ช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นของเด็กสถาปัตย์หรือเด็กสายอาร์ต คืออะไร

ติ๊กตอก ติ๊กตอก…

ก่อนส่งโปรเจกต์นั่นเอง

พวกเขาทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจให้กับงานที่ได้รับมอบหมาย ผ่านความเครียด ความอ่อนล้า นั่งอยู่หน้าจอหรือบนโต๊ะนานหลายชั่วโมง บางทีก็ข้ามวันข้ามคืน อดหลับอดนอนจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น และใช่ว่าทุกอย่างจะผ่านไปอย่างราบรื่น บางโปรเจกต์ต้องเติมวัสดุอุปกรณ์สำหรับเสกชิ้นงาน หรือต้องส่งพรินต์งานเพื่อนำเสนอ ฉะนั้น ร้านเครื่องเขียนกับร้านพรินต์ แทบเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่ใจ

เด็กสายอาร์ตในรั้วมหาลัยแถวสามย่านคงจะคุ้นหูกับชื่อ ‘ร้านพี่จุ้ย’ หรือไม่ก็เป็นลูกค้าประจำด้วยซ้ำ ดูจากปรากฏการณ์ความแมสในโลกออนไลน์ช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งร้านพี่จุ้ยเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางจากการเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้เด็กหลายคนเรียนจบมาได้

พี่จุ้ยทำอย่างไรถึงครองใจเด็ก ๆ ได้อย่างท่วมท้น

เราจึงชวน จุ้ย-ธนเศรษฐ์ ทิพยตั้งสกุล เจ้าของร้านพี่จุ้ยในตำนาน มานั่งจับเข่าคุยถึงหลักคิด การปรับตัว และก้าวต่อไปของร้านกัน!

ร้านพี่จุ้ย จุฬาฯ ร้านพรินต์ในสามย่านที่ทำธุรกิจแบบเอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน เป็นเพื่อนคู่คิดของเด็กสถาปัตย์และเด็กอาร์ต

ก้าวแรกสู่ร้านพี่จุ้ย

เรียก ‘ร้านพี่จุ้ย’ กันจนติดปาก แต่ร้านมีชื่อเต็มอยู่นะ

ชื่อเต็ม ๆ ของร้านคือ ‘TIPS Design Concept’ หากสังเกตดี ๆ จะพบว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเครื่องเขียนหรืองานพรินต์เลย เพราะแรกเริ่มเดิมทีพี่จุ้ยเช่าอาคารใหญ่ในสามย่าน เพื่อเปิดออฟฟิศรับงานออกแบบ แต่พื้นที่ชั้นล่างเหลือ จึงอยากหากิจกรรมเสริมทำ

เคยคลุกคลีกับสิ่งใด จึงเลือกทำงานเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น

“พี่จบสถาปัตย์มา เลยมีความคิดว่า ทำอะไรที่เราคุ้นเคย ขายเครื่องเขียน อุปกรณ์สถาปัตย์เป็นหลัก เป็นของที่เคยใช้ตอนเรียน ตอนทำงาน จะได้แนะนำลูกค้าได้”

ปรึกษากับคุณแม่แล้วจึงตัดสินใจเปิดร้าน

“ช่วงแรก ๆ ที่เปิดร้านก็แปลกใหม่สำหรับอินโทรเวิร์ตอย่างตัวเองมาก เนื่องจากในชีวิตไม่เคยขายของมาก่อน แค่มีลูกค้าเข้าร้านสักคนก็ตื่นเต้นแล้ว ยิ่งพอลูกค้าแน่นร้าน ได้แก้ปัญหาหลาย ๆ แบบก็ยิ่งสนุก

“ต่อให้พรินต์กระดาษ A4 ขาว-ดำ ซึ่งเป็นงานที่ง่ายที่สุด แต่ละวันก็พรินต์ไม่เหมือนกัน มันเป็นงานที่ได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา และเราเองก็ชอบทำอะไรแบบนี้”

การตัดสินใจส่วนใหญ่ภายในร้านเป็นของพี่จุ้ย เขาใช้ชีวิตประจำวันตั้งแต่กินข้าว เฝ้าร้าน สั่งงานพรินต์ ตอบอีเมล อยู่ในร้านไม่ต่ำกว่า 16 ชั่วโมง

เมื่อเดินเข้าร้าน จึงมักเห็นชายคนนี้ประจำอยู่มุมเดิมหน้าคอมพิวเตอร์ โดยมีน้องพนักงานในร้านอีก 2 – 3 คนสลับเวลาทำงานกัน มีภรรยาพี่จุ้ยมาช่วยงานร้านบ้าง และมีคุณพ่อคุณแม่ช่วยดูแลเรื่องบัญชีอีกแรง

จะซื้อของ ต้องผ่านมือเราก่อน

ฟังดูปกติ หากบอกว่าร้านพี่จุ้ยคือร้านขายเครื่องเขียนและบริการพรินต์งาน 

แต่ที่พิเศษขึ้น คือความใส่ใจที่อัดแน่นอยู่ทุกความคิดและการกระทำจากเจ้าของร้าน

เริ่มจากหลักคิดในการเลือกสินค้าเข้าร้าน

พี่จุ้ยเลือกเครื่องเขียนเข้าร้านเอง เขาต้องเคยใช้สินค้าทุกชิ้นในร้านมาก่อน ทั้งตอนเรียนสถาปัตย์และทำงานออกแบบ เพราะฉะนั้น เขาจึงรู้จักสินค้าเป็นอย่างดี แนะนำได้เต็มปาก เวลาลูกค้ามีปัญหากับสินค้า พี่จุ้ยก็แนะนำวิธีแก้ไขได้อย่างจริงใจ

“ลูกค้าบางคนยังขำเลย บางครั้งเขาจะซื้อของที่แพงกว่า แต่ถ้าพี่รู้สึกว่าอีกยี่ห้อถูกและดีกว่า พี่ก็จะแนะนำอันนั้น” เมื่อได้ฟังคำตอบดังกล่าว เราก็อมยิ้มตามเล็กน้อย ด้วยความที่เคยใช้บริการสมัยเรียนอยู่คณะเดียวกัน พี่จุ้ยเป็นแบบนี้จริง ๆ

“หรือของบางอย่างร้านอื่นไม่ขาย ร้านพี่ขาย เช่น ดินสอไส้แบน ๆ สมัยเรียนพี่ใช้แรเงาในงานเขียนแบบ พี่ก็เอามาขาย หลายคนก็บอก โห เกิดมาไม่เคยใช้เลย”

“ไม่เคยใช้เหมือนกันค่ะ” เราเสริม

“ใช่ไหมล่ะ”

พี่จุ้ยนิยามร้านตัวเองว่าเป็น Niche Market หรือร้านเครื่องเขียนที่ขายของเฉพาะกลุ่ม ลูกค้าขาจรบางคนเข้ามา ก็บ่นบ้างว่าร้านไม่ค่อยมีอะไร ซึ่งเขาเข้าใจดี ส่วนลูกค้าประจำคือเด็กสถาปัตย์ ศิลปกรรม หรือคณะอื่นที่มีงานเกี่ยวข้องกับศิลปะ

สำหรับเด็กอาร์ตแล้ว ร้านพี่จุ้ยเป็นแหล่งรวมของจำเป็นต่อการดำรงชีวิตในคณะอย่างแท้จริง

พื้นที่ชั้นล่างของร้านพี่จุ้ยแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ด้านในสุดเป็นพื้นที่จัดการงานพรินต์ ฝั่งซ้ายวางขายสินค้าที่คนทั่วไปรู้จัก เช่น ปากกา สี ดินสอ เครื่องเขียนต่าง ๆ ทว่าหากเลี้ยวมาทางขวา จะพบกับวัสดุและอุปกรณ์ทำโมเดล รวมถึงกระดาษหลากหลายแบบ

คนทั่วไป หากหลงไปเดินฝั่งขวา คงได้ยืนงุนงงในดงชานอ้อยแน่นอน

TIPS Design Concept ร้านพรินต์ในสามย่านที่เอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน จนเป็นที่รักของเด็กสายอาร์ต
TIPS Design Concept ร้านพรินต์ในสามย่านที่เอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน จนเป็นที่รักของเด็กสายอาร์ต

การตลาดแบบไม่เป็นการตลาด

“พี่ไม่เป็นการตลาดเลย” คำนี้ถูกย้ำอยู่หลายครั้ง

ร้านพี่จุ้ย ไม่เคยโปรโมตแม้แต่ครั้งเดียว ปัจจุบันร้านพี่จุ้ยก็ยังไม่มีนามบัตรร้าน ไม่เคยยิงโฆษณาในเพจ ไม่เคยพรินต์ใบปลิวร้านด้วยซ้ำ

ร้านถูกบริหารด้วยความจริงใจเป็นที่ตั้ง และความจริงใจนั้นก็ส่งผลให้เกิดการบอกต่อในหมู่ลูกค้า ไม่ว่าน้องรุ่นนั้นจะเรียนจบไปแล้ว ชื่อของร้านพี่จุ้ยก็ยังถูกพูดถึงและแนะนำบอกต่อกันเรื่อย ๆ ไกลถึงนอกเมืองก็มี

เรียกได้ว่า เป็นการตลาดแบบไม่การตลาด

“พี่รู้สึกว่าตัวเองแนะนำสินค้าได้เต็มปาก บางครั้งมันอาจไม่ต้องการการตลาดอะไรมากมาย ทุกคนก็สัมผัสได้ว่าเรารู้จักสิ่งนี้จริง ๆ และพี่เองก็โชคดีที่น้อง ๆ ให้โอกาสพี่ แม้ช่วงทำร้านใหม่ ๆ พี่จะพรินต์ผิดพรินต์ถูก น้องเขาก็ให้โอกาส ช่วยเหลือกันและกัน”

“ช่วย ๆ กันจนบางทีไม่ได้นอนเลย” เราพูดติดตลก

เราหวนนึกถึงตอนส่งงาน ร้านพี่จุ้ยรับพรินต์งานตลอด 24 ชั่วโมง จะดึกแค่ไหน พี่จุ้ยก็เตรียมพร้อมอยู่รอไฟล์งานจากน้อง ๆ จนไม่ได้หลับไม่ได้นอน

ส่งไป-ส่งกลับ จนกว่างานนั้นจะสมบูรณ์

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เราสั่งพรินต์งานกลางดึกและตั้งใจจะไปรับช่วงเช้า แม้วันนั้นร้านไม่เปิด แต่ก็ยังได้รับงาน เพราะพี่จุ้ยแขวนไว้หลังร้าน นัดแนะให้เรามารับของตามตกลงกันไว้ — ร้านปิด แต่ยังมีงานส่ง

ความใส่ใจของพี่จุ้ย เสมือนกระบอกเสียงดึงดูดลูกค้าอยู่กลาย ๆ

พี่จุ้ยเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า เนื่องจากสมัยเรียน ตัวเองเคยได้รับบริการที่ไม่ค่อยดีมาก่อน พอมีโอกาสเป็นเจ้าของร้านเลยอยากทำให้เต็มที่ เขาเข้าใจดีว่าถ้าน้อง ๆ ได้รับงานไม่ทันส่งอาจารย์ หรือได้รับงานคุณภาพไม่ดี ก็คงเสียความรู้สึก เพราะแค่ทำงานก็เหนื่อยแล้ว ยังต้องมาเจออะไรแบบนี้อีก

“พี่ไม่อยากทรยศลูกค้าและตัวเอง พี่ไม่ใช่นักธุรกิจนะ พี่ทำตรงนี้ในฐานะพี่จุ้ยเลย พี่อยากให้ลูกค้ามีความสุข พอลูกค้ามีความสุขเราก็หายเหนื่อย”

TIPS Design Concept ร้านพรินต์ในสามย่านที่เอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน จนเป็นที่รักของเด็กสายอาร์ต

กำไรทางใจ

ดูภายนอก ร้านพี่จุ้ยเหมือนจะขายดีมีลูกค้าเข้าตลอด ทว่าเบื้องหลังนั้นกลับได้กำไรไม่มาก เพราะพี่จุ้ยไม่ได้กำไรหลายส่วน คิดราคาไม่แพงเพื่อให้น้อง ๆ นิสิตนักศึกษาเข้าถึงได้

“แล้วถ้ากำไรไม่เยอะ ทำไมพี่ถึงยังทำอยู่” เราถาม

“พอได้มาทำร้าน แล้วได้เจอน้อง ๆ ได้พูดคุย แลกเปลี่ยนทุกข์สุข แบ่งปันเรื่องราวกัน มันเหมือนได้เยียวยากันและกัน แม้ตัวเงินที่ได้อาจจะไม่มาก แต่พี่รู้สึกได้กำไรทางใจในแบบที่เงินซื้อไม่ได้ และเรื่องนี้เป็นเรื่องหลักในการทำร้านเลย” พี่จุ้ยตอบอย่างฉะฉาน

เบื้องหน้าของร้านขวัญใจเด็กศิลป์ มีการแบกรับต้นทุนทั้งเวลาและเงินไว้อยู่

การทำงานไม่ต่ำกว่า 16 ชั่วโมงต่อวัน หากเป็นนักธุรกิจคนอื่นคงปิดไปทำอย่างอื่นแล้ว เพราะเทียบเวลาทำงานกับเงินแล้วไม่คุ้มกัน พี่จุ้ยเองก็เน้นกับเราหลายครั้งว่า วิธีการทำธุรกิจของเขาอาจจะผิด แต่ในความรู้สึกของเขาแล้ว นี่แหละเป็นทางที่เลือกเอง

เพราะความสุขจากการทำงานในแบบที่เงินหาซื้อไม่ได้

“มีผู้ใหญ่หลายคนให้คำแนะนำว่า ทำธุรกิจแบบนี้ไม่ถูกนะ การทำธุรกิจควรมีกำไรเป็นที่ตั้ง แต่พี่รู้สึกมีความสุขกับตรงนี้นี่นา” พี่จุ้ยนิ่งไปสักพักก่อนกล่าวเสริม “เรื่องที่ยิ่งตอกย้ำความคิดของพี่คือ ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาคุณพ่อของพี่เพิ่งเสีย พี่ก็เลยรู้สึกว่าชีวิตคนเรามันไม่แน่นอน สุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญคือการใช้ชีวิตให้มีความสุขทุก ๆ วัน”

ความสุขของพี่จุ้ย คือทำให้ลูกค้ามีความสุข

แม้ไม่ได้กำไรล้นหลามทางตัวเงิน แต่เชื่อว่าพี่จุ้ยได้กำไรทางใจอย่างล้นหลามแน่นอน

TIPS Design Concept ร้านพรินต์ในสามย่านที่เอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน จนเป็นที่รักของเด็กสายอาร์ต
TIPS Design Concept ร้านพรินต์ในสามย่านที่เอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน จนเป็นที่รักของเด็กสายอาร์ต

ช่วงเวลายากลำบาก

สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อร้านเล็กร้านใหญ่มากมาย ร้านพี่จุ้ยเองก็ไม่ต่างกัน นับว่าเป็นช่วงยากลำบากที่สุดของร้านเลยก็ว่าได้

“ช่วงโควิดหนัก ๆ อย่าเรียกว่ายอดขายเลย เรียกว่าไม่มีเลยดีกว่า” พี่จุ้ยเล่าติดตลก แต่ในสถานการณ์จริงคงขำไม่ออก เพราะยอดขายของในร้านหายไปถึง 90 เปอร์เซ็นต์ จนต้องเอาเงินจากส่วนอื่นมาเสริมให้ร้านอยู่รอดต่อไป

ทั้ง ๆ ที่เจอกับวิกฤตขนาดนี้ แต่ร้านเครื่องเขียนเล็ก ๆ อย่าง ร้านพี่จุ้ย ไม่ไล่พนักงานออกสักคนเดียว อีกทั้งยังไม่ลดเงินเดือน สิ้นปีมีจ่ายโบนัสตามปกติ

“พี่คิดว่า ถ้าไล่พนักงานออกหรือลดเงินเดือนเขา ช่วงนั้นงานก็คงหายาก ชีวิตก็ลำบาก เลยไม่อยากทำ ไม่อยากมานั่งเสียใจทั้งชีวิตว่าไม่น่าทำแบบนั้นเลย ถ้าเรามีโอกาสหาเงินได้มากกว่าเขา เราก็ขยันให้มากขึ้นแล้วกัน อย่างน้อยก็เพื่อเขา ช่วงก่อนโควิด-19 เขาก็ช่วยเราทำงานเต็มที่ตลอด

“แต่ถามว่าช่วงนั้นพี่ลำบากไหม ก็หนักพอสมควรเลย แต่ก็โอเค ทุลักทุเลหน่อย แต่ก็ผ่านมาได้”

ความจริงใจของพี่จุ้ยไม่ได้มอบให้เพียงลูกค้าเท่านั้น พนักงานในร้านเองก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่เช่นกัน อย่างช่วงโควิด-19 ที่งานหดหาย พี่จุ้ยก็ตัดสินใจให้พนักงานกะกลางคืนปรับมาช่วยกันช่วงเช้าแทน เขาจะได้ใช้ชีวิตปกติ แม้จะแทบไม่มีงานพรินต์เข้ามาเลยก็ตาม

แมสมาก

‘พี่จุ้ยแมสแล้ว’

ช่วงเดือนที่ผ่าน ๆ มา ภาพพี่จุ้ยยื่นใบสำเร็จการศึกษาให้กับลูกค้าที่เพิ่งเรียนจบหมาด ๆ เป็นกระแสในโลกออนไลน์มาก น้อง ๆ ที่เคยใช้บริการร้านพี่จุ้ยต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและแบ่งปันประสบการณ์ความประทับใจกันถล่มทลาย

จากการเป็นที่พูดถึงของเด็กสายศิลปะ ก็แพร่หลายในวงกว้าง

ว่ากันว่าพี่จุ้ยเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำให้น้อง ๆ สำเร็จการศึกษาได้ ไม่แปลกที่ใครหลายคนถึงยกให้พี่จุ้ยเป็นคนสำคัญในใจ จนให้มอบใบสำเร็จการศึกษากับตัวเอง

พอเราเกริ่นถึงปรากฏการณ์ในโซเชียลมีเดียนี้กับพี่จุ้ย น้ำเสียงของเขาพลันสดใสขึ้นมาทันที

“พี่เห็นแล้ว แต่ด้วยความที่พี่แทบไม่เล่นโซเชียลมีเดียเลย มารู้เพราะพนักงานในร้านบอก ตอนแรกพี่คิดว่าเขาอำด้วยซ้ำ ก็ปล่อยเรื่องผ่านไป จนเขาคิดว่าพี่นึกว่าเป็นเรื่องล้อเล่น เลยเปิดโทรศัพท์ให้ดูอีกที

“พี่ตกใจเหมือนกันนะ ก็มีการขอบคุณผ่านเพจไปแล้วว่า ขอบคุณมาก ๆ กับกระแสตอบรับ แม้พี่จะไม่เห็นเองแต่ก็ประทับใจนะ หายเหนื่อยเลย เหมือนสิ่งที่ทำมาตลอดมันผลิดอกออกผล ต่อให้มันไม่ใช่ตัวเงินที่ได้รับมหาศาล แต่มันผลิดอกออกผลในแง่ความสุขของน้อง ๆ ที่มาใช้บริการแล้วได้ความสุขไป เกิดเป็นปรากฏการณ์คนพูดถึงร้านพี่จุ้ยหลายหมื่นหลายพันเลยทีเดียว ดีใจมาก ๆ เลย”

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

แต่เกิดจากความใส่ใจ สั่งสมเป็นความทรงจำดี ๆ ร่วมจากทุกคน

ร้านพี่จุ้ย จุฬาฯ ร้านพรินต์ในสามย่านที่ทำธุรกิจแบบเอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน เป็นเพื่อนคู่คิดของเด็กสถาปัตย์และเด็กอาร์ต

จริงใจ ถึงไหนถึงกัน ตรวจงานให้ประจำ

“คิดว่าร้านของเรามีจุดเด่นตรงไหน” เรายิงคำถามสำคัญ

คำตอบจากพี่จุ้ย แจกแจงได้เป็นรายข้อ ดังนี้

หนึ่ง ความจริงใจ

“พี่ไม่โกหก ไม่พยายามขายสิ่งที่ไม่จริง เช่น สีนี้เครื่องพรินต์ไม่ได้นะ พี่ก็จะพูดตามตรงเลย ไม่ใช่หาข้ออ้างไปเรื่อย”

อะไรที่เป็นความจริง สุดท้ายแล้วจะแสดงออกมาให้เห็นเอง พี่จุ้ยจะไม่ปิดบังในสินค้าและงานพรินต์ของตัวเอง อะไรที่ทำได้หรือไม่ได้ เขาพร้อมจะบอกหมด ทำให้ลูกค้าเชื่อใจ และกลายเป็นลูกค้าขาประจำในที่สุด

สอง ถึงไหนถึงกัน

“น้องบางคนทักมาว่า พี่จุ้ยครับ คืนนี้ผมมีส่งงานนะ ช่วยอยู่รอหน่อยได้ไหม พี่ก็…จะตี 2 ตี 3 ก็จัดมา!”

สาม (สำคัญที่สุด) ช่วยตรวจความเรียบร้อยของงานก่อนส่ง

“ด้วยความที่พี่เป็นสถาปนิกด้วย แล้วก็ทำงานศิลปะ พี่จะติดนิสัยอยู่อย่างหนึ่งคือ พี่จะดับเบิ้ลเช็กงานให้ทุกคน เช่น ส่งงานมาปุ๊บ มองปราดเดียวพี่รู้เลย ผิดสเกลแน่ ๆ หรือน้องเขาระบุกระดาษผิดขนาด ถ้าเป็นร้านอื่นอาจจะพรินต์ตามคำสั่งที่ลูกค้าบอก แต่พี่จะโทรไปถามอีกรอบ

“น้อง ๆ เลยพูดว่า ส่งงานร้านพี่จุ้ยเนี่ย ไม่ต้องตรวจเองอีกรอบแล้ว ม้วนกระดาษไปส่งอาจารย์ได้เลย เพราะเหมือนเราเป็นคนช่วยตรวจงานให้ ทั้งเรื่องสี สเกล การจัดหน้า”

หากลูกค้าส่งไฟล์มาผิดและพี่จุ้ยพรินต์ไปแล้ว เขาก็ไม่คิดเงินเพิ่ม

ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่จุ้ยจัดการเอง

“เรียนก็เครียดอยู่แล้ว พี่อยากให้อย่างน้อยปลายทางการส่งงานเนี่ย มันเป็นความสุข ความสบายใจของลูกค้า พี่พยายามช่วยน้อง ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ร้านพี่จุ้ย จุฬาฯ ร้านพรินต์ในสามย่านที่ทำธุรกิจแบบเอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน เป็นเพื่อนคู่คิดของเด็กสถาปัตย์และเด็กอาร์ต
ร้านพี่จุ้ย จุฬาฯ ร้านพรินต์ในสามย่านที่ทำธุรกิจแบบเอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน เป็นเพื่อนคู่คิดของเด็กสถาปัตย์และเด็กอาร์ต

ต่อให้ต้องจำมากกว่านี้ก็อยากจำ

เรื่องหนึ่งที่เป็นที่เลื่องลือคือ พี่จุ้ยจำเด็กได้ทุกคน

ด้วยความอยากรู้ เราจึงถามไป ก่อนจะได้รับคำตอบแสนมั่นอกมั่นใจ

“พี่จำเด็กได้ทุกคนนะพี่บอกเลย” พี่จุ้ยกล่าวอย่างหนักแน่น “พี่ไม่ได้ล้อเล่น ส่วนหนึ่งคือร้านพี่ไม่ค่อยมีลูกค้าขาจร ส่วนใหญ่เป็นน้อง ๆ นักศึกษานี่แหละเป็นลูกค้าประจำ อีกสาเหตุหนึ่งที่พี่สอนพนักงานในร้านด้วย คือต้องจำลูกค้าให้ได้ เพราะบางทีเขาไม่ได้มารับงานเอง อาจให้เพื่อนมารับ ดังนั้น อย่างน้อยต้องจำสาขาที่เขาเรียนให้ได้”

เวลาพี่จุ้ยเจอน้อง ๆ ที่มาร้านครั้งแรก นอกจากชื่อแล้ว จะถามสาขาที่เรียนด้วย ซึ่งนี่เป็นเรื่องสำคัญอย่างคาดไม่ถึง

“บางครั้งจะได้ให้เพื่อนสาขาเดียวกันหยิบงานไปด้วยได้ เพราะเคยเกิดเหตุการณ์หนึ่งคือ น้องคนหนึ่งไม่ตื่นมาส่งงานเพราะอดนอนสะสม แล้วพี่จำได้ว่าเพื่อนเขามารับงาน เลยฝากเพื่อนไปส่งอาจารย์แทน ไม่อย่างนั้นไม่ทันแน่ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้พี่จำชื่อและสาขาวิชาของแต่ละคนได้”

มีน้องสถาปัตย์สาขาผังเมืองรุ่นหนึ่ง เป็นรุ่นที่พี่จุ้ยต้องจำชื่อให้ได้ทั้งภาค เพราะเวลาส่งงานเขาจะส่งมาพร้อมกัน และเวลารับงานจะรับพร้อมกันทุกคน

“พี่ท่องชื่อจริงและชื่อเล่นของทั้งรุ่นได้เลย แม้กระทั่งอีเมล” พี่จุ้ยกล่าว

พี่จุ้ยพยายามช่วยเหลือลูกค้านิสิตนักศึกษาอย่างสุดความสามารถ ในจุดที่คน ๆ นั้นอาจไม่รู้ด้วยซ้ำ พี่จุ้ยก็ช่วยดูให้ ไม่มีใครขอให้เขาทำอะไรแบบนี้ แต่พี่จุ้ยอาสาทำเอง

นอกจากนั้น ในบางช่วงพี่จุ้ยต้องจำแม้กระทั่งสเกลที่อาจใช้บ่อย ๆ เพราะน้องปี 1 เพิ่งเข้ามาเรียนใหม่ ยังไม่คล่องแคล่วเรื่องสเกลต่าง ๆ พี่จุ้ยพยายามจำรายละเอียดบางอย่างไว้ เพื่อให้พรินต์งานได้ถูกต้องที่สุด

มีเรื่องจำเยอะขนาดนี้ แต่เขาก็บอกกับเราว่า

“ต่อให้ต้องจำมากกว่านี้ก็อยากจำ”

อยากทำต่อไปเรื่อย ๆ

พี่จุ้ยเล่าให้ฟังว่า ช่วงร้านบูมก่อนโควิด-19 มีคนมาขอซื้อแฟรนไชส์อยู่หลายคน แต่ก็ปฏิเสธไปเพราะไม่อยากให้ร้านคุมคุณภาพไม่ได้

“ทุกอย่างในร้านต้องผ่านสายตาพี่ อย่างน้อยให้พี่ได้กรองงานก่อนออกไปสู่ลูกค้า พี่เลยไม่อยากให้มันใหญ่โตเกินไปจนคุมไม่ได้” เขาพูดพร้อมหัวเราะตบท้าย

พี่จุ้ยหันหลังให้การเติบโตของร้านที่คาดเดาคุณภาพไม่ได้ แล้วตั้งใจเปิดร้านรับลูกค้าอย่างแข็งขัน สินค้าและบริการจากร้านล้วนผ่านสายตาของเขาเหมือนที่เคยพูดไว้

ทว่าหลังจากประสบกับช่วงยากลำบาก เขาก็ตั้งคำถามอยู่เสมอ

“พี่ตั้งคำถามทุกครั้งที่ร้านขาดทุนมาก ๆ ว่าสิ่งที่เราทำมันถูกไหม เอาเวลาไปทุ่มกับอย่างอื่นที่ได้กำไรจริง ๆ ดีกว่าไหม แต่หลังจากที่เสียคุณพ่อไป พี่ก็ได้คำตอบว่าสิ่งที่เราทำน่าจะถูกแล้ว ต่อให้มีกำไรบ้าง เท่าทุนบ้าง แต่มันก็หล่อเลี้ยงความสุขของเรา”

แรงใจยังไปต่อ แต่ด้วยปัจจัยอื่นอย่างการต่อสัญญาโครงการ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ร้านพี่จุ้ยยังไม่แน่นอน สัญญาเช่าพื้นที่เหลืออยู่อีกไม่กี่ปี หากโครงการไม่ต่อสัญญา ร้านก็อาจจะต้องปิดตัวลง

“พี่รักที่นี่มาก ร้านเหมือนเป็นความสุขส่วนหนึ่งในชีวิต พี่ไม่อยากให้มันลงเอยแบบนั้น พยายามทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ทำเต็มที่ในทุกวัน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากทำต่อไปเรื่อย ๆ แต่อนาคตก็ไม่แน่นอน

“คนที่เสียใจที่สุดถ้าร้านปิด คงเป็นพี่เอง” พี่จุ้ยกล่าวทิ้งท้าย

TIPS Design Concept ร้านพรินต์ในสามย่านที่ทำธุรกิจแบบเอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน เป็นเพื่อนคู่คิดของเด็กสถาปัตย์และเด็กอาร์ต

Lessons Learned

  • นำ ‘ความจริงใจ’ เป็นที่ตั้งในการทำธุรกิจ ทำให้ลูกค้าประทับใจในผลลัพธ์และประสบการณ์จากร้าน จนเกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก เป็นการสร้างรากฐานกลุ่มลูกค้าประจำได้อย่างยั่งยืน
  • การเลือกสินค้าและบริการในร้าน เจ้าของร้านต้องรู้จักสินค้าและบริการนั้นจริง ๆ เพื่อแนะนำลูกค้าได้อย่างจริงใจ และเมื่อลูกค้ามีปัญหาจะได้แนะนำวิธีการแก้ไขได้
  • เข้าใจและเอาใจใส่ลูกค้า เข้าใจว่าเขาต้องการอะไร ประกอบกับเราทำอะไรเพื่อช่วยเหลือ หรือทำให้เขาสบายใจขึ้นได้บ้างก็ควรทำ แม้ไม่มีใครร้องขอ
  • นอกจากเอาใจใส่ลูกค้าแล้ว ต้องเอาใจใส่พนักงานในร้านด้วย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อให้ทุกคนมีความสุขไปด้วยกัน

Writer

สุวพร เลี้ยงผาสุข

สถาปนิกตัวน้อย นักวาด นัก(อยาก)เขียน ผู้สนใจภูมินิเวศ ชุมชนนักสร้างสรรค์ มีสารพัดของกุ๊กกิ๊กและงานวาดโทนอบอุ่นในนาม Po.loid

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

จากช่างภาพและเจ้าของโปรดักชันเฮาส์ผู้มีพื้นฐานมาจากฝั่งงานโฆษณา ต้องมาดำเนินธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ไม้ชื่อดังอย่างแบรนด์ Saiyart Collection ดุสิต เสมาเงิน ต้องเรียนรู้และค้นหาแก่นแท้ที่ซ่อนอยู่ในงานศิลปะกับชีวิตของผู้คนอย่างไรบ้าง

งานทุกชิ้นของ Saiyart Collection ไม่ใช่การนำไม้เก่ามารีไซเคิลเท่านั้น แต่ใส่ศิลปะลงไป มีเรื่องราว มีคอนเซปต์ ของงานแต่ละชิ้น ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้งานของ Saiyart Collection มีจุดเด่นแตกต่างจากงานเฟอร์นิเจอร์ไม้อื่นๆ

“ทำไมคนเราต้องมีเฟอร์นิเจอร์ไม้ดีๆ สักชิ้น” เราถาม

“ผมเชื่อว่าบางอย่างคนเราก็ต้องการเปลี่ยนแปลงตลอด และก็มีบางอย่างที่คุณอยากให้อยู่คงทนคลาสสิกเป็นมรดกต่อไป และโต๊ะไม้ของไสยาสน์ก็ไม่ได้อยู่ทนแค่ยุคคุณ แต่จะอยู่คู่ไปถึงลูกหลาน ที่แปลกคือลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ ด้วยตัวงานเราไม่ใช่ของที่จะใช้ไป 3 – 4 ปีแล้วสึกหรอ เขาซื้อเพราะเขาต้องการเสพงานศิลปะ บางคนยังพูดติดตลกว่าอยากสร้างบ้านใหม่เพื่อซื้องานของไสยาสน์เพิ่ม”

ถ้าใครที่รักงานไม้และเข้ามาดูกระบวนการทำงานทั้งหมด จะเห็นว่าแต่ละชิ้นไม่ธรรมดา มันเต็มไปด้วยความใส่ใจ การใช้เวลาและฝีมือ ที่มาที่ไปของวัสดุและเรื่องราวที่อยู่ในนั้น

Saiyart Collection, ดุสิต เสมาเงิน

เหตุผลที่เราไม่คุยกับดุสิตในคอลัมน์ทายาทรุ่นสอง เพราะเราพบว่าแก่นแท้ของการตั้งใจรักษาคุณค่าของแบรนด์ Saiyart Collection นี้ไปไกลกว่าการรับสืบทอดกิจการ ในวันที่ไม่มีเสาหลักเขาดึงศักยภาพทีมงานและความเชื่อความศรัทธาให้แบรนด์นี้ไม่ได้ฟื้นคืนชีวิตแค่ไม้เก่า แต่คืนชีวิตและเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งไว้อย่างครบถ้วน ทำให้เรามองเฟอร์นิเจอร์ไม้โต๊ะใหญ่เบื้องหน้าเรานี้ต่างไปจากเดิม

“ผมรู้ตัวว่าไม่เก่งมากเรื่องธุรกิจ แต่ผมก็รู้ตัวอีกเหมือนกันว่าถ้ารักจะเป็นศิลปินหรือทำงานศิลปะก็ต้องทำให้อยู่รอด สิ่งที่ทำได้คือพยายามตามให้ทันโลก ไม่ยึดติดกับสิ่งเดิมๆ ต้องยอมรับว่าโลกทุกวันนี้มันหมุนเร็วมาก ผมคงไม่สามารถก้าวนำหน้ามันได้ แต่อย่างน้อยก็ขอก้าวไปกับมัน ไม่หยุดหรือฝืนกับกระแส เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและหากทำได้ให้อธิบายเรื่องราวให้คนเข้าใจ ให้คนรู้ว่าเราสามารถทำอะไรกับไม้ได้บ้างจากเครื่องมือและและทักษะพื้นฐาน

“ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้มองว่าตัวเองจะชอบงานไม้ ตอนที่ผมแต่งคอนโดตัวเองผมก็ซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่ดูทันสมัย จนกระทั้งวันหนึ่งผมพบว่างานโมเดิร์นมันไม่สนุกอีกต่อไปแล้ว มันอยู่กับเราแค่ปี สองปี เราก็เบื่อก็ต้องเปลี่ยน แต่โต๊ะบางตัวของคุณพ่อที่อยู่บ้าน มันตั้งอยู่ตรงนี้ที่เดิมมา 7 – 8 ปีแล้ว มันไม่โดดเด่นจากเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ในบ้าน แต่ขณะเดียวกันผมไม่เคยรู้สึกว่ามันน่าเบื่อหรือแปลกแยกเลย”

Saiyart Collection
Saiyart Collection
Saiyart Collection

The Beginning

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Saiyart Collection มาจากอาจารย์ไสยาสน์ เสมาเงิน ศิลปินศิลปาธรกิตติคุณ สาขาออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ประจำปี 2551 ผู้เชี่ยวชาญด้านเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ผสมผสานการออกแบบและแนวคิดที่ร่วมสมัย จนทำให้ Saiyart Collection เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไม้สัญชาติไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เริ่มจากอาจารย์ไสยาสน์ทำงานเป็นพนักงานธนาคารในส่วนงานสำรวจสถานที่เพื่อก่อสร้างธนาคารสาขา แล้วย้ายไปทำงานเป็นหัวหน้าคนงานของบริษัทรับติดตั้งเฟอร์นิเจอร์จากอิตาลีที่ประเทศซาอุดีอาระเบียและบาห์เรน จึงได้เรียนรู้เรื่องเฟอร์นิเจอร์สำหรับการทำงานในปัจจุบันแม้ว่าจะไม่ใช่งานไม้ แต่ก็เป็นงานถอดประกอบเหล็กและอะลูมิเนียม

ก่อนจะกลับมาทำร้านรับซื้อของเก่ามาซ่อมชื่อร้านร้อยแปดพันเก้าที่ตลาดนัดสวนจตุจักร มีที่มาจากการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และพื้นที่ชนบท ทำให้อาจารย์ไสยาสน์พบเจอล้อเกวียน รางข้าวหมู อุปกรณ์เครื่องใช้ที่ทำจากไม้ ถูกทิ้งอยู่ตามใต้ถุนบ้าน ด้วยความเสียดายคุณภาพและรูปทรงของไม้เก่าจึงตัดสินใจซื้อไม้เก่าเหล่านี้กลับมาที่ร้าน แล้วลองสร้างงานขึ้นมา เป็นการสร้างงานครั้งแรกของไสยาสน์ด้วยวิธีการประกอบล้อเกวียนเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ศาลาบ้าน เรียกว่างาน Folk Art หรือแนวคันทรี่ ความสำเร็จของงานชิ้นนั้นวัดได้จากการมีงานลักษณะนี้วางขายอยู่ในทุกที่ แต่เป็นงานที่นำแนวคิดนี้ไปเลียนแบบ

ในความตึงเครียดจากการเลียนแบบครั้งนั้น อาจารย์ไสยาสน์แปลงเปลี่ยนเป็นพลังในการพัฒนางาน จนกลายเป็นแบรนด์ Saiyart Collection ที่บอกเล่าตัวตนในแนวทางที่ร่วมสมัยมากขึ้นและเข้ากันดีกับวัสดุที่ยังมีเรื่องราวอย่างไม้ อย่างงานโต๊ะที่เป็นลายเซ็นของ Saiyart Collection ทำมาจากไม้จากเรือเอี้ยมจุ๊นเก่าที่เคยเป็นพาหนะลำเลียงขนส่งสำคัญก่อนถูกทิ้งร้างเพราะกาลเวลา นอกจากความแข็งแรงและความสวยงามของไม้สัก ไม้ตะเคียน ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้เต่ง ยังเต็มไปด้วยร่องรอยการใช้งานและเรื่องราวของชีวิตที่ผูกพันกับเรือ เช่นรูที่เกิดจากแผ่นไม้เจาะเชื่อมกับกระดูกงู จนเกิดเป็นลวดลายเฉพาะ

Saiyart Collection ,ไสยาสน์ เสมาเงิน

เดิมลูกค้าจะชินกับการเห็นโต๊ะที่เป็นไม้เรียบๆ ก็จะมีความรู้สึกว่าทำไมงานของไสยาสน์มีตำหนิ แต่เมื่อบอกเล่าเรื่องราวที่มาที่ไปลูกค้าก็เข้าใจและเห็นคุณค่าสิ่งนี้

“มีเรื่องตลกคือบางครั้งที่โต๊ะออกมาเรียบร้อยสวยงามมากไป ลูกค้าบอกกับเราว่า ‘ขอโทษนะครับอาจารย์ ช่วยเจาะให้มันเป็นรูปและอุดรูให้มีลายหน่อยได้ไหมครับ’ กลายเป็นแบบนั้นเลย”

ดุสิตเล่าว่า สมัยก่อนวงการเฟอร์นิเจอร์ไม้จะนิยมทายูนิเทนให้เกิดความเงา ซึ่งสำหรับ Saiyart Collection เชื่อเรื่อง finishing หรือพื้นผิวสัมผัสในงานที่เสร็จแล้วก็ต้องให้ความรู้สึกว่านี่คือไม้ มีความนุ่มและพื้นผิวที่แสดงธรรมชาติที่สุด

ตลอดเวลาเราได้ยินดุสิตพูดถึงความเป็นไสยาสน์อยู่เสมอ แล้วความเป็นไสยาสน์เป็นอย่างไร เราถาม

Life is Calling

“ความเป็นไสยาสน์ของ Saiyart Collection ลำดับแรกคือการต่อชีวิตไม้

“เราเชื่อว่าชีวิตของไม้อยู่คู่กับชีวิตของผู้คน เริ่มตั้งแต่เป็นแหล่งผลิตออกซิเจน ให้ร่มเงาเมื่อยามมีชีวิต เป็นวัตถุดิบในการทำเครื่องมือเครื่องใช้ ที่พักและยานพาหนะ โต๊ะตัวนี้อาจจะเคยเป็นเรือที่วิ่งมาแล้วกว่า 30 ปี เราอาจไม่รู้ว่าเรือลำนี้ผ่านการบรรทุกและลำเลียงสิ่งใดมาบ้าง แต่อย่างน้อยมีคนที่อยู่อาศัยกับเรือลำนี้มาช่วงชีวิตหนึ่งก่อนจะกลายเป็นโต๊ะตัวหนึ่งที่เต็มไปด้วยเรื่องราว”

Saiyart Collection
Saiyart Collection
Saiyart Collection
Saiyart Collection

Saiyart Artist Carpenter

ความเป็นไสยาสน์ลำดับที่สองคือ ความประณีตที่สืบทอดภูมิปัญญาช่างไม้ไทยผสมกับการพัฒนางานในแบบของไสยาสน์เอง

“ไม่ใช่แค่ตัวคุณพ่อ แต่เป็นสิ่งที่เราอยากให้ช่างไม้ทุกคนก้าวข้ามจากช่างไม้มาเป็นศิลปินสร้างสรรค์ เพราะภูมิปัญญาของช่างไม้ไทยมีมากกว่าการทำแค่วงกบประตู”

ด้วยประสบการณ์และองค์ความรู้ขององจารย์ไสยาสน์ผสมผสานเข้ากับเทคนิคและภูมิปัญญาของช่างไม้โบราณทำให้ Saiyart Collection แตกต่างจากแบรนด์เฟอร์นิเจอร์อื่นๆ เช่น การเข้าไม้หรือการเชื่อมต่อชิ้นไม้อย่างพอดีและแน่นหนา การเพาะไม้หรือการต่อขนาดความกว้างของไม้ให้ได้ขนาดที่ต้องการ แต่ปัจจุบันอาจจะมีปัญหาเรื่องน้ำหนักของไม้เราจริงใช้วิธีเจาะขันเพื่ออัดไม้เข้าหากัน

“สำหรับผมแล้วไม้เป็นสิ่งมีชีวิต คำว่ามีชีวิตหมายถึงมีการยืดหดขยายตัวอยู่ตลอดตามอุณหภูมิรอบตัว และข้อดีของไม้เก่าคือไม้ค่อนข้างอยู่ตัวแล้วขณะที่ไม้ใหม่ๆ จะมียางอยู่ในตัว มีความชื้น”

All You Need is Art

ลำดับที่สามคือ การสร้างศิลปะรับใช้สังคม

“คุณพ่อเป็นคนที่มีทั้งภูมิปัญญาเดิมและลองผิดลองถูก นอกจากเรื่องการต่อชีวิตไม้ คุณพ่อเป็นคนชอบงานศิลปะมาก เวลาเดินทางท่านจะชอบดูงานประติมากรรมต่างประเทศมาก และยังรู้สึกอิจฉาทุกครั้งที่เห็นงานศิลปะมากมายในที่ต่างๆ สิ่งหนึ่งที่ท่านเชื่อเสมอคือ ศิลปะควรจะอยู่คู่กับคน เพราะนอกจากจะจรรโลงใจยังสะท้อนสังคมได้อีกรูปแบบหนึ่ง”

เดิมทีอาจารย์ไสยาสน์อยากทำงานศิลปะล้วนๆ เลย แต่ด้วยความเชื่อที่ว่าเป็นศิลปินก็ต้องอยู่รอดให้ได้และต้องทำให้เข้าถึงคนให้ได้ หากคนเราเสพศิลปะด้วยการมองและคิดเองเพียงอย่างเดียวซึ่งคนจะเข้าถึงยาก วิธีการทำให้งานศิลปะเข้าถึงคนของอาจารย์ไสยาสน์ก็คือการทำงานศิลปะให้มีฟังก์ชัน หรือเฟอร์นิเจอร์ที่มีศิลปะผสมผสานเข้าไป แทนที่จะเป็นประติมากรรมเฉยๆ ก็สามารถใช้งานได้ โดยให้ความสำคัญกับพื้นฐานการออกแบบ

“สิ่งหนึ่งที่นักออกแบบมักจะลืมคือเรื่องพื้นฐานของการใช้งานที่ควรจะเป็น ความสูงของโต๊ะ เก้าอี้ มุมองศาพนักพิง เป็นตัวเลขพื้นฐานที่นักออกแบบรุ่นใหม่มักจะมองข้ามโดยมุ่งสนใจแต่หน้าตาและความสวยงาม”

รวมไปถึงงานประติมากกรรมขนาดเล็กอย่าง table top ที่มีที่มาจากความที่ประติมากรรมทั่วไปมีขนาดใหญ่มาก ลูกค้าที่จะเข้าถึงได้จำกัดอยู่เพียงบ้านหรือองค์กรขนาดใหญ่ อาจารย์ไสยาสน์จึงเริ่มทำงานชิ้นขนาดเล็กลงมา

“คุณพ่อเก่งเรื่องจัดวางองค์ประกอบมาก วิธีการคือขึ้นกับวัตถุดิบที่มี บ้างเป็นลูกเปตอง เครื่องมือช่าง ท่านจะเอาสิ่งเหล่านั้นมาสเกตช์ในหัวก่อนทำขึ้นมา จัดแสดงและจำหน่ายไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในปัจจุบันทีมงานยอมรับว่าจะยังไม่ผลงานทำใหม่ๆ ขึ้นมาจนกว่าจะไปให้ถึงแก่นแท้ของความเป็นไสยาสน์ เสมาเงิน”

Saiyart Collection
Saiyart Collection
Saiyart Collection

Bound to Be

ความไสยาสน์ลำดับที่สี่คือ ความผูกพันระหว่างผลงานและศิลปินช่างไม้ผู้สร้าง

ช่วงที่อาจารย์ไสยาสน์เสียชีวิต ดุสิตบอกเราว่าเขาไม่มั่นใจเลยว่าพวกเขาทีมงานทุกคนจะก้าวต่อไปได้ไหม

“พวกเราไม่ต้องการได้รับคำชมเพียงแค่งานดีงานสวย แต่แค่บอกว่า ‘นี่แหละ งานไสยาสน์’ และเราก็ได้รับคำนั้นมาจริงๆ จึงมั่นใจว่าความเป็นไสยาสน์ที่คุณพ่อหล่อหลอมพวกเรานั้นอยู่ในตัวทีมงานทุกคนจริงๆ เราเรียกคอนเซปต์ของงานช่วงหลังที่พวกเราก้าวข้ามความเสียใจนี้ว่า ผลิใบ แสดงถึงเรากำลังจะเดินต่อ เช่นเดียวกับในอนาคตที่เราต้องคิดต่อไปว่าเราจะไปในทิศทางไหน”

งานของ Saiyart Collection มีสองรูปแบบ หนึ่งคือ งานที่มาจากความต้องการของลูกค้า และสองคือ งานที่ช่างจะทำกันอยู่ตลอดเมื่อมีเวลา โดยดุสิตเป็นคนคิดคอนเซปต์รวมและคิดภาพคร่าวๆ ก่อนตกผลึกร่วมกันกับช่างโด่งผู้ทำงานใกล้ชิดอาจารย์ไสยาสน์และเข้าใจความเป็นไสยาสน์ไม่น้อยกว่าใคร โดยร่างบนกระดาษจะเปิดโอกาสให้ช่างที่รับผิดชอบมีส่วนร่วมในการคิด และพัฒนาแบบอยู่เรื่อยๆ ในกระบวนการผลิตจนออกมาเป็นงานที่สมบูรณ์

ดุสิตยังบอกอีกว่า เหตุผลที่ทำให้งานแต่ละชิ้นของ Saiyart Collection มีเอกลักษณ์และมีคุณค่าในตัวเองเป็นเพราะงานเหล่านี้ไม่ใช่งานอุตสาหกรรม ช่างทุกคนของไสยาสน์ฯ (ยกเว้นช่างสี) จะได้รับการมอบหมายงานเป็นชิ้นงานไม่ใช่งานเป็นชิ้นส่วน เช่น คนนี้ทำเก้าอี้แตงโม ก็ต้องทำทั้งตัว ไม่ใช่คนนั้นทำส่วนขา คนนั้นทำประกอบ เพราะฉะนั้นช่างทุกคนจะใส่ใจและใส่ตัวตนลงไปในงานตัวเอง ทุกคนรู้สึกว่างานนี้เป็นงานของฉัน งานที่ออกมาจึงมีความผูกพันกับตัวผู้สร้าง โดย Saiyart Collection จะออกแสดงงานปีละหนึ่งครั้งที่งานสถาปนิก เหล่าทีมช่างก็จะคอยถามว่าเก้าอี้ตัวนี้ของผมเป็นยังไงบ้าง มีคนสนใจไหม ซื้อไปหรือยัง

Saiyart Collection
Saiyart Collection

We Just Want the World Dance, Forget About the Price Tag

ดุสิตเล่าว่า สิ่งหนึ่งที่ลูกค้าต้องยอมรับคือราคาที่สูง ส่วนหนึ่งเพราะไม้จริงที่ทั้งทำงานยากจำเป็นต้องใช้เวลากว่าปกติ แต่ถึงแม้ราคาสูงแต่มั่นใจได้เลยว่างานของ Saiyart Collection ไม่ใช้งานราคาแพง

ราคาแพงคือราคาของสิ่งที่ลูกค้าได้รับไม่คุ้มค่ากับที่ต้องจ่าย

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนหรือวัสดุที่จำกัดการทำงาน ดุสิตมองเป็นความท้าทายและโจทย์ที่ต้องแก้ไขต่อไป

“วัสดุนับวันจะหายากขึ้นเรื่อยๆ เราไม่ปฏิเสธว่ามีบ้างที่เราจำเป็นต้องใช้ไม้ใหม่ในการทำงาน แต่ยังคงพยายามใช้ไม้เก่าให้มากที่สุด จากที่เคยหาไม้เก่าขนาดยาวมากก็ต้องคิดหาวิธีต่อไม้ หรือขึ้นโครงสร้างไม้ก่อนด้วยไม้ใหม่ผสมกับการแปะไม้เก่าซึ่งใช้เวลามากกว่าเดิมหลายเท่า เราเรียกงานลักษณะนี้ว่า new bound เล่นคำกับคำว่า new born เกิดใหม่ กับ bond ให้ความหมายเรื่องการเชื่อมสัมพันธ์ประสานกัน

“เรื่องบุคลากรก็เป็นเรื่องสำคัญมากนะ คนไทยไม่อยากทำงานใช้แรงเราจึงมักจะเห็นแรงงานต่างด้าวทำงานเหล่านี้ แต่สำหรับที่นี่เราไม่มีแรงงานต่างด้าวเพราะที่นี่ไม่ใช่งานใช้แรง แต่เป็นงานใช้ทักษะ”

ดุสิตเล่าเพิ่มเติมว่า มีกราฟิกดีไซเนอร์จากนิวยอร์กมาขอฝึกงานไม้กับ Saiyart Collection หลายเดือนแล้ว ออกแบบสร้างทำโต๊ะขึ้นมาหนึ่งตัว นอกจากเขาเรียนรู้จาก Saiyart Collection ดุสิตและทีมช่างเองก็ได้เรียนรู้จากนักศึกษาฝึกงานด้วย ทั้งยังรู้สึกดีที่ยังมีคนรุ่นใหม่สนใจงานไม้อยู่

ถ้าไม้ไม่เป็นงานศิลปะกับเฟอร์นิเจอร์ มีวิธีคืนชีวิตให้ไม้อย่างไรได้อีกบ้าง

“ใช้งานให้คุ้มค่า ทุกวันนี้คนเราใช้ทรัพยากรต่างๆ ฟุ่มเฟือยเกินไป เราไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของมัน จริงๆ มันสะท้อนถึงตั้งแต่การเริ่มต้นตัดสินใจซื้อหรือเลือกเสพสิ่งใดเข้ามาในชีวิตแล้ว ในยุคนี้ที่มีข้อมูลให้เลือกมากมาย คนก็ต้องการอะไรที่สะดวกได้มาง่าย ย่อยมาแล้ว ในทางตรงกันข้ามคือของเหล่านี้ก็หมดคุณค่าเร็วเช่นกัน เมื่อหมดคุณค่ามันก็อยู่กับเราได้ไม่นาน ใช้มันไม่คุ้มค่าทำให้มันเป็นขยะ

“ไม่ใช่แค่สิ่งของหรอก แม้กระทั้งความคิดกับทุกเรื่องรอบตัวในยุคนี้เลย หากเป็นของที่คนทำตั้งใจทำมากๆ สิ่งนั้นก็จะมีคุณค่าในตัวเองจนเป็นที่ต้องการ”

เราทิ้งท้ายคำถามสุดท้ายกับดุสิตถึงการนำพาแบรนด์ Saiyart Collection นี้ว่าจะไปถึงจุดไหน

“สิ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่ของผมตอนนี้คือจะต้องไม่ทำให้เสียชื่อไสยาสน์ รักษาคุณภาพ การออกแบบ พัฒนาแบรนด์และสินค้าต้องไม่อยู่กับที่ ที่สำคัญ เราอยากเป็นแหล่งความรู้ ส่งเสริมอาชีพช่างไม้ ใครก็ตามที่อยากเริ่มต้นเรื่องงานไม้ เรายินดีต้อนรับเสมอ เพราะผมอยากให้มันไม่จบอยู่ในยุคของผม”

Saiyart Collection
ภาพ:  Saiyart Collection

Save

Save

Save

Rules

  1. ทำในสิ่งที่ชอบ
  2. จริงจังและทำสิ่งนั้นให้ดีมากพอจนทำให้คนอื่นชอบในสิ่งที่คุณทำ
  3. ก้าวให้ทันโลก อย่ายึดติดอยู่กับสิ่งเดิมๆ หรือความสำเร็จเก่าๆ
Facebook | Saiyart Collection

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load