“ไปนอนอ่านหนังสือที่ห้องสมุดกันไหม”

ตอนได้ยินคำชวนครั้งแรกก็นึกประหลาดใจว่าทำได้ด้วยหรอ เพราะย้อนกลับไปเมื่อ 16 ปีก่อนสมัยยังอยู่ชั้นประถม เราคุ้นเคยกับการนั่งหลังตรงในห้องสมุด เผชิญหน้ากับความเงียบสงบซึ่งเหมาะแก่การเพ่งสมาธิอ่านหนังสือ หันซ้ายไปขวา ก็มักเจอป้ายเตือนว่า ห้ามหลับ ห้ามส่งเสียงดัง

จนได้รู้ว่าสถานที่ในคำชวนนั้น คือ TK Park ห้องสมุดแนวคิดใหม่ ใหม่เสียจนเราอดสงสัยไม่ได้ว่า ในพื้นที่ขนาดเล็กนั้น จะบรรจุอะไรนอกจากหนังสือไว้ เมื่อได้ลองเข้าไปใช้งาน ก็พบว่ามีทั้งโซนรังผึ้งที่ให้เข้ามานอนอ่านหนังสือได้จริงๆ เป็นห้องสมุดแห่งแรกที่ทำแบบนี้ได้ แถมยังทดลองเล่นอูคูเลเล่ที่ห้องสมุดดนตรี ชวนคุณพ่อคุณแม่ไปนั่งดูหนังในมินิเธียเตอร์ ทดลองเล่นที่ลานสานฝัน จากนั้นก็ต่อคิวรอยืมหนังสือเป็นตั้งกลับบ้านได้ด้วย สมกับชื่อ ‘ห้องสมุดมีชีวิต’ จริงๆ

ส่องโฉมใหม่ TK Park ไม่ใช่แค่สวย แต่มีระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และความสนุกให้คนทุกวัย

มาถึงวันนี้ เราได้ยินข่าวคราวอีกครั้งว่าบนชั้น 8 ของเซ็นทรัลเวิลด์ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ครบวงจรขนาดประมาณ 3,000 ตารางเมตรกำลังพลิกโฉมใหม่ เรียกได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงในรอบทศวรรษ และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ห้องสมุดอย่างที่เราๆ เข้าใจอีกต่อไป เพราะกำลังจะกลายเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้สำหรับคนทุกวัย เข้าถึงได้แม้ในพื้นที่ห่างไกล โดยมุ่งสนับสนุนการพัฒนาทักษะใหม่ๆ อย่างสร้างสรรค์

ส่องโฉมใหม่ TK Park ไม่ใช่แค่สวย แต่มีระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และความสนุกให้คนทุกวัย

ฟังแล้วน่าตื่นเต้น ก่อนแวะไปเยี่ยมชมดูห้องสมุดฉบับใหม่ที่ไฉไลกว่าเก่า เราขอพาไปพูดคุยกับ กิตติรัตน์ ปิติพานิช ผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park ถึงแนวคิดเบื้องหลังในรอบ 16 ปีตั้งแต่จุดเริ่มต้น การปรับโฉม และก้าวต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้น

ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เมืองแห่งการเรียนรู้

เรามีห้องสมุดไปทำไมกัน 

ในยุคที่เราเรียนออนไลน์จากที่ไหนก็ได้ การค้นหาความรู้หรือข้อมูลข่าวสารทำได้แสนง่ายดายผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ศูนย์การเรียนรู้หรือห้องสมุดก็ยังมีความจำเป็นและควรมีอยู่ต่อไปด้วยเหตุผลด้านกายภาพ ซึ่งก็ต้องปรับตัวตามการหมุนเปลี่ยนของโลก

ผู้อำนวยการกิตติรัตน์ขยายความคำว่า ‘กายภาพ’ ให้ฟังว่า ห้องสมุดเป็นส่วนการเรียนรู้พาร์ตใหญ่ๆ ที่การเรียนออนไลน์ให้ไม่ได้ เพราะมนุษย์ยังต้องมี Social Interaction หรือการปฏิสัมพันธ์ต่อกัน รวมไปถึงทักษะทั้งหลาย อย่างความคิดสร้างสรรค์ หรือการออกแบบเชิงความคิด (Design Thinking) ซึ่งต้องส่งผ่านด้วยวิธีทางกายภาพ

“ห้องสมุดเลยเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทักษะเหล่านี้ให้กับคน ขนาดที่ฟินแลนด์ ประเทศที่การศึกษาที่ดีที่สุดในโลก รัฐบาลยังเปิดห้องสมุด Oodi Helsinki Central Library ฉลองครบรอบร้อยปีให้กับคนของเขา นี่จึงยืนยันว่าพื้นที่แบบนี้ยิ่งมีเยอะยิ่งดี เพราะทำให้คนเติบโตและเรียนรู้ได้มาก”

ประเทศไทยเองก็มองเห็นความสำคัญของสิ่งก่อสร้างเชิงกายภาพเช่นนี้ และคิดถึงคนที่หลุดจากระบบการศึกษาทางหลัก จึงเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ​2548

ส่องโฉมใหม่ TK Park ไม่ใช่แค่สวย แต่มีระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และความสนุกให้คนทุกวัย

“ตอนนั้นภาครัฐอยากบริหารจัดการความรู้ TK Park จึงจัดตั้งขึ้นมาพร้อมๆ กับองค์กรอื่น อย่าง TCDC (Thailand Creative & Design Center) และมิวเซียมสยาม เป็นเสมือนซอฟต์แวร์มนุษย์เพื่อพัฒนาศักยภาพคนไทย ซึ่งเราเองก็อยากเติมเต็มสิ่งที่ผู้คนต้องการเรียนรู้นอกเหนือจากการศึกษาภาคบังคับ ให้คนทั่วไปนำความรู้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิต อาชีพ รวมถึงมีศักยภาพการแข่งขันให้ประเทศก้าวต่อไปได้”

มองภาพต่อมาในระยะเวลานับสิบปี ที่นี่เคยเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ถึง 2 ครั้ง ล่าสุด นอกจากต้องซ่อมแซม จึงถึงเวลาปัดฝุ่นองค์กรครั้งใหญ่ พร้อมปรับตัวสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน

“ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมการอ่านไปจนถึงการใช้พื้นที่ก็เปลี่ยนตาม ทุกวันนี้ห้องสมุดกลายเป็นพื้นที่ทำงาน เป็นมากกว่าพื้นที่ที่เข้ามายืมหรืออ่านหนังสือแล้ว” 

เขายังเสริมอีกว่า เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ยิ่งเป็นตัวเร่งเร้า กระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นอีก เพราะในช่วงเวลานี้ผู้คนทุกวัยหันมาเรียนรู้ อ่านหนังสือ ลองผิดลองถูกในทักษะใหม่ๆ หรือสิ่งที่ตัวเองขาดไปมากขึ้น จึงถึงเวลาที่ TK Park ต้องปรับตัวเองบ้าง จากห้องสมุดมีชีวิต จึงขยายให้เป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้

แล้วอะไรคือระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ว่า การเดินทางต่อจากนี้จะช่วยให้เราค้นพบคำตอบ

สถาบันอุทยานการเรียนรู้โฉมใหม่

เรามีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชมสถานที่หลังจากกลับมาเปิดบริการอีกครั้งหลังคลายล็อกดาวน์ ภายในพื้นที่โฉมใหม่มีไฮไลต์ทั้งหมด 5 โซน ผู้อำนวยการกิตติรัตน์บอกกับเราว่า มีคนแวะเวียนมายืมหนังสือกันมากมาย และทุกส่วนของพื้นที่การเรียนรู้ถูกออกแบบมาให้พร้อมรับกับสถานการณ์โรคระบาด ทั้งมาตรการรักษาความปลอดภัยที่สร้างความมั่นใจให้ผู้มาใช้บริการ ตั้งแต่การทำความสะอาดทุกชั่วโมง มีแอลกอฮอล์ในทุกจุด ไปจนถึงเครื่องอบ UV

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

และเพื่อลดการสัมผัสให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่เริ่มเดินเท้าเข้ามา ก็ใช้แอปพลิเคชัน MyTK สแกน QR Code จ่ายค่าสมาชิกหรือค่าปรับได้เลย รวมไปถึงจุด Smart Library ให้สมาชิกยืม คืน ต่ออายุ ผ่านระบบอัตโนมัติ

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย
จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย
จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

จากโซนรังผึ้งที่คนชอบมาเช็กอินถ่ายรูป หรือเป็นพื้นที่ปีนป่ายของเด็กๆ ก็กลายเป็นโซนของเล่น Toy Library ซึ่งพัฒนาร่วมกับ PlanToys เต็มไปด้วยของเล่นจากวัสดุธรรมชาติ พร้อมหนังสือคุมธีมคัดสรรโดยเหล่าบรรณารักษ์ เพื่อให้เจ้าตัวน้อยเรียนรู้เสริมทักษะไปพร้อมกับความสนุก

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

“เราค้นพบว่าเด็กๆ ที่มาที่นี่อยากได้ของเล่น พอเกิดโควิด-19 ขึ้น เราก็คิดว่าของเล่นพวกนี้น่าจะให้ยืมกลับไปเล่นที่บ้านได้ เลยทำบริการส่งชุดของเล่น พร้อมกับหนังสือที่คัดมาแล้วว่าไปในแนวทางเดียวกัน” 

กิตติรัตน์อธิบายแนวคิดที่เรียกว่า Library of Things ซึ่งมีมากขึ้นในช่วงที่ผู้คนต้องอยู่กับบ้าน อีกหนึ่งความตั้งใจที่อยากให้เกิดขึ้นบ้างในไทย

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย
จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park มีฐานข้อมูลหนังสือฟรีอย่าง E-Library ซึ่งพัฒนาไว้ก่อนที่โลกออนไลน์จะฮิตราว 10 ปี จากที่มีทั้งหมด 7,000 รายการ ตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 30,000 รายการ และมีถึง 4 ฐานข้อมูล เป็นระบบหนังสือออนไลน์ดีที่สุดแห่งหนึ่งของไทย แต่ถึงอย่างนั้น ก็เชื่อว่าหลายคนยังโหยหาหนังสือเล่ม ที่นี่เลยมีบริการ Book Delivery ส่งหนังสือไปให้ยืมถึงบ้าน และส่งข้ามจังหวัดได้ด้วย อยากอ่านเล่มไหนก็ไร้อุปสรรค

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

สำหรับพื้นที่อ่านหนังสือ (Reading Space) ก็เพิ่มมุมนิตยสารขึ้นมา ซึ่งผู้อำนวยการแอบกระซิบว่า หนังสืออันดับหนึ่งที่ครองใจคนที่เข้ามาใช้บริการ คือเหล่านิตยสารเล่ม และเมื่อกวาดสายตาโดยรอบ จะเห็นพื้นที่โปร่งโล่ง พร้อมไฟส่องสว่างประจำโต๊ะ เปลี่ยนจากการใช้แสงสีเหลืองเป็นแสงสีขาว เพื่ออรรถรสในการอ่านหนังสือ รวมไปถึงมุมนั่งอ่านหนังสือที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นแม้จะอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ออกแบบลักษณะคล้าย Phone Booth ให้คนขลุกตัวได้ แถมด้วยที่นั่งหลายรูปแบบรองรับทุกอิริยาบถ ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ให้มานั่งหรือนอนอ่านหนังสือตามแต่จะเลือกสรร

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

และที่ถือว่าเป็นมุมใหม่มากๆ คือ Book Wall & TK Cafe สร้างบรรยากาศไว้เสิร์ฟเครื่องดื่มและขนมเคล้าการอ่านหนังสือ มาที่เดียวก็ได้ความรู้ทั้งการหย่อนกายใจ

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงต้นแบบเรื่องพื้นที่ห้องสมุดใจกลางกรุงเท่านั้น สิ่งที่พวกเขาทำยังไม่หมดแค่นี้!

การเรียนรู้เพื่อเข้าใกล้ความฝัน

ระหว่างการสนทนา ผู้อำนวยการกิตติรัตน์ยกประเด็นเรื่องความฝันกับเด็กไทยขึ้นมาเล่าได้อย่างน่าสนใจ จากการประเมินคุณภาพแรงงานในอนาคต ผ่าน ดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index) ของธนาคารโลกใน พ.ศ. 2563 พบว่า ไทยได้ค่าดัชนีที่ 0.61 จาก 174 ประเทศ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับดีกว่าค่าเฉลี่ยของโลกและของภูมิภาคเล็กน้อย แต่คะแนนตัวแปรด้านการศึกษาในการทดสอบเชิงเหตุผล กลับมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าในระดับอาเซียน

 “เวลาคุณมีฝันอะไรก็ตาม ต้องหารสองนะ นี่คือศักยภาพที่ประเทศไทยในปัจจุบันให้ได้ เราจึงจำเป็นต้องขยายโครงการสร้างการเรียนรู้ออกไป เพื่อให้มีพื้นที่ช่วยรองรับ หรือพาพวกเขาไปใกล้ฝันนั้นมากขึ้น”

นั่นเป็นหมุดหมายให้ขยายจากห้องสมุดไปถึงการฝึกทักษะยุคใหม่ที่เรียกว่า ‘21st Century Skills’ อย่างทักษะการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิเคราะห์ การทำงานร่วมกัน หรือความเห็นอกเห็นใจ เหล่านี้เป็นทักษะแห่งอนาคตหรือ Future Skills ซึ่งอาจไม่ได้มีสอนในการศึกษาภาคปกติ และทักษะพวกนี้จะสอนกันเดี่ยวๆ ไม่ได้ แถมคนแต่ละช่วงวัยก็ต้องการทักษะแบบนี้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน จึงทำให้เกิดกิจกรรมจึงหลากรูปแบบ 

เช่น โครงการ TK DreamMakers กิจกรรมจุดประกายความฝันร่วมกับ School of Changemakers ให้เยาวชนกลุ่มประถมจนถึงมัธยมปลาย ในพื้นที่ภาคีเครือข่ายอุทยานการเรียนรู้จังหวัดต่างๆ ลงพื้นที่หาโจทย์ปัญหาทางสังคม ทั้งเรื่องวัย ความหลากหลายทางเพศ ความบกพร่องทางร่างกาย และความแตกต่างทางชาติพันธุ์ แล้วรวมไอเดียกันเพื่อหาทางออก 

การทำเช่นนี้ ช่วยให้เด็กๆ ได้คิดจริง ทำจริง และใช้งานการแก้ปัญหานั้นจริง นอกจากพวกเขาได้เรียนรู้ทักษะชีวิตที่จะใช้ต่อยอดสำหรับอาชีพในอนาคต ยังช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นสังคม ซึ่งคุณกิตติรัตน์บอกว่า โครงการนำร่องนี้เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย เพราะต้องทำกันออนไลน์ทั้งหมด แต่ก็เห็นแนวโน้มที่ดีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

อีกหนึ่งตัวอย่าง คือการสร้าง Maker Space หรือพื้นที่รองรับนักนวัตกรรมสำหรับการเรียนรู้ความคิดเชิงการออกแบบ ซึ่งร่วมทำงานกับ FabCafe Bangkok เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี เปิดให้เด็กๆ และผู้คนที่สนใจ มีโอกาสเข้าถึงและใช้งานเครื่อง 3D Printer เพื่อสร้างชิ้นงานและทำงานร่วมกันภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

การเรียนรู้ที่เข้าใกล้ชุมชน

ไม่เฉพาะตั้งอุทยานการเรียนรู้ในกรุงเทพฯ TK Park ยังขยายโมเดลการสร้างการเรียนรู้นี้ออกไปทั่วประเทศพร้อมๆ กันตั้งแต่เริ่ม

“เราร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีงบประมาณแต่ยังขาด Know-how ไปช่วยหาแนวทางและเริ่มตั้งต้นการสร้างห้องสมุดให้ หรือ Library Automation แล้วขยายไปที่อื่นให้ได้มากที่สุด

“ลงไปใต้สุดเลยที่จังหวัดยะลา สร้างพร้อมกับที่เราก่อตั้งปีแรกๆ” คุณกิตติรัตน์เฉลย หลังให้ลองทายเล่นๆ ว่าจากเครือข่ายสถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park 29 แห่ง ใน 22 จังหวัด พวกเขาขยายไปที่ไหนเป็นที่แรก ซึ่งที่ยะลานั้น กลายเป็น People Space ไปโดยปริยาย

“เวลาลงไปสร้างศูนย์การเรียนรู้กับชุมชน เราต้องทราบความต้องการของคนในพื้นที่ด้วย จากห้องสมุดมีชีวิตจึงกลายเป็นศูนย์กลางชุมชน เพราะชาวบ้านมาจัดประชุม ทำกิจกรรม จนถึงฝึกอบรมคนในชุมชน แถมวิธีนี้ยังเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ทำได้หลายฟังก์ชันในพื้นที่เดียว” เขาเสริม

ในแต่ละปี TK Park จะขยายเครือข่ายไปยังจังหวัดใหม่ๆ เสมอ ในปีนี้เพิ่มขึ้นมาอีก 2 แห่ง ได้แก่อุทยานการเรียนรู้ปราจีนบุรีและอุทยานการเรียนรู้กระบี่

“ตั้งต้นลงไปสัมภาษณ์คุณครู ชุมชน เด็กๆ และผู้บริหารพื้นที่ ว่าพวกเขามองอนาคตของพื้นที่นี้กันอย่างไร จากนั้นเราก็ใช้วิธี Tailor Made หรือจัดสื่อการเรียนรู้ให้เหมาะกับสิ่งที่เขาต้องการ ไม่เคยใช้วิธี One-size-fits-all ในการสร้างห้องสมุดเลย เพราะอยากให้เกิดความเฉพาะทางในแต่ละพื้นที่ อย่างเช่นจังหวัดกระบี่ เราเริ่มกันจากศูนย์ เป็น TK Park ที่แรกที่ติดทะเลและท่าเรือไปเกาะพีพี ถ้าเปิดใช้งาน ต้องมีนักท่องเที่ยวหรือชาวบ้านแวะมา ก็เน้นหนังสือต่างประเทศและเรื่องการท่องเที่ยวมากหน่อย

“ส่วนที่จังหวัดปราจีนบุรี ก็ใช้วิธีการเดียวกัน เข้าไปเปลี่ยนห้องสมุดให้สนุกขึ้น เน้นเรื่องสมุนไพรที่เป็นทุนเดิมในพื้นที่เข้าไป ตอนนี้ห้องสมุดทั้งสองแห่งเสร็จหมดแล้ว ถ้าเปิดเมื่อไหร่ ก็เชื่อว่าจะเป็นศูนย์กลางชุมชนได้เช่นกัน” ผู้อำนวยการบอกเล่าความตั้งใจในพื้นที่ใหม่

และจากการลงพื้นที่สำรวจการใช้งานจริงในหลายจังหวัด เขาพบความว่านี่เองคือความหวังในการขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งเกิดจากเรี่ยวแรงหลักนั่นก็คือ ‘คน’ ซึ่งมาพร้อมกับความต้องการพัฒนาทักษะความสามารถและความสนใจใคร่รู้ในเรื่องใหม่ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของพวกเขาเอง โดยนัยยะคือ เมื่อมีชีวิตที่ดี ก็เป็นส่วนผลักดันประเทศให้เดินหน้า

นอกจากอุทยานการเรียนรู้ในเมืองใหญ่ TK Park ยังร่วมกับหน่วยงานภาคีต่างๆ พัฒนาแหล่งเรียนรู้ในระดับชุมชนอีกประมาณ 300 แห่ง ศูนย์เรียนรู้ในระดับตำบล 200 แห่ง ห้องสมุดมีชีวิตในโรงเรียน 76 แห่งใน 76 จังหวัด และห้องสมุดมีชีวิตในค่ายทหารอีก 20 แห่ง ไปจนถึงห้องสมุดในเรือนจำ

ทั้งหมดนี้เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เน้นการเชื่อมต่อทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เข้าถึงได้มากและกว้างไกลไปทั้งประเทศ เป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

การเรียนรู้นี้สอนให้รู้ว่า

การพัฒนาแหล่งการเรียนรู้มากมายกว่าทศวรรษ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ความท้าทายจึงเกิดขึ้นมากตามขวบปี

“เวลาขยายไปในต่างจังหวัด ถ้าส่วนท้องถิ่นเข้ามาหา แล้วบอกว่าเขาอยากทำ จะง่ายกว่าบางพื้นที่ที่เขาไม่อินหรือไม่รู้จักเรา

“อีกข้อหนึ่งคือการเปลี่ยนทัศนคติคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ จากสถิติในรอบสามถึงสี่ปีที่ผ่านมา ภาพรวมการอ่านของคนไทยดีขึ้นนะ สมัยก่อนที่วัดการอ่านเป็นบรรทัด ตอนนี้เราวัดเป็นนาที จาก พ.ศ. 2554 ค่าเฉลี่ยทั่วประเทศอ่านหนังสือสามสิบห้านาทีต่อวัน พ.ศ. 2558 ขึ้นมาเป็นหกสิบหกนาที ครั้งล่าสุด พ.ศ. 2561 ขึ้นเป็นแปดสิบนาทีต่อวันจากการอ่านทุกรูปแบบ และมากขึ้นกลุ่มนักเรียนอายุหกถึงสิบสี่ปี 

“แต่กลุ่มคนอายุสิบห้าและยี่สิบห้าปีขึ้นไป ไม่ชอบอ่านหนังสือสูงกว่าสามสิบเปอร์เซ็นต์และสามสิบสามเปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมมองว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่ท้าทายมากว่าจะส่งเสริมให้เขาหันมารักการอ่าน แล้วในยุคสมัยที่คนชอบดู TikTok อ่านสเตตัสในเฟซบุ๊กมากกว่า เราควรเปลี่ยนทุกอย่างให้สั้นลงตามไปด้วยไหม TK Park จะตอบเลยว่า ไม่ เพราะอะไรรู้ไหม

“ยิ่งคนมีสมาธิจดจ่อน้อยลง ยิ่งต้องทำให้คนโฟกัสทำอะไรได้นานๆ เราเลยใช้การอ่านเป็นต้นทาง พออ่านเยอะ คุณจะเริ่มอยากรู้มากขึ้น และลงลึกจนต่อยอดเป็นทักษะไปใช้ได้ นี่เลยเป็นเหตุผลที่เราทำระบบนิเวศการเรียนรู้เป็นโครงข่าย เพราะสุดท้ายโจทย์เล็กในการพัฒนาคน จะไปตอบโจทย์ใหญ่ คือเป้าหมายในการเรียนรู้ที่เข้าถึงคนทุกกลุ่มได้ รวมถึงคนที่ไม่ชอบการอ่านด้วย” ผู้อำนวยการย้ำจุดประสงค์และความตั้งใจที่อยากพัฒนา TK Park ไปให้ถึง

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

การเรียนรู้ในอนาคต

ในอนาคตระยะใกล้ นอกจากพัฒนาการอ่าน ทำงานกับพาร์ตเนอร์กับหลายหน่วยงานมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ต่อไป ตลอดจนขยายอุทยานการเรียนรู้ไปยังพื้นที่ต่างๆ เพิ่มเติมแหล่งเรียนรู้สาธารณะเพื่อพัฒนาคนให้กับประเทศ พวกเขายังพยายามตามเทรนด์ให้ทัน และไม่ลืมพัฒนาคนทำงานของเราเองให้มีทักษะใหม่ๆ เพื่อส่งต่อ Growth Mindset ให้กับคนรับปลายทางอยู่เสมอ

สำหรับแผนในระยะยาว คือการเน้นกิจกรรมส่งเสริมเรื่อง Future Skills ให้คนมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไปถึงความฝัน รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้กันตลอดชีวิต

“ถ้าให้ผมพูดในฐานะคนอายุห้าสิบกว่านะ มันไม่มีเวลามาให้เสียแล้ว จะเรียนรู้อะไรสักอย่าง อ่านหนังสือสักเล่ม ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าอ่านไปทำไม สิ่งนี้จะกลายเป็นทักษะในการอยากเรียนรู้ (Learning to Learn) และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ของผู้คน เมื่อคนคิดเป็น วิเคราะห์ปัญหาออก ก็จะเห็นโอกาสในการพัฒนาประเทศได้”

และแผนขับเคลื่อนต่อไป คือการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ หรือ Learning City ของยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งกิตติรัตน์อธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า “หลังจากผ่านโจทย์เมืองหนังสือโลกมาแล้ว เราอยากเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Inclusive Learning) ทั้งผู้ด้อยโอกาส คนที่หลุดจากระบบการศึกษา คนพิการ หรือคนที่เข้าถึงระบบการศึกษาไม่ได้ ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยได้เป็นอยู่สี่เมือง คือ เชียงรายเป็นที่แรก ภูเก็ต เชียงใหม่ และฉะเชิงเทรา ซึ่งเราดีใจที่ได้เป็นพาร์ตเนอร์ช่วยขับเคลื่อนในเรื่องนี้” 

เราเชื่อเสมอว่าการเรียนรู้ที่ดี คือการเรียนรู้ที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ และเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่พวกเขาสนใจ ไม่เฉพาะในด้านวิชาการเท่านั้น ซึ่งพื้นที่สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park ทำให้เห็นแล้วว่า แม้จะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แต่ผลลัพธ์จากการพัฒนาจะขยายวงกว้างต่อไปอย่างมหาศาล

“TK Park เชื่อเรื่องการสร้างพื้นที่การเรียนรู้แบบสาธารณะที่ผู้คนเข้าถึงได้มาตลอด ไม่มีทางที่จะพัฒนาทุกอย่างแต่ไม่พัฒนาคน เพราะมนุษย์เป็นรากฐานที่ทำให้ประเทศไปต่อได้ และแน่นอนว่าเพื่อให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น เราทำคนเดียวไม่ได้” ผู้อำนวยการทิ้งท้าย ซึ่งตอกย้ำแนวคิดการก่อตั้ง TK Park ตามนิยาม ‘พื้นที่แห่งการเรียนรู้ของทุกคน’ อย่างชัดเจน

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

ผ่านมา 2 ปีแล้ว ที่ผืนนากว่า 30 ไร่ กลางแอ่งที่ราบเชียงดาว ถูกออกแบบและฟื้นฟูให้กลายเป็นพื้นที่ทุ่งน้ำผสมผสานพื้นที่เกษตรกรรมดั้งเดิมอายุกว่า 200 ปี เพื่อให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์ เป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวและถั่วเหลืองอินทรีย์ และที่สำคัญ เป็นพื้นที่พิเศษให้เรากลับไปฟื้นฟูความสัมพันธ์กับธรรมชาติผ่านประสบการณ์ตรงของเราเอง 

ในฐานะสถาปนิกจาก ‘ใจบ้านสตูดิโอ’ ที่ร่วมฟื้นฟูพื้นที่แห่งนี้ มีข้อเรียนรู้มากมายจากงานชิ้นนี้ที่อยากบอกเล่า ในบริบทที่คำว่า ‘ทุ่งน้ำ’ หรือ ‘พื้นที่ชุ่มน้ำ’ ซึ่งยังเป็นคำใหม่ในสังคมไทย

ในวันที่กล้าข้าวเขียวเต็มผืนนากลางฤดูฝน เราจึงชวน อ้อย-ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ เจ้าของพื้นที่ทุ่งน้ำนูนีนอย และกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิโลกสีเขียว มองย้อนกลับไปในวันแรกที่เริ่มต้นงานฟื้นฟู จนมาวันนี้ที่สัตว์และพืชในท้องถิ่นเริ่มกลับมา เพื่อจะมองไกลไปในอนาคต ที่คนกับธรรมชาติจะผูกสัมพันกันได้มากกว่าเดิม

ทุ่งน้ำนูนีนอย ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำผสมแปลงนาอินทรีย์เชียงดาว จนปลากัดป่าและนกมาอยู่
ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ และ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

ทุ่งน้ำ 101

ทุ่งน้ำ เป็นคำที่พี่อ้อยใช้เรียก พื้นที่ชุ่มน้ำหรือที่ฝรั่งเรียกว่า Wetland เพื่อให้เข้าใจง่ายและรู้สึกใกล้กับคนมากขึ้น เช่น ทุ่งนา ทุ่งหญ้า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักมองไม่เห็นคุณค่าของทุ่งน้ำ ทั้งที่ทุ่งน้ำสำคัญต่อระบบนิเวศมาก อาจจะด้วยหน้าตาที่ดูเหมือนพื้นที่รกๆ ซึ่งควรได้รับการพัฒนา ทุ่งน้ำหลายแห่งในบ้านเราจึงถูกถมทิ้งไป 

หารู้ไม่ว่าทุ่งน้ำแสนธรรมดานี้ เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของปลานานาชนิด เป็นที่หลบอาศัยของสัตว์ในฤดูเพาะปลูกและฤดูแล้ง ทุ่งน้ำหลายแห่งยังสัมพันธ์กับฤดูกาล ระดับน้ำทะเลที่ขึ้นลง หรือน้ำหลากในฤดูมรสุม ยังช่วยดักกรองสารเคมีที่มากับการเกษตรสมัยใหม่ก่อนไหลลงสู่โครงข่ายแม่น้ำคูคลอง พื้นที่ชุ่มน้ำที่สมบูรณ์จะมีทั้งแมลง ปลา นก สัตว์เลื้อยคลาน หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เข้ามาอาศัยหากิน เป็นแหล่งพักพิงของสัตว์อพยพ จนบางแห่งกลายเป็นพื้นที่ที่มีระบบนิเวศที่ซับซ้อน ส่วนคนเราก็ได้อาหารจากสัตว์และพืชผักจากทุ่งน้ำ

ทุ่งน้ำนูนีนอย ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำผสมแปลงนาอินทรีย์เชียงดาว จนปลากัดป่าและนกมาอยู่

ในอดีต ก่อนที่บ้านเมืองจะพัฒนาเหมือนในปัจจุบัน ทุ่งน้ำเป็นพื้นที่ปิกนิกที่มีรสนิยมของคนในพระนคร พอน้ำท่วมทุ่งช่วงกลางพรรษา ผู้คนก็ออกไปพายเรือเล่นน้ำ ตำน้ำพริกลงเรือไว้แกล้มสายบัวกับผักน้ำกินกันบนเรือ โดดน้ำดำผุดดำไหว้กันอย่างสนุกสนาน คนกับน้ำจึงคุ้นเคยกัน ไม่แปลกหน้าเหมือนกับปัจจุบัน นี่อาจพอทำให้เห็นภาพว่าทุ่งน้ำสำคัญไม่น้อยไปกว่าป่าเขาหรือแนวปะการัง แต่เปรียบเสมือนป่าย่อมๆ อีกประเภทหนึ่ง ในข่ายใยความหลากหลายของพื้นที่นิเวศ ที่ค้ำจุนความสมดุลของโลก

หากถามถึงความทรงจำของผู้คนที่มีชีวิตผูกพันกับทุ่งนาและทุ่งน้ำของคนเชียงดาว หนึ่งในความทรงจำที่มีสีสันนั้นต้องมีปลากัดป่า เด็กๆ จะช้อนจากร่องลำเหมืองหรือคูน้ำขังในนามาเล่นกัดกันสนุกสนาน และในนายังมีแมงดานา ที่เอามาตำน้ำพริกหรือทอดกินกรอบๆ 

ส่วนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร (ถ้าไม่นับมนุษย์) ก็คือตัวนาก หรือชาวบ้านที่เชียงดาวเรียกว่า ‘บ้วน’ ผู้ล่าสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งปัจจุบันปลา สัตว์ และแมลงเหล่านี้ กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่หายากไปแล้ว มีโอกาสจะกลายเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันหวนคืน หากระบบการผลิตและการเกษตรยังคงเป็นไปเช่นนี้ 

การอนุรักษ์ฟื้นฟูจึงไม่ควรถูกจำกัดแค่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรืออุทยานแห่งชาติ แต่ทำทุกที่ ทั้งในเมือง ชนบท และพื้นที่เกษตรกรรม ที่เราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน นี่จึงเป็นเจตนารมณ์สำคัญที่พี่อ้อยตั้งใจจะทำให้ทุ่งน้ำนูนีนอยเป็นพื้นที่ของการฟื้นฟูระบบนิเวศทุ่งน้ำ ไปพร้อมๆ กับการฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตรที่สำคัญอย่างทุ่งนา เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้คู่กับการผลิตอาหาร

บทกวี และ ภาษาในโลกธรรมชาติ

ความสงบแห่งชีวิตป่า

เมื่อความสิ้นหวังต่อโลกเติบโตขึ้นในใจ

และฉันผวาตื่นขึ้นกลางดึกด้วยเสียงเพียงแผ่วเบา

หวั่นวิตกว่าชีวิตฉันกับลูกๆ จะเป็นเช่นไร

ฉันจะออกไปและล้มตัวลงนอน

ตรงที่เป็ดป่าพักกลางความงามลงบนพื้นน้ำ และนกกระสาหากิน

ฉันเข้าสู่ความสงบแห่งชีวิตป่า

ผู้ไม่บั่นทอนชีวิตตัวเองไปกับห้วงคำนึงถึงอนาคตอันแสนเศร้า

ฉันเข้าสู่ผืนน้ำสงบนิ่ง

สัมผัสได้ถึงหมู่ดาวเบื้องบนที่ยามกลางวันบดบัง

รอคอยเวลาดาวเปล่งแสง ชั่วครู่หนึ่ง

ฉันพักอยู่กลางสิริมงคลแห่งโลก และฉันเป็นอิสระเสรี

-เวนเดลล์ เบอร์รี่, 2511 –

นี่คือบทกวี The Peace of Wild Things ที่พี่อ้อยส่งให้เรา และบอกว่าอยากให้พื้นที่นี้มีความรู้สึก และสร้างความประทับใจให้ผู้คนแบบบทกวีนี้ เพื่อให้คนที่มาได้สัมผัสความงาม ความรู้สึกละเอียดอ่อน เพราะห้วงยามที่เราสัมผัสได้ถึงความงาม คือประตูที่จะพาผู้คนกลับสู่โลกภายใน โลกที่เรายังรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับโลกธรรมชาติ

สำหรับนักออกแบบ การได้รับบรีฟงานเป็นบทกวีนั้นเป็นเรื่องสนุกและท้าทาย เพราะบทกวีเปิดโอกาสให้ตีความได้อย่างอิสระ มีเพียงความรู้สึกเป็นป้ายบอกทางว่าเราเดินมาถูกทางหรือเปล่า เราจึงเดินทางออกจากเมือง สู่ความสงบของชีวิตป่า เพื่อเข้าใจแอ่งที่ราบเชียงดาวให้มากขึ้น คลำทางในการสร้างงานออกแบบ จากความทรงจำของผู้คน 

จำได้ว่าเราเดินดูพื้นที่กันจนทั่ว ดูทางน้ำเข้าและออกในนา ทำความเข้าใจโครงข่ายของระบบเหมืองฝาย ซึ่งเป็นระบบชลประทานท้องถิ่นที่ชาวชุมชนแบ่งสรรและจัดการร่วมกัน เราแวะดูฝายวังไฮ ฝายโบราณอายุกว่า 200 ปีที่ฝันน้ำจากแม่น้ำปิงมาเลี้ยงทุ่งนาผืนใหญ่ของแอ่งที่ราบนี้ สังเกตต้นไม้ พืชพรรณต่างๆ ที่ขึ้นอยู่ในแถบนี้ เพื่อทำความเข้าใจว่าพืชพรรณแต่ละชนิด มีบทบาทและหน้าที่เชิงนิเวศที่แตกต่างกัน

ทุ่งน้ำนูนีนอย ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำผสมแปลงนาอินทรีย์เชียงดาว จนปลากัดป่าและนกมาอยู่

คืนหนึ่งที่เรานอนค้างบ้านพี่อ้อย เราเห็นหิ่งห้อยเป็นร้อยๆ ตัว ส่องแสงกลางทุ่งน้ำ มันเป็นภาพประทับที่ติดตา จุดแสงสว่างเล็กๆ วิบวับนับร้อยกลางความมืด เสียงกบเขียดช่วงปลายหน้าฝนร้องระงมเต็มทุ่ง นี่กระมังคือความรู้สึกสิริมงคลของชีวิตที่ปรากฏในบทกวีที่พี่อ้อยส่งให้ เพื่อทำให้งานออกแบบพื้นที่ชิ้นนี้ที่เราพัฒนาขึ้นมาด้วยกัน มีทั้งมิติด้านนิเวศวิทยาที่สื่อสารในระดับความรู้สึก ซึ่งบางทีก็ไร้ถ้อยคำที่จะพูดออกมา

ออกแบบร่วมกับธรรมชาติ

หลังจากเราพอเข้าใจบริบทของพื้นที่จากการสำรวจและสังเกต พี่อ้อยให้หลักการหลวมๆ ไว้ 2 ข้อ เพื่อให้เราเอาไปพัฒนาเป็นแบบในการฟื้นฟูภูมิทัศน์ คือ

ทุ่งน้ำนูนีนอย ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำผสมแปลงนาอินทรีย์เชียงดาว จนปลากัดป่าและนกมาอยู่

1. หลากหลายเข้าไว้

พื้นที่ในโครงการควรต้องมีระบบนิเวศย่อยๆ ที่แตกต่างกัน ทั้งพืชพรรณ และระดับสูงต่ำของพื้นที่ อย่างความลึกของสระน้ำที่มีตั้งแต่ 10 เซนติเมตร ไปจนถึง 4 เมตร เพราะสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติที่หลากหลายนั้น อยู่อาศัยและหากินบนความเฉพาะเจาะจงของนิเวศ อย่างสาหร่ายที่ขึ้นตรงชายน้ำ ต้องการตะพักตื้นๆ ที่แสงยังส่องถึง ส่วนบัวสายนั้นต้องการดินเลนในระดับลึก นกบางชนิดทำรังในโพรงดิน อย่างนกจาบคาหรือกระเต็น ส่วนบางตัวทำรังบนต้นไม้สูงอย่างเจ้านกกระจาบ หรืออย่างพวกเป็ดแดงที่ชอบพงหญ้ารกไว้ซุกตัว ความหลากหลายของพื้นที่จึงเป็นกำหนดความหลากหลายของสัตว์และแมลงต่างๆ ในระบบนิเวศนั้น

ทุ่งน้ำนูนีนอย ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำผสมแปลงนาอินทรีย์เชียงดาว จนปลากัดป่าและนกมาอยู่
ทุ่งน้ำนูนีนอย ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำผสมแปลงนาอินทรีย์เชียงดาว จนปลากัดป่าและนกมาอยู่

2. น้อมรับพลังของธรรมชาติ

ถ้าไม่นับแสงแดดจากดวงอาทิตย์ที่เรารับรู้และสัมผัสได้ พื้นที่นี้ยังมีพลังจากแรงโน้มถ่วงของโลกที่เกิดจากความต่างระดับของพื้นที่หัวน้ำและท้ายน้ำ ต่างระดับกันประมาณ 90 เซนติเมตร เราจึงเอาพลังนี้มาใช้ในการวางตำแหน่งสระน้ำและร่องน้ำ เพื่อเชื่อมทุ่งน้ำของเรากับระบบเหมืองฝายดั้งเดิม เพื่อให้สระน้ำ 4 สระของเราทำหน้าที่ดักตะกอนและสารปนเปื้อนที่มาจากภายนอก จนน้ำในสระกลางพื้นที่ของเราใสขึ้น จนกลายเป็นสระว่ายน้ำที่บำบัดด้วยระบบธรรมชาติ Natural Swimming Pool ให้ว่ายเล่นและพายเรือได้ 

ทุ่งน้ำนูนีนอย ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำผสมแปลงนาอินทรีย์เชียงดาว จนปลากัดป่าและนกมาอยู่
ทุ่งน้ำนูนีนอย ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำผสมแปลงนาอินทรีย์เชียงดาว จนปลากัดป่าและนกมาอยู่
ภาพรวมของชั้นการจัดการต่างๆ เช่น น้ำ ดิน ต้นไม้ กิจกรรม

พลังของน้ำไหลเอื่อยนี้ยังทำให้น้ำมีออกซิเจน มีกุ้งตัวเล็กๆ ในนา มีปลาตะเพียนที่ชอบน้ำไหลเอื่อย แมลงและแมงหลากชนิดในน้ำที่ก็ช่วยชี้วัดความสะอาดของน้ำได้ เมื่อแหล่งน้ำภายในสะอาดและปลอดภัย พื้นที่ส่วนท้ายของโครงการจึงกลายมาเป็นพื้นที่ผลิตอาหาร ปลูกกุหลาบ และปลูกพืชนานาชนิด ที่กินได้อย่างสบายใจ

ทุ่งน้ำนูนีนอย ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำผสมแปลงนาอินทรีย์เชียงดาว จนปลากัดป่าและนกมาอยู่
งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี

พลังของธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งที่เป็นแกนกลางของพื้นที่นี้ คือ ดอยหลวงเชียงดาว เมื่อ 10 ปีก่อน พี่อ้อยตั้งใจปลูกบ้านหันหน้ารับพลังจากดอยหลวงเชียงดาว ห้องทำงาน ห้องครัว ระเบียงท่าน้ำ เปิดหน้ารับพลังจากดอยหลวงที่ตั้งตะหง่านด้านทิศตะวันตก 

งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี
งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี

ภาพของดอยหลวงที่เราเห็นเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาของแสงและฤดูกาล ตั้งแต่เช้ายันค่ำไม่มีวันและเวลาไหนที่ดอยหลวงเหมือนเดิม เป็นความงามที่ไม่หยุดนิ่ง สิ่งนี้คือพลังที่ดอยหลวงมอบให้เรา เราจึงขุดปรับสระน้ำเดิมให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้สระบัวสายหน้าบ้านที่สะอาดใส สะท้อนเงาของดอยหลวงซึ่งเป็นต้นน้ำทั้งหมดของแอ่งที่ราบแห่งนี้ ให้มาอยู่ในทุ่งน้ำของเรา เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงกัน 

ภาพนี้จึงเป็นภาพจำของทุ่งน้ำนูนีนอย ภาพความประทับใจของพี่อ้อยที่เห็นดอยหลวงสะท้อนน้ำในบึงครั้งแรก จนมาฟื้นฟูที่ดินผืนนี้ ช่วงฤดูแล้งปลาย พ.ศ. 2561 เราจึงเริ่มต้นออกแบบและปรับที่ดิน เพื่อให้ฤดูฝนของปีถัดไปได้ชโลมผืนดินที่มีกลิ่นหอมดินใหม่ เอาน้ำเข้านาและทุ่งน้ำ และทยอยปลูกต้นไม้

พืชต่างถิ่นผู้รุกราน – พืชต่างชาติผู้อยู่ร่วม – พืชพื้นถิ่น
Alien Species – Expat Species – Native Species

งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี

สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างงานฟื้นฟูพื้นที่นิเวศกับงานสร้างสวน คือ งานฟื้นฟูนิเวศจะให้ค่ากับพืชพรรณท้องถิ่น การค่อยๆ ปรับตัวและจัดสมดุลการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในพื้นที่นั้น ซึ่งต้องอาศัยเวลา ในขณะที่งานสร้างสวน ต้องการความเร็วเพื่อทำให้พื้นที่นั้นร่มรื่นเร็วที่สุด เขียวที่สุด เพื่อตอบความต้องการของมนุษย์เป็นหลัก พอขุดปรับถมที่ดินเสร็จ ต้นไม้สารพัดชนิดจึงถูกระดมนำมาปลูก ทั้งไม้ล้อมขนาดใหญ่ ไม้พุ่มประดับ และจบด้วยปูหญ้า วิธีการแบบนี้อาจเหมาะกับสวนสาธารณะในเมือง แต่ไม่เหมาะกับการฟื้นฟูนิเวศใดๆ รวมทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำ

พอเราปรับที่ดินและผันน้ำจากลำเหมืองผ่านฝาย ให้เข้ามาไหลเวียนในพื้นที่ก่อนปล่อยน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับสู่ธรรมชาติเสร็จ โจทย์สำคัญคือเราจะปลูกอะไรที่เหมาะกับพื้นที่ เราได้รายชื่อต้นไม้ท้องถิ่นจากผู้รู้หลายท่าน รวมทั้งรายชื่อพืชชายน้ำที่เราสังเกตว่าขึ้นอยู่ในธรรมชาติ 

แต่ความยากคือ พืชที่เราต้องการส่วนใหญ่หาไม่ได้จากตลาดขายต้นไม้ทั่วๆ ไป เพราะไม่มีคนใช้ ไม่ค่อยมีใครรู้จัก หรือเห็นคุณค่าความงามของมัน จึงไม่น่าแปลกใจที่เราเห็นไม้ประดับซ้ำๆ กัน ไม่ว่าจะไปสวนไหนหรือส่วนใดของประเทศ ที่น่าเศร้าคือ ไม้ส่วนใหญ่เหล่านี้น้อยนักที่จะเป็นไม้พื้นถิ่น 

วิธีการที่เราหาไม้มาปลูกในที่ดินคือ ขุดจากคูน้ำใกล้ๆ ขอจากบึงบัวเพื่อนบ้านหรือญาติพี่น้อง ขอรับจากแหล่งเพาะกล้าไม้ บางส่วนซื้อจากแหล่งเพาะที่เก็บเมล็ดไม้จากในป่า และวิธีการที่คลาสสิกที่สุดและสร้างความเซอร์ไพรส์ได้ตลอด คือรอให้ธรรมชาติเอามาปลูก ผ่านสายลม การเดินทางของนก และจากกระแสน้ำ

ลองมาทำความรู้จัก กลุ่มพืช 3 ลักษณะแบ่งตามนิสัยของมัน ที่เราได้เรียนรู้จากการฟื้นฟูทุ่งน้ำนูนีนอยกัน

พืชต่างถิ่นผู้รุกราน Alien Species คือ พืชที่มีต้นกำเนิดมาจากต่างถิ่นที่แพร่กระจายขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว จนสร้างผลกระทบกับระบบนิเวศและการเพาะปลูก ส่วนใหญ่ไม่มีพืชหรือสัตว์ในระบบนิเวศเข้าไปจัดการควบคู่การแพร่พันธุ์ของมันได้ เช่น ไมยราบต้น ขี้ไก่ย่าน ทั้งสองเป็นพืชตัวฉกาจที่มักจะขึ้นคลุมต้นอื่นๆ จนตายเพราะขาดแสงแดด หรือไม่ก็โดนแย่งอาหาร

พืชต่างชาติผู้อยู่ร่วม Expat Species อันนี้เป็นภาษาที่พี่อ้อยใช้เรียกพืชต่างถิ่นที่เข้ามาแพร่พันธุ์ในไทยนานแล้ว แต่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนมากมายให้กับระบบนิเวศหรือการเกษตรมากมายนัก เช่น หงอนไก่ไทยสีต่างๆ โทงเทง คล้าน้ำ หรือปืนนกไส้ เพราะผลมันเป็นอาหารของสัตว์ได้ ดอกไม้ให้น้ำหวานกับผึ้ง หรือดึงดูดแมลง และแมลงก็กลายเป็นอาหารให้กับนกอีกต่อหนึ่ง

งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี

พืชพื้นถิ่น Native Species คือ พวกที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคแถบนี้ หรืออยู่มานานพอจนสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศเข้าไปจัดการมันให้เกิดความสมดุลได้ เช่น ผักตบไทย (ย้ำว่าผักตบไทยนะ ไม่ใช่ผักตบชวา) พงแขม พงอ้อ โสน และหญ้าอีกหลากหลายชนิด

ปัจจุบันในธรรมชาติของทั่วทุกพื้นที่ ไม่ได้มีแต่พืชต่างถิ่นผู้รุกรานเท่านั้นที่แพร่ระบาดด้วยความไม่ตั้งใจของเรา ยังมีสัตว์อีกหลากหลายชนิดที่เป็นสัตว์ต่างถิ่นผู้รุกราน อย่างเช่น หอยเชอร์รี่ ปูก้ามโตที่กัดกินต้นกล้าข้าวในนาอย่างรวดเร็ว รวมทั้งพื้นที่อย่างเชียงดาว การแพร่ระบาดของสัตว์เหล่านี้ เป็นปัจจัยเร่งให้ชาวนาใช้สารเคมีในการจัดการกับพวกมัน เพราะการขยายตัวของมันพ้นขีดความสามารถที่แรงงานปัจจุบันจะจัดการไหว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยลูกโซ่ต่อเนื่องจนนำไปสู่ปัญหาใหญ่ๆ เช่น หนี้สินภาคการเกษตรจากต้นทุนที่สูงขึ้น ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

วิธีการที่พี่อ้อยใช้ในการฟื้นฟูและบริหารจัดการทุ่งน้ำแห่งนี้ จึงพยายามใช้วิธีการแบบธรรมชาติ เช่น ใช้การหว่านโสนสู้กับไมยราบ ควบคู่ไปกับการถอนให้ถึงรากในปีแรกๆ ดึงดูดให้นกปากห่างมาลงในนาเพื่อจัดการหอยเชอร์รี่ หรือให้แรงงานชาวบ้านที่มาดำนาเก็บปูไปเป็นอาหาร ก่อนปูจะจัดการกล้าข้าวในนาจนเกลี้ยง แต่พืชรุกรานอย่างขี้ไก่ย่านนี่ก็หนักหนาเอาการ ต้องใช้แรงคนดึงพวกมันออก เพื่อให้พงแขมที่เป็นบ้านของนกน้ำ ได้ยึดพื้นที่ริมตลิ่งคืนมา

งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี
นกปากห่าง
ภาพ : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

ถิ่นของเขา บ้านของเรา

เวลาเรามีโอกาสขึ้นไปเชียงดาว เราจะหาโอกาสแวะไปไถ่ถามพี่อ้อย เพื่อฟังเรื่องราวของพืชและสัตว์ที่ค่อยๆ ฟื้นตัวและเริ่มกลับมาให้เห็น ผ่านไป 2 ปีหลังปรับที่ดินเสร็จ บัวหลวงและบัวสายในสระขึ้นเต็มแล้ว สาหร่ายเริ่มยึดพื้นที่ชายน้ำที่แสงส่องถึง ยอดหญ้าเลื้อยไหลลงน้ำ จนสระดูมีมิติเหมือนบึงธรรมชาติที่ไม่ผ่านร่องรอยของการขุดด้วยเครื่องจักร กล้าไม้หลายต้นสูงพ้นหัว และบางต้นก็ตายไป ตอนนี้ในคูน้ำมีปลากริมกลับมาอยู่แล้ว 

งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี
ปลากริม
ภาพ : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

ที่สำคัญ ปลากัดป่าก็กลับมาในที่เดิมของมัน หากเราเดินเงียบๆ ตัดไปตามทุ่งหญ้าสูง จะมีนกน้ำชนิดต่างๆ บินพรึบออกมา ทั้งนกกวัก นกอัญชัน นกอีลุ้ม ที่ริมบึง นกกินปลีสีต่างๆ ยื่นปากยาวกินน้ำหวานจากดอกไม้ ยอดหญ้าที่โอนเอนตามแรงลม มีเมล็ดเป็นอาหารให้กับฝูงนกกระติ๊ด นกจาบคาหัวเขียวบินโฉบผึ้งบนท้องฟ้าสูงในตอนเย็น เสียงนกกระแตแต้แว๊ดก้องทุ่ง

งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี
นกกินปลีดำม่วง 
งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี
นกกินปลีคอแดง
ภาพ : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

บ่ายวันหนึ่ง เราโชคดีเห็นนกกระเต็นบินกระพือบินนิ่งอยู่กลางบึง ก่อนพุ่งหัวที่มีปากสีส้มแหลมลงจับปลาอย่างรวดเร็ว และเป็นวันเดียวกันที่เห็นนกแอ่นหางลวดบินโฉบน้ำในสระด้วยลีลาที่สวยงาม สิ่งนี้คือของขวัญที่ไม่มีผู้ให้และผู้รับสำหรับเรา เป็นของขวัญที่ทำให้รู้สึกว่าธรรมชาตินั้นมีพลัง มีความงามที่ชูชุบใจ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เป็นเป็นภาพจำที่ติดตรึงยาวนาน

งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี
งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี
Sketch Idea ของระดับทั้งหมดในพื้นที่ เพื่อดูว่านกตัวไหนน่าจะชอบพื้นที่แบบไหน จะได้ดึงดูดให้เข้ามา

พี่อ้อยเล่าให้ฟังว่า ปีนี้ฝูงนกเป็ดแดงมาลงสระหน้าบ้านแล้ว มันลงเล่นน้ำอย่างสบายใจและอยู่นานขึ้น ด้วยว่าระยะความไว้วางใจที่มันมีต่อมนุษย์นั้นใกล้มากขึ้น พี่อ้อยเล่าให้ฟังด้วยแววตาประกาย เพราะหลายปีมานี้พี่อ้อยเว้นที่แปลงนาหลังบ้านให้มันได้ซุกนอน ตอนกลางคืนที่มันออกหากินจะได้ยินเสียงเหมือนนกหวีด ซึ่งเป็นเสียงของมันร้องเซ็งแซ่ในความมืด แต่ไม่ค่อยได้เห็นตัว แต่ปีนี้มันมาอยู่บึงหน้าบ้าน ที่ที่แสงอาทิตย์สุดท้ายจะตกลับหลังดอยหลวง เงาทะมึนสีเข้มสะท้อนลงสระน้ำ มีฝูงนกเป็ดแดงว่ายน้ำเล่นอยู่ สระน้ำตอนนี้เป็นวงคลื่นซ้อนกันระหว่างสีดำสลับขาว ก่อนที่ฟ้าจะมืดลงจนเห็นแสงดาว

สิ่งที่ไม่อาจออกแบบ

เวลาเราพูดคำว่า ‘ออกแบบ’ หรือ ‘ฟื้นฟู’ ฟังดูราวกับว่าเราเป็นผู้กำหนดสิ่งต่างๆ ได้ตามใจนักออกแบบหรือเจ้าของโครงการ แต่สิ่งต่างๆ ในธรรมชาติที่สัมพันธ์กันอยู่ไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะความสัมพันธ์ต้องการกระบวนการทั้งให้และรับ และที่สำคัญคือเวลา ที่ความสัมพันธ์จะค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสถานที่ รวมทั้งสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในโลกที่ธรรมชาติเป็นใหญ่ มีสิ่งต่างๆ ที่เราไม่อาจออกแบบได้ เช่น เนินทรายที่เกิดจากแรงกระหวัดของสายน้ำ แก่งหินที่กลมกลึงจากการไหลลูบของแม่น้ำ ความพยายามที่ผิดพลาดเล็กๆ น้อยจากงานชิ้นนี้ ทำให้เราในฐานะผู้ออกแบบเรียนรู้ที่จะถ่อมตน และรับรู้ความหมายของเวลาในธรรมชาติที่ทอดยาวขึ้น

งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี
งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี

หลังจากปรับพื้นที่เสร็จ พี่อ้อยทดลองใช้พื้นที่จัดกิจกรรม Nature Connection ฟื้นสัมพันธ์คืนดีกับธรรมชาติ เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเรียนรู้เรื่องธรรมชาติผ่านประสบการณ์จากผัสสะต่างๆ ได้เรียนรู้ร่วมกัน หลายคนชอบพื้นที่นี้ เรื่องเล่าจากประสบการณ์ของผู้คนที่สะท้อนออกมา ทำให้รู้ว่าพวกเราทุกคนต้องการการเยียวยาจากธรรมชาติ เราต้องการพื้นที่ที่เราจะกลับไปเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ดั้งเดิมที่เรามีกับธรรมชาติ มันยังอยู่ตรงนั้น เป็นบ้านที่เราจะหาทางกลับไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่า 

งานออกแบบพื้นที่ให้มนุษย์ได้ฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของใจบ้านสตูดิโอ ที่ได้รับบรีฟเป็นบทกวี

ความรู้สึกเหล่านี้ออกแบบให้เกิดขึ้นไม่ได้ ทุ่งน้ำก็ไม่สามารถทำหน้าที่เยียวยาผู้คนได้ด้วยตัวมันเอง มันจึงเป็นเพียงสถานที่ที่สร้างโอกาสให้เราไว้วางใจในตนเอง ไว้วางใจในธรรมชาติ ในบรรยากาศที่ละเอียดอ่อน หากความคิดในหัวของเราเริ่มเงียบ และการเคลื่อนที่ของเราช้าลง การรับรู้ความรู้สึกเหล่านี้นั้นยากที่จะสื่อสารด้วยคำพูดและการเขียน มีแต่สัมผัสรับรู้ได้เท่านั้นที่เราจะรู้สึกได้ด้วยตัวเอง

หากศักยภาพของความเป็นโฮโมเซเปียนส์ (Homo Sapiens) ที่นำพาเราให้เป็นเราในปัจจุบัน คือการปฏิวัติด้านการรับรู้และสื่อสาร การใช้ความคิดและจินตนาการ 

ไม่แน่ว่าการปฏิวัติทางจิตสำนึกและการรับรู้ จะพาเรากลับไปเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ซึ่งเรายังสื่อสารออกมาไม่ได้ จะพาพวกเราเดินทางไกลไปอีกขั้น ในฐานะ โฮโมกาย่า (Homo Gaia) เพื่อยกระดับความสามารถและปัญญาที่จะรักษาโลกนี้ไว้ ท่ามกลางวิกฤตรอบด้าน

Writer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Photographers

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load