ท็อป จ่างตระกูล

เราพิมพ์ชื่อนี้ในช่องค้นหาของ Google 

About 493,000 results 

กูเกิลบอกจำนวนผลลัพธ์ 

…และบอกเรื่องราวของเขา

ท็อปในวัยเลข 2 จบการศึกษาปริญญาตรีสาขาประติมากรรม จาก University of San Francisco และปริญญาโทสาขา Video Performance จาก San Francisco Art Institute

ท็อปในวัยเลข 3 เป็น New Yorker คนไทยรุ่นใหม่ยุคแรกที่คนจับตามอง เขาโลดแล่นในวงการศิลปะในสหรัฐอเมริกา เป็นคนอีกเจนที่สร้างกระแสของคนที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ สร้างความเคลื่อนไหวและงานนอกกรอบให้ผู้ชมตื่นเต้น ตกใจ ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มีผลงานแสดงในต่างประเทศ ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม และ Installation Art โดยเฉพาะผลงานสไตล์ Conceptual Art ที่มีเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว 

ท็อปในวัยเลข 4 กลับมาอยู่เมืองไทย หลังจากใช้ชีวิตในแวดวงศิลปะสหรัฐอเมริกามานานกว่า 30 ปี เริ่มปักหมุดหมายแรกเรื่องศิลปะในบ้านเกิดด้วยการทำรายการสัมภาษณ์ศิลปิน Art Scene TV ในช่อง YouTube ก่อนจะผันตัวมาเป็นหนึ่งในผู้บริหาร Farmgroup – Creative & Design Consultancy ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างแบรนด์ให้บริษัทชั้นนำหลายแห่ง หรือผลงานที่คุ้นหูกว่านั้น คือเป็นคลื่นใต้น้ำเบื้องหลัง Hotel Art Fair งานโชว์ศิลปะในโรงแรมที่เปลี่ยนห้องพักให้เป็นแกลเลอรี่ ช่วยดันให้ศิลปินคลื่นลูกใหม่หลายต่อหลายคนได้แจ้งเกิดและต่อให้เหล่าอาร์ตแกลเลอรี่ได้ไปถึงยอดคลื่น

ท็อปในวัยเลข 5 ลาออกจากการเป็นผู้บริหาร กลับมาอยู่บ้าน ออกกำลังกาย ดูแลลูกสาว เลี้ยงหมา 1 ตัวชื่อดู๊ด เลี้ยงปลาทอง 1 ตัวชื่อทอง และตื่นมาวาดภาพในสตูดิโอหลังเล็กในรั้วบ้านทุกเช้า ภาพที่เขาบอกว่า ใช้ความคิดล้วนๆ ไม่มีเบสิกปน ภาพที่ไม่ต่างจากภาพวาดสมัยเด็ก แค่ขยายใหญ่ขึ้น 10 เท่า แต่จุประสบการณ์ทั้งชีวิต

เหมือนกูเกิลจะยังบอกเราไม่หมด 

แต่ไม่เป็นไร ให้ภาพมันเล่าเรื่อง

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

งานศิลปะที่คุณทำตอนนี้เรียกว่าสไตล์อะไร

สไตล์นี้ฝรั่งจะเรียกว่า Naïve Art ตอนอยู่ซานฟรานซิสโกเราเคยไปสอนหนังสือเด็กพิเศษ เขาไม่ได้เรียนอาร์ต แต่เขาชอบศิลปะ ภาษาอังกฤษเรียกศิลปะแบบนี้ว่า Outsider Art ซึ่งโยงกับสิ่งที่เราชอบ เป็นแพสชันจริงๆ เพราะลายเส้นของเขาไม่เหมือนชาวบ้าน เหมือนเด็กวาดรูป มันจะมีอะไรที่ใสๆ และตรงไปตรงมา เราก็เลยมีจุดนั้นเป็นแรงบันดาลใจทำชุดนี้ที่เราวาด จริงๆ มันไม่มีอะไรมากเลย แค่วาดรูปเล่นเหมือนตอนเด็กๆ ขยายให้มันใหญ่ขึ้นมาสิบเท่า ใช้สีเทียน แล้วก็พาไอ้ตัวนี้เที่ยวไปเรื่อยๆ

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ทำไมคุณถึงไม่เลือกวาดภาพเหมือน ฯลฯ

ตอนนี้ศิลปินไทยฝีมือดีมากนะ วาดภาพเหมือนเกือบจะ 6D แล้วอะ (หัวเราะ) จะชัดไปไหน เราก็แบบไปสายนั้นนี่กูตายแน่ๆ สาย Abstract กูยิ่งตาย เพราะมีตัวพ่อ ตัวแม่ เยอะมาก ทั้งพี่สมบูรณ์ (สมบูรณ์ หอมเทียนทอง) พี่สมยศ (สมยศ หาญอนันทสุข) เดี๋ยวนี้คนก็ลุกขึ้นมาทำ Abstract เพราะมันใช้คำอธิบายเดียวไง What you see is what you feel. อ้าว มันก็พูดไปได้เรื่อยๆ ไง คนดูก็ซื้อ เราเลยคิดว่ามาแนวนี้ดีกว่า 

อะไรคือแรงผลักดันให้วาดภาพพวกนี้ออกมา

เราพยายามคิดและวิเคราะห์ ส่วนมากงานอาร์ตแรงผลักดันได้มาจากวัยเด็กเยอะมากเลย อาจเป็นหนัง Sci-fi ที่ดู ไอ้ตู้ๆ พวกนี้มันมาจากตู้ปลา ไม่มีอะไรหรอก มันเหมือนตู้ปลาในห้องเรา งูนี่ก็เราวาดทีเร็กซ์ไม่เป็นไง (หัวเราะ) จะวาดตัวอะไรที่ดูมีความ Primitive หน่อย มีความน่ากลัวหน่อย มีเส้น มี Curve งูก็วาดง่าย 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ส่วนรูปนี้เราทำตอนมีไฟป่าที่เชียงใหม่ และมีอยู่รูปหนึ่งที่เราทำไว้ตอนพะยูนตาย เราดูในอินเทอร์เน็ต ล่าสุดมีปลาโลมาที่ตายที่ญี่ปุ่น มันก็น่าเศร้า หรือมีเสือตัวหนึ่งเดินวนเป็นวงกลมในสวนสัตว์แล้วมันก็ตายเพราะมันเครียด เราคิดว่าข่าวพวกนี้มันก็กลับเข้ามาในรูป 

เรื่องไฟป่า การสูญพันธุ์ของสัตว์ เป็นงานของศิลปินเหรอ

มันก็จะมีวอยซ์เล็กๆ ไอ้วาดรูปมันไม่เท่าไหร่หรอก แต่เราต้องคิดว่าไอ้สามแผ่นนี้มีเมสเสจอะไรในแต่ละตอน อย่างนิทรรศการล่าสุดที่ชื่อว่า Other Worldly มันก็คือโลกอีกโลกหนึ่ง โลกในจิตนาการของเรา ว่าคนพวกนี้ไปทำอะไร เป็นตอนๆ มีรูปตอนหนึ่งที่นักบินอวกาศมาที่ดาวดวงนี้ ทำการทดลองกับสัตว์ต่างๆ เล่าให้ง่ายที่สุดคือมันก็เหมือนตอนเราเด็กๆ แล้ววาดรูปเล่น มันก็จะมีพระเอกกับผู้ร้าย มันก็เหมือนกัน แค่เราทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ขึ้น หน้าที่ของศิลปินคือ Make a big deal out of nothing. ซึ่งพวกเราแม่งเก่งเรื่องนี้อยู่แล้ว 

เราคิดว่าศิลปินทุกคนมีวอยซ์ เขาอยากจะบอกเล่าเรื่องราวของเขา เมื่อวานเราดูคลิปของ Art Basel ที่มีกรกฤต (กรกฤต อรุณานนท์ชัย) เขาบอกว่า Every artist is a story teller. ซึ่งมันก็ถูก เราอยากจะบอกเล่าเรื่องของเรา 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ถ้าให้บอก งานศิลปะของ ท็อป จ่างตระกูล ยุคนี้ต้องเป็นยังไง

เป็นแนวเด็กผู้ชาย Perspective หลุด เรามีปัญหาเรื่องวาดนิ้วไม่ค่อยได้ คนของเราต้องใส่รองเท้าทุกคน เพราะเราวาดนิ้วไม่เป็น (หัวเราะ) ใส่ถุงมือปิดไว้หมด หูเหอปิดไว้หมด แต่เราไม่บอก เพราะเราถือว่านี่เป็นคอนเซปต์ อย่ามาฝันว่าจะเขียน Light and Shadow ชาติหน้าตอนบ่ายๆ เหอะ เราก็แม่งปิดให้หมด 

และต้องเป็นไซส์นี้เท่านั้น เพราะเราอยากให้ภาพเราดูใหญ่เหมือนดูทีวีจอยักษ์ที่บ้าน เราไม่อยากวาดเล็กๆ ตาเราไม่ค่อยดี มันอิมแพคดีและชัดดี และเราต้องวาดบนกระดาษสีน้ำตาล เพราะมันเหมือนตอนเราเรียนหนังสือ แคนวาสมันดูเป็นเรื่องเป็นราวมากสำหรับเรา แต่สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นหลังเปิดเมืองคือเราจะไปเรียน Art Class เพิ่ม เพราะมันคงถึงเวลาแล้วว่ะท็อป (หัวเราะ)

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ
ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ถ้าเรียนแล้ว…

น่าจะวาดเท้าได้ เพราะตอนนี้ต้องปิดหมดเลย 

เมสเสจของงานคุณคืออะไร

เราไม่ได้บอกใครนะ เราบอกตัวเองมากกว่า ว่าคนเรามี Second Life ได้ เปลี่ยนตัวเองไปตลอดเวลาได้ ไม่จำเป็นต้องมี Label ให้ตัวเอง และอยากบอกว่ามันไม่มีผิดไม่มีถูก แต่ทุกอย่างจะมีผลที่ตามมา เราก็ต้องยอมรับมัน ถ้าเจตนาของเราไม่ได้ทำร้ายใคร มันก็น่าจะโอเค แต่ยังไงเราก็ป้วนเปี้ยนกับวงการศิลปะอยู่แล้ว คงไม่ได้ทำอย่างอื่น 

ตอนแรกเราชอบวาดรูปพวกนี้เพราะมันห่วยดี มันดูอินโนเซนส์ ดูตรงไปตรงมา ไม่มีข้อแม้ ไม่มีอะไรมาก เป็นตัวของตัวเองดี พอวาดมาสักพักเราก็คิดว่าถึงเวลาแล้วนะที่ยูต้อง Step up และ Deliver ถึงต้องไปเรียนเพิ่มเพื่อสร้างมิติให้มันได้อีก

ใช้เวลาวาดชุดนี้นานแค่ไหน

อันนี้เป็นงานที่วาดตอนกลับมาอยู่บ้านหลังออกจาก Farmgroup เราวาดทุกวันเลย ไม่ได้ทำอย่างอื่น ห้าสิบรูปใช้เวลาสี่ห้าเดือน เราตื่นตีห้ามาทำถึงสี่ทุ่ม ทำทุกวัน หนึ่งรูปสี่ห้าวันก็เสร็จ เสร็จแล้วก็วาดต่อๆ วาดจนหลังจะโก่ง 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

คุณจริงจังกับการลาออกมาเป็นศิลปินมากนะ

ใช่ เมื่อก่อนอ้วนกว่านี้ ตอนนี้ผอมลง เล่นกล้ามท้อง กลับมาฟิตดูแลตัวเองเพื่อให้มีแรงที่จะวาดรูป

การกลับมาอยู่บ้านเป็นศิลปินแบบ 24/7 คุณทำอะไรบ้าง

เราใช้เวลาของเราใหม่ หนึ่งคือ ทำอะไรให้มัน Productive สองคือ เรื่องรายได้ ทำยังไงจะสร้างเงินได้ 

พอออกจากงานก็มีเวลา ตื่นเช้ามาเราจะดื่มกาแฟก่อน พอเสร็จก็อ่านหนังสือ มันใกล้เคียงเวลาออฟฟิศมาก อ่านหนังสือชั่วโมงหนึ่ง เล่นหมากรุกสักสองสามเกม แล้วก็ไปว่ายน้ำนิดหน่อย พยายามทำให้เป็นรูทีน แล้วเข้ามาในสตูดิโอ เราจะเข้ามาที่นี่ทุกวัน มีไอเดียหรือไม่มีไอเดียก็จะเข้ามา พยายามใช้เวลากับมัน สเก็ตช์ที่นี่บ้าง ในบ้านบ้าง ถ้าไม่มีไอเดียก็ไปรอรับลูก หรืออ่านหนังสือไปเรื่อยๆ เรารู้ว่าเราเป็นคนใจร้อน พอออกจากงานแล้วเจอช่วงโควิดมันก็เหมือนทำให้เราได้พอส พอไม่มีงานก็ทำให้ปรับตัวกับวิถีชีวิตได้

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

การทำงานศิลปะของคุณจึงเบลนด์อยู่ในชีวิตประจำวัน

ใช่ เราคิดว่าปีหนึ่งอยากจะทำโปรเจกต์ใหญ่โปรเจกต์เดียว แล้วก็มีเงินเลี้ยงตัวเองไปทั้งปี เพราะเราไม่ได้ใช้ชีวิตฟู่ฟ่าอยู่แล้ว แล้วใช้เวลาที่เหลือทำอะไร Explore ของเราไป ไปทำกิจกรรม ไปคุยกับคนที่เราชอบ

การอ่านหนังสือเลยเป็น Input ในการทำงานศิลปะแบบหนึ่ง

เราเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ส่วนมากเราชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับชีวิตคน ไม่ใช่บุคคลสำคัญแบบ Elizabeth Taylor, George Washington นะ แต่เป็นหนังสือเรื่องคนที่อยู่ในค่ายกักกัน สั่งมาจากอเมซอน หนังสือสมัยใหม่มันไม่เหมือนสมัยก่อน สมัยก่อนมันจะหนามาก ใช้เวลายี่สิบปีกว่าจะอ่านจบ (หัวเราะ) พอเราได้อ่านพวกนี้เยอะๆ ก็ทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตคนอื่นภายในสองอาทิตย์ แล้วเราก็จะมีไอเดีย แล้วก็ชอบอ่านหนังสือเรื่องคนที่ติดอยู่ในเกาหลีเหนือ เพราะชีวิตเขาลำบาก เราเลยได้เห็นมุมมองที่ทำให้เรามีทัศนคติเปลี่ยนไป 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

เหมือนชีวิตธรรมดาไม่น่าสนใจ 

ใช่ ใช่มาก เพราะชีวิตธรรมดาในกรุงเทพฯ มันน่าเบื่อมาก อยู่ที่เมืองไทยมันน่าเบื่อในหลายๆ มิติ หลายๆ อย่างมันไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ยี่สิบปีที่แล้วที่เรากลับมาจากเมืองนอกมันก็ยังเหมือนเดิม เหมือนนั่งเครื่องบินไม่ลงสักที แม่งอึ้งอะ มันเป็นบรรยากาศที่อึ้งมาก ไม่ค่อยเห็นอะไรใหม่ๆ เราไม่ได้เปรียบเทียบนะ เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆ เขาก็เดินทางกันเยอะมาก ไม่ใช่แค่เราคนเดียว 

เวลาเราเดินทางไปประเทศที่ชอบ เฮ้ย ปีนี้มันเปลี่ยนไปว่ะ แต่เมืองไทยเปลี่ยนแค่ช้อปปิ้งมอลล์อย่างเดียว อย่างอื่นมันไม่ได้เปลี่ยน ยกตัวอย่างนะ รถไฟฟ้าความเร็วสูงควรจะเป็นเรื่องปกติเหมือน ATM น้ำสะอาด Free Education ควรจะมีเหมือน ATM มันควรจะมีสแตนดาร์ดพวกนี้ได้แล้วทุกที่ เพราะเมื่อเรามีสแตนดาร์ดที่ดูแลเรา คนที่เป็นครีเอทีฟจะได้เอาเวลาไปคิดเรื่องอื่นเพื่อทำให้โลกมันดีขึ้น 

แต่เราก็เชื่อว่าเรื่องศิลปะในเมืองไทยยังไปไกลไม่ได้ เพราะคนยังหิวอยู่เลยไง อันนี้มันเป็น The Norm อย่างหนังสือเกาหลีเหนือที่เราอ่าน ลูกกับแม่ทะเลาะกันเรื่องอาหารอะ แม่ทำอาหารไว้ให้ลูก ลูกหิวมาก กินอาหารของแม่ที่แม่เก็บไว้ในตู้ แม่กลับมาจากโรงงานไม่มีข้าวกิน เพราะลูกกินไป เนี่ย คนยังหิวอยู่อะ มันก็ไม่มีเวลาจะไปคิดเรื่อง Creativity 

คุณบอกว่าพื้นฐานบ้านเมืองเราไม่เอื้อต่อการเป็นศิลปิน แต่คุณกลับหันมาเป็นศิลปินเต็มตัว

เราเป็นศิลปิน ก็คงต้องทำ Side Project ด้วย เราไม่ได้บอกว่างานออฟฟิศไม่ดีนะ งานออฟฟิศเป็นงานที่ดีและมั่นคง แต่พอสักพักเราอยากจะมีเวลาที่ไม่ต้องอยู่หน้าคอมฯ Pretend that you have to work. แล้วก็ไป On schedule เราก็เลยอยากออกมา แล้วลองดูสิว่ามันจะดันเราไปได้แค่ไหน ถ้าเกิดมันขายไม่ได้ก็คงเศร้าๆ หงอยๆ งานยังเต็มห้องอยู่เลยเนี่ย (หัวเราะ) 

แต่ด้วยความที่เราอยู่ในวงการนี้มาสักพัก แม้เราจะหายไปทำงานบริษัทดีไซน์ แต่เราก็ยังมีเพื่อนอยู่ มันก็ไม่ได้แห้งเหมือนเดิม เราเริ่มรู้จักคนแล้ว งานมันก็ไปต่อได้ ไม่เหมือนยี่สิบปีที่แล้วมันลำบากมากถ้าเป็นศิลปินแล้วไม่รู้จักใคร มันไม่มีช่องทางอะ พอคราวนี้ก็เริ่มโอเค เริ่มมีคนที่เขา Afford ได้ เขาก็ซื้องานไปแต่งบ้าน อย่างที่เราทำ Art Fair เราก็รู้จักแกลเลอรี่ แกลเลอรี่ก็แนะนำให้เราไปต่อ

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

เสียงตอบรับของงานชุดล่าสุดเป็นยังไงบ้าง

ฟีดแบ็กดีนะ เราห่างวงการศิลปะไปนาน คนยังงงว่าพี่ท็อปทำอะไร อาจต้องย้ำหน่อย เขาจะได้มั่นใจมากขึ้น กลับไปเรียนวาดมือวาดเท้า (หัวเราะ) พอวาด Perspective ได้มันจะไปไกล นี่ยังเหมือนอียิปต์โบราณ เราก็ เออ ใช่ๆ ไถไป อันนี้เป็นสิ่งที่กูแต่งขึ้นไง ไม่ใช่ข้อแก้ตัว แต่เราใช้ Weakness เป็น Strength ก็ไม่ได้อยากจะวาดเหมือนอียิปต์หรอก ถึงบอกว่าออกจากงานก็ดีแล้ว จะได้มีเวลาไปเรียน เราคงจะไปเรียนตั้งแต่เบสิกใหม่กับติวเตอร์ที่ติวเด็กเข้ามหา’ลัย น่าจะดีสำหรับเราด้วยซ้ำไป ได้ใช้เวลาวาดรูป Light and Shadow ป้วนเปี้ยนกับดินสอเทียนที่ซื้อมาเต็มบ้าน ไม่งั้นขาก็จะไม่เท่ากันสักที และแขนจะเป็นยังงั้นตลอดเวลา

แล้วเราอยากทำเพื่อเสนอมุมมองหนึ่งที่ว่า Passion is not enough. บางทีแพสชันไม่พอ แต่มันต้องมีสกิลล์ด้วย โอเค แพสชัน สกิลล์ เราก็มีในระดับหนึ่ง แพสชันมันลงตัวพอดี เป็นเรื่องราวการวาดรูปตอนเด็กๆ ถ้าจะให้ไปไกลกว่านี้ โอเค มันมีคอนเซปต์ มีไอเดีย แต่มันก็ต้องสกิลล์ด้วยไง ซึ่งอาจจะไม่ต้องวาดถูกต้องมาก แต่ถ้าออปชันแขนมันทำได้เยอะ ให้มันไปหยิบอะไรได้บ้าง นี่มันวางแปะอย่างเดียว (หัวเราะ) บางทีเราอยากให้มันไปจับปืน อยากให้มันล้วง ซึ่ง โอเค ซีรีส์แรกมันดูสนุก แต่ซีรีส์สองเราก็อยากให้มันมีแอคชันขึ้น แต่ก็จะยังใช้สีเทียน เพราะว่าไม่อยากให้สกิลล์ของเราลิมิตจินตนาการ

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ
ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

สำหรับคุณ ความเป็นศิลปินคืออะไร

ถ้าเกิดดูจากภาพใหญ่มันอาจเป็นแค่การใช้เวลามากกว่า ความจริงเราอาจจะไม่ได้อยากออกจากงานก็ได้ มันมึนอะ ความจริงมันอาจจะไม่มีวิกฤตอะไรเลย ทุกอย่างที่เราคิดมันอาจ Just make believe 

เราก็จะอินๆ กับหนังสือที่เราอ่าน ก่อนหน้านี้เราอ่านเรื่อง Big Magic ยิ่งไปกันใหญ่เลย มันพูดว่าศิลปินหลายคนชอบคิดว่า Creativity หรือช่วงไฮไลต์ของตัวเองหายไปแล้ว เพราะต้องไปทำงาน เข้าออฟฟิศ มีลูก มันก็เลยบอกว่าลองกลับเข้ามาในสตูดิโอมั้ย ลองใช้เวลากับมันวันละสองสามชั่วโมง สิ่งพวกนี้ที่เธอคิดว่ามันหายไป มันอยู่ในตัวของเธอ ก็ค่อยๆ เอาออกมา 

เราอ่านแล้วก็ เออ เดี๋ยวกูจะลองทำแบบที่มึงพูดซิ เราก็ตื่นมาตั้งแต่ตีห้า แต่ก่อนจะมาวาดรูปนี้เราไปวาดรูปอื่นที่มันห่วยมาก ซึ่งก็โอเค มันก็เป็น Part of the process เพราะมึงไม่ได้วาดมาตั้งนาน มันยังไม่ลิงก์อะ เราวาดมาสักเดือนสองเดือนก็กลายมาเป็นรูปนี้ รูปนี้จะเหมือนรูปที่เราวาดตอนเด็กๆ แค่ขยายใหญ่ขึ้นและใช้สีเทียน เราไม่ชอบใช้พู่กันกับสีที่ต้องเดินไปก๊อกน้ำ ผสมสีแม่งเหนื่อยอะ หาพู่กันก็งงแล้ว (หัวเราะ) เราก็เลยใช้สีเทียน วาดเยอะมาก พอมาเป็นสไตล์นี้ก็ เออ แฮปปี้ดีนะ 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ
ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

คุณเรียกตัวเองว่าเป็นศิลปินมั้ย

ก็มีช่วงสงสัยเหมือนกันนะ อย่างช่วงที่วาดงานเยอะๆ แล้วมันยังขายไม่ได้ ก็คิดว่า แม่ง มาผิดทางเปล่าวะ ไม่น่าออกจากงานเลย 

แต่เรามีอีกมุมหนึ่งคือ Every decision in life is either right or wrong. มันแค่มีผลลัพธ์ตามมาเท่านั้นเอง พอคิดแบบนั้น เราก็พอจะหายใจได้มากขึ้น เพราะไม่อย่างนั้นเราจะจมกับคำว่า Regret เราก็เลยคิดว่าก็เป็นตอนใหม่ของชีวิต เมื่อก่อนยูก็เป็น Nobody อยู่แล้วนี่ ยังนั่งขายเสื้อยืดอยู่เลย ไม่ได้รู้จักใคร เราก็ทำ Art Scene TV ของเราไป ตอนทำงาน Framgroup ก็ได้ประสบการณ์ ตอนนี้เราเลยอยากเปลี่ยนให้ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิตบ้าง ถ้าทำงานไปก็ดี แต่คงอยู่ไปเรื่อยๆ 

ไหนๆ ก็ลาออกจากงานประจำแล้ว นอกจากวาดภาพ เรียนศิลปะเพิ่ม คุณอยากทำอะไรอีก

เราอยากทำโปรเจกต์เกี่ยวกับอาร์ต ไม่ได้บอกว่าอยากทำอะไรเพื่อสังคมนะ แต่เราชอบมูลนิธิ ณ กิตติคุณ (มูลนิธิที่ค้นคว้าหาวิธีการพัฒนาบุคคลพิเศษ และฟื้นฟูใจเด็กป่วยเรื้อรังด้วยดนตรีและศิลปะ) ที่สร้าง Outsider Art ของไทย เป็นตลาดที่ใหม่มาก ไม่เคยมีมาก่อน ที่ Creativity Explore ซานฟรานซิสโก ซึ่งเราเคยไปทำงาน หรือที่โอ๊กแลนด์ก็มีเหมือนกันคือ Creative Growth เป็นศูนย์ให้คนพิการ โฮมเลส มาทำงานศิลปะ ซึ่งงานพวกนี้เป็น One of a kind เราคิดว่างานที่ยังเพียวร์อยู่คืองานของ Outsider 

อย่าง ณ กิตติคุณ ถ้าเมืองไทยมีศูนย์แบบนั้นก็จะดีมาก ยกตัวอย่างเช่นคนที่วาดรูปใต้สะพาน คุณเสมอ เพื่อนเราพยายามหาตัวแกเพื่อทำสารคดี ก็หาไม่เจอ คนนั้นน่ะ รูปที่เขาวาดเป็นรูปที่เราพยายามวาดสิบปี พันปี ก็วาดได้ไม่เหมือนเขา

เราไม่รู้ว่าคนอื่นดูยังไง แต่พอศิลปินมาดู คือลายเส้น Composition การวางรูป ตำแหน่ง Proportion มันได้หมด แล้วก็จะมีคำที่ดูไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่มันเหมือนเป็น Hidden Language เราว่ามันมีค่ามาก ไม่ได้เปรียบว่าเขาเป็น Banksy เมืองไทยนะ แต่ก็กึ่งๆ อะ ซึ่งสร้างมูลค่าได้หากจัดสรรให้ถูก เพราะงานเขามันเป็น Site-specific Installation ถ้าเกิดเรามีคนแบบนี้ในศูนย์ของเราหลายๆ คน เราคิดว่าจะดี มันคล้ายๆ เป็น Learning Center ที่เราอยู่ซานฟรานซิสโกหกปี ศิลปินทำงานสักพักมันก็จะตันๆ พอมาอยู่กับคนเหล่านี้จะมีไอเดียขึ้นมาทันที เพราะพวกเขาไม่คิดมาก

มีเงื่อนไขในการสร้างบรรยากาศการทำงานมั้ย

หนังสือ Big Magic บอกเรื่องวิธีเรียก Creativity ว่าถ้าเกิดยูเข้าสตูดิโอแบบยังไม่ได้อาบน้ำ ไม่ได้แปรงฟัน ตัวเหม็นๆ เข้ามา Creativity มันก็ไม่มา ถ้าเราเข้าสตูดิโอแบบได้อาบน้ำหน่อย โกนหนวด ทาน้ำหอม ไอเดียมันก็เริ่มจะมา นั่นอาจจะเป็นเทคนิคที่จะช่วยเรียก Creativity 

เหมือนแต่งตัวมาทำงาน

Creativity คล้ายเป็น Magical force ไม่รู้มาจากที่ไหนอะ เพราะฉะนั้น เราต้อง Dress up to attract it หนังสือเล่มนี้มันทลายขอบเขตของศิลปินเยอะมาก

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ทำไมตู้ปลาต้องอยู่ในสตูดิโอ ไม่แต่งด้วย นี่มันงานศิลปะชัดๆ

เราชอบดูตู้ปลามาก เลยอยากจะมี ก่อนหน้านี้เลี้ยงปลาทองตัวใหญ่หลายตัว แต่มันก็ตายหมด ตอนหลังเราเลยเลี้ยงแค่ตัวเดียว ตั้งชื่อว่า ทอง แล้วตัวนี้มันทนมาก สามปีแล้วนะ ซึ่งเราว่ามันแฮปปี้ที่อยู่ตัวเดียว เราก็ดูแลมันเป็นพิเศษหน่อย เปลี่ยนน้ำบ่อยหน่อย อยู่ชิลล์ๆ ที่โล่งๆ ไม่ต้องมีอะไรเยอะ เราจะนั่งวาดรูปอยู่ตรงนี้ ถ้าไอ้ดู๊ด (หมา) มามันก็จะป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ช่วงชีวิตตอนนี้ของ ท็อป จ่างตระกูล เป็นยังไง

เป็นช่วงเวลาที่เราชอบความนิ่งเงียบของเรามาก ไม่ต้องพีกมากก็ได้ ขอให้ทำเรื่อยๆ อยู่ที่เราพอใจแค่ไหน เป็นสิ่งที่ดีที่สุด

จะรู้ได้ยังไงว่าแค่ไหนถึงพอใจ

อยู่ที่ Attitude พูดตรงๆ เลยนะ ตอนนี้เราอยากทำอะไรที่ตัวเองอยากจะทำ ใช้ทัศนคติหรือความสุขของเราเป็นตัวตัดสินว่าสิ่งที่เราทำไปตอนนี้เราแฮปปี้ พอใจ กับมันรึเปล่า แล้วก็สิ่งที่อยากจะขายมากที่สุดคือ Personality และ Charisma คาแรกเตอร์ของตัวเอง เวลาทำงานเราก็ต้องขายตัวอีกแบบหนึ่ง พูดกับเขาอีกแบบหนึ่ง แต่ตอนนี้เราอยากจะเป็นศิลปินในสไตล์ของเรา และเริ่มทำงานแบบที่เราชอบ

เริ่มคิดแบบนี้ตอนไหน

ปีที่แล้ว เราทำงานที่ Farmgroup มาเจ็ดแปดปี เราคิดว่า โอเค มันไม่ได้เกี่ยวที่อายุห้าสิบนะ เราไม่ได้คิดถึงตรงนั้น พอถึงช่วงที่มันอิ่มแล้วมันก็อยากจะทำอะไรอีกอย่างเปล่าวะ อยากจะลองทำอย่างอื่นมั้ย ถ้าอยากจะลอง ก็ออกมาสิ สิ่งแรกที่อยากจะทำคือ อาร์ตของเรามันยังไม่สุด เราก็อยากจะดันอีกทีหนึ่ง พอมาวาด เออ ยังไม่สุดจริงๆ (หัวเราะ) แต่มันก็ได้ความเก๋อีกแบบหนึ่งนะ มันก็เป็นเสน่ห์ของมัน เราไม่เถียง แต่ก็จะทำมันให้สวย 

ถ้างานขายไม่ได้จะยังพอใจอยู่มั้ย

คงพอใจน้อยลง แต่เราคิดว่างานขายได้ ไม่ได้ ในฐานะคนทำงานศิลปะ เราต้องถามตัวเองว่าเราทำดีแล้วรึยัง ตอนนี้เราว่าเราทำดีแล้วในสิ่งที่เรามี แต่ถามว่าดีกว่านี้ได้รึเปล่า ดีกว่านี้มันได้อยู่แล้ว แต่มันก็ต้องมีคนมาพัฒนาเรา คล้ายๆ ว่าเปลี่ยนไมโครชิป เราจะได้ทำอะไรได้มากขึ้น เราวาดรูปเป็นสองแบบ ไม่วาด Theories Drawing ก็ Helmet People ซึ่งรูปนี้ความพิเศษของมันคือ เวลาเราเห็นเด็กปอสามปอสี่วาดรูป เธอก็ไม่เคยไปวิจารณ์เขาอยู่แล้วว่านิ้วไม่ครบนะ คอยาวไปนะ 

เราก็ใช้กฎเดียวกัน คือสกิลล์ฉันแปดขวบอะ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร สกิลล์แปดขวบแล้วผิดหรอ เธอจะหวังว่าเด็กแปดขวบจะวาดเหมือนราฟาเอล มันทำไม่ได้อยู่แล้ว เราว่าสกิลล์สิบสามขวบแล้วกัน เราไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย เหมือนโดนแช่แข็ง แต่สิ่งที่พัฒนาคือประสบการณ์ชีวิต การเล่าเรื่องราวที่มันซ่อนอยู่ 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ
ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

งานชุดนี้สร้างแรงกระเพื่อมอะไร

ให้คนหันมามองว่าศิลปะไม่ใช่เรื่องยาก เพราะ Creativity is your right. มันเป็นสิทธิของเธอที่เธออยากครีเอต เราไม่อยากให้คนต้องมาคิดมากว่าทำงานศิลปะมันต้องยากมาก ฉันต้องวาดรูปเหมือนเป็น ทำนู่นทำนี่เป็น แต่ถ้าเป็นก็ดี (หัวเราะ)

ชีวิตท็อปก่อนเป็น ท็อป จ่างตระกูล อย่างทุกวันนี้

เราเป็นคนที่ห่วยมากเลย ห่วยที่สุด ไปเรียนอาร์ตเมืองนอกก็ไม่สนใจ Figure Drawing, Still Life ไอ้เรื่องภาพ โรงเรียนมีให้เลือกว่าจะเรียน Conceptual หรือเรียนพื้นฐานการวาดภาพ เราก็รีบๆ ทำเบสิกให้เสร็จ เพราะชอบจินตนาการ ชอบไปโม้มากกว่า Conceptual มันสนุกอะ ไม่ต้องทำงาน มึงแค่ไปโกหกเขาว่าทำไมเอาอันนี้มา แล้วงาน Conceptual ลึกๆ ยิ่งมาจากเมืองไทยยิ่ง Exotic ยิ่งหลอกฝรั่งได้ เครื่องทุกอย่างที่เราวาดเป็นแบบโดราเอมอนเลย เครื่องมือติดต่อชาติที่แล้ว ฝรั่งแม่งไม่เคยเห็นแน่ๆ Past Life Machine นี่มึงอึ้ง 

คุณบอกว่าที่โรงเรียนนี้สอน Visual Art และตดก็เป็นงานศิลปะได้

ใช่ นั่งคุยสองชั่วโมงหน้ามืดเลย เป็นโรงเรียนที่คล้ายเป็นห้องแล็บ แล้วครูไม่สอน เหมือนไม่ค่อยได้เรียนด้วยซ้ำไป ไปทำอะไรก็ได้ เพราะ It depends on you. แล้วก็ห้ามทำอะไรที่มันอยู่ในหนังสือ มันเลยบังคับให้เราคิดอะไรใหม่ๆ 

รู้สึกว่าโรงเรียนจะปิดตัวปีนี้ หลายคนก็เสียดาย

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ
ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

แล้วตอนนั้นคุณเรียนอะไร

Video Performance คล้ายๆ Prank มันเป็นไปได้หมด เขาคิดกันแบบนั้นที่โรงเรียนเรา วันๆ หนึ่งก็จะประสาทแดก คิดอะไรแบบนี้ทุกวัน (หัวเราะ) แต่เขาวัดไอเดียด้วยเกณฑ์ว่างานมันไปต่อได้แค่ไหน เป็นซีรีส์ได้แค่ไหน ถ้าคนคนหนึ่งทำแบล็กเมลมาแล้ว What’s the next piece? ถ้าไม่มี แสดงว่างานชิ้นนั้นมันไปต่อไม่ได้ ถ้ามันตัน แสดงว่าไม่ใช่ 

ทำไมถึงเลือกเรียนสิ่งนี้ล่ะ

ตอนนั้นอยู่ University of San Francisco เรียน Business เป็นเมเจอร์ แล้วเรียน Sculpture เป็นไมเนอร์ไปด้วย บิสิเนสเรียนไปเพราะพ่ออยากให้เรียน แต่ก็เรียนไปไม่ผ่าน เลยต้องเรียน Sculpture พอเรียนไปเรียนมา บิสิเนสก็กลายเป็นรอง 

เรียน Sculpture ปั้นเสร็จก็ไปอธิบาย ได้เอมาง่ายกว่าไง บิสิเนสมันต้องไปนั่งเปิดตำรานู่นนี่นั่น 

ตอนนั้นช่วง 90s พ่อบอกแล้วว่าทำไมยูไม่เรียนอินเทอร์เน็ต เราก็ไม่เชื่อพ่อ ไปเรียนอาร์ต พ่อมาหาที่สตูอิโอ งงเลย เดี๋ยวนี้คนเขานั่งกดคอมพิวเตอร์ มึงยังทุบค้อนอยู่อีก (หัวเราะ) พ่อโมโหมาก พ่อบอกว่า รู้งี้พ่อส่งยูไปเรียนละครใบ้ไม่ดีกว่าหรอ แต่เขาก็แฟร์ Whatever เรื่องของยู พ่อก็พูดถูกนะ เพราะเขาเป็น Business Man คือเราก็พยายามเรียนอินเทอร์เน็ตนะ แต่พื้นฐานเลขเรามันห่วย เรียนโค้ดแล้วมันงงอะ คืออะไร

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ
ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ตอนเด็กฝันอยากเป็นศิลปินรึเปล่า

ตอนเด็กเราอยากเป็นสถาปนิก เราคิดหลายครั้งว่าส่วนมากเด็กผู้ชายที่อยากเป็นศิลปิน เราว่าเขาชอบสถาปนิก เพราะมันเป็นอะไรที่จับต้องได้ มันเป็นอาคาร มี Light and Shadow มันดูสวย อาคิเท็กของเราก็เลยกลายมาเป็นรูป Structure พวกนั้น 

ตอนเด็กเราต่อเลโก้ วาดรูป เยอะอะ เพราะมันไม่มีอะไรทำ มันทำให้เรากระวนกระวายต้องหาอะไรทำ ขนาดเขียน ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก ยังโดนครูด่าทุกวันเลย ลายมือไม่เหมือนกันสักวัน เพราะอยากจะทดลอง เมื่อก่อนเราควรจะเป็นคนเก่งเลขมากกว่านี้ แต่เลขมันดันไปเร็วมาก เรายังสนุกไม่พอมันก็ไปแล้ว ยิ่งเจอโจทย์ว่ารถไฟออกจากกรุงเทพฯ แปดโมง ใช้เวลาหกชั่วโมง ถึงเชียงใหม่กี่โมง เราก็แบบ ไม่มีตารางเวลาหรอวะ แม่ง ตอนนั้นเราคิดว่าทำไมมึงต้องคิดวะ มันต้องมีตารางเวลาสิ เราเลยไม่ชอบเลข ก็เลยมาทางศิลปะ

ถ้าย้อนกลับไปตอนเด็ก วาดรูปเหมือนตอนนี้เป๊ะเลยมั้ย

คล้ายๆ นะ จำได้แม่นเลยตอนอยู่ปอหก เราเป็นคนทำข้อสอบเร็วมาก ไม่ได้อ่านอะไรเยอะ รีบๆ ทำ แล้วจะเริ่มพลิกกระดาษวาดรูป เสร็จปุ๊บพอครูเก็บกระดาษคำตอบเราไม่อยากให้เลยอะ เสียดายรูป

แล้วผ่านมั้ย

รูปหรือข้อสอบ

ข้อสอบ

ตก (หัวเราะ) เราเป็นคนไม่คิด ยิ่ง Multiple Choice ยิ่งทำเร็ว เป็นคน Go by instinct จะเลือกชอยส์นี้เมื่อมัน Looks good, feels right.

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

15 มิถุนายน 2565
3 K

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

“พบกันที่สตูดิโอบ้านอาจารย์บุญกว้างนะคะ”

เสียงของน้องทีมงาน The Cloud ส่งมาตามสาย เราตื่นเต้นที่จะได้เดินทางจากจังหวัดระยอง เข้ากรุงเทพฯ ไปเยือนบ้านเจ้าของรางวัลที่ 1 งานประกวดสีน้ำโลก ปี 2015 ณ ประเทศตุรกี

เราไปถึงช่วงบ่าย สตูดิโออยู่บนชั้นสองของตัวบ้านที่ร่มรื่นหลังแรกของหมู่บ้านต้นไม้ บนถนนเทิดราชัน ดอนเมือง

ที่นี่เป็นที่ทำงานและสตูดิโอสอนสีน้ำของ อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ศิลปินสีน้ำระดับโลกที่เก็บตัวอยู่อย่างสงบ เมื่อเดินเข้าไปในห้อง สายตาของเราก็ปะทะกับรางวัลมากมายบนชั้นหนังสือที่ศิลปินคนนี้ได้รับ นี่คือเครื่องการันตีผลงานชั้นครูของเขา และเราก็เป็นหนึ่งในทีมที่ได้มาเยี่ยมชมผลงาน รวมถึงทำความรู้จักศิลปินถึงบ้านด้วย

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

เด็กชาย คุณพ่อ และงานศิลปะ

“ตระกูลจริง ๆ ของผมอยู่ที่นนทบุรี แล้วก็ย้ายไปประจวบคีรีขันธ์ พอจบโรงเรียนบ้านไร่เก่าฯ ซึ่งจบ ป.7 สมัยก่อน ก็เข้ามาในเมือง มาเรียนต่อที่โยธินบูรณะ จบ ม.ศ.3 ก็ไปสอบเข้าวิทยาลัยช่างศิลป จากนั้นเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากร จบปริญญาตรีสาขาศิลปศาสตรบัณฑิต” อาจารย์บุญกว้างเริ่มเล่าเส้นทางการศึกษาให้เราฟัง เขาบอกว่าตั้งแต่จำความได้ก็ชอบวาดรูปแล้ว

“แสดงว่าความชอบด้านนี้อยู่ในสายเลือด” เราเอ่ย

“ใช่ มันอยู่ในทุกลมหายใจ” อาจารย์บอกอย่างราบเรียบแต่เป็นความจริง

เรามองดูหนังสือการ์ตูนและโปสเตอร์ภาพยนตร์ที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจตอนเด็กของเขา

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

“ตอนเด็ก ๆ วิ่งข้ามถนนไปดูทีวีบ้านหนึ่ง เราจำภาพการ์ตูนนั้นได้ ตอนเช้าก็มาเขียนใส่สมุด เขียนลงพื้นปูนหน้าบ้านด้วยชอล์ก เราทำอย่างนั้นทุกวัน จนกระทั่งเจอการ์ตูนคอมิกส์ขายในตลาด ก็เริ่มเอามาเป็นแรงบันดาลใจ จากตรงนี้ก็ไปเจอโปสเตอร์หนัง เราฝึกจากตรงนั้น จนกระทั่งได้เรียนศิลปะจริง ๆ” เขาหยุดสักพักแล้วเริ่มพูดต่อ

“พ่อผมก็เป็นคนที่เห็นคุณค่าของศิลปะนะ ตอนผมเด็ก ๆ มีพวกปลัดอำเภอมาเที่ยวบ้าน พ่อเอาเก้าอี้นอนที่เป็นไม้ให้ท่านปลัดนอน เสร็จแล้วเขาก็พาผมไปหาท่านปลัด ผมก็ถือรูปไปให้ปลัดดู พอปลัดดูก็บอก โอ้ เก่งมาก! แสดงว่าพ่อเขาก็ภูมิใจในตัวผม ไม่งั้นเขาคงไม่เอาไปโชว์หรอก”

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้เรารับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์บุญกว้าง คุณพ่อ และงานศิลปะ คือตอนที่อาจารย์เดินไปหยิบผ้าพันแผลม้วนใหญ่ ที่มีความยาวเท่าข้อศอกออกมาให้ชม

“มันเป็นผ้าพันแผลของพ่อผม” อาจารย์ว่าอย่างนั้น

“เขาเป็นหมอ นี่เป็นของชิ้นสุดท้ายที่ผมสื่อสารในใจ เพราะว่าของอย่างอื่นของแกหายไปหมดแล้ว ผมเจอผ้าพันแผลอันนี้แล้วก็จำได้ว่าพ่อเคยใช้ ผมเก็บมาหลายปี พ่อตายตั้งแต่ผมอยู่ ม.ศ.2 ซึ่งนานมาก ย้ายไปไหนก็หิ้วไปด้วย จนกระทั่งได้ลองเอาผ้าพันแผลมาทำเป็นเท็กซ์เจอร์ของภาพ เลยมีอินไซต์บางอย่างที่ผูกพัน”

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

เราพิจารณาผ้าพันแผลม้วนนั้นอยู่สักพัก หากมองผ่าน ๆ คงจะเห็นเป็นเพียงม้วนผ้าเก่าธรรมดา แต่เมื่อได้ทราบที่มาที่ไป และผลลัพธ์หลังการใช้ เราก็รู้สึกทึ่งและประทับใจ เพราะหลายผลงานที่อยู่ในสตูดิโอที่เราเห็นวันนั้น ก็มี เท็กซ์เจอร์จากผ้าพันแผลของคุณพ่ออยู่ด้วย

ก่อนที่อาจารย์จะมาทำงานศิลปะแบบในปัจจุบัน น้อยคนนักที่รู้ว่าเขาเคยทำงานโฆษณามาก่อน

โดนเพื่อนหลอกมาสมัครงานโฆษณา

“ตอนที่เราจบมาใหม่ ๆ เรามีความตั้งใจว่าอยากเป็นศิลปิน แต่จบมาเพื่อนเข้าทำงานออฟฟิศกันหมดเลย ผมโทรไปหาใคร เขาก็บอก ไม่ได้ว่ะ เอ้ย! ประชุมว่ะ มันเป็นอย่างนั้นอยู่หลายเดือน

“จนในที่สุด ผมรู้สึกโดดเดี่ยวมาก เกือบปีที่ไม่ทำงาน นั่งเขียนรูป เพราะสมัยก่อนไม่ใช่ว่าเขียนรูปแล้วจะขายได้ ต้องผ่านสนามประกวด ไม่ง่ายนะ ศิลปินเยอะ การประกวดน้อย การซื้อรูปก็ยังไม่บูม

“จนผมโดนเพื่อนหลอกไป เพราะที่บริษัทเพื่อนขาด Visualizer ซึ่งมีหน้าที่คือ เวลาครีเอทีฟไปขายงาน สมมติเขาคิดหนัง 1 เรื่อง 12 ช่อง เขาต้องการคนมาเขียนว่า หนังมันเริ่มยังไง จบยังไง เพื่อนผมก็หลอกไปช่วยเขียนอันนี้แหละ ผมก็ไปบริษัท มันก็เอาใบสมัครงานมาให้เลย

“จำได้เลยว่าวันสมัครงาน เขาให้เขียนเงินเดือน ผมเขียนไป 4,000 แล้วเจ้านายเขาบอกว่า เฮ้ย! เขียนได้ไง 4,000! เราตกใจ เขียนแพงไปเหรอ เขาบอกว่า เขียนไปเลย 6,000! เราตกใจว่าทำไมไม่กี่นาที เงินขึ้นถึง 6,000 ทำไปทำมาก็เริ่มรู้ว่า งานโฆษณาบุคลากรน้อย แต่งานเยอะ สินค้าสารพัดสารเพต้องมีโฆษณา พวกบริษัทต่างชาติเข้ามาก็ต้องใช้เอเจนซี่ไทย ผมเลยโลดแล่นอยู่ในงานโฆษณาร่วม 30 ปี”

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

แต่แน่นอนว่าหลังทำงานมาอย่างโชกโชน คนเราย่อมมีจุดอิ่มตัว

“ประมาณ 5 – 6 ปีหลัง ผมมีงานน้อยลง ตอนนั้นแพลตฟอร์มของโทรศัพท์กำลังมา ผมวางแผนว่าจะต้องมีอาชีพที่สอง จึงเริ่มพัฒนาด้านศิลปะ หนึ่ง เกิดจากความรัก สอง ถ้าผมวาดได้ขนาดนี้ ผมก็สอนคนได้ อาชีพสอนวาดรูปก็น่าจะไปได้เหมือนกัน ก็เดาเอา หลัก ๆ ผมพัฒนาตัวเองก่อน”

งานวาดรูปมาจากความรักส่วนตัว หลังจากนั้นจึงพัฒนาสู่การสอนวาดรูป เช่นเดียวกับสถานที่ที่เรากำลังพูดคุยกับอาจารย์บุญกว้าง ห้องกระจกที่มองลงไปเห็นถนนและรถราวิ่งว่อน ห้องนี้เคยเป็นสถานที่ต้อนรับลูกศิษย์มากมาย กระทั่งโควิด-19 มาเยือน คอร์สการสอนออนไซต์จึงกลายเป็นการสอนออนไลน์ไปโดยปริยาย

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป
‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

พินิจพิจารณาจนค้นพบความต้องการ

ระหว่างสำรวจห้องของอาจารย์ เรามองเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีแผนภูมิวงกลมวาดอยู่บนนั้น อาจารย์บุญกว้างจึงหยิบขึ้นมาอธิบายให้เราฟังว่า นั่นคือวิธีการมองชีวิตของเขา

“ผมแบ่งเป็น 2 เรื่อง ภายนอกและภายใน ผมมานั่งคิดดูว่า ตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 50 ผมวุ่นวายอยู่กับเรื่องภายนอก ทั้งตอนเรียน ทำงาน จนกระทั่งมีครอบครัว เรามีหน้าที่ทำงานให้ลูกค้า เลี้ยงดูครอบครัว และสร้างทุกอย่าง เรียกว่า 1 – 50 ปี เป็นเรื่องภายนอกหมดเลย แทบจะไม่มีตัวเองอยู่ในนั้น

“พอมาหลังอายุ 50 จนถึงปัจจุบัน ระยะเวลามันแค่ 8 ปี แต่ผมเริ่มมองเรื่องภายในมากขึ้น ผมไม่เคยถามตัวเองเลยว่า จริง ๆ เราชอบอะไร เราเป็นใคร อะไรเป็นความสุขของเรา และอะไรเป็นความทุกข์ พอหลังอายุ 50 เริ่มพิจารณาตัวเองมากขึ้น มันก็สอดคล้องกับสิ่งที่ผมทำ คืองานศิลปะและงานวาดรูป”

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

ครั้งหนึ่งอาจารย์ไปร่วมงานเทศกาลสีน้ำที่ประเทศรัสเซีย ณ กรุงมอสโก ตอนนั้นได้รางวัลจึงได้รับเชิญไป หลังงานเสร็จ เขาแวะไปเที่ยวที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเจอรูปปั้นของ เฮนรี มัวร์ (Henry Moore) ประติมากรชาวอังกฤษ สิ่งที่ผู้มาเยือนยืนจ้องอยู่นาน คือผลงานสลักก้อนหินรูปผู้หญิงนอน ทำให้เขาเริ่มสังเกตตัวเองว่า

เขาชอบความเรียบง่ายของงานเหล่านั้น รวมถึงความเป็นตัวเองในงาน

“เราชอบอะไรที่เป็นสัจจะ ชอบอะไรที่ไม่ค่อยปรุงแต่ง แล้วก็เชื่อว่า ศิลปะมันเป็นแค่การสะท้อนตัวตนของคนคนหนึ่งแค่นั้นเอง”

  อาจารย์บุญกว้างบอกว่า การให้ความสนใจกับภายนอกมากเกินไป จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำลายความเป็นตัวของตัวเอง

“เมื่อเรากลัวว่ารูปจะทันสมัยไหม จะเชยไหม นี่คือสนใจเรื่องภายนอก แต่พอเป็นเรื่องภายใน เรามีความมั่นใจ งานเราก็ไม่จำเป็นต้องมีสี แล้วถ้าไม่มีสี มันจะเหมือนเหรอ มันไม่เหมือนก็ได้ มันจะเหมือนไปเพื่ออะไร ความคิดของคนวัย 50 เริ่มมีความยูนีกขึ้นมา แล้วเราก็มั่นใจในทางที่เราเดินมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกัน ผลเสียอย่างหนึ่งที่มันจะเกิดแน่ ๆ เลยก็คือ เราแทบจะไม่สนใจสังคมแล้ว”

นัก (ชอบ) วาดรูปรุ่นใหญ่

เราเริ่มถามอาจารย์ถึงมุมมองที่มีต่องานแสดงในฐานะศิลปินคนหนึ่ง

เขาบอกเราว่า เขารู้สึกเฉยกับการจัดงานแสดง

“ทำไมเราต้องแสดง มีน้องคนหนึ่งบอกผมว่า พี่น่าจะเป็นศิลปินแห่งชาตินะ มันไม่ได้อยู่ในความคิดของผมเลย ผมแค่ตื่นขึ้นมา ผมวาดรูปแล้วมีความสุขกับการวาดรูป เคยคิดว่าถ้าได้ไปตอนเรากำลังวาดรูปก็ดีนะ เวลาที่ผ่านอายุ 50 ขึ้นมา สำหรับผมมันคือคริสตัล เพราะผมมองอะไรทะลุปรุโปร่งมาก ไม่รู้ว่ามันเป็นที่ศิลปะที่ผมทำด้วยหรือเปล่า แต่มันเป็นการค่อย ๆ ละเมียดกับตัวเองมากขึ้น”

หลังจากฟังการตกผลึกของอาจารย์บุญกว้าง เราถามเขาว่าอยากเป็นศิลปินตั้งแต่เด็กเลยหรือไม่ เขาตอบกลับมาว่า ความฝันคือแค่วาดรูป

“คำว่าศิลปิน มันคือคน คือตำแหน่ง สมมติ พี่เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เขาเป็นศิลปินเพราะการแสดงออกของเขา การพูดจา การพรีเซนต์งาน ภาพวาด ในภาพรวมผมดูแล้วก็ชื่นชมเขาเป็นศิลปิน แต่ผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น ผมเป็นแค่คนวาดรูป ไม่ถึงขนาดศิลปิน เหมือนตอนเด็กผมดูการ์ตูน ผมก็อยากเป็นจิตรกร

“จำได้ว่าไปยืนหน้าห้อง อาจารย์ถามว่า อยากเป็นอะไร คนนู้นก็เป็นหมอ คนนี้ก็เป็นทหาร คนนั้นก็เป็นตำรวจ มีผมคนเดียวเป็นจิตรกร เพื่อนฮาลั่นเลย แล้วก็โดนล้อว่าเป็นจิตรกรไส้แห้ง ภาพมันเป็นอย่างนั้นในสมัยนั้น เรื่องจริงนะ จิตรกรส่วนใหญ่จะไส้แห้ง เพราะมันทำงานด้านจิตวิญญาณ ไม่มีกำไร”

แต่ถึงอย่างนั้น อาจารย์บุญกว้างก็ยังคงวาดรูปด้วยความชอบมาตลอด โดยภาพที่เขาเขียนมักเป็นทิวทัศน์และคน แต่ทิวทัศน์สื่อสารไม่ค่อยตรงใจในบางครั้ง เขาจึงเขียนภาพคนเพื่อแสดงออกในสิ่งต่าง ๆ มากกว่า

โลกแห่งสีน้ำและผลงานที่ชื่นชอบ

เราเดินทัศนาผลงานอาจารย์ที่ได้รางวัลสีน้ำโลก ต้องบอกว่าเยอะมาก!

อาจารย์บุญกว้างกวาดรางวัลมาแล้วทั่วโลก ตั้งแต่การประกวดที่ตุรกี ปี 2015 – ปัจจุบัน (แต่หลัง ๆ อาจารย์ไม่ค่อยส่งประกวด) เขายื่นหนังสือเล่มเล็กที่อัดแน่นด้วยผลงานรางวัลมาให้เราชม

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

อาจารย์บุญกว้างเล่าว่า การประกวดระดับโลกของเขาเกิดจากเพื่อนที่พบกันในเทศกาลสีน้ำโลก ที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดขึ้นในประเทศไทย ในงานนั้นมีศิลปินทั่วโลกมาร่วมงาน ทำความรู้จักกันผ่านเวิร์กชอปต่าง ๆ เมื่อมิตรภาพเกิดขึ้น เพื่อนคนนั้นจึงชวนให้เขาส่งผลงานไปประกวด พร้อมทั้งหาที่พักให้ ในที่สุดก็เกิดเป็นสมาคมขึ้นมา

หลากหลายผลงานภาพวาดที่อาจารย์บุญกว้างเลือกมาให้ชม สร้างความอิ่มเอมใจให้กับคนที่ชื่นชอบผลงานของอาจารย์บุญกว้างอย่างเรามาก เขาเปิดประตูพาเราเข้าไปชมห้องสะสมผลงาน

ภาพทุกภาพล้วนแสดงอารมณ์ผ่านฝีแปรงได้อย่างล้ำเลิศและลุ่มลึก

01 The Master

Gold Medal, 4th International Watercolor Society “HOMER LOVE AND PEACE THROUGH ART”, Turkey 2015

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

ภาพ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ที่ได้รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ที่งานประกวดสีน้ำโลก ณ ประเทศตุรกี

02 Feel The Breeze

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

ภาพนี้วาดจากคนใกล้ตัว ลูกสาวของอาจารย์

03 The Mother & Child

First Prize, 1ra. Bienal Internacional de la Acuarela KIPUS BOLIVIA, 2017

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

“ผมชอบเขียนภาพคนชายขอบ ผมรู้สึกว่าพวกเขายังเป็นคนอยู่ มีความเป็นมนุษย์ เกิดมามีชีวิต เลี้ยงดูลูก แล้วก็ตายอย่างสงบ แต่ว่าคนปัจจุบันหลายคน ดราม่ากันตั้งแต่มีลูก มีครอบครัว ไม่ค่อยจะรักษาโลก แต่ทำลายโลกมากกว่า

“ผมก็เลยไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ไปชอบคนเหล่านี้ คนที่ไม่ทำลายโลก”

04 The Lost People 

1st Taiwan World Watercolor Competition & Exhibition, Taiwan 2016

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

“คนนี้เป็นคนพม่า ภาพนี้แสงตกมาสวยมาก ผมก็ไปขอคนที่ถ่ายภาพมาวาด พอเราวาดเล็ก ๆ มันก็แสดงออกไม่ชัด อยากโชว์ให้เห็นริ้วรอย โชว์ให้เห็นแสง ผมเลยวาดขนาดใหญ่ เป็นภาพที่ประทับใจภาพหนึ่ง ผมตั้งชื่อภาพว่า ‘The Lost People’ คือคนที่กำลังจะจากเราไป

“ผมมีปมเรื่องนี้อยู่ แม่ผมเป็นคนโบราณ ในความคิดความอ่านของแม่ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจมาก ผมบอกว่าเดี๋ยวจะไปซื้อน้ำขวดมากิน แม่ก็บอกว่า จะบ้าเหรอ ใครเขาขายน้ำกัน บาปตาย เขาเป็นคนในยุคที่น้ำขายไม่ได้ ใครมาขอ ต้องรีบให้ ผมเพิ่งรู้สึกว่ามันมีคุณค่าบางอย่างในคนแต่ละรุ่น”

05 และ 06 ความทุกข์

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

“อันนี้จริง ๆ มันสวยตั้งแต่เป็นภาพถ่ายแล้ว แต่ผมเอามาสร้างสีสัน เพราะภาพถ่ายออกทึม ๆ ออกไปแนว Dark Silhouette ด้วยซ้ำ ผมเลยเอามาเติมสีสันใหม่ พยายามเติมสีให้ความรู้สึกคล้าย ๆ เลือดและเนื้อ เป็นเรื่องความทุกข์ของคนที่ไม่มีโอกาส เพราะคนที่ไม่มีโอกาส ก็ไม่มีโอกาสอย่างนั้น ผมมองว่าการปรับชั้นของสถานะมันยากมาก อย่างผมเกิดมาในครอบครัวร้านขายยา ก็ไปไกลกว่านี้ไม่ได้ แม้ได้เรียนโรงเรียนดีระดับหนึ่ง แต่โตมาก็ไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตอะไร

“ผมมองว่าผู้คนที่อยู่ริมถนนจะขยับฐานะขึ้นมาเป็นเรื่องยากมาก เรามองแล้วก็เวทนานะ เลยถ่ายทอดความรู้สึกผ่านทางรูปวาด การวาดรูปบางทีจุดเริ่มต้นมันก็เป็นแค่ความเห็นอกเห็นใจ แต่ผมก็ไม่ได้คาดหวังให้คนมาเห็นเหมือนผมหรอก ผมก็ใช้เขาเป็นตัวแทน แล้วก็แสดงออกไป

“อาจจะเป็นความสุขก็ได้ เป็นความทุกข์ก็ได้ เป็นเรื่องของความไม่จีรังของสังขารชีวิต”

การเรียนรู้จากสีน้ำ

ตอนที่อาจารย์บุญกว้างออกจากงาน เขาตั้งใจไว้ 2 อย่างคือ

หนึ่ง เขียนรูปซึ่งเป็นสิ่งที่เขารัก สอง ทำอะไรสักอย่างให้สังคมผ่านความถนัดของตนเอง

อาจารย์บุญกว้างเริ่มเปิดสอนวาดภาพฟรี แต่ปรากฏว่าคนเรียนไม่ให้ความสำคัญจนโดดเรียนบ่อยครั้ง เมื่อเขารู้ว่าการสอนฟรีไม่เวิร์ก จึงเริ่มเก็บเงินไม่แพงมาก และปรับราคาให้ถูกกว่าเจ้าอื่นเล็กน้อย

ซึ่งผลลัพธ์ก็ดึงดูดลูกศิษย์หลากหลายอาชีพมาหา

“จริง ๆ สิ่งที่ผมไม่รู้ คือ มีคนที่ชอบวาดรูปเยอะมาก แล้วคนที่มาเรียนกับผม เป็นหมอ พยาบาล ทันตแพทย์ พนักงานธนาคาร ผมแอบไปนั่งคุยว่าทำไมมาเรียนวาดรูป เขาบอก จริง ๆ งานเขาเครียด

“อีกส่วนหนึ่งบอกว่า เขาเป็นคนชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก แต่ตามใจพ่อแม่ที่อยากให้ไปเรียนหมอ เขาก็ไปเรียน คราวนี้พออายุมากแล้ว เริ่มเตรียมเกษียณ ก็เลยกลับมาหาผม พอผมสอน ผมก็เริ่มเห็นว่า จริง ๆ สิ่งที่ผมเข้าใจแต่แรกว่า คนที่รักศิลปะเท่านั้นที่เป็นศิลปิน วาดรูปได้ มันไม่ใช่ กลายเป็นว่าคนที่เป็นหมอก็วาดรูปได้ นอกจากผมจะสร้างงานของตัวเองแล้ว ผมก็ไปผลักดันคนที่อยากวาดรูปให้เขาได้วาดรูป ให้เขาได้สร้างผลงาน แล้วผมก็จัดนิทรรศการให้ เป็นการรวบรวมนักเรียนของผม เมื่อ 2 – 3 ปีก่อนผมก็จัดเป็นงานใหญ่เลย ให้เขามีตัวตนอีกตัวตนหนึ่ง นั่นคือศิลปิน”

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

อาจารย์บุญกว้างบอกเราว่า ความรักคือสิ่งสำคัญ ศิลปะเปิดโลกทัศน์และสร้างทัศนคติให้แก่ผู้คน การเรียนสายวิทย์และสายศิลป์จะช่วยเติมเต็มส่วนที่ต่างคนต่างไม่มีได้

“ไม่ใช่ทั้งประเทศมีแต่หมอ มันต้องมีศิลปะ ต้องมีครู มีนักวิจัย ประกอบกันเป็นสังคม”

ตลอดเวลา 12 ปี ที่อาจารย์บุญกว้างวาดสีน้ำอย่างจริงจัง เขาปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างคนที่มุ่งมั่นเรียนรู้เท่าที่เรียนไหว สอนลูกศิษย์ที่สนใจต่อไปด้วยคอมพิวเตอร์ที่เปรอะสีน้ำอยู่หลายจุด และกล้องที่บันทึกภาพการเรียนการสอนทุกวินาที แต่ถึงเทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของชีวิต อุปกรณ์วาดภาพอย่างแปรง กระดาษ และพู่กัน ก็ยังเป็นสิ่งที่อาจารย์บุญกว้างเลือกใช้ มากกว่าปากกาที่จรดลงบนกระดาษดิจิทัล

“ตอนนี้อายุ 58 ตอน 60 คิดว่าก็ยังวาดภาพอยู่”

ทุกวันนี้ อาจารย์บุญกว้างใช้เวลาไปกับการปลูกต้นไม้ในบ้าน และรักษาความสุขเอาไว้อย่างเดิม

“ผมแค่คิดว่า ตื่นขึ้นมาก็จะวาดรูป เพราะผมมีความสุขกับการวาดรูป”

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

รัสรินทร์ กิจชัยสวัสดิ์

ทำร้านหนังสือเล็ก ๆ งานหลักคือเดินทาง ไม่แน่ใจว่ารักทะเลหรือภูเขามากกว่ากัน แต่ที่แน่ ๆ ชอบกินของอร่อย

Photographer

ยุพดี สัตตะรุจาวงษ์

ช่างภาพจากคณะวิทยาศาสตร์ ผสมผสานงานศิลปะ มีใจรักการทำอาหารและขนม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load