“ไปนอนอ่านหนังสือที่ห้องสมุดกันไหม”

ตอนได้ยินคำชวนครั้งแรกก็นึกประหลาดใจว่าทำได้ด้วยหรอ เพราะย้อนกลับไปเมื่อ 16 ปีก่อนสมัยยังอยู่ชั้นประถม เราคุ้นเคยกับการนั่งหลังตรงในห้องสมุด เผชิญหน้ากับความเงียบสงบซึ่งเหมาะแก่การเพ่งสมาธิอ่านหนังสือ หันซ้ายไปขวา ก็มักเจอป้ายเตือนว่า ห้ามหลับ ห้ามส่งเสียงดัง

จนได้รู้ว่าสถานที่ในคำชวนนั้น คือ TK Park ห้องสมุดแนวคิดใหม่ ใหม่เสียจนเราอดสงสัยไม่ได้ว่า ในพื้นที่ขนาดเล็กนั้น จะบรรจุอะไรนอกจากหนังสือไว้ เมื่อได้ลองเข้าไปใช้งาน ก็พบว่ามีทั้งโซนรังผึ้งที่ให้เข้ามานอนอ่านหนังสือได้จริงๆ เป็นห้องสมุดแห่งแรกที่ทำแบบนี้ได้ แถมยังทดลองเล่นอูคูเลเล่ที่ห้องสมุดดนตรี ชวนคุณพ่อคุณแม่ไปนั่งดูหนังในมินิเธียเตอร์ ทดลองเล่นที่ลานสานฝัน จากนั้นก็ต่อคิวรอยืมหนังสือเป็นตั้งกลับบ้านได้ด้วย สมกับชื่อ ‘ห้องสมุดมีชีวิต’ จริงๆ

ส่องโฉมใหม่ TK Park ไม่ใช่แค่สวย แต่มีระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และความสนุกให้คนทุกวัย

มาถึงวันนี้ เราได้ยินข่าวคราวอีกครั้งว่าบนชั้น 8 ของเซ็นทรัลเวิลด์ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ครบวงจรขนาดประมาณ 3,000 ตารางเมตรกำลังพลิกโฉมใหม่ เรียกได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงในรอบทศวรรษ และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ห้องสมุดอย่างที่เราๆ เข้าใจอีกต่อไป เพราะกำลังจะกลายเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้สำหรับคนทุกวัย เข้าถึงได้แม้ในพื้นที่ห่างไกล โดยมุ่งสนับสนุนการพัฒนาทักษะใหม่ๆ อย่างสร้างสรรค์

ส่องโฉมใหม่ TK Park ไม่ใช่แค่สวย แต่มีระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และความสนุกให้คนทุกวัย

ฟังแล้วน่าตื่นเต้น ก่อนแวะไปเยี่ยมชมดูห้องสมุดฉบับใหม่ที่ไฉไลกว่าเก่า เราขอพาไปพูดคุยกับ กิตติรัตน์ ปิติพานิช ผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park ถึงแนวคิดเบื้องหลังในรอบ 16 ปีตั้งแต่จุดเริ่มต้น การปรับโฉม และก้าวต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้น

ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เมืองแห่งการเรียนรู้

เรามีห้องสมุดไปทำไมกัน 

ในยุคที่เราเรียนออนไลน์จากที่ไหนก็ได้ การค้นหาความรู้หรือข้อมูลข่าวสารทำได้แสนง่ายดายผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ศูนย์การเรียนรู้หรือห้องสมุดก็ยังมีความจำเป็นและควรมีอยู่ต่อไปด้วยเหตุผลด้านกายภาพ ซึ่งก็ต้องปรับตัวตามการหมุนเปลี่ยนของโลก

ผู้อำนวยการกิตติรัตน์ขยายความคำว่า ‘กายภาพ’ ให้ฟังว่า ห้องสมุดเป็นส่วนการเรียนรู้พาร์ตใหญ่ๆ ที่การเรียนออนไลน์ให้ไม่ได้ เพราะมนุษย์ยังต้องมี Social Interaction หรือการปฏิสัมพันธ์ต่อกัน รวมไปถึงทักษะทั้งหลาย อย่างความคิดสร้างสรรค์ หรือการออกแบบเชิงความคิด (Design Thinking) ซึ่งต้องส่งผ่านด้วยวิธีทางกายภาพ

“ห้องสมุดเลยเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทักษะเหล่านี้ให้กับคน ขนาดที่ฟินแลนด์ ประเทศที่การศึกษาที่ดีที่สุดในโลก รัฐบาลยังเปิดห้องสมุด Oodi Helsinki Central Library ฉลองครบรอบร้อยปีให้กับคนของเขา นี่จึงยืนยันว่าพื้นที่แบบนี้ยิ่งมีเยอะยิ่งดี เพราะทำให้คนเติบโตและเรียนรู้ได้มาก”

ประเทศไทยเองก็มองเห็นความสำคัญของสิ่งก่อสร้างเชิงกายภาพเช่นนี้ และคิดถึงคนที่หลุดจากระบบการศึกษาทางหลัก จึงเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ​2548

ส่องโฉมใหม่ TK Park ไม่ใช่แค่สวย แต่มีระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และความสนุกให้คนทุกวัย

“ตอนนั้นภาครัฐอยากบริหารจัดการความรู้ TK Park จึงจัดตั้งขึ้นมาพร้อมๆ กับองค์กรอื่น อย่าง TCDC (Thailand Creative & Design Center) และมิวเซียมสยาม เป็นเสมือนซอฟต์แวร์มนุษย์เพื่อพัฒนาศักยภาพคนไทย ซึ่งเราเองก็อยากเติมเต็มสิ่งที่ผู้คนต้องการเรียนรู้นอกเหนือจากการศึกษาภาคบังคับ ให้คนทั่วไปนำความรู้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิต อาชีพ รวมถึงมีศักยภาพการแข่งขันให้ประเทศก้าวต่อไปได้”

มองภาพต่อมาในระยะเวลานับสิบปี ที่นี่เคยเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ถึง 2 ครั้ง ล่าสุด นอกจากต้องซ่อมแซม จึงถึงเวลาปัดฝุ่นองค์กรครั้งใหญ่ พร้อมปรับตัวสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน

“ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมการอ่านไปจนถึงการใช้พื้นที่ก็เปลี่ยนตาม ทุกวันนี้ห้องสมุดกลายเป็นพื้นที่ทำงาน เป็นมากกว่าพื้นที่ที่เข้ามายืมหรืออ่านหนังสือแล้ว” 

เขายังเสริมอีกว่า เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ยิ่งเป็นตัวเร่งเร้า กระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นอีก เพราะในช่วงเวลานี้ผู้คนทุกวัยหันมาเรียนรู้ อ่านหนังสือ ลองผิดลองถูกในทักษะใหม่ๆ หรือสิ่งที่ตัวเองขาดไปมากขึ้น จึงถึงเวลาที่ TK Park ต้องปรับตัวเองบ้าง จากห้องสมุดมีชีวิต จึงขยายให้เป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้

แล้วอะไรคือระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ว่า การเดินทางต่อจากนี้จะช่วยให้เราค้นพบคำตอบ

สถาบันอุทยานการเรียนรู้โฉมใหม่

เรามีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชมสถานที่หลังจากกลับมาเปิดบริการอีกครั้งหลังคลายล็อกดาวน์ ภายในพื้นที่โฉมใหม่มีไฮไลต์ทั้งหมด 5 โซน ผู้อำนวยการกิตติรัตน์บอกกับเราว่า มีคนแวะเวียนมายืมหนังสือกันมากมาย และทุกส่วนของพื้นที่การเรียนรู้ถูกออกแบบมาให้พร้อมรับกับสถานการณ์โรคระบาด ทั้งมาตรการรักษาความปลอดภัยที่สร้างความมั่นใจให้ผู้มาใช้บริการ ตั้งแต่การทำความสะอาดทุกชั่วโมง มีแอลกอฮอล์ในทุกจุด ไปจนถึงเครื่องอบ UV

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

และเพื่อลดการสัมผัสให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่เริ่มเดินเท้าเข้ามา ก็ใช้แอปพลิเคชัน MyTK สแกน QR Code จ่ายค่าสมาชิกหรือค่าปรับได้เลย รวมไปถึงจุด Smart Library ให้สมาชิกยืม คืน ต่ออายุ ผ่านระบบอัตโนมัติ

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย
จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย
จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

จากโซนรังผึ้งที่คนชอบมาเช็กอินถ่ายรูป หรือเป็นพื้นที่ปีนป่ายของเด็กๆ ก็กลายเป็นโซนของเล่น Toy Library ซึ่งพัฒนาร่วมกับ PlanToys เต็มไปด้วยของเล่นจากวัสดุธรรมชาติ พร้อมหนังสือคุมธีมคัดสรรโดยเหล่าบรรณารักษ์ เพื่อให้เจ้าตัวน้อยเรียนรู้เสริมทักษะไปพร้อมกับความสนุก

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

“เราค้นพบว่าเด็กๆ ที่มาที่นี่อยากได้ของเล่น พอเกิดโควิด-19 ขึ้น เราก็คิดว่าของเล่นพวกนี้น่าจะให้ยืมกลับไปเล่นที่บ้านได้ เลยทำบริการส่งชุดของเล่น พร้อมกับหนังสือที่คัดมาแล้วว่าไปในแนวทางเดียวกัน” 

กิตติรัตน์อธิบายแนวคิดที่เรียกว่า Library of Things ซึ่งมีมากขึ้นในช่วงที่ผู้คนต้องอยู่กับบ้าน อีกหนึ่งความตั้งใจที่อยากให้เกิดขึ้นบ้างในไทย

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย
จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park มีฐานข้อมูลหนังสือฟรีอย่าง E-Library ซึ่งพัฒนาไว้ก่อนที่โลกออนไลน์จะฮิตราว 10 ปี จากที่มีทั้งหมด 7,000 รายการ ตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 30,000 รายการ และมีถึง 4 ฐานข้อมูล เป็นระบบหนังสือออนไลน์ดีที่สุดแห่งหนึ่งของไทย แต่ถึงอย่างนั้น ก็เชื่อว่าหลายคนยังโหยหาหนังสือเล่ม ที่นี่เลยมีบริการ Book Delivery ส่งหนังสือไปให้ยืมถึงบ้าน และส่งข้ามจังหวัดได้ด้วย อยากอ่านเล่มไหนก็ไร้อุปสรรค

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

สำหรับพื้นที่อ่านหนังสือ (Reading Space) ก็เพิ่มมุมนิตยสารขึ้นมา ซึ่งผู้อำนวยการแอบกระซิบว่า หนังสืออันดับหนึ่งที่ครองใจคนที่เข้ามาใช้บริการ คือเหล่านิตยสารเล่ม และเมื่อกวาดสายตาโดยรอบ จะเห็นพื้นที่โปร่งโล่ง พร้อมไฟส่องสว่างประจำโต๊ะ เปลี่ยนจากการใช้แสงสีเหลืองเป็นแสงสีขาว เพื่ออรรถรสในการอ่านหนังสือ รวมไปถึงมุมนั่งอ่านหนังสือที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นแม้จะอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ออกแบบลักษณะคล้าย Phone Booth ให้คนขลุกตัวได้ แถมด้วยที่นั่งหลายรูปแบบรองรับทุกอิริยาบถ ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ให้มานั่งหรือนอนอ่านหนังสือตามแต่จะเลือกสรร

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

และที่ถือว่าเป็นมุมใหม่มากๆ คือ Book Wall & TK Cafe สร้างบรรยากาศไว้เสิร์ฟเครื่องดื่มและขนมเคล้าการอ่านหนังสือ มาที่เดียวก็ได้ความรู้ทั้งการหย่อนกายใจ

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงต้นแบบเรื่องพื้นที่ห้องสมุดใจกลางกรุงเท่านั้น สิ่งที่พวกเขาทำยังไม่หมดแค่นี้!

การเรียนรู้เพื่อเข้าใกล้ความฝัน

ระหว่างการสนทนา ผู้อำนวยการกิตติรัตน์ยกประเด็นเรื่องความฝันกับเด็กไทยขึ้นมาเล่าได้อย่างน่าสนใจ จากการประเมินคุณภาพแรงงานในอนาคต ผ่าน ดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index) ของธนาคารโลกใน พ.ศ. 2563 พบว่า ไทยได้ค่าดัชนีที่ 0.61 จาก 174 ประเทศ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับดีกว่าค่าเฉลี่ยของโลกและของภูมิภาคเล็กน้อย แต่คะแนนตัวแปรด้านการศึกษาในการทดสอบเชิงเหตุผล กลับมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าในระดับอาเซียน

 “เวลาคุณมีฝันอะไรก็ตาม ต้องหารสองนะ นี่คือศักยภาพที่ประเทศไทยในปัจจุบันให้ได้ เราจึงจำเป็นต้องขยายโครงการสร้างการเรียนรู้ออกไป เพื่อให้มีพื้นที่ช่วยรองรับ หรือพาพวกเขาไปใกล้ฝันนั้นมากขึ้น”

นั่นเป็นหมุดหมายให้ขยายจากห้องสมุดไปถึงการฝึกทักษะยุคใหม่ที่เรียกว่า ‘21st Century Skills’ อย่างทักษะการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิเคราะห์ การทำงานร่วมกัน หรือความเห็นอกเห็นใจ เหล่านี้เป็นทักษะแห่งอนาคตหรือ Future Skills ซึ่งอาจไม่ได้มีสอนในการศึกษาภาคปกติ และทักษะพวกนี้จะสอนกันเดี่ยวๆ ไม่ได้ แถมคนแต่ละช่วงวัยก็ต้องการทักษะแบบนี้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน จึงทำให้เกิดกิจกรรมจึงหลากรูปแบบ 

เช่น โครงการ TK DreamMakers กิจกรรมจุดประกายความฝันร่วมกับ School of Changemakers ให้เยาวชนกลุ่มประถมจนถึงมัธยมปลาย ในพื้นที่ภาคีเครือข่ายอุทยานการเรียนรู้จังหวัดต่างๆ ลงพื้นที่หาโจทย์ปัญหาทางสังคม ทั้งเรื่องวัย ความหลากหลายทางเพศ ความบกพร่องทางร่างกาย และความแตกต่างทางชาติพันธุ์ แล้วรวมไอเดียกันเพื่อหาทางออก 

การทำเช่นนี้ ช่วยให้เด็กๆ ได้คิดจริง ทำจริง และใช้งานการแก้ปัญหานั้นจริง นอกจากพวกเขาได้เรียนรู้ทักษะชีวิตที่จะใช้ต่อยอดสำหรับอาชีพในอนาคต ยังช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นสังคม ซึ่งคุณกิตติรัตน์บอกว่า โครงการนำร่องนี้เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย เพราะต้องทำกันออนไลน์ทั้งหมด แต่ก็เห็นแนวโน้มที่ดีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

อีกหนึ่งตัวอย่าง คือการสร้าง Maker Space หรือพื้นที่รองรับนักนวัตกรรมสำหรับการเรียนรู้ความคิดเชิงการออกแบบ ซึ่งร่วมทำงานกับ FabCafe Bangkok เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี เปิดให้เด็กๆ และผู้คนที่สนใจ มีโอกาสเข้าถึงและใช้งานเครื่อง 3D Printer เพื่อสร้างชิ้นงานและทำงานร่วมกันภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

การเรียนรู้ที่เข้าใกล้ชุมชน

ไม่เฉพาะตั้งอุทยานการเรียนรู้ในกรุงเทพฯ TK Park ยังขยายโมเดลการสร้างการเรียนรู้นี้ออกไปทั่วประเทศพร้อมๆ กันตั้งแต่เริ่ม

“เราร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีงบประมาณแต่ยังขาด Know-how ไปช่วยหาแนวทางและเริ่มตั้งต้นการสร้างห้องสมุดให้ หรือ Library Automation แล้วขยายไปที่อื่นให้ได้มากที่สุด

“ลงไปใต้สุดเลยที่จังหวัดยะลา สร้างพร้อมกับที่เราก่อตั้งปีแรกๆ” คุณกิตติรัตน์เฉลย หลังให้ลองทายเล่นๆ ว่าจากเครือข่ายสถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park 29 แห่ง ใน 22 จังหวัด พวกเขาขยายไปที่ไหนเป็นที่แรก ซึ่งที่ยะลานั้น กลายเป็น People Space ไปโดยปริยาย

“เวลาลงไปสร้างศูนย์การเรียนรู้กับชุมชน เราต้องทราบความต้องการของคนในพื้นที่ด้วย จากห้องสมุดมีชีวิตจึงกลายเป็นศูนย์กลางชุมชน เพราะชาวบ้านมาจัดประชุม ทำกิจกรรม จนถึงฝึกอบรมคนในชุมชน แถมวิธีนี้ยังเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ทำได้หลายฟังก์ชันในพื้นที่เดียว” เขาเสริม

ในแต่ละปี TK Park จะขยายเครือข่ายไปยังจังหวัดใหม่ๆ เสมอ ในปีนี้เพิ่มขึ้นมาอีก 2 แห่ง ได้แก่อุทยานการเรียนรู้ปราจีนบุรีและอุทยานการเรียนรู้กระบี่

“ตั้งต้นลงไปสัมภาษณ์คุณครู ชุมชน เด็กๆ และผู้บริหารพื้นที่ ว่าพวกเขามองอนาคตของพื้นที่นี้กันอย่างไร จากนั้นเราก็ใช้วิธี Tailor Made หรือจัดสื่อการเรียนรู้ให้เหมาะกับสิ่งที่เขาต้องการ ไม่เคยใช้วิธี One-size-fits-all ในการสร้างห้องสมุดเลย เพราะอยากให้เกิดความเฉพาะทางในแต่ละพื้นที่ อย่างเช่นจังหวัดกระบี่ เราเริ่มกันจากศูนย์ เป็น TK Park ที่แรกที่ติดทะเลและท่าเรือไปเกาะพีพี ถ้าเปิดใช้งาน ต้องมีนักท่องเที่ยวหรือชาวบ้านแวะมา ก็เน้นหนังสือต่างประเทศและเรื่องการท่องเที่ยวมากหน่อย

“ส่วนที่จังหวัดปราจีนบุรี ก็ใช้วิธีการเดียวกัน เข้าไปเปลี่ยนห้องสมุดให้สนุกขึ้น เน้นเรื่องสมุนไพรที่เป็นทุนเดิมในพื้นที่เข้าไป ตอนนี้ห้องสมุดทั้งสองแห่งเสร็จหมดแล้ว ถ้าเปิดเมื่อไหร่ ก็เชื่อว่าจะเป็นศูนย์กลางชุมชนได้เช่นกัน” ผู้อำนวยการบอกเล่าความตั้งใจในพื้นที่ใหม่

และจากการลงพื้นที่สำรวจการใช้งานจริงในหลายจังหวัด เขาพบความว่านี่เองคือความหวังในการขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งเกิดจากเรี่ยวแรงหลักนั่นก็คือ ‘คน’ ซึ่งมาพร้อมกับความต้องการพัฒนาทักษะความสามารถและความสนใจใคร่รู้ในเรื่องใหม่ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของพวกเขาเอง โดยนัยยะคือ เมื่อมีชีวิตที่ดี ก็เป็นส่วนผลักดันประเทศให้เดินหน้า

นอกจากอุทยานการเรียนรู้ในเมืองใหญ่ TK Park ยังร่วมกับหน่วยงานภาคีต่างๆ พัฒนาแหล่งเรียนรู้ในระดับชุมชนอีกประมาณ 300 แห่ง ศูนย์เรียนรู้ในระดับตำบล 200 แห่ง ห้องสมุดมีชีวิตในโรงเรียน 76 แห่งใน 76 จังหวัด และห้องสมุดมีชีวิตในค่ายทหารอีก 20 แห่ง ไปจนถึงห้องสมุดในเรือนจำ

ทั้งหมดนี้เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เน้นการเชื่อมต่อทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เข้าถึงได้มากและกว้างไกลไปทั้งประเทศ เป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

การเรียนรู้นี้สอนให้รู้ว่า

การพัฒนาแหล่งการเรียนรู้มากมายกว่าทศวรรษ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ความท้าทายจึงเกิดขึ้นมากตามขวบปี

“เวลาขยายไปในต่างจังหวัด ถ้าส่วนท้องถิ่นเข้ามาหา แล้วบอกว่าเขาอยากทำ จะง่ายกว่าบางพื้นที่ที่เขาไม่อินหรือไม่รู้จักเรา

“อีกข้อหนึ่งคือการเปลี่ยนทัศนคติคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ จากสถิติในรอบสามถึงสี่ปีที่ผ่านมา ภาพรวมการอ่านของคนไทยดีขึ้นนะ สมัยก่อนที่วัดการอ่านเป็นบรรทัด ตอนนี้เราวัดเป็นนาที จาก พ.ศ. 2554 ค่าเฉลี่ยทั่วประเทศอ่านหนังสือสามสิบห้านาทีต่อวัน พ.ศ. 2558 ขึ้นมาเป็นหกสิบหกนาที ครั้งล่าสุด พ.ศ. 2561 ขึ้นเป็นแปดสิบนาทีต่อวันจากการอ่านทุกรูปแบบ และมากขึ้นกลุ่มนักเรียนอายุหกถึงสิบสี่ปี 

“แต่กลุ่มคนอายุสิบห้าและยี่สิบห้าปีขึ้นไป ไม่ชอบอ่านหนังสือสูงกว่าสามสิบเปอร์เซ็นต์และสามสิบสามเปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมมองว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่ท้าทายมากว่าจะส่งเสริมให้เขาหันมารักการอ่าน แล้วในยุคสมัยที่คนชอบดู TikTok อ่านสเตตัสในเฟซบุ๊กมากกว่า เราควรเปลี่ยนทุกอย่างให้สั้นลงตามไปด้วยไหม TK Park จะตอบเลยว่า ไม่ เพราะอะไรรู้ไหม

“ยิ่งคนมีสมาธิจดจ่อน้อยลง ยิ่งต้องทำให้คนโฟกัสทำอะไรได้นานๆ เราเลยใช้การอ่านเป็นต้นทาง พออ่านเยอะ คุณจะเริ่มอยากรู้มากขึ้น และลงลึกจนต่อยอดเป็นทักษะไปใช้ได้ นี่เลยเป็นเหตุผลที่เราทำระบบนิเวศการเรียนรู้เป็นโครงข่าย เพราะสุดท้ายโจทย์เล็กในการพัฒนาคน จะไปตอบโจทย์ใหญ่ คือเป้าหมายในการเรียนรู้ที่เข้าถึงคนทุกกลุ่มได้ รวมถึงคนที่ไม่ชอบการอ่านด้วย” ผู้อำนวยการย้ำจุดประสงค์และความตั้งใจที่อยากพัฒนา TK Park ไปให้ถึง

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

การเรียนรู้ในอนาคต

ในอนาคตระยะใกล้ นอกจากพัฒนาการอ่าน ทำงานกับพาร์ตเนอร์กับหลายหน่วยงานมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ต่อไป ตลอดจนขยายอุทยานการเรียนรู้ไปยังพื้นที่ต่างๆ เพิ่มเติมแหล่งเรียนรู้สาธารณะเพื่อพัฒนาคนให้กับประเทศ พวกเขายังพยายามตามเทรนด์ให้ทัน และไม่ลืมพัฒนาคนทำงานของเราเองให้มีทักษะใหม่ๆ เพื่อส่งต่อ Growth Mindset ให้กับคนรับปลายทางอยู่เสมอ

สำหรับแผนในระยะยาว คือการเน้นกิจกรรมส่งเสริมเรื่อง Future Skills ให้คนมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไปถึงความฝัน รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้กันตลอดชีวิต

“ถ้าให้ผมพูดในฐานะคนอายุห้าสิบกว่านะ มันไม่มีเวลามาให้เสียแล้ว จะเรียนรู้อะไรสักอย่าง อ่านหนังสือสักเล่ม ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าอ่านไปทำไม สิ่งนี้จะกลายเป็นทักษะในการอยากเรียนรู้ (Learning to Learn) และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ของผู้คน เมื่อคนคิดเป็น วิเคราะห์ปัญหาออก ก็จะเห็นโอกาสในการพัฒนาประเทศได้”

และแผนขับเคลื่อนต่อไป คือการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ หรือ Learning City ของยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งกิตติรัตน์อธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า “หลังจากผ่านโจทย์เมืองหนังสือโลกมาแล้ว เราอยากเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Inclusive Learning) ทั้งผู้ด้อยโอกาส คนที่หลุดจากระบบการศึกษา คนพิการ หรือคนที่เข้าถึงระบบการศึกษาไม่ได้ ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยได้เป็นอยู่สี่เมือง คือ เชียงรายเป็นที่แรก ภูเก็ต เชียงใหม่ และฉะเชิงเทรา ซึ่งเราดีใจที่ได้เป็นพาร์ตเนอร์ช่วยขับเคลื่อนในเรื่องนี้” 

เราเชื่อเสมอว่าการเรียนรู้ที่ดี คือการเรียนรู้ที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ และเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่พวกเขาสนใจ ไม่เฉพาะในด้านวิชาการเท่านั้น ซึ่งพื้นที่สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park ทำให้เห็นแล้วว่า แม้จะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แต่ผลลัพธ์จากการพัฒนาจะขยายวงกว้างต่อไปอย่างมหาศาล

“TK Park เชื่อเรื่องการสร้างพื้นที่การเรียนรู้แบบสาธารณะที่ผู้คนเข้าถึงได้มาตลอด ไม่มีทางที่จะพัฒนาทุกอย่างแต่ไม่พัฒนาคน เพราะมนุษย์เป็นรากฐานที่ทำให้ประเทศไปต่อได้ และแน่นอนว่าเพื่อให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น เราทำคนเดียวไม่ได้” ผู้อำนวยการทิ้งท้าย ซึ่งตอกย้ำแนวคิดการก่อตั้ง TK Park ตามนิยาม ‘พื้นที่แห่งการเรียนรู้ของทุกคน’ อย่างชัดเจน

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

เราใช้เวลาแห่งความสุขมากมายในวัยเยาว์ไปกับสยามสแควร์ หลายคนก็คงเช่นกัน

ทุกครั้งที่เดินผ่านไปทางถนนพญาไท ตึกหลายชั้นอย่างโบนันซ่าก็ยังตั้งอยู่ตรงนั้น บางครั้งก็เลี้ยวไปดูกางเกง บางครั้งไปเฝ้าเพื่อนเจาะหู บางครั้งใช้เป็นทางผ่านเดินไป MBK จนกระทั่งวันหนึ่งภาพที่คุ้นตาก็หายไป สยามสแควร์เริ่มเงียบเหงาด้วยสถานการณ์โรคระบาด โบนันซ่าก็กลายเป็นตึกเรียนพิเศษตึกใหม่หน้าตาไม่คุ้น มากด้วยเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ นามว่า ‘SIAMSCAPE’

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

SIAMSCAPE เป็นความร่วมมือกันของทีม ‘ICES’ นำโดย East Architects ผู้รวมทีมสถาปนิกรุ่นใหม่อันประกอบไปด้วย Integrated Field, Creative Crews, และ Shma ในการทำโปรเจกต์ครั้งนี้

คอลัมน์ Public Space คราวนี้เราจะมาคุยกับหนึ่งในทีมออกแบบ อย่าง ประพันธ์ นภาวงศ์ดี และ วรวีร์ แจ่มสมบูรณ์ จากออฟฟิศภูมิสถาปนิก Shma เกี่ยวกับสวนดาดฟ้า Sky Scape พื้นที่ 1,160 ตารางเมตร ซึ่งเป็นส่วนที่พวกเขารับผิดชอบ

เราจะมาฟัง 2 ภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์เล่าไปพร้อมกันว่า สวนดาดฟ้าแห่งนี้มีแนวคิดในการออกแบบอย่างไร จะมีบทบาทอะไรในฐานะ Public Space ‘อีกเลเยอร์’ ของสยามสแควร์นอกเหนือไปจาก Walking Street ด้านล่าง ในช่วงเวลานี้ที่ทั้งย่านกำลังคืนชีพกลับมามีชีวิตชีวา และในอนาคตที่จะมาถึง

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

โบนันซ่าเลเวลอัป

“ตอนแรกเลย เขาต้องการจะอัปเดตโบนันซ่าเก่าให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งใหม่” ประพันธ์เริ่มเล่า หลังจากที่พวกเราตัดสินใจนั่งลงบนสเต็ปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ท่ามกลางกลุ่มวัยรุ่นรายรอบ

สยามสแควร์แบ่งพื้นที่เป็นบล็อก บล็อกที่เราอยู่กันตอนนี้คือบล็อก H ซึ่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ PMCU ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของโรงเรียนพิเศษ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการศึกษา ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สถาปนิกที่ร่วมทำโปรเจกต์นี้จึงใช้เวลากันไม่น้อยในการตีโจทย์ ‘การเรียนพิเศษในยุคถัดไป’ ขึ้นมาใหม่ ที่การออกแบบสเปซคงจะเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

การเรียนพิเศษเป็นฟังก์ชันหลักของอาคาร ทว่าด้วยความใหญ่โตของ SIAMSCAPE ที่จะสร้าง จึงต้องมีฟังก์ชันอื่นมาเติมความสมเหตุสมผล อย่างการเป็นอาคารจอดรถ เป็นร้านรวงต่าง ๆ และเป็นพื้นที่ของสำนักงานด้วย

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ทีม ICES คิดว่าอยากเปิด Public Space ที่อยู่ข้างบนสักอย่างหนึ่ง” ประพันธ์อธิบายที่มาก่อนจะมาเป็น Sky Scape “เราก็ลองมาหลายทางเลือกเลย มีตั้งแต่ทางเดินล้อมตึก หรือว่ามีหลาย ๆ ชั้น เหวี่ยงขึ้นมาจากข้างล่าง แต่ไป ๆ มา ๆ เมื่อปรับให้เข้ากับความเป็นจริงก็เหลือพื้นที่ประมาณนี้ ซึ่งเรามองว่าจะทำทั้งที ก็อยากให้พื้นที่เป็น Public Space ที่ดีให้กับเมืองมาใช้สอยได้”

PMCU อยากให้พื้นที่นี้รองรับกิจกรรมอันหลากหลายของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มาเรียนพิเศษและนิสิตนักศึกษาที่มาเดินเล่น ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ ตลาด หรือกิจกรรมฮิตตอนนี้อย่างมินิคอนเสิร์ต ทาง Shma จึงออกแบบให้ที่นี่เป็น Hardscape ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบสำหรับกิจกรรม และพื้นที่ที่ยกเป็นสเต็ป มีต้นไม้ร่มรื่นสำหรับให้คนมานั่งกิน นั่งเล่น นั่งดูดนตรีได้สบายอารมณ์ โดยพวกเขาเลือกให้ที่พื้นมีแพตเทิร์นลายทางยาวต่อมาจากเส้นตั้งบนอาคาร เพื่อให้รู้สึกถึงอาคารได้ชัดขึ้น

“ที่ทางเลือกอื่น ๆ หายไปก็เพราะเรื่องทุนในการก่อสร้างด้วย ยิ่ง Public Space มันเป็นที่ที่ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องบาลานซ์ให้พอดี” นักออกแบบชี้แจงอย่างจริงใจ

ว่ากันตามตรง เราก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เห็นทางเลือกอื่น ๆ ที่ประพันธ์เล่ามาถูกสร้างขึ้นจริง คงจะเป็นอีกมิติหนึ่งของลานสยามสแควร์ แต่เมื่อนึกถึงปัจจัยเรื่องทุนที่ต้องพิจารณาด้วยแล้ว Sky Scape เวอร์ชันปัจจุบันนี้ก็เป็นพื้นที่ของการพักผ่อนที่น่าสนใจไม่น้อย

พื้นที่สีเขียวที่มุมกระดาษ

สเต็ปที่ Shma ออกแบบมา ไม่ได้เป็นเพียงให้อัฒจันทร์อลังการไปเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้ใส่ Soil Bed เพื่อปลูกต้นไม้ใหญ่สร้างความร่มรื่นลงไปได้ด้วย

“เรารู้แหละว่ามันจะร้อน เราก็ต้องสร้างร่มไม้ให้จุดที่คนมานั่งเยอะที่สุด” วรวีร์พูดบ้าง มือก็ชี้ดงสีเขียวให้เราดู “มองไปด้านหลังจะเห็นเลยว่าเป็นป่าล้อมอยู่ เหมือนยกมุมกระดาษให้สูงขึ้นมาแล้วปลูกต้นไม้”

เพราะอยากให้สยามสแควร์อุดมไปด้วยพื้นที่สีเขียว มีต้นไม้ที่ดูแลรักษาง่าย Shma จึงทำให้ดาดฟ้านี้กลายเป็น Eco Forest ที่มีการผสมผสานระหว่างพืชหลายสปีชีส์ ทั้งไม้ยืนต้นและไม้พุ่ม

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ตอนนี้เขากำลังพูดกันนะครับว่า เราจะคืนธรรมชาติสู่เมืองได้ยังไงบ้าง” ประพันธ์เล่าให้เราฟัง “บางช่วงเทรนด์ก็จะเป็นต้นไม้ฟอร์มสวยชนิดเดียวทั้งหมด แต่เราคิดว่าถ้าทำจริงจะไม่เหมาะสม เพราะว่าในธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันคือการรวมตัวกันของสปีชีส์ที่หลากหลาย”

ที่นี่มีทั้งไม้ยืนต้น 8 ชนิด และไม้พุ่มขนาดต่าง ๆ อีกรวม 12 ชนิด ภายในพื้นที่สีเขียว 555 ตารางเมตร

“ถ้าเกิดมีต้นหนึ่งติดโรค แล้วปลูกเหมือนกันหมดก็จะติดกันไปหมด แต่ว่าถ้ามีหลายสปีชีส์ อีกต้นหนึ่งอาจจะไม่อ่อนแอกับโรคนั้น ๆ ทำให้ไม่ติดตามไป” กล่าวโดยสรุปก็คือ หากมองระบบนิเวศในภาพใหญ่ ยิ่งหลากหลาย ยิ่งยั่งยืนนั่นแหละ

“Roof Garden นี้ช่วยลดอุณหภูมิด้วยนะ” วรวีร์เสริมขึ้นมาถึงข้อดี “หลังคาทั่วไปที่ไม่มีพื้นที่สีเขียวเลยจะสะท้อนความร้อนออกมา แต่ถ้าเรามีต้นไม้ ก็จะซับความร้อนได้เยอะพอสมควร”

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์
Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายอย่างการปลูกต้นไม้ใส่กระถาง อย่าลืมว่านี่คือสวนบนชั้น 10 ของอาคาร และโครงสร้างอาคารก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะเมื่อชั้นล่างของ Sky Scape เป็นโถงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ไม่มีเสาคั่นกลาง (Long Span) ซึ่งเป็นส่วนรับผิดชอบของออฟฟิศอื่น

“ตอนแรกเราต้องการให้มีพื้นที่สีเขียวเยอะที่สุด มีต้นไม้ใหญ่เยอะที่สุด แต่ถ้าเราทำเป็นพื้นที่สีเขียวกระจาย น้ำหนักที่กดลงไปแต่ละจุดก็เยอะไปหน่อย เลยกระจุกตัวน้ำหนักดินให้มันอยู่เป็นที่ ๆ ไป”

น้ำหนักของ Roof Garden มากกว่าหลังคาหรือดาดฟ้าทั่วไปนัก เพราะต้นไม้หนึ่งต้นต้องเผื่อน้ำหนักไว้ประมาณ 1.5 ตันเลยทีเดียว

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

ชีวิตชีวาที่เชื่อมถึงกัน

ทีมออกแบบตั้งใจให้ที่นี่เป็น ‘ลานคนเมือง’ แห่งใหม่ของสยามสแควร์

“ตอนแรกนึกว่าเด็ก ๆ จะมามากกว่า แต่พอเปิดคนที่สยามก็มาด้วย ถ้ามาเสาร์-อาทิตย์นี่จะเห็นว่าคนยืนเต็มเลย” ประพันธ์พูดอย่างดีใจ ขณะที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่คนก็มามากเหมือนกัน

พวกเขามองว่าสยามสแควร์แทบจะไม่มีพื้นที่โล่ง ๆ แบบนี้เลย หรือถึงมี บรรยากาศก็ไม่ได้ผ่อนคลาย นั่งใต้ร่มไม้ได้แบบนี้

“ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทาง คุณต้องตั้งใจมานั่ง” วรวีร์ให้ความเห็น ที่นี่ไม่ได้เข้าถึงง่ายเท่าไหร่ ผู้คนต้องรอลิฟต์หรือขึ้นบันไดเลื่อนมาถึง 10 ชั้น จุดหมายปลายทางจึงต้องคุ้มค่าพอที่จะเสียเวลาเดินทาง

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราถามภูมิสถาปนิกทั้งสองว่า พวกเขาตั้งใจวางส่วนต้นไม้ไว้ด้านนี้เพื่อให้คนมาชมวิวถนนพญาไทรึเปล่า ทั้งคู่ก็ตอบว่า จริง ๆ แล้วลองมาแล้วทุกมุม แต่สุดท้ายที่มาจบที่แบบนี้ เป็นเพราะหากวางไว้ที่ทิศตะวันตก ต้นไม้จะช่วยสร้างร่มเงาให้ดาดฟ้า รวมถึงพวกเขาอยากจะให้เดินออกมาจากอาคารแล้วถึงลานอีเวนต์ก่อน แล้วจึงเห็นต้นไม้เป็นพื้นหลัง ซึ่งบริเวณสเต็ปสูงที่สุดของสวนต้นไม้ก็เป็นจุดชมวิวกรุงเทพมหานครได้

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“อย่างญี่ปุ่น เมืองเขาเป็น Verticle มาก ๆ เขามี Public Space เหล่านี้อยู่ตามที่ติดรถไฟฟ้า เขามีตึกที่ขึ้นมาแล้วมีคาเฟ่ให้คนไปนั่งอยู่ข้างบน เป็น Public Space ที่ดีนะ เราก็ได้ไอเดียมาจากตรงนั้นด้วย” ประพันธ์พูดถึงการพัฒนาเมืองของต่างประเทศ 

“ตอนนี้สยามกำลังพัฒนาใหม่ ลองนึกภาพว่าทุกตึกทำประมาณนี้หมด แล้วมี Skybridge เชื่อมระหว่างอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่ง มันก็จะมีพื้นที่สาธารณะลอยอยู่หลาย ๆ ที่”

ทีมออกแบบไม่ได้รู้ละเอียดนักว่าแผนพัฒนาพื้นที่สยามสแควร์เป็นอย่างไร พวกเขาเพียงแต่คิดตามรูปแบบการพัฒนาในยุคปัจจุบันว่า จะต้องมีพื้นที่ว่างและพื้นที่สีเขียวบนอาคารให้ได้มาตรฐาน และคิดต่อยอดไปว่า หากมองให้เป็นระบบมากขึ้น จะเชื่อมพื้นที่สาธารณะเข้าด้วยกันได้

“วันนั้นพี่เพิ่งมาดูดนตรีที่สยามฯ เด็ก ๆ สมัยนี้เล่นกันดีมากเลย สร้างชีวิตชีวาให้กับเมืองได้มาก” เขาเอ่ยถึงปรากฏการณ์ของ พ.ศ. 2565 นี้ ที่ Walking Street เปิดใช้งานแล้วมีวงดนตรีมัธยมมาทำการแสดงกัน จนหลายวงถึงกับแจ้งเกิดจากที่นี่ “แต่อย่างที่อย่างที่บอก Public Space ไม่จำเป็นต้องเป็น Main Street อันเดียวแล้วจบ เราแยกย่อยออกมาตามการใช้งานได้หลากหลายมาก”

ประพันธ์นึกถึงภาพ Highline ที่ผู้คนเดินไปได้ตลอด และแต่ละจุดมีฟังก์ชันที่ต่างกัน ตรงนี้เห็นวิวเมืองก็จะทำที่นั่งแบบหนึ่ง ตรงนั้นเห็นวิวถนนก็จะทำเป็นสเตเดี้ยมให้คนมองรถวิ่งไปวิ่งมา หากมีแม่น้ำก็จะทำพื้นที่ดูแลวิวแม่น้ำได้ด้วย

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“ในสยามฯ เป็นไปได้มากที่สุดเลย ด้วยความที่เป็นเจ้าของเดียวกันทั้งหมด เราก็น่าจะคิด Master Plan ในการเชื่อมโยง Public Space ด้านบนได้ด้วย เหมือนที่เราพยายามจะทำกับตึกนี้ในตอนแรก เราพยายามคิดให้มันไล่ขึ้นมาจากข้างล่างไปสู่ข้างบน

“ถ้าเป็นอาคารนอกสยามฯ จะเป็น Property แยกกัน ทำยากหน่อย” ในขณะที่ต่างประเทศเป็นเรื่องปกติที่จะทำ Master Plan มาก่อน แล้วแบ่งให้แต่ละฝ่ายทำ ประเทศเรากลับยังทำแบบนั้นไม่ได้เท่าไรนัก

“เซ็นเตอร์พอยท์ที่ฮิตมาก ๆ ในรุ่นพี่ นั่นคือมินิมากนะ เป็นแค่หนึ่งเวิ้งเอง แต่คนยุคนั้นก็ดีใจมากแล้ว” ประพันธ์เริ่มอธิบาย เมื่อเราถามว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะของสยามสแควร์ต่อจากนี้เป็นต้นไป ต้องต่างจากยุคก่อน ๆ ยังไงบ้าง

วรวีร์คิดว่าพฤติกรรมผู้คนในย่านเปลี่ยนไปจากเดิม เจนเนอเรชันก่อนอาจมาเพื่อจุดประสงค์ที่เจาะจง เช่น หากพี่เบิร์ดมาเล่นที่ลานน้ำพุ ผู้คนก็จะพุ่งตัวไปที่ลานน้ำพุเพื่อดูพี่เบิร์ด แต่ปัจจุบันที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางก้อนใหญ่ ๆ เหล่าวัยรุ่นมาเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศที่คนมารวมตัวกัน ดังนั้นจึงต้องคิดเรื่อง Flow อย่างละเอียดลออกว่าเดิม

“ปัจจุบันมันคือเรื่องการเชื่อมโยงของ Dot ของ Open Space เหล่านั้นให้เป็น Network มากขึ้น” ประพันธ์ยกตัวอย่างถึงประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ว่าที่นั่นเชื่อมกันเป็น Network ที่เป็นมิตรต่อผู้คน (Citizen Friendly) หากไปเที่ยวย่านหนึ่งก็เดินสนุกได้ทั้งวัน “แล้วเราก็อยากให้ทางเดินเท้าเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง เป็นย่านที่ไม่มีรถเข้าไปเลย”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

อีกเรื่องที่ทั้งคู่ฝากไว้ คือความร่มรื่นของพื้นที่ ว่าเราจะต้องดึงธรรมชาติกลับมาให้ได้ และสร้าง Micro Climate ที่ดี เหมาะกับสภาพอากาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“อย่างสิงคโปร์ เขาจะเชื่อมต่อหลังคากัน มีไกด์ไลน์ว่าอาคารนี้ควรยื่นออกมาอย่างนี้ เพื่อให้คนเดินต่อไปได้ นอกจากนี้ก็เรื่อง Verticle Green ต่าง ๆ ที่ทำให้พื้นที่สาธารณะมีระบบนิเวศที่ดี”

คิดว่าในประเทศไทยควรมีลานแบบนี้เยอะ ๆ ไหม – เราถามนักออกแบบทั้งคู่

“ลานคือที่ที่มีกิจกรรม ลานส่งเสริมการแสดงออกได้เยอะ คนรุ่นใหม่ชอบมากเลย เราก็อิจฉาเหมือนกันเพราะรุ่นเราไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรมแบบนี้” ประพันธ์ตอบ เขาบอกว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงนึกถึงหน้าลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ที่คนมาจัดกิจกรรมกันเยอะ “เราต่างพ่อต่างแม่ มีความต้องการพื้นที่ที่ต่างกัน บางคนอาจจะอยากได้มุมสงบเงียบ ๆ บางคนอาจจะอยากได้ผู้คนเดินผ่านมาผ่านไป ต้องพัฒนาให้มีความหลากหลาย ลานสำคัญสำหรับ Public Space นะ”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราเอนกาย เลื่อนข้อศอกไปวางไว้บนสเต็ปที่นั่ง มองไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังถ่ายรูปวิวเมืองกันอย่างสนุกสนาน พลางคิดว่าถ้าอนาคตแต่ละลานเชื่อมถึงกันอย่างไหลลื่น คงจะเกิดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย แล้วสยามสแควร์ก็คงเกิดสีสันใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load