กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

มีเบเกอรี่แห่งหนึ่งตั้งอยู่กลางป่า ของกินในร้านมีทั้งเค้ก คุกกี้ และขนมปังนานาชนิด พนักงานของร้านแห่งนี้ช่างยิ้มแย้ม ขยันขันแข็ง ช่วยกันคนละไม้คนละมือ หรืออันที่จริงต้องเรียกว่า คนละอุ้งเท้า มากกว่า

ก็นี่มันร้านของหมา หมี แมว และคุณกระต่ายยังไงล่ะ!

อวดการ์ตูนร้านเบเกอรี่กลางป่าของ Tomoko Alfonso ในพอร์ตแลนด์ ที่ อุ้ม สิริยากร เห็นแล้วถึงกับร้องว่า น่ารักเกินปุยมุ้ย
อวดการ์ตูนร้านเบเกอรี่กลางป่าของ Tomoko Alfonso ในพอร์ตแลนด์ ที่ อุ้ม สิริยากร เห็นแล้วถึงกับร้องว่า น่ารักเกินปุยมุ้ย

ถึงแม้คุณจะไปเยี่ยมไม่ได้ แต่ร้านนี้ติดตามคุณไปได้ทุกแห่ง ไม่ว่าจะในรูปแบบงานพิมพ์สำหรับใส่กรอบเอาไปแขวนผนัง หรือสติกเกอร์ติดคอมพิวเตอร์ติดขวดน้ำ ไหนจะพวงกุญแจ หรือแม้แต่กระดาษโน้ตช่วยจำก็มีนะเอ้า

อวดการ์ตูนร้านเบเกอรี่กลางป่าของ Tomoko Alfonso ในพอร์ตแลนด์ ที่ อุ้ม สิริยากร เห็นแล้วถึงกับร้องว่า น่ารักเกินปุยมุ้ย
อุ้ม สิริยากร อวดลายเส้นการ์ตูนสัตว์โลกตะมุตะมิ ณ ร้านเบเกอรี่กลางป่า จากพอร์ตแลนด์
อุ้ม สิริยากร อวดลายเส้นการ์ตูนสัตว์โลกตะมุตะมิ ณ ร้านเบเกอรี่กลางป่า จากพอร์ตแลนด์

นี่คือผลงานน่ารัก ๆ ของนักวาดภาพประกอบชาวญี่ปุ่นชื่อ โทโมโกะ อัลฟอนโซ (Tomoko Alfonso) ที่อุ้มไปเจอเข้าในร้านขนมปัง (จริงๆ ) แถว ๆ พอร์ตแลนด์ค่ะ ตอนเห็นนี่ถึงกับร้อง อ๊าาาาา ออกมา เพราะว่ามันน่ารักไปหมด ยิ่งพอได้รู้ว่าเป็นคนแถวนี้นี่เอง ยิ่งทำให้อยากรู้จักคนวาดเข้าไปใหญ่ ก็มันน่ารักออกอย่างนี้ อะ ให้ดูอีก ก่อนจะไปทำความรู้จักโทโมโกะกัน

อุ้ม สิริยากร อวดลายเส้นการ์ตูนสัตว์โลกตะมุตะมิ ณ ร้านเบเกอรี่กลางป่า จากพอร์ตแลนด์
อุ้ม สิริยากร อวดลายเส้นการ์ตูนสัตว์โลกตะมุตะมิ ณ ร้านเบเกอรี่กลางป่า จากพอร์ตแลนด์

โทโมโกะเป็นเด็กชานเมืองโตเกียว โตขึ้นมาท่ามกลางต้นไม้และป่าเขา สัตว์ป่าใหญ่น้อยยังมีให้เห็นจนชินตา โทโมโกะบอกว่านั่นอาจเป็นเหตุผลให้เธอจินตนาการถึงเหล่าสรรพสัตว์อบขนม และมีชีวิตน่ารัก ๆ ในดงป่าได้ง่ายกว่าวาดรูปคน

โทโมโกะเป็นเด็กชอบวาดรูป แม่บอกว่าเห็นกระดาษไม่ได้ โทโมโกะต้องหยิบมาวาดอะไร ๆ ใส่ลงไปอยู่เสมอ ไม่แปลกที่พอถึง ม.ปลาย โทโมโกะจะเลือกเรียนสายศิลปะ เธอเรียนการใช้สีทุกประเภท แต่ไม่ได้ถนัดอะไรเป็นพิเศษ เพื่อน ๆ ร่วมชั้นก็คงรู้สึกคล้าย ๆ กัน เรียนจบออกมา ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ คงจะเอาดีทางนี้ไม่ได้ ต้องไปหาอะไรอย่างอื่นทำ

อุ้ม สิริยากร อวดลายเส้นการ์ตูนสัตว์โลกตะมุตะมิ ณ ร้านเบเกอรี่กลางป่า จากพอร์ตแลนด์
อุ้ม สิริยากร อวดลายเส้นการ์ตูนสัตว์โลกตะมุตะมิ ณ ร้านเบเกอรี่กลางป่า จากพอร์ตแลนด์

โทโมโกะไปช่วยพ่อที่ร้านอาหาร ระหว่างนั้นก็เรียนภาษาอังกฤษเองจากตำรา จนรู้สึกว่าชอบจังเลยภาษาอังกฤษเนี่ย ไปแคนาดาดีกว่า ไปเรียนภาษา จนกระทั่งได้ประกาศนียบัตรสำหรับสอน พอดีว่าพี่ชายมีโรงเรียนกวดวิชา เธอเลยกลับมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนของพี่อยู่ตั้ง 10 ปี

อุ้ม สิริยากร อวดลายเส้นการ์ตูนสัตว์โลกตะมุตะมิ ณ ร้านเบเกอรี่กลางป่า จากพอร์ตแลนด์
อุ้ม สิริยากร อวดลายเส้นการ์ตูนสัตว์โลกตะมุตะมิ ณ ร้านเบเกอรี่กลางป่า จากพอร์ตแลนด์

ระหว่างที่เป็นครู เวลาตรวจการบ้านเด็ก แทนที่จะให้ดาวเหมือนครูทั่วไป โทโมโกะจะวาดตัวการ์ตูนใส่ลงไปแทน ทั้งเด็กและผู้ปกครองชอบการ์ตูนพวกนี้มาก เพื่อนของโทโมโกะที่เป็นนักวาดภาพประกอบเลยบอกว่า เธอน่าจะเอารูปไปลงบล็อกให้คนเห็นนะ (สมัยนั้นยังไม่มีโซเชียลมีเดีย)

อุ้ม สิริยากร อวดลายเส้นการ์ตูนสัตว์โลกตะมุตะมิ ณ ร้านเบเกอรี่กลางป่า จากพอร์ตแลนด์
อุ้ม สิริยากร อวดลายเส้นการ์ตูนสัตว์โลกตะมุตะมิ ณ ร้านเบเกอรี่กลางป่า จากพอร์ตแลนด์

โทโมโกะก็คิดว่าเข้าที เลยอัปรูปไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีเว็บไซต์มังงะติดต่อมา ขอให้โทโมโกะไปเป็นหนึ่งในนักวาดการ์ตูนของเขา โทโมโกะวาด ๆๆ จนกระทั่งเว็บไซต์ปิดไป และตัวเธอเองแต่งงาน

อุ้ม สิริยากร อวดลายเส้นการ์ตูนสัตว์โลกตะมุตะมิ ณ ร้านเบเกอรี่กลางป่า จากพอร์ตแลนด์

โทโมโกะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างแดน กลายเป็นแม่ของลูกสาวตัวน้อยและไม่ได้วาดรูปอยู่หลายปี จนกระทั่งวันหนึ่งเธอเริ่มมีเวลา และพบว่าปากกา Copic ที่นักวาดการ์ตูนชอบใช้กันมันสะดวกดีแฮะ แรก ๆ อาจจะยังไม่เชี่ยวชาญเท่าไหร่ แต่พอใช้ ๆ ไป ผสมสีและควบคุมน้ำหนักได้ดีขึ้น เลยกลายมาเป็นอุปกรณ์เดียวที่เธอใช้ในตอนนี้

อุ้ม สิริยากร อวดลายเส้นการ์ตูนสัตว์โลกตะมุตะมิ ณ ร้านเบเกอรี่กลางป่า จากพอร์ตแลนด์
อุ้ม สิริยากร อวดลายเส้นการ์ตูนสัตว์โลกตะมุตะมิ ณ ร้านเบเกอรี่กลางป่า จากพอร์ตแลนด์

โทโมโกะมีไอเดียตลอดเวลา บางทีนอน ๆ อยู่ต้องลุกขึ้นมาวาดรูปกลางดึกก็เคยมาแล้ว ทีแรกเธอไม่ได้คิดว่ามันจะกลายเป็นธุรกิจ แต่เพื่อนอีกนั่นแหละ ที่บอกว่าให้ลองโพสต์ในอินสตาแกรม แรก ๆ โทโมโกะก็โพสต์นู่นโพสต์นี่สะเปะสะปะ แต่หลัง ๆ พองานเริ่มขายได้ สไตล์ของเธอก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

อุ้ม สิริยากร อวดลายเส้นการ์ตูนสัตว์โลกตะมุตะมิ ณ ร้านเบเกอรี่กลางป่า จากพอร์ตแลนด์
อุ้ม สิริยากร อวดลายเส้นการ์ตูนสัตว์โลกตะมุตะมิ ณ ร้านเบเกอรี่กลางป่า จากพอร์ตแลนด์

ตอนนี้งานของโทโมโกะมีขายที่ร้านกาแฟและเบเกอรี่ญี่ปุ่น 2 – 3 เจ้า กับที่ร้าน Crafty Wonderland ซึ่งรวมผลงานของเมกเกอร์ทั่วพอร์ตแลนด์ และถือว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ แต่กว่าจะได้เข้าไปขาย เธอต้องเสนออยู่หลายรอบ เพราะงานพิมพ์มีคนทำกันมหาศาล เสนอเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน จนโทโมโกะต้องลงทุนซื้อเครื่อง Cricut มาหัดทำสติกเกอร์เองนั่นละ เขาถึงรับไปขาย แล้วก็กลายมาเป็นไอเท็มขายเร็วขายดีของโทโมโกะมาแต่นั้น

อุ้ม สิริยากร อวดลายเส้นการ์ตูนสัตว์โลกตะมุตะมิ ณ ร้านเบเกอรี่กลางป่า จากพอร์ตแลนด์
อุ้ม สิริยากร อวดลายเส้นการ์ตูนสัตว์โลกตะมุตะมิ ณ ร้านเบเกอรี่กลางป่า จากพอร์ตแลนด์

ทุกวันนี้โทโมโกะยังวาดรูปตลอดเวลา เธอบอกว่าต้องขยับมือถึงจะคิดอะไรออก บางวันอยู่ ๆ สินค้าใหม่อย่างพวงกุญแจหรือกระดาษโน้ตของโทโมโกะก็จะเด้งขึ้นมาในไอจี เธอบอกว่าเป็นศิลปินเดี๋ยวนี้ทำของจากคาแรกเตอร์ของตัวเองไม่ยากเลย ผลิตภัณฑ์ของเธอก็สั่งจากเว็บไซต์ให้ไปผลิตที่เมืองจีน ยอดขั้นต่ำแค่ 10 – 20 ชิ้นเขาก็ทำให้แล้ว (น่าสนเนอะ)

อุ้ม สิริยากร อวดลายเส้นการ์ตูนสัตว์โลกตะมุตะมิ ณ ร้านเบเกอรี่กลางป่า จากพอร์ตแลนด์
อุ้ม สิริยากร อวดลายเส้นการ์ตูนสัตว์โลกตะมุตะมิ ณ ร้านเบเกอรี่กลางป่า จากพอร์ตแลนด์

คำแนะนำประโยคเดียวของโทโมโกะ สำหรับคนที่อยากวาดรูปแล้วทำของขายให้ได้ดีเหมือนเธอ ‘Draw a lot! A lot lot lot!’ วาดเยอะ ๆ เยอะ ๆๆๆๆ ถ้าคิดว่ายังไม่เก่ง ก็ให้วาดจนเก่ง วาดจนเจอสไตล์ของตัวเอง แล้ววันหนึ่ง สไตล์นี้อาจจะเปลี่ยนอีกก็ได้

อวดการ์ตูนร้านเบเกอรี่กลางป่าของ Tomoko Alfonso ในพอร์ตแลนด์ ที่ อุ้ม สิริยากร เห็นแล้วถึงกับร้องว่า น่ารักเกินปุยมุ้ย

แล้วก็ไม่จำเป็นด้วยว่าทุกคนต้องวาดอะไรลุ่มลึก มีความหมายให้ได้คิดกันหมด ศิลปะมีหน้าที่หลายแบบ บ้างยกระดับจิตใจ บ้างสร้างการถกเถียง คิดวิเคราะห์

งานของโทโมโกะคือศิลปะที่สร้างรอยยิ้ม ทำให้ใจเบา ทำให้เราได้หลีกหนีจากความจริงที่หนักหนาของโลก

ใครบ้างไม่อยากไปนั่งดื่มกาแฟกับหมาแมวน้อยพวกนี้ล่ะเนอะ

อวดการ์ตูนร้านเบเกอรี่กลางป่าของ Tomoko Alfonso ในพอร์ตแลนด์ ที่ อุ้ม สิริยากร เห็นแล้วถึงกับร้องว่า น่ารักเกินปุยมุ้ย
อวดการ์ตูนร้านเบเกอรี่กลางป่าของ Tomoko Alfonso ในพอร์ตแลนด์ ที่ อุ้ม สิริยากร เห็นแล้วถึงกับร้องว่า น่ารักเกินปุยมุ้ย

 ภาพ : www.instagram.com/ai_koyori

Writer

Avatar

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

ช็อก! อุ้ม สิริยากรร่ำไห้ ต้นไม้ใหญ่โค่นใส่บ้านพังยับ ซับน้ำตาเล่าถึงวินาทีระทึกขวัญ!

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ
ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

ตกใจเลย! ใครเห็นข่าวนี้ก็ต้องรีบคลิกไปดูใช่มั้ยคะ อุ้ม สิริยากร ยังคลิกเลย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่นาทีเพิ่งนั่งกินกาแฟคุยกับพี่สาวสมคิดเรื่องล้างผักยังไงไม่ให้เหี่ยว (จะเขียนละเอียดทำไม)

แล้วอยู่ดี ๆ ไลน์ก็เด้งรัว ๆ พ่อ เพื่อน แม้แต่แม่ที่ร้อยวันพันปีไม่เคยโทรหา ยังโทรไลน์มาเล้ย คิดดู ทุกคนถามหมดว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ทางเราก็ตกใจ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทางโน้นตอบกันมาว่าเห็นข่าว พ่อบอกเพื่อนที่อยู่ออสเตรเลียไลน์มาถาม แม่บอกว่าช่างทำผมส่งไลน์มาบอก หืมม… ข่าวอะไร ก็เลยใช้วิชานิเทศศาสตร์ที่ร่ำเรียนมา ค้นคว้าด้วยศัพท์เทคนิคขั้นสูงว่า ‘อุ้ม สิริยากร บ้านพัง’

เฮ้ยยยยยยย​… ขึ้นมาล้นหน้ามือถือ!

อย่างแรกที่คิดคือ เธ้ออออ นั่นไม่ใช่บ้านชั้น ชั้นไม่ได้อาศัยในโรงรถ! และอย่างที่สองคือ ชั้นเล่าวินาทีระทึกขวัญไม่ได้ เพราะชั้นไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์! เอ้า ๆ เป่าเทียนก่อน เดี๋ยวจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ๆ ให้ฟังนะ

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

เรื่องมันเริ่มมาตั้งแต่ปลาย ๆ เดือนธันวาปีที่แล้วค่ะ เด็ก ๆ ปิดเทอม 2 อาทิตย์ บ้านอุ้มก็เลยตัดสินใจขับรถลงไปหาพี่สาวสมคิดที่แคลิฟอร์เนียกัน ระหว่างทางก็แวะเมืองโน้นเมืองนี้ กับไปสกีด้วย แล้วก็ได้ยินข่าวจากเพื่อน ๆ ที่พอร์ตแลนด์ว่า หลังจากเราออกมา หิมะตก หนาวมาก ลมแรงสุด ๆ น่ากลัวมาก จากนั้นฝนก็ตกไม่หยุดมาเป็นอาทิตย์ เรียกว่าอากาศวิปริตแปรปรวนผิดธรรมดาอีกละ (แต่ธรรมดาคืออะไรไม่รู้เหมือนกันแล้วนะเดี๋ยวนี้)

พวกเราฟังแล้วก็แอบคิดว่า เออดีเหมือนกัน ได้หนีหนาวลงมาเยี่ยมครอบครัว เพราะพี่ชายสมคิดบินตามมาสมทบจากแคนาดาด้วย หลังจากไม่เจอกันเลยช่วงโควิด นี่ระหกระเหินแวะนอนเมืองโน้นเมืองนี้มาอาทิตย์กว่า สุดท้ายก็มาถึงบ้านพี่สาวสมคิดที่โอ๊กแลนด์เสียที จะได้พักหลายวันหน่อย

แล้วอยู่ ๆ เช้าวันรุ่งขึ้น แอปฯ Ring กริ่งประตูบ้านก็ดังที่โทรศัพท์สมคิด พวกเราแปลกใจว่าใครฟระกดอยู่นั่น ปกติถ้าไม่มีใครมาเปิดเขาก็ไปใช่ปะคะ แต่นี่ไม่ยอมหยุด สมคิดเลยเปิดแอปฯ มาคุยด้วย

ปรากฏว่าเป็นเพื่อนบ้านที่หลังบ้านเยื้อง ๆ กันค่ะ อยู่มา 10 ปี ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากัน แต่สายวันนั้นฮี (ทราบชื่อภายหลังว่าจอห์น) บอกว่ามีเรื่องด่วนต้องติดต่อให้ได้ สมคิดคุยไปหน้าก็เริ่มซีดลงเรื่อย ๆ พวกเราที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็เริ่มมองหน้ากัน ใครเป็นอะไรตาย หรือบ้านไฟไหม้!

สมคิดวางหู แล้วบอกอุ้มว่า ต้นไม้หลังบ้านล้ม อุ้มฟังแล้วสมองไม่ประมวลผล ต้นไม้ไหน ต้น Douglas Fir ใหญ่ยักษ์ที่ดูแข็งแรงบึกบึนคู่บ้านเราเนี่ยเหรอ

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

เสียงเมสเซจดังรัว ๆ สมคิดกดดูแล้วยื่นให้อุ้มดูรูปที่เพื่อนบ้านส่งมาให้

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

ทรงอย่างแบดค่ะ บอกเลย

งานนี้ไม่ใช่ญาติเสียก็เหมือนเสียญาติ อุ้มเป็นคนรักต้นไม้มาก โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่อายุเยอะ ๆ เห็นแล้วชอบไปกอดเพราะเหมือนเจอปู่ย่าตายาย แล้วนี่ต้นไม้บ้านเราแท้ ๆ ที่เล่นใต้ต้นมาเกือบ 10 ปี ลูก 2 คนโตมากับร่มเงาและกิ่งก้านของเค้า ถอนรากถอนโคนหมดไม่เหลือดี

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ
ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ

จริงๆ เราตั้งใจจะอยู่โอ๊กแลนด์กันอีก 3-4 วัน แต่สมคิดเห็นรูปแล้วบอกว่าไอต้องขับกลับเดี๋ยวนี้ พี่ชายสมคิดเหวอไป เพราะเพิ่งเจอหน้ากันได้แค่ไม่ถึง 3 ชั่วโมง อุ้มที่นั่งรถปวดก้นมาหลายวัน คิดว่าจะได้พักซักหน่อยก็เหวอเหมือนกัน เพราะขับกลับรวดเดียวนี่มันสิบกว่าชั่วโมงเชียวนะ แล้วลูก ๆ อีกล่ะ

รีบเช็กตั๋วเครื่องบิน แล้วตัดสินใจส่งสมคิดขับกลับไปคนเดียว ส่วนอุ้มอยู่ต่อกับลูก ๆ จนถึงวันเสาร์ ตอนฮีขับออกไป บอกเลยว่าไม่ห่วงโรงรถห่วงต้นไม้อะไรทั้งนั้น กลัวจับขั้วหัวใจขึ้นมาอย่างเดียวว่าสมคิดจะปลอดภัยหรือเปล่า เพราะพายุฝนและหิมะกำลังจะมา ระหว่างทางต้องผ่าน Mt.Shasta ถนนเริ่มเป็นน้ำแข็งอันตรายด้วย อย่าเป็นอะไรนะ ชั้นยังไม่อยากเป็นม่ายเลี้ยงลูกคนเดียว!

แต่สุดท้ายฮีก็ถึงบ้านได้ตอนเกือบเที่ยงคืน อุ้มนี่ไม่เคยหัวใจเต้นแรงติดต่อกัน 10 ชั่วโมงรวดแบบนั้นมาก่อนเลยค่ะ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเมสเซจหาสมคิด เพราะกลัวฮีต้องละสายตาจากถนน ได้แต่โทรส่งเสียงแหลมสูงเป็นระยะป้องกันฮีง่วง (อาจจะแย่กว่าส่งเมสเซจ) แล้วถึงบ้านแทนที่จะโทรมาบอก ฮีทำไมรู้มั้ย กดกริ่งประตูบ้านให้มันมาดังบนแอปฯ ในมือถือดิฉันเหมือนเพื่อนบ้านเมื่อเช้านี้ค่าาาา ยังมีหน้ามาทำเป็นเล่น ถามว่าหลังบ้านเป็นไง ฮีบอกมืดมองอะไรไม่เห็น เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากัน

รุ่งขึ้นค่ะ สมคิดบอกว่าของจริงดูวินาศสันตะโรกว่าที่เห็นในรูปอีก ดีแล้วที่รีบกลับไปแสดงความรับผิดชอบกับเพื่อนบ้าน ทุกคนก็ดีใจหาย ไม่มีใครโวยวาย ทั้งที่บ้านติดกันรั้วหลังบ้านพังไปทั้งแถบ ส่วนบ้านชายชื่อจอห์น โรงจอดจักรยานกับ Trampoline ใหญ่ที่ลูก ๆ เอาไว้โดดก็โดนหางเลขเบี้ยวไปข้าง แต่ประโยคแรกที่ทั้งสองบ้านพูดตรงกันก็คือ เสียใจด้วยนะที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้และโรงรถบ้านยูเสียหายหนัก ไม่ต้องรู้สึกผิดนะที่บ้านพวกไอเสียหาย เพราะมันเป็นภัยธรรมชาติ ไม่ใช่ความผิดของพวกยู ต้นไม้ล้มใครจะไปป้องกันได้

เพื่อนบ้านประเสริฐช้างมูลกันขนาดนี้ เรายิ่งเกรงใจ สมคิดรีบติดต่อบริษัทตัดต้นไม้ให้มาตีราคา เพราะเป็นสิ่งแรกที่ต้องเอาออกไปจากพื้นที่ก่อนจะซ่อมแซมอย่างอื่นได้

ส่วนอุ้มรีบติดต่อประกัน ขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะคะ ใครมีบ้าน จงทำประกัน!!!! แล้วเลือกกรมธรรม์ที่ครอบคลุมวินาศภัยหลาย ๆ อย่าง จากบริษัทที่ดี เชื่อถือได้ ติดต่อง่าย จ่ายเร็ว อ่านจากรีวิวของคนอื่นและถามจากคนที่รู้จักเป็นดีค่ะ อุ้มนี่ไม่รู้จะขอบคุณยังไง เพราะประกันของเรา (ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่) ติดต่อไปปุ๊บ อนุมัติปั๊บ โอนเงินเข้าบัญชีแทบจะทันที ไม่ถึงอาทิตย์ต่อมา Arborists (หรือที่คนไทยเรียกรุกขกร) ก็มาจัดการเอาท่อนซุงและกิ่งก้านที่หักอยู่ออกไปหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึง 5 ชั่วโมง ถ้าประกันไม่จ่ายนี่ต้องควักกระเป๋าเอง 7,000 กว่าเหรียญฯ (คิดเป็นเงินไทยประมาณสะ… สะ… สองแสนห้า! นี่แค่ค่าตัดต้นไม้นะ ยังไม่รวมรื้อถอนสร้างโรงรถใหม่)

ความแซดของ 'อุ้ม สิริยากร' เมื่อพายุถล่มเมือง จนต้นสนร้อยปีโค่นใส่โรงรถ
‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ

อีกเรื่องที่เอ็นดู๊เอ็นดู แต่ตอนนั้นฟังแล้วอยากเอาหัวเดินต่างเท้า คือตอนคนรอบตัวรู้ว่าคนตัดต้นไม้จะมา ก็ไอเดียบรรเจิดแนะนำกันใหญ่เลยว่า “เก็บต้นไม้เอาไว้เลื่อยเป็นแผ่นยาว ๆ ทำหน้าโต๊ะ หัวเตียง หรือเอาไว้ทำโน่นทำนี่เป็นที่ระลึกสิ” พี่คนหนึ่งส่งลิงก์มาให้รัว ๆ อันนึงไป Pin มาให้ เอาต้นไม้ไปแปรรูปทำชุดม้านั่งในสวน หูยยยยย…

อุ้มดูไปทึ้งหัวตัวเองไป พี่คะ บ้านหนูประสบวินาศภัย! ไอเดียเหล่านี้มันดีมากเลย แต่ว่าหนูไม่มีเวลาและที่ทางจะเก็บอะไรเอาไว้ทำของสวยงามแล้วค่ะพี่คะ วัน ๆ โทรหาประกันจนจะได้กันอยู่แล้วเนี่ย อิวันที่คนตัดต้นไม้มาก็โกลาหลเสียงเครื่องโน้นนี้ดังสนั่น เดินไปดูก็บอกอย่ามาใกล้ อันตราย นี่จะไปบอกว่าเอ่อ ขอเก็บท่อนนั้นท่อนนี้ไว้หน่อยได้มั้ยคะ อารมณ์ก็จะเหมือนถูกรถชนขาขาดแล้วบอก หมอคะ ช่วยหั่นกระดูกขาไว้ให้ท่อนหนึ่งได้มั้ยคะ จะเอาไปตะไบทำจี้ห้อยคอ มันถูกต้องเหรอคะคุณว่า! 

สิ่งเดียวที่เหลือเก็บไว้คือกองท่อนไม้สำหรับผ่าทำฟืน ขนาดนี้ยังมองหน้ากันกับสมคิดว่าจะผ่ายังไงฟะ ลำบากต้องไปหาเครื่องผ่าฟืนมาอีก ตอนนี้ก็เลยยังกลิ้งตากฝนรอ ๆ กันไป อุ๊ย ๆๆๆ ส่งรูปกลับไปให้พี่คนนั้นดูดีกว่าว่าเราเอามาทำงานศิลปะจัดวาง พี่เขาจะได้เชื่อว่าเราเป็นคนมี #ความคิดสร้างสรรค์

‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ

กลับมาที่ต้นไม้ สงสัยใช่มั้ยคะว่าทำไมมันถึงล้ม อุ้มถามรุกขกรที่มาตัดต้นไม้บ้านเรา เขาพาเดินไปดูตรงรากที่ถอนหลุดขึ้นมาจากดิน แล้วเอามือบี้ให้ดูว่า น่าจะเป็นจาก Root Failure (แปลเป็นไทยว่าอะไรดี รากล้มหรือรากพังไหมนะ) เพราะรากฝั่งนั้นร่วนเป็นผงเลยตอนเอามือบี้ดู ในขณะที่อีกฝั่งไม่เป็นไร (แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่ารากฝั่งนี้ป่วยเพราะอะไร) บวกกับฝนตกหนักมากจนดินอ่อนตัว และลมกรรโชกแรงเข้าไปอีก ต้นไม้ที่ดูเหมือนแข็งแรงมั่นคงมาก ๆ วันดีคืนดีก็เลยเป็นลมล้มใส่โรงรถหักครึ่งมันเสียเลย

อุ้มลองคำนวณด้วยสายตา ถ้าล้มมาทางบ้านก็คงทับหลังคาหายไปครึ่งหลัง บวกกับห้องนอนของเมตตา-อนีคา และห้องน้ำที่ชั้น 2 ด้วย บ้านอยู่ต่อไม่ได้แน่นอน ต้องลี้ภัยไปเช่าบ้านอยู่อีกเป็นปีแน่ นี่มาล้มตอนไม่มีคนอยู่บ้าน ของในโรงรถก็แทบไม่มีอะไรพัง นอกจากจักรยาน 2-3 คัน โต๊ะปิงปองทั้งโต๊ะยังรอดเลยค่ะ เพราะพับเก็บไว้ด้านหน้า บุญรักษาพระคุ้มครองมาก

‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ
‘อุ้ม สิริยากร' กับเหตุพายุถล่มจน Douglas Fir คุณปู่ต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านโค่นใส่โรงรถและรั้วพังทั้งแถบ

เอาต้นไม้ออกไปแล้วก็ต้องมีคิดเรื่องซ่อมโรงรถ ไม่ใช่สิ ซ่อมไม่ไหวแล้วแบบนี้ ต้องรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่เลย ซึ่งอันที่จริงต้องขอบคุณต้นไม้มากที่ล้มใส่ เพราะถ้าล้มไปที่โล่ง ๆ ไม่โดนสิ่งก่อสร้าง ประกันจ่ายค่ามาเอาต้นไม้ออกไปแค่ 500 เหรียญฯ ถ้วนค่ะ ต้นเดียวกันนี่แหละ ที่เหลือต้องจ่ายเอง

ทั้งหมดนี่ทำให้อุ้มรู้สึกอะไรรู้มั้ยคะ รู้สึกขอบคุณต้นไม้ต้นนี้มาก คือปกปักรักษาพวกเราจนนาทีสุดท้ายของชีวิตเลย เลือกทางที่จะล้มให้ไม่เดือดร้อนใคร ล้มใส่โรงรถประกันจะได้จ่าย ทั้งค่าตัดต้นไม้และค่าสร้างโรงรถใหม่ด้วย แล้วที่ล้มไปใส่หลังบ้านข้าง ๆ เชื่อมั้ยคะ ต้นพลัมเด็ก ๆ 2-3 ต้นที่เพิ่งลงไว้ได้ไม่กี่ปี ไม่มีต้นไหนหักเลย ทั้งที่ต้น Douglas Fir ของเราใหญ่เท่าตึก 5-6 ชั้นได้ นี่นึกถึงแล้วน้ำตาจะไหลจนต้องยกมือขึ้นมาพนม ขอบคุณนะต้นไม้ ที่ผ่านมาอุ้มมัวแต่วุ่นวายติดต่อคนเต็มไปหมด อยู่ในโหมดทำงานจนลืมไปว่าจริง ๆ แล้วเสียใจมาก เหมือนเสียญาติผู้ใหญ่ 

จริง ๆ นะคะ ใครที่ผูกพันกับต้นไม้ใหญ่ ๆ คงเข้าใจ คนในบ้านนี่รู้ดีเลยว่าแต่ก่อนนี้ เวลาอุ้มไม่สบายใจ มักจะออกไปหลังบ้านเพราะเป็นที่ที่รู้สึกสุขสงบ อุ้มยังเคยบอกลูก ๆ เลยว่า หลังบ้านเรามีเทวดานะลูก อยู่ในต้นไม้ คนไทยเรียกรุกขเทวดา

ตอนนี้เทวดาหลังบ้านเรากลับไปอยู่บนฟ้าแล้ว เหลือแต่อากาศว่าง ๆ ที่มองไปกี่ครั้งก็ยังใจหาย

ไม้ล้ม คนเดินต่อ หายใจลึก ๆ เข้าไว้แล้วสร้างโรงรถใหม่

เอ๊ะ หรือเราจะเลื่อยไม้มาทำหน้าโต๊ะอย่างที่ญาติโยมแนะนำดี

Writer & Photographer

Avatar

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load