“สมัยนั้นหนูยังไม่เกิด หนูจะรู้อะไร” คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ (ไปจนถึงรุ่นปู่รุ่นย่า) มักจะตัดเพ้อเช่นนี้ เมื่อฉันพูดถึงเหตุการณ์บ้านเมืองในอดีต โดยเฉพาะเรื่องพื้นที่ในทรงจำของเขาอย่าง ‘ราชดำเนิน’ 

แถมช่วงนี้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยกำลังกลับมาเป็นพื้นหลังของปรากฏการณ์ทางสังคมในวงสนทนาของพวกเราอีกครั้ง ยิ่งชวนให้ฉันตั้งคำถามถึงความสำคัญของพื้นที่แห่งนี้ ความผูกพันของมันกับชีวิตผู้คนแต่ละรุ่น และที่สำคัญ การส่งต่อความหมายเชิงสัญลักษณ์จากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ ว่า ‘ราชดำเนิน’ ในภาพจำของพวกเขานั้น เหมือนหรือต่างจาก ‘ราชดำเนิน’ ในสายตาของฉันหรือไม่ อย่างไร

ประจวบเหมาะเหลือเกินที่มิวเซียมสยามพึ่งเปิดตัวนิทรรศการหมุนเวียนชุดใหม่ ‘ล่องรอยราชดำเนิน : นิทรรศการผสานวัย’ ที่ชวนผู้ชม ‘ล่อง’ ไปตาม ‘รอย’ ของพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ ถือเป็นการตอบโจทย์ของฉันได้อย่างดีเยี่ยม แถมงานนี้มียังกระบวนการวิธีเล่าเรื่องที่ไม่ธรรมดา อย่างที่เราไม่เคยพบเห็นในพิพิธภัณฑ์ที่ไหนมาก่อน นั่นคือการมอบตำแหน่งหน้าที่ภัณฑารักษ์ให้กับกลุ่มคนสุดพิเศษกลุ่มหนึ่ง…

ล่องรอยราชดำเนิน เมื่อผู้สูงอายุแท็กทีมกันทำนิทรรศการเล่าเรื่องราชดำเนินในวันวาน, มิวเซียมสยาม, Museum Siam

ภัณฑารักษ์วัยเก๋า

“มิวเซียมเซียมสยาม ในฐานะห้องปฏิบัติการทางพิพิธภัณฑ์กำลังหาวิธีใหม่ๆในการรับมือกับภาวะสังคมสูงวัย คงจะดีไม่น้อยหากผู้สูงวัยซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยประสบการณ์ ความทรงจำ และศักยภาพ จะเป็นผู้เล่าเรื่องในพิพิธภัณฑ์…” 

ทวีศักดิ์ วรฤทธิ์เรืองอุไร ภัณฑารักษ์ของมิวเซียมสยามเล่าให้เราฟังว่า เมื่อทีมงานได้รับโจทย์นี้ แทนที่จะคิดเองทำเองทั้งหมด พวกเขาเปิดรับสมัครผู้สูงอายุเพื่อมาร่วมกระบวนการอบรมเชิงปฏิบัติการ ‘ภัณฑารักษ์วัยเก๋า เล่าเรื่องราชดำเนิน’ โดยสุดท้ายได้ผู้เข้าร่วมวัยเกษียณ 16 ท่าน แต่ละท่านล้วนเข้ามาช่วยแบ่งปันเรื่องเล่าของตนเองที่เกี่ยวข้องกับราชดำเนินในความทรงจำ อีกทั้งยังต่อยอดด้วยการลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อนำมาคัดกรองและออกแบบเป็นนิทรรศการที่อัดแน่นไปด้วยสาระที่พวกเขาอยากรักษาและส่งต่อ 

“เราคาดไม่ถึงมากๆ ที่กลุ่มผู้สูงวัยเสนอเลยว่า ต้องมีผัสสะที่หลากหลาย ไม่เอาแค่ตัวหนังสือ คือต้องมี กลิ่น เสียง รส ลูกเล่นต่างๆ ที่จะถูกนำมาช่วยเล่าเรื่อง คือเขาคำนึงถึงการเข้าถึงที่หลากหลาย ทั้งๆ ที่ตอนแรกเราคิดว่าจะทำเป็นนิทรรศการเพื่อผู้สูงวัยด้วยซ้ำ แต่พวกเขาอยากทำนิทรรศการให้ทุกคน”

นอกจากนี้ คุณทวีศักดิ์ยังชี้ให้เห็นอีกว่า อีกหนึ่งความน่าสนใจของการร่วมงานกับกลุ่ม ‘ภัณฑารักษ์วัยเก๋า’ นั้นคือการที่ทุกคนมีทักษะหรือความชำนาญของตนเองอยู่แล้ว แต่นำมาปรับใช้กับส่วนต่างๆ ของนิทรรศการได้ด้วย อาทิ วรพรรณ พันธ์พัฒนกุล ผู้เคยมีประสบการณ์ร่วมทำหนังสือ จุฬาฯ ร้อยปี ก็ได้นำทักษะของท่านมาต่อยอดเป็นการนำเสนอเส้นเวลา ‘Timeline ทำ’ไร 121 ปีของราชดำเนิน’ ที่อยู่ตรงทางเข้าเป็นต้น (แหม่ ภาษาวัยรุ่นได้อีก)

ล่องรอยราชดำเนิน เมื่อผู้สูงอายุแท็กทีมกันทำนิทรรศการเล่าเรื่องราชดำเนินในวันวาน, มิวเซียมสยาม, Museum Siam

เวทีการประชัน

หากดูตามโซนจัดแสดงหลักๆ จะเห็นว่านิทรรศการนี้มีการแบ่งพื้นที่ด้วยจุดสำคัญหรือแลนด์มาร์กต่างๆ ของพื้นที่ราชดำเนิน แต่เมื่อค่อยๆ ซึมซับข้อมูลในแต่ละจุด ฉันจึงถึงบางอ้อว่า การนำเสนอนั้นมากกว่าแค่เท้าความประวัติศาสตร์ แต่เป็นการนำเสนอการตีความในแง่ ‘พื้นที่การประชัน’ (Contested Space) 

กล่าวคือ ราชดำเนินเป็นพื้นที่ของการประชันระหว่างสองขั้วตรงข้ามเสมอมา บางกรณีเป็นการปะทะที่มีผู้แพ้ผู้ชนะ บางสิ่งคงอยู่บางสิ่งถูกทำลายไป บางกรณีเป็นการประสมแทรกแซงของสิ่งใหม่เข้ากับสิ่งเก่าที่มีอยู่มาก่อน บ้างก็ประนีประนอมกันไป 

เริ่มตั้งแต่ตัวถนนราชดำเนินเองที่เป็นเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงพระนครในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยพระองค์ได้แบบมาจากถนนควีนส์ วอล์ก (Queen’s walk) ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ  และโปรดเกล้าฯ ให้ พระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ และอธิบดีกรมสุขาภิบาล เป็นพนักงานจัดสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2442

ล่องรอยราชดำเนิน เมื่อผู้สูงอายุแท็กทีมกันทำนิทรรศการเล่าเรื่องราชดำเนินในวันวาน, มิวเซียมสยาม, Museum Siam
ล่องรอยราชดำเนิน เมื่อผู้สูงอายุแท็กทีมกันทำนิทรรศการเล่าเรื่องราชดำเนินในวันวาน, มิวเซียมสยาม, Museum Siam

ในการจัดสร้างนั้น มีพระราชประสงค์ให้ถนนราชดำเนินกว้างที่สุดเท่าที่เคยมีมา สองข้างถนนนั้นยังเรียงรายไปด้วยห้างร้านทันสมัย สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ชาวเกาะรัตนโกสินทร์สมัยก่อนอย่างยิ่ง 

หรืออีกพิกัดที่นำเอาความโมเดิร์นมาเปลี่ยนแปลงความดั้งเดิมอย่างชัดเจน คือ ‘เวทีมวยราชดำเนิน’ โดยเป็นเวทีที่ทำให้มวยไทยมีมาตรฐาน จากเมื่อก่อนที่ชกกันในงานวัด หรือชกกัน 8 ยกบ้าง 11 ยกก็มี แต่ละยกก็ 5 นาทีบ้าง 4 นาทีบ้าง แต่เวทีนี้เป็นเวทีแรกที่โฆษณาถึงมาตรฐานในการแข่ง ต้องใส่นวม เวทีกว้างยาวเท่าไร แต่ละยกแข่งกันนานเท่าไร ฯลฯ ซึ่งสิ่งนี้ไปผสานกับเวทีมวยอื่นๆ ทั้งประเทศ จนเดี๋ยวนี้ใช้กติกาเดียวกันหมด ทางภัณฑารักษ์เชื่อว่าเป็นหนึ่งในเหตุผลที่กีฬามวยไทยนำไปต่อยอดในเวทีสากลได้ดั่งปัจจุบัน 

ล่องรอยราชดำเนิน เมื่อผู้สูงอายุแท็กทีมกันทำนิทรรศการเล่าเรื่องราชดำเนินในวันวาน, มิวเซียมสยาม, Museum Siam
ล่องรอยราชดำเนิน เมื่อผู้สูงอายุแท็กทีมกันทำนิทรรศการเล่าเรื่องราชดำเนินในวันวาน, มิวเซียมสยาม, Museum Siam

สิ่งที่น่ารักมากๆ อย่างหนึ่งที่มีให้เห็นทุกโซนคือ ‘กล่องแคปชัน’ หรือตัวข้อความคำอธิบายวัตถุจัดแสดงในโซนต่างๆ ที่ออกแบบให้มีตัวหนังสือขนาดใหญ่และอ่านง่ายสำหรับผู้เข้าชมทุกรุ่น แต่ยังคงขนาด A6 ที่ไม่รบกวนตัววัตถุ แทนที่จะอัดคำบรรยายของทุกอย่างอยู่บนกระดาษแผ่นเดียว เขากลับเลือกแบ่งเนื้อหาเป็นหลายๆ แผ่น เรียงกันในกล่อง ใครใคร่อ่านสิ่งของชิ้นไหน ก็เลือกหยิบคำอธิบายของชิ้นนั้นในกล่องไปอ่านได้เลยไม่ยุ่งยาก

มุมมองของหลายชีวิต

กระบวนการที่น่าสนใจที่สุดในโชว์นี้สำหรับฉัน คือนอกจากจะชมแลนด์มาร์กทีละโซนๆ ได้แล้ว เขายังมีอีกวิธีให้ชม (ฟัง )นิทรรศการผ่าน ‘เส้นทางเรื่องราว’ ถึง 8 เส้นทาง โดยผู้ชมใช้มือถือสแกน QR Code แล้วเลือกให้เสียงที่เราสนใจ เป็นผู้นำชมของเรา พาเดินลัดเลาะไปตามความทรงจำของพวกเขาแต่ละคนที่มีต่อราชดำเนิน

แต่ละเสียงล้วนแตกต่างกันสุดขั้ว เช่น เส้นทาง ‘เกิดวังปารุสก์’ อ้างอิงจากชีวประวัติของเจ้านายในวังตระกูลจักรพงษ์ ‘ราชดำเนินเปอร์สเปกทีฟ’ ที่เล่าเรื่องถนนเส้นนี้ผ่านมุมมองสถาปนิก ไปจนถึง ‘คนไร้บ้าน ราชดำเนินถนนแห่งการดิ้นรน’ ที่ตีแผ่เรื่องชีวิตของคนที่กินนอนอยู่ข้างถนน เป็นต้น ซึ่งเส้นเรื่องเหล่านี้ถูกปะติดปะต่อจากข้อมูลของคนจริงๆ ในพื้นที่ทั้งสิ้น

ล่องรอยราชดำเนิน เมื่อผู้สูงอายุแท็กทีมกันทำนิทรรศการเล่าเรื่องราชดำเนินในวันวาน, มิวเซียมสยาม, Museum Siam

เส้นทางเหล่านี้นอกจากจะทำให้เรารู้สึกว่ามีผู้นำชมส่วนตัวแล้ว ยังช่วยให้เราย่อยและเลือกเสพข้อมูลในปริมาณที่ไม่เยอะเกินไป ฉันเลือกฟังสองเส้นเรื่องในงาน คือ ‘รสชาติแห่งราชดำเนิน’ ที่เป็นเส้นทางรวมร้านเด็ดชวนน้ำลายสอจากย่านนี้ (เด็ดทั้งแง่รสชาติและความเป็นมา) คัดสรรโดย โอภาส สุภอมรพันธ์ หนึ่งในสมาชิกทีมภัณรักษ์วัยเก๋า “ที่นี่ คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์จะได้รื้อฟื้นอดีต ผ่านอาหารร้านดั้งเดิมที่เล่าโยงกับประวัติศาสตร์ได้ เช่น ร้านนี้เคยไปออกร้านที่งานวชิราวุธ ส่วนคนรุ่นใหม่ก็อาจชวนคุณตาคุณยายไปร้านกาแฟสมัยใหม่ ลองกินเมนูใหม่ๆ เกิดการแลกเปลี่ยนบนโต๊ะอาหาร” 

ล่องรอยราชดำเนิน เมื่อผู้สูงอายุแท็กทีมกันทำนิทรรศการเล่าเรื่องราชดำเนินในวันวาน, มิวเซียมสยาม, Museum Siam
ล่องรอยราชดำเนิน เมื่อผู้สูงอายุแท็กทีมกันทำนิทรรศการเล่าเรื่องราชดำเนินในวันวาน, มิวเซียมสยาม, Museum Siam

กับอีกเส้นเรื่องที่ฉันเดินตาม คือ ‘อย่าได้อ้างว่าฉันเป็นผู้หญิงของเธอ’ ที่เล่าเรื่องราชดำเนินผ่านมุมมองของเฟมินิสต์ผู้เรียกร้องประชาธิปไตย เรียบเรียงจากคำบอกเล่าของอีกหนึ่งภัณฑารักษ์วัยเก๋าที่เราอินเป็นพิเศษด้วย

ขอแอบบอกว่า ใครที่อยากจะทำความรู้จักราชดำเนินในมุมมองใหม่จากเส้นเรื่องทั้ง 8 ในนิทรรศการ เข้าไปฟังทางออนไลน์ได้ด้วย 

อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย Recycle

แม้ว่าแต่ละเส้นเรื่องจะพาเราเดินไปในทางที่ต่างกันตามความสัมพันธ์ของผู้เล่ากับราชดำเนิน แต่ทุกเส้นจะมาบรรจบกัน ณ โซนไฮไลต์ของนิทรรศการอย่างปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือแบบจำลองอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 

อย่างที่เราทราบกันดีว่า อนุเสาวรีย์นี้ถูกสร้างขึ้นเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ในสมัยที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี 

ล่องรอยราชดำเนิน เมื่อผู้สูงอายุแท็กทีมกันทำนิทรรศการเล่าเรื่องราชดำเนินในวันวาน, มิวเซียมสยาม, Museum Siam

ตัวดีไซน์มีลักษณะผสมระหว่างศิลปะโมเดิร์นและความเป็นไทย อีกทั้งยังมีนัยต่างๆ อาทิ ครีบ 4 ด้าน สูงจากแท่นพื้น 24 เมตร มีรัศมียาว 24 เมตร หมายถึง วันที่ 24 ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง พานทูนฉบับรัฐธรรมนูญตรงกลาง สูง 3 เมตร หมายถึง เดือน 3 หรือ เดือนมิถุนายน (ขณะนั้นนับเมษายนเป็นเดือนแรกของปี) และอำนาจอธิปไตยทั้งสามภายใต้รัฐธรรมนูญ (นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ) พระขรรค์ 6 เล่ม ที่รายล้อมรอบป้อมกลางตัวอนุสาวรีย์ หมายถึงหลัก 6 ประการของคณะราษฎร อ่างตรงฐานปีกทั้งสี่ด้านเป็นรูปงูใหญ่ หมายถึงปีที่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นปีมะโรง ฯลฯ 

ล่องรอยราชดำเนิน เมื่อผู้สูงอายุแท็กทีมกันทำนิทรรศการเล่าเรื่องราชดำเนินในวันวาน, มิวเซียมสยาม, Museum Siam

วัตถุจัดแสดงในโซนนี้ก็มีเรื่องราวร้อนแรงมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์จากเหตุการณ์ ‘ตุลามหาวิปโยค’ ใน พ.ศ. 2516 หนังสือปรัชญาการเมืองฝ่ายซ้ายของคาร์ล มาร์ก (Karl Marx) ซึ่งกลายมาเป็น ‘หนังสือต้องห้าม’  มือตบและนกหวีดที่ถูกใช้จนกลายเป็นเสียงสัญลักษณ์ของการขับไล่รัฐบาลอยู่ช่วงหนึ่ง ฯลฯ แถมยังมีการตั้งตู้รับบริจาควัตถุเพิ่มเติม ทำให้เห็นว่า การใช้อนุสาวรีย์นี้เพื่อเป็นเครื่องหมายเชิงสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ยังคงวนเวียนเกิดขึ้นซ้ำๆ ในรอบชีวิตของประชนคนไทย ทั้งแต่รุ่น ‘เบบี้บูมเมอร์’ มาถึงรุ่น ‘แฮมเตอร์’ อย่างฉันเอง

ล่องรอยราชดำเนิน เมื่อผู้สูงอายุแท็กทีมกันทำนิทรรศการเล่าเรื่องราชดำเนินในวันวาน, มิวเซียมสยาม, Museum Siam

พูดถึงการทำซ้ำ ยังมีวัตถุอีกชิ้นหนึ่งในโซนนี้ที่ฉันประทับใจ นั่นคือ ภาพวาด ‘ความทรงจำในอดีต ที่วาด (ฝัน) ใหม่’ เป็นภาพราชดำเนินยามค่ำคืนของ เขตนิธิ สุนนทะนาม หนึ่งในภัณฑารักษ์วัยเก๋า เขาเล่าว่า การอบรมกับมิวเซียมสยาม ทำให้เขากลับมาจับพู่กันวาดรูปอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้วาดรูปมาหลายสิบปี โดยเมื่อก่อนย้อนไปในสมัยที่เขาเรียนเพาะช่างภาคค่ำ เขาจะแอบมาวาดรูปที่มุมนี้บนถนนราชดำเนิน และด้วยราคาอุปกรณ์ศิลปะที่แพงจนเขาเข้าไม่ถึง เขาจึงจึงใช้กิ่งไม้ ใบไม้ หรือบัตรนักศึกษา เป็นเครื่องมือในการวาด ส่วนภาพที่มาวาดใหม่ในครั้งนี้ยังคงใช้เทคนิคเดิม แต่หันมาใช้บัตรเอทีเอ็มแทน 

ล่องรอยราชดำเนิน เมื่อผู้สูงอายุแท็กทีมกันทำนิทรรศการเล่าเรื่องราชดำเนินในวันวาน, มิวเซียมสยาม, Museum Siam

ราชดำเนิน ไลฟ์สไตล์

เยื้องๆ กับอนุสาวรีย์จำลอง ยังมีการจัดแสดงเรื่องราวของแลนด์มาร์กต่างๆ ผ่านวิธีที่น่าสนใจอย่างมากมาย อาทิ เสียงกดชักโครกของโรงแรมรัตนโกสินทร์ (Royal Hotel) ที่เคยเป็นโรงแรมระดับห้าดาวแห่งแรกของย่านนี้ แต่ในปัจจุบันมีคนไม่น้อยจดจำมันในฐานะ ‘ห้องน้ำ’ ของราชดำเนิน เพราะเขาเปิดให้ผู้ชุมนุมในหลายวาระไปเข้าห้องน้ำที่นั่นได้ อีกทั้งยังถูกใช้เป็นสถานที่กักตัวผู้โดยสารจากอินเดีย ในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา

ภาพการเปิดตัวของห้าง ‘ไทยนิยม’ ศูนย์รวมร้านตัดเสื้อ ร้านทำผมสตรี และคลังแม่บ้าน ซึ่งก่อตั้งโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถือเป็นห้างฯ ที่แสดงถึงมุมมองต่อผู้หญิงที่เปลี่ยนไป มองพวกเธอเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองที่มาจับจ่ายใช้สอย ชวนให้เปรียบราชดำเนินกับถนน Champs-Élysées ที่กรุงปารีส

เสียงร้องเพลงจากคลับโลลิต้าของ สำราญ วงศ์สาธิตกูล ภัณฑารักษ์วัยเก๋าผู้มาเล่าเรื่องความสำราญยามค่ำคืนในสมัยที่ราชดำเนินเป็นแหล่งรวมความเฟี้ยวฟ้าวของวัยโก๋ หรือแหวนตาเสือหมอดูโรงเรียนสนามหลวง และปูนพิมพ์รอยกระสุนจากร้านข้าวต้มระดับตำนาน ‘สกายไฮ’ เป็นต้น

บอกเลยว่า ถึงโซนนี้ขนาดมันจะไม่ใหญ่ไม่โต แต่ฉันเพลินมากกับการเดินละเมียดค่อยๆ อ่านเรื่องราวของคนนั้นทีคนนี้ที บางเรื่องก็มาแค่ประโยคหนึ่ง บางเรื่องก็มาเป็นหนังสือนิยายเล่มหนา ทั้งหมดนี้ใช้เวลาไปเกือบชั่วโมง ค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ คิดตาม

บทสรุปในหีบ

“การทำงานกับผู้สูงอายุนั้นไม่ง่ายเสมอไป โดยเฉพาะการทำงานกลุ่มที่มีการเห็นด้วย และขัดแย้งกัน” ทวีศักดิ์เล่าให้เราฟังว่าทีมภัณฑารักษ์วัยเก๋าทั้ง 16 ท่านนั้นใช้เวลานานกว่าจะเลือกข้อสรุปของนิทรรศการนี้ บางคนต้องการโชว์แค่เรื่องดีๆ แต่ก็มีไม่น้อยที่ต้องการส่งต่อประวัติศาสตร์ที่สะเทือนใจ บางคนต้องการเปลี่ยนเรื่องเล่าของตัวเองนาทีสุดท้าย ฯลฯ 

ล่องรอยราชดำเนิน เมื่อผู้สูงอายุแท็กทีมกันทำนิทรรศการเล่าเรื่องราชดำเนินในวันวาน, มิวเซียมสยาม, Museum Siam

“ในโซนด้านหลังเราเลยมีจุดในแต่ละท่านนำเสนอไอเดียของตัวเองในรูปแบบ Kiosk เป็นหีบเปิดที่มีทั้งภาพร่าง และโมเดลการจัดแสดง เรื่องที่เขาสนใจในแบบที่เขาพอใจจากคอร์สการอบรมกับทางมิวเซียม” 

ในบรรดาหีบที่เรียงรายกันทำให้ฉันเห็นว่า แต่ละท่านมีความคิดสร้างสรรค์ที่บรรเจิดมาก อย่าง ดาราณี เวชพงศา เลือกที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจที่ท่านได้จากการสะสมโปสการ์ดของคุณพ่อ ในรูปแบบแอปพลิเคชัน Tiktok ออกมาเป็น @postcardcafe ที่ท่านแชร์ภาพถ่ายจากมุมมองของท่านเอง เป็นต้น 

ล่องรอยราชดำเนิน เมื่อผู้สูงอายุแท็กทีมกันทำนิทรรศการเล่าเรื่องราชดำเนินในวันวาน, มิวเซียมสยาม, Museum Siam
ล่องรอยราชดำเนิน เมื่อผู้สูงอายุแท็กทีมกันทำนิทรรศการเล่าเรื่องราชดำเนินในวันวาน, มิวเซียมสยาม, Museum Siam

ฉันไม่ทราบว่าดาราณีใช้ Tiktok ตั้งแต่ก่อนเข้าโปรเจกต์นี้ หรือเป็นความพยายามที่ต้องการจะสื่อสารกับเจเนอเรชันใหม่ อย่างไรก็ตาม มันทำลายภาพจำของผู้สูงอายุที่ยืนย่ำอยู่กับวันวานในหัวของฉันไปอย่างสิ้นเชิง 

วงล้อเวียนวน (อะหรือว่า…?)

ตรงทางออกของนิทรรศการมีวงล้อขนาดใหญ่ให้ผู้ชมเข้าไปเดินถีบได้ เป็นสัญลักษณ์แทนวงล้อของประวัติศาสตร์ที่เวียนวนของราชดำเนินตลอด 121 ปี มีนัยว่าถ้าเรารู้อดีต เราก็จะรู้อนาคตได้ด้วย ในวงล้อฉันได้เห็นคำต่างๆ ที่เหมือนผู้จัดพยายามจะสื่อว่าเป็น ‘คีย์เวิร์ด’ ของพื้นที่ราชดำเนิน อาทิ การเปลี่ยนแปลง ประชาธิปไตย รัฐประหาร ฯลฯ แต่คำที่ฉันคิดว่าเป็นคีย์เวิร์ดที่แท้จริงของนิทรรศการนี้ คือ ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ ตามที่ทวีศักดิ์เล่าให้เราฟังว่า

ล่องรอยราชดำเนิน เมื่อผู้สูงอายุแท็กทีมกันทำนิทรรศการเล่าเรื่องราชดำเนินในวันวาน, มิวเซียมสยาม, Museum Siam

“ส่วนตัวผมเองชอบเส้นเรื่อง ‘บทเพลงแห่งราชดำเนิน’ มันทำให้ผมเข้าใจมุมมชีวิตของคุณพี่ที่ตั้งแต่เด็กๆ จนถึงอายุ 72 ที่เขาผ่านมาหลายอย่าง ตั้งแต่เขาเป็นเด็กอยู่ที่วัดบวรฯ จนถึงการเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำให้ผมเข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนนั้นเกิดขึ้นได้ ซึ่งถ้าเราเจอในโซเชียลมีเดีย เราอาจจะด่าเขาไปแล้วนะ แต่การที่ได้มาคุยกัน การได้รับฟัง ทำให้เราเข้าใจเขามิติความเป็นคนมากขึ้น มันทลายอคติของเราลง”

ฉันเดินออกมาจากนิทรรศการด้วยความรู้สึกที่อยากขอบคุณภัณฑารักษ์วัยเก๋าทั้ง 16 ท่านด้วยตัวเอง ขอบคุณที่เล่าเรื่องราชดำเนินในหลายมุมมองให้ฉันได้เรียนรู้จากทั้งเหตุการณ์ที่ดีงามและเลวร้าย ให้ฉันได้เอาตัวเองไปใส่ในอดีตของพวกเขาได้ครู่หนึ่ง

อีกทั้งยังเตือนสติฉันว่า ในเวลาแห่งการต่อสู้ ไม่ว่าฉันจะเลือกอยู่ฝ่ายไหน ฉันก็จำเป็นต้องทำความเข้าใจความเป็นคนของฝ่ายตรงข้าม ต้องมองให้เห็นความต้องการและการมีอยู่ของเขาในภาพรวมของสังคมให้ได้ ฉันปฏิเสธหรือขับไล่คนอื่นไม่ได้ ไม่ว่าเขาจะแตกต่างจากฉันมากขนาดไหน เพราะสังคมเราก็คงเหมือนกับพื้นที่ ‘ราชดำเนิน’ ที่เป็นของทุกๆ คน ทุกๆ รุ่น เท่าเทียมกัน

ล่องรอยราชดำเนิน เมื่อผู้สูงอายุแท็กทีมกันทำนิทรรศการเล่าเรื่องราชดำเนินในวันวาน, มิวเซียมสยาม, Museum Siam

นิทรรศการ ‘ล่องรอยราชดำเนิน: นิทรรศการผสานวัย’ จะจัดแสดงที่มิวเซียมสยามตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม หลังจากนั้นจะย้ายไปจัดแสดงที่หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร ถนนราชดำเนินกลาง ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน – 31 ตุลาคม ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographers

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

แจ้งเกิดในโลกใบใหม่ ใหญ่กว่าเดิม 

“นี่ครับ ห้องเก็บงานของผม” โน้ต-วัจนสินธุ์ จารุวัฒนกิตติ ไม่ได้เปิดประตูให้เราเดินเข้าไปในห้องเก็บสะสมงานศิลปะตามปกติ แต่ระรัวนิ้วเคาะแป้นพิมพ์ป้อนรหัสผ่านอย่างรวดเร็ว และกดปุ่ม Enter หันหน้าจอมาทางเราเพื่อแสดงภาพแกลเลอรี่ขนาดใหญ่ ผนังสีขาว แขวนผลงานศิลปะหลายชิ้น โดยมีชื่อ Mr.Palette เป็นเจ้าของสถานที่ ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Oncyber 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

ในขณะเดียวกัน เราก็กำลังนั่งอยู่ (ในเชิงกายภาพ) กับคุณโน้ตที่แกลเลอรี่ Palette Artspace ในอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น แม้เป็นแกลเลอรี่น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดมาไม่นาน แต่ Palette Artspace ก็ดึงดูดสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมาด้วยที่ตั้งทำเลทอง และการตกแต่งเรียบง่ายดูเป็นมิตร อีกทั้งโซนคาเฟ่พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มน่านั่ง 

การทำงานซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่และในโลกเสมือนควบคู่กันไปเช่นนี้ ถือเป็นเทรนด์การทำงานของแกลเลอรี่หลายแห่งในปัจจุบัน ว่าแล้วเราเลยถือโอกาสชวนคุณโน้ตพูดคุยถึงกระบวนการและประสบกาณ์ของเขา ให้เราได้รู้จักกับทิศทางของการซื้อขายศิลปะในโลกดิจิทัลมากขึ้น การขยับขยายจากภาพแขวนบนผนัง ไปสู่การเปิดประมูล NFT บนอินเทอร์เน็ตนั้น จะเป็นโอกาสทองอย่างที่หลายๆ คนฝันหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงการฆ่าเวลาในช่วงโควิด-19 กันแน่  

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

สรรพสีสันบน Palette  

คุณโน้ตบอกเราว่า เขาใกล้ชิดศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากคุณพ่อ (อุทัยพันธุ์ จารุวัฒนกิตติ) เป็นนักสะสม Erotic Art หลังจากรับช่วงดูแลธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ของทางบ้าน คุณโน้ตคิดว่าสักวันหนึ่งเขาจะเป็นศิลปิน ภายหลังเขาได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านทฤษฎีศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ทำให้เขาได้พบเจอหลากหลายศิลปินที่รุ่นใหม่และรุ่นเก่าในวงการ จนได้ต่อยอดมาเปิดแกลเลอรี่ Palette Artspace เมื่อ ค.ศ. 2019 ในที่สุด 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT
เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

“ผมอยากให้พื้นที่ของ Palette Artspace ต่อยอดและสนับสนุนศิลปินคนไทยรุ่นใหม่ที่ตั้งใจสร้างงาน ได้มีโปรไฟล์ ทำพอร์ตไปสมัครงาน ไปเรียนต่อต่างประเทศ พอได้เห็นความสำเร็จของน้องๆ ผมก็มีความสุขไปด้วย” 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

คุณโน้ตมักสนใจคัดสรรและติดต่อศิลปินรุ่นใหม่ๆ มาแสดงงาน จากนิทรรศการจบการศึกษา รวมไปถึงช่องทางโซเชียลมีเดียอย่าง Instagram สลับไปกับหยิบยืมผลงานของศิลปินระดับใหญ่ๆ มาจัดแสดงเพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าถึงผลงานระดับมาสเตอร์พีซของไทยด้วยเช่นกัน

แต่เมื่อเปิดพื้นที่ได้ไม่นานนัก วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ทำให้คุณโน้ตต้องขบคิดวิธีการไปต่อในฐานะแกลเลอริสต์อย่างเลี่ยงไม่ได้ และในขณะที่มาตรการของรัฐทำให้ไม่สามารถเดินดูงานในพื้นที่กายภาพได้ คุณโน้ตก็ได้แรงบันดาลใจจากโลกออนไลน์อย่างน่าอัศจรรย์

การสร้างแกลเลอรี่ในโลกเสมือนจริง

“ครั้งแรกที่ผมเข้าไปเห็นคลิปใน YouTube ผมมั่นใจมากว่าผมต้องมี ผมเชื่อว่ามาถูกทาง” 

คุณโน้ตเล่าถึงวิดีโอคลิปหนึ่งที่อธิบายถึงการสร้างแกลเลอรี่ที่สามารถเอา ‘ตัวเรา’ เข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริง และในอนาคต ผู้ใช้จะสื่อสาร คุยกันได้เหมือนที่เราแชตกันในเกม อาจมีการเลือกใส่เสื้อผ้า การซื้อไอเท็ม หรือมีบัตรผ่านเข้าสถานที่แต่ละแห่งในรูปแบบต่างๆ ลองจินตนาการว่า ถึงจะมีโควิด แต่เราก็มางานเปิดนิทรรศการศิลปะแบบสบายๆ ในมือถือกระป๋องเบียร์ เดินดูงานศิลปะอยู่ที่บ้าน กดลิงก์เพื่อเข้าไปสู่เว็บไซต์ของศิลปิน อ่าน Wall-Text แม้แต่จะซื้อหรือประมูลงานศิลปะก็ยังทำได้ และสำหรับเขา นั่นคือการทำลายกำแพงของโลกศิลปะในรูปแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง 

“เราอาจยังไม่รู้เส้นทางของมันมากนัก แต่นับว่าเราเป็นคนแรกๆ ในไทยที่กล้าเดินเข้าไปในโลกใบนั้น” 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

คุณโน้ตเล่าต่อว่าต้องขอบคุณแอปพลิเคชันชื่อดังอย่าง Clubhouse ที่กลายเป็นแหล่งความรู้นอกกระแสจากทั่วทุกมุมโลกสำหรับเขา โดยวันหนึ่งตัวเขาเองได้มีโอกาสอยู่ร่วมในห้องแชตที่กำลังพูดถึงข่าวดังในสหรัฐอเมริกา นับเป็นการกระชากหน้าประวัติศาสตร์ศิลปะให้เปลี่ยนบทใหม่ อย่างการเผางานที่จับต้องได้และเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบของ NFT (Non-fungible Token) โดยผู้ครอบครองผลงาน Morons (2006) ของ Banksy ได้จุดไฟเผาผลงาน และอัดคลิปวิดีโอเผยแพร่ลงใน YouTube จุดประสงค์เพื่อให้งานออริจินัลที่จับต้องได้หายไป และนำผลงานชิ้นนี้ไปแขวนไว้ในเว็บไซต์ Opensea ในรูปแบบ NFT อีกด้วย

และนั่นคือครั้งแรกที่คุณโน้ตได้ยินคำว่า NFT

ศิลปะในฐานะทรัพย์สินดิจิทัล

เราขอให้คุณโน้ตอธิบายตลาดการวางขายงาน NFT ด้วยการเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจง่าย ซึ่งคุณโน้ตอธิบายอย่างกว้างๆ ให้เห็นภาพว่า “เว็บไซต์ตลาดขายงานศิลปะ NFT ที่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ปูเสื่อขายได้คือ Opensea ต่อมาตลาดที่เรียกว่าเป็นห้างประจำจังหวัด คือต้องได้รับเชิญ (Invite) ศิลปินคือ Foundation และตลาดขายงานไฮเอนด์ที่ต้องได้รับเลือกจากภัณฑารักษ์ คือ SuperRare” 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

คุณโน้ตอธิบายว่าจุดเปลี่ยนของวงการนั้นมาจาก Blockchain ที่ทำให้งานดิจิทัลอาร์ตมีมูลค่า เพราะการซื้อขายต้นฉบับนั้นจะถูกส่งต่อโดยตรวจสอบที่มาที่ไป และยืนยันกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของได้ เรียกว่ามีความโปร่งใสและไม่สามาถทำสำเนาได้ ประกอบกับ Tokenization คือกระบวนการสร้างตัวแทนของทรัพย์สินต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล โดยสร้าง Token เป็นตัวแทนของสิทธิหรือทรัพย์สิน อย่างงานศิลปะ Digital Artwork ก็แปลงเป็นโทเคนได้ 

NFT แปลตรงตัวว่าเป็นโทเคนในรูปแบบที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนแทนด้วยสิ่งอื่นได้ (Non-fungible Token) เหล่าแพลตฟอร์มตลาดการขายงานศิลปะอย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น Opensea, Foundation และ SuperRare จะทำการ Tokenize งานศิลปะดิจิทัลบนระบบ Ethereum Blockchain โดยผู้ครอบครองโทเคน จะได้รับใบรับรองความเป็นเจ้าของในชิ้นงานนั้นๆ 

ส่วนสกุลเงินดิจิทัลที่นำมาซื้อผลงาน NFT นั้น จะถูกกำหนดโดยตลาดแต่ละแห่งด้วย (ส่วนใหญ่ที่ใช้คือ Ethereum)    

“ในเชิง Business เอาจริงๆ ผมตอบไม่ได้ แต่ถ้าเรื่องการเก็บสะสม ผมว่าใช่สำหรับยุคนี้” เขาเล่าถึงเส้นทางการขยับขยายสู่วงการศิลปะออนไลน์ด้วยความตื่นเต้น เริ่มจากทดลองเปิดงานนิทรรศการ 8 Bits จัดแสดงผลงานของนักศึกษาคณะดิจิทัลมีเดีย สาขาดิจิทัลอาร์ตส์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตบางเขน โดยใช้แพลตฟอร์ม Cryptovoxels และอีกทั้งนิทรรศการ Love Distancing จัดแสดงผลงานของศิลปินนักเคลื่อนไหว วสันต์ สิทธิเขตต์ โดยการติดตั้งจอ LED ฉายภาพงานศิลปะจากในแกลเลอรี่ หันออกด้านนอกตัวอาคาร หวังให้ผู้ที่เดินขึ้นลงบันได BTS สถานีทองหล่อ มองเห็น แม้ว่าในช่วงเวลานั้น แกลเลอรี่จะเปิดให้เข้าชมตามปกติไม่ได้ แต่เมื่อเดินลงมาด้านล่าง ข้างหน้า Palette Artspace ก็จะพบกับ QR Code ที่ยกสมาร์ทโฟนกดเข้าไปชมนิทรรศการเต็มรูปแบบได้ทางออนไลน์ 

 “พอเราทำนิทรรศการออนไลน์ งานศิลปะถูกส่งตรงไปถึงสายตาคนทั่วโลก มีคนสนใจ มีสื่อต่างประเทศมาสัมภาษณ์ พอเป็นข่าว ก็ยิ่งได้รับยอดเข้าชมมากขึ้น ไม่ใช่แค่คนไทย แต่เป็นคนทั้งโลกที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้” คุณโน้ตเล่าให้ฟังถึงผลตอบรับของนิทรรศการล่าสุด คือ 2D Afterlife โดย แพน-จินห์นิภา นิวาศะบุตร นำเสนอภาพสีน้ำมันของตัวละครสมมติที่เสียชีวิตไปแล้วจำนวน 50 ภาพ ผ่านแนวคิดปฏิสัมพันธ์กึ่งมีส่วนร่วม และวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมของแฟนคลับ โดยผู้เข้าชมมีส่วนร่วมในการระลึกถึงความทรงจำที่มีต่อตัวละครสมมติเหล่านี้ได้ ด้วยการวางดอกไม้หรือสิ่งของต่างๆ บนหิ้งหน้ารูปเคารพ และไว้อาลัยแก่การจากไปของผู้วายชนม์ ที่แท้จริงแล้วไม่เคยมีชีวิตอยู่

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน
การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

 นิทรรศการนี้จัดขึ้นในพื้นที่ของแกลเลอรี่ขนานไปกับนิทรรศการออนไลน์ มียอดการเข้าชมทางออนไลน์มากกว่า 8,000 ครั้ง ไต่ระดับขึ้นมาเป็นนิทรรศการที่มีผู้เข้าชมสูงสุดในสัปดาห์แรกที่เปิดงาน ตัวเลขนี้ทำให้คุณโน้ตมองเห็นว่า Palette Artspace ยังคงเป็นเวทีสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในโลกออฟไลน์และในโลกออนไลน์

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ดิจิทัล-The Sandbox 

งานเหล่านั้นคือจุดเริ่มของ Virtual Exhibition ที่คุณโน้ตสนใจ แต่ไม่นานนักเขาเรียนรู้ว่าแพลตฟอร์ม Artsteps.com มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนห้องจัดแสดง ต้องรื้อลบผลงานเก่าออกหากต้องการจะจัดแสดงงานครั้งใหม่ ซึ่งไม่ตอบโจทย์การแสดงผลงานศิลปะของคุณโน้ต เขาไม่ต้องการจะลบนิทรรศการใดๆ ออกจากโลกเสมือนจริงแม้แต่งานเดียว 

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

“หลังจากที่เริ่มทำนิทรรศการออนไลน์บน Artsteps ผมเริ่มขยับไปซื้อที่ดินใน The Sandbox ผมอยากมีพื้นที่ของตัวเอง พอมาศึกษาดีๆ หลังจากที่ซื้อไปแล้วก็เพิ่งค้นเจอว่า กว่าเว็บไซต์จะเปิดใช้งานได้เต็มร้อยคือปีหน้า (ค.ศ. 2022) ผมเลยได้โอกาสซื้อที่ดินตอนราคายังไม่สูงมาก ล่าสุดได้ยินมาว่าราคาขยับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันเลยกลายเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไปในตัว ซึ่งพอถึงวันที่ใช้พื้นที่ได้จริงๆ ผมก็ยังไม่รู้ว่า จะได้ทำแบบที่ฝันไว้รึเปล่า” 

คุณโน้ตหัวเราะเบาๆ ใต้หน้ากากอย่างอารมณ์ดี แสดงถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ไม่หวังผลกำไรปุบปับ เขาบอกเราว่าในโลกออนไลน์นี้ทุกคนล้วนเป็นมือใหม่ ความเป็นไปได้นั้นยังอีกมาก และเราทุกคนคงต้องศึกษาลองผิดลองถูกกันไปอีกสักพัก

เรื่องที่ต้องรู้และความโปร่งใสในตลาดค้างานศิลปะ

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิมของ Palette Artspace สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

เมื่อถามว่าเขามีอะไรจะบอกผู้สนใจเข้าวงการซื้อขายศิลปะออนไลน์บ้าง คุณโน้ตได้ให้คำแนะนำเรามากมาย อาทิ การซื้อขาย NFT นั้นมีทั้งการขายแบบเสนอราคาและการขายแบบประมูล ซึ่งการเสนอราคา ศิลปินสามารถปรับเพิ่มหรือลดได้ตามความพอใจ แถมการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจะถูกบันทึกเอาไว้ ทำให้ผู้ที่สนใจงานศิลปะชิ้นนั้นและต้องการซื้อ มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของราคางาน ซึ่งเกิดขึ้นไม่ได้เลยในโลกศิลปะแห่งความเป็นจริง ที่การตั้งราคาซื้อขายชิ้นงานนั้นเป็นเรื่องลึกลับ ซับซ้อนตามกลไกของวงการตลาดศิลปะ ดีลเลอร์และภัณฑารักษ์ ยากที่คนภายนอกจะรู้

ทว่าในตลาดออนไลน์ เงื่อนไขและข้อกำหนดต่างๆ ของงานศิลปะแต่ละชิ้นจะถูกกำหนดโดยตัวศิลปินเอง ซึ่งเงื่อนไขที่ว่าอาจไม่เปิดเผย หากผู้ซื้อยังไม่กดชำระเงิน การซื้องานศิลปะ NFT จึงคล้ายกับการเสี่ยงดวง อาจมีเรื่องเซอร์ไพรส์ปรากฏให้เห็นภายหลังการซื้อ เช่น ผู้ซื้ออาจได้รับผลงานชิ้นจริงไปด้วยหลังจากซื้อชิ้นงาน NFT 

นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องที่ต้องทราบคือค่าแก๊ส (Gas Fee) ซึ่งจะถูกเรียกเก็บไปพร้อมๆ กับการซื้อขายผลงานศิลปะ คล้ายกับค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ คุณโน้ตยกตัวอย่างว่า “งานศิลปะในรูปแบบ NFT บางชิ้น มีค่า Gas Fee สูงกว่าสองเท่าของราคางาน” ดังนั้น นอกเหนือจากรสนิยมในการสะสมงานแล้ว การซื้องานศิลปะ NFT จึงเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ให้แน่ใจว่าคุณรู้ว่าใครคือศิลปิน และเขามีทิศทางในการสร้างงานอย่างไร งานของเขาลอกใครมาหรือไม่ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน

สิ่งที่ตามมาคือ ‘ห้องเก็บงาน’ พื้นที่ในโลกเสมือนจริงที่เปิดให้ใครก็ตามที่สนใจเข้ามาชมคอลเลกชันส่วนตัว หรือผลงานศิลปะ NFT ที่เราซื้อมาจากในตลาดดังกล่าว เราอาจสร้างเป็นช็อปเพื่อขายงานต่อ หรือจัดแสดงให้คนในโลกออนไลน์เข้ามาเที่ยวชม หรือสุดแล้วแต่ที่เราจะออกแบบ ภายใต้ข้อจำกัดของเทคโนโลยี ณ ขณะปัจจุบัน

The New Chapter of Digital Art 

ก่อนจากกัน เราถามคุณโน้ตถึงแนวคิดในอนาคตของวงการศิลปะ 

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

“การกระจายอำนาจจากจุดศูนย์กลาง (Decentralize) กลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของยุคสมัย ทุกคนเป็นผู้ส่งสาร เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ เช่นเดียวกับที่ทุกคนเป็นศิลปินได้ โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง”  คุณโน้ตตอบ “ในแง่หนึ่ง ข้อดีของ NFT คือการที่คนในโลกศิลปะได้ติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น แลกเปลี่ยนความรู้มากขึ้น ได้เข้าใจมุมมองและจุดที่ต้องการการสนับสนุนและเชื่อมต่อสู่โลกภายนอก ที่สำคัญ งานศิลปะในรูปแบบ NFT เหมือนเป็นบัตรเชิญที่ชวนให้โลกทั้งใบหันมามองเห็นฝีมือของศิลปินไทยมากขึ้น และตามหารากของศิลปะไทยมากขึ้นกว่าเดิม” 

ใครสนใจชมนิทรรศการล่าสุดของ Palette Artspace แวะไปได้ที่พื้นที่ทางกายภาพ ติดทางออก 3 BTS ทองหล่อ เปิดตั้งแต่ 11.00 – 18.00 น. (นัดล่วงหน้าได้ที่ โทรศัพท์ : 06 1417 4000 ) หรือเข้าชมในโลกเสมือนที่นี่

รายละเอียดเพิ่มเติม www.palettebkk.com

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load