ท็อป จ่างตระกูล

เราพิมพ์ชื่อนี้ในช่องค้นหาของ Google 

About 493,000 results 

กูเกิลบอกจำนวนผลลัพธ์ 

…และบอกเรื่องราวของเขา

ท็อปในวัยเลข 2 จบการศึกษาปริญญาตรีสาขาประติมากรรม จาก University of San Francisco และปริญญาโทสาขา Video Performance จาก San Francisco Art Institute

ท็อปในวัยเลข 3 เป็น New Yorker คนไทยรุ่นใหม่ยุคแรกที่คนจับตามอง เขาโลดแล่นในวงการศิลปะในสหรัฐอเมริกา เป็นคนอีกเจนที่สร้างกระแสของคนที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ สร้างความเคลื่อนไหวและงานนอกกรอบให้ผู้ชมตื่นเต้น ตกใจ ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มีผลงานแสดงในต่างประเทศ ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม และ Installation Art โดยเฉพาะผลงานสไตล์ Conceptual Art ที่มีเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว 

ท็อปในวัยเลข 4 กลับมาอยู่เมืองไทย หลังจากใช้ชีวิตในแวดวงศิลปะสหรัฐอเมริกามานานกว่า 30 ปี เริ่มปักหมุดหมายแรกเรื่องศิลปะในบ้านเกิดด้วยการทำรายการสัมภาษณ์ศิลปิน Art Scene TV ในช่อง YouTube ก่อนจะผันตัวมาเป็นหนึ่งในผู้บริหาร Farmgroup – Creative & Design Consultancy ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างแบรนด์ให้บริษัทชั้นนำหลายแห่ง หรือผลงานที่คุ้นหูกว่านั้น คือเป็นคลื่นใต้น้ำเบื้องหลัง Hotel Art Fair งานโชว์ศิลปะในโรงแรมที่เปลี่ยนห้องพักให้เป็นแกลเลอรี่ ช่วยดันให้ศิลปินคลื่นลูกใหม่หลายต่อหลายคนได้แจ้งเกิดและต่อให้เหล่าอาร์ตแกลเลอรี่ได้ไปถึงยอดคลื่น

ท็อปในวัยเลข 5 ลาออกจากการเป็นผู้บริหาร กลับมาอยู่บ้าน ออกกำลังกาย ดูแลลูกสาว เลี้ยงหมา 1 ตัวชื่อดู๊ด เลี้ยงปลาทอง 1 ตัวชื่อทอง และตื่นมาวาดภาพในสตูดิโอหลังเล็กในรั้วบ้านทุกเช้า ภาพที่เขาบอกว่า ใช้ความคิดล้วนๆ ไม่มีเบสิกปน ภาพที่ไม่ต่างจากภาพวาดสมัยเด็ก แค่ขยายใหญ่ขึ้น 10 เท่า แต่จุประสบการณ์ทั้งชีวิต

เหมือนกูเกิลจะยังบอกเราไม่หมด 

แต่ไม่เป็นไร ให้ภาพมันเล่าเรื่อง

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

งานศิลปะที่คุณทำตอนนี้เรียกว่าสไตล์อะไร

สไตล์นี้ฝรั่งจะเรียกว่า Naïve Art ตอนอยู่ซานฟรานซิสโกเราเคยไปสอนหนังสือเด็กพิเศษ เขาไม่ได้เรียนอาร์ต แต่เขาชอบศิลปะ ภาษาอังกฤษเรียกศิลปะแบบนี้ว่า Outsider Art ซึ่งโยงกับสิ่งที่เราชอบ เป็นแพสชันจริงๆ เพราะลายเส้นของเขาไม่เหมือนชาวบ้าน เหมือนเด็กวาดรูป มันจะมีอะไรที่ใสๆ และตรงไปตรงมา เราก็เลยมีจุดนั้นเป็นแรงบันดาลใจทำชุดนี้ที่เราวาด จริงๆ มันไม่มีอะไรมากเลย แค่วาดรูปเล่นเหมือนตอนเด็กๆ ขยายให้มันใหญ่ขึ้นมาสิบเท่า ใช้สีเทียน แล้วก็พาไอ้ตัวนี้เที่ยวไปเรื่อยๆ

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ทำไมคุณถึงไม่เลือกวาดภาพเหมือน ฯลฯ

ตอนนี้ศิลปินไทยฝีมือดีมากนะ วาดภาพเหมือนเกือบจะ 6D แล้วอะ (หัวเราะ) จะชัดไปไหน เราก็แบบไปสายนั้นนี่กูตายแน่ๆ สาย Abstract กูยิ่งตาย เพราะมีตัวพ่อ ตัวแม่ เยอะมาก ทั้งพี่สมบูรณ์ (สมบูรณ์ หอมเทียนทอง) พี่สมยศ (สมยศ หาญอนันทสุข) เดี๋ยวนี้คนก็ลุกขึ้นมาทำ Abstract เพราะมันใช้คำอธิบายเดียวไง What you see is what you feel. อ้าว มันก็พูดไปได้เรื่อยๆ ไง คนดูก็ซื้อ เราเลยคิดว่ามาแนวนี้ดีกว่า 

อะไรคือแรงผลักดันให้วาดภาพพวกนี้ออกมา

เราพยายามคิดและวิเคราะห์ ส่วนมากงานอาร์ตแรงผลักดันได้มาจากวัยเด็กเยอะมากเลย อาจเป็นหนัง Sci-fi ที่ดู ไอ้ตู้ๆ พวกนี้มันมาจากตู้ปลา ไม่มีอะไรหรอก มันเหมือนตู้ปลาในห้องเรา งูนี่ก็เราวาดทีเร็กซ์ไม่เป็นไง (หัวเราะ) จะวาดตัวอะไรที่ดูมีความ Primitive หน่อย มีความน่ากลัวหน่อย มีเส้น มี Curve งูก็วาดง่าย 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ส่วนรูปนี้เราทำตอนมีไฟป่าที่เชียงใหม่ และมีอยู่รูปหนึ่งที่เราทำไว้ตอนพะยูนตาย เราดูในอินเทอร์เน็ต ล่าสุดมีปลาโลมาที่ตายที่ญี่ปุ่น มันก็น่าเศร้า หรือมีเสือตัวหนึ่งเดินวนเป็นวงกลมในสวนสัตว์แล้วมันก็ตายเพราะมันเครียด เราคิดว่าข่าวพวกนี้มันก็กลับเข้ามาในรูป 

เรื่องไฟป่า การสูญพันธุ์ของสัตว์ เป็นงานของศิลปินเหรอ

มันก็จะมีวอยซ์เล็กๆ ไอ้วาดรูปมันไม่เท่าไหร่หรอก แต่เราต้องคิดว่าไอ้สามแผ่นนี้มีเมสเสจอะไรในแต่ละตอน อย่างนิทรรศการล่าสุดที่ชื่อว่า Other Worldly มันก็คือโลกอีกโลกหนึ่ง โลกในจิตนาการของเรา ว่าคนพวกนี้ไปทำอะไร เป็นตอนๆ มีรูปตอนหนึ่งที่นักบินอวกาศมาที่ดาวดวงนี้ ทำการทดลองกับสัตว์ต่างๆ เล่าให้ง่ายที่สุดคือมันก็เหมือนตอนเราเด็กๆ แล้ววาดรูปเล่น มันก็จะมีพระเอกกับผู้ร้าย มันก็เหมือนกัน แค่เราทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ขึ้น หน้าที่ของศิลปินคือ Make a big deal out of nothing. ซึ่งพวกเราแม่งเก่งเรื่องนี้อยู่แล้ว 

เราคิดว่าศิลปินทุกคนมีวอยซ์ เขาอยากจะบอกเล่าเรื่องราวของเขา เมื่อวานเราดูคลิปของ Art Basel ที่มีกรกฤต (กรกฤต อรุณานนท์ชัย) เขาบอกว่า Every artist is a story teller. ซึ่งมันก็ถูก เราอยากจะบอกเล่าเรื่องของเรา 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ถ้าให้บอก งานศิลปะของ ท็อป จ่างตระกูล ยุคนี้ต้องเป็นยังไง

เป็นแนวเด็กผู้ชาย Perspective หลุด เรามีปัญหาเรื่องวาดนิ้วไม่ค่อยได้ คนของเราต้องใส่รองเท้าทุกคน เพราะเราวาดนิ้วไม่เป็น (หัวเราะ) ใส่ถุงมือปิดไว้หมด หูเหอปิดไว้หมด แต่เราไม่บอก เพราะเราถือว่านี่เป็นคอนเซปต์ อย่ามาฝันว่าจะเขียน Light and Shadow ชาติหน้าตอนบ่ายๆ เหอะ เราก็แม่งปิดให้หมด 

และต้องเป็นไซส์นี้เท่านั้น เพราะเราอยากให้ภาพเราดูใหญ่เหมือนดูทีวีจอยักษ์ที่บ้าน เราไม่อยากวาดเล็กๆ ตาเราไม่ค่อยดี มันอิมแพคดีและชัดดี และเราต้องวาดบนกระดาษสีน้ำตาล เพราะมันเหมือนตอนเราเรียนหนังสือ แคนวาสมันดูเป็นเรื่องเป็นราวมากสำหรับเรา แต่สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นหลังเปิดเมืองคือเราจะไปเรียน Art Class เพิ่ม เพราะมันคงถึงเวลาแล้วว่ะท็อป (หัวเราะ)

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ
ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ถ้าเรียนแล้ว…

น่าจะวาดเท้าได้ เพราะตอนนี้ต้องปิดหมดเลย 

เมสเสจของงานคุณคืออะไร

เราไม่ได้บอกใครนะ เราบอกตัวเองมากกว่า ว่าคนเรามี Second Life ได้ เปลี่ยนตัวเองไปตลอดเวลาได้ ไม่จำเป็นต้องมี Label ให้ตัวเอง และอยากบอกว่ามันไม่มีผิดไม่มีถูก แต่ทุกอย่างจะมีผลที่ตามมา เราก็ต้องยอมรับมัน ถ้าเจตนาของเราไม่ได้ทำร้ายใคร มันก็น่าจะโอเค แต่ยังไงเราก็ป้วนเปี้ยนกับวงการศิลปะอยู่แล้ว คงไม่ได้ทำอย่างอื่น 

ตอนแรกเราชอบวาดรูปพวกนี้เพราะมันห่วยดี มันดูอินโนเซนส์ ดูตรงไปตรงมา ไม่มีข้อแม้ ไม่มีอะไรมาก เป็นตัวของตัวเองดี พอวาดมาสักพักเราก็คิดว่าถึงเวลาแล้วนะที่ยูต้อง Step up และ Deliver ถึงต้องไปเรียนเพิ่มเพื่อสร้างมิติให้มันได้อีก

ใช้เวลาวาดชุดนี้นานแค่ไหน

อันนี้เป็นงานที่วาดตอนกลับมาอยู่บ้านหลังออกจาก Farmgroup เราวาดทุกวันเลย ไม่ได้ทำอย่างอื่น ห้าสิบรูปใช้เวลาสี่ห้าเดือน เราตื่นตีห้ามาทำถึงสี่ทุ่ม ทำทุกวัน หนึ่งรูปสี่ห้าวันก็เสร็จ เสร็จแล้วก็วาดต่อๆ วาดจนหลังจะโก่ง 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

คุณจริงจังกับการลาออกมาเป็นศิลปินมากนะ

ใช่ เมื่อก่อนอ้วนกว่านี้ ตอนนี้ผอมลง เล่นกล้ามท้อง กลับมาฟิตดูแลตัวเองเพื่อให้มีแรงที่จะวาดรูป

การกลับมาอยู่บ้านเป็นศิลปินแบบ 24/7 คุณทำอะไรบ้าง

เราใช้เวลาของเราใหม่ หนึ่งคือ ทำอะไรให้มัน Productive สองคือ เรื่องรายได้ ทำยังไงจะสร้างเงินได้ 

พอออกจากงานก็มีเวลา ตื่นเช้ามาเราจะดื่มกาแฟก่อน พอเสร็จก็อ่านหนังสือ มันใกล้เคียงเวลาออฟฟิศมาก อ่านหนังสือชั่วโมงหนึ่ง เล่นหมากรุกสักสองสามเกม แล้วก็ไปว่ายน้ำนิดหน่อย พยายามทำให้เป็นรูทีน แล้วเข้ามาในสตูดิโอ เราจะเข้ามาที่นี่ทุกวัน มีไอเดียหรือไม่มีไอเดียก็จะเข้ามา พยายามใช้เวลากับมัน สเก็ตช์ที่นี่บ้าง ในบ้านบ้าง ถ้าไม่มีไอเดียก็ไปรอรับลูก หรืออ่านหนังสือไปเรื่อยๆ เรารู้ว่าเราเป็นคนใจร้อน พอออกจากงานแล้วเจอช่วงโควิดมันก็เหมือนทำให้เราได้พอส พอไม่มีงานก็ทำให้ปรับตัวกับวิถีชีวิตได้

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

การทำงานศิลปะของคุณจึงเบลนด์อยู่ในชีวิตประจำวัน

ใช่ เราคิดว่าปีหนึ่งอยากจะทำโปรเจกต์ใหญ่โปรเจกต์เดียว แล้วก็มีเงินเลี้ยงตัวเองไปทั้งปี เพราะเราไม่ได้ใช้ชีวิตฟู่ฟ่าอยู่แล้ว แล้วใช้เวลาที่เหลือทำอะไร Explore ของเราไป ไปทำกิจกรรม ไปคุยกับคนที่เราชอบ

การอ่านหนังสือเลยเป็น Input ในการทำงานศิลปะแบบหนึ่ง

เราเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ส่วนมากเราชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับชีวิตคน ไม่ใช่บุคคลสำคัญแบบ Elizabeth Taylor, George Washington นะ แต่เป็นหนังสือเรื่องคนที่อยู่ในค่ายกักกัน สั่งมาจากอเมซอน หนังสือสมัยใหม่มันไม่เหมือนสมัยก่อน สมัยก่อนมันจะหนามาก ใช้เวลายี่สิบปีกว่าจะอ่านจบ (หัวเราะ) พอเราได้อ่านพวกนี้เยอะๆ ก็ทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตคนอื่นภายในสองอาทิตย์ แล้วเราก็จะมีไอเดีย แล้วก็ชอบอ่านหนังสือเรื่องคนที่ติดอยู่ในเกาหลีเหนือ เพราะชีวิตเขาลำบาก เราเลยได้เห็นมุมมองที่ทำให้เรามีทัศนคติเปลี่ยนไป 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

เหมือนชีวิตธรรมดาไม่น่าสนใจ 

ใช่ ใช่มาก เพราะชีวิตธรรมดาในกรุงเทพฯ มันน่าเบื่อมาก อยู่ที่เมืองไทยมันน่าเบื่อในหลายๆ มิติ หลายๆ อย่างมันไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ยี่สิบปีที่แล้วที่เรากลับมาจากเมืองนอกมันก็ยังเหมือนเดิม เหมือนนั่งเครื่องบินไม่ลงสักที แม่งอึ้งอะ มันเป็นบรรยากาศที่อึ้งมาก ไม่ค่อยเห็นอะไรใหม่ๆ เราไม่ได้เปรียบเทียบนะ เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆ เขาก็เดินทางกันเยอะมาก ไม่ใช่แค่เราคนเดียว 

เวลาเราเดินทางไปประเทศที่ชอบ เฮ้ย ปีนี้มันเปลี่ยนไปว่ะ แต่เมืองไทยเปลี่ยนแค่ช้อปปิ้งมอลล์อย่างเดียว อย่างอื่นมันไม่ได้เปลี่ยน ยกตัวอย่างนะ รถไฟฟ้าความเร็วสูงควรจะเป็นเรื่องปกติเหมือน ATM น้ำสะอาด Free Education ควรจะมีเหมือน ATM มันควรจะมีสแตนดาร์ดพวกนี้ได้แล้วทุกที่ เพราะเมื่อเรามีสแตนดาร์ดที่ดูแลเรา คนที่เป็นครีเอทีฟจะได้เอาเวลาไปคิดเรื่องอื่นเพื่อทำให้โลกมันดีขึ้น 

แต่เราก็เชื่อว่าเรื่องศิลปะในเมืองไทยยังไปไกลไม่ได้ เพราะคนยังหิวอยู่เลยไง อันนี้มันเป็น The Norm อย่างหนังสือเกาหลีเหนือที่เราอ่าน ลูกกับแม่ทะเลาะกันเรื่องอาหารอะ แม่ทำอาหารไว้ให้ลูก ลูกหิวมาก กินอาหารของแม่ที่แม่เก็บไว้ในตู้ แม่กลับมาจากโรงงานไม่มีข้าวกิน เพราะลูกกินไป เนี่ย คนยังหิวอยู่อะ มันก็ไม่มีเวลาจะไปคิดเรื่อง Creativity 

คุณบอกว่าพื้นฐานบ้านเมืองเราไม่เอื้อต่อการเป็นศิลปิน แต่คุณกลับหันมาเป็นศิลปินเต็มตัว

เราเป็นศิลปิน ก็คงต้องทำ Side Project ด้วย เราไม่ได้บอกว่างานออฟฟิศไม่ดีนะ งานออฟฟิศเป็นงานที่ดีและมั่นคง แต่พอสักพักเราอยากจะมีเวลาที่ไม่ต้องอยู่หน้าคอมฯ Pretend that you have to work. แล้วก็ไป On schedule เราก็เลยอยากออกมา แล้วลองดูสิว่ามันจะดันเราไปได้แค่ไหน ถ้าเกิดมันขายไม่ได้ก็คงเศร้าๆ หงอยๆ งานยังเต็มห้องอยู่เลยเนี่ย (หัวเราะ) 

แต่ด้วยความที่เราอยู่ในวงการนี้มาสักพัก แม้เราจะหายไปทำงานบริษัทดีไซน์ แต่เราก็ยังมีเพื่อนอยู่ มันก็ไม่ได้แห้งเหมือนเดิม เราเริ่มรู้จักคนแล้ว งานมันก็ไปต่อได้ ไม่เหมือนยี่สิบปีที่แล้วมันลำบากมากถ้าเป็นศิลปินแล้วไม่รู้จักใคร มันไม่มีช่องทางอะ พอคราวนี้ก็เริ่มโอเค เริ่มมีคนที่เขา Afford ได้ เขาก็ซื้องานไปแต่งบ้าน อย่างที่เราทำ Art Fair เราก็รู้จักแกลเลอรี่ แกลเลอรี่ก็แนะนำให้เราไปต่อ

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

เสียงตอบรับของงานชุดล่าสุดเป็นยังไงบ้าง

ฟีดแบ็กดีนะ เราห่างวงการศิลปะไปนาน คนยังงงว่าพี่ท็อปทำอะไร อาจต้องย้ำหน่อย เขาจะได้มั่นใจมากขึ้น กลับไปเรียนวาดมือวาดเท้า (หัวเราะ) พอวาด Perspective ได้มันจะไปไกล นี่ยังเหมือนอียิปต์โบราณ เราก็ เออ ใช่ๆ ไถไป อันนี้เป็นสิ่งที่กูแต่งขึ้นไง ไม่ใช่ข้อแก้ตัว แต่เราใช้ Weakness เป็น Strength ก็ไม่ได้อยากจะวาดเหมือนอียิปต์หรอก ถึงบอกว่าออกจากงานก็ดีแล้ว จะได้มีเวลาไปเรียน เราคงจะไปเรียนตั้งแต่เบสิกใหม่กับติวเตอร์ที่ติวเด็กเข้ามหา’ลัย น่าจะดีสำหรับเราด้วยซ้ำไป ได้ใช้เวลาวาดรูป Light and Shadow ป้วนเปี้ยนกับดินสอเทียนที่ซื้อมาเต็มบ้าน ไม่งั้นขาก็จะไม่เท่ากันสักที และแขนจะเป็นยังงั้นตลอดเวลา

แล้วเราอยากทำเพื่อเสนอมุมมองหนึ่งที่ว่า Passion is not enough. บางทีแพสชันไม่พอ แต่มันต้องมีสกิลล์ด้วย โอเค แพสชัน สกิลล์ เราก็มีในระดับหนึ่ง แพสชันมันลงตัวพอดี เป็นเรื่องราวการวาดรูปตอนเด็กๆ ถ้าจะให้ไปไกลกว่านี้ โอเค มันมีคอนเซปต์ มีไอเดีย แต่มันก็ต้องสกิลล์ด้วยไง ซึ่งอาจจะไม่ต้องวาดถูกต้องมาก แต่ถ้าออปชันแขนมันทำได้เยอะ ให้มันไปหยิบอะไรได้บ้าง นี่มันวางแปะอย่างเดียว (หัวเราะ) บางทีเราอยากให้มันไปจับปืน อยากให้มันล้วง ซึ่ง โอเค ซีรีส์แรกมันดูสนุก แต่ซีรีส์สองเราก็อยากให้มันมีแอคชันขึ้น แต่ก็จะยังใช้สีเทียน เพราะว่าไม่อยากให้สกิลล์ของเราลิมิตจินตนาการ

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ
ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

สำหรับคุณ ความเป็นศิลปินคืออะไร

ถ้าเกิดดูจากภาพใหญ่มันอาจเป็นแค่การใช้เวลามากกว่า ความจริงเราอาจจะไม่ได้อยากออกจากงานก็ได้ มันมึนอะ ความจริงมันอาจจะไม่มีวิกฤตอะไรเลย ทุกอย่างที่เราคิดมันอาจ Just make believe 

เราก็จะอินๆ กับหนังสือที่เราอ่าน ก่อนหน้านี้เราอ่านเรื่อง Big Magic ยิ่งไปกันใหญ่เลย มันพูดว่าศิลปินหลายคนชอบคิดว่า Creativity หรือช่วงไฮไลต์ของตัวเองหายไปแล้ว เพราะต้องไปทำงาน เข้าออฟฟิศ มีลูก มันก็เลยบอกว่าลองกลับเข้ามาในสตูดิโอมั้ย ลองใช้เวลากับมันวันละสองสามชั่วโมง สิ่งพวกนี้ที่เธอคิดว่ามันหายไป มันอยู่ในตัวของเธอ ก็ค่อยๆ เอาออกมา 

เราอ่านแล้วก็ เออ เดี๋ยวกูจะลองทำแบบที่มึงพูดซิ เราก็ตื่นมาตั้งแต่ตีห้า แต่ก่อนจะมาวาดรูปนี้เราไปวาดรูปอื่นที่มันห่วยมาก ซึ่งก็โอเค มันก็เป็น Part of the process เพราะมึงไม่ได้วาดมาตั้งนาน มันยังไม่ลิงก์อะ เราวาดมาสักเดือนสองเดือนก็กลายมาเป็นรูปนี้ รูปนี้จะเหมือนรูปที่เราวาดตอนเด็กๆ แค่ขยายใหญ่ขึ้นและใช้สีเทียน เราไม่ชอบใช้พู่กันกับสีที่ต้องเดินไปก๊อกน้ำ ผสมสีแม่งเหนื่อยอะ หาพู่กันก็งงแล้ว (หัวเราะ) เราก็เลยใช้สีเทียน วาดเยอะมาก พอมาเป็นสไตล์นี้ก็ เออ แฮปปี้ดีนะ 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ
ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

คุณเรียกตัวเองว่าเป็นศิลปินมั้ย

ก็มีช่วงสงสัยเหมือนกันนะ อย่างช่วงที่วาดงานเยอะๆ แล้วมันยังขายไม่ได้ ก็คิดว่า แม่ง มาผิดทางเปล่าวะ ไม่น่าออกจากงานเลย 

แต่เรามีอีกมุมหนึ่งคือ Every decision in life is either right or wrong. มันแค่มีผลลัพธ์ตามมาเท่านั้นเอง พอคิดแบบนั้น เราก็พอจะหายใจได้มากขึ้น เพราะไม่อย่างนั้นเราจะจมกับคำว่า Regret เราก็เลยคิดว่าก็เป็นตอนใหม่ของชีวิต เมื่อก่อนยูก็เป็น Nobody อยู่แล้วนี่ ยังนั่งขายเสื้อยืดอยู่เลย ไม่ได้รู้จักใคร เราก็ทำ Art Scene TV ของเราไป ตอนทำงาน Framgroup ก็ได้ประสบการณ์ ตอนนี้เราเลยอยากเปลี่ยนให้ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิตบ้าง ถ้าทำงานไปก็ดี แต่คงอยู่ไปเรื่อยๆ 

ไหนๆ ก็ลาออกจากงานประจำแล้ว นอกจากวาดภาพ เรียนศิลปะเพิ่ม คุณอยากทำอะไรอีก

เราอยากทำโปรเจกต์เกี่ยวกับอาร์ต ไม่ได้บอกว่าอยากทำอะไรเพื่อสังคมนะ แต่เราชอบมูลนิธิ ณ กิตติคุณ (มูลนิธิที่ค้นคว้าหาวิธีการพัฒนาบุคคลพิเศษ และฟื้นฟูใจเด็กป่วยเรื้อรังด้วยดนตรีและศิลปะ) ที่สร้าง Outsider Art ของไทย เป็นตลาดที่ใหม่มาก ไม่เคยมีมาก่อน ที่ Creativity Explore ซานฟรานซิสโก ซึ่งเราเคยไปทำงาน หรือที่โอ๊กแลนด์ก็มีเหมือนกันคือ Creative Growth เป็นศูนย์ให้คนพิการ โฮมเลส มาทำงานศิลปะ ซึ่งงานพวกนี้เป็น One of a kind เราคิดว่างานที่ยังเพียวร์อยู่คืองานของ Outsider 

อย่าง ณ กิตติคุณ ถ้าเมืองไทยมีศูนย์แบบนั้นก็จะดีมาก ยกตัวอย่างเช่นคนที่วาดรูปใต้สะพาน คุณเสมอ เพื่อนเราพยายามหาตัวแกเพื่อทำสารคดี ก็หาไม่เจอ คนนั้นน่ะ รูปที่เขาวาดเป็นรูปที่เราพยายามวาดสิบปี พันปี ก็วาดได้ไม่เหมือนเขา

เราไม่รู้ว่าคนอื่นดูยังไง แต่พอศิลปินมาดู คือลายเส้น Composition การวางรูป ตำแหน่ง Proportion มันได้หมด แล้วก็จะมีคำที่ดูไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่มันเหมือนเป็น Hidden Language เราว่ามันมีค่ามาก ไม่ได้เปรียบว่าเขาเป็น Banksy เมืองไทยนะ แต่ก็กึ่งๆ อะ ซึ่งสร้างมูลค่าได้หากจัดสรรให้ถูก เพราะงานเขามันเป็น Site-specific Installation ถ้าเกิดเรามีคนแบบนี้ในศูนย์ของเราหลายๆ คน เราคิดว่าจะดี มันคล้ายๆ เป็น Learning Center ที่เราอยู่ซานฟรานซิสโกหกปี ศิลปินทำงานสักพักมันก็จะตันๆ พอมาอยู่กับคนเหล่านี้จะมีไอเดียขึ้นมาทันที เพราะพวกเขาไม่คิดมาก

มีเงื่อนไขในการสร้างบรรยากาศการทำงานมั้ย

หนังสือ Big Magic บอกเรื่องวิธีเรียก Creativity ว่าถ้าเกิดยูเข้าสตูดิโอแบบยังไม่ได้อาบน้ำ ไม่ได้แปรงฟัน ตัวเหม็นๆ เข้ามา Creativity มันก็ไม่มา ถ้าเราเข้าสตูดิโอแบบได้อาบน้ำหน่อย โกนหนวด ทาน้ำหอม ไอเดียมันก็เริ่มจะมา นั่นอาจจะเป็นเทคนิคที่จะช่วยเรียก Creativity 

เหมือนแต่งตัวมาทำงาน

Creativity คล้ายเป็น Magical force ไม่รู้มาจากที่ไหนอะ เพราะฉะนั้น เราต้อง Dress up to attract it หนังสือเล่มนี้มันทลายขอบเขตของศิลปินเยอะมาก

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ทำไมตู้ปลาต้องอยู่ในสตูดิโอ ไม่แต่งด้วย นี่มันงานศิลปะชัดๆ

เราชอบดูตู้ปลามาก เลยอยากจะมี ก่อนหน้านี้เลี้ยงปลาทองตัวใหญ่หลายตัว แต่มันก็ตายหมด ตอนหลังเราเลยเลี้ยงแค่ตัวเดียว ตั้งชื่อว่า ทอง แล้วตัวนี้มันทนมาก สามปีแล้วนะ ซึ่งเราว่ามันแฮปปี้ที่อยู่ตัวเดียว เราก็ดูแลมันเป็นพิเศษหน่อย เปลี่ยนน้ำบ่อยหน่อย อยู่ชิลล์ๆ ที่โล่งๆ ไม่ต้องมีอะไรเยอะ เราจะนั่งวาดรูปอยู่ตรงนี้ ถ้าไอ้ดู๊ด (หมา) มามันก็จะป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ช่วงชีวิตตอนนี้ของ ท็อป จ่างตระกูล เป็นยังไง

เป็นช่วงเวลาที่เราชอบความนิ่งเงียบของเรามาก ไม่ต้องพีกมากก็ได้ ขอให้ทำเรื่อยๆ อยู่ที่เราพอใจแค่ไหน เป็นสิ่งที่ดีที่สุด

จะรู้ได้ยังไงว่าแค่ไหนถึงพอใจ

อยู่ที่ Attitude พูดตรงๆ เลยนะ ตอนนี้เราอยากทำอะไรที่ตัวเองอยากจะทำ ใช้ทัศนคติหรือความสุขของเราเป็นตัวตัดสินว่าสิ่งที่เราทำไปตอนนี้เราแฮปปี้ พอใจ กับมันรึเปล่า แล้วก็สิ่งที่อยากจะขายมากที่สุดคือ Personality และ Charisma คาแรกเตอร์ของตัวเอง เวลาทำงานเราก็ต้องขายตัวอีกแบบหนึ่ง พูดกับเขาอีกแบบหนึ่ง แต่ตอนนี้เราอยากจะเป็นศิลปินในสไตล์ของเรา และเริ่มทำงานแบบที่เราชอบ

เริ่มคิดแบบนี้ตอนไหน

ปีที่แล้ว เราทำงานที่ Farmgroup มาเจ็ดแปดปี เราคิดว่า โอเค มันไม่ได้เกี่ยวที่อายุห้าสิบนะ เราไม่ได้คิดถึงตรงนั้น พอถึงช่วงที่มันอิ่มแล้วมันก็อยากจะทำอะไรอีกอย่างเปล่าวะ อยากจะลองทำอย่างอื่นมั้ย ถ้าอยากจะลอง ก็ออกมาสิ สิ่งแรกที่อยากจะทำคือ อาร์ตของเรามันยังไม่สุด เราก็อยากจะดันอีกทีหนึ่ง พอมาวาด เออ ยังไม่สุดจริงๆ (หัวเราะ) แต่มันก็ได้ความเก๋อีกแบบหนึ่งนะ มันก็เป็นเสน่ห์ของมัน เราไม่เถียง แต่ก็จะทำมันให้สวย 

ถ้างานขายไม่ได้จะยังพอใจอยู่มั้ย

คงพอใจน้อยลง แต่เราคิดว่างานขายได้ ไม่ได้ ในฐานะคนทำงานศิลปะ เราต้องถามตัวเองว่าเราทำดีแล้วรึยัง ตอนนี้เราว่าเราทำดีแล้วในสิ่งที่เรามี แต่ถามว่าดีกว่านี้ได้รึเปล่า ดีกว่านี้มันได้อยู่แล้ว แต่มันก็ต้องมีคนมาพัฒนาเรา คล้ายๆ ว่าเปลี่ยนไมโครชิป เราจะได้ทำอะไรได้มากขึ้น เราวาดรูปเป็นสองแบบ ไม่วาด Theories Drawing ก็ Helmet People ซึ่งรูปนี้ความพิเศษของมันคือ เวลาเราเห็นเด็กปอสามปอสี่วาดรูป เธอก็ไม่เคยไปวิจารณ์เขาอยู่แล้วว่านิ้วไม่ครบนะ คอยาวไปนะ 

เราก็ใช้กฎเดียวกัน คือสกิลล์ฉันแปดขวบอะ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร สกิลล์แปดขวบแล้วผิดหรอ เธอจะหวังว่าเด็กแปดขวบจะวาดเหมือนราฟาเอล มันทำไม่ได้อยู่แล้ว เราว่าสกิลล์สิบสามขวบแล้วกัน เราไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย เหมือนโดนแช่แข็ง แต่สิ่งที่พัฒนาคือประสบการณ์ชีวิต การเล่าเรื่องราวที่มันซ่อนอยู่ 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ
ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

งานชุดนี้สร้างแรงกระเพื่อมอะไร

ให้คนหันมามองว่าศิลปะไม่ใช่เรื่องยาก เพราะ Creativity is your right. มันเป็นสิทธิของเธอที่เธออยากครีเอต เราไม่อยากให้คนต้องมาคิดมากว่าทำงานศิลปะมันต้องยากมาก ฉันต้องวาดรูปเหมือนเป็น ทำนู่นทำนี่เป็น แต่ถ้าเป็นก็ดี (หัวเราะ)

ชีวิตท็อปก่อนเป็น ท็อป จ่างตระกูล อย่างทุกวันนี้

เราเป็นคนที่ห่วยมากเลย ห่วยที่สุด ไปเรียนอาร์ตเมืองนอกก็ไม่สนใจ Figure Drawing, Still Life ไอ้เรื่องภาพ โรงเรียนมีให้เลือกว่าจะเรียน Conceptual หรือเรียนพื้นฐานการวาดภาพ เราก็รีบๆ ทำเบสิกให้เสร็จ เพราะชอบจินตนาการ ชอบไปโม้มากกว่า Conceptual มันสนุกอะ ไม่ต้องทำงาน มึงแค่ไปโกหกเขาว่าทำไมเอาอันนี้มา แล้วงาน Conceptual ลึกๆ ยิ่งมาจากเมืองไทยยิ่ง Exotic ยิ่งหลอกฝรั่งได้ เครื่องทุกอย่างที่เราวาดเป็นแบบโดราเอมอนเลย เครื่องมือติดต่อชาติที่แล้ว ฝรั่งแม่งไม่เคยเห็นแน่ๆ Past Life Machine นี่มึงอึ้ง 

คุณบอกว่าที่โรงเรียนนี้สอน Visual Art และตดก็เป็นงานศิลปะได้

ใช่ นั่งคุยสองชั่วโมงหน้ามืดเลย เป็นโรงเรียนที่คล้ายเป็นห้องแล็บ แล้วครูไม่สอน เหมือนไม่ค่อยได้เรียนด้วยซ้ำไป ไปทำอะไรก็ได้ เพราะ It depends on you. แล้วก็ห้ามทำอะไรที่มันอยู่ในหนังสือ มันเลยบังคับให้เราคิดอะไรใหม่ๆ 

รู้สึกว่าโรงเรียนจะปิดตัวปีนี้ หลายคนก็เสียดาย

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ
ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

แล้วตอนนั้นคุณเรียนอะไร

Video Performance คล้ายๆ Prank มันเป็นไปได้หมด เขาคิดกันแบบนั้นที่โรงเรียนเรา วันๆ หนึ่งก็จะประสาทแดก คิดอะไรแบบนี้ทุกวัน (หัวเราะ) แต่เขาวัดไอเดียด้วยเกณฑ์ว่างานมันไปต่อได้แค่ไหน เป็นซีรีส์ได้แค่ไหน ถ้าคนคนหนึ่งทำแบล็กเมลมาแล้ว What’s the next piece? ถ้าไม่มี แสดงว่างานชิ้นนั้นมันไปต่อไม่ได้ ถ้ามันตัน แสดงว่าไม่ใช่ 

ทำไมถึงเลือกเรียนสิ่งนี้ล่ะ

ตอนนั้นอยู่ University of San Francisco เรียน Business เป็นเมเจอร์ แล้วเรียน Sculpture เป็นไมเนอร์ไปด้วย บิสิเนสเรียนไปเพราะพ่ออยากให้เรียน แต่ก็เรียนไปไม่ผ่าน เลยต้องเรียน Sculpture พอเรียนไปเรียนมา บิสิเนสก็กลายเป็นรอง 

เรียน Sculpture ปั้นเสร็จก็ไปอธิบาย ได้เอมาง่ายกว่าไง บิสิเนสมันต้องไปนั่งเปิดตำรานู่นนี่นั่น 

ตอนนั้นช่วง 90s พ่อบอกแล้วว่าทำไมยูไม่เรียนอินเทอร์เน็ต เราก็ไม่เชื่อพ่อ ไปเรียนอาร์ต พ่อมาหาที่สตูอิโอ งงเลย เดี๋ยวนี้คนเขานั่งกดคอมพิวเตอร์ มึงยังทุบค้อนอยู่อีก (หัวเราะ) พ่อโมโหมาก พ่อบอกว่า รู้งี้พ่อส่งยูไปเรียนละครใบ้ไม่ดีกว่าหรอ แต่เขาก็แฟร์ Whatever เรื่องของยู พ่อก็พูดถูกนะ เพราะเขาเป็น Business Man คือเราก็พยายามเรียนอินเทอร์เน็ตนะ แต่พื้นฐานเลขเรามันห่วย เรียนโค้ดแล้วมันงงอะ คืออะไร

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ
ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ตอนเด็กฝันอยากเป็นศิลปินรึเปล่า

ตอนเด็กเราอยากเป็นสถาปนิก เราคิดหลายครั้งว่าส่วนมากเด็กผู้ชายที่อยากเป็นศิลปิน เราว่าเขาชอบสถาปนิก เพราะมันเป็นอะไรที่จับต้องได้ มันเป็นอาคาร มี Light and Shadow มันดูสวย อาคิเท็กของเราก็เลยกลายมาเป็นรูป Structure พวกนั้น 

ตอนเด็กเราต่อเลโก้ วาดรูป เยอะอะ เพราะมันไม่มีอะไรทำ มันทำให้เรากระวนกระวายต้องหาอะไรทำ ขนาดเขียน ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก ยังโดนครูด่าทุกวันเลย ลายมือไม่เหมือนกันสักวัน เพราะอยากจะทดลอง เมื่อก่อนเราควรจะเป็นคนเก่งเลขมากกว่านี้ แต่เลขมันดันไปเร็วมาก เรายังสนุกไม่พอมันก็ไปแล้ว ยิ่งเจอโจทย์ว่ารถไฟออกจากกรุงเทพฯ แปดโมง ใช้เวลาหกชั่วโมง ถึงเชียงใหม่กี่โมง เราก็แบบ ไม่มีตารางเวลาหรอวะ แม่ง ตอนนั้นเราคิดว่าทำไมมึงต้องคิดวะ มันต้องมีตารางเวลาสิ เราเลยไม่ชอบเลข ก็เลยมาทางศิลปะ

ถ้าย้อนกลับไปตอนเด็ก วาดรูปเหมือนตอนนี้เป๊ะเลยมั้ย

คล้ายๆ นะ จำได้แม่นเลยตอนอยู่ปอหก เราเป็นคนทำข้อสอบเร็วมาก ไม่ได้อ่านอะไรเยอะ รีบๆ ทำ แล้วจะเริ่มพลิกกระดาษวาดรูป เสร็จปุ๊บพอครูเก็บกระดาษคำตอบเราไม่อยากให้เลยอะ เสียดายรูป

แล้วผ่านมั้ย

รูปหรือข้อสอบ

ข้อสอบ

ตก (หัวเราะ) เราเป็นคนไม่คิด ยิ่ง Multiple Choice ยิ่งทำเร็ว เป็นคน Go by instinct จะเลือกชอยส์นี้เมื่อมัน Looks good, feels right.

Writer

Avatar

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

รถดับเครื่องยนต์บริเวณด้านหน้า Cimitero degli Allori สุสานเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากจุดหมายปลายทางในฟลอเรนซ์ที่กำลังมุ่งหน้า เขาเดินอ้อมตัวอาคารเก่าแก่ เลาะเลี้ยวลงเนินสู่ทางเดินที่เรียงรายไปด้วยหลุมศพของเหล่านักเขียน กวี และศิลปินเรืองนาม ครู่เดียวก็มาหยุดอยู่หน้าหลุมศพที่สลักรูปองค์พระเยซูเจ้าแล้ววางช่อดอกไม้ไว้เคียงนาม Corrado Feroci ชื่อเดิมของ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี พลางน้อมจิตบอกกล่าวกับครู ว่าวันพรุ่งนี้ศิษย์จะขอทำเต็มที่เพื่อให้ผู้คนในอิตาลีได้รับรู้ถึงเกียรติและคุณูปการที่ท่านได้สรรค์สร้างแก่ประเทศไทย

“จากกรีซผมต่อเรือเฟอร์รี่เข้ามาทางดินแดนตอนใต้ของอิตาลี ก็เป็นอันสิ้นสุดภารกิจด้วยระยะเวลาราว 1 ปี 6 เดือน หลังจากนั้นจึงนัดหมายกับ ดำรง วงศ์อุปราช เพื่อนและลูกศิษย์อีกคนหนึ่งของอาจารย์ศิลป์ ซึ่งขณะกำลังจัดแสดงงานศิลปะอยู่ที่ฝรั่งเศสมาพบกันยังฟลอเรนซ์ เราออกตระเวนนำเสนอผลงานไปตามแกลเลอรี่ต่างๆ จนกระทั่งแกลเลอรี่ Numéro ได้หยิบยื่นโอกาสให้จัดแสดงงานศิลปะในบ้านเกิดของอาจารย์สมดังความตั้งใจ”

อินสนธิ์ วงศ์สาม พักเรื่องราวชวนตื่นเต้นจากการเดินทางไกล ก่อนเผยว่าศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี คือผู้อยู่เบื้องหลังแรงบันดาลใจให้เขาออกท่องโลกด้วยสกูตเตอร์แลมเบรตต้าจากไทยสู่อิตาลี ทั้งยังเป็นบุคคลสำคัญที่จุดประกายองค์ความรู้ด้านศิลปศาสตร์ในเมืองไทยให้กว้างขวาง ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานประกอบกับการนำตำราของสถาบันแห่งนี้มาแปลเป็นฉบับภาษาไทยให้ลูกศิษย์ในมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ศึกษาและเก็บเกี่ยวแนวคิดศิลปวิทยาในยุคต่างๆ ซึ่งนับเป็นการปูรากฐานอันเข้มแข็งให้ศิลปินไทยหลายท่านที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน รวมถึงตัวเขาที่ได้รับแบบฝึกหัดอันเข้มงวดจากอาจารย์ จนทำให้สามารถพัฒนาตัวตนและผลงานด้วยจิตวิญญาณอิสระเสมอมา

อินสนธิ์ วงศ์สาม

บรรยากาศเงียบสงบในห้องบรรยายถูกทำลายด้วยเสียงปรบมือกึกก้อง ก่อนที่ทุกคนในห้องจะทยอยกันออกไปชื่นชมผลงานศิลปะร่วม 40 ชิ้น ที่เขานำมาจัดแสดงในวาระนี้ด้วยความสนใจเท่าทวีเมื่อได้ฟังเรื่องราวของมัน

ในปี 2559 สายลมฤดูร้อนพัดมาพร้อมการเดินทางมาเยือนของ Pier Luigi Tazzi ภัณฑารักษ์ชาวอิตาลี ตามนัดหมาย อินสนธิ์พาเขาเยี่ยมชมผลงานศิลปะส่วนตัวที่จัดแสดงไว้ตามเรือนโบราณรอบอุทยานธรรมะและหอศิลป์ ทันใดนั้นเขาสัมผัสได้ถึงไฟชีวิตของศิลปินบนผลงานภาพพิมพ์แกะไม้และประติมากรรมใต้ท้องทะเล จึงมีความยินดียิ่งหากอินสนธิ์จะนำผลงานชุดนี้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการเนื่องในโอกาสครบรอบ 500 ปี ของสถาบัน Accadamia di belle Arti di Firenze เพื่อเป็นเกียรติแก่ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี พร้อมเชิญชวนให้เป็นวิทยากรพิเศษในเวทีบรรยายรำลึกประสบการณ์และความคิด ผ่านสายตาลูกศิษย์ของหนึ่งในบุคคลสำคัญผู้สร้างชื่อแก่เสียงสถาบันแห่งนี้

วัยหนุ่ม

ซิมโฟนีของบีโธเฟนคลอมาตั้งแต่ต้นคาบ หรือบางวันอาจได้รื่นรมย์กับโซนาตาของโมสาร์ท เพราะก่อนเริ่มเรียนทุกชั่วโมง อาจารย์ศิลป์มักเปิดดนตรีคลาสสิกสร้างสมาธิให้กับนักศึกษา จนลูกศิษย์ลูกหาหลายคนประทับใจมาถึงทุกวันนี้ อินสนธิ์ก็เช่นกันที่กลายมาเป็นคนหลงใหลท่วงทำนองดนตรีคลาสสิก ทั้งยังเคารพชื่นชมในการเรียนการสอนของอาจารย์ท่านนี้เป็นอย่างมาก กระทั่งไม่ยอมรับในตัวอาจารย์ท่านอื่นๆ

“อาจารย์ศิลป์ท่านจะคอยชี้แนะผมทุกครั้งเวลาทำคอมโพซิชันและส่งเสริมให้ทำศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ ผมได้ความรู้จากท่านมามาก อย่างเรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์ เกร็ดความรู้เรื่องดนตรี อีกทั้งยังพาวิทยากรเก่งๆ มาให้ความรู้นักศึกษา เช่น พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตรที่มาสอนวิชาภาษาอังกฤษ คุณหญิงจินตนา ยศสุนทร สอนภาษาฝรั่งเศส หรือพระยาอนุมานราชธนสอนอ่านเขียนบทกวี ซึ่งในตอนนั้นผมไม่สนใจเรียนกับอาจารย์ท่านอื่นเลย เพราะคิดว่าสิ่งที่เขาสอนเป็นสิ่งที่เรารู้แล้ว โดยเฉพาะทักษะเชิงช่างสิบหมู่ที่เคยช่วยคุณพ่อทำมาหมด ไม่ว่าจะเป็นเขียนลายไทยศาลพระภูมิ เชื่อมเครื่องประดับ ติดสอยห้อยตามไปทำงานปิดทอง งานปูนปั้น และติดกระจกประดับลวดลายที่วัดตั้งแต่ตอนอายุ 8 ขวบ”

วีรกรรมขวางหูขวางตาที่เข้าขั้นรั้นและด่าทออาจารย์ของอินสนธิ์ ทำให้เขาเกือบโดนตัดสิทธิ์ขาดจากการเป็นนักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ทว่าด้วยทักษะฝีมือที่ไม่กระด้างกระเดื่องเหมือนพฤติกรรม อาจารย์ศิลป์จึงอนุญาตให้หยุดพักการเรียน 1 เดือน ไม่ได้ผิดหวังแต่ยังไม่หายฟุ้งซ่าน อินสนธิ์จึงเดินทางกลับบ้านมาครองชายผ้าเหลืองและจำวัดอยู่ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่ ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำวิปัสสนาและปฏิบัติตามกิจของสงฆ์ จนครบกำหนดก็ลาสิกขาแล้วกลับมาเข้าชั้นเรียน

“พอกลับมาผมก็ไม่ค่อยพูดจากับใคร พวกอาจารย์บอกว่า ไอ้นี่มันหายบ้าแล้ว แต่จริงๆ แล้วผมไม่ได้หาย ไม่ได้เปลี่ยน ผมยังเป็นคนเดิม แค่การปฏิบัติธรรมช่วยเยียวยาให้ผมสงบขึ้นเท่านั้น”

การเรียนราบรื่นสะดุดหยุดลงอีกครั้งตอนอยู่ชั้นปีที่ 3 เมื่อเขาตัดสนใจพับเก็บตำราแล้วสมัครใจเกณฑ์ทหารด้วยหวังนำเบี้ยหวัด (ในสมัยนั้นทหารจะได้รับเบี้ยหวัดหรือเงินตอบแทนราวๆ 370 บาททุกเดือนกระทั่งอายุครบ 40 ปี) มาใช้เป็นทุนศึกษาต่อให้จบชั้นปริญญาตรี

ความกล้าได้กล้าเสียและมีพ่อเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตบ่มเพาะตัวตนของอินสนธิ์มาตั้งแต่เล็ก ในวัยเด็กเขาเคยฝันอยากเป็นนักมวยเช่นปู่ แต่เมื่อรู้ว่าไม่ใช่เส้นทาง เขาวางมันทันทีและไม่เคยคิดผิดหวัง แล้วหันมาเอาจริงเอาจังกับงานหัตถศิลป์ในฐานะลูกมือและลูกไม้ใต้ต้นของช่างสล่าและครูภูมิปัญญาท้องถิ่น

ความทะเยอทะยานเป็นอีกสมบัติ เพราะแม้ไม่ใช่เด็กหัวดีและมีเกเรอยู่บ้างจนในทุกเสาร์-อาทิตย์ต้องถูกผูกติดเตียงนอนฟังพ่ออบรมสั่งสอนธรรมมะ แต่ถึงคราวโดนสบประมาทเขาก็มุ่งมั่นเด็ดขาดจนสามารถสอบติด 1 ใน 2 ที่นั่งโควต้าโรงเรียนประจำจังหวัด ก่อนเปิดภาคเรียนมายืนเคารพเพลงชาติกับเสาธงใหม่เอี่ยมที่พ่ออาสาเปลี่ยนให้โรงเรียนด้วยตื่นเต้นดีใจยิ่งกว่า ครั้นจบ ม.7 จึงเบนเข็มสู่โรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากร

“คุณพ่ออยากให้ผมเป็นช่างเหมือนท่าน และอยากให้ได้รับปริญญา ท่านจึงไปปรึกษา อาจารย์ทวี นันทขว้าง ซึ่งอาจารย์ก็แนะนำว่าให้ลองส่งไปเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากรดู ปี 2496 ผมนั่งรถไฟเข้ากรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยตอนนั้นคุณพ่อฝากฝังให้ไปอาศัยอยู่กับพระอาจารย์ที่รู้จักกันที่วัดสุทัศน์ พักฟรี กินฟรี จะไปโรงเรียนก็เดินไปเพราะไม่ไกลกันมาก จบเตรียมก็ต่อมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะจิตรกรรม เข้าเรียนในรุ่นที่ 10 แต่จบช้ากว่าเพื่อนไป 1 ปี เพราะขอพักเรียนไปเป็นทหารจะได้ไม่ต้องรบกวนเงินส่งเสียจากทางบ้านแล้วเอาเบี้ยหวัดมาเรียนต่อ”

อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม

สู่การเดินทาง

“อ่านหนังสือหมื่นเล่มไม่สู้เดินทางพันลี้” สายตาคนจะเฉียบแหลมหากรู้จักออกไปแสวงหาความรู้ อินสนธิ์เชื่อเช่นนี้ ทำให้หลังเรียนจบเมื่อพบว่าเส้นทางศิลปินที่ใฝ่ฝันยังพร่องประสบการณ์ เขาจึงขอทุนสนับสนุนจาก Bangkok Art Center แล้วออกเดินทางทั่วประเทศไทย

“ผมใช้เวลาประมาณ 1 ปี เดินทางไปทุกจังหวัดเพื่อเรียนรู้และพัฒนามุมมองในการทำงานศิลปะ โดยประทับใจในภูมิทัศน์และธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของภาคตะวันออกมาก จนทำให้เขียนภาพเกี่ยวกับทะเลเยอะเป็นพิเศษ พอจบทริปผมคัดเลือกภาพไปจัดแสดงนิทรรศการพร้อมเปิดประมูลได้เงินมาราว 30,000 บาท ซึ่งต่อมาเงินก้อนนี้ก็ได้กลายเป็นทุนสำหรับการเดินทางไกล”

ในการจัดแสดงศิลปะครั้งนั้นอินสนธิ์ได้พบกับ สุภาพ กาฬสินธุ์ ผู้เอ่ยปากชวนเดินทางไปอิตาลี ประจวบเหมาะกับความตั้งใจเดิมที่อยากเยี่ยมเยียนบ้านเกิดของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี เขาจึงคว้าโอกาสนี้ไว้โดยไม่ลังเล แต่แล้วรถยนต์ที่ทั้งคู่หวังใจว่าจะใช้เป็นพาหนะท่องโลกส่อปัญหาอิดออด อินสนธิ์จึงหาทางออกด้วยการเขียนโครงการขอสปอนเซอร์เสนอ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งทางบริษัทก็ตอบรับและสนับสนุนความฝันด้วยสกูตเตอร์ Lambretta TV175 Serie II 1 คัน แถมจำหน่ายอีกคันให้ในราคาหั่นครึ่ง 8,000 บาท นอกจากนี้ พวกเขายังได้รับความช่วยเหลือเรื่องค่าน้ำมันระหว่างทางจากบริษัท Esso

“ตอนนั้นบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ อยู่แถวสี่แยกปทุมวัน ผมเข้าไปรับรถที่นั่นแล้วเข็นออกมาจนถึงสวนลุม เพราะยังขี่ไม่เป็น ฝึกขี่ตั้งแต่เช้ายันเย็นวันเดียวก็คล่อง จากนั้นจึงติดต่อราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทยและกรมตำรวจเพื่อขอออกใบขับขี่สากล หนังสือรับรอง แล้วก็เอกสารผ่านแดน”

ผลงานศิลปะภาพพิมพ์กว่า 200 ชิ้นถูกจัดแจงม้วนเก็บใส่กล่องสังกะสีแน่นหนา พร้อมด้วยอุปกรณ์วาดภาพ เครื่องไม้เครื่องมือช่าง และสัมภาระส่วนตัว ที่บรรจุลงในกระเป๋าหนังพ่วงข้างอย่างดี แต่ก่อนที่จะได้ออกไปเผชิญโลกกว้าง ครูผู้จุดไฟในการเดินทางครั้งนี้ก็จำจากไกล

“4 พฤษภาคม 2505 เป็นวันที่ผมได้คุยกับอาจารย์ศิลป์เป็นครั้งสุดท้าย วันนั้นผมเข้าไปรับเอกสารรับรองการเป็นนักศึกษาศิลปะ ซึ่งท่านอยากให้ผมนำติดตัวไปด้วยเพื่อใช้เป็นใบเบิกทางหากต้องการขอจัดแสดงงานตามแกลเลอรี่ต่างๆ หลังจากนั้น 10 วันท่านก็เสียชีวิต ผมเคารพศพท่านและบอกกล่าวร่ำลาว่า ผมจะไปแล้วนะอาจารย์ จะไปให้ถึงบ้านอาจารย์ให้ได้ แล้วสัปดาห์ถัดมาผมก็เริ่มการเดินทาง”

อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม

ถนนศิลปิน

ถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่ฟลอเรนซ์ อินสนธิ์ไม่จำเป็นต้องพกแผนที่นำทาง เพราะเขาอาศัยวิ่งตามถนนสายหลักที่รถบรรทุกขับผ่าน บ้างแวะถามไถ่ข้อมูลจากเจ้าถิ่น หรือตัดสินเลือกเส้นทางยามอับจนในบางสถานการณ์ด้วยการโยนเหรียญเสี่ยงทาย วิธีการนี้พาเขาและสุภาพข้ามถึงปีนังได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ก่อนขยับขึ้นฝั่งเมืองโกลกาตา ประเทศอินเดีย ประเทศที่ทั้งคู่ต้องจ่ายค่าน้ำชาไปหลายรูปี ความตื่นเต้นสนุกสนานที่วาดภาพไว้เริ่มกลับกลายเป็นยากลำบากเมื่อทุนรอนที่นำติดตัวมาเหลือเพียง 1,200 บาท สุภาพจึงขอถอนตัวกลับบ้าน ส่วนอินสนธิ์เลือกเดินทางไปตั้งหลักอยู่อาศัยกับวัดพุทธในโอลด์เดลี เขียนรูปหาเลี้ยงชีพและหาทุนคืนร่วม 3 เดือน แล้วมุ่งหน้าสู่ปากีสถาน แวะจัดแสดงผลงานในแกลเลอรี่เมืองละฮอร์ เสร็จสรรพลุยต่อไปยังอัฟกานิสถาน หยุดพักชมความงดงามของกรุงเตหะราน เมืองที่ทำให้เขามีโอกาสจัดทำโปสเตอร์ให้กับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศอิหร่าน และได้รับทุนสนับสนุนจาก UNESCO ในการเดินทางศึกษาโบราณสถานแห่งอารยธรรมเปอร์เซีย

หลังจากปิดนิทรรศการที่ 2 ของทริป ณ สถานกงสุลฝรั่งเศสในกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี อินสนธิ์ก็ขึ้นเกาะคอฟู ประเทศกรีซ ดินแดนที่เขากล่าวชื่นชมว่าประทับใจมากที่สุดในการเดินทาง เพราะมันได้มอบสีสันใหม่ให้กับชีวิตและการทำงานสร้างสรรค์

“ที่ประเทศกรีซ ผมอาศัยอยู่กับสองตายายชาวประมงบนเกาะคอฟู ซึ่งท่านเมตตาให้ผมพักที่ห้องของลูกชายซึ่งขณะนั้นแกไปทำงานอยู่เยอรมนี ในวันที่เจอผมท่านเล่าว่าเป็นวันที่หาปลาได้เยอะเป็นพิเศษ จึงเชื่อว่าผมนำโชคมาให้ ท่านทั้งสองดูแลผมเหมือนลูกเหมือนหลาน และมีเรื่องปลื้มใจมากๆ ที่ผมเก็บจำมาจนทุกวันนี้ คือถ้าวันไหนยายทำเมนูปลา ตาจะเลือกทานส่วนหัว ส่วนยายจะทานหาง แล้วเหลือกลางลำตัวให้ผมทานเสมอๆ

“ผมพักอยู่กับท่านนานร่วมเดือน ได้เห็นวิถีชีวิตชาวประมง ได้เรียนรู้วัฒนธรรมและสังคมของคนที่นั่น รวมถึงเขียนภาพเกี่ยวกับทะเลเยอะมาก จนวันหนึ่งก็ขออำลาทั้งสองย้ายไปเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนก็ชาวอเมริกันที่บังเอิญพบเจอกันและรู้สึกถูกชะตา ช่วง 4 – 5 เดือนในบ้านเช่าผมกลับมาทำงานภาพพิมพ์แกะไม้อีกครั้ง โดยตั้งใจว่าอยากนำไปจัดแสดงที่ยุโรป แต่เมื่อลองยกผลงานทั้งหมดไปจัดแสดงที่เอเธนส์ก็มีศิลปินนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์ว่า งานศิลปะแบบประเพณีเช่นนี้เหมือนเป็นงานที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาและไม่มีความเป็นสากล นี่จึงเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมหันมาทำงานศิลปะแบบนามธรรม”

การเดินทางไกลที่กินระยะเวลาโดยประมาณ 1 ปีกับอีก 6 เดือนสิ้นสุดลง เมื่อเรือเฟอร์รี่ล่องข้ามผืนน้ำสีครามของเอเดรียติกจรดท่าเทียบบริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของอิตาลี อินสนธิ์ควบสกูตเตอร์แล่นไปบนท้องถนนโดยมีหลักไมล์อยู่ที่กรุงโรม แต่ก่อนจะถึงเป้าหมายรถก็ดันเสียหายระหว่างทาง เขาจึงต้องออกแรงจูงเจ้าแลมเบรตต้าเพื่อนยากกลับบ้านเกิดของมันอีก 1 วันเต็มๆ ก่อนจะพารถไปซ่อมแซมในอู่ที่ยอมแลกค่าแรงเป็นงานศิลปะ

“ทันทีที่ถึงโรมผมก็เช็กอินเข้าที่พัก Youth Hostel แล้วเอารถไปเข้าอู่ ระหว่างที่ซ่อมช่างก็ชวนคุยเรื่อยเปื่อย จนพอแกทราบว่าผมเป็นศิลปินก็ขอชมพอร์ตฟอลิโอแล้วยื่นข้อเสนอมาว่าจะซ่อมให้ฟรีๆ แลกกับรูปภาพ 1 รูป ผมตกลงตามนั้น แต่เสร็จสรรพก่อนแยกย้าย แกเสนอเพิ่ม คราวนี้แลกกับห้องพัก ได้จังหวะผมเลยตัดสินใจขนข้าวของย้ายเข้ามาพักอยู่ฟรี”

ในอิตาลีอินสนธิ์มีโอกาสไปได้เดินทางไปเยี่ยมชมบ้านเกิดของศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ด้วยความปีติยินดีที่ทำสำเร็จสมดังตั้งใจและสามารถรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับอาจารย์ พร้อมกันนั้นยังรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ครั้งหนึ่งผลงานของเขาได้จัดแสดงในโมเดิร์นอาร์ตแกลเลอรี่ที่มีชื่อเสียงของเมืองฟลอเรนซ์

อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม

ชีวิตไม่จีรัง

สกูตเตอร์แลมเบรตต้าไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลยหลังกลับจากฟลอเรนซ์ อินสนธิ์จึงจำเป็นต้องขอฝากมันไว้กับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโรม ก่อนจับรถไฟกลางคืนเดินทางต่อไปยังเวียนนาเพื่อพบปะกับ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศออสเตรีย และแลกเปลี่ยนผลงานศิลปะเป็นต้นทุนสนับสนุนการใช้ชีวิตต่อในนครแห่งศิลปะและดนตรี จนเมื่อฤดูหนาวผ่านพ้นก็ย้ายมาผจญโชคยังกรุงปารีส

“ช่วงชีวิตที่ฝรั่งเศสเนี่ยถือเป็นช่วงที่ลำบากที่สุด เพราะผมอยู่ในเมืองที่มีค่าครองชีพค่อนข้างสูง อยู่ได้สิบกว่าวันเงินก็หมดเกลี้ยง จนต้องไปอาศัยนอนตามสวนสาธารณะ ประทังชีวิตด้วยขนมปังที่ทางคริสตจักรแจกจ่ายสำหรับคนยากไร้และคนเร่ร่อน จากนั้นไม่นานก็หางานทำเป็นเด็กเสิร์ฟ ผู้ช่วยกุ๊ก พี่เลี้ยงเด็ก กระทั่งช่างซ่อมประปา เพื่อขวนขวายหาทางเอาตัวรอด จนวันหนึ่งก็มีคนแนะนำว่าให้ลองไปสมัครเรียนดูเพราะจะได้คูปองกินอาหารกลางวันฟรีทุกวัน

“ผมเห็นว่าเข้าท่าก็เลยเอาพอร์ตฟอลิโอไปยื่นที่ École Nationale Supérieure des Arts Décoratifs ตอนสัมภาษณ์อาจารย์ที่นั่นก็สงสัยว่าผมเป็นศิลปินแล้วจะมาเรียนอีกทำไม ผมตอบเขาไปซื่อๆ ว่า ผมไม่ได้มาเรียนหวังเอาใบปริญญา แต่ผมอยากมีชีวิตอยู่ต่อที่นี่เพราะอยากศึกษาศิลปะและอยากหาที่ทางจัดแสดงผลงาน”

Master’s Degree จบลง พร้อมกับการตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่ง บาร์บาร่า ครูศิลปะลูกครึ่งฝรั่งเศส-อเมริกัน คือคนรักคนแรกของอินสนธิ์ ทั้งคู่คบหาและมีลูกชายด้วยกัน 1 คน โดยระหว่างที่บาร์บาร่ากำลังตั้งท้องและกลับไปพักรักษาตัวที่อเมริกานั้น เป็นช่วงเดียวกันกับที่อินสนธิ์ได้พบหม่อมเจ้ามารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร ซึ่งช่วยแนะนำให้เขาได้จัดแสดงงานศิลปะสมความมุ่งมาดปรารถนา ทว่าเมื่อนิทรรศการเริ่มได้ไม่นานก็มีเหตุให้ต้องเดินทางไปลองไอส์แลนด์เพื่อดูแลภรรยาซึ่งกำลังท้องแก่ ก่อนปลงใจไม่หวนคืนฝรั่งเศส แล้วอยู่พิสูจน์ตัวเองกับเพื่อนศิลปินที่ยืนกรานว่าอเมริกานี่แหละคือพื้นที่เบ่งบานของงานศิลปะแอ็บสแตรคต์โดยแท้ พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอว่ายินดีสนับสนุนผลงานของเขาเดือนละชิ้นในราคา 500 เหรียญฯ

หลังเก็บหอมรอมริบในนิวยอร์กจนได้เงินมา 1 ก้อน อินสนธิ์ก็ย้ายมาเช่าห้องแถวย่านแมนฮัตตัน แหล่งรวมยิปซี คนจร และศิลปินตกยากผู้หอบความฝันมาต่อเติมลำพังในตึกร้างเช่น แอนดี้ วอร์ฮอล เขาเปิดสตูดิโอของตัวเองทำงานศิลปะและหยิบจับทักษะเชิงช่างของพ่อมาประดิษฐ์เครื่องประดับประยุกต์จากเศษวัสดุเหลือใช้ขาย

8 ปีในอเมริกาเคลื่อนผ่านไปเบาหวิว พร้อมกับระยะห่างที่ก่อตัวในความสัมพันธ์ซึ่งจบลงอย่างเรียบง่าย และในไม่ช้าก็ได้พบลอร่า หญิงชาวอเมริกันที่ต่อมากลายเป็นภรรยาคนที่ 2 ทั้งคู่ประคองชีวิตเข้มข้นแบบอเมริกันชน และช่วงนี้เองที่อินสนธิ์เริ่มต้นโปรเจกต์ที่พลิกชะตาชีวิตและเปลี่ยนความคิดเขาไปสิ้นเชิง

อินสนธิ์ วงศ์สาม

Where artists come from? What are artists? Where are artists going?

“ประมาณปี 1966 ผมเริ่มโปรเจกต์ประติมากรรมใต้ทะเล เพราะผมรู้สึกว่าที่นิวยอร์กกำลังประสบปัญหามลพิษทางทะเล ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อสิ่งแวดล้อม และความเป็นความตายของสัตว์และมนุษย์ ผมจึงตัดสินใจไปซื้อบ้านแถวนิวเจอร์ซีสำหรับใช้เวลาทำโมเดลต้นแบบผลงานศิลปะ 408 ชิ้น โดยตั้งใจว่าจะนำไปปรึกษานักวิทยาศาสตร์และวิศวกรเพื่อต่อยอดให้มันเป็นประติมากรรมที่สามารถติดตั้งใต้ท้องทะเล พร้อมกับมีฟังก์ชันเพิ่มออกซิเจน เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำหรือแนวปะการังเทียมเพื่อฟื้นฟูทะเลให้กลับมาใสสะอาด แล้วตอนนั้นยังคิดไปอีกว่าหากมันสำเร็จก็อยากจะทำ Landscape Art Space บนดาวเทียม”

แต่หลังจากนำเสนอโปรเจกต์ก็ถูกพับไม่ได้รับทุนสานต่อ อินสนธิ์ผิดหวัง ความเครียดรุมเร้า และกลายเป็นคนดื่มหนัก เขาตั้งคำถามกับผลงานที่ไม่มีใครเห็นความสำคัญ สับสนกับศิลปะที่ไร้ค่าและศิลปินที่ไม่รู้ว่าควรมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ในเมื่อไม่มีสิทธิแม้แต่จะส่งเสียงให้ผู้คนได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเลิกราจากศิลปะ และเข้ารับการบำบัดแอลกอฮอล์ในโรงพยาบาลราวเดือนกว่าด้วยเงินค่ารักษาที่แปรสภาพมาจากรถยนต์และทรัพย์สิน กระทั่งเมื่อทางบ้านทราบข่าวจึงส่งตั๋วเครื่องบินมาให้หอบหิ้วชะตากรรมแห่งชีวิตและความว่างเปล่ากลับคืนสู่รัง

“พอถึงเมืองไทยพ่อพูดกับผมประโยคหนึ่งว่า ‘มึงรักเมียเท่าพ่อรึไง พ่อเลี้ยงมึงมาตลอดชีวิต จะเลี้ยงมึงไปจนตายก็ยังได้’ ตอนนั้นผมดีใจมากและรู้สึกอยากกลับบ้าน” อินสนธิ์หัวเราะเหมือนเด็กๆ

เขาหวนคืนป่าซางพร้อมเงินเบี้ยหวัดที่พ่อเก็บสะสมไว้ให้ตั้งแต่ออกจากบ้านไป 11 ปี เงินจำนวนนั้นมากพอจะครอบครองที่ดินตั้งหลักชีวิตใหม่ เขาจึงเลือกปลูกกระท่อมหลังน้อยอยู่อาศัยในหมู่บ้านห้วยไฟเพื่อเยียวยาสภาพจิตใจท่ามกลางป่าเขา ตัดขาดจากสังคมอันวุ่นวายและหารายได้ด้วยการเป็นเกษตรกรสวนพริก

กระทั่งอยู่มาวันหนึ่งขณะพินิจเศษซากตอไม้เหลือทิ้งจากการตัดขายให้กับนายทุนสัมปทานป่า ก็พลันเกิดความรู้สึกปะทุรุนแรงต่อคุณค่าของธรรมชาติที่ขาดไร้ซึ่งความใยดี เขาจึงประกาศรับซื้อเศษซากตอไม้จากชาวบ้านแล้วลงมือฟื้นคืนชีวิตให้กับมัน ด้วยการกลับมาเริ่มต้นทำงานศิลปะอีกครั้งในรูปแบบงานแกะสลักไม้ ซึ่งภายหลังผลงานลักษณะดังกล่าวของเขาได้รับคำนิยามว่าเป็นงานศิลปะรูปแบบ Organic Form ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) ประจำปี 2542

อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม

มนตร์รักป่าซาง

2 ปีถัดมาพรหมลิขิตก็ชักพาดอกรักมาผลิบานในบ้านป่า เมื่อหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี ได้ชักชวน มีเซียม ยิบอินซอย, เขียน ยิ้มศิริ และเวเนเซีย วอล์คกี้ ประติมากรหญิงชาวอังกฤษ ไปเยี่ยมเยียนอินสนธิ์หลังจากทราบข่าวคราวการกลับไทย

ผลงานแกะสลักไม้ของเขาได้รับคำชื่นชมจากมีเซียม เช่นเดียวกับเวเนเซีย วอล์คกี้ ที่รู้สึกประทับใจในความเด็ดเดี่ยวและวิถีการทำงานของอินสนธิ์ เธอหวนกลับมาพบปะและให้กำลังใจเขาบ่อยครั้ง บ้างอยู่เป็นเพื่อนพูดคุย บ้างช่วยวิจารณ์งานศิลปะ รวมถึงรักษาบรรเทายามเขาเจ็บป่วยทางภาวะอารมณ์ ด้วยการจัดตารางสเกตช์งานลงปฏิทินเพื่อฝึกฝนสมาธิและทำลายจิตใจที่ฟุ้งซ่าน จนความสนิทสนมเติบโตเป็นความรักและพลังใจให้อินสนธิ์กลับมามุ่งมั่นสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยความมั่นใจ

ทั้งสองออกมาสร้างเรือนหอหลังใหม่ พร้อมดำเนินชีวิตตามแบบฉบับคู่รักศิลปินที่น่ารักซึ่งจัดสรรน้ำหนักของการงานแห่งชีวิตและความรักได้อย่างสมดุล อินสนธิ์จับสิ่วราวนิ้วที่ 11 พัฒนาผลงานสู่รูปแบบถอดประกอบเข้าไม้สลักเดือยอันโดดเด่น จนได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติปี 2542 ปีเดียวกันกับการตัดสินใจเปิดบ้านเป็น ‘อุทยานธรรมะและหอศิลป์’ เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ในพุทธศาสนาผ่านงานศิลปะร่วมสมัยของเขาและภรรยา ที่จัดแสดงไว้ในหอศิลป์เรือนโบราณ อาคารนิทรรศการ และติดตั้งกระจายตามจุดต่างๆ รอบอุทยานอันร่มรื่น รวมถึงจัดกิจกรรมฝนฝึกโยคะ ปั่นจักรยานธรรมะสัญจรที่ถ่ายทอดหลักของมรรค 8 สู่ชีวิตประจำวัน และสนับสนุนการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน อาทิ การทอผ้าและย้อมสีจากธรรมชาติ

อุทยานธรรมะและหอศิลป์เป็นความตั้งใจของผมกับภรรยามานานมากแล้ว คือน่าจะย้อนไปราว 20 ปีที่แล้ว ที่เราเริ่มต้นสร้างมัน โดยในตอนนั้นเราเดินทางไปอินเดียกันบ่อยมากเพราะภรรยาของผมค่อนข้างมีความสนใจในอุดมการณ์ของมหาตมะคานธีและศรัทธาในองค์ดาไลลามะ จนบังเอิญได้พบกับเศรษฐีที่อินเดียซึ่งยกที่ดินให้เรา 70 ไร่ สำหรับสร้างเป็นอุทยานธรรมะและสวนมรดกในเมืองคยา

“หลังกลับมาจากอินเดียเวเนเซียก็เขียนโครงการนี้เสนอไปยังองค์การสหประชาชาติ ส่วนผมช่วยรับผิดชอบในการออกแบบแปลนพื้นที่ แต่พอได้รับงบประมาณมาเสร็จสรรพกลับพบว่าเงินก้อนนี้ไม่สามารถนำไปใช้ทำธุรกรรมในต่างแดน เราจึงตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการนำมาปลูกอาคารหลังแรกและไม่ได้รับการสานต่อทุนจาก UN ซึ่งภายในอาคารหลังดังกล่าว ปัจจุบันจัดแสดงผลงานประติกรรมชิ้นเอก ‘น้ำพุแห่งปัญญา’ ของเวเนเซีย ที่แสดงถึงการไหลเวียนไม่รู้จบสิ้นของการพัฒนาปัญญาญาณของมนุษย์ รวมถึงจัดแสดงผลงานภาพร่างต้นแบบทั้งหมดในโครงการอุทยานธรรมะและสวนมรดกเมืองคยา”

อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม

ปัจจุบันอินสนธิ์ยังสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างมีวินัยโดยในนิทรรศการเดี่ยวครบรอบ 84 ปี ครั้งล่าสุด ‘Ora et Labora’ อันมีความหมายว่า ‘Pray and Work’ ซึ่งจัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเชียงใหม่ เขาได้นำเสนอผลงานแบบร่างจำนวน 365 ชิ้น ที่ฟูมฟักสม่ำเสมอในช่วงระหว่างตี 3 ถึง 6 โมงเช้าตลอดระยะเวลา 1 ปี พร้อมจัดแสดงผลงานจิตรกรรมที่ใช้ส้นเท้าและมือในการรังสรรค์ เพื่อบอกเล่าสีสันประสบการณ์ที่ได้ค้นพบจากการออกเดินทางท่องโลกและบนเส้นทางชีวิตศิลปิน ทั้งยังสะท้อนแง่คิดในการสร้างงานศิลปะที่ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ในขอบเขตของวัสดุอุปกรณ์ เพราะศิลปะจริงแท้เพียงสะท้อนจากภายใน

นอกจากใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสร้างศิลปะ สองสามีภรรยาก็ไม่ลืมที่จะหาโอกาสพักผ่อนและพากันออกเดินทางแสวงหาประสบการณ์และเปิดมุมมองใหม่ๆ ในต่างประเทศทุกปี จนกระทั่งเวเนเซียย่างเข้าสู่วัย 70 เผชิญความเจ็บป่วยจากโรคร้าย และจากไปในวันที่ 28 พฤษภาคม 2560

อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม

“ศิลปะนามธรรมทำให้ชีวิตอยู่สบายและสงบขึ้นไปตามวัย ทุกวันนี้ศิลปะช่วยเยียวยาจิตใจของผมไว้มากหลังจากสูญเสียภรรยาไป เพราะทุกครั้งที่ได้ลงมือทำงานผมมักรู้สึกว่าเขายังอยู่เคียงข้างเป็นกำลังใจ ทำให้ผมมีความมั่นใจและเข้มแข็ง ฉะนั้น สำหรับผมศิลปะจึงสำคัญมากต่อมนุษย์ เพราะถ้ามนุษย์ไม่มีศิลปะจะทำให้ไม่รู้จักคุณค่าของมนุษย์ และสำคัญที่สุดคือ ไม่รู้จักแม้กระทั่งคุณค่าของตัวเอง”

ในวัย 85 ปี อินสนธิ์บอกว่าสิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุด คืออีก 5 ปีข้างหน้าอยากจัดแสดงงานศิลปะของตัวเองอีกครั้ง

อินสนธิ์ วงศ์สาม

Writer

Avatar

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load