลยที่ในสมัยนั้น ของต่างๆ จะผสมกันเข้ามาในบ้านหนึ่งหลัง หากเรามองย้อนกลับไปในยุคที่ร้านค้าและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์หลายใหญ่ยังไม่ถือกำเนิด เราอาจต้องเดินทางไปหลายร้าน เพื่อตามหาของให้ครบทุกรายการ ลองจินตนาการถึงตลาดนัดของมือสอง (Flea Market) ของฝรั่ง หรือในประเทศไทยอาจจะคล้ายตลาดนัดจตุจักร แต่ละร้านขายของเป็นประเภทๆ ไป ซึ่งแน่นอนว่าไม่เหมือนทุกวันนี้ ที่อุปกรณ์ตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ผ่านการคัดสรรมาจัดวางในที่เดียวกันอย่างเป็นระบบแบบแผนจากบริษัทเจ้าใหญ่ๆ เรียกได้ว่าไปที่เดียวได้ออกมาครบทุกอย่าง

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
ห้อง แชนด์เลอร์-โจอี

ต่อมาห้องหมายเลข 19 ทางด้านซ้ายคือห้องผู้ชาย โจอี นักแสดงตกอับผู้มีใจรักในงานของตัวเอง และแชนด์เลอร์ นักธุรกิจที่เราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขามีอาชีพอะไรกันแน่ รู้เพียงแต่ว่าพวกเขาทั้งสองสามารถดูทีวีอยู่บนโซฟาเลซีบอย โซฟานวมที่ปรับระดับการเอนถึง 3 ระดับได้ทั้งวัน 

ห้องของผู้ชายแตกต่างจากห้องของผู้หญิงโดยสิ้นเชิง ด้วยโทนสีที่เข้าและกลมกลืนกันจนไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นสีของพื้นไม้ ตู้ และเคาน์เตอร์ครัวสีครีม กับเครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้เย็นสีขาว เหมือนแทบไม่ได้ตกแต่งอะไรเพิ่มเติม

ในตอนที่มอนิก้าและเรเชลแพ้เดิมพันจากการเล่นเกมวัดความรู้ใจ ทำให้ทั้งคู่ต้องสลับอพาร์ตเมนต์กับแชนด์เลอร์และโจอี ฝ่ายมอนิก้าเป็นคนเจ้าระเบียบมาก ชอบทำอาหารเช้าให้ทุกคนกิน และยังจัดปาร์ตี้เชิญเพื่อนๆ มาเสมอ ด้วยเหตุนี้ เธอพยายามจัดห้องเดิมของผู้ชาย ให้เป็นสไตล์เหมือนกับห้องเก่าของเธอ ด้วยสิ่งของและเฟอร์นิเจอร์ที่เธอมี ในทางกลับกัน แชนด์เลอร์กับโจอีไม่ได้ย้ายอะไรมาก มีเพียงโต๊ะฟุตบอลมือหมุนแทนโต๊ะทานข้าว และโซฟาปรับเอนเลซีบอยทั้งสองอันไปวางในห้อง ในฉากนี้สะท้อนความสำคัญของการแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาผ่านการตกแต่งภายใน ในบางครั้งการเลือกในสิ่งที่เราชอบ ที่บ่งบอกเอกลักษณ์ส่วนตัวนั้น ก็อาจจะสำคัญกว่าการเลือกไปตามกระแสหรือสไตล์การตกแต่งที่กำลังอยู่ในสมัยนิยม

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ปัญหาของอพาร์ตเมนต์เก่าถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่ารักในหลายๆ ซีน อย่างฉากที่รอสส์ขนโซฟาขึ้นห้อง ต้องคอยตะโกนว่า “Pivot Pivot Pivot” สั่งให้เพื่อนค่อยยกและหมุนโซฟาเพื่อให้พ้นช่วงหักสอกของตัวบันได แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถ รวมถึงปัญหาเรื่องเสียงของผู้อยู่อาศัยชั้นบน ซึ่งเราก็ต้องไปถาม Mr.Hackles ผู้ล่วงลับถึงความน่ารำคาญนี้ ในหลายๆ ซีนเขาใช้ไม้กวาดกระทุ้งเพดาน หรือเดินขึ้นมาเคาะห้องของมอนิกา เพื่อบอกให้เธอและเพื่อนๆ ลดเสียงลง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องทัศนียภาพและความเป็นส่วนตัว เพื่อแลกกับแสงแดดและวิว หน้าต่างของห้องพักจำเป็นต้องเปิดไว้ จึงทำให้บ่อยครั้งที่เพื่อนๆ ทั้งหก เผลอไปเห็นหรือตั้งใจสอดแนมเพื่อนบ้านที่ชอบแก้ผ้าล่อนจ้อนในบ้านว่าเขาทำอะไรอยู่

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ในช่วงปลายของซิตคอมเรื่องนี้ ก่อนทีวีซีรีส์เรื่องนี้จะลาจอไปใน ค.ศ. 2004 แชนด์เลอร์และมอนิกาตัดสินใจหันหลังให้การใช้ชีวิตในนิวยอกซิตี้ ละทิ้งห้องอพาร์ตเมนต์ที่พวกเขาอยู่ และมุ่งสู่เมืองเวสต์เชสเตอร์ เมืองชนบทที่อยู่ห่างจากแมนแฮตตันประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า เพราะต้องการให้ลูกเติบโตในชนบทห่างจากความวุ่นวาย ในบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน สนามหญ้าสีเขียว และชุดชิงช้า

ในต่างประเทศ เมื่อผู้คนย้ายออกไปแล้ว ก็มักที่ใช้เวลาช่วงวันหยุดพักผ่อนในละแวกใกล้ๆ มากกว่าจะขับรถไปกลับเป็นชั่วโมงเพื่อมาทำกิจกรรมในเมือง เพื่อนในกลุ่มพยายามหว่านล้อมไม่ให้พวกเขาย้ายออก และเรเชลพูดขึ้นมาว่า “เลี้ยงลูกในเมือง มันผิดตรงไหน” 

ความตลกร้ายอยู่ที่ครั้งหนึ่งผู้คนต่างแห่กันเข้ามาในเมืองเพื่อทำงานหาเงิน ใช้ชีวิตเร่งรีบ สู้กับมลพิษ โดยหวังจะพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่พอเริ่มมีเงินและตั้งตัวได้ กลับอยากออกไปมีบ้านนอกเมือง และกลับเข้ามาในตัวเมืองเป็นครั้งคราว ซึ่งนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะยุโรปทางตอนเหนือหรือในเมืองนิวยอร์กเอง 

แน่นอนว่าภาพในหัวของคำว่า ชานเมือง หรือ ชนบท ของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนนึกถึงภาพของหมู่บ้านจัดสรรและคอมมูนิตี้มอล บางคนคิดถึงภาพความกันดาร การกลับสู่ธรรมชาติ ที่ที่ไฟฟ้าและน้ำประปาเข้าถึงยาก บางคนนึกภาพเทคโนโลยีสุดล้ำในงานเกษตรกรรมที่เกิดขึ้นในชนบท แต่หากเรามองให้ลึกไปกว่านั้น โดยเริ่มตั้งคำถามว่า ชนบทคืออะไร อะไรคือชนบท ชนบทต้องเป็นเมืองที่ไม่เจริญเสมอไปหรือไม่ ชนบทต้องเป็นเมืองที่รอคอยการพัฒนาให้เจริญหรือไม่ หรือแท้ที่จริงแล้วชนบทคือพื้นที่ที่ไม่มีเมือง ไม่มีผู้คน มีแต่ธรรมชาติ แล้วถ้าเมืองชนบทนั้นค่อยๆ เจริญขึ้น ผู้คนต่างต้องการที่จะเข้ามาอยู่อาศัย มีรถไฟฟ้าและถนนหนทางค่อยกระจายตัว ถึงตอนนั้นเรายังจะเรียกเมืองนั้นว่าเป็นชนบทได้อีกไหม 

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

คำถามเหล่านี้ต่อยอดมาจากงานนิทรรศการของ Rem Koolhaas และ Samir Bantal สถาปนิกและนักวิจัย เจ้าของบริษัทสถาปนิก OMA และ บริษัทวิจัย AMO ที่พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2020 เพื่อสะท้อนให้ผู้คนเห็นความสำคัญของชนบทที่ค่อยป้อนทรัพยากรให้กับตัวเมือง

ด้วยผลพวงของมาตรการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ทำให้คนในนิวยอร์กต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต การทำงานจากบ้านกลายเป็นกิจวัตรที่เคยชิน การหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น สิ่งเหล่านี้ช่วยกระตุ้นให้นิวยอร์กเกอร์เริ่มทยอยขายบ้าน และย้ายออกจากตัวเมืองไปอยู่อาศัยแถบชานเมืองแทน เพื่อที่พวกเขาจะได้มีพื้นที่ที่กว้างขวางมากพอสำหรับการทำงานและอยู่อาศัย ซึ่งหลายๆ สำนักข่าว รวมทั้งสำนักข่าว The New York Times รายงานถึงจำนวนประชากรที่ลดลงในตัวเมือง และจำนวนความต้องการบ้านชานเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับรายงานขององค์การสหประชาชาติที่คาดการณ์ไว้เมื่อ ค.ศ. 2018 ก่อนช่วงการระบาดของโรคว่า จำนวนประชากร 68 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกจะย้ายเข้าไปอยู่ในตัวเมือง 

อนาคตและคำนิยามของคำว่า ‘ตัวเมือง’ กับ ‘ชนบท’ นั้นจะเป็นอย่างไร เมื่อผู้คนเริ่มมีตัวเลือกและอิสระในการเลือกที่อยู่อาศัยกับสภาพแวดล้อมที่เขาอยากใช้ชีวิตและทำงาน

แม้ว่าการแยกจากกันจะเหมือนเป็นจุดจบของบางอย่าง แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่ยั่งยืน ดังซีรีส์ซิตคอมเรื่อง FRIENDS ที่กำลังจะกลับมารียูเนียนให้เหล่าแฟนๆ ให้หายคิดถึงกัน หลังจากที่ต้องรออย่างยาวนานมาถึง 17 ปี กับตอนพิเศษที่มีกำหนดฉายในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ ในชื่อตอน “The One Where They Got Back Together” ซึ่งต้องมาลุ้นกันว่า สุดท้ายแล้วเราจะได้เห็นมอนิก้าจะกลับไปอยู่ที่ห้องอพาร์ตเมนต์หลังเก่า หรือฉากบ้านใหม่ในชนบทของซิตคอมเรื่องนี้กันแน่

*ขอบคุณข้อมูลจากน้องสาวของข้าพเจ้า กรกนก แซ่แต้ แฟนคลับผู้ดูซิตคอมเรื่องนี้วนไปวนมา และไม่รู้ว่าจะหยุดดูได้เมื่อไร

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ข้อมูลอ้างอิง

www.refinery29.com

www.nytimes.com

www.nytimes.com

www.guggenheim.org

www.cnbc.com

www.un.org

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load