นี่จะถึงวันตรุษจีนหรือวันปีใหม่จีนแล้ว ตรุษจีนไม่ใช่แค่วันเปลี่ยนปีนักษัตรใหม่ เป็นวันดีมีความหมายหลายอย่าง อย่างหนึ่งแสดงถึงความกตัญญู เรื่องนี้คนจีนถือที่สุด ที่เห็นๆ ก็คือการเซ่นไหว้บูชา จะไหว้เจ้าที่ในบ้าน ไหว้บรรพบุรุษ ไหว้เจ้าที่นอกบ้าน ไหว้เทพยดาที่วัด หรือศาลเจ้าที่ตัวเองนับถือ การเซ่นไหว้บูชาสิ่งทั้งหลายนี้ เพราะเป็นผู้มีบุญคุณ อยู่ดีกินดีมาโดยตลอดรอดฝั่งก็จากสิ่งเหล่านี้

พอเซ่นไหว้แล้ว วันต่อมาก็เป็นตรุษจีนหรือปีใหม่ นี่ถือว่าเป็นวันมงคล เป็นวันแห่งการให้ อย่างแรกให้ตัวเองสงบ มีสติ จะอยู่นิ่งๆ เพื่อทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาแล้ว ทำบุญ ทำทาน เพื่อเป็นบุญกุศลต่อไปในชีวิตข้างหน้า โดยรวมๆ เป็นความสำคัญของวันตรุษจีน 

อาหารไหว้เจ้าที่และบรรพบุรุษ จากรุ่นอาม่าทำ สู่รุ่นเครื่องเซ่นไหว้สำเร็จรูป

อาหารเซ่นไหว้ตอนตรุษจีน ไหว้เจ้าที่ในบ้าน นอกบ้าน อาจจะเป็นเรื่องของความเชื่อและพิธีกรรม แต่เซ่นไหว้บรรพบุรุษ นี่เหมือนเป็นการไหว้จากใจแท้ๆ เมื่อตั้งเครื่องเซ่นไหว้ จุดธูป จุดเทียน จะตั้งจิตอธิษฐาน บอกกล่าวขอให้บรรพบุรุษมารับอาหารทุกอย่างที่ทำนี้ด้วยความตั้งใจ ทำจากสูตรบ้านใครก็บ้านนั้น เคยทำกันมาตั้งแต่รุ่นต้นตระกูล ส่งต่อมาถึงยาย ถึงแม่ ถ้าแม่มีกำลังทำไหว ก็ยังได้ทำตามสูตรดั้งเดิมที่สืบทอดมา เหมือนกับว่าไหว้บรรพบุรุษด้วยอาหารต้นตำหรับของตระกูลนั่นแหละ

การสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เหมือนเป็นการรักษาไว้เพื่อการระลึกถึง ก็ระยะห่างเป็นปีจึงจะได้ทำครั้งหนึ่ง พอไหว้เสร็จสรรพก็กินกันพร้อมหน้าพร้อมตาในครอบครัว สมมติใครในสมัยนี้ทำเองกับมือ แม่บอกว่าเหมือนที่ย่าทำ นี่ก็เท่ากับ 3 รุ่นเข้าไปแล้ว ยังเหมือนเดิมก็จะดีใจ แต่ถ้ารสหย่อนๆ ลงไปคงไม่ว่ากัน แต่รู้ว่าหย่อนตรงไหน ต่างกันอย่างไร

นั่นเป็นเพียงอาหารเซ่นไหว้ปีละครั้ง ถ้ารวมอาหารประจำบ้านอื่นๆ ที่คนรุ่นปัจจุบันยังจำได้ แล้วยังทำต่อเนื่องอยู่ อาหารของบ้านก็ยังอยู่ แต่ถ้าถอยห่างจากการทำอาหารเป็นเวลานานๆ อาหารจะหายตามบรรพบุรุษไป แล้วจะเป็นอย่างนั้นไหม นั่นเป็นคำถาม และพอจะเห็นคำตอบบ้างแล้ว

ถ้าจะดูการสืบทอดอาหารของบ้านเป็นมาอย่างไร เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ต้องดูโครงสร้างวิถีจีนย้อนหลังไปนานๆ เอาตั้งแต่อพยพมาเมืองไทย คนจีนนั้นมองเมืองไทยเหมือนเมืองแห่งอนาคตใหม่ ก็มาจากที่เคยได้ยินปากต่อปาก หรืออาจจะได้เห็นเรือสำเภาที่เอาสินค้ามาขาย แล้วมีผู้โดยสารมาด้วยเต็มเรือ กี่ลำๆ ก็เป็นอย่างนั้น อีกทั้งเห็นว่าเมืองไทยไม่อยู่ห่างเกินไป เดินทางตอนปลอดมรสุมใช้เวลาไม่นานก็ถึง ดีกว่าเมืองเป้าหมายที่ดูวิเศษ แต่ต้องเดินทางไกลๆ ก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นในทะเล อยู่บ้านตัวเองอดอยากอยู่แล้ว ไปเสี่ยงเอาที่เมืองไทยชีวิตอาจจะดีขึ้นก็ได้ พอตั้งใจแล้วต้องอดออมเงินเป็นปีกว่าจะได้ค่าโดยสารเรือ

อาหารบนโต๊ะไหว้เจ้า จากรุ่นอาม่าทำ สู่รุ่นเครื่องเซ่นไหว้สำเร็จรูป

ที่มาแรกๆ เป็นคนหนุ่มวัยฉกรรจ์ เข้ามากรุงเทพฯ มากที่สุด แต่ชีวิตในกรุงเทพฯ ลำบากยากเย็น เพราะมีคนจีนอยู่ก่อนแล้วเยอะแยะ อาชีพมีน้อย ที่เหลือมีแต่งานหนักๆ แบกหามสารพัดก็ต้องทำ มีเยอะที่เจ็บป่วย ตายแบบอนาถา ถ้าโชคดีพอเห็นช่องทาง เห็นอนาคตที่ดี ก็คิดถึงคนที่เมืองจีน หลายคนบอกกลับไปให้พี่ชาย น้องชาย ลูก เมีย หรือญาติๆ ในหมู่บ้านเดียวกัน หรือแม้กระทั่งเมียที่ยังค้างเติ่งอยู่ที่เมืองจีนให้ตามมา แน่นอนว่าทางเลือกใหม่ที่ดูไว้ มีทั้งอยู่กรุงเทพฯ และตามต่างจังหวัดต่างๆ

เมื่อมาอยู่ในเมืองไทยต้องเกาะกลุ่มตามกลุ่มภาษาไว้เป็นหลัก จะได้ช่วยเหลือกันได้ กลุ่มภาษาแต้จิ๋วที่เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดและกระจายไปทั่ว กลุ่มภาษาไหหลำ ภาษากวางตุ้ง ก็เกาะกลุ่มเป็นย่านๆ ไป แต่มีบางกลุ่มอย่างชาวฮกเกี้ยนที่นิยมลงผ่านไปทางใต้

นั่นเป็นการมาของคนจีน ก็มาถึงเรื่องวิถีชีวิตประจำวัน การอยู่อาศัยแรกๆ คับแคบ การกินต้องประหยัด ต้องง่ายๆ เพราะไม่มีเนื้อที่จะทำอะไรได้มาก อุปกรณ์ก็มีเท่าที่จำเป็น ของกินอย่างถั่วลิสงคั่วใส่เกลือ หนำเลี๊ยบ เต้าหู้ยี้ กินกับข้าวต้ม ถ้ามีหมูสามชั้นก็ต้มใส่เกลือใส่ถั่วลิสง เคี่ยวจนเปื่อย เก็บได้นาน กินได้หลายวัน เครื่องในหมูต้มผักกาดดองใส่เกลือ ถ้าพอมีเงินก็กินปลา แล้วสมัยก่อนนั้นจะกินปลาทะเล นั่นมีมากที่สุด ราคาถูก เพราะเป็นปลาด้อยค่าของคนไทยที่ไม่ชอบกินปลาทะเล เช่น ปลาใบขนุน ปลาน้ำดอกไม้ ปลากุเลา ปลาดาบยาว ทาเกลือแล้วนึ่ง ผักกาดดอง บ๊วยดอง ต้องทำเป็นทุกคน

อาหารบนโต๊ะไหว้เจ้า จากรุ่นอาม่าทำ สู่รุ่นเครื่องเซ่นไหว้สำเร็จรูป

วันตรุษจีนถึงจะรู้ว่าเป็นวันสำคัญ แต่ครั้งแรกๆ อาจไม่พร้อมไหว้ในบ้าน ไปไหว้ที่ศาลเจ้า ในละแวกชุมชน ซึ่งผู้ที่มาก่อนสร้างเล็กๆ เป็นแบบชั่วคราวไว้ ความเชื่อต่อศาลเจ้าของคนจีนในไทยลึกซึ้งมาก เพราะตอนมาเมืองไทยนั้นมีแต่ความหวัง จะผจญอะไรบ้างไม่รู้ ก็ไปเอาทราย ผงธูป ในกระถางธูปที่ศาลเจ้าของตำบลที่ตัวเองอยู่ ห่อเล็กๆ ติดตัวมา ไหว้ขออำนาจเทพผู้เป็นเจ้าช่วยคุ้มครองการเดินทางให้ด้วย นี่เป็นกำลังใจ เมื่อมาถึงเมืองไทยแล้วก็เอาทราย ผงธูป เทใส่ที่ศาลเจ้า เมื่อถึงตรุษจีนก็ไปไหว้ พร้อมผลไม้ที่พอหาได้เป็นของบูชา

ครอบครัวเริ่มเติบโตขึ้น มีลูกๆ เป็นรุ่นที่ 2 ตามธรรมเนียมจีน ถ้าลูกสาวแต่งงานต้องออกไปอยู่บ้านฝ่ายชาย ถ้าลูกชายแต่งงาน ฝ่ายผู้หญิงที่เป็นสะใภ้จะเข้าบ้าน ไม่เหมือนธรรมเนียมไทยที่ฝ่ายชายต้องออกจากบ้านไปเป็นลูกเขยในบ้านฝ่ายหญิง

ระบบครอบครัวจีน สะใภ้ทำงานหนักมาก ต้องทำตามกฎระเบียบของบ้าน อาหารการกินต้องยึดรูปแบบที่แม่ของบ้านฝ่ายชายทำมาก่อน ถึงมีความรู้จากบ้านเดิมติดตัวมาก็ทำเสริมไปบ้าง และถ้าในบ้านนั้นมีสะใภ้หลายคน จะมีระบบจัดวันทำงานหรือแบ่งงานให้รับผิดชอบไป

แม่ของบ้านที่เป็นคนประหยัด การกินก็ต้องประหยัดตามด้วย แต่ก็ยังผ่อนคลายและปรับตัว เมื่อฐานะดีขึ้น การรู้แหล่งวัตถุดิบทางอาหารกว้างขวางขึ้น อาหารการกินก็ดีขึ้น ถึงจะเป็นอาหารพื้นๆ แต่ยังเป็นอาหารจีน เมื่อถึงวันตรุษจีน ครอบครัวใหญ่ก็ต้องทำอาหารเป็นเรื่องเป็นราว มากชนิดขึ้น ในปริมาณมากขึ้น เพราะเมื่อเซ่นไหว้แล้ว ต้องให้พอกินกันทั้งครอบครัว 

อาหารบนโต๊ะไหว้เจ้า จากรุ่นอาม่าทำ สู่รุ่นเครื่องเซ่นไหว้สำเร็จรูป

เครื่องเซ่นไหว้ ผลไม้ต้องครบจำนวนตามความเชื่อ ขนมต้องทำเอง เช่น ขนมเข่ง ขนมเทียน ขนมถ้วยฟู ส่วนอาหารคาวมีเป็ด ไก่ หมู ปลา กุ้ง ปลาหมึกแห้ง

อาหารอื่นๆ ที่ทำในวันนั้นมีหลายอย่าง แล้วแต่บ้านใครก็บ้านนั้น ตัวอย่างเช่นหน่อไม้จีนแห้งจากเมืองจีน ต้มกับโครงไก่ น่องไก่ ซี่โครงหมู บางบ้านมีเทคนิคต้องต้มหน่อไม้หลายๆ น้ำ เวลาต้มใส่เกลือใส่ซีอิ๊ว ปรุงรสตามชอบ ยิ่งเคี่ยวนานๆ ยิ่งดี 

อีกอย่างที่ต้องทำเป็นผัดหมี่ซั่วกับผัก เพื่อคติความเชื่อว่าให้อายุยืนยาวเหมือนเส้นหมี่ แต่อีกอย่างคือหมี่ซั่วเป็นของกินที่บรรพบุรุษใช้ประทังชีวิตในเรือเมื่อตอนมาจากเมืองจีน หมี่ซั่วมีความแห้ง น้ำหนักเบา ไม่เสียง่าย เพราะเค็มเกลือ ทำกินง่ายเพียงต้มกับน้ำ เป็นอาหารที่มีความหมาย การผัดหมี่ครั้งแรกๆ แค่ผัดกับดอกกุยช่าย ต่อมาก็ใส่กุ้ง ใส่หมู ใส่ผักหลายๆ อย่างตามชอบของบ้านนั้น

สำหรับปลาที่เป็นส่วนหนึ่งของเซ่นไหว้ สมัยแรกๆ ใช้ปลาทะเลสารพัดทาเกลือแล้วนึ่ง ปลาช่อนก็ดี ใช้ทาเกลือนึ่งที่เรียกว่า ปลาช่อนแป๊ะซะ ตอนหลังๆ ปรับปรุงใส่โน่น ปรุงนี่ จนถูกใจ ปลาอื่นๆ ก็เหมือนกัน มีปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว ปลากระพงทอดราดขิงปรุงรส ถ้าบ้านไหนเป็นปลาจาระเม็ดขาวนึ่งบ๊วย นั่นแสดงว่ามีฐานะแล้ว

อาหารบนโต๊ะไหว้เจ้า จากรุ่นอาม่าทำ สู่รุ่นเครื่องเซ่นไหว้สำเร็จรูป
อาหารบนโต๊ะไหว้เจ้า จากรุ่นอาม่าทำ สู่รุ่นเครื่องเซ่นไหว้สำเร็จรูป

สมัยก่อนกินคุ้ม เซ่นไหว้แล้ว ไก่ เป็ด กินไม่หมดก็รวนเค็ม นี่เป็นสไตล์แต่ละบ้านจะรวนแบบไหน บางบ้านรวนแบบใส่น้ำมัน บางบ้านรวนน้ำใส่ซีอิ๊ว กินไม่หมดอีก ตอนนี้ทำจับฉ่ายเลย ใส่ผักเยอะๆ ต้มหน่อไม้ หมูสามชั้น กินไม่หมด ก็ใส่หม้อจับฉ่ายสถานเดียว

พอมองออกแล้วว่าอาหารเซ่นไหว้ แล้วอาหารที่กินในครอบครัว มีสูตรของครอบครัวที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น แล้วคำถามว่าจะยังเป็นอย่างนั้นอยู่อีกหรือไม่ คำตอบคือน้อยลงมาก คนรุ่นแม่ที่เคยทำ อาจจะไม่อยู่หรือไม่มีแรงที่จะทำแล้ว คนรุ่นใหม่เป็นคนทำงาน ชีวิตประจำวันถูกบังคับให้กินนอกบ้าน ให้ซื้อกินมากกว่าทำกิน การทำกินเริ่มน้อย แล้วตรุษจีนไม่ใช่วันหยุดราชการ การตั้งเครื่องเซ่นไหว้อาจจะยุ่งยาก ถ้ามีคนช่วยก็ถือว่ายังเซ่นไหว้ได้ การตั้งเครื่องเซ่นไหว้ตรุษจีนทำได้ 2 อย่างแรก เอาตัวเองเป็นตัวตั้งชอบกินอะไรก็ไหว้ตามนั้น กินเป็ดพะโล้มาทุกปีน่าเบื่อ ก็เปลี่ยนเป็นห่านพะโล้เจ้าดัง ไก่ต้มเปลี่ยนเป็นไก่ทอดทั้งตัวพอกด้วยซอสกระเทียม หมูสามชั้นเคาหยก ปลาบู่นึ่งซีอิ๊ว กุ้งขาวนึ่งเกลือ หรือปลากระบอกฮ่องกงนึ่งเกลือ กินกับน้ำจิ้มซีฟู๊ด 

อาหารบนโต๊ะไหว้เจ้า จากรุ่นอาม่าทำ สู่รุ่นเครื่องเซ่นไหว้สำเร็จรูป

อย่างที่ 2 ซื้อเครื่องเซ่นไหว้ชุดสำเร็จรูป นั่นมีครบทุกอย่าง หาซื้อง่าย มีขายทั่วไป มีให้เลือกทุกราคา นั่นสะดวก น่าซื้อ มีเหตุจูงใจ เพราะทุกเจ้าที่ทำเครื่องเซ่นไหว้ขายจะเน้นคำว่าเป็นชุด เฮงๆ รวยๆ นั่นเป็นความจริง ที่ผู้ทำขายนั้นจะรวยๆ จากเทศกาลตรุษจีน 

สุดท้าย ไม่ว่าอย่างไรวันตรุษจีนยังเป็นวันสำคัญ แต่ในความหมายในการปฏิบัติแบบดั้งเดิมคงต่างไปแล้ว

นี่จะถึงวันตรุษจีนหรือวันปีใหม่จีนแล้ว ตรุษจีนไม่ใช่แค่วันเปลี่ยนปีนักษัตรใหม่ เป็นวันดีมีความหมายหลายอย่าง อย่างหนึ่งแสดงถึงความกตัญญู เรื่องนี้คนจีนถือที่สุด ที่เห็นๆ ก็คือการเซ่นไหว้บูชา จะไหว้เจ้าที่ในบ้าน ไหว้บรรพบุรุษ ไหว้เจ้าที่นอกบ้าน ไหว้เทพยดาที่วัด หรือศาลเจ้าที่ตัวเองนับถือ การเซ่นไหว้บูชาสิ่งทั้งหลายนี้ เพราะเป็นผู้มีบุญคุณ อยู่ดีกินดีมาโดยตลอดรอดฝั่งก็จากสิ่งเหล่านี้

พอเซ่นไหว้แล้ว วันต่อมาก็เป็นตรุษจีนหรือปีใหม่ นี่ถือว่าเป็นวันมงคล เป็นวันแห่งการให้ อย่างแรกให้ตัวเองสงบ มีสติ จะอยู่นิ่งๆ เพื่อทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาแล้ว ทำบุญ ทำทาน เพื่อเป็นบุญกุศลต่อไปในชีวิตข้างหน้า โดยรวมๆ เป็นความสำคัญของวันตรุษจีน 

อาหารไหว้เจ้าที่และบรรพบุรุษ จากรุ่นอาม่าทำ สู่รุ่นเครื่องเซ่นไหว้สำเร็จรูป

อาหารเซ่นไหว้ตอนตรุษจีน ไหว้เจ้าที่ในบ้าน นอกบ้าน อาจจะเป็นเรื่องของความเชื่อและพิธีกรรม แต่เซ่นไหว้บรรพบุรุษ นี่เหมือนเป็นการไหว้จากใจแท้ๆ เมื่อตั้งเครื่องเซ่นไหว้ จุดธูป จุดเทียน จะตั้งจิตอธิษฐาน บอกกล่าวขอให้บรรพบุรุษมารับอาหารทุกอย่างที่ทำนี้ด้วยความตั้งใจ ทำจากสูตรบ้านใครก็บ้านนั้น เคยทำกันมาตั้งแต่รุ่นต้นตระกูล ส่งต่อมาถึงยาย ถึงแม่ ถ้าแม่มีกำลังทำไหว ก็ยังได้ทำตามสูตรดั้งเดิมที่สืบทอดมา เหมือนกับว่าไหว้บรรพบุรุษด้วยอาหารต้นตำหรับของตระกูลนั่นแหละ

การสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เหมือนเป็นการรักษาไว้เพื่อการระลึกถึง ก็ระยะห่างเป็นปีจึงจะได้ทำครั้งหนึ่ง พอไหว้เสร็จสรรพก็กินกันพร้อมหน้าพร้อมตาในครอบครัว สมมติใครในสมัยนี้ทำเองกับมือ แม่บอกว่าเหมือนที่ย่าทำ นี่ก็เท่ากับ 3 รุ่นเข้าไปแล้ว ยังเหมือนเดิมก็จะดีใจ แต่ถ้ารสหย่อนๆ ลงไปคงไม่ว่ากัน แต่รู้ว่าหย่อนตรงไหน ต่างกันอย่างไร

นั่นเป็นเพียงอาหารเซ่นไหว้ปีละครั้ง ถ้ารวมอาหารประจำบ้านอื่นๆ ที่คนรุ่นปัจจุบันยังจำได้ แล้วยังทำต่อเนื่องอยู่ อาหารของบ้านก็ยังอยู่ แต่ถ้าถอยห่างจากการทำอาหารเป็นเวลานานๆ อาหารจะหายตามบรรพบุรุษไป แล้วจะเป็นอย่างนั้นไหม นั่นเป็นคำถาม และพอจะเห็นคำตอบบ้างแล้ว

ถ้าจะดูการสืบทอดอาหารของบ้านเป็นมาอย่างไร เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ต้องดูโครงสร้างวิถีจีนย้อนหลังไปนานๆ เอาตั้งแต่อพยพมาเมืองไทย คนจีนนั้นมองเมืองไทยเหมือนเมืองแห่งอนาคตใหม่ ก็มาจากที่เคยได้ยินปากต่อปาก หรืออาจจะได้เห็นเรือสำเภาที่เอาสินค้ามาขาย แล้วมีผู้โดยสารมาด้วยเต็มเรือ กี่ลำๆ ก็เป็นอย่างนั้น อีกทั้งเห็นว่าเมืองไทยไม่อยู่ห่างเกินไป เดินทางตอนปลอดมรสุมใช้เวลาไม่นานก็ถึง ดีกว่าเมืองเป้าหมายที่ดูวิเศษ แต่ต้องเดินทางไกลๆ ก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นในทะเล อยู่บ้านตัวเองอดอยากอยู่แล้ว ไปเสี่ยงเอาที่เมืองไทยชีวิตอาจจะดีขึ้นก็ได้ พอตั้งใจแล้วต้องอดออมเงินเป็นปีกว่าจะได้ค่าโดยสารเรือ

อาหารบนโต๊ะไหว้เจ้า จากรุ่นอาม่าทำ สู่รุ่นเครื่องเซ่นไหว้สำเร็จรูป

ที่มาแรกๆ เป็นคนหนุ่มวัยฉกรรจ์ เข้ามากรุงเทพฯ มากที่สุด แต่ชีวิตในกรุงเทพฯ ลำบากยากเย็น เพราะมีคนจีนอยู่ก่อนแล้วเยอะแยะ อาชีพมีน้อย ที่เหลือมีแต่งานหนักๆ แบกหามสารพัดก็ต้องทำ มีเยอะที่เจ็บป่วย ตายแบบอนาถา ถ้าโชคดีพอเห็นช่องทาง เห็นอนาคตที่ดี ก็คิดถึงคนที่เมืองจีน หลายคนบอกกลับไปให้พี่ชาย น้องชาย ลูก เมีย หรือญาติๆ ในหมู่บ้านเดียวกัน หรือแม้กระทั่งเมียที่ยังค้างเติ่งอยู่ที่เมืองจีนให้ตามมา แน่นอนว่าทางเลือกใหม่ที่ดูไว้ มีทั้งอยู่กรุงเทพฯ และตามต่างจังหวัดต่างๆ

เมื่อมาอยู่ในเมืองไทยต้องเกาะกลุ่มตามกลุ่มภาษาไว้เป็นหลัก จะได้ช่วยเหลือกันได้ กลุ่มภาษาแต้จิ๋วที่เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดและกระจายไปทั่ว กลุ่มภาษาไหหลำ ภาษากวางตุ้ง ก็เกาะกลุ่มเป็นย่านๆ ไป แต่มีบางกลุ่มอย่างชาวฮกเกี้ยนที่นิยมลงผ่านไปทางใต้

นั่นเป็นการมาของคนจีน ก็มาถึงเรื่องวิถีชีวิตประจำวัน การอยู่อาศัยแรกๆ คับแคบ การกินต้องประหยัด ต้องง่ายๆ เพราะไม่มีเนื้อที่จะทำอะไรได้มาก อุปกรณ์ก็มีเท่าที่จำเป็น ของกินอย่างถั่วลิสงคั่วใส่เกลือ หนำเลี๊ยบ เต้าหู้ยี้ กินกับข้าวต้ม ถ้ามีหมูสามชั้นก็ต้มใส่เกลือใส่ถั่วลิสง เคี่ยวจนเปื่อย เก็บได้นาน กินได้หลายวัน เครื่องในหมูต้มผักกาดดองใส่เกลือ ถ้าพอมีเงินก็กินปลา แล้วสมัยก่อนนั้นจะกินปลาทะเล นั่นมีมากที่สุด ราคาถูก เพราะเป็นปลาด้อยค่าของคนไทยที่ไม่ชอบกินปลาทะเล เช่น ปลาใบขนุน ปลาน้ำดอกไม้ ปลากุเลา ปลาดาบยาว ทาเกลือแล้วนึ่ง ผักกาดดอง บ๊วยดอง ต้องทำเป็นทุกคน

อาหารบนโต๊ะไหว้เจ้า จากรุ่นอาม่าทำ สู่รุ่นเครื่องเซ่นไหว้สำเร็จรูป

วันตรุษจีนถึงจะรู้ว่าเป็นวันสำคัญ แต่ครั้งแรกๆ อาจไม่พร้อมไหว้ในบ้าน ไปไหว้ที่ศาลเจ้า ในละแวกชุมชน ซึ่งผู้ที่มาก่อนสร้างเล็กๆ เป็นแบบชั่วคราวไว้ ความเชื่อต่อศาลเจ้าของคนจีนในไทยลึกซึ้งมาก เพราะตอนมาเมืองไทยนั้นมีแต่ความหวัง จะผจญอะไรบ้างไม่รู้ ก็ไปเอาทราย ผงธูป ในกระถางธูปที่ศาลเจ้าของตำบลที่ตัวเองอยู่ ห่อเล็กๆ ติดตัวมา ไหว้ขออำนาจเทพผู้เป็นเจ้าช่วยคุ้มครองการเดินทางให้ด้วย นี่เป็นกำลังใจ เมื่อมาถึงเมืองไทยแล้วก็เอาทราย ผงธูป เทใส่ที่ศาลเจ้า เมื่อถึงตรุษจีนก็ไปไหว้ พร้อมผลไม้ที่พอหาได้เป็นของบูชา

ครอบครัวเริ่มเติบโตขึ้น มีลูกๆ เป็นรุ่นที่ 2 ตามธรรมเนียมจีน ถ้าลูกสาวแต่งงานต้องออกไปอยู่บ้านฝ่ายชาย ถ้าลูกชายแต่งงาน ฝ่ายผู้หญิงที่เป็นสะใภ้จะเข้าบ้าน ไม่เหมือนธรรมเนียมไทยที่ฝ่ายชายต้องออกจากบ้านไปเป็นลูกเขยในบ้านฝ่ายหญิง

ระบบครอบครัวจีน สะใภ้ทำงานหนักมาก ต้องทำตามกฎระเบียบของบ้าน อาหารการกินต้องยึดรูปแบบที่แม่ของบ้านฝ่ายชายทำมาก่อน ถึงมีความรู้จากบ้านเดิมติดตัวมาก็ทำเสริมไปบ้าง และถ้าในบ้านนั้นมีสะใภ้หลายคน จะมีระบบจัดวันทำงานหรือแบ่งงานให้รับผิดชอบไป

แม่ของบ้านที่เป็นคนประหยัด การกินก็ต้องประหยัดตามด้วย แต่ก็ยังผ่อนคลายและปรับตัว เมื่อฐานะดีขึ้น การรู้แหล่งวัตถุดิบทางอาหารกว้างขวางขึ้น อาหารการกินก็ดีขึ้น ถึงจะเป็นอาหารพื้นๆ แต่ยังเป็นอาหารจีน เมื่อถึงวันตรุษจีน ครอบครัวใหญ่ก็ต้องทำอาหารเป็นเรื่องเป็นราว มากชนิดขึ้น ในปริมาณมากขึ้น เพราะเมื่อเซ่นไหว้แล้ว ต้องให้พอกินกันทั้งครอบครัว 

อาหารบนโต๊ะไหว้เจ้า จากรุ่นอาม่าทำ สู่รุ่นเครื่องเซ่นไหว้สำเร็จรูป

เครื่องเซ่นไหว้ ผลไม้ต้องครบจำนวนตามความเชื่อ ขนมต้องทำเอง เช่น ขนมเข่ง ขนมเทียน ขนมถ้วยฟู ส่วนอาหารคาวมีเป็ด ไก่ หมู ปลา กุ้ง ปลาหมึกแห้ง

อาหารอื่นๆ ที่ทำในวันนั้นมีหลายอย่าง แล้วแต่บ้านใครก็บ้านนั้น ตัวอย่างเช่นหน่อไม้จีนแห้งจากเมืองจีน ต้มกับโครงไก่ น่องไก่ ซี่โครงหมู บางบ้านมีเทคนิคต้องต้มหน่อไม้หลายๆ น้ำ เวลาต้มใส่เกลือใส่ซีอิ๊ว ปรุงรสตามชอบ ยิ่งเคี่ยวนานๆ ยิ่งดี 

อีกอย่างที่ต้องทำเป็นผัดหมี่ซั่วกับผัก เพื่อคติความเชื่อว่าให้อายุยืนยาวเหมือนเส้นหมี่ แต่อีกอย่างคือหมี่ซั่วเป็นของกินที่บรรพบุรุษใช้ประทังชีวิตในเรือเมื่อตอนมาจากเมืองจีน หมี่ซั่วมีความแห้ง น้ำหนักเบา ไม่เสียง่าย เพราะเค็มเกลือ ทำกินง่ายเพียงต้มกับน้ำ เป็นอาหารที่มีความหมาย การผัดหมี่ครั้งแรกๆ แค่ผัดกับดอกกุยช่าย ต่อมาก็ใส่กุ้ง ใส่หมู ใส่ผักหลายๆ อย่างตามชอบของบ้านนั้น

สำหรับปลาที่เป็นส่วนหนึ่งของเซ่นไหว้ สมัยแรกๆ ใช้ปลาทะเลสารพัดทาเกลือแล้วนึ่ง ปลาช่อนก็ดี ใช้ทาเกลือนึ่งที่เรียกว่า ปลาช่อนแป๊ะซะ ตอนหลังๆ ปรับปรุงใส่โน่น ปรุงนี่ จนถูกใจ ปลาอื่นๆ ก็เหมือนกัน มีปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว ปลากระพงทอดราดขิงปรุงรส ถ้าบ้านไหนเป็นปลาจาระเม็ดขาวนึ่งบ๊วย นั่นแสดงว่ามีฐานะแล้ว

อาหารบนโต๊ะไหว้เจ้า จากรุ่นอาม่าทำ สู่รุ่นเครื่องเซ่นไหว้สำเร็จรูป
อาหารบนโต๊ะไหว้เจ้า จากรุ่นอาม่าทำ สู่รุ่นเครื่องเซ่นไหว้สำเร็จรูป

สมัยก่อนกินคุ้ม เซ่นไหว้แล้ว ไก่ เป็ด กินไม่หมดก็รวนเค็ม นี่เป็นสไตล์แต่ละบ้านจะรวนแบบไหน บางบ้านรวนแบบใส่น้ำมัน บางบ้านรวนน้ำใส่ซีอิ๊ว กินไม่หมดอีก ตอนนี้ทำจับฉ่ายเลย ใส่ผักเยอะๆ ต้มหน่อไม้ หมูสามชั้น กินไม่หมด ก็ใส่หม้อจับฉ่ายสถานเดียว

พอมองออกแล้วว่าอาหารเซ่นไหว้ แล้วอาหารที่กินในครอบครัว มีสูตรของครอบครัวที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น แล้วคำถามว่าจะยังเป็นอย่างนั้นอยู่อีกหรือไม่ คำตอบคือน้อยลงมาก คนรุ่นแม่ที่เคยทำ อาจจะไม่อยู่หรือไม่มีแรงที่จะทำแล้ว คนรุ่นใหม่เป็นคนทำงาน ชีวิตประจำวันถูกบังคับให้กินนอกบ้าน ให้ซื้อกินมากกว่าทำกิน การทำกินเริ่มน้อย แล้วตรุษจีนไม่ใช่วันหยุดราชการ การตั้งเครื่องเซ่นไหว้อาจจะยุ่งยาก ถ้ามีคนช่วยก็ถือว่ายังเซ่นไหว้ได้ การตั้งเครื่องเซ่นไหว้ตรุษจีนทำได้ 2 อย่างแรก เอาตัวเองเป็นตัวตั้งชอบกินอะไรก็ไหว้ตามนั้น กินเป็ดพะโล้มาทุกปีน่าเบื่อ ก็เปลี่ยนเป็นห่านพะโล้เจ้าดัง ไก่ต้มเปลี่ยนเป็นไก่ทอดทั้งตัวพอกด้วยซอสกระเทียม หมูสามชั้นเคาหยก ปลาบู่นึ่งซีอิ๊ว กุ้งขาวนึ่งเกลือ หรือปลากระบอกฮ่องกงนึ่งเกลือ กินกับน้ำจิ้มซีฟู๊ด 

อาหารบนโต๊ะไหว้เจ้า จากรุ่นอาม่าทำ สู่รุ่นเครื่องเซ่นไหว้สำเร็จรูป

อย่างที่ 2 ซื้อเครื่องเซ่นไหว้ชุดสำเร็จรูป นั่นมีครบทุกอย่าง หาซื้อง่าย มีขายทั่วไป มีให้เลือกทุกราคา นั่นสะดวก น่าซื้อ มีเหตุจูงใจ เพราะทุกเจ้าที่ทำเครื่องเซ่นไหว้ขายจะเน้นคำว่าเป็นชุด เฮงๆ รวยๆ นั่นเป็นความจริง ที่ผู้ทำขายนั้นจะรวยๆ จากเทศกาลตรุษจีน 

สุดท้าย ไม่ว่าอย่างไรวันตรุษจีนยังเป็นวันสำคัญ แต่ในความหมายในการปฏิบัติแบบดั้งเดิมคงต่างไปแล้ว

Writer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

รสเกษม

เรื่องอาหารยุคเก่า วัฒนธรรมการกินในวันวาน เปรียบเทียบกับสมัยใหม่โดยนักชิมรุ่นเก๋า

ไปกินข้าวแกงอร่อย ที่สถานีรถไฟหนองปลาดุก ราชบุรี เป็นร้านอยู่ติดกับสถานี หลักๆ ทำข้าวราดแกงใส่กระทงใบตองขึ้นไปเดินขายบนรถไฟ ขายหมดแล้วก็นั่งรถไฟกลับมาที่เดิม มีกับข้าวอยู่แค่ 4 อย่าง ขายมาเป็นรุ่นที่ 2 แล้ว ขนาดรุ่นนี้ก็เป็นป้า เป็นยายเข้าไปแล้ว ข้าวแกงใส่กระทงใบตองไม่เคยเปลี่ยน เปลี่ยนแค่ช้อนที่ตัดจากใบต้นตาล มาเป็นช้อนพลาสติกเท่านั้น

เล่าเรื่องบรรจุภัณฑ์ในอดีต นอกจากดีต่อสิ่งแวดล้อม ยังมองเห็นแล้วรู้เลยว่าเป็นอาหารอะไร

ที่ร้านเองก็มีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งกิน มีจานข้าว มีถ้วยชามใส่กับข้าว แต่เลือกให้เอากับข้าวใส่กระทงใบตองมา กับข้าวใส่ชามมันธรรมดาๆ กินที่ไหนก็ได้ แล้วข้าวแกงอร่อยมีเยอะแยะ ทำไมต้องถ่อไปกินที่นั่น ก็ได้ 2 อย่าง ได้เห็นวิธีการค้าขายอาหารบนรถไฟ ได้เห็นกระทงใบตองที่หลุดไปจากการใส่อาหารกินไปแล้ว

วิถีชีวิตคนไทย ถูกครอบเบ็ดเสร็จด้วยผลิตภัณฑ์พลาสติก ซึ่งออกแบบมาให้ใช้ง่าย รวดเร็วทันใจ ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ราคาถูก เป็นธรรมดาของทุกคนย่อมชอบความสะดวกสบายอยู่แล้ว คนถึงติดกับพลาสติก

เล่าเรื่องบรรจุภัณฑ์ในอดีต นอกจากดีต่อสิ่งแวดล้อม ยังมองเห็นแล้วรู้เลยว่าเป็นอาหารอะไร
เล่าเรื่องบรรจุภัณฑ์ในอดีต นอกจากดีต่อสิ่งแวดล้อม ยังมองเห็นแล้วรู้เลยว่าเป็นอาหารอะไร

คนสมัยก่อนก็ต้องหาอะไรมาใส่ มาห่อ มามัด มาเก็บ แล้วจะใช้อะไร ใบตองดีที่สุด เพราะเป็นของใกล้ตัว เอาง่ายๆ จำนวนต้นกล้วยมีมากกว่าจำนวนคน แล้วใบตองจะมากมายขนาดไหน ใบตองมีคุณสมบัติลื่น น้ำไม่จับตัว เอาไปทำรูปร่างใช้งานอย่างไรก็ได้ จะมัดก็มีเชือกกล้วย มีตอกไม้ไผ่ จะห่อก็มีไม้กลัด สะดวก สะบาย บางทีใช้แล้วยังใช้อีกก็ได้ ทิ้งเป็นขยะก็ไม่เป็นภาระ เดี๋ยวมันยุ่ยไปเอง

ใบตองไม่เคยล้าหลัง เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้ แถมใช้อย่างเหมาะสม ง่ายที่สุดปาดจากก้านกล้วยออกเป็นแผ่น จะขายปลาสด ขายผักสด ต้องเอาใบตองปู จะห่อผักเข้าตู้เย็น วางรองของปิ้งย่างขาย พวกปลาดุกย่าง หมูปิ้ง แจงลอน หรือจะย่างหมู ย่างปลาทูสดด้วยกาบมะพร้าวเป็นการย่างรมควัน ต้องเอาแผ่นใบตองปิดคลุมไม่ให้ไฟลุกไหม้ อีกอย่างเอาใบตองมาม้วนจนกลม มัดด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งฉีกเป็นฝอย เป็นแปรงไว้ชุบน้ำกระทิ ทาเนื้อสะเต๊ะ หมูสะเต๊ะ ใช้เสร็จไม่ต้องล้าง โยนทิ้งถังขยะ ไม่มีอะไรวิเศษเท่าแปรงใบตอง

เล่าเรื่องบรรจุภัณฑ์ในอดีต นอกจากดีต่อสิ่งแวดล้อม ยังมองเห็นแล้วรู้เลยว่าเป็นอาหารอะไร

มาเป็นการห่อมัด อย่างหมูยอ แหนม ยิ่งข้าวต้มมัด ต้องใบตองอย่างเดียว ไม่อย่างนั้นไม่เรียกว่าข้าวต้มมัด ใครอย่าได้ริคิดเปลี่ยนจากใบตองเป็นอย่างอื่น จะเสียคนเอาเปล่าๆ 

ห่อหมกก็เหมือนกัน เห็นปุ๊บก็รู้ว่าเป็นห่อหมก ยังมีข้าวเหนียวปิ้ง ข้าวเหนียวหน้าต่างๆ ใช้ใบตองทั้งนั้น นี่เป็นตัวอย่างของความแน่นอน ลงตัว เปลี่ยนแปลงยาก ถ้าจะเปรียบก็เหมือนพวงมาลัยรถต้องเป็นวงกลม อย่าง TCDC (Thailand Creative & Design Center) ใช้โลโก้เป็นห่อขนมด้วยใบตอง คงไม่ต้องบอกว่าห่อขนมด้วยใบตองนั้นสื่อความหมายของการออกแบบได้ตรงขนาดไหน

เล่าเรื่องบรรจุภัณฑ์ในอดีต นอกจากดีต่อสิ่งแวดล้อม ยังมองเห็นแล้วรู้เลยว่าเป็นอาหารอะไร

ก็มีมากที่เสียท่าให้กับพลาสติก เมื่อก่อนก๋วยเตี๋ยวราดหน้าจะใช้กระดาษรองด้วยใบตองห่อสี่เหลี่ยมมัดด้วยเชือกกล้วย ข้าวผัดก็เหมือนกันที่เรียบร้อยไปแล้ว ที่กำลังจะตามไปก็มีห่อปลาทูนึ่ง เมื่อก่อนซื้อปลาทูนึ่ง คนขายจะเอาใบตองห่อแล้วห่อด้วยกระดาษอีกที เดี๋ยวนี้ยัดใส่ถุงพลาสติกพรวด

 มาเป็นกระทง นี่ยังเข้มแข็ง ยังนิยมอยู่ อย่างห่อหมกใส่แล้วดูดีน่ากิน ความน่าดูน่าซื้อก็มี ลองดูง่ายๆ ถ้าคนขายพริกขี้หนู ใส่ถุงพลาสติกถุงละ 10 บาท อีกเจ้าใส่กระทง กระทงละ 10 บาท ราคาเท่ากัน ใครจะซื้อเจ้าไหน

กระทงใบตองแห้ง กระทงที่โลกยังไม่ลืม คุ้นตาที่สุดเป็นขนมเข่ง ไหว้ตอนตรุษจีน มีตัวอย่างของการใช้ใบตองแห้งใส่ของขายแล้วรุ่งเรือง มีพี่น้องคู่หนึ่งอยู่ซอยโรงกระทะ สำเพ็ง ฝีมือทำขนมจีบอร่อย สมัยก่อนภัตตาคารจีนชอบมาสั่งเอาไปขาย แต่เขายังมีส่วนหนึ่งไปขายเอง นายเหลียง คนพี่จะหาบขายแถวถนนทรงวาด และให้ลูกสะใภ้ไปตั้งขายตรงท่าน้ำราชวงศ์ เห็นครั้งแรกเมื่อ 20 ปีที่แล้ว สะดุดตาที่นึ่งขนมจีบด้วยลังถึงทองเหลือง แถมใครซื้อเอาใส่กระทงใบตองแห้ง โรยกระเทียม ซีอิ๊ว ไม้จิ้มพร้อม ยืนกินกันตรงนั้นเลย ประทับใจ 3 อย่าง อร่อย ลังถึงทองเหลือง และกระทงใบตองแห้ง

ส่วนน้องชาย นายเซี๊ยะ มายืนขายปากทางเข้าวัดมงคลสมาคม ถนนแปลงนาม มี 3 อย่างเหมือนกัน ตอนนี้ดังมาก เป็นของน่ากินของถนนแปลงนาม แต่ลูกค้าสมัยใหม่จะให้ใส่กล่องโฟม หาว่ากระทงใบตองแห้งไม่สะอาด ไม่น่ากิน 

ความที่รู้จักกันมานาน เมื่อไปซื้อ นายเซี๊ยะจะรู้ใจเอาใส่กระทงใบตองแห้งมาให้ ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังเก็บกระทงใบตองแห้งอยู่หรือเปล่า อีกอย่างที่ลังถึงทองเหลืองมันเก่ามาก บัดกรีซ่อมอยู่เรื่อยๆ นายเซี๊ยะอุตส่าห์ไปจ้างคนทำมาใหม่ ก็เพื่อรักษาลักษณะเดิมๆ มาเสียท่ากับกล่องโฟมที่ตามใจคนรุ่นใหม่นั่นแหละ

กระทงใบตองแห้งยังไม่สูญหายไปไหน ยังมีชาวบ้านที่สมุทรสงครามทำขาย จะเอาขนาดไหนมีหมด ถูก สวย คุ้มค่า สั่งซื้อทางออนไลน์ก็ได้ ฉะนั้น ผลิตภัณฑ์จากใบตองไม่ว่าจะสดจะแห้งยังไม่ล้าสมัย ไม่ว่าจะถูกพลาสติกรุกรานขนาดไหน

ย้อนกลับไปดูหีบห่อธรรมชาติในอดีต ความรักษ์โลกที่มาก่อนกาล และกำลังวนกลับมาอีกครั้ง

ผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่หรือเครื่องจักสานก็ยังมีอยู่ พวกกระบุง เข่ง กระจาด ตะกร้า กระด้ง ยิ่งกระด้งนั้น ถ้าจะตากปลาสลิด ปลาช่อนแห้ง ให้แห้งขึ้น ต้องใช้กระด้งอย่างเดียว เข่งปลาทูนึ่งยังใช้กันอยู่ 

ที่น่าประหลาดใจปนเหลือเชื่อเป็นตะกร้า ยิ่งเป็นชาวบ้านต่างจังหวัด เมื่อไปทำบุญที่วัด หรือทำบุญบ้านที่เจ้าภาพเชิญชวนเพื่อนบ้านมาใส่บาตรพระในงานด้วย ชาวบ้านจะเอาของใส่ตะกร้ามา เหมือนประกวด ประชันตะกร้ากัน ใครมีตะกร้าฝีมือสานสวย ละเอียด ใครชมก็หน้าบาน ใครถือตะกร้าพลาสติกไปจะเป็นตะกร้าปมด้อย บางที่มีคนลาวแท้ๆ อยู่ด้วย นุ่งผ้าซิ่นลาวถือตะกร้าจักสาน งามบุญแท้ๆ

เครื่องจักสานที่หลุดจากความนิยมไปก็เป็นชะลอม ที่หายสาบสูญไปเป็นกระชอนกรองน้ำกะทิ แถมยังฉุดผ้าขาวบางตามไปด้วย

ย้อนกลับไปดูหีบห่อธรรมชาติในอดีต ความรักษ์โลกที่มาก่อนกาล และกำลังวนกลับมาอีกครั้ง

นี่แค่ใบตองและเครื่องจักสานที่เห็นๆ เท่านั้น ตามภูมิภาคอื่นๆ ก็มี ที่เข้าใจเอาวัสดุจากธรรมชาติใกล้ตัวมาเป็นประโยชน์ ภาคเหนือใช้ใบตองตึงห่อข้าวเหนียว ห่อของกินที่เอาไปไหนต่อไหน ชาวอีสานใช้กระติ๊บไม้ไผ่ใส่ข้าวเหนียว เพราะอะไรใครๆ ก็รู้

ใบต้นอ้อยเอามาห่อน้ำตาลอ้อยก็มี หลายหมู่บ้านที่ตำบลจุมจัง อำเภอกุฉินารายณ์ กาฬสินธุ์ มีของดีชั้นเยี่ยมเป็นน้ำตาลอ้อย อาชีพพื้นเพของชาวตำบลนี้ จะแบ่งพื้นที่ทำนากับปลูกอ้อยทำน้ำตาลอ้อย ทำมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ อ้อยเป็นพันธุ์พื้นเมือง ลำผอมๆ แต่หวานจัด อ้อยแก่จัดพร้อมตัดเอาตอนหน้าหนาว การหีบน้ำอ้อยสมัยก่อน ใช้หีบไม้แล้วให้ควายเดินหมุนเป็นวงกลมฉุดให้หีบทำงาน เดี๋ยวนี้ใช้เครื่องหีบมอเตอร์หมุนแล้ว

เอาน้ำอ้อยมาเคี่ยวในกระทะ เชื้อไฟก็ใช้ท่อนอ้อยนั่นเอง น้ำอ้อยที่เคี่ยวจนงวดแล้วไปหยอดในพิมพ์ไม้ แห้งแล้วออกเป็นท่อนกลมๆ ใส่เข่งไม้ไผ่กรุด้วยใบอ้อยแห้งหลายชั้น ปิดฝาเรียบร้อยด้วยใบอ้อย ตอนนั้นจะมีพวกพ่อค้าคนกลางจากจังหวัดต่างๆ มากันคลั่ก พอเสร็จเมื่อไหร่ ยกขึ้นรถทันที เอากลับไปขายให้คนกลางมือสาม มือสี่ กลุ่มนี้เอามาใส่รถเข็นเดินเร่ขาย มากรุงเทพฯ ก็เยอะแยะ ใครอย่าไปเผลอถามว่าน้ำตาลมาจากไหน พวกเขาไม่รู้เพราะไปรับมาหลายทอด บางคนบุ้ยบ้ายไปตามเรื่อง ตัวเองมาจากโคราช ขอนแก่น มหาสารคาม ก็บอกว่ามาจากนั่น ก็จริงเขาพูดถูกว่า คนขายน้ำตาลมาจากไหน ก็ไม่ไปถามเองว่าน้ำตาลทำที่ไหน 

ย้อนกลับไปดูหีบห่อธรรมชาติในอดีต ความรักษ์โลกที่มาก่อนกาล และกำลังวนกลับมาอีกครั้ง

พอเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ น้ำตาลอ้อยก็หมดจากจุมจัง เมื่อก่อนต้องคอยปีหน้า เดี๋ยวนี้สบายมาก คนกลางมือสองฉลาดไม่ขายส่งให้ใครอีกแล้ว แบ่งใส่ถุงพลาสติกขายออนไลน์ได้เงินมากกว่า 

ทางออนไลน์นั้น ไม่รู้ใครออกแบบที่เอาใบอ้อยแห้งมาห่อน้ำตาล มัดอย่างประณีตบรรจงเท่มาก ราคาขายนั้น คนซื้อไม่ลังเลเลย จะเอาไว้กินเองก็ดี เป็นของฝากก็เลิศ นั่นแสดงให้เห็นว่า ภายในก็ยอด ข้างนอกก็เยี่ยม การค้าขายก็ไปโลด ถ้าข้างในยอด ข้างนอกเป็นถุงพลาสติก ฉุดการขายไปเยอะ

ไหนๆ เป็นเรื่องน้ำตาลแล้ว ดูน้ำตาลของสทิงพระ สงขลา ที่เรียกว่าน้ำตาลแว่น เป็นน้ำตาลจากต้นตาลโตนด ใช้หลักการเดียวกันที่เคี่ยวน้ำตาลจนเหนียวแล้วหยอดในวงใบตาลกลมๆ แห้งสนิท น่าซื้อน่ากิน นี่ก็เหมือนกัน น้ำตาลโตนดบรรจุอยู่ในใบต้นตาลลงตัวเป๊ะ คนสมัยก่อนเขารู้จักคิด รู้จักทำ แล้วสมบูรณ์แบบ

พลาสติกนั้นถือว่าเป็นของดี มีทุกรูปแบบสำหรับใช้งาน เหมาะสมกับยุคปัจจุบันที่ต้องการความรวดเร็ว ซื้อหาง่าย ใช้สะดวกสบาย ราคาถูก 

ต่างจากของใช้ที่มาจากธรรมชาติ มีคุณค่าเพราะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น มาผ่านวิธีคิดของคนที่เอามาดัดแปลงใช้งานให้เหมาะสม เมื่อหมดการใช้งานก็ไม่เป็นภาระกับคน เรียกว่ามีคุณค่าตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง

ถึงจะดูคร่ำครึบ้าง แต่ในบางโอกาส บางเวลา บางสถานที่ เมื่อเอามาใช้เชื่อว่าดูดี มีคุณค่า ดูเป็นอดีตที่ไปสู่ความก้าวหน้าก็ได้

ไปกินข้าวแกงอร่อย ที่สถานีรถไฟหนองปลาดุก ราชบุรี เป็นร้านอยู่ติดกับสถานี หลักๆ ทำข้าวราดแกงใส่กระทงใบตองขึ้นไปเดินขายบนรถไฟ ขายหมดแล้วก็นั่งรถไฟกลับมาที่เดิม มีกับข้าวอยู่แค่ 4 อย่าง ขายมาเป็นรุ่นที่ 2 แล้ว ขนาดรุ่นนี้ก็เป็นป้า เป็นยายเข้าไปแล้ว ข้าวแกงใส่กระทงใบตองไม่เคยเปลี่ยน เปลี่ยนแค่ช้อนที่ตัดจากใบต้นตาล มาเป็นช้อนพลาสติกเท่านั้น

เล่าเรื่องบรรจุภัณฑ์ในอดีต นอกจากดีต่อสิ่งแวดล้อม ยังมองเห็นแล้วรู้เลยว่าเป็นอาหารอะไร

ที่ร้านเองก็มีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งกิน มีจานข้าว มีถ้วยชามใส่กับข้าว แต่เลือกให้เอากับข้าวใส่กระทงใบตองมา กับข้าวใส่ชามมันธรรมดาๆ กินที่ไหนก็ได้ แล้วข้าวแกงอร่อยมีเยอะแยะ ทำไมต้องถ่อไปกินที่นั่น ก็ได้ 2 อย่าง ได้เห็นวิธีการค้าขายอาหารบนรถไฟ ได้เห็นกระทงใบตองที่หลุดไปจากการใส่อาหารกินไปแล้ว

วิถีชีวิตคนไทย ถูกครอบเบ็ดเสร็จด้วยผลิตภัณฑ์พลาสติก ซึ่งออกแบบมาให้ใช้ง่าย รวดเร็วทันใจ ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ราคาถูก เป็นธรรมดาของทุกคนย่อมชอบความสะดวกสบายอยู่แล้ว คนถึงติดกับพลาสติก

เล่าเรื่องบรรจุภัณฑ์ในอดีต นอกจากดีต่อสิ่งแวดล้อม ยังมองเห็นแล้วรู้เลยว่าเป็นอาหารอะไร
เล่าเรื่องบรรจุภัณฑ์ในอดีต นอกจากดีต่อสิ่งแวดล้อม ยังมองเห็นแล้วรู้เลยว่าเป็นอาหารอะไร

คนสมัยก่อนก็ต้องหาอะไรมาใส่ มาห่อ มามัด มาเก็บ แล้วจะใช้อะไร ใบตองดีที่สุด เพราะเป็นของใกล้ตัว เอาง่ายๆ จำนวนต้นกล้วยมีมากกว่าจำนวนคน แล้วใบตองจะมากมายขนาดไหน ใบตองมีคุณสมบัติลื่น น้ำไม่จับตัว เอาไปทำรูปร่างใช้งานอย่างไรก็ได้ จะมัดก็มีเชือกกล้วย มีตอกไม้ไผ่ จะห่อก็มีไม้กลัด สะดวก สะบาย บางทีใช้แล้วยังใช้อีกก็ได้ ทิ้งเป็นขยะก็ไม่เป็นภาระ เดี๋ยวมันยุ่ยไปเอง

ใบตองไม่เคยล้าหลัง เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้ แถมใช้อย่างเหมาะสม ง่ายที่สุดปาดจากก้านกล้วยออกเป็นแผ่น จะขายปลาสด ขายผักสด ต้องเอาใบตองปู จะห่อผักเข้าตู้เย็น วางรองของปิ้งย่างขาย พวกปลาดุกย่าง หมูปิ้ง แจงลอน หรือจะย่างหมู ย่างปลาทูสดด้วยกาบมะพร้าวเป็นการย่างรมควัน ต้องเอาแผ่นใบตองปิดคลุมไม่ให้ไฟลุกไหม้ อีกอย่างเอาใบตองมาม้วนจนกลม มัดด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งฉีกเป็นฝอย เป็นแปรงไว้ชุบน้ำกระทิ ทาเนื้อสะเต๊ะ หมูสะเต๊ะ ใช้เสร็จไม่ต้องล้าง โยนทิ้งถังขยะ ไม่มีอะไรวิเศษเท่าแปรงใบตอง

เล่าเรื่องบรรจุภัณฑ์ในอดีต นอกจากดีต่อสิ่งแวดล้อม ยังมองเห็นแล้วรู้เลยว่าเป็นอาหารอะไร

มาเป็นการห่อมัด อย่างหมูยอ แหนม ยิ่งข้าวต้มมัด ต้องใบตองอย่างเดียว ไม่อย่างนั้นไม่เรียกว่าข้าวต้มมัด ใครอย่าได้ริคิดเปลี่ยนจากใบตองเป็นอย่างอื่น จะเสียคนเอาเปล่าๆ 

ห่อหมกก็เหมือนกัน เห็นปุ๊บก็รู้ว่าเป็นห่อหมก ยังมีข้าวเหนียวปิ้ง ข้าวเหนียวหน้าต่างๆ ใช้ใบตองทั้งนั้น นี่เป็นตัวอย่างของความแน่นอน ลงตัว เปลี่ยนแปลงยาก ถ้าจะเปรียบก็เหมือนพวงมาลัยรถต้องเป็นวงกลม อย่าง TCDC (Thailand Creative & Design Center) ใช้โลโก้เป็นห่อขนมด้วยใบตอง คงไม่ต้องบอกว่าห่อขนมด้วยใบตองนั้นสื่อความหมายของการออกแบบได้ตรงขนาดไหน

เล่าเรื่องบรรจุภัณฑ์ในอดีต นอกจากดีต่อสิ่งแวดล้อม ยังมองเห็นแล้วรู้เลยว่าเป็นอาหารอะไร

ก็มีมากที่เสียท่าให้กับพลาสติก เมื่อก่อนก๋วยเตี๋ยวราดหน้าจะใช้กระดาษรองด้วยใบตองห่อสี่เหลี่ยมมัดด้วยเชือกกล้วย ข้าวผัดก็เหมือนกันที่เรียบร้อยไปแล้ว ที่กำลังจะตามไปก็มีห่อปลาทูนึ่ง เมื่อก่อนซื้อปลาทูนึ่ง คนขายจะเอาใบตองห่อแล้วห่อด้วยกระดาษอีกที เดี๋ยวนี้ยัดใส่ถุงพลาสติกพรวด

 มาเป็นกระทง นี่ยังเข้มแข็ง ยังนิยมอยู่ อย่างห่อหมกใส่แล้วดูดีน่ากิน ความน่าดูน่าซื้อก็มี ลองดูง่ายๆ ถ้าคนขายพริกขี้หนู ใส่ถุงพลาสติกถุงละ 10 บาท อีกเจ้าใส่กระทง กระทงละ 10 บาท ราคาเท่ากัน ใครจะซื้อเจ้าไหน

กระทงใบตองแห้ง กระทงที่โลกยังไม่ลืม คุ้นตาที่สุดเป็นขนมเข่ง ไหว้ตอนตรุษจีน มีตัวอย่างของการใช้ใบตองแห้งใส่ของขายแล้วรุ่งเรือง มีพี่น้องคู่หนึ่งอยู่ซอยโรงกระทะ สำเพ็ง ฝีมือทำขนมจีบอร่อย สมัยก่อนภัตตาคารจีนชอบมาสั่งเอาไปขาย แต่เขายังมีส่วนหนึ่งไปขายเอง นายเหลียง คนพี่จะหาบขายแถวถนนทรงวาด และให้ลูกสะใภ้ไปตั้งขายตรงท่าน้ำราชวงศ์ เห็นครั้งแรกเมื่อ 20 ปีที่แล้ว สะดุดตาที่นึ่งขนมจีบด้วยลังถึงทองเหลือง แถมใครซื้อเอาใส่กระทงใบตองแห้ง โรยกระเทียม ซีอิ๊ว ไม้จิ้มพร้อม ยืนกินกันตรงนั้นเลย ประทับใจ 3 อย่าง อร่อย ลังถึงทองเหลือง และกระทงใบตองแห้ง

ส่วนน้องชาย นายเซี๊ยะ มายืนขายปากทางเข้าวัดมงคลสมาคม ถนนแปลงนาม มี 3 อย่างเหมือนกัน ตอนนี้ดังมาก เป็นของน่ากินของถนนแปลงนาม แต่ลูกค้าสมัยใหม่จะให้ใส่กล่องโฟม หาว่ากระทงใบตองแห้งไม่สะอาด ไม่น่ากิน 

ความที่รู้จักกันมานาน เมื่อไปซื้อ นายเซี๊ยะจะรู้ใจเอาใส่กระทงใบตองแห้งมาให้ ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังเก็บกระทงใบตองแห้งอยู่หรือเปล่า อีกอย่างที่ลังถึงทองเหลืองมันเก่ามาก บัดกรีซ่อมอยู่เรื่อยๆ นายเซี๊ยะอุตส่าห์ไปจ้างคนทำมาใหม่ ก็เพื่อรักษาลักษณะเดิมๆ มาเสียท่ากับกล่องโฟมที่ตามใจคนรุ่นใหม่นั่นแหละ

กระทงใบตองแห้งยังไม่สูญหายไปไหน ยังมีชาวบ้านที่สมุทรสงครามทำขาย จะเอาขนาดไหนมีหมด ถูก สวย คุ้มค่า สั่งซื้อทางออนไลน์ก็ได้ ฉะนั้น ผลิตภัณฑ์จากใบตองไม่ว่าจะสดจะแห้งยังไม่ล้าสมัย ไม่ว่าจะถูกพลาสติกรุกรานขนาดไหน

ย้อนกลับไปดูหีบห่อธรรมชาติในอดีต ความรักษ์โลกที่มาก่อนกาล และกำลังวนกลับมาอีกครั้ง

ผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่หรือเครื่องจักสานก็ยังมีอยู่ พวกกระบุง เข่ง กระจาด ตะกร้า กระด้ง ยิ่งกระด้งนั้น ถ้าจะตากปลาสลิด ปลาช่อนแห้ง ให้แห้งขึ้น ต้องใช้กระด้งอย่างเดียว เข่งปลาทูนึ่งยังใช้กันอยู่ 

ที่น่าประหลาดใจปนเหลือเชื่อเป็นตะกร้า ยิ่งเป็นชาวบ้านต่างจังหวัด เมื่อไปทำบุญที่วัด หรือทำบุญบ้านที่เจ้าภาพเชิญชวนเพื่อนบ้านมาใส่บาตรพระในงานด้วย ชาวบ้านจะเอาของใส่ตะกร้ามา เหมือนประกวด ประชันตะกร้ากัน ใครมีตะกร้าฝีมือสานสวย ละเอียด ใครชมก็หน้าบาน ใครถือตะกร้าพลาสติกไปจะเป็นตะกร้าปมด้อย บางที่มีคนลาวแท้ๆ อยู่ด้วย นุ่งผ้าซิ่นลาวถือตะกร้าจักสาน งามบุญแท้ๆ

เครื่องจักสานที่หลุดจากความนิยมไปก็เป็นชะลอม ที่หายสาบสูญไปเป็นกระชอนกรองน้ำกะทิ แถมยังฉุดผ้าขาวบางตามไปด้วย

ย้อนกลับไปดูหีบห่อธรรมชาติในอดีต ความรักษ์โลกที่มาก่อนกาล และกำลังวนกลับมาอีกครั้ง

นี่แค่ใบตองและเครื่องจักสานที่เห็นๆ เท่านั้น ตามภูมิภาคอื่นๆ ก็มี ที่เข้าใจเอาวัสดุจากธรรมชาติใกล้ตัวมาเป็นประโยชน์ ภาคเหนือใช้ใบตองตึงห่อข้าวเหนียว ห่อของกินที่เอาไปไหนต่อไหน ชาวอีสานใช้กระติ๊บไม้ไผ่ใส่ข้าวเหนียว เพราะอะไรใครๆ ก็รู้

ใบต้นอ้อยเอามาห่อน้ำตาลอ้อยก็มี หลายหมู่บ้านที่ตำบลจุมจัง อำเภอกุฉินารายณ์ กาฬสินธุ์ มีของดีชั้นเยี่ยมเป็นน้ำตาลอ้อย อาชีพพื้นเพของชาวตำบลนี้ จะแบ่งพื้นที่ทำนากับปลูกอ้อยทำน้ำตาลอ้อย ทำมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ อ้อยเป็นพันธุ์พื้นเมือง ลำผอมๆ แต่หวานจัด อ้อยแก่จัดพร้อมตัดเอาตอนหน้าหนาว การหีบน้ำอ้อยสมัยก่อน ใช้หีบไม้แล้วให้ควายเดินหมุนเป็นวงกลมฉุดให้หีบทำงาน เดี๋ยวนี้ใช้เครื่องหีบมอเตอร์หมุนแล้ว

เอาน้ำอ้อยมาเคี่ยวในกระทะ เชื้อไฟก็ใช้ท่อนอ้อยนั่นเอง น้ำอ้อยที่เคี่ยวจนงวดแล้วไปหยอดในพิมพ์ไม้ แห้งแล้วออกเป็นท่อนกลมๆ ใส่เข่งไม้ไผ่กรุด้วยใบอ้อยแห้งหลายชั้น ปิดฝาเรียบร้อยด้วยใบอ้อย ตอนนั้นจะมีพวกพ่อค้าคนกลางจากจังหวัดต่างๆ มากันคลั่ก พอเสร็จเมื่อไหร่ ยกขึ้นรถทันที เอากลับไปขายให้คนกลางมือสาม มือสี่ กลุ่มนี้เอามาใส่รถเข็นเดินเร่ขาย มากรุงเทพฯ ก็เยอะแยะ ใครอย่าไปเผลอถามว่าน้ำตาลมาจากไหน พวกเขาไม่รู้เพราะไปรับมาหลายทอด บางคนบุ้ยบ้ายไปตามเรื่อง ตัวเองมาจากโคราช ขอนแก่น มหาสารคาม ก็บอกว่ามาจากนั่น ก็จริงเขาพูดถูกว่า คนขายน้ำตาลมาจากไหน ก็ไม่ไปถามเองว่าน้ำตาลทำที่ไหน 

ย้อนกลับไปดูหีบห่อธรรมชาติในอดีต ความรักษ์โลกที่มาก่อนกาล และกำลังวนกลับมาอีกครั้ง

พอเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ น้ำตาลอ้อยก็หมดจากจุมจัง เมื่อก่อนต้องคอยปีหน้า เดี๋ยวนี้สบายมาก คนกลางมือสองฉลาดไม่ขายส่งให้ใครอีกแล้ว แบ่งใส่ถุงพลาสติกขายออนไลน์ได้เงินมากกว่า 

ทางออนไลน์นั้น ไม่รู้ใครออกแบบที่เอาใบอ้อยแห้งมาห่อน้ำตาล มัดอย่างประณีตบรรจงเท่มาก ราคาขายนั้น คนซื้อไม่ลังเลเลย จะเอาไว้กินเองก็ดี เป็นของฝากก็เลิศ นั่นแสดงให้เห็นว่า ภายในก็ยอด ข้างนอกก็เยี่ยม การค้าขายก็ไปโลด ถ้าข้างในยอด ข้างนอกเป็นถุงพลาสติก ฉุดการขายไปเยอะ

ไหนๆ เป็นเรื่องน้ำตาลแล้ว ดูน้ำตาลของสทิงพระ สงขลา ที่เรียกว่าน้ำตาลแว่น เป็นน้ำตาลจากต้นตาลโตนด ใช้หลักการเดียวกันที่เคี่ยวน้ำตาลจนเหนียวแล้วหยอดในวงใบตาลกลมๆ แห้งสนิท น่าซื้อน่ากิน นี่ก็เหมือนกัน น้ำตาลโตนดบรรจุอยู่ในใบต้นตาลลงตัวเป๊ะ คนสมัยก่อนเขารู้จักคิด รู้จักทำ แล้วสมบูรณ์แบบ

พลาสติกนั้นถือว่าเป็นของดี มีทุกรูปแบบสำหรับใช้งาน เหมาะสมกับยุคปัจจุบันที่ต้องการความรวดเร็ว ซื้อหาง่าย ใช้สะดวกสบาย ราคาถูก 

ต่างจากของใช้ที่มาจากธรรมชาติ มีคุณค่าเพราะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น มาผ่านวิธีคิดของคนที่เอามาดัดแปลงใช้งานให้เหมาะสม เมื่อหมดการใช้งานก็ไม่เป็นภาระกับคน เรียกว่ามีคุณค่าตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง

ถึงจะดูคร่ำครึบ้าง แต่ในบางโอกาส บางเวลา บางสถานที่ เมื่อเอามาใช้เชื่อว่าดูดี มีคุณค่า ดูเป็นอดีตที่ไปสู่ความก้าวหน้าก็ได้

Writer & Photographer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load