บางครั้ง เวลาดิฉันเล่าเรื่องเคสธุรกิจดี ๆ ในญี่ปุ่น ผู้เรียนบางท่านจะกังวลว่า เพราะเป็นคนญี่ปุ่น เพราะเป็นสังคมญี่ปุ่น จึงทำได้ไง จริง ๆ แล้ว มีบริษัทญี่ปุ่นที่เผชิญปัญหาคล้าย ๆ ผู้ประกอบการไทย แถมเป็นปัญหาที่หนักหน่วงเสียด้วย

บริษัทเล็ก ๆ ในฮอกไกโดแห่งนี้กำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤตประชากรในเมืองลดลง พนักงานหมดขวัญกำลังใจทำงาน มีหนี้หลักพันล้านเยน ขณะที่พนักงานและผู้บริหารคนอื่นกำลังโทษการเปลี่ยนแปลงทางประชากรและสภาพแวดล้อม ท่านประธานคนใหม่กลับบอกว่า เราต้องเริ่มจากการ ‘เปลี่ยนตนเอง’

‘Tokachi Bus’ ธุรกิจรถประจำทางเล็ก ๆ ที่ชวนพนักงานเปลี่ยนมุมมองการบริการ จนได้รางวัลบริษัทที่ประเทศญี่ปุ่นควรให้ความสำคัญ
ภาพ : www.tokachibus.jp

บริษัทรถบัสที่เกือบล้มละลาย

หากไปตามย่านชานเมืองในต่างจังหวัดของญี่ปุ่น ป้ายรถประจำทางแทบจะเงียบเหงา ไม่มีคนมายืนรอ หนุ่มสาวอพยพไปทำงานในเมือง ผู้สูงอายุก็เดินทางไปไหนมาไหนไม่ค่อยได้ ต้องอยู่ติดบ้าน

ในช่วง 35 ปีนี้ ผู้โดยสารรถประจำทางในญี่ปุ่น (เว้น 3 เมืองใหญ่)​ มีจำนวนลดลงไปกว่า 1 ใน 3 ของผู้โดยสารทั้งหมด และร้อยละ 83 ของบริษัทรถประจำทางประสบปัญหาขาดทุน

ใน ค.ศ. 1926 บริษัทโทคาจิบัสเป็นบริษัทหนึ่งที่หนีไม่พ้นชะตากรรมนี้ หากเทียบกับช่วงผู้โดยสารแน่นหนาใน ค.ศ. 1970 ปัจจุบัน คนขึ้นรถประจำทางลดลงไปเกือบร้อยละ 80 เลยทีเดียว บริษัทเองมีหนี้สะสมกว่า 4 พันล้านเยน และเกือบจะขอยื่นล้มละลาย

บุงโก โนมุระ เข้ามาทำงานในบริษัทโทคาจิบัส ซึ่งเป็นบริษัทของพ่อเขาเมื่อ ค.ศ. 1998 ตอนนั้น ทั้งพ่อและเขาพยายามจัดโครงสร้างหนี้ ขายสินทรัพย์บ้าง ลดพนักงานบ้าง เพื่อรักษาชีวิตบริษัทอย่างสุดความสามารถ พนักงานหลายคนที่ไม่พอใจก็ประท้วงบ้าง เจรจาต่อรองผลประโยชน์บ้าง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับพนักงานไม่ดีนัก

ช่วง ค.ศ. 2003 พ่อเขาตัดสินใจปิดบริษัทลง เมื่อได้ยินเช่นนั้น โนมุระก็รีบค้านพ่อ และขอให้แต่งตั้งตนเองเป็นประธานบริษัท โดยตั้งใจว่าจะกอบกู้ธุรกิจที่บ้านให้ได้

สร้างความมั่นใจให้พนักงาน

หลังดำรงตำแหน่งประธาน สิ่งแรกที่โนมุระเปลี่ยน คือ ทัศนคติพนักงาน ในช่วงนั้นพนักงานและคนขับรถประจำทางส่วนใหญ่ยังมองว่า การที่ผู้โดยสารไม่ขึ้นรถประจำทางเป็นเพราะยุคสมัยและการเปลี่ยนแปลงของสังคม โนมุระคิดว่า เขาต้องทำให้พนักงานเปลี่ยนจากการโทษคนอื่น มาเป็นการทบทวนปัญหาของตนเอง

โนมุระตัดสินใจเริ่มจากสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด นั่นคือการให้คนขับรถกล่าวทักทายผู้โดยสาร แต่คนขับส่วนใหญ่ก็ต่อต้าน โดยอ้างว่าไม่เคยทำ ไม่ชอบ ไม่อยากทักทาย คนขับคิดว่า ชื่อเสียงของบริษัทก็ไม่ได้ดีเท่าไร จำนวนผู้โดยสารก็ลดลงเรื่อย ๆ ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา จะทำอะไรก็คงไม่ได้ผลแล้วล่ะ

โนมุระรับฟัง แต่เขาก็เตรียมการในแบบของเขา โนมุระติดต่อนักข่าวประจำท้องถิ่นและแถลงข่าวว่า บริษัทโทคาจิบัสจะเริ่มกิจกรรม ‘เดือนแห่งการทักทาย’ กล่าวคือ คนขับรถจะหมั่นทักทายผู้โดยสารมากขึ้น นอกจากนี้ โนมุระยังเตรียมกระดาษโน้ตแผ่นเล็ก ๆ เขียนตัวอย่างข้อความคำทักทาย หรือคำที่แสดงความห่วงใยผู้โดยสาร เช่น ‘ตรงนี้เป็นขั้นบันได ก้าวลงระวังนะครับ’

ในเมื่อออกสื่อไปแล้ว คนขับจะถอยก็ไม่ได้แล้ว เมื่อเหล่าคนขับรถลองทักผู้โดยสารละนิด ๆ ผลที่พวกเขาไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น พวกเขาเริ่มได้รับคำชมจากลูกค้า เริ่มมีคนกล่าวขอบคุณพวกเขา และบางทีก็มีส่งจดหมายขอบคุณไปที่บริษัทด้วย คนขับก็เริ่มมั่นใจในตนเองมากขึ้น และเห็นคุณค่าของงานตนเองได้ดีขึ้น

ทำไมคนไม่ขึ้นรถบัส

โนมุระกล่าวว่า “หากจะเริ่มการเปลี่ยนแปลงอะไร ให้เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ดีกว่า เพราะคนจะต่อต้านน้อยกว่า และแม้หากทำพลาด ผลกระทบก็ไม่ใหญ่มาก ในทางกลับกัน หากทำสำเร็จ ก็จะกลายเป็นพลังบวกในองค์กร”

หลังจากเริ่มเกิดพลังบวกเล็ก ๆ ในบริษัทแล้ว โนมุระก็หมั่นถามความเห็นพนักงานทุกคนว่า มีไอเดียอะไรที่จะทำให้ผู้โดยสารขึ้นมากขึ้นหรือเปล่า พนักงานคนหนึ่งเสนอว่า ควรลองแจกใบปลิวโฆษณาให้กับบ้านเรือนที่อยู่บริเวณป้ายรถประจำทาง

‘Tokachi Bus’ ธุรกิจรถประจำทางเล็ก ๆ ที่ชวนพนักงานเปลี่ยนมุมมองการบริการ จนได้รางวัลบริษัทที่ประเทศญี่ปุ่นควรให้ความสำคัญ
ภาพ : commons.wikimedia.org

สำหรับทีมบริหารแล้ว ไอเดียดังกล่าวเป็นไอเดียที่ดูธรรมดามาก (บริษัทโทคาจิบัสไม่เคยมีแผนกเซลส์หรือการตลาดมาก่อน)​ แต่โนมุระก็ยังสนับสนุนให้พนักงานทุกคนลองทำดู เขาปรับไอเดียเล็กน้อย โดยให้พนักงานเริ่มจากการไปกดกริ่งเคาะประตูบ้านแต่ละหลังก่อน

คำถามสัมภาษณ์ก็ง่าย ๆ “ท่านเคยขึ้นรถบัสโทคาจิบ้างหรือไม่… หากไม่ได้ขึ้น เหตุผลคืออะไร”

ชาวเมืองบอกว่ารู้จัก แต่ไม่เคยขึ้น เพราะไม่รู้ว่ารถบัสวิ่งไปที่ไหนบ้าง บางคนก็ไม่รู้ค่าโดยสาร บางคนกังวลกับวิธีขึ้น ไม่รู้ว่าจะขึ้นประตูไหน จ่ายเงินอย่างไร

ทางโนมุระและพนักงานทุกคนจึงนำเสียงของลูกค้าเหล่านี้มาปรับการบริการ พวกเขาทำแผ่นพับแจกตารางรถบัส ใส่แผนที่ วิธีดูป้ายรถ วิธีขึ้นรถประจำทาง สถานที่ไหนที่สำคัญ ๆ เช่น โรงพยาบาล ก็เขียนแนะนำเป็นพิเศษพร้อมใส่ภาพ

‘Tokachi Bus’ ธุรกิจรถประจำทางเล็ก ๆ ที่ชวนพนักงานเปลี่ยนมุมมองการบริการ จนได้รางวัลบริษัทที่ประเทศญี่ปุ่นควรให้ความสำคัญ
ภาพ : plaza.rakuten.co.jp

ตอนแรก พวกเขานำแผ่นพับไปแจกแค่บ้านเรือนรอบ ๆ ป้ายรถประจำทางป้ายหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อพนักงานเริ่มเห็นว่ามีผู้โดยสารหน้าใหม่ขึ้นรถมากขึ้น ก็เริ่มขยายพื้นที่การแจกแผ่นพับให้ไกลขึ้น แผ่นพับกว่า 8 หมื่นฉบับถูกส่งไปยังบ้านเรือนคนในเมือง

เมื่อเห็นผู้โดยสารเพิ่มขึ้น พนักงานก็ยิ่งรู้สึกดีใจ และเริ่มกล้าออกไอเดียมากขึ้น เช่น ‘การจัดอบรมวิธีการขึ้นรถบัส’ โดยไปจัดตามงานเทศกาลในเมืองหรือเทศกาลท้องถิ่นต่าง ๆ ยิ่งผู้โดยสารขึ้นรถมากขึ้น คนขับรถก็รู้สึกดีใจ และยิ่งใส่ใจในการดูแลผู้โดยสารมากขึ้น

‘Tokachi Bus’ ธุรกิจรถประจำทางเล็ก ๆ ที่ชวนพนักงานเปลี่ยนมุมมองการบริการ จนได้รางวัลบริษัทที่ประเทศญี่ปุ่นควรให้ความสำคัญ
ภาพ : www.tokachibus.jp

บริษัทที่เคยเกือบล้มละลาย ขวัญกำลังใจพนักงานฝ่อ ก็เริ่มกลับมาใจฟูเช่นนี้

การขึ้นรถบัสเป็นเพียงวิธีการ มิใช่เป้าหมาย

เมื่อพนักงานค่อย ๆ มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น กล้าเสนอไอเดียมากขึ้น โนมุระก็เริ่มสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งขึ้น

Tokachi Bus ธุรกิจรถบัสเล็ก ๆ ในฮอกไกโดที่ได้รางวัล ‘บริษัทที่ประเทศญี่ปุ่นควรให้ความสำคัญ’
ภาพ : www.tokachibus.jp/rosenbus

การอยู่ในวงการรถบัสมา 40 กว่าปี ทำให้พนักงานทุกคนเผลอคิดถึงแต่รถประจำทางรับส่ง เส้นทางจะเป็นอย่างไร จะสั่งซื้อรถกี่คัน ทาสีอะไรดี

แต่โนมุระเข้าใจดีว่า สำหรับผู้โดยสารแล้ว การขึ้นรถบัสไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเพียงวิธีการเท่านั้น กล่าวคือ ลูกค้าไม่ได้อยากขึ้นรถบัสเพราะอยากขึ้นรถบัส แต่ขึ้นเพราะต้องการเดินทางไปที่หมายปลายทางต่างหาก

ทางบริษัทจึงเริ่มปรับเส้นทางและนำเสนอลูกค้า เช่น เส้นทางที่ผ่านโรงพยาบาลหรือซูเปอร์มาร์เก็ต หากเป็นสายที่ไปสถานีรถไฟ ก็ปรับเวลารถให้สอดคล้องกับเวลารถไฟออกจากชานชาลา นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มสิทธิพิเศษให้กับผู้ที่ซื้อตั๋วเดือน เช่น คนที่ไปโรงเรียนหรือไปทำงาน จะสามารถขึ้นรถบัสได้ฟรีช่วงเสาร์อาทิตย์ ทั้งหมดนี้ เป็นไอเดียที่พนักงานช่วยกันคิด ช่วยกันนำเสนอทั้งสิ้น

บริษัทโทคาจิบัสเริ่มขยายการให้บริการไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เช่น นักท่องเที่ยว มีการนำเสนอแพ็กเกจรถบัสท่องเที่ยวในเมืองโอบิฮิโระ-โทคาจิ บริการรถรับส่งเด็กอนุบาล บริการรับส่งผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่ต้องไปโรงพยาบาล

จากบริษัทที่มีผู้โดยสารใช้บริการลดลงตลอด 3 ปีแรกของการเปลี่ยนแปลงมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 ปัจจุบัน บริษัทโทคาจิบัสทำกำไร และมีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และใน ค.ศ. 2021 บริษัทโทคาจิบัสได้รับรางวัล ‘บริษัทที่ประเทศญี่ปุ่นควรให้ความสำคัญ’ จากรัฐมนตรีกระทรวงฟื้นฟูท้องถิ่น เป็นบริษัทรถประจำทางเล็ก ๆ ในจังหวัดฮอกไกโด

Tokachi Bus ธุรกิจรถบัสเล็ก ๆ ในฮอกไกโดที่ได้รางวัล ‘บริษัทที่ประเทศญี่ปุ่นควรให้ความสำคัญ’
ภาพ : www.tokachibus.jp

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.37 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load