ท็อป จ่างตระกูล

เราพิมพ์ชื่อนี้ในช่องค้นหาของ Google 

About 493,000 results 

กูเกิลบอกจำนวนผลลัพธ์ 

…และบอกเรื่องราวของเขา

ท็อปในวัยเลข 2 จบการศึกษาปริญญาตรีสาขาประติมากรรม จาก University of San Francisco และปริญญาโทสาขา Video Performance จาก San Francisco Art Institute

ท็อปในวัยเลข 3 เป็น New Yorker คนไทยรุ่นใหม่ยุคแรกที่คนจับตามอง เขาโลดแล่นในวงการศิลปะในสหรัฐอเมริกา เป็นคนอีกเจนที่สร้างกระแสของคนที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ สร้างความเคลื่อนไหวและงานนอกกรอบให้ผู้ชมตื่นเต้น ตกใจ ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มีผลงานแสดงในต่างประเทศ ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม และ Installation Art โดยเฉพาะผลงานสไตล์ Conceptual Art ที่มีเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว 

ท็อปในวัยเลข 4 กลับมาอยู่เมืองไทย หลังจากใช้ชีวิตในแวดวงศิลปะสหรัฐอเมริกามานานกว่า 30 ปี เริ่มปักหมุดหมายแรกเรื่องศิลปะในบ้านเกิดด้วยการทำรายการสัมภาษณ์ศิลปิน Art Scene TV ในช่อง YouTube ก่อนจะผันตัวมาเป็นหนึ่งในผู้บริหาร Farmgroup – Creative & Design Consultancy ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างแบรนด์ให้บริษัทชั้นนำหลายแห่ง หรือผลงานที่คุ้นหูกว่านั้น คือเป็นคลื่นใต้น้ำเบื้องหลัง Hotel Art Fair งานโชว์ศิลปะในโรงแรมที่เปลี่ยนห้องพักให้เป็นแกลเลอรี่ ช่วยดันให้ศิลปินคลื่นลูกใหม่หลายต่อหลายคนได้แจ้งเกิดและต่อให้เหล่าอาร์ตแกลเลอรี่ได้ไปถึงยอดคลื่น

ท็อปในวัยเลข 5 ลาออกจากการเป็นผู้บริหาร กลับมาอยู่บ้าน ออกกำลังกาย ดูแลลูกสาว เลี้ยงหมา 1 ตัวชื่อดู๊ด เลี้ยงปลาทอง 1 ตัวชื่อทอง และตื่นมาวาดภาพในสตูดิโอหลังเล็กในรั้วบ้านทุกเช้า ภาพที่เขาบอกว่า ใช้ความคิดล้วนๆ ไม่มีเบสิกปน ภาพที่ไม่ต่างจากภาพวาดสมัยเด็ก แค่ขยายใหญ่ขึ้น 10 เท่า แต่จุประสบการณ์ทั้งชีวิต

เหมือนกูเกิลจะยังบอกเราไม่หมด 

แต่ไม่เป็นไร ให้ภาพมันเล่าเรื่อง

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

งานศิลปะที่คุณทำตอนนี้เรียกว่าสไตล์อะไร

สไตล์นี้ฝรั่งจะเรียกว่า Naïve Art ตอนอยู่ซานฟรานซิสโกเราเคยไปสอนหนังสือเด็กพิเศษ เขาไม่ได้เรียนอาร์ต แต่เขาชอบศิลปะ ภาษาอังกฤษเรียกศิลปะแบบนี้ว่า Outsider Art ซึ่งโยงกับสิ่งที่เราชอบ เป็นแพสชันจริงๆ เพราะลายเส้นของเขาไม่เหมือนชาวบ้าน เหมือนเด็กวาดรูป มันจะมีอะไรที่ใสๆ และตรงไปตรงมา เราก็เลยมีจุดนั้นเป็นแรงบันดาลใจทำชุดนี้ที่เราวาด จริงๆ มันไม่มีอะไรมากเลย แค่วาดรูปเล่นเหมือนตอนเด็กๆ ขยายให้มันใหญ่ขึ้นมาสิบเท่า ใช้สีเทียน แล้วก็พาไอ้ตัวนี้เที่ยวไปเรื่อยๆ

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ทำไมคุณถึงไม่เลือกวาดภาพเหมือน ฯลฯ

ตอนนี้ศิลปินไทยฝีมือดีมากนะ วาดภาพเหมือนเกือบจะ 6D แล้วอะ (หัวเราะ) จะชัดไปไหน เราก็แบบไปสายนั้นนี่กูตายแน่ๆ สาย Abstract กูยิ่งตาย เพราะมีตัวพ่อ ตัวแม่ เยอะมาก ทั้งพี่สมบูรณ์ (สมบูรณ์ หอมเทียนทอง) พี่สมยศ (สมยศ หาญอนันทสุข) เดี๋ยวนี้คนก็ลุกขึ้นมาทำ Abstract เพราะมันใช้คำอธิบายเดียวไง What you see is what you feel. อ้าว มันก็พูดไปได้เรื่อยๆ ไง คนดูก็ซื้อ เราเลยคิดว่ามาแนวนี้ดีกว่า 

อะไรคือแรงผลักดันให้วาดภาพพวกนี้ออกมา

เราพยายามคิดและวิเคราะห์ ส่วนมากงานอาร์ตแรงผลักดันได้มาจากวัยเด็กเยอะมากเลย อาจเป็นหนัง Sci-fi ที่ดู ไอ้ตู้ๆ พวกนี้มันมาจากตู้ปลา ไม่มีอะไรหรอก มันเหมือนตู้ปลาในห้องเรา งูนี่ก็เราวาดทีเร็กซ์ไม่เป็นไง (หัวเราะ) จะวาดตัวอะไรที่ดูมีความ Primitive หน่อย มีความน่ากลัวหน่อย มีเส้น มี Curve งูก็วาดง่าย 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ส่วนรูปนี้เราทำตอนมีไฟป่าที่เชียงใหม่ และมีอยู่รูปหนึ่งที่เราทำไว้ตอนพะยูนตาย เราดูในอินเทอร์เน็ต ล่าสุดมีปลาโลมาที่ตายที่ญี่ปุ่น มันก็น่าเศร้า หรือมีเสือตัวหนึ่งเดินวนเป็นวงกลมในสวนสัตว์แล้วมันก็ตายเพราะมันเครียด เราคิดว่าข่าวพวกนี้มันก็กลับเข้ามาในรูป 

เรื่องไฟป่า การสูญพันธุ์ของสัตว์ เป็นงานของศิลปินเหรอ

มันก็จะมีวอยซ์เล็กๆ ไอ้วาดรูปมันไม่เท่าไหร่หรอก แต่เราต้องคิดว่าไอ้สามแผ่นนี้มีเมสเสจอะไรในแต่ละตอน อย่างนิทรรศการล่าสุดที่ชื่อว่า Other Worldly มันก็คือโลกอีกโลกหนึ่ง โลกในจิตนาการของเรา ว่าคนพวกนี้ไปทำอะไร เป็นตอนๆ มีรูปตอนหนึ่งที่นักบินอวกาศมาที่ดาวดวงนี้ ทำการทดลองกับสัตว์ต่างๆ เล่าให้ง่ายที่สุดคือมันก็เหมือนตอนเราเด็กๆ แล้ววาดรูปเล่น มันก็จะมีพระเอกกับผู้ร้าย มันก็เหมือนกัน แค่เราทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ขึ้น หน้าที่ของศิลปินคือ Make a big deal out of nothing. ซึ่งพวกเราแม่งเก่งเรื่องนี้อยู่แล้ว 

เราคิดว่าศิลปินทุกคนมีวอยซ์ เขาอยากจะบอกเล่าเรื่องราวของเขา เมื่อวานเราดูคลิปของ Art Basel ที่มีกรกฤต (กรกฤต อรุณานนท์ชัย) เขาบอกว่า Every artist is a story teller. ซึ่งมันก็ถูก เราอยากจะบอกเล่าเรื่องของเรา 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ถ้าให้บอก งานศิลปะของ ท็อป จ่างตระกูล ยุคนี้ต้องเป็นยังไง

เป็นแนวเด็กผู้ชาย Perspective หลุด เรามีปัญหาเรื่องวาดนิ้วไม่ค่อยได้ คนของเราต้องใส่รองเท้าทุกคน เพราะเราวาดนิ้วไม่เป็น (หัวเราะ) ใส่ถุงมือปิดไว้หมด หูเหอปิดไว้หมด แต่เราไม่บอก เพราะเราถือว่านี่เป็นคอนเซปต์ อย่ามาฝันว่าจะเขียน Light and Shadow ชาติหน้าตอนบ่ายๆ เหอะ เราก็แม่งปิดให้หมด 

และต้องเป็นไซส์นี้เท่านั้น เพราะเราอยากให้ภาพเราดูใหญ่เหมือนดูทีวีจอยักษ์ที่บ้าน เราไม่อยากวาดเล็กๆ ตาเราไม่ค่อยดี มันอิมแพคดีและชัดดี และเราต้องวาดบนกระดาษสีน้ำตาล เพราะมันเหมือนตอนเราเรียนหนังสือ แคนวาสมันดูเป็นเรื่องเป็นราวมากสำหรับเรา แต่สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นหลังเปิดเมืองคือเราจะไปเรียน Art Class เพิ่ม เพราะมันคงถึงเวลาแล้วว่ะท็อป (หัวเราะ)

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ
ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ถ้าเรียนแล้ว…

น่าจะวาดเท้าได้ เพราะตอนนี้ต้องปิดหมดเลย 

เมสเสจของงานคุณคืออะไร

เราไม่ได้บอกใครนะ เราบอกตัวเองมากกว่า ว่าคนเรามี Second Life ได้ เปลี่ยนตัวเองไปตลอดเวลาได้ ไม่จำเป็นต้องมี Label ให้ตัวเอง และอยากบอกว่ามันไม่มีผิดไม่มีถูก แต่ทุกอย่างจะมีผลที่ตามมา เราก็ต้องยอมรับมัน ถ้าเจตนาของเราไม่ได้ทำร้ายใคร มันก็น่าจะโอเค แต่ยังไงเราก็ป้วนเปี้ยนกับวงการศิลปะอยู่แล้ว คงไม่ได้ทำอย่างอื่น 

ตอนแรกเราชอบวาดรูปพวกนี้เพราะมันห่วยดี มันดูอินโนเซนส์ ดูตรงไปตรงมา ไม่มีข้อแม้ ไม่มีอะไรมาก เป็นตัวของตัวเองดี พอวาดมาสักพักเราก็คิดว่าถึงเวลาแล้วนะที่ยูต้อง Step up และ Deliver ถึงต้องไปเรียนเพิ่มเพื่อสร้างมิติให้มันได้อีก

ใช้เวลาวาดชุดนี้นานแค่ไหน

อันนี้เป็นงานที่วาดตอนกลับมาอยู่บ้านหลังออกจาก Farmgroup เราวาดทุกวันเลย ไม่ได้ทำอย่างอื่น ห้าสิบรูปใช้เวลาสี่ห้าเดือน เราตื่นตีห้ามาทำถึงสี่ทุ่ม ทำทุกวัน หนึ่งรูปสี่ห้าวันก็เสร็จ เสร็จแล้วก็วาดต่อๆ วาดจนหลังจะโก่ง 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

คุณจริงจังกับการลาออกมาเป็นศิลปินมากนะ

ใช่ เมื่อก่อนอ้วนกว่านี้ ตอนนี้ผอมลง เล่นกล้ามท้อง กลับมาฟิตดูแลตัวเองเพื่อให้มีแรงที่จะวาดรูป

การกลับมาอยู่บ้านเป็นศิลปินแบบ 24/7 คุณทำอะไรบ้าง

เราใช้เวลาของเราใหม่ หนึ่งคือ ทำอะไรให้มัน Productive สองคือ เรื่องรายได้ ทำยังไงจะสร้างเงินได้ 

พอออกจากงานก็มีเวลา ตื่นเช้ามาเราจะดื่มกาแฟก่อน พอเสร็จก็อ่านหนังสือ มันใกล้เคียงเวลาออฟฟิศมาก อ่านหนังสือชั่วโมงหนึ่ง เล่นหมากรุกสักสองสามเกม แล้วก็ไปว่ายน้ำนิดหน่อย พยายามทำให้เป็นรูทีน แล้วเข้ามาในสตูดิโอ เราจะเข้ามาที่นี่ทุกวัน มีไอเดียหรือไม่มีไอเดียก็จะเข้ามา พยายามใช้เวลากับมัน สเก็ตช์ที่นี่บ้าง ในบ้านบ้าง ถ้าไม่มีไอเดียก็ไปรอรับลูก หรืออ่านหนังสือไปเรื่อยๆ เรารู้ว่าเราเป็นคนใจร้อน พอออกจากงานแล้วเจอช่วงโควิดมันก็เหมือนทำให้เราได้พอส พอไม่มีงานก็ทำให้ปรับตัวกับวิถีชีวิตได้

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

การทำงานศิลปะของคุณจึงเบลนด์อยู่ในชีวิตประจำวัน

ใช่ เราคิดว่าปีหนึ่งอยากจะทำโปรเจกต์ใหญ่โปรเจกต์เดียว แล้วก็มีเงินเลี้ยงตัวเองไปทั้งปี เพราะเราไม่ได้ใช้ชีวิตฟู่ฟ่าอยู่แล้ว แล้วใช้เวลาที่เหลือทำอะไร Explore ของเราไป ไปทำกิจกรรม ไปคุยกับคนที่เราชอบ

การอ่านหนังสือเลยเป็น Input ในการทำงานศิลปะแบบหนึ่ง

เราเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ส่วนมากเราชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับชีวิตคน ไม่ใช่บุคคลสำคัญแบบ Elizabeth Taylor, George Washington นะ แต่เป็นหนังสือเรื่องคนที่อยู่ในค่ายกักกัน สั่งมาจากอเมซอน หนังสือสมัยใหม่มันไม่เหมือนสมัยก่อน สมัยก่อนมันจะหนามาก ใช้เวลายี่สิบปีกว่าจะอ่านจบ (หัวเราะ) พอเราได้อ่านพวกนี้เยอะๆ ก็ทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตคนอื่นภายในสองอาทิตย์ แล้วเราก็จะมีไอเดีย แล้วก็ชอบอ่านหนังสือเรื่องคนที่ติดอยู่ในเกาหลีเหนือ เพราะชีวิตเขาลำบาก เราเลยได้เห็นมุมมองที่ทำให้เรามีทัศนคติเปลี่ยนไป 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

เหมือนชีวิตธรรมดาไม่น่าสนใจ 

ใช่ ใช่มาก เพราะชีวิตธรรมดาในกรุงเทพฯ มันน่าเบื่อมาก อยู่ที่เมืองไทยมันน่าเบื่อในหลายๆ มิติ หลายๆ อย่างมันไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ยี่สิบปีที่แล้วที่เรากลับมาจากเมืองนอกมันก็ยังเหมือนเดิม เหมือนนั่งเครื่องบินไม่ลงสักที แม่งอึ้งอะ มันเป็นบรรยากาศที่อึ้งมาก ไม่ค่อยเห็นอะไรใหม่ๆ เราไม่ได้เปรียบเทียบนะ เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆ เขาก็เดินทางกันเยอะมาก ไม่ใช่แค่เราคนเดียว 

เวลาเราเดินทางไปประเทศที่ชอบ เฮ้ย ปีนี้มันเปลี่ยนไปว่ะ แต่เมืองไทยเปลี่ยนแค่ช้อปปิ้งมอลล์อย่างเดียว อย่างอื่นมันไม่ได้เปลี่ยน ยกตัวอย่างนะ รถไฟฟ้าความเร็วสูงควรจะเป็นเรื่องปกติเหมือน ATM น้ำสะอาด Free Education ควรจะมีเหมือน ATM มันควรจะมีสแตนดาร์ดพวกนี้ได้แล้วทุกที่ เพราะเมื่อเรามีสแตนดาร์ดที่ดูแลเรา คนที่เป็นครีเอทีฟจะได้เอาเวลาไปคิดเรื่องอื่นเพื่อทำให้โลกมันดีขึ้น 

แต่เราก็เชื่อว่าเรื่องศิลปะในเมืองไทยยังไปไกลไม่ได้ เพราะคนยังหิวอยู่เลยไง อันนี้มันเป็น The Norm อย่างหนังสือเกาหลีเหนือที่เราอ่าน ลูกกับแม่ทะเลาะกันเรื่องอาหารอะ แม่ทำอาหารไว้ให้ลูก ลูกหิวมาก กินอาหารของแม่ที่แม่เก็บไว้ในตู้ แม่กลับมาจากโรงงานไม่มีข้าวกิน เพราะลูกกินไป เนี่ย คนยังหิวอยู่อะ มันก็ไม่มีเวลาจะไปคิดเรื่อง Creativity 

คุณบอกว่าพื้นฐานบ้านเมืองเราไม่เอื้อต่อการเป็นศิลปิน แต่คุณกลับหันมาเป็นศิลปินเต็มตัว

เราเป็นศิลปิน ก็คงต้องทำ Side Project ด้วย เราไม่ได้บอกว่างานออฟฟิศไม่ดีนะ งานออฟฟิศเป็นงานที่ดีและมั่นคง แต่พอสักพักเราอยากจะมีเวลาที่ไม่ต้องอยู่หน้าคอมฯ Pretend that you have to work. แล้วก็ไป On schedule เราก็เลยอยากออกมา แล้วลองดูสิว่ามันจะดันเราไปได้แค่ไหน ถ้าเกิดมันขายไม่ได้ก็คงเศร้าๆ หงอยๆ งานยังเต็มห้องอยู่เลยเนี่ย (หัวเราะ) 

แต่ด้วยความที่เราอยู่ในวงการนี้มาสักพัก แม้เราจะหายไปทำงานบริษัทดีไซน์ แต่เราก็ยังมีเพื่อนอยู่ มันก็ไม่ได้แห้งเหมือนเดิม เราเริ่มรู้จักคนแล้ว งานมันก็ไปต่อได้ ไม่เหมือนยี่สิบปีที่แล้วมันลำบากมากถ้าเป็นศิลปินแล้วไม่รู้จักใคร มันไม่มีช่องทางอะ พอคราวนี้ก็เริ่มโอเค เริ่มมีคนที่เขา Afford ได้ เขาก็ซื้องานไปแต่งบ้าน อย่างที่เราทำ Art Fair เราก็รู้จักแกลเลอรี่ แกลเลอรี่ก็แนะนำให้เราไปต่อ

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

เสียงตอบรับของงานชุดล่าสุดเป็นยังไงบ้าง

ฟีดแบ็กดีนะ เราห่างวงการศิลปะไปนาน คนยังงงว่าพี่ท็อปทำอะไร อาจต้องย้ำหน่อย เขาจะได้มั่นใจมากขึ้น กลับไปเรียนวาดมือวาดเท้า (หัวเราะ) พอวาด Perspective ได้มันจะไปไกล นี่ยังเหมือนอียิปต์โบราณ เราก็ เออ ใช่ๆ ไถไป อันนี้เป็นสิ่งที่กูแต่งขึ้นไง ไม่ใช่ข้อแก้ตัว แต่เราใช้ Weakness เป็น Strength ก็ไม่ได้อยากจะวาดเหมือนอียิปต์หรอก ถึงบอกว่าออกจากงานก็ดีแล้ว จะได้มีเวลาไปเรียน เราคงจะไปเรียนตั้งแต่เบสิกใหม่กับติวเตอร์ที่ติวเด็กเข้ามหา’ลัย น่าจะดีสำหรับเราด้วยซ้ำไป ได้ใช้เวลาวาดรูป Light and Shadow ป้วนเปี้ยนกับดินสอเทียนที่ซื้อมาเต็มบ้าน ไม่งั้นขาก็จะไม่เท่ากันสักที และแขนจะเป็นยังงั้นตลอดเวลา

แล้วเราอยากทำเพื่อเสนอมุมมองหนึ่งที่ว่า Passion is not enough. บางทีแพสชันไม่พอ แต่มันต้องมีสกิลล์ด้วย โอเค แพสชัน สกิลล์ เราก็มีในระดับหนึ่ง แพสชันมันลงตัวพอดี เป็นเรื่องราวการวาดรูปตอนเด็กๆ ถ้าจะให้ไปไกลกว่านี้ โอเค มันมีคอนเซปต์ มีไอเดีย แต่มันก็ต้องสกิลล์ด้วยไง ซึ่งอาจจะไม่ต้องวาดถูกต้องมาก แต่ถ้าออปชันแขนมันทำได้เยอะ ให้มันไปหยิบอะไรได้บ้าง นี่มันวางแปะอย่างเดียว (หัวเราะ) บางทีเราอยากให้มันไปจับปืน อยากให้มันล้วง ซึ่ง โอเค ซีรีส์แรกมันดูสนุก แต่ซีรีส์สองเราก็อยากให้มันมีแอคชันขึ้น แต่ก็จะยังใช้สีเทียน เพราะว่าไม่อยากให้สกิลล์ของเราลิมิตจินตนาการ

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ
ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

สำหรับคุณ ความเป็นศิลปินคืออะไร

ถ้าเกิดดูจากภาพใหญ่มันอาจเป็นแค่การใช้เวลามากกว่า ความจริงเราอาจจะไม่ได้อยากออกจากงานก็ได้ มันมึนอะ ความจริงมันอาจจะไม่มีวิกฤตอะไรเลย ทุกอย่างที่เราคิดมันอาจ Just make believe 

เราก็จะอินๆ กับหนังสือที่เราอ่าน ก่อนหน้านี้เราอ่านเรื่อง Big Magic ยิ่งไปกันใหญ่เลย มันพูดว่าศิลปินหลายคนชอบคิดว่า Creativity หรือช่วงไฮไลต์ของตัวเองหายไปแล้ว เพราะต้องไปทำงาน เข้าออฟฟิศ มีลูก มันก็เลยบอกว่าลองกลับเข้ามาในสตูดิโอมั้ย ลองใช้เวลากับมันวันละสองสามชั่วโมง สิ่งพวกนี้ที่เธอคิดว่ามันหายไป มันอยู่ในตัวของเธอ ก็ค่อยๆ เอาออกมา 

เราอ่านแล้วก็ เออ เดี๋ยวกูจะลองทำแบบที่มึงพูดซิ เราก็ตื่นมาตั้งแต่ตีห้า แต่ก่อนจะมาวาดรูปนี้เราไปวาดรูปอื่นที่มันห่วยมาก ซึ่งก็โอเค มันก็เป็น Part of the process เพราะมึงไม่ได้วาดมาตั้งนาน มันยังไม่ลิงก์อะ เราวาดมาสักเดือนสองเดือนก็กลายมาเป็นรูปนี้ รูปนี้จะเหมือนรูปที่เราวาดตอนเด็กๆ แค่ขยายใหญ่ขึ้นและใช้สีเทียน เราไม่ชอบใช้พู่กันกับสีที่ต้องเดินไปก๊อกน้ำ ผสมสีแม่งเหนื่อยอะ หาพู่กันก็งงแล้ว (หัวเราะ) เราก็เลยใช้สีเทียน วาดเยอะมาก พอมาเป็นสไตล์นี้ก็ เออ แฮปปี้ดีนะ 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ
ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

คุณเรียกตัวเองว่าเป็นศิลปินมั้ย

ก็มีช่วงสงสัยเหมือนกันนะ อย่างช่วงที่วาดงานเยอะๆ แล้วมันยังขายไม่ได้ ก็คิดว่า แม่ง มาผิดทางเปล่าวะ ไม่น่าออกจากงานเลย 

แต่เรามีอีกมุมหนึ่งคือ Every decision in life is either right or wrong. มันแค่มีผลลัพธ์ตามมาเท่านั้นเอง พอคิดแบบนั้น เราก็พอจะหายใจได้มากขึ้น เพราะไม่อย่างนั้นเราจะจมกับคำว่า Regret เราก็เลยคิดว่าก็เป็นตอนใหม่ของชีวิต เมื่อก่อนยูก็เป็น Nobody อยู่แล้วนี่ ยังนั่งขายเสื้อยืดอยู่เลย ไม่ได้รู้จักใคร เราก็ทำ Art Scene TV ของเราไป ตอนทำงาน Framgroup ก็ได้ประสบการณ์ ตอนนี้เราเลยอยากเปลี่ยนให้ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิตบ้าง ถ้าทำงานไปก็ดี แต่คงอยู่ไปเรื่อยๆ 

ไหนๆ ก็ลาออกจากงานประจำแล้ว นอกจากวาดภาพ เรียนศิลปะเพิ่ม คุณอยากทำอะไรอีก

เราอยากทำโปรเจกต์เกี่ยวกับอาร์ต ไม่ได้บอกว่าอยากทำอะไรเพื่อสังคมนะ แต่เราชอบมูลนิธิ ณ กิตติคุณ (มูลนิธิที่ค้นคว้าหาวิธีการพัฒนาบุคคลพิเศษ และฟื้นฟูใจเด็กป่วยเรื้อรังด้วยดนตรีและศิลปะ) ที่สร้าง Outsider Art ของไทย เป็นตลาดที่ใหม่มาก ไม่เคยมีมาก่อน ที่ Creativity Explore ซานฟรานซิสโก ซึ่งเราเคยไปทำงาน หรือที่โอ๊กแลนด์ก็มีเหมือนกันคือ Creative Growth เป็นศูนย์ให้คนพิการ โฮมเลส มาทำงานศิลปะ ซึ่งงานพวกนี้เป็น One of a kind เราคิดว่างานที่ยังเพียวร์อยู่คืองานของ Outsider 

อย่าง ณ กิตติคุณ ถ้าเมืองไทยมีศูนย์แบบนั้นก็จะดีมาก ยกตัวอย่างเช่นคนที่วาดรูปใต้สะพาน คุณเสมอ เพื่อนเราพยายามหาตัวแกเพื่อทำสารคดี ก็หาไม่เจอ คนนั้นน่ะ รูปที่เขาวาดเป็นรูปที่เราพยายามวาดสิบปี พันปี ก็วาดได้ไม่เหมือนเขา

เราไม่รู้ว่าคนอื่นดูยังไง แต่พอศิลปินมาดู คือลายเส้น Composition การวางรูป ตำแหน่ง Proportion มันได้หมด แล้วก็จะมีคำที่ดูไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่มันเหมือนเป็น Hidden Language เราว่ามันมีค่ามาก ไม่ได้เปรียบว่าเขาเป็น Banksy เมืองไทยนะ แต่ก็กึ่งๆ อะ ซึ่งสร้างมูลค่าได้หากจัดสรรให้ถูก เพราะงานเขามันเป็น Site-specific Installation ถ้าเกิดเรามีคนแบบนี้ในศูนย์ของเราหลายๆ คน เราคิดว่าจะดี มันคล้ายๆ เป็น Learning Center ที่เราอยู่ซานฟรานซิสโกหกปี ศิลปินทำงานสักพักมันก็จะตันๆ พอมาอยู่กับคนเหล่านี้จะมีไอเดียขึ้นมาทันที เพราะพวกเขาไม่คิดมาก

มีเงื่อนไขในการสร้างบรรยากาศการทำงานมั้ย

หนังสือ Big Magic บอกเรื่องวิธีเรียก Creativity ว่าถ้าเกิดยูเข้าสตูดิโอแบบยังไม่ได้อาบน้ำ ไม่ได้แปรงฟัน ตัวเหม็นๆ เข้ามา Creativity มันก็ไม่มา ถ้าเราเข้าสตูดิโอแบบได้อาบน้ำหน่อย โกนหนวด ทาน้ำหอม ไอเดียมันก็เริ่มจะมา นั่นอาจจะเป็นเทคนิคที่จะช่วยเรียก Creativity 

เหมือนแต่งตัวมาทำงาน

Creativity คล้ายเป็น Magical force ไม่รู้มาจากที่ไหนอะ เพราะฉะนั้น เราต้อง Dress up to attract it หนังสือเล่มนี้มันทลายขอบเขตของศิลปินเยอะมาก

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ทำไมตู้ปลาต้องอยู่ในสตูดิโอ ไม่แต่งด้วย นี่มันงานศิลปะชัดๆ

เราชอบดูตู้ปลามาก เลยอยากจะมี ก่อนหน้านี้เลี้ยงปลาทองตัวใหญ่หลายตัว แต่มันก็ตายหมด ตอนหลังเราเลยเลี้ยงแค่ตัวเดียว ตั้งชื่อว่า ทอง แล้วตัวนี้มันทนมาก สามปีแล้วนะ ซึ่งเราว่ามันแฮปปี้ที่อยู่ตัวเดียว เราก็ดูแลมันเป็นพิเศษหน่อย เปลี่ยนน้ำบ่อยหน่อย อยู่ชิลล์ๆ ที่โล่งๆ ไม่ต้องมีอะไรเยอะ เราจะนั่งวาดรูปอยู่ตรงนี้ ถ้าไอ้ดู๊ด (หมา) มามันก็จะป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ช่วงชีวิตตอนนี้ของ ท็อป จ่างตระกูล เป็นยังไง

เป็นช่วงเวลาที่เราชอบความนิ่งเงียบของเรามาก ไม่ต้องพีกมากก็ได้ ขอให้ทำเรื่อยๆ อยู่ที่เราพอใจแค่ไหน เป็นสิ่งที่ดีที่สุด

จะรู้ได้ยังไงว่าแค่ไหนถึงพอใจ

อยู่ที่ Attitude พูดตรงๆ เลยนะ ตอนนี้เราอยากทำอะไรที่ตัวเองอยากจะทำ ใช้ทัศนคติหรือความสุขของเราเป็นตัวตัดสินว่าสิ่งที่เราทำไปตอนนี้เราแฮปปี้ พอใจ กับมันรึเปล่า แล้วก็สิ่งที่อยากจะขายมากที่สุดคือ Personality และ Charisma คาแรกเตอร์ของตัวเอง เวลาทำงานเราก็ต้องขายตัวอีกแบบหนึ่ง พูดกับเขาอีกแบบหนึ่ง แต่ตอนนี้เราอยากจะเป็นศิลปินในสไตล์ของเรา และเริ่มทำงานแบบที่เราชอบ

เริ่มคิดแบบนี้ตอนไหน

ปีที่แล้ว เราทำงานที่ Farmgroup มาเจ็ดแปดปี เราคิดว่า โอเค มันไม่ได้เกี่ยวที่อายุห้าสิบนะ เราไม่ได้คิดถึงตรงนั้น พอถึงช่วงที่มันอิ่มแล้วมันก็อยากจะทำอะไรอีกอย่างเปล่าวะ อยากจะลองทำอย่างอื่นมั้ย ถ้าอยากจะลอง ก็ออกมาสิ สิ่งแรกที่อยากจะทำคือ อาร์ตของเรามันยังไม่สุด เราก็อยากจะดันอีกทีหนึ่ง พอมาวาด เออ ยังไม่สุดจริงๆ (หัวเราะ) แต่มันก็ได้ความเก๋อีกแบบหนึ่งนะ มันก็เป็นเสน่ห์ของมัน เราไม่เถียง แต่ก็จะทำมันให้สวย 

ถ้างานขายไม่ได้จะยังพอใจอยู่มั้ย

คงพอใจน้อยลง แต่เราคิดว่างานขายได้ ไม่ได้ ในฐานะคนทำงานศิลปะ เราต้องถามตัวเองว่าเราทำดีแล้วรึยัง ตอนนี้เราว่าเราทำดีแล้วในสิ่งที่เรามี แต่ถามว่าดีกว่านี้ได้รึเปล่า ดีกว่านี้มันได้อยู่แล้ว แต่มันก็ต้องมีคนมาพัฒนาเรา คล้ายๆ ว่าเปลี่ยนไมโครชิป เราจะได้ทำอะไรได้มากขึ้น เราวาดรูปเป็นสองแบบ ไม่วาด Theories Drawing ก็ Helmet People ซึ่งรูปนี้ความพิเศษของมันคือ เวลาเราเห็นเด็กปอสามปอสี่วาดรูป เธอก็ไม่เคยไปวิจารณ์เขาอยู่แล้วว่านิ้วไม่ครบนะ คอยาวไปนะ 

เราก็ใช้กฎเดียวกัน คือสกิลล์ฉันแปดขวบอะ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร สกิลล์แปดขวบแล้วผิดหรอ เธอจะหวังว่าเด็กแปดขวบจะวาดเหมือนราฟาเอล มันทำไม่ได้อยู่แล้ว เราว่าสกิลล์สิบสามขวบแล้วกัน เราไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย เหมือนโดนแช่แข็ง แต่สิ่งที่พัฒนาคือประสบการณ์ชีวิต การเล่าเรื่องราวที่มันซ่อนอยู่ 

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ
ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

งานชุดนี้สร้างแรงกระเพื่อมอะไร

ให้คนหันมามองว่าศิลปะไม่ใช่เรื่องยาก เพราะ Creativity is your right. มันเป็นสิทธิของเธอที่เธออยากครีเอต เราไม่อยากให้คนต้องมาคิดมากว่าทำงานศิลปะมันต้องยากมาก ฉันต้องวาดรูปเหมือนเป็น ทำนู่นทำนี่เป็น แต่ถ้าเป็นก็ดี (หัวเราะ)

ชีวิตท็อปก่อนเป็น ท็อป จ่างตระกูล อย่างทุกวันนี้

เราเป็นคนที่ห่วยมากเลย ห่วยที่สุด ไปเรียนอาร์ตเมืองนอกก็ไม่สนใจ Figure Drawing, Still Life ไอ้เรื่องภาพ โรงเรียนมีให้เลือกว่าจะเรียน Conceptual หรือเรียนพื้นฐานการวาดภาพ เราก็รีบๆ ทำเบสิกให้เสร็จ เพราะชอบจินตนาการ ชอบไปโม้มากกว่า Conceptual มันสนุกอะ ไม่ต้องทำงาน มึงแค่ไปโกหกเขาว่าทำไมเอาอันนี้มา แล้วงาน Conceptual ลึกๆ ยิ่งมาจากเมืองไทยยิ่ง Exotic ยิ่งหลอกฝรั่งได้ เครื่องทุกอย่างที่เราวาดเป็นแบบโดราเอมอนเลย เครื่องมือติดต่อชาติที่แล้ว ฝรั่งแม่งไม่เคยเห็นแน่ๆ Past Life Machine นี่มึงอึ้ง 

คุณบอกว่าที่โรงเรียนนี้สอน Visual Art และตดก็เป็นงานศิลปะได้

ใช่ นั่งคุยสองชั่วโมงหน้ามืดเลย เป็นโรงเรียนที่คล้ายเป็นห้องแล็บ แล้วครูไม่สอน เหมือนไม่ค่อยได้เรียนด้วยซ้ำไป ไปทำอะไรก็ได้ เพราะ It depends on you. แล้วก็ห้ามทำอะไรที่มันอยู่ในหนังสือ มันเลยบังคับให้เราคิดอะไรใหม่ๆ 

รู้สึกว่าโรงเรียนจะปิดตัวปีนี้ หลายคนก็เสียดาย

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ
ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

แล้วตอนนั้นคุณเรียนอะไร

Video Performance คล้ายๆ Prank มันเป็นไปได้หมด เขาคิดกันแบบนั้นที่โรงเรียนเรา วันๆ หนึ่งก็จะประสาทแดก คิดอะไรแบบนี้ทุกวัน (หัวเราะ) แต่เขาวัดไอเดียด้วยเกณฑ์ว่างานมันไปต่อได้แค่ไหน เป็นซีรีส์ได้แค่ไหน ถ้าคนคนหนึ่งทำแบล็กเมลมาแล้ว What’s the next piece? ถ้าไม่มี แสดงว่างานชิ้นนั้นมันไปต่อไม่ได้ ถ้ามันตัน แสดงว่าไม่ใช่ 

ทำไมถึงเลือกเรียนสิ่งนี้ล่ะ

ตอนนั้นอยู่ University of San Francisco เรียน Business เป็นเมเจอร์ แล้วเรียน Sculpture เป็นไมเนอร์ไปด้วย บิสิเนสเรียนไปเพราะพ่ออยากให้เรียน แต่ก็เรียนไปไม่ผ่าน เลยต้องเรียน Sculpture พอเรียนไปเรียนมา บิสิเนสก็กลายเป็นรอง 

เรียน Sculpture ปั้นเสร็จก็ไปอธิบาย ได้เอมาง่ายกว่าไง บิสิเนสมันต้องไปนั่งเปิดตำรานู่นนี่นั่น 

ตอนนั้นช่วง 90s พ่อบอกแล้วว่าทำไมยูไม่เรียนอินเทอร์เน็ต เราก็ไม่เชื่อพ่อ ไปเรียนอาร์ต พ่อมาหาที่สตูอิโอ งงเลย เดี๋ยวนี้คนเขานั่งกดคอมพิวเตอร์ มึงยังทุบค้อนอยู่อีก (หัวเราะ) พ่อโมโหมาก พ่อบอกว่า รู้งี้พ่อส่งยูไปเรียนละครใบ้ไม่ดีกว่าหรอ แต่เขาก็แฟร์ Whatever เรื่องของยู พ่อก็พูดถูกนะ เพราะเขาเป็น Business Man คือเราก็พยายามเรียนอินเทอร์เน็ตนะ แต่พื้นฐานเลขเรามันห่วย เรียนโค้ดแล้วมันงงอะ คืออะไร

ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ
ท็อป จ่างตระกูล วัย 50 ที่ลาออกมาเป็นศิลปิน ใช้ประสบการณ์ชีวิตวาดภาพแบบเด็ก 13 ขวบ

ตอนเด็กฝันอยากเป็นศิลปินรึเปล่า

ตอนเด็กเราอยากเป็นสถาปนิก เราคิดหลายครั้งว่าส่วนมากเด็กผู้ชายที่อยากเป็นศิลปิน เราว่าเขาชอบสถาปนิก เพราะมันเป็นอะไรที่จับต้องได้ มันเป็นอาคาร มี Light and Shadow มันดูสวย อาคิเท็กของเราก็เลยกลายมาเป็นรูป Structure พวกนั้น 

ตอนเด็กเราต่อเลโก้ วาดรูป เยอะอะ เพราะมันไม่มีอะไรทำ มันทำให้เรากระวนกระวายต้องหาอะไรทำ ขนาดเขียน ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก ยังโดนครูด่าทุกวันเลย ลายมือไม่เหมือนกันสักวัน เพราะอยากจะทดลอง เมื่อก่อนเราควรจะเป็นคนเก่งเลขมากกว่านี้ แต่เลขมันดันไปเร็วมาก เรายังสนุกไม่พอมันก็ไปแล้ว ยิ่งเจอโจทย์ว่ารถไฟออกจากกรุงเทพฯ แปดโมง ใช้เวลาหกชั่วโมง ถึงเชียงใหม่กี่โมง เราก็แบบ ไม่มีตารางเวลาหรอวะ แม่ง ตอนนั้นเราคิดว่าทำไมมึงต้องคิดวะ มันต้องมีตารางเวลาสิ เราเลยไม่ชอบเลข ก็เลยมาทางศิลปะ

ถ้าย้อนกลับไปตอนเด็ก วาดรูปเหมือนตอนนี้เป๊ะเลยมั้ย

คล้ายๆ นะ จำได้แม่นเลยตอนอยู่ปอหก เราเป็นคนทำข้อสอบเร็วมาก ไม่ได้อ่านอะไรเยอะ รีบๆ ทำ แล้วจะเริ่มพลิกกระดาษวาดรูป เสร็จปุ๊บพอครูเก็บกระดาษคำตอบเราไม่อยากให้เลยอะ เสียดายรูป

แล้วผ่านมั้ย

รูปหรือข้อสอบ

ข้อสอบ

ตก (หัวเราะ) เราเป็นคนไม่คิด ยิ่ง Multiple Choice ยิ่งทำเร็ว เป็นคน Go by instinct จะเลือกชอยส์นี้เมื่อมัน Looks good, feels right.

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ ผมได้ยินชื่อนี้ครั้งแรกขณะนั่งรถกระบะบุโรทั่งปุเลงๆ ผ่านหน้าวัดเก่าแก่ประจำชุมชนบ้านน้ำโจ้ที่ตอนนี้เปลี่ยนโฉมราวกับถูกเนรมิต หลังพวงมาลัยมิตรสหายสายไฟน์อาร์ตผ่อนคันเร่งแล้วชี้ชวนให้ดูประติมากรรมประหลาดตาบริเวณลานสนามหญ้าหน้าวัด ก่อนสาธยายให้ฟังฉับๆ ตั้งแต่แนวคิดผลงาน อัตลักษณ์ รวมถึงความโด่งดังของศิลปินผู้สร้างสรรค์มันขึ้นมา

สำหรับคนในแวดวงศิลปะ ชื่อของธงชัยคงเป็นที่รู้จักคุ้นเคยกันดี เพราะเขาเคยเป็นทั้งอาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะไทย คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และศิลปินที่สร้างผลงานศิลปะไทยร่วมสมัยได้โดดเด่นอยู่ในระดับหัวแถวเมืองไทย ตั้งแต่ยุคแรกของผลงานจิตรกรรม ซึ่งนำลวดลายศิลปะโบราณมาต่อยอดผ่านกลวิธีศิลปะสมัยใหม่ จนถึง ‘ยุคสีน้ำเงิน’ ที่เลือกใช้สีน้ำเงินอัลตรามารีน (Ultramarine) มาเป็นโครงสีหลักถ่ายทอดมิติด้านอารมณ์ ความรู้สึก และสื่อสารนัยได้อย่างลุ่มลึก น่าอัศจรรย์ จนกลายเป็นลายเซ็นเอกลักษณ์ของงานจิตรกรรมและประติมากรรมแบบธงชัย

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

ยกตัวอย่างผลงานชุดมหาวิเนษกรมณ์ จิตรกรรมพุทธศิลป์ซึ่งหยิบยกเอาเหตุการณ์ตอนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกผนวชมานำเสนอสุนทรียะแตกต่างจากแบบแผนดั้งเดิม ด้วยเทคนิคประติมากรรมซ้อนภาพจิตรกรรม ดูลวงตา หนาหนัก และรุงรัง ประหนึ่งเป็นกิเลสที่ยากจะตัดขาด หรือชุดโลกียธรรม ที่ก่อร่างรูปทรงแปลกใหม่ชวนพินิจจากการผสานสรีระของคน สัตว์ สัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา และลวดลายวิจิตรบรรจง เพื่อสะท้อนการดิ้นรนวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ 

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์
บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

ตลอดจนเป็นหนึ่งในคณะศิลปินที่ร่วมเดินทางไปรังสรรค์งานจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดพุทธประทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กับศิลปินรุ่นพี่ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ. 2554 

ไม่เพียงบูรณปฏิสังขรณ์วัด ถัดไปอีกไม่ไกล มีแนวรั้วกำแพงสูงใหญ่ซุกซ่อนกลุ่มอาคารสีเทาไว้เบื้องหลังอย่างลับๆ ท่ามกลางสวนลำไย ดงกล้วยน้ำว้า บ้านเรือนชาวบ้าน และร้านลาบของชุมชนขนาดเล็กในจังหวัดเชียงใหม่ ธงชัยกำลังมีแผนเปิดหอศิลป์ เมื่อมีโอกาสได้พบกัน นอกจากแลกเปลี่ยนพูดคุยเส้นทางชีวิต มุมมองศิลปะ และตัวตน ผมเทความสงสัยถามถึงความตั้งใจเหล่านี้ของเขา คำตอบนั้นน่าสนใจและน่าค้นหาพอกัน 

“ถ้าคิดแบบโง่ๆ สั้นๆ คือ สะใจ”

1

หอศิลป์สีเทา

แม้จะเลือกนัดหมายในช่วงบ่าย เพื่อยื้อเวลาให้ฟ้าฝนบรรเทาลงบ้าง ทว่าบรรยากาศยังคงอึมครึมอย่างไม่มีหวังได้เห็นแสงอาทิตย์ หญิงสาวในชุดลุยงานขัดถูรอยคราบบนพื้นละล้าละลัง ก่อนที่นายจะสั่งให้หยุดพัก เมื่อสังเกตว่าฟ้าเริ่มโปรยสัญญาณเตือนลงมาอีกระลอก

ผมขออภัยที่ขัดจังหวะสนทนา เขาจึงโบกมือให้หล่อนรีบเก็บสัมภาระหลบเข้าที่ร่มแล้วตรงมาทักทายผม พร้อมชวนไปนั่งพูดคุยกันในสตูดิโอ 

ธงชัยเป็นชายวัยกลางคนท่าทางทะมัดทะแมงและแต่งตัวเท่กระชากวัย จนแวบแรกทำให้ผมนึกไปถึงศิลปินชาวอังกฤษ เดเมียน เฮิร์สต์ (Damien Hirst) และอาจเพราะบุคลิกดังกล่าวผมจึงไม่ค่อยฉงนใจนัก เมื่อได้เห็นงานจิตรกรรมและประติมากรรมไทยวางรายล้อมรอบห้อง ที่ออกแบบตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นเรียบโก้ ที่นี่เป็นสตูดิโอและพื้นที่เก็บรวบรวมผลงานส่วนตัวชั่วคราวของเขา ก่อนเตรียมขนย้ายไปติดตั้งในอาคารหลังข้างๆ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 อาคารจัดแสดงผลงานศิลปะของ ‘หอศิลป์เทา’ 

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

“เดิมทีพื้นที่ตรงนี้เป็นบ้านเกิดของแม่ พอท่านเสียก็ส่งต่อให้เราดูแล แต่ด้วยความที่เรามีบ้านพักอยู่แล้วเลยตัดสินใจเปิดเป็นหอศิลป์ เหตุผลแค่อยากมาสร้างอะไรสักอย่างในที่ที่ไม่จำเป็นต้องเรียกร้อง คิดแบบโง่ๆ สั้นๆ คือ ‘สะใจ’ สะใจที่ได้ทำอะไรในแบบที่ตัวเองอยากทำโดยไม่ต้องสนใจผลลัพธ์ สะใจว่าเราได้ทำเพื่อศิลปะที่เรารักแค่นี้พอแล้ว 

“ส่วนมันจะได้ผลอื่นๆ ตามมามั้ย อันนั้นก็แล้วแต่ว่าคนเห็นจะคุณค่าของมันแค่ไหน ถ้าเห็นค่าน้อยก็ได้น้อย เห็นค่ามากก็ได้มาก มันอาจจะไม่มีค่าเลย หรือมีค่าเท่าขี้หมาก้อนก็ได้ แล้วจะให้เราคาดหวังอะไร ในเมื่อเหล่านี้มันเป็นเรื่องเหนือการคอนโทรล ขนาดชีวิตตัวเองเรายังคอนโทรลไม่ได้ จะหมดลมหายใจเมื่อไหร่ยังไม่รู้ แล้วเราจะคอนโทรลคนมาชื่นชมหรือให้คุณค่ากับสิ่งที่เราสร้างเหรอ เป็นไปไม่ได้” ธงชัยคลายข้อสงสัย ถึงสาเหตุการมาลงทุนเปิดหอศิลป์ขนาดใหญ่ในชุมชนรอบนอก

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

ก่อนขยายความว่าชื่อ ‘ศิลป์เทา’ นั้นพ้องเสียงมาจากเส้น ‘สินเทา’ เส้นแผลงแบ่งมิติในงานจิตรกรรมไทย และอีกความหมายสื่อถึงสีสันเทาล้วนของหอศิลป์แห่งนี้ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากพิพิธภัณฑ์บ้านดำ ของ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี และวัดร่องขุ่น ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ สองศิลปินที่เคารพรัก ผู้เป็นต้นแบบในการทำงาน และมีส่วนสำคัญยิ่งที่ช่วยผลักดันให้ความถนัดด้านศิลปะของเขาชัดเจนและเข้มข้นขึ้น จนกลายเป็นจุดยืนของชีวิต

2

เด็กชายขี้สงสัย

“ตั้งแต่จำความได้ แม่เล่าให้ฟังว่า เราเกิดในห้องแถวที่ครอบครัวเราเคยพักอาศัย วันนั้นเป็นวันศุกร์ แม่อดทนรอพ่อที่ยังไม่กลับจากวงไพ่นกกระจอกจนถึงตีสี่ สุดท้ายก็ทนไม่ไหวท่านคลอดเราตรงขั้นบันได แล้วไม่นานพ่อกับแม่ก็เลิกกัน พอโตขึ้น เราจึงกลายเป็นเด็กที่ค่อนข้างซุกซนและอยากดีอยากเด่น มุ่งเล่นแต่กีฬา ทั้งฟุตบอล วิ่งข้ามรั้ว วิ่งร้อยเมตร และทำได้ดีจนติดตัวแทนนักกีฬาโรงเรียนแทบทุกประเภท” 

ธงชัยย้อนความทรงจำที่ปลูกฝังให้เขากลายเป็นคนเอาจริงเอาจัง ก่อนเล่าต่อว่า หลังจากแยกทาง แม่ก็ย้ายกลับบ้านเกิดที่หมู่บ้านน้ำโจ้ โดยทุกๆ วันหยุดสุดสัปดาห์จะแวะมารับเขาไปอยู่ด้วยกัน และนั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นของความผูกพันกับวิถีชีวิตชุมชน วัฒนธรรมพื้นบ้าน รวมถึงใกล้ชิดกับวัดวาอาราม กระทั่งสมัครใจเป็นเด็กวัดในช่วงปิดภาคเรียน 

กีฬาเด่นแต่การเรียนเป็นรอง ผลการเรียนของเด็กชายธงชัยจึงไม่ค่อยสู้ดีนัก และเหมือนจะรู้ตัวเองว่าคงไม่รอดถ้ายังฝืนไปต่อในสายสามัญ ดังนั้น ทันทีที่จบชั้น ม.ศ.3 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เขาจึงตัดสินใจเบนเข็มสอบเข้าเรียนด้านศิลปกรรม สถาบันเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเทคนิคภาคพายัพ เชียงใหม่ 

“พอย้ายมาเรียนศิลปะ เราก็ทำคะแนนได้ดีขึ้น ขนาดเรียนบ้างโดดบ้างยังอยู่ระดับต้นๆ ของชั้นตลอด คงเพราะมันเป็นสิ่งที่เราชื่นชอบและถนัดด้วย ตอนเด็กๆ เราชอบวาดการ์ตูนมาก เวลาเรียนก็แอบขีดเขียน กลับบ้านก็หัดวาด นอกจากคะแนนเต็มวิชาพละ วิชาศิลปะเป็นอีกวิชาที่เรามั่นใจ จนคุณครูเลือกให้เขียนภาพปกวารสารประจำโรงเรียนเลย” 

อาจารย์ธงชัยยิ้มภูมิใจ ก่อนตั้งข้อสังเกตต่อว่า การได้เติบโตมากับวัดวาอาราม มีส่วนอย่างมากที่ทำให้เขาซึมซับมุมมองด้านศิลปะไทย ซ้ำยังเป็นเด็กขี้สงสัยชอบเรียนรู้โดยซักไซ้ไต่ถาม หนหนึ่งเขาได้ปุจฉาเรื่องใบเสมา ธรรมจักร และลักษณะสถาปัตยกรรมต่างๆ ภายในวัดกับหลวงลุง พระครูอดิศัยสิริวัฒน์ จนถึงคำถามว่า เหตุใดวัดเก่าแก่เช่นนี้จึงไม่มีเจดีย์ คำตอบของพระครูราบเรียบ แสนธรรมดา ในเมื่อไม่มีแม้พระอุโบสถ ไหนเลยจะมีเจดีย์

เด็กชายอยากรู้อยากเห็นจำไม่ได้แล้วว่าวันนั้นตนเองรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินคำตอบ แต่ในเวลาต่อมา มันกลับกลายเป็นสิ่งมีค่าที่จุดประกายให้เขาได้หวนคืนสู่บ้านอีกครั้ง

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

3

ถนนศิลปะ

หลังจบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ เขาก็สามารถสอบเอ็นทรานซ์ผ่านเข้าคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทันทีที่ทราบข่าวดี สุรสิทธิ์ เสาว์คง ครูคนแรกที่เขาเคารพยกย่อง จัดแจงร่างจดหมายถึงเพื่อนสนิท เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ขอฝากฝังให้ช่วยดูแลศิษย์รักระหว่างร่ำเรียนในรั่วมหาวิทยาลัย

เมื่อจดหมายไปถึงมือผู้รับ พลันธงชัยก็ได้รู้จักกับศิลปินรุ่นพี่ฝีมือฉกาจ ซึ่งคอยให้ความช่วยเหลือและชักชวนไปบ้านทุกศุก ร์เพื่อแบ่งปันความรู้ ทักษะ รวมถึงบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ศิลปะแก่เขาผ่านประสบการณ์การทำงาน 

“แกเป็นคนมุ่งมั่นฉิบหายเลย แกจะไม่ยอมไปทำอย่างอื่นนอกจากเป็นศิลปิน นี่คือสิ่งที่แกเราสอนจากชีวิต หรือบางครั้งก็คอยจุดเติมพลังให้เราอย่ามัวหลงในความงามของชีวิต จนหลงลืมปณิธานของตัวเอง” ธงชัยแทรกเหตุการณ์ประทับใจอีกเรื่อง “แล้วก็สมัยนั้นนักศึกษาไม่มีใครได้มีสิทธิ์ไปหาลุงหวันเป็นการส่วนตัวนะ แต่พี่เหลิมพาเราไป พอได้เห็นความแน่วแน่ ความแม่นยำ และความมีพลังของท่าน มันก็ทำให้เราเกิดความฮึกเหิมในใจ ว่าสักวันเราจะต้องเป็นศิลปินแบบนั้นให้ได้” 

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์
บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

หากบันไดขั้นแรกของชีวิตทำให้เขาทะเยอะทะยาน การได้พบปะกับศิลปินแห่งชาติทั้งสองท่านคงเปรียบดังบันไดขั้นสอง ที่ทำให้เด็กน้อยในวันวานแน่วแน่เติบโตบนเส้นทางสายศิลปะเต็มตัว

ชีวิตนักศึกษาศิลปะของธงชัยเปลี่ยนไปเป็นคนที่จริงจังกับการเรียน เขาเคี่ยวกรำพัฒนาฝีมือจนได้รับความไว้วางใจจากอาจารย์เฉลิมชัย ให้ไปช่วยแต่งแต้มผลงานจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดพุทธประทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ขณะอยู่เพียงชั้นปี 2 ทว่าอาจารย์ที่ปรึกษาขอให้เขาผลัดผ่อนการเดินทางไปอีกปี ด้วยเป็นห่วงในภาระหน้าที่การเรียน

พอจบปีสาม เราก็ไปอังกฤษช่วยพี่เหลิมร่างภาพจิตรกรรมฝาหนังอยู่เป็นปี มีเวลาว่างก็ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง ประสบการณ์ครั้งนั้น ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หลายอย่าง ทั้งศิลปวัฒนธรรม ภาษา ระเบียบและความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ซึ่งมันค่อยๆ หลอมให้เราเป็นคนรอบคอบ ไตร่ตรองต่อชีวิต และมีจิตสำนึกสาธารณะมากขึ้น”

ผลการเรียนของธงชัยดีขึ้นตามลำดับหลังกลับจากอังกฤษ จนอาจารย์เห็นแววและทาบทามให้เขามาเป็นผู้ช่วยสอน ก่อนชวนให้บรรจุในตำแหน่งอาจารย์ แน่นอนว่าจังหวะนั้นเขาเลือกคว้าโอกาส… โดยไม่ทันได้ฉุกคิด 

“ตอนตัดสินใจว่าจะบรรจุ เราไม่ได้ปรึกษาพี่เหลิมเลย จนวันดีคืนดีเราบังเอิญเจอกัน แล้วพอเขารู้ว่าผมเป็นอาจารย์ก็โมโหชี้หน้าด่า ไอห่า ไอโง่ มึงคิดผิดมากๆ เพราะเหมือนเขาปั้นเรามา และตั้งความหวังให้เป็นศิลปินอิสระเหมือนกับเขา” 

“โกรธจริงจังเลยเหรอครับ” ผมกึ่งสงสัยกึ่งเห็นใจ

อาจารย์ธงชัยหัวเราะร่วน “ตอนนั้นน่าจะจริงนะ แต่พอเจอหน้าก็กอดคอกันอยู่ดี” 

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

4

ความคิดสร้างศิลป์

“เมื่อก่อนเราเคยคิดนะว่าศิลปะไทยนี่คือสุดยอด แต่พอได้เห็นงานศิลปะตะวันตกก็แทบอยากเขวี้ยงพู่กันทิ้ง เพราะสู้เขาไม่ได้ ความภาคภูมิใจแบบเดิมของเรา มันเป็นความภูมิใจเฉพาะตน แต่มันไม่สากล” 

นอกจากบทเรียนชีวิตการเดินทางการข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังดินแดนแห่งศิลปะ ทำให้ธงชัยได้กลับมาทบทวนคุณค่าและความหมายของงานศิลป์ พร้อมตั้งคำถามกับตัวเอง ถึงวิธีการมุ่งไปสู่จุดหมายปลายทางที่จะสามารถผลักดันศิลปะไทยให้ก้าวเทียบสากล 

“หนึ่งเลยคือ ละวางอัตตา ไม่มัวหลงคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องสนโลก แต่เราต้อง ‘ยิ่งใหญ่และสนโลกด้วย’ สอง หากอยากได้รับการยอมรับ เราก็ต้องรู้จักยอมรับและให้เกียรติผู้อื่นก่อนเสมอ สิ่งเหล่านี้ช่วยเปิดทัศนคติและทลายกำแพงทางศิลปะให้สื่อไปถึงผู้คนทุกชาติ ทุกภาษา” ธงชัยประมวลตะกอนความคิด ซึ่งมีส่วนผลักดันให้การทำงานของเขาประสบความสำเร็จ 

การันตีจากรางวัลทางศิลปะหลากหลายเวที เช่น รางวัลศิลปกรรมยอดเยี่ยม การประกวดศิลปกรรมร่วมสมัย ประจำ พ.ศ 2533 รางวัลที่ 1 เหรียญทองจิตรกรรมบัวหลวง จิตรกรรมแนวไทยประเพณี นิทรรศการจิตรกรรมบัวหลวง ครั้งที่ 14 รางวัลเกียรตินิยมอันดับ 3 เหรียญทองแดง สาขาจิตรกรรม การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 37 39 และ 40

ผมเหลือบมองผ่านผนังกระจกบานใหญ่ ข้างนอกฝนซู่ซาลงเป็นละออง จึงขออนุญาตลุกไปยืดเส้นยืดสาย พร้อมเดิมชมอาคารหอศิลป์ เขาตอบตกลงและอาสาจะนำผมไป แล้วก้าวขึ้นบันไดสูงขั้นที่ใช้วิ่งออกกำลังกายทุกเย็นย่ำอย่างกระฉับกระเฉง จนทำให้ผมแลดูเป็นคนหนุ่มที่ปวกเปียก

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์
บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

ด้านหน้าทางเข้าอาคารที่เขาหมายใจไว้ให้เป็นสถานที่จัดแสดงผลงานศิลปะส่วนตัว ปรากฏวลี “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” เมล็ดพันธุ์ทางความคิดในการสร้างสรรค์งานที่เขาได้รับปลูกฝังมาจาก ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ปัจจุบันอาคารหลังนี้สมบูรณ์สุดใน 4 หลัง ซึ่งแบ่งออกเป็นอาคารแสดงผลงานศิลปะส่วนตัวทุกยุค อาคารแสดงผลงานของเหล่าเพื่อนฝูง อาคารสำหรับนิทรรศกาลหมุนเวียน และโซนคาเฟ่พักผ่อนหย่อนใจ

ส่วนภายในอาคารกว้างขวาง สีทึมเมารอบด้าน เพดานสูงโปร่ง และมีช่องแสงเรื่อเรื่องสวยงาม ผลงานจิตรกรรมบางส่วนถูกวางพิงผนังไว้รอติดตั้งบริเวณชั้นล่าง ส่วนชั้นบนมีจิตรกรรมพระพุทธบำเพ็ญทุกรกิริยา ตั้งสูงเด่นสะดุดตา ธงชัยบอกว่าชิ้นนี้เป็นผลงานล่าสุดในยุคสีน้ำเงินของเขา ซึ่งในอนาคตมีแผนการว่าจะต่อยอดสู่ประติมากรรมถวายประดิษฐานไว้ในหอพระพุทธบำเพ็ญ สถานที่ตั้งบำเพ็ญบุญกุศลแด่ผู้วายชนม์ของวัดน้ำโจ้ ตำบลดอนแก้ว อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

5

สำนึกรักบ้านเกิด

ก่อนที่ ศาสตราจารย์ ชลูด นิ่มเสมอ จะจากไป ท่านเคยฝากฝังให้ธงชัย ซึ่งขณะนั้นขึ้นเป็นหัวหน้าภาควิชาศิลปะไทย คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ขอรับตำแหน่งทางวิชาการ เนื่องจากมีคุณสมบัติพร้อมสรรพ ทว่าเขากลับเลือกเดินบนเส้นทางที่ใครๆ ก็ไม่อาจคาดคิด นั่นคือลาออกมาเป็นศิลปินอิสระ

เราย้อนกลับมานั่งบนโซฟาสีเทาตัวเดิมภายในสตูดิโอชั่วคราว เพื่อฟังเรื่องราวแรงบันดาลใจที่ทำธงชัยสละหน้าที่การงานอันมั่นคงและกำลังรุ่งโรจน์

ระหว่างที่สอนหนังสืออยู่ คุณบุญชัย เบญจรงคกุล เขาก็ช่วยซื้องานของเราสม่ำเสมอ ซึ่งอันที่จริงท่านตามซื้อมาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาไม่ได้รับรางวัลอะไรเลยสักอย่าง จึงทำให้เราค่อยๆ มีทุนเลี้ยงดูตัวเอง มีกำลังใจในการทำงานศิลปะ จนถึงจุดหนึ่ง ก็รู้สึกว่าอยากออกมาทำตามปณิธานที่ตั้งใจไว้ แล้ววิธีคิด การใช้ชีวิต หรือ ‘โครงการสำนึกรักบ้านเกิด’ ของท่าน ก็มีส่วนจุดประกายให้เราอยากกลับมาทำประโยชน์ให้กับบ้านเกิดด้วย”

ในวันที่ธงชัยแวะเวียนมาดูที่ดินบ้านเกิดซึ่งแม่ทิ้งไว้ให้เป็นสมบัติ มัคนายกก็ผ่านมากบอกว่าหลวงลุงถามถึง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้กราบไหว้ท่านเสียนาน จึงรีบมุ่งหน้าตรงไปวัด

“พอเจอกัน ท่านก็ชี้มาด้านหลังแล้วบอกว่าสร้างแล้วนะเจดีย์ ตอนนั้นเราอ้ำอึ้งและตื้นตันบอกไม่ถูก ประจวบเหมาะกับช่วงก่อนเราทำงานชุดหนึ่งให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยได้เงินก้อนใหญ่ มองเห็นองค์เจดีย์ที่กำลังขึ้นองค์ค้างไว้ จึงรับปากกับท่านว่าจะช่วยสร้างต่อให้เสร็จ” ธงชัยชะงัก “เชื่อมั้ยว่าพอเจดีย์เสร็จสมบูรณ์ ท่านพระครูก็ถึงแก่มรณภาพทันที” 

หลังพิธีทำบุญของหลวงลุงผ่านพ้น ธงชัยก็กลับบ้านบ่อยขึ้น ด้วยมีเหตุให้สานสร้างซุ้มประตูชัยของวัด รวมถึงผุดความคิดว่าอยากนำผลงานศิลปะมาฝากไว้ให้บ้านเกิด ตามความรู้สึกเบื้องลึก ‘สำนึกรักบ้านเกิด’ ที่วนเวียนอยู่ในหัวอยู่ตลอดเวลา 

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์
บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

6

ค่าของความอิ่มใจ

ขณะที่สมองยังงุ่นง่านและมึนเบลอจนไขว่คว้าเสี้ยวความทรงจำก่อนหน้านี้ได้ไม่ชัดนัก เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาในห้องพักฟื้นเย็นเชียบ ท่ามกลางความว่างเปล่า ธงชัยเล่าว่า ปรากฏภาพนิมิตในหลวงรัชกาลที่ 9 เบื้องหน้า ทว่าร่างกายคล้ายถูกตรึงให้แน่นิ่ง จึงทำได้แค่อธิษฐานจิตกราบไหว้ พร้อมกับปวารณาตนว่า หากหายกลับไปเป็นปกติ ตนจะปั้นพระบรมรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระพุทธรูปถวายเป็นมงคลชีวิต กระทั่งสติสัมปชัญญะเริ่มฟื้นคืนมา จึงได้รับรู้ว่าตัวเองน็อก เส้นเลือดในสมองแตกฉับพลันจากการทำงานหนักเกินกำลัง

“เรานอนอยู่ในห้องไอซียูสามวันและตั้งจิตปวารณาตนแทบจะสามเวลา ด้วยกลัวว่าตัวเองจะพิการ ไม่น่าเชื่อว่าคำอธิษฐานจะกลายเป็นจริง เราหายสนิท สุขภาพร่างกายแข็งแรงเป็นปกติดังเดิมทุกอย่าง ก็เลยตั้งมั่นปั้นพระบรมรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 ขึ้นมาสามองค์ และพระพุทธพระโพธิญาณตามคำมั่นสัญญา” เหตุการณ์ปาฏิหาริย์นี้ไม่เพียงพลิกชีวิต แต่ยังชุบชูแนวคิดและปณิธานของเขา 

“ระหว่างที่ปั้นพระพุทธพระโพธิญาณก็มีหลายคนสนใจ และขอให้หล่อเป็นสัมฤทธิ์ ผู้จัดการศิลปะของเราเลยบอกให้ทำขึ้นมาร้อยแปดองค์ สำหรับเช่าบูชา ปรากฏว่าภายในหนึ่งสัปดาห์หมดเกลี้ยง ได้เงินกว่าแปดหลัก ทีนี้ก็คิดต่อว่าในเมื่อเงินมันมาจากกุศลจิต เราจะเอาไปใช้จ่ายตามอำเภอใจคงไม่เหมาะสม จึงนำมาสร้างหอไตรพระโพธิญาณถวายวัด”

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

‘หอไตรพระโพธิญาณ’ ตั้งอยู่เบื้องซ้ายของซุ้มประตูชัย มีลักษณะเป็นอาคารครึ่งปูนครึ่งไม้ ที่โดดเด่นด้วยรายละเอียดงานสถาปัตยกรรมไทยอ่อนช้อยสวยงาม รวมถึงประดับตกแต่งด้วยองค์พระพุทธพระโพธิญาณทั้งภายนอกและภายในรวมกว่า 216 องค์ 

จากนั้นธงชัยก็ได้บูรณปฏิสังขรณ์หอพระพุทธบำเพ็ญ หอกลอง หอระฆัง ตลอดจนสร้างสรรค์มกรคายนาคเฝ้าหน้าวัด ซึ่งมีรูปลักษณ์แตกต่างจากทั่วไป เช่น มีเกรียวหางและส่วนพังพานที่ลักษณะคล้ายใบโพธิ์ โดยอธิบายว่า ตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อนำร่องแนวทาง ให้ช่างหรือศิลปินกล้าที่จะเปิดรูปลักษณ์ใหม่ๆ ทางศิลปะ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนงานศิลปะไทยให้เติบโต 

นอกจากนี้ เขายังนำผลงานบางส่วนจากชุดโลกียธรรม อาทิ สามขุม กิเลส ตัณหา กามา อรหันต์ มาถวายจัดแสดงไว้บริเวณลานหน้าวัดและบนแนวกำแพง แต่ความน่าสนใจคือ เหตุใดเขาจึงเลือกผลงานชุดนี้ที่มีองค์ประกอบเปิดเปลือย อย่างอวัยวะเพศชาย อวัยวะเพศหญิง หรือเต้านม ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกครหาด้านศีลธรรมและความไม่เหมาะสม

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

จริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้มันอยู่ในมนุษย์ ไม่ต่างอะไรจากเราแก้ผ้าดูตัวเอง อีกอย่างเราก็มีแดนของเราเหมือนกัน เพราะเลือกจะไม่เอาเข้าไปไว้ในวัดให้เกิดเป็นที่หมองต่อพระสงฆ์ แต่ถามว่าพระสงฆ์ท่านเห็นมั้ย ท่านก็เห็นทุกวันอยู่ดี ฉะนั้นมันอยู่ที่ว่าเมื่อคุณพินิจพิเคราะห์สิ่งเหล่านี้แล้วคุณคิดอะไรต่อ หากเกิดเป็นกำหนัดหรืออารมณ์ อย่างนั้นคุณต้องไปควบคุมตัวคุณเอง คุณจะควบคุมที่ศิลปะเหรอ ในเมื่อศิลปะเปิดเผยให้คุณมองได้เห็นโลกียธรรม แล้วถามว่าผมกำลังทำให้ศาสนาเสื่อมหรือไม่ ผมคิดว่ากำลังพยายามทำให้ศาสนาเป็นเรื่องน่าสนใจมากกว่า เสื่อมหรือไม่เสื่อมมันอยู่ที่คนปฎิบัติ” 

ธงชัยเสริมว่า สำหรับเป้าหมายสูงสุดในการทำงานศิลปะ เขากล้าพูดได้เต็มปากว่าทำเพื่อตัวเองและต้องการแสดงตัวตน ทางเดียวกันก็มุ่งหวังให้ศิลปะเป็นสะพานเชื่อมแนวคิดทางพุทธศาสนาที่เขายึดมั่นออกไปสู่ผู้คนทั่วโลก ดังผลงานระยะหลังที่เขาหยิบจับธรรมะของพุทธะมาบอกเล่าในรูปแบบ ‘ธรรมศิลป์’ โดยผลงานชุดโลกียธรรมสะท้อนแก่นแกนนี้อย่างแจ่มชัด ผ่านนัยยะของกิเลส ผัสสะ ความรัก ความไคร่ ฯลฯ ซึ่งเกิดจากวินิจฉัยธรรมอันเป็นธรรมชาติของชีวิต 

“ตอนนำศิลปะชุดนี้ไปเสนอท่านเจ้าอาวาส ท่านชอบนะ บอกว่ามันเตือนสติคนดี เวลาดูปุ๊บต้องมีสติก่อน พอสติมาจึงเกิดสัมปะชัญญะ มีครบหมดแล้วค่อยสำรวจจิตใจตัวเอง เมื่อเตรียมใจได้และเข้าไปในวัด เราก็จะรู้ว่าเรามาที่นี่ทำไม”

กระนั้นธงชัยเปรยว่า ท่านเจ้าอาวาสก็ยังอยากทราบถึงจุดประสงค์ของการทำบุญที่ต้องสละทุนทรัพย์ส่วนตัวจำนวนมาก ซึ่งเขากล่าวแก่ท่านว่า ด้วยความเป็นคนชอบให้เงินแก่ขอทานสม่ำเสมอ แต่มีหลายหนที่ไม่อาจควักเพราะตนเองก็ขาดเหลือ การบูรณปฏิสังขรณ์วัดน้ำโจ้จึงเป็นความตั้งใจที่เขาเปรียบเทียบว่า เหมือนได้ทำบุญให้ทุกคนที่ผ่านวัดคนละ 5 บาท เพียงแต่จำนวนเงินนั้น คือค่าของความอิ่มใจจากการได้มองเห็นวัดที่สวยงามและงานศิลปะจากความอุตสาหะทุ่มเท 

“เงินห้าบาท หรือร้อยบาท มันใช้อะไรได้ไม่มาก แต่อิ่มใจเนี่ย มันอิ่มไปตลอด แถมยังวนมาอิ่มได้อีก ผมเชื่อว่าคนที่มาเห็นแล้วเป็นสุขก็น่าจะมีเยอะอยู่นะ” ธงชัยทิ้งท้าย

บนถนนศิลปินของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ กับการพาศิลปะกลับบ้านเกิดและเปิดหอศิลป์

หอศิลป์เทา (Hall Zinthao) ตั้งอยู่ที่ชุมชนบ้านน้ำโจ้ ตำบลดอนแก้ว อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเปิดให้เข้าชมนิทรรศการผลงานศิลปะบางส่วนของธงชัย ศรีสุขประเสริฐ ภายในปลายปีนี้ สามารถติดตามข่าวสารได้ทางเพจ Facebook : หอศิลป์เทา

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load