ช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นของเด็กสถาปัตย์หรือเด็กสายอาร์ต คืออะไร

ติ๊กตอก ติ๊กตอก…

ก่อนส่งโปรเจกต์นั่นเอง

พวกเขาทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจให้กับงานที่ได้รับมอบหมาย ผ่านความเครียด ความอ่อนล้า นั่งอยู่หน้าจอหรือบนโต๊ะนานหลายชั่วโมง บางทีก็ข้ามวันข้ามคืน อดหลับอดนอนจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น และใช่ว่าทุกอย่างจะผ่านไปอย่างราบรื่น บางโปรเจกต์ต้องเติมวัสดุอุปกรณ์สำหรับเสกชิ้นงาน หรือต้องส่งพรินต์งานเพื่อนำเสนอ ฉะนั้น ร้านเครื่องเขียนกับร้านพรินต์ แทบเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่ใจ

เด็กสายอาร์ตในรั้วมหาลัยแถวสามย่านคงจะคุ้นหูกับชื่อ ‘ร้านพี่จุ้ย’ หรือไม่ก็เป็นลูกค้าประจำด้วยซ้ำ ดูจากปรากฏการณ์ความแมสในโลกออนไลน์ช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งร้านพี่จุ้ยเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางจากการเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้เด็กหลายคนเรียนจบมาได้

พี่จุ้ยทำอย่างไรถึงครองใจเด็ก ๆ ได้อย่างท่วมท้น

เราจึงชวน จุ้ย-ธนเศรษฐ์ ทิพยตั้งสกุล เจ้าของร้านพี่จุ้ยในตำนาน มานั่งจับเข่าคุยถึงหลักคิด การปรับตัว และก้าวต่อไปของร้านกัน!

ร้านพี่จุ้ย จุฬาฯ ร้านพรินต์ในสามย่านที่ทำธุรกิจแบบเอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน เป็นเพื่อนคู่คิดของเด็กสถาปัตย์และเด็กอาร์ต

ก้าวแรกสู่ร้านพี่จุ้ย

เรียก ‘ร้านพี่จุ้ย’ กันจนติดปาก แต่ร้านมีชื่อเต็มอยู่นะ

ชื่อเต็ม ๆ ของร้านคือ ‘TIPS Design Concept’ หากสังเกตดี ๆ จะพบว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเครื่องเขียนหรืองานพรินต์เลย เพราะแรกเริ่มเดิมทีพี่จุ้ยเช่าอาคารใหญ่ในสามย่าน เพื่อเปิดออฟฟิศรับงานออกแบบ แต่พื้นที่ชั้นล่างเหลือ จึงอยากหากิจกรรมเสริมทำ

เคยคลุกคลีกับสิ่งใด จึงเลือกทำงานเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น

“พี่จบสถาปัตย์มา เลยมีความคิดว่า ทำอะไรที่เราคุ้นเคย ขายเครื่องเขียน อุปกรณ์สถาปัตย์เป็นหลัก เป็นของที่เคยใช้ตอนเรียน ตอนทำงาน จะได้แนะนำลูกค้าได้”

ปรึกษากับคุณแม่แล้วจึงตัดสินใจเปิดร้าน

“ช่วงแรก ๆ ที่เปิดร้านก็แปลกใหม่สำหรับอินโทรเวิร์ตอย่างตัวเองมาก เนื่องจากในชีวิตไม่เคยขายของมาก่อน แค่มีลูกค้าเข้าร้านสักคนก็ตื่นเต้นแล้ว ยิ่งพอลูกค้าแน่นร้าน ได้แก้ปัญหาหลาย ๆ แบบก็ยิ่งสนุก

“ต่อให้พรินต์กระดาษ A4 ขาว-ดำ ซึ่งเป็นงานที่ง่ายที่สุด แต่ละวันก็พรินต์ไม่เหมือนกัน มันเป็นงานที่ได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา และเราเองก็ชอบทำอะไรแบบนี้”

การตัดสินใจส่วนใหญ่ภายในร้านเป็นของพี่จุ้ย เขาใช้ชีวิตประจำวันตั้งแต่กินข้าว เฝ้าร้าน สั่งงานพรินต์ ตอบอีเมล อยู่ในร้านไม่ต่ำกว่า 16 ชั่วโมง

เมื่อเดินเข้าร้าน จึงมักเห็นชายคนนี้ประจำอยู่มุมเดิมหน้าคอมพิวเตอร์ โดยมีน้องพนักงานในร้านอีก 2 – 3 คนสลับเวลาทำงานกัน มีภรรยาพี่จุ้ยมาช่วยงานร้านบ้าง และมีคุณพ่อคุณแม่ช่วยดูแลเรื่องบัญชีอีกแรง

จะซื้อของ ต้องผ่านมือเราก่อน

ฟังดูปกติ หากบอกว่าร้านพี่จุ้ยคือร้านขายเครื่องเขียนและบริการพรินต์งาน 

แต่ที่พิเศษขึ้น คือความใส่ใจที่อัดแน่นอยู่ทุกความคิดและการกระทำจากเจ้าของร้าน

เริ่มจากหลักคิดในการเลือกสินค้าเข้าร้าน

พี่จุ้ยเลือกเครื่องเขียนเข้าร้านเอง เขาต้องเคยใช้สินค้าทุกชิ้นในร้านมาก่อน ทั้งตอนเรียนสถาปัตย์และทำงานออกแบบ เพราะฉะนั้น เขาจึงรู้จักสินค้าเป็นอย่างดี แนะนำได้เต็มปาก เวลาลูกค้ามีปัญหากับสินค้า พี่จุ้ยก็แนะนำวิธีแก้ไขได้อย่างจริงใจ

“ลูกค้าบางคนยังขำเลย บางครั้งเขาจะซื้อของที่แพงกว่า แต่ถ้าพี่รู้สึกว่าอีกยี่ห้อถูกและดีกว่า พี่ก็จะแนะนำอันนั้น” เมื่อได้ฟังคำตอบดังกล่าว เราก็อมยิ้มตามเล็กน้อย ด้วยความที่เคยใช้บริการสมัยเรียนอยู่คณะเดียวกัน พี่จุ้ยเป็นแบบนี้จริง ๆ

“หรือของบางอย่างร้านอื่นไม่ขาย ร้านพี่ขาย เช่น ดินสอไส้แบน ๆ สมัยเรียนพี่ใช้แรเงาในงานเขียนแบบ พี่ก็เอามาขาย หลายคนก็บอก โห เกิดมาไม่เคยใช้เลย”

“ไม่เคยใช้เหมือนกันค่ะ” เราเสริม

“ใช่ไหมล่ะ”

พี่จุ้ยนิยามร้านตัวเองว่าเป็น Niche Market หรือร้านเครื่องเขียนที่ขายของเฉพาะกลุ่ม ลูกค้าขาจรบางคนเข้ามา ก็บ่นบ้างว่าร้านไม่ค่อยมีอะไร ซึ่งเขาเข้าใจดี ส่วนลูกค้าประจำคือเด็กสถาปัตย์ ศิลปกรรม หรือคณะอื่นที่มีงานเกี่ยวข้องกับศิลปะ

สำหรับเด็กอาร์ตแล้ว ร้านพี่จุ้ยเป็นแหล่งรวมของจำเป็นต่อการดำรงชีวิตในคณะอย่างแท้จริง

พื้นที่ชั้นล่างของร้านพี่จุ้ยแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ด้านในสุดเป็นพื้นที่จัดการงานพรินต์ ฝั่งซ้ายวางขายสินค้าที่คนทั่วไปรู้จัก เช่น ปากกา สี ดินสอ เครื่องเขียนต่าง ๆ ทว่าหากเลี้ยวมาทางขวา จะพบกับวัสดุและอุปกรณ์ทำโมเดล รวมถึงกระดาษหลากหลายแบบ

คนทั่วไป หากหลงไปเดินฝั่งขวา คงได้ยืนงุนงงในดงชานอ้อยแน่นอน

TIPS Design Concept ร้านพรินต์ในสามย่านที่เอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน จนเป็นที่รักของเด็กสายอาร์ต
TIPS Design Concept ร้านพรินต์ในสามย่านที่เอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน จนเป็นที่รักของเด็กสายอาร์ต

การตลาดแบบไม่เป็นการตลาด

“พี่ไม่เป็นการตลาดเลย” คำนี้ถูกย้ำอยู่หลายครั้ง

ร้านพี่จุ้ย ไม่เคยโปรโมตแม้แต่ครั้งเดียว ปัจจุบันร้านพี่จุ้ยก็ยังไม่มีนามบัตรร้าน ไม่เคยยิงโฆษณาในเพจ ไม่เคยพรินต์ใบปลิวร้านด้วยซ้ำ

ร้านถูกบริหารด้วยความจริงใจเป็นที่ตั้ง และความจริงใจนั้นก็ส่งผลให้เกิดการบอกต่อในหมู่ลูกค้า ไม่ว่าน้องรุ่นนั้นจะเรียนจบไปแล้ว ชื่อของร้านพี่จุ้ยก็ยังถูกพูดถึงและแนะนำบอกต่อกันเรื่อย ๆ ไกลถึงนอกเมืองก็มี

เรียกได้ว่า เป็นการตลาดแบบไม่การตลาด

“พี่รู้สึกว่าตัวเองแนะนำสินค้าได้เต็มปาก บางครั้งมันอาจไม่ต้องการการตลาดอะไรมากมาย ทุกคนก็สัมผัสได้ว่าเรารู้จักสิ่งนี้จริง ๆ และพี่เองก็โชคดีที่น้อง ๆ ให้โอกาสพี่ แม้ช่วงทำร้านใหม่ ๆ พี่จะพรินต์ผิดพรินต์ถูก น้องเขาก็ให้โอกาส ช่วยเหลือกันและกัน”

“ช่วย ๆ กันจนบางทีไม่ได้นอนเลย” เราพูดติดตลก

เราหวนนึกถึงตอนส่งงาน ร้านพี่จุ้ยรับพรินต์งานตลอด 24 ชั่วโมง จะดึกแค่ไหน พี่จุ้ยก็เตรียมพร้อมอยู่รอไฟล์งานจากน้อง ๆ จนไม่ได้หลับไม่ได้นอน

ส่งไป-ส่งกลับ จนกว่างานนั้นจะสมบูรณ์

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เราสั่งพรินต์งานกลางดึกและตั้งใจจะไปรับช่วงเช้า แม้วันนั้นร้านไม่เปิด แต่ก็ยังได้รับงาน เพราะพี่จุ้ยแขวนไว้หลังร้าน นัดแนะให้เรามารับของตามตกลงกันไว้ — ร้านปิด แต่ยังมีงานส่ง

ความใส่ใจของพี่จุ้ย เสมือนกระบอกเสียงดึงดูดลูกค้าอยู่กลาย ๆ

พี่จุ้ยเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า เนื่องจากสมัยเรียน ตัวเองเคยได้รับบริการที่ไม่ค่อยดีมาก่อน พอมีโอกาสเป็นเจ้าของร้านเลยอยากทำให้เต็มที่ เขาเข้าใจดีว่าถ้าน้อง ๆ ได้รับงานไม่ทันส่งอาจารย์ หรือได้รับงานคุณภาพไม่ดี ก็คงเสียความรู้สึก เพราะแค่ทำงานก็เหนื่อยแล้ว ยังต้องมาเจออะไรแบบนี้อีก

“พี่ไม่อยากทรยศลูกค้าและตัวเอง พี่ไม่ใช่นักธุรกิจนะ พี่ทำตรงนี้ในฐานะพี่จุ้ยเลย พี่อยากให้ลูกค้ามีความสุข พอลูกค้ามีความสุขเราก็หายเหนื่อย”

TIPS Design Concept ร้านพรินต์ในสามย่านที่เอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน จนเป็นที่รักของเด็กสายอาร์ต

กำไรทางใจ

ดูภายนอก ร้านพี่จุ้ยเหมือนจะขายดีมีลูกค้าเข้าตลอด ทว่าเบื้องหลังนั้นกลับได้กำไรไม่มาก เพราะพี่จุ้ยไม่ได้กำไรหลายส่วน คิดราคาไม่แพงเพื่อให้น้อง ๆ นิสิตนักศึกษาเข้าถึงได้

“แล้วถ้ากำไรไม่เยอะ ทำไมพี่ถึงยังทำอยู่” เราถาม

“พอได้มาทำร้าน แล้วได้เจอน้อง ๆ ได้พูดคุย แลกเปลี่ยนทุกข์สุข แบ่งปันเรื่องราวกัน มันเหมือนได้เยียวยากันและกัน แม้ตัวเงินที่ได้อาจจะไม่มาก แต่พี่รู้สึกได้กำไรทางใจในแบบที่เงินซื้อไม่ได้ และเรื่องนี้เป็นเรื่องหลักในการทำร้านเลย” พี่จุ้ยตอบอย่างฉะฉาน

เบื้องหน้าของร้านขวัญใจเด็กศิลป์ มีการแบกรับต้นทุนทั้งเวลาและเงินไว้อยู่

การทำงานไม่ต่ำกว่า 16 ชั่วโมงต่อวัน หากเป็นนักธุรกิจคนอื่นคงปิดไปทำอย่างอื่นแล้ว เพราะเทียบเวลาทำงานกับเงินแล้วไม่คุ้มกัน พี่จุ้ยเองก็เน้นกับเราหลายครั้งว่า วิธีการทำธุรกิจของเขาอาจจะผิด แต่ในความรู้สึกของเขาแล้ว นี่แหละเป็นทางที่เลือกเอง

เพราะความสุขจากการทำงานในแบบที่เงินหาซื้อไม่ได้

“มีผู้ใหญ่หลายคนให้คำแนะนำว่า ทำธุรกิจแบบนี้ไม่ถูกนะ การทำธุรกิจควรมีกำไรเป็นที่ตั้ง แต่พี่รู้สึกมีความสุขกับตรงนี้นี่นา” พี่จุ้ยนิ่งไปสักพักก่อนกล่าวเสริม “เรื่องที่ยิ่งตอกย้ำความคิดของพี่คือ ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาคุณพ่อของพี่เพิ่งเสีย พี่ก็เลยรู้สึกว่าชีวิตคนเรามันไม่แน่นอน สุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญคือการใช้ชีวิตให้มีความสุขทุก ๆ วัน”

ความสุขของพี่จุ้ย คือทำให้ลูกค้ามีความสุข

แม้ไม่ได้กำไรล้นหลามทางตัวเงิน แต่เชื่อว่าพี่จุ้ยได้กำไรทางใจอย่างล้นหลามแน่นอน

TIPS Design Concept ร้านพรินต์ในสามย่านที่เอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน จนเป็นที่รักของเด็กสายอาร์ต
TIPS Design Concept ร้านพรินต์ในสามย่านที่เอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน จนเป็นที่รักของเด็กสายอาร์ต

ช่วงเวลายากลำบาก

สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อร้านเล็กร้านใหญ่มากมาย ร้านพี่จุ้ยเองก็ไม่ต่างกัน นับว่าเป็นช่วงยากลำบากที่สุดของร้านเลยก็ว่าได้

“ช่วงโควิดหนัก ๆ อย่าเรียกว่ายอดขายเลย เรียกว่าไม่มีเลยดีกว่า” พี่จุ้ยเล่าติดตลก แต่ในสถานการณ์จริงคงขำไม่ออก เพราะยอดขายของในร้านหายไปถึง 90 เปอร์เซ็นต์ จนต้องเอาเงินจากส่วนอื่นมาเสริมให้ร้านอยู่รอดต่อไป

ทั้ง ๆ ที่เจอกับวิกฤตขนาดนี้ แต่ร้านเครื่องเขียนเล็ก ๆ อย่าง ร้านพี่จุ้ย ไม่ไล่พนักงานออกสักคนเดียว อีกทั้งยังไม่ลดเงินเดือน สิ้นปีมีจ่ายโบนัสตามปกติ

“พี่คิดว่า ถ้าไล่พนักงานออกหรือลดเงินเดือนเขา ช่วงนั้นงานก็คงหายาก ชีวิตก็ลำบาก เลยไม่อยากทำ ไม่อยากมานั่งเสียใจทั้งชีวิตว่าไม่น่าทำแบบนั้นเลย ถ้าเรามีโอกาสหาเงินได้มากกว่าเขา เราก็ขยันให้มากขึ้นแล้วกัน อย่างน้อยก็เพื่อเขา ช่วงก่อนโควิด-19 เขาก็ช่วยเราทำงานเต็มที่ตลอด

“แต่ถามว่าช่วงนั้นพี่ลำบากไหม ก็หนักพอสมควรเลย แต่ก็โอเค ทุลักทุเลหน่อย แต่ก็ผ่านมาได้”

ความจริงใจของพี่จุ้ยไม่ได้มอบให้เพียงลูกค้าเท่านั้น พนักงานในร้านเองก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่เช่นกัน อย่างช่วงโควิด-19 ที่งานหดหาย พี่จุ้ยก็ตัดสินใจให้พนักงานกะกลางคืนปรับมาช่วยกันช่วงเช้าแทน เขาจะได้ใช้ชีวิตปกติ แม้จะแทบไม่มีงานพรินต์เข้ามาเลยก็ตาม

แมสมาก

‘พี่จุ้ยแมสแล้ว’

ช่วงเดือนที่ผ่าน ๆ มา ภาพพี่จุ้ยยื่นใบสำเร็จการศึกษาให้กับลูกค้าที่เพิ่งเรียนจบหมาด ๆ เป็นกระแสในโลกออนไลน์มาก น้อง ๆ ที่เคยใช้บริการร้านพี่จุ้ยต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและแบ่งปันประสบการณ์ความประทับใจกันถล่มทลาย

จากการเป็นที่พูดถึงของเด็กสายศิลปะ ก็แพร่หลายในวงกว้าง

ว่ากันว่าพี่จุ้ยเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำให้น้อง ๆ สำเร็จการศึกษาได้ ไม่แปลกที่ใครหลายคนถึงยกให้พี่จุ้ยเป็นคนสำคัญในใจ จนให้มอบใบสำเร็จการศึกษากับตัวเอง

พอเราเกริ่นถึงปรากฏการณ์ในโซเชียลมีเดียนี้กับพี่จุ้ย น้ำเสียงของเขาพลันสดใสขึ้นมาทันที

“พี่เห็นแล้ว แต่ด้วยความที่พี่แทบไม่เล่นโซเชียลมีเดียเลย มารู้เพราะพนักงานในร้านบอก ตอนแรกพี่คิดว่าเขาอำด้วยซ้ำ ก็ปล่อยเรื่องผ่านไป จนเขาคิดว่าพี่นึกว่าเป็นเรื่องล้อเล่น เลยเปิดโทรศัพท์ให้ดูอีกที

“พี่ตกใจเหมือนกันนะ ก็มีการขอบคุณผ่านเพจไปแล้วว่า ขอบคุณมาก ๆ กับกระแสตอบรับ แม้พี่จะไม่เห็นเองแต่ก็ประทับใจนะ หายเหนื่อยเลย เหมือนสิ่งที่ทำมาตลอดมันผลิดอกออกผล ต่อให้มันไม่ใช่ตัวเงินที่ได้รับมหาศาล แต่มันผลิดอกออกผลในแง่ความสุขของน้อง ๆ ที่มาใช้บริการแล้วได้ความสุขไป เกิดเป็นปรากฏการณ์คนพูดถึงร้านพี่จุ้ยหลายหมื่นหลายพันเลยทีเดียว ดีใจมาก ๆ เลย”

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

แต่เกิดจากความใส่ใจ สั่งสมเป็นความทรงจำดี ๆ ร่วมจากทุกคน

ร้านพี่จุ้ย จุฬาฯ ร้านพรินต์ในสามย่านที่ทำธุรกิจแบบเอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน เป็นเพื่อนคู่คิดของเด็กสถาปัตย์และเด็กอาร์ต

จริงใจ ถึงไหนถึงกัน ตรวจงานให้ประจำ

“คิดว่าร้านของเรามีจุดเด่นตรงไหน” เรายิงคำถามสำคัญ

คำตอบจากพี่จุ้ย แจกแจงได้เป็นรายข้อ ดังนี้

หนึ่ง ความจริงใจ

“พี่ไม่โกหก ไม่พยายามขายสิ่งที่ไม่จริง เช่น สีนี้เครื่องพรินต์ไม่ได้นะ พี่ก็จะพูดตามตรงเลย ไม่ใช่หาข้ออ้างไปเรื่อย”

อะไรที่เป็นความจริง สุดท้ายแล้วจะแสดงออกมาให้เห็นเอง พี่จุ้ยจะไม่ปิดบังในสินค้าและงานพรินต์ของตัวเอง อะไรที่ทำได้หรือไม่ได้ เขาพร้อมจะบอกหมด ทำให้ลูกค้าเชื่อใจ และกลายเป็นลูกค้าขาประจำในที่สุด

สอง ถึงไหนถึงกัน

“น้องบางคนทักมาว่า พี่จุ้ยครับ คืนนี้ผมมีส่งงานนะ ช่วยอยู่รอหน่อยได้ไหม พี่ก็…จะตี 2 ตี 3 ก็จัดมา!”

สาม (สำคัญที่สุด) ช่วยตรวจความเรียบร้อยของงานก่อนส่ง

“ด้วยความที่พี่เป็นสถาปนิกด้วย แล้วก็ทำงานศิลปะ พี่จะติดนิสัยอยู่อย่างหนึ่งคือ พี่จะดับเบิ้ลเช็กงานให้ทุกคน เช่น ส่งงานมาปุ๊บ มองปราดเดียวพี่รู้เลย ผิดสเกลแน่ ๆ หรือน้องเขาระบุกระดาษผิดขนาด ถ้าเป็นร้านอื่นอาจจะพรินต์ตามคำสั่งที่ลูกค้าบอก แต่พี่จะโทรไปถามอีกรอบ

“น้อง ๆ เลยพูดว่า ส่งงานร้านพี่จุ้ยเนี่ย ไม่ต้องตรวจเองอีกรอบแล้ว ม้วนกระดาษไปส่งอาจารย์ได้เลย เพราะเหมือนเราเป็นคนช่วยตรวจงานให้ ทั้งเรื่องสี สเกล การจัดหน้า”

หากลูกค้าส่งไฟล์มาผิดและพี่จุ้ยพรินต์ไปแล้ว เขาก็ไม่คิดเงินเพิ่ม

ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่จุ้ยจัดการเอง

“เรียนก็เครียดอยู่แล้ว พี่อยากให้อย่างน้อยปลายทางการส่งงานเนี่ย มันเป็นความสุข ความสบายใจของลูกค้า พี่พยายามช่วยน้อง ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ร้านพี่จุ้ย จุฬาฯ ร้านพรินต์ในสามย่านที่ทำธุรกิจแบบเอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน เป็นเพื่อนคู่คิดของเด็กสถาปัตย์และเด็กอาร์ต
ร้านพี่จุ้ย จุฬาฯ ร้านพรินต์ในสามย่านที่ทำธุรกิจแบบเอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน เป็นเพื่อนคู่คิดของเด็กสถาปัตย์และเด็กอาร์ต

ต่อให้ต้องจำมากกว่านี้ก็อยากจำ

เรื่องหนึ่งที่เป็นที่เลื่องลือคือ พี่จุ้ยจำเด็กได้ทุกคน

ด้วยความอยากรู้ เราจึงถามไป ก่อนจะได้รับคำตอบแสนมั่นอกมั่นใจ

“พี่จำเด็กได้ทุกคนนะพี่บอกเลย” พี่จุ้ยกล่าวอย่างหนักแน่น “พี่ไม่ได้ล้อเล่น ส่วนหนึ่งคือร้านพี่ไม่ค่อยมีลูกค้าขาจร ส่วนใหญ่เป็นน้อง ๆ นักศึกษานี่แหละเป็นลูกค้าประจำ อีกสาเหตุหนึ่งที่พี่สอนพนักงานในร้านด้วย คือต้องจำลูกค้าให้ได้ เพราะบางทีเขาไม่ได้มารับงานเอง อาจให้เพื่อนมารับ ดังนั้น อย่างน้อยต้องจำสาขาที่เขาเรียนให้ได้”

เวลาพี่จุ้ยเจอน้อง ๆ ที่มาร้านครั้งแรก นอกจากชื่อแล้ว จะถามสาขาที่เรียนด้วย ซึ่งนี่เป็นเรื่องสำคัญอย่างคาดไม่ถึง

“บางครั้งจะได้ให้เพื่อนสาขาเดียวกันหยิบงานไปด้วยได้ เพราะเคยเกิดเหตุการณ์หนึ่งคือ น้องคนหนึ่งไม่ตื่นมาส่งงานเพราะอดนอนสะสม แล้วพี่จำได้ว่าเพื่อนเขามารับงาน เลยฝากเพื่อนไปส่งอาจารย์แทน ไม่อย่างนั้นไม่ทันแน่ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้พี่จำชื่อและสาขาวิชาของแต่ละคนได้”

มีน้องสถาปัตย์สาขาผังเมืองรุ่นหนึ่ง เป็นรุ่นที่พี่จุ้ยต้องจำชื่อให้ได้ทั้งภาค เพราะเวลาส่งงานเขาจะส่งมาพร้อมกัน และเวลารับงานจะรับพร้อมกันทุกคน

“พี่ท่องชื่อจริงและชื่อเล่นของทั้งรุ่นได้เลย แม้กระทั่งอีเมล” พี่จุ้ยกล่าว

พี่จุ้ยพยายามช่วยเหลือลูกค้านิสิตนักศึกษาอย่างสุดความสามารถ ในจุดที่คน ๆ นั้นอาจไม่รู้ด้วยซ้ำ พี่จุ้ยก็ช่วยดูให้ ไม่มีใครขอให้เขาทำอะไรแบบนี้ แต่พี่จุ้ยอาสาทำเอง

นอกจากนั้น ในบางช่วงพี่จุ้ยต้องจำแม้กระทั่งสเกลที่อาจใช้บ่อย ๆ เพราะน้องปี 1 เพิ่งเข้ามาเรียนใหม่ ยังไม่คล่องแคล่วเรื่องสเกลต่าง ๆ พี่จุ้ยพยายามจำรายละเอียดบางอย่างไว้ เพื่อให้พรินต์งานได้ถูกต้องที่สุด

มีเรื่องจำเยอะขนาดนี้ แต่เขาก็บอกกับเราว่า

“ต่อให้ต้องจำมากกว่านี้ก็อยากจำ”

อยากทำต่อไปเรื่อย ๆ

พี่จุ้ยเล่าให้ฟังว่า ช่วงร้านบูมก่อนโควิด-19 มีคนมาขอซื้อแฟรนไชส์อยู่หลายคน แต่ก็ปฏิเสธไปเพราะไม่อยากให้ร้านคุมคุณภาพไม่ได้

“ทุกอย่างในร้านต้องผ่านสายตาพี่ อย่างน้อยให้พี่ได้กรองงานก่อนออกไปสู่ลูกค้า พี่เลยไม่อยากให้มันใหญ่โตเกินไปจนคุมไม่ได้” เขาพูดพร้อมหัวเราะตบท้าย

พี่จุ้ยหันหลังให้การเติบโตของร้านที่คาดเดาคุณภาพไม่ได้ แล้วตั้งใจเปิดร้านรับลูกค้าอย่างแข็งขัน สินค้าและบริการจากร้านล้วนผ่านสายตาของเขาเหมือนที่เคยพูดไว้

ทว่าหลังจากประสบกับช่วงยากลำบาก เขาก็ตั้งคำถามอยู่เสมอ

“พี่ตั้งคำถามทุกครั้งที่ร้านขาดทุนมาก ๆ ว่าสิ่งที่เราทำมันถูกไหม เอาเวลาไปทุ่มกับอย่างอื่นที่ได้กำไรจริง ๆ ดีกว่าไหม แต่หลังจากที่เสียคุณพ่อไป พี่ก็ได้คำตอบว่าสิ่งที่เราทำน่าจะถูกแล้ว ต่อให้มีกำไรบ้าง เท่าทุนบ้าง แต่มันก็หล่อเลี้ยงความสุขของเรา”

แรงใจยังไปต่อ แต่ด้วยปัจจัยอื่นอย่างการต่อสัญญาโครงการ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ร้านพี่จุ้ยยังไม่แน่นอน สัญญาเช่าพื้นที่เหลืออยู่อีกไม่กี่ปี หากโครงการไม่ต่อสัญญา ร้านก็อาจจะต้องปิดตัวลง

“พี่รักที่นี่มาก ร้านเหมือนเป็นความสุขส่วนหนึ่งในชีวิต พี่ไม่อยากให้มันลงเอยแบบนั้น พยายามทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ทำเต็มที่ในทุกวัน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากทำต่อไปเรื่อย ๆ แต่อนาคตก็ไม่แน่นอน

“คนที่เสียใจที่สุดถ้าร้านปิด คงเป็นพี่เอง” พี่จุ้ยกล่าวทิ้งท้าย

TIPS Design Concept ร้านพรินต์ในสามย่านที่ทำธุรกิจแบบเอาใจใส่ ถึงไหนถึงกัน เป็นเพื่อนคู่คิดของเด็กสถาปัตย์และเด็กอาร์ต

Lessons Learned

  • นำ ‘ความจริงใจ’ เป็นที่ตั้งในการทำธุรกิจ ทำให้ลูกค้าประทับใจในผลลัพธ์และประสบการณ์จากร้าน จนเกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก เป็นการสร้างรากฐานกลุ่มลูกค้าประจำได้อย่างยั่งยืน
  • การเลือกสินค้าและบริการในร้าน เจ้าของร้านต้องรู้จักสินค้าและบริการนั้นจริง ๆ เพื่อแนะนำลูกค้าได้อย่างจริงใจ และเมื่อลูกค้ามีปัญหาจะได้แนะนำวิธีการแก้ไขได้
  • เข้าใจและเอาใจใส่ลูกค้า เข้าใจว่าเขาต้องการอะไร ประกอบกับเราทำอะไรเพื่อช่วยเหลือ หรือทำให้เขาสบายใจขึ้นได้บ้างก็ควรทำ แม้ไม่มีใครร้องขอ
  • นอกจากเอาใจใส่ลูกค้าแล้ว ต้องเอาใจใส่พนักงานในร้านด้วย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อให้ทุกคนมีความสุขไปด้วยกัน

Writer

สุวพร เลี้ยงผาสุข

สถาปนิกตัวน้อย นักวาด นัก(อยาก)เขียน ผู้สนใจภูมินิเวศ ชุมชนนักสร้างสรรค์ มีสารพัดของกุ๊กกิ๊กและงานวาดโทนอบอุ่นในนาม Po.loid

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

FLYNOW เริ่มต้นโดยชายหนุ่มชื่อ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา 

ในเวลานั้น เขาเป็นดีไซเนอร์ให้ห้องเสื้อแห่งหนึ่ง เสื้อผ้าที่เขาออกแบบไม่ประสบความสำเร็จจนขาดทุนหลักล้าน หลังจากช่วยกอบกู้เงินทุนนายจ้างกลับมาด้วยการดีไซน์เสื้อผ้าที่แปลกใหม่กว่าในท้องตลาด เขาก็ตัดสินใจก่อตั้งแบรนด์ตัวเองขึ้นมา

แบรนด์ของลิ้มอยู่คู่วงการแฟชั่นไทยมาเกือบ 4 ทศวรรษ สร้างชื่อในเวทีระดับโลก เจอผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านของเจเนอเรชัน

เสื้อผ้าที่เคยเป็นที่รู้จักถึงขั้นทุกครั้งที่เขาไปสยาม จะเห็นคนใส่เสื้อผ้าของตัวเอง ก็ค่อย ๆ ได้รับความนิยมน้อยลงในหมู่คนรุ่นใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น พนักงานทุกคนทั้งดีไซเนอร์และช่างเย็บในตึกแถว 2 คูหานี้ก็ยังตั้งใจทำผลงานที่ดีออกมา

เขาตั้งใจจะรีแบรนด์ FLYNOW ที่ตัวเองยอมรับว่าตายไปแล้ว เมื่อ 3 ปีก่อน 

วิกฤตโรคระบาดทำให้แผนการเลื่อนออกมาจนถึงวันนี้

3 ปีที่ผ่านมา ลิ้มไม่เคยหยุดงาน แม้ว่าบริษัทจะปิด เขาว่ามันเป็นช่องว่างของคนบ้างานที่ได้หยุดคิดเสียบ้าง จนในที่สุดแผนที่อยากชุบชีวิตแบรนด์อันเป็นที่รักก็ดำเนินการต่อ โดยมีหมายหมุดเริ่มต้นเป็นโชว์ในงาน Bangkok International Fashion Week 2022

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

ทีมงานกว่า 20 ชีวิตทุ่มสรรสร้างคอลเลกชันที่มีชื่อว่า Reincarnation อย่างสุดแรงใจและความสามารถ 

แม้จะออกตัวก่อนว่าไม่ใช่นักธุรกิจที่เก่ง สิ่งที่เราเรียนรู้จากชายคนนี้คือความซื่อสัตย์ ความกล้า กล้าที่จะยอมรับว่าล้มเหลว การให้เกียรติคนอื่นโดยเฉพาะคนที่ทำงานกับเขา และหัวใจนักสู้ที่พร้อมจะค่อย ๆ ลุกขึ้นมาอีกครั้ง เท่านี้ก็เพียงพอที่ทำให้เขาเป็นนักธุรกิจที่ดีแล้ว

เมื่อถามว่านี่คือการกลับมาของ FLYNOW อย่างเป็นทางการแล้วใช่ไหม เขาได้แต่ยิ้ม 

“ถ้าจะบอกว่ากลับมาได้แน่ ๆ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ขี้เกียจมาแก้ข่าวอีก” ลิ้มตอบทีเล่นทีจริง “แต่ขอลองสักตั้ง และยินดียอมรับถ้าสุดท้ายกลับมาไม่ได้จริง ๆ เราจะโทรหา The Cloud เพื่อบอกว่า มันกลับมาไม่ได้”

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

01

ในฐานะคนคนหนึ่ง ลิ้มเติบโตจากชายหนุ่มที่ใช้แต่ละวันอย่างเต็มที่ สนุกสุดเหวี่ยง มามองว่าการมีชีวิตคือการแวะมาเที่ยวที่สักวันก็ต้องกลับไป

ในฐานะเจ้าของแบรนด์ที่เคยขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดและต่ำสุดตามคำนิยามของเขาเอง ผ่านมาเกือบ 40 ปี เขาทำงานท่ามกลางทีมงานที่เก่งกาจ เมื่อถามว่าเก่งแค่ไหน เขาตอบว่า “เก่งกว่าผม” 

การกลับมาของ FLYNOW ในวันนี้จึงครบเครื่อง ทั้งมุมมองชีวิต ประสบการณ์ และกองกำลังเพียบพร้อมทั้งอาวุธและมันสมอง

“ผมพยายามพัฒนาทีมตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม จริง ๆ หยุดออกแบบมาได้ 30 กว่าปีแล้ว เพราะลูกน้องเก่ง อย่าง ปู-ชำนัญ ภักดีสุข ดีไซเนอร์ที่อยู่กับเราตั้งแต่ต้น วันนี้เจ๋งกว่าเราเยอะ เราต้องเรียกอาจารย์ปู การกลับมาทำโชว์ให้ Bangkok International Fashion Week 2022 ก็เพราะเขาชวน”

เขาว่า Life Cycle ของแบรนด์หนึ่งจะมาเป็นระลอก ระลอกละ 10 – 15 ปี ขึ้นจุดสูงสุดสลับลงจุดต่ำสุด นั่นแปลว่าแบรนด์ของเขาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาอย่างน้อย ๆ ก็ 3 ครั้ง

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

02

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2526 นั่นคือปีแรกที่ FLYNOW ของชายคนนี้ถือกำเนิดขึ้น ช่วง 10 ปีแรกนั้นคนไม่ค่อยทำเสื้อผ้าแฟชั่น ส่วนมากเป็นเสื้อยืดเสียหมด เสื้อยืดเรียบ ๆ เสื้อยืดพิมพ์ลาย ถ้าไม่ใช่เสื้อยืดก็เป็นเสื้อเชิ้ตสำหรับใส่ไปทำงาน เน้นเสื้อผ้าสำเร็จรูป เสื้อคลุมหรือเสื้อดีไซน์แบบที่เราใส่กันทุกวันนี้มีน้อยมาก ถ้าใครอยากได้ต้องไปสั่งตัดที่ร้าน

“ลองกลับไปถามรุ่นแม่ ผู้หญิงอยากได้เสื้อเก๋ ๆ ก็ไปร้านตัด เสื้อแบบนั้นในรูปอุตสาหกรรมยังไม่มี ทีนี้จะทำเสื้อยืดยังไงให้สู้กับตลาดได้ หนึ่งคือสู้กันที่ลายพิมพ์ สองคือการเลือกเนื้อผ้า เราเลยประยุกต์เอาดีไซน์ไปใส่ตั้งแต่วันแรก”

ขาว ดำ ทอง คือสีหลักของแบรนด์นี้

“ยุคนั้นแม่ผมถึงกับเอ่ยปาก ‘ลื้อทำเสื้อสีแบบนี้ อั้วยังไม่ใส่เลยนะ อั้วถือ แล้วจะมีลูกค้าเหรอ’ ผมเลยบอกว่า เอาหน่า แบรนด์เราเล็ก ๆ ยังไงก็ต้องมีคนชอบเหมือนเรา 

“เจอกันที่ไหน กูก็ใส่สีดำตลอด” เขาหัวเราะ

จุดเปลี่ยนครั้งถัดมาเหนือคาดยิ่งกว่าเก่า

FLYNOW ในขวบปีที่ 10 ดังระเบิด จัดงานกี่ทีคนเต็มทุกที่นั่ง ครั้งหนึ่งเคยจัดแฟชั่นโชว์ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีนางแบบเดินโชว์เป็นร้อย พร้อมคนดูอีก 7,000 คน

ไม่มีคนดังคนไหนไม่ได้รับเชิญไปงานนั้น 

ความสำเร็จครั้งนี้เป็นสะพานเชื่อมไปยังจุดเปลี่ยนครั้งต่อมา แบรนด์ FLYNOW โกอินเตอร์ไปงานแฟชั่นโชว์ที่กรุงลอนดอนอยู่ประมาณ 7 ปี

“เป็นยุคเดียวกับ Alexander McQueen เรายกทีมไปทำงานที่นั่น ตอนนั้นอายุ 30 ปลาย ๆ บ้าพลังสุด ๆ ไม่ต้องนอนก็ได้ ไม่ต้องกินก็ได้ ขอแค่ให้ได้ทำ”

เขาเปรียบความสำเร็จกับการวิ่งโอลิมปิก

“เชื่อเถอะ เวลาคุณชนะ ใครก็สู้คุณไม่ได้ ไม่เหมือนวิ่งในโอลิมปิกที่ห่างกันแค่เสี้ยววิ 

“ในโลกธุรกิจไม่มีเบอร์ 1 เบอร์ 2 หรอก เพราะถ้าคุณชนะ คุณจะชนะขาด แต่สำคัญคือคุณจะครองแชมป์ได้นานแค่ไหน และการที่คุณจะชนะคนอื่นได้ แปลว่าคุณต้องทำงานหนักกว่าคู่แข่ง ไอเดียต้องเจ๋งกว่า มีทีมที่เก่งกว่า มีวิสัยทัศน์ที่ดีกว่า มีหัวใจที่ดีกว่า”

ชื่อเสียงของแบรนด์ดังขึ้นเรื่อย ๆ แบบหยุดไม่อยู่ จนกระทั่ง พ.ศ. 2540 จุดเปลี่ยนครั้งที่ 3

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

03

วิกฤตเศรษฐกิจทำให้สต็อกเสื้อผ้าจำนวนมากที่เตรียมพร้อมออกขายนอนแน่นิ่งอยู่ในโกดังแบบไม่เห็นอนาคต ลิ้มในวัย 38 กลายเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินหลายแห่ง

“มันมีทางออกไม่กี่ทาง ไม่เห็นแม้กระทั่งว่าตัวเองกำลังจะตกเหว”

เขาบอกว่าตัวเองรอดมาได้ด้วยความขยันและความอดทน ที่สำคัญ ต้องยอมรับความจริงก่อนว่ากำลังลำบาก

“ตอนนั้นผมบอกเจ้าหนี้เลยว่า ผมหนี้เยอะ เฮียไม่ต้องมาหาให้เสียเวลา เดี๋ยวผมไปให้ด่าถึงที่บ้านเอง ถ้าเฮียใจดีก็เลี้ยงข้าวผมหน่อย ตอนแรกเขาก็ไม่เลี้ยง ไปบ่อย ๆ เริ่มเลี้ยงแล้ว” ลิ้มเล่าพลางหัวเราะ “หนี้น้อยให้ด่าครึ่งชั่วโมง หนี้ปานกลางให้ชั่วโมงหนึ่ง ถ้าหนี้เยอะมากก็ Unlimit ไปเลย อยากด่าเมื่อไหร่ เรียกไปด่าได้เลย”

ชายผู้ที่ยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่นักธุรกิจเก่ง ได้รู้จักคนในโลกธุรกิจมากขึ้นจากวิกฤตนั้น

เขาบอกว่าเจ้าหนี้มี 3 แบบ

แบบแรกคือคนที่จะเอาทุกอย่างให้ได้เยอะที่สุด โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะลำบากแค่ไหน

แบบที่สองคือคนอะลุ่มอล่วย ผ่อนปรน ยอมให้จ่ายเมื่อมีจะจ่าย

ซึ่ง 2 เปอร์เซ็นต์ในแบบหลังนอกจากจะไม่เร่งรัดให้จ่ายเงินแล้ว ยังช่วยหาเงินเพื่อกอบกู้ธุรกิจเขาด้วย

“วิกฤตทำให้เราเจอคนแบบนั้น มหัศจรรย์มาก ๆ เขากู้เงินมาให้ผมสั่งหนังมาทำสินค้า แล้ววันที่ผมลุกได้ เขาก็หายไปเลย ผมติดค้างเขา คนแบบนี้แหละที่จะสอนใจเรา”

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

04

ยุครุ่งเรืองของ FLYNOW มีพนักงานประมาณ 500 คน ปัจจุบันเหลือ 150 ส่วนหน้าร้านที่เคยมีจนนับไม่ไหว ในวันนี้เหลือน้อยจนเขาไม่อยากพูดถึง

สิ่งที่ลิ้มเสียใจและเสียดายที่สุดไม่ใช่ความโด่งดัง แต่เป็นการปล่อยพนักงานคุณภาพที่สร้างมากับมือออกไป

“มันเศร้านะ เหมือนเราปกป้องดูแลชีวิตเขาได้ไม่ดี แต่เราต้องทำ มันเป็นความทุกข์แบบหนึ่ง แต่ก็ทำให้รู้ว่า เวลาเราประสบความสำเร็จมาก ๆ เราจะประมาท เหมือนกับที่ชอบพูดกันว่าในวิกฤตมีโอกาส นั่นเท่ากับว่าเวลาคุณมีโอกาสเยอะ ๆ ก็อาจจะมีวิกฤตกำลังรออยู่ข้างหน้า”

โชว์ครั้งล่าสุดของลิ้มคือเมื่อ 6 – 7 ปีก่อนที่ตลาดสดในจังหวัดราชบุรี สร้างความฮือฮา ความสดใหม่ ใครเล่าจะคิดว่าจะมีดีไซเนอร์ที่เลือกโลเคชันนี้แทนแคทวอล์กในฮอลล์ใหญ่

“พี่ชายผม (ปรีชา ส่งวัฒนา) บอกว่า FLYNOW นี่อายุเทียบเท่า พิศมัย วิไลศักดิ์ ได้เลยนะ ผมบอกไม่ใช่ มันตายไปแล้วต่างหาก คุณต้องรับความจริงก่อนว่าแบรนด์มันตายไปแล้ว 

“เราหวังจะขายคนเจนวาย แต่ไม่มีคนเจนวายรู้จัก เจนเอ็กซ์ตอนปลายก็ไม่รู้ ต้องเจนเอ็กซ์ตอนต้น แล้วคุณจะขายใคร ถ้ายอมรับความจริงได้ จะไม่มีอะไรน่ากลัวเลย”

เดิมทีเขาตั้งใจจะรีแบรนด์ก่อนโควิด หลังอึมครึมอยู่ในวิกฤตโรคระบาดมา 3 ปี 

“สุดท้ายไม่ต้องรีแบรนด์แล้ว ปล่อยให้ตายแล้วมาเกิดใหม่เลยดีกว่า” เขาว่า “เกิดใหม่ง่ายกว่าเพราะไม่ต้องอาลัยอาวรณ์มาก ถ้าคุณยังอาลัยอยู่ แปลว่ายังมีตัวตนอยู่ เมื่อไม่มีตัวตนคุณจะกล้ามากกว่าเดิม เพราะไม่มีอะไรต้องกลัว เผลอ ๆ ทำโชว์เสร็จ ผมอาจจะไม่ขายก็ได้นะ”

เขาว่าดีไซเนอร์ที่ดีต้องเปิดใจ และต้องแปลงร่างได้หลายร่าง ต้องรู้จักทำลายกฎเกณฑ์ ขณะเดียวกันก็ต้องกล้าที่จะทำลายตัวเองได้ด้วย

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

05

Reincarnation คือชื่อที่สื่อถึงเรื่องราวในคอลเลกชันนี้ได้ดีที่สุด 

สีที่ใช้ยังเป็นขาว ดำ ทอง เหมือนกับวันแรก

ชุดบางชุดใช้เวลาตัดเย็บอย่างประณีตถึง 30 วัน

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

FLYNOW ในขวบปีนี้มีกลุ่มเป้าหมายที่เด็กลง ลิ้มจึงชวนหลานสาวมามาร่วมทีม

“ทุกวันนี้ผมต้องถามหลานว่าเทรนด์อะไรกำลังมา เราต้องเรียนรู้ ทีมงานวัย 15 มีความคิดแบบหนึ่ง 30 ก็แบบหนึ่ง 40 ก็อีกแบบหนึ่ง เราไม่ได้ออกคำสั่งคนเดียว แต่เป็นการทำงานแบบทีมเวิร์กที่ต้องแสดงความเห็นร่วมกัน ทุกครั้งที่จะเลือกทางไหน เราจะถามความเห็นทีม ถ้าบอกว่าดีก็จะไป ยกเว้นทุกคนบอกว่าเรื่องนี้ไม่ถนัด ยังไงคุณลิ้มต้องทำ

“เช่น เขาทำโชว์กันไม่เก่ง ผมทำมาทั้งชีวิต ผมรู้ว่าจะทำโชว์ให้ดีได้ยังไง หรืออย่างเรื่องเพลง เขาไม่สันทัด ผมก็นั่งฟังเพลงวันละ 3 ชั่วโมงเพื่อหาเพลงที่ใช่ ออกแบบท่าเดินให้ด้วย”

ทุกชุดบนแคทวอล์กจึงไม่ใช่แค่ตัวตนของลิ้ม แต่เป็นส่วนผสมระหว่างเขาในวัย 63 ดีไซเนอร์คู่ใจ ช่างเย็บที่อยู่กันมาเกิน 3 ทศวรรษ ไปจนถึงหลานสาวอายุ 15 ปี

“ช่างที่ทำคอลเลกชันนี้คือคนที่อยู่ด้วยกันมาโดยเฉลี่ยน่าจะ 30 ปี พนักงานที่อายุมากที่สุดของเราคือ 73 สมองของดีไซเนอร์ใช้มาก ๆ แล้วก็หมด แต่ช่างแพตเทิร์นกับช่างเย็บนี่ยิ่งแก่ยิ่งเก๋า เป็นผู้ชำนาญการ เราอยู่กันยาว จ้างกันจนตาย ไม่ผมตาย เขาก็ตาย ถ้าผมตายก่อนจะเขียนพินัยกรรมให้เขาอยู่กับแบรนด์ไปตลอดชั่วอายุขัย”

การกลับมาครั้งนี้ ลิ้มมองเห็นความเป็นไปได้ 2 ข้อ

ข้อแรก ถ้าดีไซน์ของเขาจะต่อยอดไปเป็นธุรกิจได้ ก็เป็นเรื่องน่ายินดี

ข้อสอง เขาอยากให้คอลเลกชันนี้เป็นความภาคภูมิใจในชีวิตของทีมงาน โดยตั้งใจว่าจะให้ช่างเย็บถ่ายรูปคู่กับชุดของตัวเอง

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

06

แล้วถ้ามันไม่สำเร็จล่ะ – เราถาม

“ผมไม่ได้หวังว่าครั้งนี้มันจะสำเร็จ เพราะต้องยอมรับว่าเด็กสมัยนี้ก็เก่ง แบรนด์สมัยนี้ก็เจ๋ง มันอาจจะเวิร์ก หรือมันอาจจะตายอีกรอบ หรือสุดท้ายเราอาจจะต้องเปลี่ยนมือจริง ๆ ก็ได้ แต่เมื่อตัดสินใจลองแล้วก็ต้องลองสุดหัวใจ

“จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปยินดียินร้ายมากนัก จริง ๆ ถ้าคิดว่ามันจะไม่สำเร็จไปเรื่อย ๆ อาจจะดีกว่าก็ได้นะ จะได้ไม่ต้องเหลิง ไม่ต้องประมาท ไม่ต้องรอว่าวิกฤตจะมาเมื่อไหร่ คุณก็ทำของคุณไป

“แต่ถามว่ากดดันไหม กดดัน แต่เรามองแรงกดดันเป็นความสวยงาม ถ้าทำอะไรไม่มีแรงกดดันแต่แรก กูว่าแพ้แน่ ๆ ถ้าไม่แพ้ก็กำลังจะแพ้ แรงกดดันขับเคลื่อนให้มนุษย์ยกระดับตัวเองขึ้นมาได้ แต่กดก็เอาแต่พองามนะ ถ้าอันไหนที่ต้องตะเกียกตะกาย ต้องทรมาน ก็เปลี่ยนมันหน่อย

“ถ้าคำสั่งของเรามันตึงไปแล้ว เราจะบอกลูกน้องให้ผ่อน ผ่อนลงมา ถ้าเล่นท่ายากตอนไม่พร้อม เราอาจจะเหลือศูนย์ได้เลย เพราะฉะนั้น เล่นท่าที่ง่ายหน่อย ไม่เหมือนตอนหนุ่ม ๆ ที่บ้าดีเดือด ไม่มีอะไรที่คิดแล้วทำไม่ได้ ถ้าคนอื่นเล่น 10 FLYNOW ต้อง 100 เงินไม่อั้น โชว์ต้องดีสุด ๆ เสื้อไม่ต้องสนใจว่าจะขายได้ไม่ได้ ใครบอกว่าเป็นเสื้อในมิวเซียมก็จะถือเป็นข้อดี เชื่อไหมว่าตอนนี้เสื้อในสต็อกมีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท”

นอกจากคอลเลกชันแห่งการกลับมา เขาคิดไปถึงช่องทางการขายที่ต่อไปอาจจะไม่ต้องอยู่ในห้างสรรพสินค้า ไม่ต้องเป็นร้าน Stand Alone ในวันที่โลกเชื่อมกันหมดแล้ว ในอนาคตเราอาจจะเจอ FLYNOW อยู่ในช่องทางใหม่ ๆ ที่นึกไม่ถึง

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

07

ครึ่งหนึ่งของลิ้มคือความละเอียดจากพ่อ อีกครึ่งคือความเมตตาจากแม่ หลอมหลวมเป็นตัวเขาที่ยังยึดมั่นกับแบรนด์นี้อย่างไม่ยอมแพ้

จะใช้คำว่า ยึดมั่น ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะเขายอมรับความผิดพลาด น้อมรับความล้มเหลว และพร้อมจะลุกขึ้นใหม่โดยทิ้งอัตตาและความสำเร็จเดิมไว้ข้างหลัง

การทำธุรกิจของเขาแม้จะไม่ถูกต้องทุกข้อตามที่เขียนไว้ในตำรา แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ หัวใจและความเห็นอกเห็นใจ ที่ใช้เวลาหลายสิบปีในการก่อร่างสร้างตัวขึ้น 

นับจากวันที่ The Cloud ไปเยี่ยมเขาถึงออฟฟิศ ได้ขึ้นไปหาป้า ๆ น้า ๆ ช่างเย็บที่กำลังง่วนกับการเตรียมคอลเลกชันใหม่ ได้เห็นลิ้มคัดเลือกสุ่มสำหรับเสื้อผ้าชุดหนึ่ง เห็นมู้ดบอร์ด เห็นภาพสเก็ตช์ เห็นทีมงานกว่า 20 คนบรรจงสร้างสรรค์ผลงานอย่างสุดหัวใจ

ในคืนวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ความตั้งใจที่ทำกันมาหลายเดือนได้ปรากฏสู่สายตาสาธารณชน ท่ามกลางเสียงปรบมือและกำลังใจที่ผู้คนในวงการมีให้กับเขาและทีม FLYNOW ทุกชีวิต

คอลเลกชันนี้จึงไม่ใช่แค่ ‘การกลับมา’ แต่เป็นความน่ายินดีและการเอาใจช่วย

หลังโชว์จบลง ลิ้มก็เดินออกมา ตามด้วยดีไซเนอร์คู่ใจ และป้า ๆ น้า ๆ ทีมงานช่างเย็บของเขาที่เราขึ้นไปเยี่ยมเยียนในวันนั้น

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

Lessons Learned

  • ซื่อสัตย์กับตัวเอง ซื่อสัตย์กับผู้อื่น
  • กล้าที่จะล้มเหลว น้อมรับความผิดพลาด เพื่อที่จะได้เห็นปัญหาแล้วแก้ไขได้ตรงจุด
  • ไม่หลงระเริงกับความสำเร็จ จนลืมเตรียมรับมือกับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้น
  • ให้เกียรติคนทำงานเสมอ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load